Health News : AI ช่วยพบความเสี่ยงมะเร็งเต้านม

Health News : AI ช่วยพบความเสี่ยงมะเร็งเต้านม

Health News : AI ช่วยพบความเสี่ยงมะเร็งเต้านม

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วารสารทางการแพทย์ระดับโลกอย่าง The Lancet Digital Health รายงานว่า ทีมวิจัยจากออสเตรเลีย นำโดย St Vincent’s BreastScreen Melbourne ได้พัฒนาอัลกอริทึมครื่องมือ AI ตัวใหม่ที่ชื่อว่า BRAIx ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่หาจุดมะเร็งในปัจจุบัน แต่ทำหน้าที่พยากรณ์โอกาสเกิดมะเร็งในอนาคต โดยใช้ข้อมูลจากภาพเอกซเรย์เต้านม (Mammograms) ของผู้หญิงเกือบ 400,000 คน

งานวิจัยพบว่า ผู้หญิงที่ AI จัดให้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงสุด 2% แรก มีโอกาสเกิดมะเร็งเต้านมภายใน 4 ปีอยู่ที่ 9.7% หรือเกือบ 1 ใน 10 คน ซึ่งเป็นระดับความเสี่ยงที่สูงเท่ากับหรือมากกว่าผู้ที่มีการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1/2 ซึ่งเป็นยีนก่อมะเร็งเต้านมที่อันตรายที่สุด AI ยังสามารถตรวจพบรูปแบบความผิดปกติที่ซับซ้อนในเนื้อเยื่อ ซึ่งรังสีแพทย์อาจมองว่าเป็นเนื้อเยื่อปกติหรือเป็นเพียงความหนาแน่นของเต้านมทั่วไป

ปัจจุบัน ระบบการคัดกรองมะเร็งเต้านมทั่วโลกมักใช้มาตรฐานเดียวกันหมด เช่น การตรวจทุกๆ 2 ปีสำหรับผู้หญิงที่มีอายุ 50-74 ปี แต่ผลการวิจัยนี้จะเปลี่ยนรูปแบบเป็นการตรวจตามความเสี่ยงเฉพาะบุคคล หาก AI ประเมินว่ามีความเสี่ยงสูง แม้ผลเอกซเรย์วันนี้จะปกติ แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจถี่ขึ้น หรือใช้เทคโนโลยีอื่นร่วมด้วย เช่น การทำ MRI หรือ Contrast Mammography เพื่อไม่ให้พลาดมะเร็งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ส่วนผู้หญิงกลุ่มเสี่ยงต่ำ อาจสามารถขยายระยะเวลาการตรวจให้นานขึ้นกว่าเดิม ช่วยลดความกังวลและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

Photo of the week : Inside Iran เกาะติดสถานการณ์ในอิหร่าน

Photo of the week : Inside Iran เกาะติดสถานการณ์ในอิหร่าน

Photo of the week : Inside Iran เกาะติดสถานการณ์ในอิหร่าน

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ติดตามสถานการณ์ในอิหร่าน ที่ตกเป็นเป้าโจมตีทางอากาศของทั้งอิสราเอลและสหรัฐฯ ตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา คร่าชีวิตผ้นำสูงสุด นายทหารระดับสูงของกองทัพ และพลเรือนผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่แล้วมากกว่า 1,000 คน เป้าหมายทางทหารรวมถึงอาคารบ้านเรือนเสียหายย่อยยับ ขณะที่ยังไม่มีความชัดเจนว่า ชาวอิหร่านส่วนใหญ่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศ ตามที่ผู้นำสหรัฐฯ เรียกร้องหรือไม่

แต่ที่แน่ๆ พวกเขาต้องการให้สงครามและปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ยุติลงโดยเร็วมากกว่า เพื่อที่จะได้กลับมามีชีวิตชีวิตที่ปกติอีกครั้ง หลังจากที่ต้องเผชิญเหตุความวุ่นวายในประเทศมาตั้งแต่ต้นปี 2026

สืบสานศรัทธา บูชา ‘พระบรมธาตุนาดูน’ อัตลักษณ์ ‘พุทธมหายานทวารวดี’ ผสานจารีต ‘อีสานล้านช้าง’ อย่างสง่างาม

สืบสานศรัทธา บูชา ‘พระบรมธาตุนาดูน’ อัตลักษณ์ ‘พุทธมหายานทวารวดี’ ผสานจารีต ‘อีสานล้านช้าง’ อย่างสง่างาม

สืบสานศรัทธา บูชา ‘พระบรมธาตุนาดูน’ อัตลักษณ์ ‘พุทธมหายานทวารวดี’ ผสานจารีต ‘อีสานล้านช้าง’ อย่างสง่างาม

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานศิลปวัฒนธรรมอันล้ำค่า นำขบวนเครื่องสักการะและเครื่องพีชภาคตามคติความเชื่อโบราณ เข้าร่วมพิธีเปิดงานนมัสการพระบรมธาตุนาดูน ประจำปี 2569 ชูอัตลักษณ์พุทธมหายานทวารวดี ผสานจารีตอีสานล้านช้างอย่างสง่างาม

ที่พระบรมธาตุนาดูน อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดย รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม นำคณะผู้บริหาร บุคลากร นิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมจัดขบวนแห่ในพิธีเปิดงานนมัสการพระบรมธาตุนาดูน ประจำปี 2569 โดยในปีนี้มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้เป็นขบวนนำในการจัดขบวนเครื่องสักการะและเครื่องพีชภาคอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อรื้อฟื้นและสืบสานคติความเชื่อทางศาสนาที่ผสานพุทธมหายานสมัยทวารวดีเข้ากับจารีตอีสานล้านช้างอย่างกลมกลืน ซึ่ง “เครื่องพีชภาค” (อ่านว่า พี-ชะ- พาก) หมายถึงเครื่องสักการะที่ประกอบด้วยเมล็ดพืชและธัญพืชมงคล

ขบวนเครื่องบูชาแบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ เครื่องสักการะแบบมหายานทวารวดี ตามแนวคิด “อัษฏบูชา” หรือเครื่องบูชา 8 ประการ ได้แก่ น้ำสะอาด รัตนะ ดอกไม้ ธูป ประทีป น้ำหอม อาหาร และดนตรี เพื่อฝึกจิตให้เกิดทานบารมี และ ขบวนเครื่องสักการะตามจารีตอีสานล้านช้าง ซึ่งโดดเด่นด้วย “เครื่องพีชภาค” หรือธัญพืชมงคล สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ทางเกษตรกรรม

นอกจากนี้ ยังมีการจัดองค์ประกอบเครื่องสักการะรวม 16 ประการ เช่น ขันหมากเบ็ง บายศรีหลวง และเครื่องปรุงอาหารพื้นถิ่น ซึ่งมิใช่เพียงวัตถุประกอบพิธี แต่เป็น “ระบบสัญลักษณ์” ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิต ภูมิปัญญาท้องถิ่น และโครงสร้างสังคมอีสาน การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นกลไกสำคัญในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและเชื่อมโยงความศรัทธาสู่บริบทสังคมร่วมสมัยอย่างเป็นระบบ

