ส่งใจจากยะลา!! บุคลากร-นศ.กว่า3,500คน ร่วม’ร้องเพลงชาติ’ส่งกำลังใจทหารไทย

ส่งใจจากยะลา!! บุคลากร-นศ.กว่า3,500คน ร่วม'ร้องเพลงชาติ'ส่งกำลังใจทหารไทย

ส่งใจจากยะลา!! บุคลากร-นศ.กว่า3,500คน ร่วม’ร้องเพลงชาติ’ส่งกำลังใจทหารไทย

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.52 น.

ส่งใจจากแดนไกล!! อธิการบดี มรภ.ยะลา นำคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษากว่า 3,500 คน สวมเสื้อเหลือง ร่วม’เคารพธงชาติและร้องเพลงชาติไทย’ พร้อมส่งกำลังใจถึงผู้ปฏิบัติงานชายแดนไทย กัมพูชา 

เมื่อวันที่ 6 ส.ค.2568 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิริชัย นามบุรี อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ได้นำคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษากว่า 3,500 คน ร่วมกิจกรรม “เคารพธงชาติและร้องเพลงชาติไทย” เพื่อแสดงพลังแห่งความรักชาติ ความสามัคคี และความจงรักภักดีต่อสถาบันหลักของชาติ

โดยภายในงานเต็มไปด้วยความพร้อมเพรียง ผู้เข้าร่วมกิจกรรมพร้อมใจกันสวมเสื้อสีเหลือง แสดงถึงความจงรักภักดีและพลังแห่งความสามัคคี ยังมีการถือป้าย แสดงความรักชาติ ปกป้องอธิปไตย พร้อมโบกธงชาติไทย เพื่อแสดงความหวงแหนในอธิปไตยของชาติไทย และร่วมส่งแรงใจไปยังเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานตามแนวชายแดน ไทย – กัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญด้านความมั่นคง โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของเยาวชนและประชาชนในการร่วมกันปกป้องและธำรงไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และผืนแผ่นดินไทย

รัฐบาลสหรัฐฯ ยกเลิกสนับสนุนโครงการพัฒนาวัคซีน mRNA มูลค่า 16,000 ล้านบาท

รัฐบาลสหรัฐฯ ยกเลิกสนับสนุนโครงการพัฒนาวัคซีน mRNA มูลค่า 16,000 ล้านบาท

6 ส.ค. 2568 14:32 น.

รัฐบาลสหรัฐฯ ยกเลิกสนับสนุนโครงการพัฒนาวัคซีน mRNA มูลค่า 16,000 ล้านบาท

กระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ของสหรัฐฯ มีแผนยกเลิกเงินสนับสนุน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 16,175 ล้านบาท สำหรับวัคซีน mRNA ที่กำลังพัฒนาเพื่อต่อสู้กับไวรัส เช่น ไข้หวัดใหญ่และโควิด-19

นายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ของสหรัฐฯ ประกาศยกเลิกโครงการพัฒนาวัคซีน mRNA มูลค่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 16,175 ล้านบาท) ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งพัฒนาวัคซีนสำหรับไข้หวัดใหญ่และโรคโควิด-19 การตัดสินใจครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงการวิจัย 22 โครงการของบริษัทเภสัชกรรมรายใหญ่อย่างไฟเซอร์ (Pfizer) และโมเดอร์นา (Moderna) ที่กำลังพัฒนาวัคซีนป้องกันไข้หวัดนกและไวรัสอื่น ๆ อยู่

นายเคนเนดี ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ที่มีแนวคิดต่อต้านวัคซีน ได้ให้เหตุผลในการยกเลิกโครงการว่า “เทคโนโลยี mRNA มีความเสี่ยงมากกว่าประโยชน์สำหรับไวรัสในระบบทางเดินหายใจเหล่านี้” เขายังอ้างว่าวัคซีน mRNA ล้มเหลวในการป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนอย่างมีประสิทธิภาพ และอาจกระตุ้นให้เกิดการกลายพันธุ์ของไวรัส ซึ่งจะทำให้การระบาดใหญ่ยืดเยื้อออกไปอีก

การตัดสินใจของนายเคนเนดีถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพหลายคน โดยนายปีเตอร์ ลูรี อดีตเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) กล่าวว่าการยกเลิกโครงการนี้เป็นการ “หันหลังให้เครื่องมือที่มีแนวโน้มดีที่สุดในการต่อสู้กับการระบาดใหญ่ครั้งหน้า” ขณะที่ นพ.พอล ออฟฟิต ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาวัคซีนจากโรงพยาบาลเด็กแห่งฟิลาเดลเฟีย กล่าวว่าวัคซีน mRNA มีความปลอดภัยสูงมาก และเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อขั้นรุนแรงจากไวรัสต่าง ๆ เช่น โควิด-19

นายเคนเนดีกล่าวว่ากระทรวงฯ จะเปลี่ยนไปสนับสนุนแพลตฟอร์มวัคซีนแบบอื่นที่ “ปลอดภัยกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่า แม้ว่าไวรัสจะกลายพันธุ์” โดยจะเน้นแพลตฟอร์มที่มีประวัติด้านความปลอดภัยที่แข็งแกร่งกว่า อย่างไรก็ตาม ดร. ออฟฟิตให้ความเห็นว่าการยกเลิกการสนับสนุนครั้งนี้อาจทำให้สหรัฐฯ ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ “อันตรายมากขึ้น” ในการรับมือกับการระบาดใหญ่ในอนาคต เนื่องจากวัคซีน mRNA มีวงจรการพัฒนาที่สั้นกว่ามาก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สามารถตอบสนองต่อการระบาดของโควิด-19 ได้อย่างรวดเร็ว

นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง นายเคนเนดีได้ดำเนินการหลายอย่างเพื่อปรับเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาและควบคุมวัคซีนของหน่วยงานสาธารณสุขของประเทศอย่างต่อเนื่อง เช่น ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เขาได้ปลดคณะกรรมการทั้งหมด 17 คนที่ทำหน้าที่ให้คำแนะนำอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน และแทนที่ด้วยบุคคลบางส่วนที่เคยวิพากษ์วิจารณ์ความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีน นอกจากนี้เขายังได้ถอดถอนวัคซีนป้องกันโควิด-19 ออกจากตารางการสร้างภูมิคุ้มกันที่แนะนำโดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) สำหรับเด็กและสตรีมีครรภ์ที่มีสุขภาพดีอีกด้วย.

ที่มา BBC

บังกลาเทศเตรียมจัดเลือกตั้ง ก.พ. ปีหน้า ครบรอบ 1 ปี โค่นล้มอดีตนายกฯ

บังกลาเทศเตรียมจัดเลือกตั้ง ก.พ. ปีหน้า ครบรอบ 1 ปี โค่นล้มอดีตนายกฯ

6 ส.ค. 2568 12:15 น.

บังกลาเทศเตรียมจัดเลือกตั้ง ก.พ. ปีหน้า ครบรอบ 1 ปี โค่นล้มอดีตนายกฯ

บังกลาเทศประกาศเตรียมจัดการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ในวาระครบรอบ 1 ปี การประท้วงขับไล่อดีตนายกรัฐมนตรีชีค ฮาสินา 

บังกลาเทศเตรียมจัดการเลือกตั้งครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2026 นี้ หลังจากที่อดีตนายกรัฐมนตรี ชีค ฮาสินา ถูกโค่นล้มจากอำนาจเมื่อหนึ่งปีก่อน โดยนายมูฮัมหมัด ยูนุส ผู้นำรัฐบาลรักษาการ ได้ประกาศข่าวสำคัญนี้ในวันครบรอบ 1 ปี การล่มสลายของรัฐบาล ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “การปลดปล่อยครั้งที่สอง” ของประเทศ

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมปีที่แล้ว ชีค ฮาสินา ได้หลบหนีไปยังประเทศอินเดีย หลังจากเกิดการประท้วงที่นำโดยนักศึกษามาเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ซึ่งเป็นการสิ้นสุดยุคสมัยของการปกครองที่ยาวนานถึง 15 ปี และมีแนวโน้มเผด็จการมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนั้นไม่กี่วัน นายมูฮัมหมัด ยูนุส เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ ก็ได้เข้ามารับตำแหน่งผู้นำรัฐบาลรักษาการ โดยให้คำมั่นว่าจะดำเนินการปฏิรูปประเทศ แต่ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายจากสถานการณ์การเมืองที่ยังคงวุ่นวายและความยากลำบากในการธำรงไว้ซึ่งกฎหมายและความสงบเรียบร้อย

หนึ่งในประเด็นที่สร้างความแตกแยกทางการเมืองมาโดยตลอดคือการกำหนดวันเลือกตั้ง โดยในตอนแรกนายยูนุสเคยเสนอว่าอาจจะมีการเลือกตั้งในช่วงเดือนมิถุนายน 2026 แต่ล่าสุดเขาก็ได้ปรากฏตัวบนเวทีร่วมกับตัวแทนจากพรรคชาตินิยมบังกลาเทศ (BNP), พรรคอิสลามิสต์จามาอะต์-เอ-อิสลามี และพรรคพลเมืองแห่งชาติ (NCP) ที่นำโดยนักศึกษา ที่กรุงธากา จากนั้นเขาจึงประกาศว่าจะทำหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อขอให้จัดการเลือกตั้งขึ้น “ก่อนเดือนรอมฎอนในเดือนกุมภาพันธ์ 2026”

นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน นายยูนุสยังได้อ่าน “ปฏิญญาเดือนกรกฎาคม” ซึ่งเป็นการย้ำคำมั่นที่จะดำเนินการปฏิรูปอย่างกว้างขวาง และมีเป้าหมายที่จะรับรองการประท้วงของนักศึกษาที่โค่นล้มรัฐบาลฮาสินาไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย เอกสารดังกล่าวให้คำมั่นว่าจะสร้างรัฐประชาธิปไตยที่ยึดหลักนิติธรรมและคุณธรรม รวมถึงการนำผู้ที่ใช้ความรุนแรงในช่วงการปกครองของนางฮาสินามารับโทษตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งผู้สนับสนุนมองว่าเป็นรากฐานของการปฏิรูปสถาบันต่างๆ ของประเทศ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ก็มองว่าเป็นเพียงสัญลักษณ์ที่ไม่มีอำนาจที่แท้จริง

บังกลาเทศเตรียมจัดเลือกตั้ง ก.พ. ปีหน้า ครบรอบ 1 ปี โค่นล้มอดีตนายกฯ

ช่วงเวลาที่นางฮาสินาดำรงตำแหน่งนั้นเต็มไปด้วยข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน การสังหารและการจำคุกคู่แข่งทางการเมือง สมาชิกในรัฐบาลพรรคสันนิบาตอวามีปราบปรามผู้เห็นต่างอย่างโหดเหี้ยม โดยมีรายงานว่ามีบุคคลจำนวนมากที่ “หายตัวไป” และถูกคุมขังในเครือข่ายเรือนจำลับทั่วประเทศ แต่ชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้นางฮาสินาต้องหนีออกจากประเทศคือการประท้วงของนักศึกษาต่อต้านระบบโควตาการรับราชการพลเรือน ซึ่งบานปลายจนนำไปสู่การเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2024

