คกก.สืบสวน ออกหมายเรียก สามี-ภรรยาคลินตัน ไปให้การคดีเอปสตีน

คกก.สืบสวน ออกหมายเรียก สามี-ภรรยาคลินตัน ไปให้การคดีเอปสตีน

6 ส.ค. 2568 05:15 น.

คกก.สืบสวน ออกหมายเรียก สามี-ภรรยาคลินตัน ไปให้การคดีเอปสตีน

คณะกรรมการสืบสวนของรัฐสภาสหรัฐฯ ออกหมายเรียก บิล กับ ฮิลลารี คลินตัน และอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายคน ไปให้การในคดีของนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะกรรมการสืบสวนของสภาคองเกรสของสหรัฐฯ เตรียมส่งหมายเรียกถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคน รวมถึงนายบิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนางฮิลลารี คลินตัน ภรรยาของเขา เพื่อไปให้ข้อมูล โดยเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสวนคดีประพฤติผิดทางเพศของนาย เจฟฟรีย์ เอปสตีน นักการเงินผู้ล่วงลับ

นายเจมส์ คัมเมอร์ ส.ส.รีพับลิกัน และประธานคณะกรรมการกำกับดูแลและปฏิรูปรัฐบาลของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ออกหมายเรียกในวันอังคารที่ 5 ส.ค. 2568 ถึงนายและนางคลินตัน รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีก 8 คน

คณะกรรมการฯ ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีตของนายเอปสตีน หลังจากรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจคัดค้านการเผยแพร่เอกสารของรัฐบาลกลางที่เกี่ยวข้องกับคดีของนายเอปสตีน จนทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจในหมู่ผู้สนับสนุนของนายทรัมป์ เนื่องจากหลายคนเชื่อว่า เจ้าหน้าที่มี “รายชื่อลูกค้า” ของชายคนนี้อยู่ในมือ

ในขณะที่ รอยร้าวระหว่างนายทรัมป์กับฐานเสียงฝ่ายอนุรักษ์นิยมของเขาเรื่องนายเอปสตีนขยายตัวกว้างขึ้นเรื่อยๆ คณะกรรมการกำกับดูแลฯ ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกจากทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครต ก็โหวตลงมติว่าจะมีการออกหมายเรียกเจ้าหน้าที่มาให้ปากคำ

พวกเขาวางแผนออกหมายเรียกเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนในกระทรวงยุติธรรมในสมัยรัฐบาลของประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช, บารัค โอบามา, โดนัลด์ ทรัมป์ และโจ ไบเดน พวกเขายังออกหมายเรียกให้กระทรวงยุติธรรมเปิดเผยบันทึกที่เกี่ยวกับนายเอปสตีนด้วย

ด้านทนายความของ กิสเลน แม็กซ์เวลล์ อดีตผู้ช่วยของเอปสตีน ซึ่งตอนนี้กำลังรับโทษจำคุก 20 ปีในข้อหาค้ามนุษย์เพื่อแสวงประโยชน์ทางเพศ กล่าวว่า ลูกความของเขายินดีจะให้การต่อหน้าคณะกรรมการสืบสวน แต่เธอต้องได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายอย่างเข้มงวด

อย่างไรก็ตาม กำหนดการให้การนอกศาลของเธอในวันที่ 11 ส.ค.ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ขณะที่นายคลินตันมีกำหนดเข้าให้การในวันที่ 14 ต.ค.

ทั้งนี้ อดีตอัยการสูงสุดของสหรัฐฯ หลายคนทั้งนาย เมอร์ริก การ์แลนด์, โลเรตตา ลีนช์, เอริค โฮลเดอร์, เจฟฟ์ เซสชัน และวิลเลียม บาร์ ก็ได้รับหมายเรียกจากคณะกรรมการสืบสวน นอกจากนั้นอดีตผู้อำนวยการเอฟบีไอ 2 คนคือนาย เจมส์ โคเมย์ กับนายโรเบิร์ต มุลเลอร์ ก็จะได้รับหมายเรียกด้วย

อนึ่ง สามีภรรยาคลินตันถูกตั้งคำถามเรื่องความสัมพันธ์ของพวกเขากับนายเอปสตีนมานานแล้ว โดยโฆษกคนหนึ่งเคยให้การยอมรับว่า บิล คลินตัน กับเจ้าหน้าที่ของเขา เดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัวของนายเอปสตีน ถึง 4 ครั้งในปี 2545-2546

โฆษกของนายคลินตันบอกในปี 2562 ว่า อดีตประธานาธิบดีผู้นี้ไม่รู้เรื่องการกระทำผิดอันเลวร้ายของนายเอปสตีนเลย ทั้งเรื่องที่ศาลรัฐฟลอริดาตัดสินว่ามีความผิดจริงเมื่อหลายปีก่อน หรือคดีที่เขาเพิ่งถูกตั้งข้อหาในนิวยอร์ก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สื่ออิสราเอลเผย เนทันยาฮูเตรียมเสนอแผนยึดครองกาซาอย่างสมบูรณ์

สื่ออิสราเอลเผย เนทันยาฮูเตรียมเสนอแผนยึดครองกาซาอย่างสมบูรณ์

6 ส.ค. 2568 03:30 น.