พิธีเปิดงานนมัสการพระบรมธาตุนาดูน ในปีนี้ได้รับเกียรติจากพลเอก บุญสิน พาดกลาง นายทหารราชองครักษ์พิเศษ ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานเปิดงาน โดยมีนายสราวุธ นามสีลี นายอำเภอนาดูน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ พร้อมนำหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนจากทุกภาคส่วนและประชาชน ร่วมชมพิธีการแสดง “มอลำชี สักการ์กราน พุทธมณฑลอีสานพระบรมธาตุนาดูน” จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ชมการแสดง “จัมปาศรีนาฎการ” โดยดารานักแสดงชื่อดัง เดียร์น่า ฟลีโป และนางรำร่วมรำบูชาพระบรมธาตุนาดูน

งานนมัสการพระบรมธาตุนาดูน ประจำปี 2569 จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมพระพุทธศาสนาถวายเป็นพุทธบูชา พร้อมทั้งเพื่อประชาสัมพันธ์องค์พระบรมธาตุนาดูน ให้เป็นที่ประจักษ์ของประชาชนเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนในท้องถิ่น เห็นความสำคัญตระหนักในคุณค่าและเกิดความหวงแหนในศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น และเพื่อจัดหารายได้พัฒนาและทำนุบำรุงรักษาบริเวณพุทธมณฑลอีสาน ในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 8 มีนาคม 2569  รวม 9 วัน 9 คืน

สยามซัน – DEVELON จับมือขับเคลื่อนตลาดเครื่องจักรกลหนักไทย สู่การเติบโตระยะยาว

สยามซัน - DEVELON จับมือขับเคลื่อนตลาดเครื่องจักรกลหนักไทย สู่การเติบโตระยะยาว

สยามซัน – DEVELON จับมือขับเคลื่อนตลาดเครื่องจักรกลหนักไทย สู่การเติบโตระยะยาว

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.20 น.

บริษัท สยาม ซัน ออโต้เซลส์ จำกัด ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจาก DEVELON แบรนด์เครื่องจักรก่อสร้างชั้นนำระดับโลก ให้เป็น ผู้แทนจำหน่ายรายเดียวในประเทศไทย (Sole Authorized Distributor) อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมสิทธิ์ในการจัดจำหน่าย ดูแลการตลาด บริการหลังการขาย และการบริหารเครือข่ายบริการทั่วประเทศแต่เพียงผู้เดียว

พิธีลงนามแต่งตั้งจัดขึ้น ณ Renaissance Bangkok Ratchaprasong Hotel โดยมีผู้บริหารระดับสูงของทั้งสององค์กรร่วมลงนามในข้อตกลงแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางสื่อมวลชนและพันธมิตรธุรกิจที่เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลหนักในประเทศไทย

นายอรรถพล วงษ์พิทักษ์โรจน์ ตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยาม ซัน ออโต้เซลส์ จำกัด กล่าวว่า “การได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้แทนจำหน่ายรายเดียวของ DEVELON ในประเทศไทย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่แบรนด์ระดับโลกมีต่อศักยภาพขององค์กรเรา ทั้งในด้านโครงสร้างธุรกิจ เครือข่ายบริการ ทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ และความเข้าใจตลาดเครื่องจักรกลหนักของไทยอย่างลึกซึ้ง เราพร้อมยกระดับบทบาทสู่การเป็น Total Solution Provider ที่ดูแลลูกค้าตลอดอายุการใช้งานเครื่องจักร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การจัดหาเครื่องจักรที่เหมาะสม ไปจนถึงระบบ After Sales ที่ได้มาตรฐานผู้ผลิตระดับสากล”

ด้าน Jumseok Byun ตำแหน่ง Vice President ของ DEVELON กล่าวเสริมว่า “ประเทศไทยเป็นตลาดยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพการเติบโตสูงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การแต่งตั้ง สยาม ซัน ออโต้เซลส์ เป็นผู้แทนจำหน่ายรายเดียวในครั้งนี้ เกิดจากความเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ระยะยาว ความแข็งแกร่งด้านเครือข่ายบริการ ความพร้อมของทีมงานมืออาชีพ และความสามารถในการลงทุนเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน เรามั่นใจว่าองค์กรแห่งนี้จะสามารถขับเคลื่อนแบรนด์ DEVELON ให้เติบโตอย่างมั่นคง และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดประเทศไทย”

DEVELON เป็นแบรนด์เครื่องจักรกลหนักที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดดเด่นด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และมาตรฐานการผลิต ครอบคลุมผลิตภัณฑ์สำคัญ เช่น รถขุด รถตักล้อยาง และเครื่องจักรสำหรับภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตร โดยมุ่งเน้นประสิทธิภาพการทำงาน ความทนทาน และความคุ้มค่าในระยะยาว 

ในฐานะผู้แทนจำหน่ายรายเดียวอย่างเป็นทางการ บริษัท สยาม ซัน ออโต้เซลส์ จำกัด จะดูแลการจัดจำหน่ายเครื่องจักร DEVELON ครบทุกไลน์ผลิตภัณฑ์ในประเทศไทย พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่ายศูนย์บริการ การบริหารจัดการอะไหล่ให้มีความพร้อมสูงสุด และยกระดับทีมวิศวกรและช่างเทคนิคให้ได้มาตรฐานเดียวกับผู้ผลิต เพื่อรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตรทั่วประเทศ 

การแต่งตั้งครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตร่วมกันในระยะยาว โดยบริษัท สยาม ซัน ออโต้เซลส์ จำกัด มุ่งขยายส่วนแบ่งตลาด เสริมความแข็งแกร่งด้านเครือข่ายบริการ และยกระดับมาตรฐาน After Sales ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน DEVELON พร้อมสนับสนุนด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้จากระดับโลก เพื่อผลักดันให้ตลาดเครื่องจักรกลหนักในประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง แข็งแรง และยั่งยืนในอนาคต

ฉลองวันสตรีสากล ‘คาร์นีย์’ ฉาพภาพต้นแบบ ‘ผู้นำธุรกิจหญิงแถวหน้า’ สะท้อนบทบาทเสริมสร้างศักยภาพสตรีรุ่นใหม่ กลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

ฉลองวันสตรีสากล ‘คาร์นีย์’ ฉาพภาพต้นแบบ ‘ผู้นำธุรกิจหญิงแถวหน้า’ สะท้อนบทบาทเสริมสร้างศักยภาพสตรีรุ่นใหม่ กลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

ฉลองวันสตรีสากล ‘คาร์นีย์’ ฉาพภาพต้นแบบ ‘ผู้นำธุรกิจหญิงแถวหน้า’ สะท้อนบทบาทเสริมสร้างศักยภาพสตรีรุ่นใหม่ กลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วันสตรีสากล 8 มีนาคม ปีนี้ ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการเฉลิมฉลองบทบาทของสตรี หากแต่เป็นการเปลี่ยน “ความมุ่งมั่น” ให้เกิดเป็น “การลงมือทำ” ภายใต้แนวคิด “Rights. Justice. Action. For ALL Women and Girls.” ที่สะท้อนถึงความสำคัญของการเสริมสร้างศักยภาพสตรีและการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ คาร์นีย์ (Kearney) บริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการระดับโลก ร่วมกับ Egon Zehnder บริษัทที่ปรึกษาด้านการสรรหาผู้บริหารระดับสูงระดับโลก เห็นพ้องว่าการพัฒนาผู้นำสตรีไทย คือหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและภาคธุรกิจของประเทศในระยะยาว         

ภาวะผู้นำ ไม่ได้จำกัดอยู่ที่เพศ และผู้หญิงไทยได้พิสูจน์ศักยภาพมาอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับองค์กรและระดับประเทศ เช่น ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการขยายตัวทางการค้า ซึ่งมีส่วนช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับประเทศในระดับหลายพันล้านบาท

ประเทศไทย ยังมีโอกาสต่อยอดได้อีกมาก การเพิ่มสัดส่วนของสตรีในตำแหน่งผู้นำระดับที่มีอำนาจตัดสินใจมิใช่เพียงเรื่องของความเท่าเทียมเท่านั้น หากแต่เป็นการเพิ่มศักยภาพแรงงาน และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ความหลากหลายของระดับผู้นำยังมีส่วนสำคัญในการผลักดันนวัตกรรม การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งมีความสำคัญต่อบทบาทของประเทศไทยในระดับอาเซียนและเวทีโลก โดยงานวิจัยของคาร์นีย์ยังชี้ให้เห็นว่า ความหลากหลายและการมีส่วนร่วมในองค์กรสามารถช่วยส่งเสริมนวัตกรรมและเพิ่มผลิตภาพได้  ขณะที่ปัจจุบัน สตรีที่ดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทในประเทศไทยมีเพียงประมาณ 19% เทียบกับค่าเฉลี่ยในยุโรปที่อยู่ราว 30–40% สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างเชิงโครงสร้างมากกว่าข้อจำกัดด้านศักยภาพ

การลดช่องว่างดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความมุ่งมั่นและการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องโครงการอย่าง IGNITE Thailand ซึ่งพัฒนาโดย Kearney ร่วมกับ Egon Zehnder สะท้อนการเปลี่ยนแปลงผ่านการเล็งเห็นความสำคัญของผู้นำสตรี ไปสู่การเร่งสร้างพัฒนาผู้นำหญิงรุ่นใหม่ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม แพลตฟอร์มความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรมนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้นำธุรกิจหญิงชั้นนำของประเทศ ในฐานะคณะที่ปรึกษา ได้แก่ นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) วัลยา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กลอยตา ณ ถลาง  รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ มณีรัตน์ อนุโลมสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Sea (ประเทศไทย)

ผู้นำสตรีเหล่านี้เป็นภาพสะท้อนอย่างชัดเจนว่าบทบาทของผู้หญิงในตำแหน่งผู้นำมีส่วนสำคัญต่อการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและการเติบโตของภาคธุรกิจไทย อีกทั้ง ยังตอกย้ำถึงความจำเป็นในการเพิ่มจำนวนผู้นำหญิงในระดับสูงขององค์กรในอนาคต

นวลพรรณ ล่ำซำ

นวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการที่ปรึกษาโครงการ IGNITE Thailand และผู้สนับสนุนการพัฒนาผู้นำและการสร้างโอกาสสำหรับผู้หญิงมาอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากบทบาทในภาคธุรกิจ ยังมีส่วนสำคัญในการผลักดันบทบาทของผู้หญิงในวงการกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอลไทย ซึ่งช่วยเปิดพื้นที่และโอกาสให้ผู้หญิงเติบโต ทั้งในด้านกีฬาและการเป็นผู้นำรุ่นใหม่ ในฐานะหนึ่งในผู้นำธุรกิจหญิงที่โดดเด่นของประเทศ คุณนวลพรรณพิสูจน์ให้เห็นว่าผู้หญิงสามารถก้าวสู่บทบาทผู้นำในระดับสูงได้ พร้อมมองว่า IGNITE Thailand เป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้ผู้หญิงก้าวสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงมากขึ้น

วัลยา จิราธิวัฒน์

วัลยา จิราธิวัฒน์ มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาธุรกิจศูนย์การค้าและอสังหาริมทรัพย์ ของประเทศไทย ภายใต้การนำของเธอ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา ประสบความสำเร็จในการขยายโครงการขนาดใหญ่ทั่วประเทศ และมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับเมืองและภูมิภาค ในฐานะหนึ่งในผู้นำธุรกิจหญิงชั้นนำของเอเชีย คุณวัลยามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเติบโตสู่ตำแหน่งผู้นำมากขึ้น โดยมองว่า IGNITE Thailand เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยเสริมพลังและสร้างเครือข่ายผู้นำสตรีจากหลากหลายอุตสาหกรรม และเนื่องในวันสตรีสากล ได้เน้นย้ำว่า เมื่อผู้หญิงก้าวหน้า สังคมก็จะก้าวหน้าตามไปด้วย

กลอยตา ณ ถลาง

กลอยตา ณ ถลาง มีบทบาทอย่างแข็งขันในการขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานสู่ความยั่งยืน โดยมีบทบาทโดดเด่นด้านพลังงานแห่งอนาคตและการเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ รวมถึงการมีส่วนร่วมในเวทีระดับโลกอย่าง World Economic Forum ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของผู้นำสตรีไทยในการมีส่วนร่วมต่อทิศทางการพัฒนาในระดับนานาชาติ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการเติบโตระยะยาวของประเทศไทย เธอเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างองค์กร เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ มุมมองที่หลากหลาย และพลังสนับสนุนร่วมกัน ให้ผู้หญิงสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกและมีความรับผิดชอบได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ เธอยังมองว่าโครงการต่าง ๆ เช่น IGNITE Thailand เป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรม และเร่งพัฒนาศักยภาพความเป็นผู้นำให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

มณีรัตน์ อนุโลมสมบูรณ์

มณีรัตน์ อนุโลมสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Sea (ประเทศไทย) มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย ภายใต้การนำของเธอ แพลตฟอร์มดิจิทัลได้ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายตลาดและเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจโลกได้มากขึ้น เธอมองว่า IGNITE Thailand เป็นกลไกสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้ผู้หญิงก้าวสู่บทบาทผู้นำในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเนื่องในวันสตรีสากล ปัจจุบันผู้หญิงเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่มีสัดส่วนสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs และธุรกิจออนไลน์ การเสริมทักษะด้านดิจิทัลและการเปิดโอกาสด้านความเป็นผู้นำให้กับผู้หญิง จะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อคศักยภาพการเติบโตของประเทศไทยในอนาคต

ลีโอน่า มนูญพงศ์

ลีโอน่า มนูญพงศ์ หัวหน้าฝ่ายประสานงาน IGNITE Thailand และพรินซิเพิล บริษัท Kearney ประเทศไทย อธิบายว่า IGNITE Thailand ได้แปลงความตั้งใจให้เกิดเป็นการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมผ่านกรอบแนวคิด R.A.I.S.E. ซึ่งประกอบด้วย การยกย่องและเชิดชูความสำเร็จ การผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก การแบ่งปันข้อมูลเชิงลึก การสนับสนุนผ่านระบบพี่เลี้ยง และการเสริมสร้างศักยภาพผู้นำ โดยโครงการได้สร้างเครือข่ายผู้นำข้ามอุตสาหกรรมผ่านกิจกรรมพัฒนาภาวะผู้นำและระบบพี่เลี้ยง ซึ่งได้จับคู่ที่ปรึกษาและผู้เข้าร่วมจากองค์กรชั้นนำ อาทิ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ไมโครซอฟท์ โคคา-โคลา และ ปตท. เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนด้านภาวะผู้นำสตรีอย่างต่อเนื่อง

สิทธารถะ ปาตัก พาร์ทเนอร์บริษัท Kearney กล่าวทิ้งท้ายว่า ความมุ่งมั่นของคาร์นีย์ในการพัฒนาผู้นำสตรีสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว ในวันสตรีสากล การพัฒนาศักยภาพผู้หญิงไทยมิใช่เพียงแนวคิด แต่เป็นการขับเคลื่อนเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพทุนมนุษย์ สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การผลักดันการพัฒนาผู้นำสตรีอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการลงทุนในการพัฒนาศักยภาพผู้นำหญิงในวันนี้ คือการวางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างเข้มแข็ง ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และมีขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกในอนาคต

อว. เปิดงาน ‘One Stop Open House 2026’ ยิ่งใหญ่ เนรมิตพื้นที่สร้างโอกาสให้เยาวชนไทยพัฒนาทักษะรับโลกอนาคต

อว. เปิดงาน ‘One Stop Open House 2026’ ยิ่งใหญ่ เนรมิตพื้นที่สร้างโอกาสให้เยาวชนไทยพัฒนาทักษะรับโลกอนาคต

อว. เปิดงาน ‘One Stop Open House 2026’ ยิ่งใหญ่ เนรมิตพื้นที่สร้างโอกาสให้เยาวชนไทยพัฒนาทักษะรับโลกอนาคต

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อว. เปิดงาน ‘One Stop Open House 2026’ ยิ่งใหญ่ เนรมิตพื้นที่สร้างโอกาสให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้ พัฒนาทักษะรับโลกอนาคต จัดเต็ม 3 วัน 6 – 8 มี.ค. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
 
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) เป็นประธานเปิดงาน ‘One Stop Open House 2026’ อย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด”Open Mind, Open Future” จัดโดย กระทรวง อว. และสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ รวมถึงหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมี ศ.ดร.ศุภชัยปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ผู้บริหารหน่วยงานในกระทรวง อว. พร้อมทั้งสถาบันอุดมศึกษาและผู้บริหารจากหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วม
 
การจัดงานครั้งนี้ ได้เนรมิตพื้นที่กว่า 11,000 ตารางเมตร ให้กลายเป็นพื้นที่การเรียนรู้เชิงบูรณาการ และเป็นกลไกในการเชื่อมโยงข้อมูลด้านการศึกษา อาชีพ และการพัฒนาศักยภาพของเยาวชน เพื่อให้เข้าถึงหลักสูตรจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศรวมทั้งการแนะแนวเส้นทางอาชีพ และการพัฒนา Soft Skills และ Future Skills ให้ตอบโจทย์ความต้องการของโลกในศตวรรษที่ 21 โดยจะจัดขึ้นทั้งหมด 3 วันตั้งแต่วันที่ 6 – 8 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
 
นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า งาน ‘One Stop Open House 2026’ ไม่ได้เป็นเพียงการออกจัดแสดงนิทรรศการ แต่คือความตั้งใจของกระทรวง อว. ที่ต้องการทลายกำแพงและเปิดประตูแห่งโอกาสให้กับเด็กไทยทุกคนอย่างเท่าเทียม ภายใต้แนวคิด “Open Mind, Open Future” เพราะในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความรู้ในตำราเรียนอาจตามไม่ทันเทคโนโลยี AI และความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไป โดยกระทรวง อว. มุ่งมั่นสร้าง Future Workforce หรือกำลังคนแห่งอนาคต ผ่านกลไกที่จับต้องได้จริงใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ การลดภาระ ด้วยการสนับสนุนค่าสมัครสอบ TCAS เพื่อให้ความยากจนไม่ใช่อุปสรรคของการศึกษา การเติมทักษะผ่านการ Upskill และ Reskill ที่ก้าวข้ามขอบเขตห้องเรียน สู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต และ การมอบโอกาสด้วยทุนการศึกษากว่า 2,800 ทุน เพื่อปูทางสู่อาชีพในฝันของเยาวชนไทยทุกคน”
 
ด้าน ศ.ดร. ศุภชัย กล่าวว่า “การจัดงานในครั้งนี้สอดรับกับนโยบายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของรัฐบาล และยุทธศาสตร์การสร้างกำลังคนแห่งอนาคตของกระทรวง อว. ที่มุ่งปฏิรูประบบการเรียนรู้ให้เท่าทันโลกยุคใหม่ โดยให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงระหว่างภาคการผลิตบัณฑิตกับภาคการจ้างงานอย่างเป็นระบบ ผ่านการประยุกต์ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีและฐานข้อมูลเป็นกลไกในการขับเคลื่อน เพื่อยกระดับสมรรถนะกำลังคน ลดช่องว่างทางทักษะ และขยายโอกาสการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม”
 
สำหรับงาน ‘One Stop Open House 2026’ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ONE STOP SERVICE SANDBOX บนพื้นที่กว่า 11,000 ตารางเมตร รวมกว่า 70 บูธ แบ่งเป็น 3 โซนหลักแห่งโอกาส ดังนี้
 
โซนที่ 1: Open Mind เปิดโลกทัศน์แห่งอนาคตนำเสนอทิศทางและนโยบายของกระทรวง อว. ผ่านประสบการณ์ Mapping Theatre ที่ถ่ายทอดภาพรวมแนวโน้มโลกและทักษะแห่งอนาคตอย่างเข้าใจง่ายควบคู่กับกิจกรรมSkill & Workforce Assessment อ้างอิงทักษะจากWorld Economic Forum เพื่อช่วยผู้เข้าร่วมงานค้นหาความถนัดและจุดแข็งของตนเองอย่างเป็นระบบ
โซนที่ 2: Open House เปิดประตูสู่สถาบันการศึกษาชั้นนำ รวมหลักสูตรจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษาและแนะแนวเส้นทางอาชีพ ครอบคลุมสถาบัน อาทิ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ทั้ง 9 แห่ง),มหาวิทยาลัยสยาม,มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, มหาวิทยาลัยสวนดุสิต และ มหาวิทยาลัยศิลปากร
 
โซนที่ 3: Open Opportunities เปิดโอกาสสู่อนาคต ส่งเสริมความเท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษาและโอกาสทางอาชีพ อาทิ TCAS SIM EXAM การจำลองสนามสอบเสมือน, เปิดโลกอุตสาหกรรมอวกาศ, การเตรียมเส้นทางสู่การเป็นนวัตกรผ่าน “S4I for Future”, เปิดเส้นทางสู่อาชีพนักมาตรวิทยา พร้อมหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อการ Upskill และ Reskill ทุนการศึกษารวมกว่า 2,800 ทุน และทุนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอีกกว่า 7,900 ทุนสนับสนุนจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว.
 
ตลอดระยะเวลา 3 วันของการจัดงานยังอัดแน่นด้วยกิจกรรมไฮไลต์ และกิจกรรมพิเศษที่สะท้อนการบูรณาการองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม ธุรกิจสร้างสรรค์ และทุนทางวัฒนธรรมไทยอย่างรอบด้านอาทิ การบรรยายพิเศษ”Creative Technologies in the Age of AI”, การแสดงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย”Colors of Siam”, เวทีเสวนา “AI U” ว่าด้วยการยกระดับกำลังคนไทยสู่ยุค AI, การแข่งขัน UBI Alpha Business Contest 2026 รอบชิงชนะเลิศ, การบรรยาย “Thailand AI Digital Roadmap 2030″รวมถึงเสวนาเส้นทางอาชีพในอุตสาหกรรมเกมและอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ และปิดท้ายด้วยการแสดง มวยไทย ในฐานะ Soft Power ที่สะท้อนอัตลักษณ์ไทยสู่เวทีโลกพร้อมเวทีเสวนาเกี่ยวกับเส้นทางอาชีพและโอกาสในอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์
 
งาน ‘One Stop Open House 2026’ เข้าฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย วันที่ 6-8 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 – 20.00 น. ณ ฮอลล์ 1–2 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ดูรายละเอียดและข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊กhttps://www.facebook.com/MHESIThailand

เปิดฉากการประกวด Miss Grand Thailand 2026 ยิ่งใหญ่ ต้อนรับสาวงาม 77 จังหวัด ภายใต้ธีม #GrandEvolution

เปิดฉากการประกวด Miss Grand Thailand 2026 ยิ่งใหญ่ ต้อนรับสาวงาม 77 จังหวัด ภายใต้ธีม #GrandEvolution

เปิดฉากการประกวด Miss Grand Thailand 2026 ยิ่งใหญ่ ต้อนรับสาวงาม 77 จังหวัด ภายใต้ธีม #GrandEvolution

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับเวทีการประกวดสุดยิ่งใหญ่แห่งปี Miss Grand Thailand 2026 (มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ 2026) ต้อนรับสาวงามทั้ง 77 จังหวัดอย่างยิ่งใหญ่  ณ MGI HALL ชั้น 6 ศูนย์การค้า Bravo BKK พระราม 9 


เปิดเวทีตระการตาด้วย Thai Costume Fashion Show ชุดไทยประยุกต์ ถ่ายทอดความวิจิตรและเอกลักษณ์ความเป็น Thainess ฝีมือการออกแบบและตัดเย็บโดยดีไซเนอร์เลือดไทย 77 จังหวัด ไม่มีซ้ำ สะกดทุกสายตาผู้ชมทั้งในฮอลล์ และที่กำลังรับชมทาง YouTube : Grand TV  ปิดท้ายโชว์ด้วยการปรากฏกายของ กชเบล ศรัณย์รัชต์ เผือกพิพัฒน์  Miss Grand Thailand 2025 ร่วมส่งต่อแรงบันดาลใจสู่รุ่นน้องด้วยเพลง บ้านเกิดเมืองนอน บอกได้คำเดียวว่า “ทรงพลัง” เหลือเกิน


ไฮไลต์สำคัญคือแฟชั่นโชว์ชุดราตรีของสาวงามทั้ง 77 จังหวัด พร้อมการเปิดตัวมงกุฎประจำตำแหน่ง Miss Grand Thailand 2026 เริ่มด้วยมงกุฎรองอันดับ 5 และมงกุฎทีม Top 5 โดยมีเหล่าสาวงามจากเวทีปี 2025 ร่วมถ่ายทอด เกียรติยศบนเวที นิวหยก สุพรรณิการ์ นพรัตน์  , มิเชล เบอร์แมนน์ , อาม ชุติมา โสดาภักดิ์ , มีน่า สุชิตา อ๊อกซ์แมน , นัวเนีย บวรรัตน์ มณีรัตน์  และมงกุฎทีม Top 5 Miss Grand Thailand 2026 เริ่มที่ คณา คณาพร พัฒนพันธ์, โซแบม ปณิชดา คงสวรรยา, แจน ณัฏฐ์ฑินี ธนัตพรภิญโญ, เฌอเอม ชญาธนุส สรทัตต์  ปิดท้ายด้วย กชเบล ศรัณย์รัชต์ เผือกพิพัฒน์ กับมงกุฎ มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ 2026 “The evolution” ที่มีความหมาย เส้นสายสีทองที่โอบล้อมและพันเกี่ยวรอบมงกุฎอย่างอ่อนช้อย เปรียบเสมือน “เส้นทางชีวิต” ที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง ทุกความโค้งมนสื่อถึงประสบการณ์ที่หล่อหลอมให้เราแข็งแกร่ง และทุกประกายของอัญมณีคือผลลัพธ์ของการพัฒนาตนเองอย่างไม่ลดละ เพื่อรอวันที่จะเปล่งประกายที่สุดในแบบของตัวเอง “เพราะชีวิตคือการเดินทางที่งดงามให้ประสบการณ์หล่อหลอมเราให้เปล่งประกายในแบบของตัวเอง #TheEvolution #Growth


ปีนี้ยังเพิ่มดีกรีความเข้มข้นกับรางวัล Miss Popular Vote เปิดโอกาสให้แฟนๆร่วมโหวตผ่านเว็บไซต์ www.missgrandthailand.com  โดยผู้ชนะจะได้สิทธิ์ Fast Track เข้าสู่รอบ 11 คนสุดท้ายโดยอัตโนมัติ การันตีตำแหน่งอย่างน้อยรองอันดับ 5 และเป็นหนึ่งในทีม Miss Grand Thailand 2026 ทันที


สำหรับกิจกรรมเก็บตัวผู้เข้าประกวด มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ 2026 จะจัดขึ้นที่เมืองพัทยา ระหว่างวันที่ 8–18 มีนาคม นี้ และรอบตัดสินจะมีขึ้นในวันที่ 28 มีนาคม เพื่อค้นหาผู้ครองมงกุฎ Miss Grand Thailand คนใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Grand Evolution” ที่ผสานความบันเทิงและเวทีนางงามไว้อย่างลงตัว มาลุ้นกันว่าใครจะได้เป็น Miss Grand Thailand 2026 คนที่ 14 ของประเทศไทย

ติดตามกิจกรรม มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ ได้จากทุกช่องทาง YouTube Chanel : Grand TV
Facebook : Miss Grand Thailand ,Instagram : missgrandthailand และ TikTok

โครงการ ‘ทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา’ ครั้งที่ 61 เรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลน

โครงการ ‘ทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา’ ครั้งที่ 61 เรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลน

โครงการ ‘ทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา’ ครั้งที่ 61 เรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลน

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โครงการ “ทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา” ครั้งที่ 61 จัดกิจกรรมการเรียนรู้ ณ วนอุทยานปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมุ่งเน้นการศึกษาเรื่องระบบนิเวศป่าชายเลนและความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ตามแนวทางศาสตร์พระราชา เพื่อสะท้อนแนวคิดการพัฒนาแบบองค์รวมที่เชื่อมโยงคน ชุมชน และธรรมชาติเข้าด้วยกันอย่างสมดุล

พื้นที่วนอุทยานปราณบุรีถือกำเนิดจากพระราชดำริด้านการฟื้นฟูป่าชายเลนของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งในปี พ.ศ. 2517 ได้ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้ปลูกป่าบริเวณปากน้ำปราณบุรี เพื่อพัฒนาเป็นป่าอเนกประโยชน์ ทำหน้าที่ทั้งเป็นแนวป้องกันภัยธรรมชาติ แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ และพื้นที่พักผ่อนของประชาชน ก่อนที่เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2539 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จะเสด็จพระราชดำเนินติดตามความก้าวหน้าของโครงการ อันเป็นจุดสำคัญที่ทำให้พื้นที่แห่งนี้พัฒนาเป็นต้นแบบการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน

กิจกรรมสำคัญในครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมได้ศึกษาระบบนิเวศป่าชายเลนผ่านเส้นทางธรรมชาติ เรียนรู้บทบาทของป่าในการรักษาสมดุลชายฝั่ง การดูดซับคาร์บอน การเป็นแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพ และการสร้างความมั่นคงให้กับชุมชนชายทะเล ประสบการณ์ตรงจากพื้นที่จริงช่วยให้เห็นว่า การดูแลทรัพยากรธรรมชาติไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากเป็นรากฐานสำคัญของคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจในระยะยาว

วิชชุดา ไตรธรรม

นางวิชชุดา ไตรธรรม ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ชีวิตของมนุษย์เชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมอย่างลึกซึ้งมากกว่าที่เราคิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพของชุมชน หรือแม้แต่การป้องกันและลดความรุนแรงของภัยธรรมชาติ ทุกอย่างล้วนตั้งอยู่บนฐานของระบบนิเวศที่สมดุล หากธรรมชาติอ่อนแอ ผลกระทบก็จะสะท้อนกลับมาสู่สังคมและคุณภาพชีวิตของเราโดยตรง ศาสตร์พระราชาสอนให้เรามองเห็นภาพใหญ่ มองความเชื่อมโยงของทุกมิติอย่างเป็นระบบ ไม่แยกส่วนระหว่างคนกับธรรมชาติ หรือระหว่างการพัฒนากับการอนุรักษ์ แต่ให้หาจุดสมดุลในการอยู่ร่วมกันและเติบโตไปด้วยกันอย่างเกื้อกูล โครงการนี้จึงไม่ได้มุ่งเพียงการเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมเท่านั้น หากต้องการปลูกวิธีคิดแบบองค์รวม เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำไปประยุกต์ใช้ทั้งในการทำงาน การบริหารองค์กร และการพัฒนาชุมชนของตนเองได้อย่างยั่งยืน”

กิจกรรมครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมได้แบ่งการเรียนรู้เป็น 3 ฐานสำคัญ เริ่มจาก ฐานกิจกรรมที่ 1 การปลูกป่าชายหาด “จิกทะเล” เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง ลดการกัดเซาะ เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ อันเป็นการสร้างเกราะป้องกันธรรมชาติในระยะยาว ต่อด้วย ฐานกิจกรรมที่ 2 การเดินศึกษาธรรมชาติบนเส้นทางสะพานไม้ในป่าชายเลน ปล่อยปูดำจำนวน 26 กิโลกรัม และปูม้า 22 กิโลกรัม คืนสู่ระบบนิเวศ พร้อมชม “ทุ่งโปรงทอง” อันโดดเด่นด้วยใบสีเหลืองทอง และขึ้นหอชมวิวเพื่อมองเห็นผืนป่ากว้างใหญ่ สัมผัสอากาศบริสุทธิ์และความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ปิดท้ายด้วย ฐานกิจกรรมที่ 3 การล่องเรือหางยาวชมป่าชายเลนและวิถีชีวิตชุมชนชาวเลปากน้ำปราณ ชมป่าโกงกางอายุกว่าร้อยปี ทุ่งโปรงทอง และเรียนรู้วิถีประมงพื้นบ้าน ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างชุมชน
กับทรัพยากรธรรมชาติอย่างเกื้อกูลและยั่งยืน

นอกจากนี้ ทางโครงการยังจัดให้มีการสัมมนาและเวิร์คช็อปเกี่ยวกับศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมแบ่งปันความรู้มากมาย พร้อมกับกิจกรรมจิตอาสาเพื่อสังคม ได้แก่ โครงการ “อมรินทร์อาสา อ่านพลิกชีวิต” ที่ได้มอบชุดหนังสือให้แก่โรงเรียนเทศบาลบ้านตะเกียบ (ไกรลาศวิทยาทาน) ควบคู่กับการสนับสนุนทุนการศึกษาและอุปกรณ์การเรียนจากมูลนิธิธรรมดี เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านและการเรียนรู้ให้กับเยาวชนในชุมชน สะท้อนแนวคิดการพัฒนาคนไปพร้อมกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ และตอกย้ำเป้าหมายของโครงการในการสร้าง “ความยั่งยืนทางปัญญา” ให้หยั่งรากอย่างมั่นคงในพื้นที่

โครงการทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) สำนักงานบริหาร และพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) สมาคมนักเรียนเก่า AFS ประเทศไทย มูลนิธิธรรมดี กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงวัฒนธรรม คุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานประจวบคีรีขันธ์

ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งต่อไปสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่เฟซบุ๊ก: ตามรอยพระราชา-The King’s Journey โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับประกาศนียบัตรซึ่งสามารถนาไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของการต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาจากคุรุสภาได้

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พาแม่ไปทิ้งที่ภูเขา

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พาแม่ไปทิ้งที่ภูเขา

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พาแม่ไปทิ้งที่ภูเขา

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

              กาลครั้งหนึ่ง หลายร้อยปีมาแล้ว… ที่เมืองชินาโน๊ะ ประเทศญี่ปุ่น เกิดความแห้งแล้งอดอยาก โรคระบาด ทำให้อาหารไม่พอกินอย่างรุนแรง เจ้าเมืองมองว่าคนแก่สูงอายุคือคนที่ไร้ประโยชน์ ทำให้สิ้นเปลืองอาหารที่มีน้อยในหมู่บ้าน จึงออกกฎหมายที่โหดร้ายบังคับว่า “หากบ้านใดมีผู้สูงอายุอายุครบ 70 ปี จะต้องนำไปทิ้งไว้บนยอดเขาสูง เพื่อให้เสียชีวิตไปเองอย่างโดดเดี่ยว”

              วันหนึ่ง ถึงคราวที่ชายหนุ่มผู้กตัญญู  ต้องพาแม่ของตนซึ่งอายุครบ 70 ปีขึ้นไปทิ้งบนภูเขา เพราะไม่อาจขัดคำสั่งของเจ้าเมือง หัวใจของเขาหนักอึ้งและเต็มไปด้วยความเศร้า แต่ด้วยเกรงกลัวถูกลงโทษตามกฎหมาย เขาจึงจำใจแบกแม่ขึ้นหลัง แล้วเดินไปยังภูเขาชื่อ “อุบาสุเตะยามะ” (Ubasuteyama) หรือ “ภูเขาทิ้งแม่”

              ขณะที่ชายหนุ่มแบกแม่เดินเข้าไปในป่าลึก เขาได้ยินเสียงดัง เปรี๊ยะ… เปรี๊ยะ… เมื่อหันไปมองก็พบว่า แม่ที่ขี่หลังเขาอยู่นั้น เอื้อมมือไปหักกิ่งไม้เล็ก ๆ ตลอดทางที่เดินผ่าน ชายหนุ่มจึงถามด้วยความสงสัยว่า “หักกิ่งไม้ไปทำไมหรือแม่?”

              ผู้เป็นแม่ตอบด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรักว่า “แม่กลัวว่าตอนเจ้าเดินกลับลงจากภูเขาไปคนเดียวจะหลงทาง แม่จึงหักกิ่งไม้ทำเครื่องหมายไว้ให้เจ้ากลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยนะลูก”

              เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายหนุ่มก็ใจหาย หลั่งน้ำตาออกมา เขาตระหนักได้ว่าแม้ในนาทีที่แม่จะถูกทิ้งให้ตายบนภูเขา ก็ไม่ห่วงชีวิตตัวเอง แต่กลับห่วงความปลอดภัยของลูกชาย เขาตัดสินใจทันทีว่า “ข้าจะทิ้งแม่ผู้มีพระคุณขนาดนี้ไม่ได้!”

              ชายหนุ่มจึงแอบลักลอบพาแม่กลับมาที่บ้าน แล้วขุดห้องลับไว้ใต้ดินในยุ้งข้าว เพื่อซ่อนตัวแม่ไว้

              วันหนึ่ง เจ้าเมืองชินาโน๊ะ จอมโหด ได้รับคำขู่จากเจ้าเมืองใกล้เคียงที่ต้องการมายึดเมือง ด้วยปริศนา 3 ข้อ หากตอบไม่ได้จะถูกโจมตี:

จงร้อยด้ายผ่านรูในเปลือกหอยสังข์ที่คดเคี้ยว
จงทำกลองที่ตีแล้วดังเองได้ โดยไม่ต้องมีคนตี
จงทำเชือกที่ทำมาจากขี้เถ้า

               แต่ไม่มีใครในเมืองชินาโน๊ะ สามารถตอบคำถามปริศนาทั้ง3ข้อได้เลย ชายหนุ่มจึงแอบไปถามแม่ ในห้องลับใต้ดิน และแม่ก็ได้ให้คำตอบที่ชาญฉลาด:

ข้อแรก: ให้ทาน้ำผึ้งไว้ที่ปลายหอยสังข์ แล้วเอาด้ายเล็กๆผูกกับตัวมด มดจะเดินตามกลิ่นน้ำผึ้งพาด้ายผ่านรูที่คดเคี้ยวไปเอง
ข้อที่สอง: ให้ทำกลองกระดาษ แล้วใส่ “ผึ้งหรือแมลง” ไว้ข้างใน เมื่อบินชนหนังกลองก็จะเกิดเสียงดัง โดยไม่ต้องมีคนตีกลอง
ข้อที่สาม: ให้เอาเชือกฟางไปแช่น้ำเกลือแล้วตากให้แห้ง จากนั้นนำไปเผาไฟ ขี้เถ้าจะคงรูปเป็นเส้นเชือก 

                  เมื่อเจ้าเมืองชินาโน๊ะ นำคำตอบไปแก้ปริศนาของผู้รุกรานได้สำเร็จแล้ว จึงเรียกชายหนุ่มมาถามว่าใครเป็นคนบอกวิธีการ ชายหนุ่มตัดสินใจสารภาพความจริงว่า เขาแอบซ่อนตัวแม่ไว้ในห้องใต้ดิน เพราะความรู้และประสบการณ์ของแม่นั้นมีค่ามากกว่าถูกทอดทิ้ง

                  เจ้าเมืองจึงได้สติและสำนึกผิด เขาตระหนักว่า “ผู้สูงอายุนั้นไม่ได้ไร้ค่า แต่คือคลังแห่งปัญญาและประสบการณ์ที่มีค่ามหาศาล” เขาจึงประกาศยกเลิกกฎหมายอันโหดร้าย เรื่องการนำคนแก่ไปทิ้งที่ภูเขา ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

                  การกระทำของเคนจิเป็นการกระทำความดีตามหลักบุญกิริยาวัตถุ เรื่องการชวนขวายทำกิจการที่เหมาะสม (เวยยาวัจจมัย) คือ การดูแลแม่ที่แก่ชรา ในห้องใต้ดิน แทนที่จะนำไปทิ้งให้ตายบนภูเขา และการที่แม่ออกความคิดแก้ปริศนาช่วยบ้านเมือง

                  นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การดูแลรับใช้พ่อแม่เป็นความดีที่น่าชื่นชม”       

                  เรียบเรียงจากนิทานพื้นบ้านโบราณของญี่ปุ่นชื่อ”ภูเขาทิ้งแม่” “อุบาสุเตะยามะ” (Ubasuteyama) ซึ่งเป็นเรื่องราวที่สอนใจคนญี่ปุ่น เรื่องความรักและความกตัญญู จนทำให้สังคมญี่ปุ่นให้เกียรติผู้สูงอายุอย่างมาก แต่ก็เป็นเพียงเรื่องเล่าในตำนาน ที่ไม่มีหลักฐานว่าเคยเกิดขึ้นจริงหรือไม่

คุณแหน : 7 มีนาคม 2569

คุณแหน : 7 มีนาคม 2569

คุณแหน : 7 มีนาคม 2569

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • สารคดีใต้ร่มพระบารมี พระพันปีหลวง ออกแพร่ภาพทางNBT กรมประชาสัมพันธ์ ตอนที่ทั้ง 2 พระองค์ พ่อหลวงร.9 กับ สมเด็จพระพันปีหลวง เสด็จฯอำเภอ ห้วยยอด จังหวัดตรัง มีสัมภาษณ์พสกนิกรในยุคนั้น อาทิ ประสงค์ วงศ์หนองเตย ปัจจุบันอายุใกล้ 80 ปี แต่ตอนรับเสด็จฯทั้ง 2 พระองค์ คุณประสงค์ มีอายุ 15 ปี ได้บอกเล่าถึงความประทับใจยิ่งนักที่ได้มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จฯ…
  • บุญญฤทธิ์ วิเชียรพันธุ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ อิสราเอลดูแลคนไทยให้มีขวัญ กำลังใจที่ดี ท่าน ออท.เพิ่งมาอยู่ที่นี้ได้ไม่กี่เดือน แต่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข็มแข็ง…
  • พิสิษฐ์ ณ พัทลุง ประธานมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยฯ เป็นเจ้าของกิจการ สวนสัตว์ ‘บ้านสัตว์เดรัจฉาน’ ย่านรามอินทรา เปิดมา 26 ปีแล้ว…และด้วยวัย 80 ปี ผู้มีความรักสัตว์ เวลาไปต่างประเทศ จะต้องไปเที่ยวสวนสัตว์ประเทศนั้นๆเป็นที่แรก สัตว์ไม่ต้องซื้อหา มีผู้มาบริจาคให้ บางคนไม่มีสถานที่เลี้ยง เพราะอยู่คอนโดฯบางคนเบื่อ เอามายกให้ มีสัตว์จำพวกนก เต่า กิ้งก่า งู ไก่ ฯลฯ คุณพิสิษฐ์ว่า ท่านสูงวัยมากแล้ว ต้องหาคนมาดูแลต่อ…
  • ถาวรสวัสดิ์ ชวโนทัย มีโอกาสได้กราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุ ก่อนนำไปประดิษฐานที่วัดในจังหวัดตรัง…
  • เจลลี่ (กัลยารักษ์ พงศ์พิธานนท์ ) หลานคุณยาย ตวงพร เลาหะบุตร แจ้งว่า เวลานี้ เป็น นักกอล์ฟหญิง สมัครเล่น อันดับที่ 387 ของโลก…
  • ยินดีกับ ทรงวุฒิ- ปานใจ หมื่นจบ เพิ่งได้หลานย่าคนแรก เป็นชาย “น้องมาล์วินล์” จากครอบครัวลูกชายคนโต “นนท์” เมื่อวันมาฆะบูชาที่ผ่านมา…
  • ดร. วีรภา กิจจาทร ฝากแจ้งข่าวงานพระราชทานพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมคุณพ่อ พล.อ.อ.วีระ กิจจาทร อดีต กก.ผอ.ใหญ่ บมจ.การบินไทย 5-7 มี.ค.18.00 น. และสวดพระอภิธรรม 8- 11 มี.ค.18.00 น.ณ ศาลาทักษิณาประดิษฐ วัดพระศรีมหาธาตุบางเขน ส่วนกำหนดงานพระราชทานเพลิงศพ จัดวันที่ 28 มี.ค. 14.00 น. เมรุ 1 ..
  • พิธีสวดพระอภิธรรมศพ ม.ร.ว.พรรณนภา ดิศกุล จัดค่ำนี้ (7 มี.ค.)18.00 น. ณ ศาลาธรรมสังเวช(หน้าเมรุ) วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนที่จะประชุมเพลิง 8 มี.ค.16.30 น…
  • กำหนดสวดพระอภิธรรม คุณยายสังวาลย์ รอดเอี่ยม มารดา วาสนา หงส์เจริญ 6-9 มี.ค.19.00 น. ณ วัดชลประทานรังสฤษฏ์ จ.นนทบุรี และฌาปนกิจ 10 มี.ค.15.00 น…
  • สวดพระอภิธรรม เนาวรัตน์ ธูปะเตมีย์ 6-8 มี.ค.ณ ศาลาบุพการีอนุสรณ์ วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน และฌาปนกิจ 10 มี.ค.13.00 น…
  • ถือว่าเป็น หัวหน้าหมู่บ้าน “ศิษย์รร.สตรีวัดอัปสรสวรรค์” ผู้มาเรียนชั้น มศ.1 ที่รร.นี้ เมื่อ 56 ปีก่อน จวบจนจบ ม.ศ. 5 รศ.ธีรารักษ์ โพธิสุวรรณ ชวนมิตรสหายที่คบกันมานานหลายสิบปี มาร่วมชุมนุมกัน ที่ร้านเพลิน เมื่อวันพฤหัสที่แล้ว…เพื่อนกัน(เมื่อวัยเด็ก)สดชื่น แจ่มใส ย้อนวัยสมัย only thirteen และต่างคุยเรื่องเก่า เล่าความหลังสนั่นห้อง(โชคดีที่จองห้องเฉพาะไว้)…ผู้มาขานชื่อไม่เคยขาด ได้แก่ อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัด(หญิงแกร่งที่สุดในปฐพี) เพ็ญศรี เจริญสุทธิพันธ์ , ผศ.ธนิทรา ขวัญใจ , อ.พัชรินทร์ รูโปบล ,อัจฉรา เจียมฉวี ,อัฏษมา อนงคณะตระกูล ,จันทนา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ,โชติรส ฉัตรแก้ว ฯลฯ ส่วน เอ๋-พัชรี เจ้าของร้านขนมชื่อดังในซอยอารีย์ “มะลิวัลย์” มาพร้อมขนมอร่อยของร้านมากมายก่ายกอง ให้เพื่อนๆได้ลองกินคนละหนุบคนละหนับ(กลับไปห้ามตรวจน้ำตาลในเลือดเด็ดขาด) ซึ่งอิ่มเอมเปรมใจกันถ้วนหน้า…ส่วนผู้ที่เคยมาสังสรรค์ทุกครั้ง แต่คราวนี้ติดภารกิจฟิชโชสำคัญ จึงไม่ได้มาขานชื่อ อาทิ อดีตผู้อำนวยการเขตปทุมวัน มรกต สนิทธางกูร , อ.พรรณนิภา วัชราภรณ์ และ กอบกุล เพียรรำลึก ฯลฯ เป็นต้น…นับเป็นงานสังสรรค์ของคนวัย 69-70 ปีที่น่าประทับใจยิ่ง !!

บารอนเนส