หลังจากรัฐบาลล่มสลาย พรรคสันนิบาตอวามี ก็ถูกสั่งห้ามดำเนินกิจกรรมทางการเมือง โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่าตลอดช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ผู้สนับสนุนพรรคสันนิบาตอวามีหลายร้อยคนถูกควบคุมตัวโดยไม่มีการไต่สวน ในฐานะส่วนหนึ่งของปฏิญญาที่อ่านในวันอังคารที่ผ่านมา นายยูนุสได้กล่าวว่าผู้ที่เสียชีวิตจากการลุกฮือครั้งนี้จะได้รับการยกย่องเป็น “วีรบุรุษของชาติ” ด้วย

ในขณะเดียวกัน เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา นางฮาสินาได้เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงประชาชนชาวบังกลาเทศ โดยยืนยันว่าเธอไม่ได้ลาออกจากตำแหน่ง และอธิบายเหตุการณ์ในปี 2024 ว่าเป็น “การรัฐประหาร” เธอกล่าวว่า “แม้จะมีคำกล่าวอ้างในทางตรงกันข้าม ดิฉันไม่เคยลาออกจากหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีของคุณเลย” และยังกล่าวทิ้งท้ายว่า “ดิฉันเชื่อในตัวคุณ ดิฉันเชื่อในบังกลาเทศ และดิฉันเชื่อว่าวันดีที่สุดของเรากำลังจะมาถึง”

ปัจจุบัน นางฮาสินากำลังถูกดำเนินคดีในบังกลาเทศในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน ซึ่งเธอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและไม่ยอมเดินทางกลับประเทศเพื่อเผชิญหน้ากับคดีดังกล่าว.

ที่มา BBC

ตำรวจบราซิลตะลึง ตรวจยึดกระบะลักลอบขนทองแท่งกว่า 100 กก.

ตำรวจบราซิลตะลึง ตรวจยึดกระบะลักลอบขนทองแท่งกว่า 100 กก.

6 ส.ค. 2568 12:01 น.

ตำรวจบราซิลตะลึง ตรวจยึดกระบะลักลอบขนทองแท่งกว่า 100 กก.

ตำรวจทางหลวงกลางของบราซิล ตรวจยึดทองคำแท่งน้ำหนักรวมกว่า 103 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ภายในช่องลับของรถกระบะระหว่างการตั้งด่านตรวจในเมืองโบอาวิสตา รัฐโรราอิมา เร่งสอบหาเจ้าของตัวจริง

เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงกลางของบราซิล หรือ PRF สามารถตรวจยึดทองคำแท่งน้ำหนักรวมกว่า 103 กิโลกรัม ที่ซุกซ่อนอยู่ภายในช่องลับของรถกระบะระหว่างการตั้งด่านตรวจในเมืองโบอาวิสตา เมืองหลวงของรัฐโรราอิมา ทางตอนเหนือของประเทศ เมื่อวันจันทร์ที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งนับเป้นการตรวจยึดทองคำครั้งใหญ่ที่สุดในบราซิลเท่าที่เคยมีบันทึกมา

โดยทองคำทั้งหมดมีมูลค่าสูงกว่า 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 400 ล้านบาท ตามราคาตลาดโลกในปัจจุบัน

มีรายงานว่าคนขับรถกระบะ อายุ 30 ปี ถูกจับกุมทันทีในที่เกิดเหตุ โดยภรรยาและลูกวัยเพียง 9 เดือนของเขาอยู่ในรถด้วย

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า เริ่มเกิดความสงสัยหลังพบข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกันในเอกสารของผู้ขับรถ โดยรถกระบะคันที่ใช้ลักลอบขนทองคำนั้น ไม่ได้จดทะเบียนในชื่อของชายผู้ถูกจับกุม และยังไม่เปิดเผยว่าใครเป็นเจ้าของที่แท้จริงของรถคันดังกล่าวก่อนตัดสินใจตรวจค้นรถอย่างละเอียด จนพบทองคำแท่งจำนวนมากซ่อนอยู่ในช่องลับ

ตามรายงานของ PRF ชายคนดังกล่าวระบุว่า ประกอบอาชีพเกี่ยวกับการก่อสร้าง โดยเฉพาะใน “โครงการขนาดใหญ่” แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ซึ่งล่าสุดทองคำที่ตรวจยึดได้ถูกส่งมอบให้กับสำนักงานตำรวจสหพันธรัฐของบราซิล เพื่อดำเนินการสอบสวนขยายผลต่อไป  โดยจากการสันนิษฐานเบื้องต้นคาดว่าทองคำอาจจะถูกส่งไปยังเวเนซุเอลาหรือกายอานา ซึ่งทั้งสองประเทศมีพรมแดนติดกับรัฐโรราอิมา และมักถูกใช้เป็นเส้นทางลักลอบขนสินค้ามูลค่าสูง.

ที่มา : Amazonagency

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทองคำแท่ง

รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์ชี้เหตุ ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา “กระทบศรัทธาอาเซียน” ย้ำเป็นบทเรียนร้ายแรง

รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์ชี้เหตุ ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา “กระทบศรัทธาอาเซียน” ย้ำเป็นบทเรียนร้ายแรง

6 ส.ค. 2568 11:28 น.

รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์ชี้เหตุ ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา “กระทบศรัทธาอาเซียน” ย้ำเป็นบทเรียนร้ายแรง

รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์ชี้เหตุ ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา “กระทบศรัทธาอาเซียน” ย้ำเป็นบทเรียนร้ายแรง โดยมองว่านี่ไม่ใช่แค่ความรุนแรงชายแดน แต่เป็นจุดอ่อนของอาเซียนทั้งระบบ 

วันที่ 6 สิงหาคม 2568 เว็บไซต์ข่าว The Straits Times รายงานว่า ดร.วิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีต่างประเทศของสิงคโปร์ กล่าวอย่างตรงไปตรงมาระหว่างการประชุม Asean and Asia Forum ครั้งที่ 17 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ว่าการปะทะกันด้วยอาวุธระหว่างไทยกับกัมพูชาเมื่อเร็วๆ นี้ ถือเป็น ความล้มเหลวของผู้นำและเป็นความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของอาเซียนในเวทีโลก

ดร.บาลากริชนัน กล่าวต่อหน้าผู้แทนทางการทูต นักวิชาการ และภาคธุรกิจ กว่า 300 คนในงานที่จัดขึ้น ณ โรงแรมปาร์กรอยัล ในสิงคโปร์ว่า นับเป็นจุดตกต่ำอย่างรุนแรง ไม่ใช่แค่เรื่องสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค แต่รวมถึงเครดิตของอาเซียนทั้งหมด

ดร.บาลากริชนัน เน้นว่าข้อพิพาทเรื่องพรมแดนมีอยู่ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ไม่จำเป็นต้องจบด้วยความรุนแรง  พร้อมวิจารณ์ว่าเหตุปะทะชายแดนเป็นความล้มเหลวของการทูต และผู้นำที่ไม่สามารถยับยั้งได้

โดยความรุนแรงชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเกิดขึ้นติดต่อกัน 5 วัน ก่อนที่จะมีการหยุดยิง โดยมีมาเลเซียเป็นผู้ไกล่เกลี่ยให้เกิดการหยุดยิงเมื่อ 28 ก.ค. ได้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 40 ศพ และประชาชนกว่า 300,000 คนต้องอพยพ ถูกยกให้เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ตึงเครียดที่สุดระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนในรอบหลายปี  

ทางด้านนายเกา คิม ฮวน เลขาธิการอาเซียนกล่าวในเวทีเดียวกันว่า บทบาทของมาเลเซีย ประธานอาเซียนปีนี้ มีส่วนอย่างมากในการคลี่คลายความตึงเครียด  พร้อมเผยว่ารัฐมนตรีกลาโหมไทย-กัมพูชาเริ่มกลับมาหารือร่วมกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ และหากจำเป็นมาเลเซียพร้อมส่งทีมตรวจสอบชายแดน.

ที่มา : The Straits Times

อดีตสตรีหมายเลข 1 เกาหลีใต้ถูกสอบสวนกรณีถูกกล่าวหารับสินบน

อดีตสตรีหมายเลข 1 เกาหลีใต้ถูกสอบสวนกรณีถูกกล่าวหารับสินบน

6 ส.ค. 2568 10:54 น.

อดีตสตรีหมายเลข 1 เกาหลีใต้ถูกสอบสวนกรณีถูกกล่าวหารับสินบน

อัยการเกาหลีใต้สอบปากคำคิม กอน ฮี อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง และภรรยาของอดีตประธานาธิบดียุน ซอก ยอล เกี่ยวกับข้อกล่าวหาต่างๆ ที่รวมถึงการปั่นหุ้นและรับสินบน

คิม กอน ฮี อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง และภรรยาของอดีตประธานาธิบดียุน ซอก ยอล แห่งเกาหลีใต้ ซึ่งถูกปลดออกจากตำแหน่ง ได้ปรากฏตัวต่ออัยการพิเศษเพื่อสอบปากคำในวันนี้ (6 ส.ค.) ขณะที่เจ้าหน้าที่สอบสวนได้ขยายขอบเขตการสอบสวนไปยังข้อสงสัยเกี่ยวกับการปั่นหุ้น การรับสินบน และการแทรกแซงการเสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่งสมาชิกพรรค

การสอบสวนคิม กอน ฮี เป็นหนึ่งในสามการสอบสวนของอัยการพิเศษที่ดำเนินการภายใต้รัฐบาลเสรีนิยมชุดใหม่ของเกาหลีใต้ โดยมุ่งเป้าไปที่อดีตประธานาธิบดียุน ซึ่งถูกปลดออกจากตำแหน่งในเดือนเมษายน และถูกจับกุมอีกครั้งเมื่อเดือนที่แล้วจากการประกาศใช้กฎอัยการศึกเพียงช่วงสั้นๆ ในเดือนธันวาคม

การช่วงชิงอำนาจอย่างกะทันหันของนายยุน เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม เกิดขึ้นระหว่างการเผชิญหน้ากับพรรคเสรีนิยม ซึ่งเขากล่าวว่าเป็น “กลุ่มต่อต้านรัฐ” ที่ใช้เสียงข้างมากในสภาเพื่อขัดขวางวาระของเขา ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองบางคนตั้งคำถามว่าการกระทำของยุนมีแรงจูงใจบางส่วนจากข้อกล่าวหาต่อภรรยาของเขา ซึ่งส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยม  และเป็นอาวุธทางการเมืองให้กับคู่แข่งของเขา

คิมกล่าวกับผู้สื่อข่าวขณะมาถึงเพื่อสอบปากคำว่า “ฉันขอโทษที่ทำให้ประชาชนกังวล แม้ว่าฉันจะเป็นคนไม่สำคัญก็ตาม” เธอเสริมว่าเธอจะให้ความร่วมมือกับกระบวนการสอบสวนอย่างจริงใจ ก่อนที่จะเดินจากไปโดยไม่ตอบคำถามเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับข้อกล่าวหา

ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างหนาแน่นของตำรวจ ผู้สนับสนุนนายยุนหลายสิบคนได้รวมตัวกันที่ด้านนอกสำนักงานอัยการพิเศษในกรุงโซล และโบกธงชาติเกาหลีใต้และสหรัฐฯ และป้ายต่างๆ

นายยุน ซึ่งถูกส่งตัวกลับเข้าเรือนจำเมื่อเดือนที่แล้ว และกำลังเผชิญกับการพิจารณาคดีในข้อหากบฏและข้อหาอื่นๆ ได้ขัดขืนความพยายามของเจ้าหน้าที่สอบสวนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่จะบังคับให้เขาให้ปากคำเกี่ยวกับภรรยาของเขา เจ้าหน้าที่สอบสวนกล่าวว่าเขาถอดเครื่องแบบนักโทษออกและนอนลงบนพื้นห้องขังในชุดชั้นใน ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะล้มเลิกในการออกหมายจับเพื่อควบคุมตัว และวางแผนที่จะเจรจากับทนายความของนายยุนเพื่อเตรียมการสอบสวนที่อาจเกิดขึ้น

นายยุนและคิมต้องเผชิญกับข้อสงสัยว่าใช้อิทธิพลที่ไม่เหมาะสมเหนือพรรคพลังประชาชน ในการเสนอชื่อผู้สมัครสำหรับการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกรัฐสภาปี 2022 โดยอ้างว่าเป็นคำขอของนายมยอง แทคยุน นายหน้าการเลือกตั้งและผู้ก่อตั้งสำนักงานสำรวจความคิดเห็นที่จัดทำแบบสำรวจความคิดเห็นฟรีให้กับนายยุนก่อนจะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

คิมถูกเชื่อมโยงกับข้อกล่าวหาการทุจริตหลายกระทง รวมถึงการกล่าวหาว่าเธอได้รับสร้อยคอและของขวัญอื่นๆ ผ่านหมอดูซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางให้กับเจ้าหน้าที่คริสตจักรแห่งความสามัคคี ที่แสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจ รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการปั่นราคาหุ้น ขณะดำรงตำแหน่ง นายยุนได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องให้สอบสวนภรรยาของเขาหลายครั้ง โดยกล่าวหาว่าเป็นการโจมตีทางการเมืองที่ไม่มีมูลความจริง

นายยุนได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำในเดือนมีนาคม หลังจากศาลแขวงกลางกรุงโซลกลับคำพิพากษาเมื่อเดือนมกราคม แต่ศาลกลับอนุมัติการจับกุมครั้งใหม่ในเดือนกรกฎาคม โดยยอมรับคำกล่าวอ้างของอัยการพิเศษที่ว่าเขามีความเสี่ยงที่จะทำลายหลักฐาน.

ที่มา AP

ฮิโรชิมารำลึก 80 ปีโศกนาฏกรรมปรมาณู ท่ามกลางกระแสโลกที่เลือกใช้นิวเคลียร์เพื่อยับยั้ง

ฮิโรชิมารำลึก 80 ปีโศกนาฏกรรมปรมาณู ท่ามกลางกระแสโลกที่เลือกใช้นิวเคลียร์เพื่อยับยั้ง

6 ส.ค. 2568 10:24 น.

ฮิโรชิมารำลึก 80 ปีโศกนาฏกรรมปรมาณู ท่ามกลางกระแสโลกที่เลือกใช้นิวเคลียร์เพื่อยับยั้ง

ญี่ปุ่นจัดพิธีรำลึกครบรอบ 80 ปีฮิโรชิมา ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นยังไม่ลงนามห้ามอาวุธนิวเคลียร์ เช่นเดียวกับแนวโน้มโลกที่หนุนการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือยับยั้ง

เมืองฮิโรชิมาได้จัดพิธีรำลึกครบรอบ 80 ปีเหตุการณ์ทิ้งระเบิดปรมาณูของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมที่คร่าชีวิตผู้คนกว่า 140,000 ราย และยังคงหลอกหลอนความทรงจำของชาวญี่ปุ่นจนถึงทุกวันนี้ ท่ามกลางกระแสที่ผู้นำระดับโลกจำนวนมากเริ่มสนับสนุนการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เพื่อใช้เป็นเครื่องยับยั้ง มากยิ่งขึ้น

เหตุการณ์เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ปี 1945 เครื่องบิน B-29 ของสหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดปรมาณูลูกแรกลงบนเมืองฮิโรชิมา ส่งผลให้เมืองพังราบและมีผู้เสียชีวิตกว่า 140,000 คน และอีก 3 วันถัดมา เมืองนางาซากิก็ถูกทิ้งระเบิดลูกที่สอง คร่าชีวิตผู้คนอีกกว่า 70,000 ราย ก่อนที่ญี่ปุ่นจะประกาศยอมแพ้ในวันที่ 15 สิงหาคม 1945 สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามรุกรานของญี่ปุ่นในเอเชียที่ยาวนานเกือบครึ่งศตวรรษ

ในการรำลึกปีนี้ นายกรัฐมนตรีชิเงรุ อิชิบะ นายกเทศมนตรีเมืองฮิโรชิมา และเจ้าหน้าที่ระดับสูง ได้ร่วมกันวางพวงมาลาที่อนุสรณ์สถานกลางเมือง พร้อมปล่อยนกพิราบสีขาวหลายสิบตัว สัญลักษณ์แห่งสันติภาพ ท่ามกลางประชาชนที่ร่วมยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที ขณะที่ระฆังสันติภาพดังขึ้นในเวลา 8:15 น. ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่ระเบิดถูกปล่อยลงเมืองเมื่อ 80 ปีก่อน