สื่ออิสราเอลเผย เนทันยาฮูเตรียมเสนอแผนยึดครองกาซาอย่างสมบูรณ์

สื่อในอิสราเอลรายงานว่า นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู เตรียมเสนอแผนยึดครองฉนวนกาซาอย่างสมบูรณ์ที่การประชุมคณะรัฐมนตรีความมั่นคงในสัปดาห์นี้

เมื่อ 5 ส.ค. 2568 สื่อในอิสราเอลรายงานอ้างคำพูดของเจ้าหน้าที่ระดับสูงรายหนึ่งว่า นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู เตรียมเสนอแผนยึดครองฉนวนกาซาอีกครั้งโดยสมบูรณ์ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีความมั่นคงเต็มคณะที่กำลังจะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้

“ลูกเต๋าทอดออกไปแล้ว เรากำลังจะยึดครองฉนวนกาซาโดยสมบูรณ์ และทำลายกลุ่มฮามาส” เจ้าหน้าที่ระดับสูงผู้ไม่ประสงค์ออกนามรายนี้ยังตอบโต้รายงานข่าวที่ระบุว่าผู้บัญชาการกองทัพกับผู้นำกองทัพคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับแผนการนี้ด้วยว่า “หากแผนการนี้ใช้ไม่ได้สำหรับผู้บัญชาการกองทัพ เขาก็ควรลาออกไปเสีย”

อย่างไรก็ตาม ครอบครัวของตัวประกันที่ยังคงถูกขังอยู่ที่ใดสักแห่งในฉนวนกาซา ไม่เห็นด้วยกับการยึดครองกาซา เพราะเกรงจะเป็นอันตรายกับตัวประกัน ซึ่งคาดว่า 20 จากทั้งหมด 50 คนยังมีชีวิตอยู่ ขณะที่โพลสำรวจความคิดเห็นชี้ว่า ชาวอิสราเอล 3 ใน 4 ส่วนอยากให้มีการทำข้อตกลงหยุดยิงเพื่อนำตัวประกันกลับมามากกว่า

พันธมิตรใกล้ชิดของอิสราเอลมากมายก็อาจไม่เห็นด้วยกับแผนการยึดกาซาเช่นกัน เนื่องจากพวกเขากำลังผลักดันให้อิสราเอลกับฮามาสยุติสงคราม และแก้ไขวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่กำลังเกิดขึ้นกับชาวกาซา

ภายในอิสราเอล เจ้าหน้าที่ความมั่นคงเกษียณอายุหลายร้อยคน รวมถึงอดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองหลายคน ส่งจดหมายร่วมถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันจันทร์ที่ผ่านมา (3 ส.ค.) เพื่อขอให้เขากดดันนายเนทันยาฮูให้ยุติสงครามในกาซา

อามี อายาลอน อดีตผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองอิสราเอล และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมลงนามจดหมายดังกล่าว บอกกับ บีบีซีว่า การใช้มาตรการทางทหารมากกว่าที่ทำอยู่ตอนนี้นั้น คงไม่มีประโยชน์

“จากมุมมองทางทหาร ฮามาสถูกทำลายอย่างสิ้นเชิงแล้ว แต่ในขณะเดียวกัน อุดมการณ์ของฮามาสกลับทรงพลังมากขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่ชาวปาเลสไตน์, ตามท้องถนนของชาติอาหรับรอบๆ เรา และในโลกอิสลาม ดังนั้นทางเดียวที่จะทำลายอุดมการณ์ของฮามาสได้ คือการเสนอให้เห็นอนาคตที่ดีกว่า”

ทั้งนี้ ข่าวเรื่องแผนการยึดฉนวนกาซานี้ถูกเผยแพร่ออกมาหลังจากการเจรจาทางอ้อมระหว่างอิสราเอลกับฮามาสพังทลายเมื่อสัปดาห์ก่อน ขณะที่กลุ่มฮามาสเผยแพร่คลิปวิดีโอ 3 คลิป แสดงให้เห็นตัวประกัน 2 คนคือ รอม บลาสลาฟสกี และ เอฟยาตาร์ เดวิด ในสภาพผ่ายผอม จนเรียกเสียงประณามจากหลายประเทศ

มีการคาดการณ์เช่นเดียวกันว่า ข่าวเรื่องแผนการยึดกาซาอาจเป็นเพียงแทกติกเพื่อสร้างแรงกดดันให้กลุ่มฮามาส และบีบให้พวกเขายอมทำข้อตกลงฉบับใหม่

ปัจจุบัน กองทัพอิสราเอลกำลังปฏิบัติภารกิจเพื่อยึดครองพื้นที่ของฉนวนกาซาให้ได้ 75% แต่การยึดฉนวนกาซาทั้งหมดหมายความว่า ทหารจะต้องรุกคืบเข้าไปในดินแดนที่ชาวปาเลสไตน์มากกว่า 2 ล้านคนอพยพเข้าไปกระจุกตัวอยู่ด้วย และยังไม่แน่ชัดว่าชะตากรรมของพวกเขาจะเป็นอย่างไรหากแผนการนี้เกิดขึ้นจริง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ เตรียมตั้งกำแพงภาษีกับยานำเข้า หวังกระตุ้นการผลิตในประเทศ

ทรัมป์ เตรียมตั้งกำแพงภาษีกับยานำเข้า หวังกระตุ้นการผลิตในประเทศ

6 ส.ค. 2568 02:16 น.

ทรัมป์ เตรียมตั้งกำแพงภาษีกับยานำเข้า หวังกระตุ้นการผลิตในประเทศ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า สหรัฐฯ เตรียมตั้งกำแพงภาษีกับยาที่นำเข้ามาในประเทศ โดยจะเพิ่มอัตราขึ้นเรื่อยๆ จนไปสุดที่ 250% เพื่อส่งเสริมการผลิตในประเทศ

เมื่อวันอังคารที่ 5 ส.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับสำนักข่าว ซีเอ็นบีซี (CNBC) ว่าสหรัฐฯ จะตั้ง “กำแพงภาษีขนาดเล็ก” กับผลิตภัณฑ์ยาที่นำเข้ามาในประเทศ ก่อนจะเพิ่มอัตราภาษีเป็น 150% ภายใน 18 เดือน และสุดท้ายจะเพิ่มเป็น 250% โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการผลิตในประเทศ

“ใน 1 ปี 1 ปีครึ่งอย่างมาก มันจะเพิ่มขึ้นเป็น 150% แล้วจากนั้นจะเพิ่มเป็น 250% เพราะเราต้องการให้ยาผลิตในประเทศของเรา” โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ ซีเอ็นบีซี

นายทรัมป์ไม่ได้ระบุว่า อัตราภาษีเริ่มต้นมีอัตราเท่าไร แต่เขาเคยพูดเอาไว้ในเดือนกุมภาพันธ์ว่า ภาษียากับเซมิคอนดักเตอร์จะเริ่มที่ 25% หรืออาจจะสูงกว่านั้น และจะเพิ่มขึ้นอย่างมากภายใน 1 ปี ต่อมาในเดือนกรกฎาคมนายทรัมป์กล่าวว่า ภาษียานำเข้าอาจเพิ่มขึ้นไปสูงถึง 200%

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยด้วยว่า เขาวางแผนจะประกาศอัตราภาษีศุลกากรสำหรับเซมิคอนดักเตอร์และชิปคอมพิวเตอร์ในสัปดาห์หน้าหรือประมาณนั้น แต่เขาไม่เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ดำเนินการทบทวนด้านความมั่นคงแห่งชาติในภาคเภสัชกรรม และอุตสาหกรรมนี้กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับความเป็นไปได้ที่จะมีการกำหนดอัตราภาษีสำหรับภาคส่วนนี้โดยเฉพาะ แต่รัฐบาลยังไม่ประกาศว่า จะเผยแพร่ผลการทบทวนออกมาเมื่อไร

ขณะเดียวกัน กรอบข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพยุโรปในปัจจุบัน กำหนดอัตราภาษียากับเซมิคอนดักเตอร์ไว้ที่ 0% แต่หากสหรัฐฯ ตัดสินใจเพิ่มอัตราภาษีหลังผลการทบทวนออกมา อัตราจะถูกจำกัดไว้ที่ 15%

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ผลสืบสวนชี้ ยานดำน้ำ “ไททัน” ออกแบบไม่ดีพอ ทำเกิดโศกนาฏกรรม

ผลสืบสวนชี้ ยานดำน้ำ "ไททัน" ออกแบบไม่ดีพอ ทำเกิดโศกนาฏกรรม

6 ส.ค. 2568 00:26 น.

ผลสืบสวนชี้ ยานดำน้ำ “ไททัน” ออกแบบไม่ดีพอ ทำเกิดโศกนาฏกรรม

รายงานการสืบสวนชี้ว่า การออกแบบที่ไม่เพียงพอคือปัจจัยหลักที่ทำให้ยานดำน้ำ ไททัน ยุบตัวใต้ทะเล ผู้โดยสารเสียชีวิตยกลำ 5 ศพเมื่อปี 2566

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะกรรมการสืบสวนของหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ มีข้อสรุปในวันอังคารที่ 5 ส.ค. 2568 ว่า การออกแบบที่ไม่เพียงพอของยานดำน้ำ “ไททัน” คือปัจจัยหลักที่ทำให้ยานดำน้ำลำนี้ระเบิดแบบยุบตัวที่ใต้มหาสมุทรแอตแลนติก เมื่อปี 2566 ผู้โดยสาร 5 คนบนยานเสียชีวิตทั้งหมด

ยานดำน้ำไททันขาดการติดต่อกับเรือสนับสนุนระหว่างการพานักท่องเที่ยวลงไปสำรวจซากเรือไททานิก ซึ่งจมลงสู่ก้นทะเลในปี 2455 จนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1,500 ศพ ก่อนที่ซากเรือจะถูกพบในอีก 4 วันต่อมา ที่ก้นทะเลห่างจากซากหัวเรือไททานิกราว 488 ม.

