แฟนทั่วโลกยิ้มตาม เคที เพอร์รี โพสต์ภาพคู่ ลิซ่า หลังขึ้นโชว์พิธีเปิดฟุตบอลโลก 2026

แฟนทั่วโลกยิ้มตาม เคที เพอร์รี โพสต์ภาพคู่ ลิซ่า หลังขึ้นโชว์พิธีเปิดฟุตบอลโลก 2026

แฟนทั่วโลกยิ้มตาม เคที เพอร์รี โพสต์ภาพคู่ ลิซ่า หลังขึ้นโชว์พิธีเปิดฟุตบอลโลก 2026

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.18 น.

เมื่อ 13 มิถุนายน 2569 สร้างความประทับใจให้แฟนเพลงทั่วโลกไม่น้อย เมื่อ “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล ศิลปินสาวชาวไทยระดับโลก ได้พบกับ “เคที เพอร์รี” นักร้องสาวชื่อดังชาวอเมริกัน ระหว่างร่วมแสดงในพิธีเปิดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา

โดย ลิซ่า สร้างประวัติศาสตร์ในฐานะศิลปินสัญชาติไทยคนแรกที่ได้ขึ้นแสดงบนเวทีฟุตบอลโลก ด้วยการร่วมร้องเพลง “Goals” เพลงประจำการแข่งขัน ร่วมกับ Anitta และ Rema ท่ามกลางผู้ชมจากทั่วโลก

ล่าสุด เคที เพอร์รี ได้สร้างความฮือฮาให้กับแฟนคลับ เมื่อเธอโพสต์ภาพและคลิปวิดีโอผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 196 ล้านคน โดยหนึ่งในภาพดังกล่าวเป็นภาพที่เธอถ่ายคู่กับ ลิซ่า และคลิปโมเมนต์น่ารักที่ทั้งคู่สวมกอดและพูดคุยกันอย่างเป็นกันเองหลังจบโชว์หลังเสร็จสิ้นการแสดงบนเวที

จนแฟนๆ ต่างพากันแชร์ภาพและคลิปดังกล่าวอย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์

พิธีตักบาตร โครงการบรรพชาอุปสมบทในพระสังฆราชูปถัมภ์ ถวายพระกุศลแด่เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

พิธีตักบาตร โครงการบรรพชาอุปสมบทในพระสังฆราชูปถัมภ์ ถวายพระกุศลแด่เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

พิธีตักบาตร โครงการบรรพชาอุปสมบทในพระสังฆราชูปถัมภ์ ถวายพระกุศลแด่เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.00 น.

พิธีตักบาตร โครงการบรรพชาอุปสมบทในพระสังฆราชูปถัมภ์ ถวายพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

วันที่ 15  มิถุนายน 2569 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระบัญชาโปรดให้ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ปฏิบัติศาสนกิจแทนพระองค์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ในกิจกรรมบิณฑบาตของพระสงฆ์ในโครงการบรรพชาอุปสมบทในพระสังฆราชูปถัมภ์ ถวายพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน ถึงวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร และร่วมใส่บาตรพระสงฆ์ จำนวน 100 รูป ในโครงการด้วย

โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ และนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม  นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม คณะผู้บริหารสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงคมนาคม ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และประชาชน ร่วมตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 100 รูป

การจัดกิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการบรรพชาอุปสมบทในพระสังฆราชูปถัมภ์ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อถวายพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยพระภิกษุในโครงการจะศึกษาพระธรรมวินัยและปฏิบัติธรรม ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และสถาบันกรรมฐานศึกษาสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) ในพระสังฆราชูปถัมภ์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ตลอดระยะเวลาของโครงการ

กรมการศาสนาเผยวิธีจัดโต๊ะหมู่ถวายราชสักการะอย่างถูกต้อง

กรมการศาสนาเผยวิธีจัดโต๊ะหมู่ถวายราชสักการะอย่างถูกต้อง

กรมการศาสนาเผยวิธีจัดโต๊ะหมู่ถวายราชสักการะอย่างถูกต้อง

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.32 น.

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ได้เผยแพร่แนวทางการจัดโต๊ะหมู่ถวายราชสักการะ รวมถึงการประดิษฐานพระฉายาลักษณ์และพระรูป เพื่อให้หน่วยงานราชการและองค์กรต่าง ๆ สามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องตามราชประเพณีและแบบแผนที่กำหนด

กรมการศาสนาระบุว่า การจัดโต๊ะหมู่ถวายราชสักการะ
» การจัดสถานที่ประดิษฐานพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ สถานที่ราชการหรือหน่วยงาน เพื่อให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและถูกต้องตามแบบแผน

» แนวทางการจัดโต๊ะหมู่ประดิษฐาน
การประดับตกแต่งโต๊ะหมู่ประดิษฐาน ให้ใช้ดอกไม้สีขาวเป็นหลัก และวางเครื่องทองน้อยบนโต๊ะหมู่ตัวล่างตรงกลาง โดยหันดอกไม้เข้าหาพระฉายาลักษณ์หรือพระรูป ทั้งนี้ สามารถเลือกดำเนินการได้ตามความเหมาะสมของพื้นที่ ดังนี้