ฮิโรชิมารำลึก 80 ปีโศกนาฏกรรมปรมาณู ท่ามกลางกระแสโลกที่เลือกใช้นิวเคลียร์เพื่อยับยั้ง

อย่างไรก็ตาม การรำลึกในปีนี้เกิดขึ้นในบริบทที่เปลี่ยนไป เมื่อแนวคิดการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เพื่อการป้องปรามได้รับการสนับสนุนมากขึ้น แม้กระทั่งในญี่ปุ่นเอง รัฐบาลญี่ปุ่นยังคงปฏิเสธที่จะลงนามใน สนธิสัญญาห้ามอาวุธนิวเคลียร์ หรือแม้แต่ส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมในฐานะผู้สังเกตการณ์ เนื่องจากประเทศยังคงอยู่ภายใต้ร่มนิวเคลียร์ ของสหรัฐฯ

ฮิโรชิมารำลึก 80 ปีโศกนาฏกรรมปรมาณู ท่ามกลางกระแสโลกที่เลือกใช้นิวเคลียร์เพื่อยับยั้ง

นายอิชิบะกล่าวในสุนทรพจน์ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นยังคงยึดมั่นในคำมั่นสัญญาเพื่อโลกที่ปราศจากอาวุธนิวเคลียร์ แต่ไม่ได้กล่าวถึงสนธิสัญญาดังกล่าวแต่อย่างใด และยังแสดงจุดยืนสนับสนุนการครอบครองอาวุธเพื่อการยับยั้ง ซึ่งสวนทางกับความรู้สึกของผู้รอดชีวิตจากระเบิดปรมาณู ที่เรียกร้องให้ญี่ปุ่นแสดงจุดยืนต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์อย่างแท้จริง

ฮิโรชิมารำลึก 80 ปีโศกนาฏกรรมปรมาณู ท่ามกลางกระแสโลกที่เลือกใช้นิวเคลียร์เพื่อยับยั้ง

ผู้รอดชีวิตและกลุ่มเคลื่อนไหวยังวิจารณ์ว่า คำกล่าวของรัฐบาลญี่ปุ่นเรื่องสันติภาพนั้นเป็นเพียงวาทกรรมลอยๆ เนื่องจากรัฐบาลยังไม่เคยจ่ายเงินเยียวยาแก่พลเรือนที่ได้รับผลกระทบจากระเบิดนิวเคลียร์ โดยให้การช่วยเหลือเฉพาะทหารผ่านศึกและครอบครัวเท่านั้น โดยพวกเขายังพยายามเรียกร้องไปยังรัฐบาลสหรัฐฯ ถึงความรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของพลเรือนเหล่านี้ด้วย.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฮิโรชิมา

รัฐเทนเนสซี ประหารชีวิตนักโทษโดยไม่ปิดเครื่องกระตุ้นหัวใจ กลุ่มสิทธิฯ ชี้เป็นการทรมาน ผิดมนุษยธรรม

รัฐเทนเนสซี ประหารชีวิตนักโทษโดยไม่ปิดเครื่องกระตุ้นหัวใจ กลุ่มสิทธิฯ ชี้เป็นการทรมาน ผิดมนุษยธรรม

6 ส.ค. 2568 10:21 น.

รัฐเทนเนสซี ประหารชีวิตนักโทษโดยไม่ปิดเครื่องกระตุ้นหัวใจ กลุ่มสิทธิฯ ชี้เป็นการทรมาน ผิดมนุษยธรรม

รัฐเทนเนสซี ของสหรัฐฯ ประหารชีวิตนักโทษชายวัย 69 ปี โดยไม่ช่วยปิดเครื่องกระตุ้นหัวใจให้ กลุ่มสิทธิฯ ชี้ทำให้เกิดภาวะตายแล้วฟื้นวนลูป ถือเป็นการทรมาน ผิดหลักมนุษยธรรม

วันที่ 6 สิงหาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐเทนเนสซีของสหรัฐฯ ดำเนินการประหารชีวิตนายไบรอน แบล็ก นักโทษชายวัย 69 ปี ด้วยการฉีดยาพิษเข้าร่างกาย โดยไม่ได้ปิดการทำงานของเครื่องกระตุ้นหัวใจชนิดฝังในร่างกาย (Implantable Cardioverter Defibrillator: ICD) ท่ามกลางความกังวลว่าอุปกรณ์กระตุ้นหัวใจอาจช็อกหัวใจให้กลับมาทำงานอีก หลังยาพิษออกฤทธิ์ ซึ่งทำให้เกิดภาวะตายแล้วฟื้นวนลูป เจ็บปวดทรมานเกินความจำเป็น

รายงานข่าวระบุว่า นักโทษรายนี้มีอาการป่วยเรื้อรังหลายโรค รวมถึงภาวะสมองเสื่อม ไตวาย หัวใจล้มเหลว ต้องนั่งรถเข็น และใส่เครื่องกระตุ้นการทำงานของหัวใจแบบฝังในร่างกาย โดยทีมทนายความได้ยื่นเรื่องขอให้ศาลสั่งปิด ICD ก่อนการประหาร เนื่องจากอาจกระตุ้นหัวใจโดยไม่จำเป็น แต่คำสั่งดังกล่าวถูกศาลฎีกาของรัฐเทนเนสซีเพิกถอนเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่า “ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจออกคำสั่ง”