หลังจากการสืบสวนเป็นเวลา 2 ปี หน่วยยามฝั่งของสหรัฐฯ ก็เผยแพร่รายงานการสืบสวนความยาว 300 หน้าออกมาแล้ว โดยนายเจสัน นอยเบาเออร์ ประธานหน่วยยามฝั่งกล่าวว่า เหตุระเบิดของยานไททันเป็นสิ่งที่สามารถป้องกันได้

“มีความจำเป็นที่จะต้องกำกับดูแลให้เข้มงวดขึ้น และมีแนวทางที่ชัดเจนสำหรับผู้ประกอบการที่สำรวจแนวคิดใหม่ๆ นอกเหนือไปจากกรอบการกำกับดูแลที่มีอยู่” นายนอยเบาเออร์ระบุในแถลงการณ์

คณะกรรมการสืบสวนมีข้อสรุปว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งนี้คือ กระบวนการออกแบบ, การตรวจสอบ, การบำรุงรักษา และรับรองยานดำน้ำไททันของบริษัท โอเชียนเกต (OceanGate) นั้น ไม่เพียงพอ

นอกจากนั้น วัฒนธรรมองค์กรที่เป็นพิษในบริษัทโอเชียนเกต, กรอบการกำกับดูแลยานดำน้ำหรือเรือรูปแบบใหม่ๆ ที่ไม่เพียงพอ และกระบวนการแจ้งเบาะแสที่ไม่มีประสิทธิภาพ ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้เช่นกัน

รายงานเสริมอีกว่า หลายปีก่อนจะเกิดเหตุการณ์นี้ โอเชียนเกตใช้ประโยชน์จากการข่มขู่, การสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ และชื่อเสียงที่ดีของบริษัท ในการหลบเลี่ยงการตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแล

คณะกรรมการพบว่า โอเชียนเกตล้มเหลวในการสืบสวนและแก้ปัญหาความผิดปกติของตัวเรือที่ตรวจพบหลังจากการสำรวจซากเรือไททานิกในปี 2565 คณะกรรมการบอกอีกว่า ข้อมูลจากระบบสังเกตการณ์ตามเวลาจริงและยานไททัน ควรได้รับการวิเคราะห์และดำเนินการแก้ไขระหว่างการสำรวจครั้งนั้น

คณะกรรมการยังวิพากษ์วิจารณ์โอเชียนเกต ที่ล้มเหลวในการเก็บรักษายานไททันอย่างเหมาะสม ก่อนการสำรวจในปี 2566 ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กัมพูชากล่าวหาไทย ขนเครื่องจักรหนักรุกล้ำพื้นที่ จี้ทำตามข้อตกลงหยุดยิง

กัมพูชากล่าวหาไทย ขนเครื่องจักรหนักรุกล้ำพื้นที่ จี้ทำตามข้อตกลงหยุดยิง

5 ส.ค. 2568 23:04 น.

กัมพูชากล่าวหาไทย ขนเครื่องจักรหนักรุกล้ำพื้นที่ จี้ทำตามข้อตกลงหยุดยิง

กระทรวงต่างประเทศกัมพูชาออกแถลงการณ์กล่าวหาไทย ขนเครื่องจักรหนักรุกล้ำพื้นที่อันเซะ (ช่องอานม้า) พร้อมเรียกร้องให้ฝ่ายไทยปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง

เมื่อคืนวันอังคารที่ 5 ส.ค. 2568 กระทรวงกิจการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชาออกแถลงการณ์อัปเดตสถานการณ์บริเวณชายแดนกัมพูชา-ไทย ในวันที่ 5 ส.ค. 2568 (ตอนที่ 2) โดยมีเนื้อหาดังนี้

1. โฆษกกระทรวงกลาโหมแห่งชาติออกแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชนโดยมีประเด็นดังต่อไปนี้

  • คณะผู้แทนกัมพูชานำโดยพลตรี สิน โสคา เข้าร่วมการประชุมระดับเลขานุการของคณะกรรมการชายแดนทั่วไปกัมพูชา-ไทย (GBC) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย การประชุม GBC วาระวิสามัญนี้จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 4 ถึง 6 สิงหาคม 2568 ขณะที่การประชุมระดับสูงของ GBC จะจัดขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคม 2568
  • ตั้งแต่เวลา 06:15 น. ถึง 10:00 น. ของวันที่ 5 สิงหาคม 2568 สถานการณ์บริเวณแนวหน้าทั้งในจังหวัดพระวิหารและจังหวัดอุดรมีชัยยังคงสงบและมั่นคง กองทัพกัมพูชายังคงตื่นตัวและยืนหยัดด้วยความมุ่งมั่นในการรักษาระเบียบวินัยอย่างเต็มที่
  • เป็นที่น่าเสียใจและน่ากังวลอย่างยิ่งที่เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2568 เวลา 11:00 น. กองกำลังติดอาวุธของไทยพร้อมด้วยเครื่องจักรหนัก รวมถึง รถขุด ได้รุกล้ำเข้าไปในพื้นที่อันเซะ จังหวัดพระวิหาร ซึ่งอยู่ในเขตอธิปไตยของกัมพูชา และดำเนินการติดตั้งลวดหนาม แม้จะมีการคัดค้านอย่างหนักจากกองทัพกัมพูชา พื้นที่นี้เป็นบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางอาวุธระหว่างกัมพูชาและไทยเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งคณะผู้แทนทูตกลาโหมต่างชาติได้เยี่ยมชมเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568
  • กระทรวงกลาโหมแห่งกัมพูชายืนยันถึงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ของกัมพูชาต่อข้อตกลงหยุดยิง ที่บรรลุเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ในฐานะชาติที่รักสันติและมีความรับผิดชอบ กัมพูชาจะยึดมั่นในเงื่อนไขของการหยุดยิงอย่างเคร่งครัดด้วยความบริสุทธิ์ใจ โดยเลือกการเจรจาและความร่วมมือมากกว่าการเผชิญหน้าและความขัดแย้ง
  • กระทรวงกลาโหมแห่งชาติกัมพูชาขอเรียกร้องอย่างหนักแน่นให้ประเทศไทยเคารพและบังคับใช้เงื่อนไขและข้อกำหนดทั้งหมดของข้อตกลงหยุดยิงทั้งในด้านคำพูดและการกระทำ เพื่อรักษาการสงบศึกอันเปราะบางเอาไว้

2. โฆษกรัฐบาลกัมพูชา

กองทัพไทยได้ละเมิดดินแดนกัมพูชาในพื้นที่อันเซะ จังหวัดพระวิหาร ผ่านกลยุทธ์การรุกล้ำด้วยการติดตั้งลวดหนาม นำเครื่องจักรหนักสำหรับขุดดินเข้ามา และเสริมคูด้วยท่อคอนกรีตสำเร็จรูปและยางรถยนต์ ตั้งแต่เช้าวันที่ 5 สิงหาคม กองทัพกัมพูชาได้ติดต่อกับกองทัพไทยเพื่อให้รื้อถอนลวดหนามดังกล่าว และนำเครื่องจักรออกจากดินแดนกัมพูชาทันที แต่ไม่เป็นผล

กัมพูชากล่าวหาไทย ขนเครื่องจักรหนักรุกล้ำพื้นที่ จี้ทำตามข้อตกลงหยุดยิง
กัมพูชากล่าวหาไทย ขนเครื่องจักรหนักรุกล้ำพื้นที่ จี้ทำตามข้อตกลงหยุดยิง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : freshnewsasia

‘ปลัดกระทรวงแรงงาน’ร่วมพิธีเปิดการประชุมวิชาการสารเสพติดนานาชาติ ปี 2568

'ปลัดกระทรวงแรงงาน'ร่วมพิธีเปิดการประชุมวิชาการสารเสพติดนานาชาติ ปี 2568

‘ปลัดกระทรวงแรงงาน’ร่วมพิธีเปิดการประชุมวิชาการสารเสพติดนานาชาติ ปี 2568

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.40 น.

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 น. นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดการประชุมวิชาการสารเสพติดนานาชาติ ปี พ.ศ.2568 ภายใต้ชื่อโครงการ “2025 International Conference on Drug Policy (ICDP) Yaba, Methamphetamine, and Synthetic Drugs” โดยมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส.กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงานฯ ณ ห้องแกรนด์บอลรูม พญาไท โรงแรมอีสติน แกรนด์ ถนนพญาไท กรุงเทพมหานคร

สำหรับงานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อพบปะแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์การทำงานในการแก้ไขปัญหายาบ้าของประเทศไทยและต่างประเทศ นำองค์ความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในเชิงนโยบายและทางปฏิบัติ รวมทั้งผลักดันให้นานาประเทศตระหนักถึงปัญหาการแพร่ระบาดยาบ้า และให้ความร่วมมือในการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม การประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจากสมาชิกคณะผู้แทนทางการทูตในประเทศไทย ตลอดจนผู้แทนระดับสูงจากองค์กรระหว่างประเทศที่สำคัญ เช่น UNODC สหประชาชาติ สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรม WHO องค์การอนามัยโลก และ INCB คณะกรรมการควบคุมยาเสพติดระหว่างประเทศ การประชุมครั้งนี้ จะเป็นเวทีสำคัญสำหรับการแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ และการพัฒนาวิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืนสำหรับความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด

– 006

กรมชลฯผนึกกำลัง 3 หน่วยงาน ยกระดับการแก้ปัญหาคุณภาพน้ำ สร้างต้นแบบการบริหารน้ำที่ยั่งยืน

กรมชลฯผนึกกำลัง 3 หน่วยงาน ยกระดับการแก้ปัญหาคุณภาพน้ำ สร้างต้นแบบการบริหารน้ำที่ยั่งยืน

กรมชลฯผนึกกำลัง 3 หน่วยงาน ยกระดับการแก้ปัญหาคุณภาพน้ำ สร้างต้นแบบการบริหารน้ำที่ยั่งยืน

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.02 น.

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ที่กรมชลประทาน สามเสน กรุงเทพฯ นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยผู้แทนจาก 3 หน่วยงาน ได้แก่ นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ รศ.ดร.อักษรา พฤทธิวิทยา ผู้แทนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ร่วมกันลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU Signing Caremony) ว่าด้วยการยกระดับขีดความสามารถด้านการจัดการคุณภาพน้ำและการปนเปื้อนในแหล่งน้ำของประเทศไทย โดยมีคณะผู้บริหารระดับสูง ผู้แทนของหน่วยงานพันธมิตรทางวิชาการนานาชาติจากประเทศออสเตรเลียและเนเธอร์แลนด์ ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามในครั้งนี้

สำหรับบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ดังกล่าว สืบเนื่องจากการตรวจพบปัญหาการปนเปื้อนโลหะหนัก อาทิ ทองแดง สังกะสี และตะกั่ว เกินค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดินและคุณภาพตะกอนดินในแหล่งน้ำผิวดินน้ำ ในอ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำโจนแห่งที่ 16 จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ประชุมคณะอำนวยการและคณะทำงานขับเคลื่อนในการศึกษา Nature Based Solution (Nbs) และการพัฒนาแหล่งน้ำเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จึงมีมติให้เร่งรัดการจัดทำ MOU ระหว่าง 4 หน่วยงาน เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนในแหล่งน้ำ ยกระดับการจัดการคุณภาพน้ำ นำไปสู่แนวปฏิบัติด้านการตรวจวัด ติดตาม และประเมินผลตามหลักวิชาการ ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ตลอดจนแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำสำคัญในพื้นที่ EEC ที่มีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นอย่างมากอีกด้วย

ในส่วนของกรมชลประทาน ที่มีหน้าที่ในการพัฒนาแหล่งน้ำและบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ จะร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือทางวิชาการนี้ ให้เป็นต้นแบบของการบริหารทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืนในอนาคต

– 006

‘สุชาติ’ Kick Off ธงเขียว by DIT ขายปุ๋ยถูก ยาดี ลดสูงสุด 60% ส่งตรงถึงมือเกษตรกรทั่วไทย

‘สุชาติ’ Kick Off ธงเขียว by DIT ขายปุ๋ยถูก ยาดี ลดสูงสุด 60% ส่งตรงถึงมือเกษตรกรทั่วไทย

‘สุชาติ’ Kick Off ธงเขียว by DIT ขายปุ๋ยถูก ยาดี ลดสูงสุด 60% ส่งตรงถึงมือเกษตรกรทั่วไทย

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.47 น.

รมช.สุชาติ Kick Off ธงเขียวราคาประหยัด “ปุ๋ยถูก ยาดี ต้องที่ธงเขียว” จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งจัดโดย DIT นำสินค้าปัจจัยเกษตรมาจำหน่าย เช่น ปุ๋ยเคมี เคมีเกษตร และอุปกรณ์การเกษตร ลดสูงสุด 60% โดยเฉพาะปุ๋ยลดราคาพิเศษกระสอบละ 200 บาท เพื่อช่วยลดต้นทุนให้แก่เกษตรกร และเพิ่มช่องทางการซื้อปัจจัยการเกษตร

5 สิงหาคม 2568 ณ สหกรณ์การเกษตรแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา นายสุชาติ  ชมกลิ่น  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิธีเปิดงาน ธงเขียวราคาประหยัด “ปุ๋ยถูก ยาดี ต้องที่ธงเขียว” โดยเปิดเผยว่า “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนในทุกมิติ โดยเฉพาะการลดค่าครองชีพและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก กระทรวงพาณิชย์ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ได้ขับเคลื่อนนโยบาย ‘ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย’ โดยมุ่งเน้นการกระตุ้นการใช้จ่าย ควบคู่ไปกับการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและเกษตรกร การจัดงานธงเขียวราคาประหยัดในวันนี้ นับเป็นโอกาสใหม่ในการลดต้นทุนให้แก่เกษตรกร และเพิ่มช่องทางในการซื้อสินค้าปัจจัยเกษตรได้โดยตรงในราคาที่เหมาะสม”

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า “โครงการ “ธงเขียว” ได้ริเริ่มขึ้นจากข้อเสนอของพี่น้องเกษตรกร จากที่ DIT ได้ดำเนินโครงการธงฟ้าเพื่อจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด จึงขอให้มีการจัดโครงการช่วยเหลือสินค้าเกษตรโดยเฉพาะด้วย  เพื่อลดต้นทุนสำหรับสินค้าเกษตรที่เป็นพืชและสัตว์มีชีวิต จึงได้จัดทำโครงการนี้จำหน่ายปุ๋ยถูกยาดี โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการโรงงานผลิตปุ๋ยให้การสนับสนุน

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดพัฒนาระบบสิทธิการเข้าถึงปัจจัยการผลิตอย่างเหมาะสม โดยพิจารณาจากขนาดพื้นที่เพาะปลูก เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม เช่น เกษตรกรที่มีพื้นที่ 100 ไร่ ควรได้รับสิทธิมากกว่าผู้ที่มี 10-20 ไร่ ไม่ใช่ได้รับปุ๋ยในปริมาณเท่ากัน พร้อมกันนี้แนะนำให้เกษตรกรเลือกปลูกข้าวสายพันธุ์ที่ตลาดยอมรับ เช่น ข้าวหอมมะลิหรือข้าวหอมปทุม ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดโลก พร้อมผลักดันให้เกิดการจัดโซนนิ่งการผลิตที่ชัดเจน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ”

โดยสินค้าที่นำมาจำหน่ายภายในงานได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน ได้แก่ สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร สมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย ผู้ผลิตปุ๋ยเคมี เคมีเกษตร และห้างสรรพสินค้า อาทิ บิ๊กซี ไทวัสดุ เมกาโฮม โฮมโปร ภายในงานยังมีการจำหน่ายปุ๋ยเคมี ลดราคาพิเศษกระสอบละ 200 บาท ปุ๋ย 6 สูตร ได้แก่ 46-0-0 , 16-20-0 , 15-15-15 , 16-16-16 , 16-8-8 และ 18-8-8 (เกษตรกรซื้อได้ไม่เกินคนละ 5 กระสอบสำหรับเคมีเกษตร เกษตรกรจะได้รับคูปองส่วนลด 50 บาท สำหรับซื้อเคมีเกษตรในงาน นอกจากการจัดงานในวันนี้ DIT กรมการค้าภายใน ได้ตั้งเป้าขยายผลการจัดงานธงเขียวราคาประหยัดไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรสามารถเข้าถึงสินค้าในราคาที่เป็นธรรม และลดต้นทุนได้อย่างยั่งยืน

“โครงการธงเขียว จะมีทั้งยาฆ่าแมลงและปุ๋ยทุกชนิด โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งหากเกษตรกรมีต้นทุนผลผลิตลดลง จะทำให้เกษตรกรได้กำไรมากขึ้น โดยหลังจากนี้ DIT จะนำ “ธงเขียว” ไปจำหน่ายทุกที่ในพื้นที่ที่มีการทำการเกษตร รวมถึงปศุสัตว์ด้วย ทั้งนี้ ขอขอบคุณผู้ประกอบการ โรงงานผลิตปุ๋ยทุกภาคส่วน ที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินโครงการนี้อย่างเต็มที่ นี่คือส่วนหนึ่งที่สะท้อนถึงความร่วมมือกันในการช่วยเหลือภาคการเกษตรของไทย” นายสุชาติ กล่าวทิ้งท้าย

-(016)

‘แม็คกรุ๊ป’ มอบเสื้อผ้า ‘แม็คยีนส์’ มูลค่า 1 ล้าน ร่วมส่งกำลังใจให้ทหารชายแดนไทย-กัมพูชา

'แม็คกรุ๊ป' มอบเสื้อผ้า 'แม็คยีนส์' มูลค่า 1 ล้าน ร่วมส่งกำลังใจให้ทหารชายแดนไทย-กัมพูชา

‘แม็คกรุ๊ป’ มอบเสื้อผ้า ‘แม็คยีนส์’ มูลค่า 1 ล้าน ร่วมส่งกำลังใจให้ทหารชายแดนไทย-กัมพูชา

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.14 น.

บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ  MC องค์กรธุรกิจค้าปลีก ประเภทสินค้าแฟชั่นและสินค้าไลฟ์สไตล์ “แม็คยีนส์” นำโดย นายแมทธิว กิจโอธาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยทีมผู้บริหาร มอบผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่จำเป็นแบรนด์ “แม็คยีนส์” ร่วมส่งกำลังใจให้กับทหารในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ผ่านองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก มูลค่า 1,000,000 บาท ณ แม็ค สตูดิโอ บมจ.แม็คกรุ๊ป สำนักงานใหญ่

‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’ เสด็จไปทรงเปิดอาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’ เสด็จไปทรงเปิดอาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’ เสด็จไปทรงเปิดอาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปทรงเปิดอาคาร ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ณ อาคาร ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

ด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลต่อปัญหาด้านสุขภาพของประชาชน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ทรงเล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ประเทศไทยจะต้องสร้างขีดความสามารถในการพัฒนายา เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นการระบาดของโรค รวมถึงวิกฤตการขาดแคลนยา โดยมีเป้าหมายสำคัญ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยทุกคน มีโอกาสเข้าถึงยารักษาที่มีประสิทธิภาพ ในราคาที่เหมาะสม จึงทรงริเริ่มและวางรากฐานการพัฒนาและผลิตยาชีววัตถุที่ได้มาตรฐาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญขั้นสูงภายใต้ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (Center for Biologics Research and Development: CBRD) ซึ่งมีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และระบบการดำเนินงานที่สามารถรองรับกระบวนการพัฒนายาชีววัตถุได้อย่างครบวงจร

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 เวลา 15.52 น. องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เสด็จไปทรงเปิดอาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ ของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ โดยมีคณะผู้บริหารของกระทรวงสาธารณสุขและสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เฝ้ารับเสด็จ

โอกาสนี้ พระราชทานพระวโรกาสให้ รองศาสตราจารย์ ดร.สุพรรณา เตชะสกุล รองประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ฝ่ายกิจกรรมในพระองค์ เข้าเฝ้าถวายสูจิบัตร และศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.คุณหญิงมธุรส รุจิรวัฒน์ รองประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ฝ่ายวิจัยและวิชาการ กราบทูลรายงานวัตถุประสงค์การดำเนินงานจัดสร้างอาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุขกราบทูลรายงานความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และการขึ้นทะเบียนยาของสถาบันฯ