๑. กรณีจัดโต๊ะหมู่ ๑ ชุด
ให้ประดิษฐานพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไว้ในตำแหน่งที่สูงกว่าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เล็กน้อย

๒. กรณีจัดโต๊ะหมู่ ๒ ชุด
สามารถตั้งวางเคียงคู่กันได้ โดยให้พระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา อยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่าเล็กน้อย

๓. กรณีจัดโต๊ะหมู่เฉพาะพระรูป
สำหรับการดิษฐานพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เพียงพระองค์เดียว ให้ดำเนินการตามรูปแบบที่กำหนดไว้

» แนวทางการประดับผ้า
สำหรับการประดับผ้าประกอบสถานที่ ให้ใช้โทนสีดำและสีขาว โดยจัดวางสีดำไว้ด้านบนเป็นหลัก

แสวง เผย กกต.นัดประชุมคดีฮั้วสว.ต่อเนื่องพรุ่งนี้ เล็งออกเอกสารข่าวแถลงคืบหน้า

แสวง เผย กกต.นัดประชุมคดีฮั้วสว.ต่อเนื่องพรุ่งนี้ เล็งออกเอกสารข่าวแถลงคืบหน้า

แสวง เผย กกต.นัดประชุมคดีฮั้วสว.ต่อเนื่องพรุ่งนี้ เล็งออกเอกสารข่าวแถลงคืบหน้า

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.22 น.

แสวง เผย กกต.นัดประชุมคดีฮั้วสว.ต่อเนื่องพรุ่งนี้ เล็งออกเอกสารข่าวแถลงคืบหน้า

จากกรณีที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงกรณีภาพรวมการตั้งข้อสังเกตต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการตรวจสอบคดีฮั้ว สว.ว่า ขณะนี้กลุ่มบุคคลที่จะชี้ขาดว่าคดีการฮั้วสว.จะไปถึงศาลหรือไม่ คือ กกต.ทั้ง 7 คน โดยเราต้องย้อนไปตอนที่มีการตั้งคณะกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 ขึ้นมา ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ร่วมกันระหว่างกกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) หลังการพิจารณาข้อเท็จจริงคณะกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 ก็มีมติออกมาเห็นว่าบุคคลที่มีมูลว่ากระทำความผิดเรื่องการฮั้ว สว.อย่างน้อย 229 คน โดยมีมติเห็นควรให้ กกต. ดำเนินคดีและฟ้องทั้ง 229 คนไปที่ศาล เพราะหลักฐานหนักแน่นเพียงพอ หวั่นกกต.เป็นเครื่องมือฟอกขาว เตือนหากไม่ส่งอาจถูกตั้งข้อครหาปฏิบัติหน้าที่แบบปิดตาข้างเดียว นอกจากนี้ โยน กกต.แจงปมอนุญาตนำโพยเข้าสถานที่เลือกนั้น 

ล่าสุด เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.2569 ผู้สื่อข่าวได้มีการสอบถามกรณีดังกล่าวไปยังนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เปิดเผยว่า พรุ่งนี้จะมีการประชุมคดีฮั้วสว.ต่อเนื่อง ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะมีเอกสารข่าวชี้แจงความคืบหน้าการพิจารณาส่งให้สื่อได้รับทราบ

ปค. แจงปม แก้พ.ร.บ.สัญชาติ ยังอยู่ขั้นรับฟังความเห็น ไร้เปิดช่อง ต่างด้าว เข้ามาเล่นการเมือง

ปค. แจงปม แก้พ.ร.บ.สัญชาติ ยังอยู่ขั้นรับฟังความเห็น ไร้เปิดช่อง ต่างด้าว เข้ามาเล่นการเมือง

ปค. แจงปม แก้พ.ร.บ.สัญชาติ ยังอยู่ขั้นรับฟังความเห็น ไร้เปิดช่อง ต่างด้าว เข้ามาเล่นการเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.55 น.

กรมการปกครอง แจงปม แก้พ.ร.บ.สัญชาติ ยังอยู่ขั้นรับฟังความเห็น ไร้เปิดช่อง ต่างด้าว เข้ามาเล่น การเมือง ยันเกณฑ์ รัดกุม-ตั้งคณะทำงานปราบทุจริตสวมสัญชาติไทย