ขณะที่ องค์กรศูนย์ข้อมูลโทษประหารชีวิตของสหรัฐฯ (Death Penalty Information Center) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมายังไม่เคยพบกรณีใดในอดีตที่มีการประหารนักโทษซึ่งฝัง ICD อยู่ในร่างโดยไม่ปิดการทำงานมาก่อน

อย่างไรก็ตาม ทางภาครัฐยืนยันว่าการฉีดยาพิษจะไม่กระตุ้น ICD ให้ทำงาน และผู้ต้องขังก็จะไม่รับรู้ความเจ็บปวดใดๆ แต่ก็มีเสียงวิจารณ์ว่า เป็นการดำเนินการที่เสี่ยงต่อการละเมิดหลักมนุษยธรรม

ทั้งนี้ นายแบล็กถูกตัดสินประหารชีวิตในคดีฆาตกรรมหญิงคนรักวัย 29 ปี และลูกสาวของเธออีก 2 คน วัย 9 ขวบ และ 6 ขวบ ในปี 2531 โดยเขาลงมือสังหารที่บ้านพักของฝ่ายหญิง ขณะอยู่ระหว่างโครงการปล่อยตัวชั่วคราวจากคุกเพื่อไปทำงาน (work-release program) จากโทษจำคุกเดิมในคดียิงสามีเก่าของฝ่ายหญิง.

ฝนตกหนักแบบฟ้ารั่ว ทำดินโคลนไหลทะลักท่วมหมู่บ้านที่อินเดีย สังเวยแล้ว 4 ศพ คาดสูญหาย 50-100 คน

ฝนตกหนักแบบฟ้ารั่ว ทำดินโคลนไหลทะลักท่วมหมู่บ้านที่อินเดีย สังเวยแล้ว 4 ศพ คาดสูญหาย 50-100 คน

6 ส.ค. 2568 09:13 น.

ฝนตกหนักแบบฟ้ารั่ว ทำดินโคลนไหลทะลักท่วมหมู่บ้านที่อินเดีย สังเวยแล้ว 4 ศพ คาดสูญหาย 50-100 คน

เกิดปรากฎการณ์ “เมฆระเบิด”  ฝนตกกระหน่ำราวกับฟ้ารั่ว ทำให้เกิดดินโคลนถล่ม น้ำป่าซัดเข้าหมู่บ้านที่รัฐอุตตราขัณฑ์ ทางตอนเหนือของอินเดีย เหตุเกิดแบบฉับพลันชาวบ้านไม่ทันตั้งตัว สังเวยแล้ว 4 ศพ

วันที่ 5 สิงหาคม 2568 สำนักข่าว CNN รายงานว่า เกิดปรากฎการณ์ “เมฆระเบิด” (Cloudburst) ฝนตกกระหน่ำราวกับฟ้ารั่ว จนเกิดกระแสน้ำหลาก ดินโคลนไหลซัดเข้าสู่หมู่บ้านดาราลี ในเขตอุตตรากาชี โดยกระแสน้ำโคลนสีขุ่นไหลบ่าอย่างรุนแรงพร้อมเสียงร้องเตือนให้คนหนีเอาชีวิตรอด แต่เหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วมากจนหลายคนไม่ทันหลบหนี 

รายงานข่าวระบุว่า แม่น้ำเคียร์คันกา เอ่อล้นทะลักพัดพาดินโคลนจำนวนมากลงมาบนพื้นที่ลาดชัน ปกคลุมถนน สิ่งปลูกสร้าง และพื้นที่ธุรกิจรีัสอร์ททั่วหมู่บ้านดาราลี โดยดินโคลนซัดบ้านเรือน ร้านอาหาร และสิ่งปลูกสร้างพังยับ 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 13.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือประมาณ 15.00 น. ของวานนี้ ตามเวลาในไทย เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ศพ และเจ้าหน้าที่ระบุว่าคาดว่ามีผู้สูญหายจำนวนมากแต่ยังไม่สามารถระบุตัวเลขแน่ชัดได้ อาจจะอยู่ที่ประมาณ 50-100 คน และเชื่อว่ามีผู้ติดอยู่ใต้ซากบ้านและอาคารจำนวนมาก 

ขณะที่หน่วยกู้ภัย ทหาร และกองกำลังกึ่งทหารได้รุดไปยังจุดเกิดเหตุเพื่อค้นหาและช่วยเหลือ โดยมีรายงานว่า วัดกัลปเกดาร์ ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่่ในพื้นที่ ก็ได้รับความเสียหายจากโคลนถล่มด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้โคลนจากแม่น้ำยังได้ปิดกั้นแม่น้ำสายหลักอย่างภาคีรตี ซึ่งเป็นต้นธารของแม่น้ำคงคา แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของอินเดีย ทำให้เกิดทะเลสาบเทียมขนาดใหญ่พื้นที่กว้างขวาง รวมถึงลานเฮลิปแอดของทางการ ถูกน้ำท่วมจมมิด ซึ่งเจ้าหน้าที่หวั่นว่า หากไม่สามารถระบายน้ำออกได้ทัน อาจเกิดอันตรายกับชุมชนริมฝั่งแม่น้ำในตอนล่างอย่างรุนแรง

ขณะนี้กองทัพอินเดียได้ส่งทหารเข้าประจำพื้นที่ พร้อมประกาศเตือนประชาชนให้อยู่ห่างจากแม่น้ำและจุดเสี่ยง โดยมีรายงานว่ามีผู้บาดเจ็บหลายรายถูกนำตัวไปรักษาที่ฐานทัพ  ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านราว 2 กิโลเมตร

ทางด้านนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ทวีตข้อความแสดงความเสียใจต่อผู้ประสบภัย พร้อมระบุว่าขอภาวนาให้ทุกคนปลอดภัย ขณะนี้มีการระดมความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง และประชาชนทุกคนจะไม่ถูกละเลย.