ต่อมา พระราชทานพระวโรกาสให้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เข้าเฝ้าถวายใบทะเบียนยาของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จากนั้น เสด็จไปทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดแพรคลุมป้ายชื่อ “อาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์” แล้วเสด็จไปทอดพระเนตรวีดิทัศน์ และนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ ซึ่งจัดแสดงขึ้นเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงแรงบันดาลพระทัยและพลังแห่งความมุ่งมั่นในพระปณิธานฯ สู่การวางรากฐานเพื่อสร้างความมั่นคงทางยาให้แก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทย ณ บริเวณชั้น 1 ภายในอาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ

ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบัยวิจัยจุฬาภรณ์ จัดสร้างขึ้นโดยมีพันธกิจในการวิจัย พัฒนาและผลิตยาชีววัตถุได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่ระดับห้องปฎิบัติการจนถึงระดับกึ่งอุตสาหกรรมที่สามารถรองรับการสร้างศักยภาพในการวิจัยและพัฒนาชีววัตถุที่จำเป็น ตั้งแต่กระบวนการผลิตจากต้นน้ำถึงปลายน้ำด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมทั้งการพัฒนาที่สามารถนำไปสู่ระดับการใช้ได้จริง ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากร ทั้งนักวิทยาศาสตร์ เภสัชกรและวิศวกรในสาขาที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการผลิตยาชีววัตถุของประเทศไทยอย่างยั่งยืน รวมถึงเป็นศูนย์กลางความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผ่านเครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำและอุตสาหกรรมยาชีววัตถุทั้งในและต่างประเทศ

สำหรับอาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ แห่งนี้ ตั้งอยู่บนพื้นที่รวม 6-0-9.86 ไร่ ณ บริเวณสี่แยกหลักสี่ กรุงเทพฯ เป็นอาคารสูง 3 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยรวม 7,245 ตารางเมตร ภายในประกอบด้วย สำนักงาน ห้องปฏิบัติการผลิตชีววัตถุ ห้องปฏิบัติการควบคุมคุณ ภาพ ห้องเก็บวัสดุที่มีมาตรฐานความสะอาดและปลอดภัยสูง เพื่อรองรับการผลิตตัวยาสำคัญของยาชีววัตถุ อีกทั้ง อาคารยังถูกออกแบบให้สา มารถรองรับการขยายสู่กระบวนการบรรจุในอนาคต นอกจากนี้ ยังเป็นอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเลือกใช้พลังงานสะอาดจากแสงอา ทิตย์เป็นแหล่งพลังงานบางส่วนภายในอาคาร ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุแห่งนี้ได้ผ่านการตรวจรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอา หารและยา (อย.) ให้เป็นสถานที่ผลิตยาแผนปัจจุบันตามมาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการผลิตยาให้ทัดเทียมสากล และสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยสูงสุดแก่ประชาชน

ทั้งนี้ ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล และแรงบันดาลพระทัยที่ทรงยึดมั่นตามแนวพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิ พลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งนับตั้งแต่การก่อตั้งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จึงทรงอุทิศพระองค์เพื่อศึกษาวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการศึกษาวิจัยจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติและพืชสมุนไพรไทย ยาเคมี ต่อยอดสู่การพัฒนายาชีววัตถุ ถือเป็นความหวังใหม่ของการรักษาโรคร้ายแรงและโรคอุบัติใหม่ในปัจจุ บันและอนาคต พร้อมกับทรงวางรากฐาน “ระบบนิเวศแห่งการพัฒนายาชีววัตถุ” อย่างครอบคลุม ตั้งแต่ห้องปฏิบัติการวิจัยพัฒนาและผลิตยาชีววัตถุ ศูนย์สัตว์ทดลอง เพื่อทดสอบประสิทธิภาพ และความปลอดภัยเบื้องต้น สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ เพื่อผลิตบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการผลิตยา  โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เพื่อการศึกษาทางคลินิก ตลอดจนบูรณาการความร่วมมือกับเครือข่ายนักวิจัยจากนานาประเทศ อันนำมาสู่การจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ” ของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ในปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานวิจัย พัฒนา และผลิตยาชีววัตถุแบบครบวงจร จนประสบความสำเร็จในการพัฒนายาชีววัตถุคล้ายคลึง Monoclonol Antibody trastuzumab ซึ่งใช้รักษามะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งเต้านม ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ภายใต้ชื่อพระราชทาน “HERDARA”  ในปี พ.ศ. 2568 นับเป็นยา Monoclonol Antibody ตัวแรกของประเทศไทย ที่วิจัยและพัฒนาโดยนักวิจัยไทย เพื่อคนไทย ภายใต้การนำของศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี “เจ้าฟ้าผู้สร้างความมั่นคงทางยาให้ประเทศ” ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ นับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แก่ประชาชนชาวไทยและถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานด้านสาธารณสุขไทย พร้อมเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยให้มีโอกาสเข้าถึงการรักษาที่เท่าเทียมอย่างมั่นคงและยั่งยืน