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.2569 กรมการปกครอง (ปค.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) ออกเอกสารข่าวชี้แจงกรณีการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ “ประเด็นการได้สัญชาติไทยโดยการเกิด” มีเนื้อหาระบุว่า จากกรณีที่สื่อโซเชียลได้เสนอข่าวข้อมูลว่า รัฐบาลจะแก้กฎหมายสัญชาติอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และเปิดช่องให้ผู้ที่ได้รับสัญชาติไทยภายใต้กฎหมายใหม่เข้ามามีบทบาททางการเมืองในอนาคตนั้น โดยกรมการปกครองยืนยันว่า ได้ดำเนินการเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายสัญชาติ เนื่องจากได้รับรายงานความเป็นมาและสภาพปัญหาใน 3 ประเด็น ซึ่งอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นจากระบบกลางทางกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ดังนี้ 1. การแก้ไขประเด็นการให้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐที่ต้องการแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ “ให้ถือว่าเป็นการได้สัญชาติไทยโดยการเกิด” เพื่อให้ผู้ได้สัญชาติไทยดังกล่าวได้ใช้สิทธิในการเป็นพลเมืองไทยสมบูรณ์และเท่าเทียม ซึ่งยังเป็นข้อเสนอที่ได้รับการสนับสนุนในเชิงวิชาการจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2569 โดยในชั้นของนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือ รมว.มหาดไทย ยังไม่เคยได้ทราบเรื่องการแก้ไขกฎหมายนี้มาก่อน

2. การแก้ไขเพิ่มเติมคำว่า “หญิง” “ชายหรือหญิง” เป็นคำว่า “คน” “บุคคล” และแก้ไขเพิ่มเติม คำว่า “ภริยา หรือสามี” เป็นคำว่า “คู่สมรส” ตามลำดับ เกิดจากผลของการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 (มักเรียกว่ากฎหมายสมรสเท่าเทียม) 

3. การกำหนดสิทธิอาศัยให้กับบุคคลซึ่งเสียสัญชาติไทย ตามหมวด 2 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ เนื่องจากมีบุคคลสัญชาติไทยได้สละสัญชาติไทย เสียสัญชาติไทย หรือถูกถอนสัญชาติไทย เนื่องจากเหตุผลต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการไปอาศัยยังต่างประเทศ และได้สัญชาติในประเทศที่อาศัยปัจจุบัน ซึ่งพบว่าเกิดความยากลำบากในการกลับมายังประเทศไทย เพื่อเยี่ยมญาติในประเทศไทย จึงจำเป็นต้องเสนอแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้แก่ผู้ที่เคยมีสัญชาติไทย ฯลฯ 

เอกสารข่าวกรมการปกครอง ชี้แจงด้วยว่า ในปัจจุบัน การเสนอแก้ไขพ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 และที่แก้ไขเพิ่มเติม อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.-21 มิ.ย.2569 ซึ่งเป็นการเริ่มต้นในระยะที่ 1 ของการจัดทำร่างกฎหมายของหน่วยงาน จึงยังไม่ถึงขั้นตอนเข้าสู่การพิจารณาของรัฐบาลหรือสภาผู้แทนราษฎร ขณะเดียวกัน การพิจารณาให้สัญชาติไทยในปัจจุบันมีหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัดกุม รวมถึงกำชับให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติด้วยความละเอียดรอบคอบ อีกทั้งมีการจัดตั้งคณะทำงานต่อต้านความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E.) ในการตรวจสอบเพื่อดำเนินการทางอาญาและวินัยข้าราชการต่อเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาดในกรณีที่พบการทุจริตให้สัญชาติไทยอย่างไม่ถูกต้อง โดยยึดหลักความมั่นคงของประเทศควบคู่กับหลักสิทธิมนุษยชน และไม่มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อเปิดทางให้บุคคลต่างด้าวเข้ามามีบทบาททางการเมืองตามที่เป็นข่าว

อวสานมวยเด็ก? ห้ามต่ำกว่า 15 ขึ้นชก พรรคส้ม ค้านแหลก ชี้ทำลายรากแก้วมวยไทย

อวสานมวยเด็ก? ห้ามต่ำกว่า 15 ขึ้นชก พรรคส้ม ค้านแหลก ชี้ทำลายรากแก้วมวยไทย

อวสานมวยเด็ก? ห้ามต่ำกว่า 15 ขึ้นชก พรรคส้ม ค้านแหลก ชี้ทำลายรากแก้วมวยไทย

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.02 น.

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สั่นสะเทือนวงการกีฬาประจำชาติ เมื่อนายกิตติพันธ์ เสาร์แก้ว สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ สังกัดพรรคประชาชน ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความกังวลและคัดค้านกรณีที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เตรียมพิจารณาออกกฎหมายควบคุมการชกมวยของเด็กและเยาวชน

สาระสำคัญของร่างกฎหมายที่ถูกตั้งคำถาม
ตามข้อมูลที่ สส.กิตติพันธ์ ระบุ ร่างกฎหมายหรือกฎระเบียบฉบับใหม่นี้ มีข้อกำหนดที่เข้มงวด ได้แก่
ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ขึ้นชกมวยโดยเด็ดขาด
เยาวชนอายุ 15-18 ปี ห้ามขึ้นชกหากไม่มีการกำหนดมาตรฐาน เงื่อนไข กติกา หรืออุปกรณ์ในการป้องกันความปลอดภัยที่รัดกุม
 

ผลกระทบต่อ “รากแก้ว” ของมวยไทย

นายกิตติพันธ์ ได้ตั้งคำถามอย่างหนักแน่นว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นการ คุมกำเนิดมวยไทย” หรือไม่ พร้อมชี้ให้เห็นว่า มวยเด็กและมวยภูธรเปรียบเสมือนรากแก้วที่หล่อเลี้ยงวงการมวยไทยมาอย่างยาวนาน นักมวยไทยที่สร้างชื่อเสียงระดับโลกล้วนมีจุดเริ่มต้นจากมวยเด็กและเวทีภูธรทั้งสิ้น

นอกจากนี้ สส.พรรคประชาชน ยังระบุด้วยว่า ปัจจุบันค่ายมวยต่างๆ มีระบบการฝึกซ้อมและการดูแลนักมวยที่ปลอดภัยและได้มาตรฐานแล้ว การสั่งห้ามอย่างเด็ดขาดจึงเป็นการปิดกั้นความฝันและโอกาสของเด็กๆ ที่ฝึกซ้อมและขึ้นชกด้วยความเต็มใจ
 

แนะปรับกติกาแทนการสั่งห้าม หวั่นต่างชาติแซงหน้า

การห้ามไม่ได้แปลว่าปกป้องเสมอไป แต่นี่คือการปิดโอกาสหรือไม่?” นายกิตติพันธ์ ระบุ

เขาได้เสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาว่า ภาครัฐควรเปลี่ยนจากการ “สั่งห้าม” มาเป็นการ ส่งเสริม” โดยการจัดพื้นที่ให้มวยเด็ก ปรับเปลี่ยนอุปกรณ์การชก หรือออกแบบกติกาให้มีความปลอดภัยและเหมาะสมกับวัย เพื่อให้เยาวชนยังมีพื้นที่แสดงฝีมือและสร้างรายได้

สส.กิตติพันธ์ ยังแสดงความกังวลถึงขีดความสามารถของนักมวยไทยบนเวทีโลกในปัจจุบันที่ต่อสู้กับชาวต่างชาติได้ยากขึ้น เนื่องจากในต่างประเทศมีการสนับสนุนให้เยาวชนเริ่มฝึกซ้อมและขึ้นชกมวยไทยอย่างถูกต้องตั้งแต่ยังเด็ก
 

เรียกร้องคนวงการมวยรวมพลังคัดค้าน

ในช่วงท้ายของการโพสต์ นายกิตติพันธ์ได้ส่งสัญญาณเตือนว่า วงการมวยไทยอาจถึงคราววิกฤตหากกฎหมายฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบ พร้อมทั้งเรียกร้องให้คนในวงการมวยและภาคประชาชน เข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางรับฟังความคิดเห็นของหน่วยงานรัฐ เพื่อแสดงพลังปกป้องมวยเด็กไม่ให้สูญพันธุ์ ซึ่งหากปล่อยผ่านไป วงการมวยไทยจะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน

ชัชชาติลุยหนองแขม! ต่อยอด ‘ไม่เทรวม’ ดันเปลี่ยนขยะเป็นเงิน

ชัชชาติลุยหนองแขม! ต่อยอด 'ไม่เทรวม' ดันเปลี่ยนขยะเป็นเงิน

ชัชชาติลุยหนองแขม! ต่อยอด ‘ไม่เทรวม’ ดันเปลี่ยนขยะเป็นเงิน

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.41 น.

วันที่ 14 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครฯ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครพร้อมทีม ลงพื้นที่หาเสียงเขตหนองแขม บางบอน และธนบุรี ที่ชุมชนสงวนคำ ชุมชนต้นแบบการคัดแยกขยะของ กทม. ชูนโยบายจัดการขยะ โดยกล่าวว่า ขยะเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญของกรุงเทพฯ ปัจจุบันมีปริมาณขยะเกือบ 10,000 ตันต่อวัน ที่ผ่านมาเมืองต้องนำขยะจำนวนมากไปฝังกลบเกือบ 50% จึงต้องเปลี่ยนวิธีจัดการจากเดิมที่เน้นเก็บและกำจัดปลายทาง มาเป็นการแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้ขยะที่ยังใช้ประโยชน์ได้ถูกนำกลับเข้าสู่ระบบมากขึ้น โดยปัจจุบันกรุงเทพฯ มีครัวเรือนที่ต้องร่วมแยกขยะประมาณ 3 ล้านครัวเรือน ดำเนินการไปแล้วประมาณ 1 ล้านครัวเรือน และจะเดินหน้าขยายผลต่อ เพื่อให้ขยะที่เหลือสามารถนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้จริง
 

เพิ่มประเภทแยกขยะ เปลี่ยน “ขยะมูลค่าต่ำ” เป็นรายได้ชุมชน

นายชัชชาติ นำเสนอนโยบายทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” ต่อยอด “ไม่เทรวม” ไปสู่การเปลี่ยน ขยะเป็นเงิน” เพิ่มระบบแยกขยะเป็น 5 ประเภท ได้แก่ ขยะทั่วไป ขยะอินทรีย์ ขยะอันตราย ขยะรีไซเคิล และประเภทใหม่คือ ขยะรีไซเคิลมูลค่าต่ำ” เช่น ถุงพลาสติกใช้แล้ว กล่องใส่อาหาร และแก้วพลาสติก ซึ่งเดิมมักถูกมองว่าไม่มีราคา แต่ที่จริงแล้วสามารถเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าได้

“เป้าหมายของนโยบายนี้คือการทำให้ขยะที่เคยเป็นภาระของเมือง กลับมาเป็นทรัพยากรของชุมชน โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการคัดแยก และทำให้รายได้หรือมูลค่าที่เกิดขึ้นจากขยะหมุนกลับไปสู่พื้นที่ อยากให้ชุมชนร่วมกัน จะมีการตั้งศูนย์แยกขยะในทุกชุมชน ทำให้มีรายได้กลับมาสู่ชุมชนได้ ประชาชนมีรายได้เสริมเข้ามาด้วย” นายชัชชาติกล่าว
 

ผุดศูนย์ MRF และนโยบายจ้างงาน “ชักลากขยะ”

ทั้งนี้ จะพัฒนาศูนย์จัดการและแปรรูปวัสดุ หรือ MRF (Material Recovery Facility) เพื่อทำหน้าที่รับ คัดแยก และส่งต่อขยะรีไซเคิลมูลค่าต่ำเข้าสู่กระบวนการแปรรูป ช่วยให้ขยะที่เคยถูกทิ้งรวมกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดต้นทุนการจัดเก็บ และลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ

ในอนาคต กทม. จะมี อาสาสมัคร MRF เข้ามาช่วยคัดแยกขยะ โดยมีค่าตอบแทนให้ และจะมีนโยบาย ชักลากขยะ” สำหรับพื้นที่ที่รถหรือคนงาน กทม. เข้าไปเก็บขยะในหมู่บ้านไม่ได้ โดยจ้างคนในชุมชนมาช่วยจัดการ เป็นการลดภาระเมืองและสร้างงานในพื้นที่ไปพร้อมกัน
 

ยกระดับอาชีพ “ซาเล้ง” และตั้ง “อาสาสมัครไม่เทรวม”

  • ยกระดับซาเล้ง: มีแผนยกระดับอาชีพซาเล้งให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบจัดการขยะอย่างเป็นทางการ ผ่านการอบรมและขึ้นทะเบียน เพื่อให้สามารถเข้าไปเก็บขยะรีไซเคิลในหมู่บ้านและชุมชนได้อย่างเป็นระบบ ช่วยลดปริมาณขยะที่ กทม. ต้องจัดเก็บ และทำให้อาชีพซาเล้งมีบทบาทชัดเจนในห่วงโซ่การจัดการขยะของเมือง
  • อาสาสมัครไม่เทรวม: จ้างผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางเป็นรายชั่วโมง เพื่อดูแลจุดทิ้งขยะ ตรวจการแยกขยะ รณรงค์รายบ้าน และเฝ้าระวังการลักลอบทิ้งขยะในพื้นที่สาธารณะหรือริมคลอง พร้อมเชื่อมโยงกับ BKK Food Bank เพื่อจัดการสต็อกอาหารและส่งต่อให้ผู้ที่ต้องการในชุมชน
     

เป้าหมายศูนย์ขยะ 1,000 แห่ง มุ่งลดฝังกลบเหลือ 30%

สำหรับต้นแบบการจัดการขยะในชุมชน จะนำโมเดลจากชุมชนสงวนคำ เขตหนองแขม ขยายสู่การพัฒนาศูนย์จัดการขยะชุมชน 1,000 แห่งทั่วกรุงเทพฯ เพื่อให้เกิดระบบจัดการขยะครบวงจร ตั้งแต่ขยะอินทรีย์ ธนาคารขยะ ขยะชิ้นใหญ่ เครื่องใช้ไฟฟ้า ขยะกำพร้า และพลาสติกที่นำกลับมาใช้ยาก

หากชุมชนสามารถจัดการขยะบางส่วนได้เองตั้งแต่ต้นทาง จะช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องส่งไปยังโรงกำจัดขยะหนองแขมและอ่อนนุชโดยตรง จากเดิมที่ชุมชนอาจต้องทิ้งขยะให้ กทม. ทั้งหมด ก็อาจลดเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง อนาคตตั้งเป้าลดการฝังกลบขยะให้เหลือประมาณ 30% จากปัจจุบันที่อยู่ราว 50% และลดลงจากเดิมที่เคยสูงถึง 70% โดยแยกเส้นทางจัดการขยะให้เหมาะกับแต่ละประเภท

“ในอนาคตภาพรวมการฝังกลบของเราจะเหลืออยู่แค่ประมาณ 30% เพราะการฝังกลบไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่วนที่อ่อนนุชซึ่งเคยมีปัญหาเรื่องกลิ่นจากโรงหมักปุ๋ย 2 โรง ขนาด 1,600 ตันนั้น สัญญาทั้งหมดจะสิ้นสุดลงภายในปีหน้า และจะเปลี่ยนระบบให้เป็นระบบปิดทั้งหมด” นายชัชชาติกล่าว
 

แผนพัฒนาระบบกำจัดขยะหนองแขม

สำหรับพื้นที่หนองแขม ซึ่งเป็นจุดสำคัญของระบบกำจัดขยะ กทม. ปัจจุบันโรงกำจัดขยะหนองแขมมีระบบฝังกลบ 3,000 ตัน เตาเผา 300 ตัน และระบบคัดแยกปลายทาง 1,000 ตัน โดยในอนาคตจะเพิ่มเตาเผาอีก 1,000 ตัน เพื่อทดแทนการฝังกลบ และจะเป็นพื้นที่นำร่องของโรง MRF แห่งแรกของกรุงเทพฯ

‘มัลลิกา’ ลุยตลาดวังหลัง! ชูโมเดลจัดระเบียบ–คืนรายได้สู่คนกรุง

'มัลลิกา' ลุยตลาดวังหลัง! ชูโมเดลจัดระเบียบ–คืนรายได้สู่คนกรุง

‘มัลลิกา’ ลุยตลาดวังหลัง! ชูโมเดลจัดระเบียบ–คืนรายได้สู่คนกรุง

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.30 น.

วันที่ 14 มิถุนายน 2569 เวลา 14.00 น. ที่ตลาดวังหลัง เขตบางกอกน้อย นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14 ลงพื้นที่พบประชาชน ผู้ค้า ร้านอาหาร วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และผู้ขับรถตุ๊กตุ๊ก ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก ประชาชนและนักท่องเที่ยวแห่ขอถ่ายภาพตลอดเส้นทาง

ตลาดวังหลังซึ่งเป็นแหล่งเศรษฐกิจสำคัญและจุดท่องเที่ยวชื่อดังของฝั่งธนบุรี โดยเฉพาะช่วงวันหยุดเสาร์–อาทิตย์ กลับสะท้อนปัญหาปากท้องอย่างชัดเจน ผู้ค้าหลายรายระบุว่า รายได้ลดลง การจับจ่ายซบเซา และต้องการให้ผู้ว่าฯ คนใหม่เร่งฟื้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างจริงจัง

เสียงครวญจากวินมอเตอร์ไซค์และตุ๊กตุ๊ก: รายได้หายกว่าครึ่ง

ขณะเดียวกัน วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างและคนขับตุ๊กตุ๊กได้เข้าร้องเรียนว่า รายได้หายไปกว่าครึ่งมานานแล้ว เพราะนักท่องเที่ยวลดลง การเดินทางเชื่อมต่อไม่คึกคักเหมือนเดิม จึงอยากให้มีนโยบายฟื้นฟูการท่องเที่ยว ตลาดชุมชน และระบบเศรษฐกิจรอบพื้นที่สำคัญของกรุงเทพฯ

ชูนโยบาย “สตรีทฟู๊ดพาราไดซ์” คืนชีวิตการค้าทางเท้า

บรรดาผู้ค้าให้ความสนใจนโยบาย “สตรีทฟู๊ดพาราไดซ์” ของ ดร.มัลลิกา ที่สนับสนุนการค้าขายทางเท้าอย่างเป็นระเบียบ เพิ่มพื้นที่ทำกิน และสร้างบรรยากาศให้กรุงเทพฯ กลับมาเป็นเมืองค้าขาย เมืองท่องเที่ยว และเมืองเศรษฐกิจของประชาชนอีกครั้ง

ดร.มัลลิกากล่าวว่า เสียงสะท้อนจากตลาดวังหลังคือภาพจริงของเศรษฐกิจฐานราก กรุงเทพฯ ต้องไม่ใช่เมืองที่ประชาชนถูกจำกัดโอกาสทำกิน แต่ต้องเป็นเมืองที่จัดระเบียบแล้วค้าขายได้ เดินทางสะดวก ปลอดภัย และดึงนักท่องเที่ยวกลับมา เพื่อให้เงินหมุนเวียนถึงมือผู้ค้ารายย่อย วินมอเตอร์ไซค์ ตุ๊กตุ๊ก และครอบครัวคนทำมาหากินอย่างแท้จริง

กรุงเทพฯ ต้องกลับมาเป็นเมืองที่คนค้าขายได้ คนเดินทางสะดวก นักท่องเที่ยวอยากมา และประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น” ดร.มัลลิกากล่าว

เจาะลึกมูลค่าเศรษฐกิจ “สตรีทฟู้ด” ขุมทรัพย์ 2.7 แสนล้านบาท

หากอ้างอิงข้อมูลวิจัยและรายงานด้านเศรษฐกิจเมืองของกรุงเทพฯ ก่อนการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยครั้งใหญ่จะพบว่า “สตรีทฟู้ด” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องอาหาร แต่เป็นระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยว การจ้างงาน และรายได้ของประชาชนจำนวนมาก กรุงเทพมหานครเคยได้รับการจัดอันดับให้เป็น “เมืองสตรีทฟู้ดดีที่สุดในโลก” ติดต่อกันหลายปี และเป็นหนึ่งในจุดขายสำคัญด้านการท่องเที่ยวของไทย แต่เสน่ห์นั้นกลับหายไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ข้อมูลเชิงสถิติที่น่าสนใจ

  • จำนวนผู้ค้า: กรุงเทพฯ มีผู้ค้าหาบเร่แผงลอยประมาณ 300,000 ราย (เป็นผู้ค้าประเภทอาหารประมาณ 37% หรือ 111,000 ราย)
  • มูลค่าทางเศรษฐกิจ: ภาคสตรีทฟู้ดสร้างมูลค่ากว่า 271,000 ล้านบาทต่อปี และมีสัดส่วนสูงที่สุดในตลาดอาหารบริการของประเทศ
  • การจับจ่ายของนักท่องเที่ยว: นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้จ่ายด้านอาหารประมาณ 20% ของงบประมาณการเดินทางทั้งหมด
     

เสน่ห์ที่หายไป ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและการท่องเที่ยว

ก่อนจัดระเบียบหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ เช่น วังหลัง เยาวราช ประตูน้ำ อนุสาวรีย์ชัยฯ สีลม สาทร คลองถม และพาหุรัด เคยเป็นศูนย์รวมผู้ค้าจำนวนมากตลอดวันและกลางคืน เกิดการหมุนเวียนรายได้ต่อเนื่องให้กับร้านอาหารริมทาง วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง รถตุ๊กตุ๊ก รถแท็กซี่ ร้านสะดวกซื้อ ตลาดสด ผู้ผลิตวัตถุดิบอาหาร และผู้ค้ารายย่อยในชุมชน

งานวิจัยหลายฉบับชี้ว่าสตรีทฟู้ดไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะให้ผู้ขาย แต่ยังกระตุ้นห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ค้าส่ง ตลาดสด จนถึงภาคการท่องเที่ยว ยังมีข้อมูลว่าพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เลือกทานสตรีทฟู้ดเพิ่มขึ้นจากประมาณ 63% เป็น 77.3% สะท้อนว่าสตรีทฟู้ดยังคงเป็นแรงดึงดูดสำคัญของกรุงเทพฯ และประเทศไทย
 

จัดระเบียบควบคู่เศรษฐกิจฐานราก

“หากมองในเชิงเศรษฐกิจเมือง สตรีทฟู้ดของกรุงเทพฯ ในยุคที่คึกคักที่สุดถือเป็นระบบเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้ค้าหลายแสนราย และสร้างมูลค่าหมุนเวียนระดับหลายแสนล้านบาทต่อปี พร้อมทั้งเป็นหนึ่งในจุดขายการท่องเที่ยวอันดับต้น ๆ ของโลก

ดังนั้นแนวทางที่หลายเมืองใช้ในปัจจุบันจึงไม่ใช่การยกเลิกทั้งหมด แต่เป็นการ จัดระเบียบให้ค้าขายได้อย่างถูกสุขลักษณะ ปลอดภัย และไม่กีดขวางทางสาธารณะ” เพื่อรักษาทั้งเศรษฐกิจฐานรากและคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กันไป ซึ่งแนวนโยบายของมัลลิกา จะกระตุ้นเศรษฐกิจทางด้านนี้และมีแผนรองรับที่จะทำได้แล้ว”

ตายแล้วเกิดใหม่! ณัฏฐ์ชนน เฉลยที่มา เงินรักษาโรคหัวใจ

ตายแล้วเกิดใหม่! ณัฏฐ์ชนน เฉลยที่มา เงินรักษาโรคหัวใจ

ตายแล้วเกิดใหม่! ณัฏฐ์ชนน เฉลยที่มา เงินรักษาโรคหัวใจ

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.52 น.

ตายแล้วเกิดใหม่! “ณัฏฐ์ชนน”เฉลยที่มา”เงินรักษาโรคหัวใจ” ได้รับเมตตาจาก”เนวิน”ให้กู้ค่ารักษา มี”สัญญา-โรงพยาบาลรับรู้-ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกัน” ยันใช้เป็นหลักฐานใหม่ยื่นอุทธรณ์ ต่อ ป.ป.ช.ในคดีถูกร้องเรียนให้ผู้ช่วย สส.ไปจ่ายค่ารักษา

14 มิถุนายน 2569 นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง กับมรสุมชีวิตที่ต้องพิสูจน์ความจริงโดยมีเนื้อหาชี้แจงที่มาของค่าผ่าตัดรักษาโรคหัวใจว่า ได้กู้ยืมเงินจาก นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรและประธานบริหาร บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จำกัดมีสัญญาเงินกู้ยืมเงินชัดเจน มีรายละเอียดว่า ผมเกิดมาจากครอบครัวชาวบ้านธรรมดาในจังหวัดสงขลา มีความฝันอยากเป็นผู้แทนราษฎรเพื่อรับใช้บ้านเกิด จึงมุ่งมั่น อดทนและต่อสู้ในทุกเรื่องจนได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภา อบจ.สงขลา ในปี 2547-2551 และก้าวสู่การเป็นสส.จังหวัดสงขลา เขต 7 พรรคภูมิใจไทยในปี 2562

แต่ในความโชคดีนั้น วิกฤตชีวิตกลับมาเยือนอย่างไม่คาดคิด แพทย์ตรวจพบว่าผมเป็นเส้นเลือดหัวใจตีบถึง 3 เส้น และต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วนทันทีหลังจากปฏิบัติหน้าที่สส. ได้เพียงสมัยประชุมเดียว (120 วัน)

ในตอนแรก แพทย์ประเมินค่าใช้จ่ายในการนอนโรงพยาบาล 7 วันไว้ที่ไม่เกิน 400,000 บาท แต่เหตุการณ์กลับพลิกผันอย่างรุนแรง เมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนมี “น้ำในเยื่อหุ้มหัวใจ” แพทย์พยายามเจาะระบายน้ำออกทางซี่โครงแต่ไม่สำเร็จ จนต้องตัดสินใจผ่าตัดซ้ำที่แผลเดิม ส่งผลให้ผมต้องนอนรักษาตัวต่อยาวนานกว่า 20 วัน และค่าใช้จ่ายทั้งหมดพุ่งสูงถึง 900,000 บาท

ในนาทีวิกฤตที่ไร้ทางออกและต้องหาเงินมาจ่ายโรงพยาบาลเพื่อให้สามารถออกจากโรงพยาบาลได้ ผมนึกถึงใครไม่ออกนอกจาก “ท่านเนวิน ชิดชอบ” ซึ่งในยามหน้าสิ่วหน้าขวานนั้น ท่านได้เมตตาช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลตามหลักมนุษยธรรมในฐานะผู้ใหญ่ที่เอ็นดู โดยทางโรงพยาบาลได้รับรู้และทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้กลับถูกนำไปร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. โดยกล่าวหาว่าผมให้ผู้ช่วย สส. ไปจ่ายค่ารักษาให้ ซึ่งไม่เป็นความจริงเลยครับ สำหรับสังคมไทย ความกตัญญูรู้คุณต่อผู้มีพระคุณในยามล้มป่วยเจียนตายเป็นสิ่งละเอียดอ่อน และผมไม่เคยคิดจะปฏิเสธความจริงในข้อนี้

ในชั้นไต่สวนของ ป.ป.ช. ครั้งแรก ผมอาจจะยังแจงประเด็นได้ไม่ครอบคลุมเพราะไม่อยากให้รบกวนผู้ใหญ่ แต่เมื่อ ป.ป.ช. มีมติ 5:1 ให้ยื่นอุทธรณ์  ผมจึงได้นำหลักฐานชิ้นใหม่ ซึ่งเป็น “สัญญากู้ยืมเงิน” ที่ทำขึ้นเมื่อ 20 พ.ย.2562 นำมาจ่ายค่ารักษาพยาบาล พร้อมทั้งพยานบุคคลเพิ่มเติมเข้าสู่กระบวนการพิจารณา ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช.

ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ผมพร้อมน้อมรับและต่อสู้ตามกระบวนการกฎหมายอย่างที่สุด แต่ผมเชื่อมั่นในความยุติธรรมและความจริง และหวังว่าสังคมจะเข้าใจในเจตนาอันบริสุทธิ์ และมองเห็นวิกฤตชีวิตที่ผมต้องเผชิญในเวลานั้นครับ

ผมขอยืนยันต่อสาธารณชนว่า ผมได้รับความเมตตาและโอกาสจากท่านเนวิน ชิดชอบ รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาฯ ผมทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มุ่งมั่นพัฒนาบ้านเกิดเพื่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดินและโอกาสชีวิตใหม่ที่ได้รับมา ทั้งในแง่ของการรอดชีวิตจากภาวะวิกฤตทางร่างกาย และโอกาสทางการเมืองจากพี่น้องชาวสงขลาและประชาชนชาวไทย

ผมเชื่อมั่นในหลักการที่ว่า “ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย” การต่อสู้ด้วยข้อเท็จจริงตามกระบวนการกฎหมายอย่างโปร่งใส คือแนวทางที่ถูกต้องและสมเกียรติที่สุด และผมเชื่อมั่นว่าความบริสุทธิ์ใจนี้จะสามารถพิสูจน์ตัวเองต่อสังคมได้อย่างชัดเจนในท้ายที่สุดครับ

สกลธี ชี้มนุษย์ต่างจากสัตว์ ตรงที่ไม่ซ้ำเติมความทุกข์ผู้อื่น แม้เห็นต่าง

สกลธี ชี้มนุษย์ต่างจากสัตว์ ตรงที่ไม่ซ้ำเติมความทุกข์ผู้อื่น แม้เห็นต่าง

สกลธี ชี้มนุษย์ต่างจากสัตว์ ตรงที่ไม่ซ้ำเติมความทุกข์ผู้อื่น แม้เห็นต่าง

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.38 น.

14 มิถุนายน 2569 นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “สิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์ คือการที่จะไม่ซ้ำเติมความทุกข์ของผู้อื่น แม้จะเห็นต่างหรือไม่ชอบเขาก็ตาม”