นาซาเล็งสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์บนดวงจันทร์ภายในปี 2573

นาซาเล็งสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์บนดวงจันทร์ภายในปี 2573

6 ส.ค. 2568 07:16 น.

นาซาเล็งสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์บนดวงจันทร์ภายในปี 2573

รักษาการ ผอ.นาซา สั่งการให้เร่งความเร็วของแผนการ เพื่อสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์บนดวงจันทร์ให้เสร็จภายในปี 2573 หวั่นจีนกับรัสเซียลงมือตัดหน้า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สำนักงานการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซา ของสหรัฐฯ จะเร่งแผนการสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์บนดวงจันทร์ ให้เสร็จสิ้นภายในปี 2574 นี้ โดยเป็นส่วนหนึ่งในความทะเยอทะยานของสหรัฐฯ ที่จะสร้างฐานถาวรสำหรับมนุษย์เพื่ออาศัยอยู่บนพื้นผิวของดวงดาวดวงนี้

ตามรายงานของเว็บไซต์ข่าว โพลิติโก (Politico) นายฌอน ดัฟฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรักษาการผู้อำนวยการนาซา อ้างถึงแผนการคล้ายกันของจีนกับรัสเซีย และว่า 2 ประเทศนี้อาจประกาศเขตห้ามเข้าบนดวงจันทร์ (keep-out zone)

แต่คำถามที่ตามมาคือ เป้าหมายและกรอบเวลาดังกล่าวมีโอกาสเป็นจริงได้มากแค่ไหน เนื่องจากปัจจุบันนาซาถูกลดงบประมาณอย่างหนัก ขณะที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนกังวลว่า แผนการนี้อาจถูกผลักดันโดยเป้าหมายทางภูมิรัฐศาสตร์

ทั้งนี้ หลายประเทศรวมทั้งสหรัฐฯ, จีน, รัสเซีย, อินเดีย และญี่ปุ่น ต่างกำลังรีบเร่งในการสำรวจพื้นผิวของดวงจันทร์ และบางประเทศมีแผนสร้างที่อยู่ถาวรของมนุษย์ขึ้นบนนั้น

“เพื่อที่จะพัฒนาเทคโนโลยีสำคัญนี้อย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถสนับสนุนเศรษฐศาสตร์ดวงจันทร์ในอนาคต, เครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานสูงบนดาวอังคาร และเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ความมั่นคงทางอวกาศของประเทศเรา หน่วยงานนี้จำเป็นต้องเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว” นายดัฟฟีระบุในจดหมายที่เขาเขียนถึงนาซา

นายดัฟฟียังเรียกร้องให้บริษัทพาณิชย์ต่างๆ ยื่นข้อเสนอเรื่องการสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ที่สามารถให้กำเนิดไฟฟ้าได้อย่างน้อย 100 กิโลวัตต์ ซึ่งถือว่าน้อยมากหากอยู่บนโลก โดยกังหันลมบนบกยังสามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึง 2-3 เมกะวัตต์

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์หลายคนก็เห็นด้วยเรื่องการสร้างแหล่งพลังงานบนพื้นผิวดวงจันทร์ เช่น ดร.ลิม ซงอู จากมหาวิทยาลัย เซอร์เรย์ กล่าวว่า การสร้างที่อยู่อาศัยขนาดย่อมบนดวงจันทร์เพื่อให้ลูกเรือกลุ่มเล็กๆ อยู่ ก็อาจต้องใช้เครื่องผลิตไฟฟ้าหลายเมกะวัตต์แล้ว แผงโซลาร์เซลล์กับแบตเตอรี่ไม่สามารถทดแทนพลังงานขนาดนั้นได้

“พลังงานนิวเคลียร์ไม่ใช่แค่สิ่งที่พึงปรารถนา แต่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”

ในด้านความปลอดภัย ดร. ไซมอน บาร์เบอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ดวงดาวจากมหาวิทยาลัยโอเพ่น ยอมรับว่า การส่งวัตถุกัมมันตรังสีผ่านชั้นบรรยากาศโลกนั้น ทำให้เกิดความกังวลด้านความปลอดภัย ผู้ที่จะทำต้องมีใบอนุญาตพิเศษ แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่ไม่สามารถเอาชนะได้

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์บางคนก็แสดงความกังวลเช่นกันว่า คำสั่งล่าสุดของนายดัฟฟี มีแรงจูงใจทางการเมือง เพื่อแข่งกันค้นพบทวีปใหม่บนดวงจันทร์

“ดูเหมือนว่า เรากำลังกลับไปสู่วันเวลาเก่าของการชิงชัยว่าใครจะออกสู่อวกาศได้ก่อนกัน ซึ่งจากมุมมองทางวิทยาศาสตร์ มันน่าผิดหวังนิดหน่อย และน่ากังวลด้วย” ดร.บาร์เบอร์กล่าว “การแข่งขันสามารถทำให้เกิดนวัตกรรม แต่หากมุ่งเน้นแต่ผลประโยชน์ของชาติและการสถาปนาความเป็นเจ้าของ คุณอาจคลาดสายตาจากภาพที่ใหญ่กว่า ซึ่งก็คือการสำรวจระบบสุริยะและอวกาศที่ใกล้กว่านั้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc