มินนิโซตาโวย FBI ไม่ให้เข้าถึงหลักฐาน หลังรับช่วงต่อคดี ICE ยิงผู้หญิงดับ

มินนิโซตาโวย FBI ไม่ให้เข้าถึงหลักฐาน หลังรับช่วงต่อคดี ICE ยิงผู้หญิงดับ

9 ม.ค. 2569 03:06 น.

มินนิโซตาโวย FBI ไม่ให้เข้าถึงหลักฐาน หลังรับช่วงต่อคดี ICE ยิงผู้หญิงดับ

ทางการรัฐมินนิโซตาไม่พอใจ หลัง FBI รับช่วงต่อการสืบสวนคดีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองยิงผู้หญิงคนหนึ่งเสียชีวิต และปิดกั้นพวกเขาจากการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ในคดีนี้

มีการเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 ม.ค. 2569 ว่า สำนักงานสืบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) ได้เข้าควบคุมการสอบสวนเหตุเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ยิง นาง เรเน นิโคล แมคคิน กู๊ด วัย 37 ปี จนเสียชีวิตในเมืองมินนีแอโพลิสเมื่อวันพุธที่ผ่านมา อย่างเต็มรูปแบบแล้ว

ในแถลงการณ์ของสำนักงานปราบปรามอาชญากรรมแห่งรัฐมินนิโซตา (BCA) ระบุว่า ในตอนแรกพวกเขาได้รับการประสานให้ช่วยสอบสวนเหตุยิงดังกล่าว ก่อนเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางจะ “เปลี่ยนแผน” และแจ้งว่าคดีนี้จะนำการสอบสวนโดย FBI เพียงหน่วยงานเดียว ทำให้ BCA ถูกตัดสิทธิ์ในการเข้าถึงสำนวนคดี, พยาน, พยานหลักฐาน และต้องถอนตัวจากการสอบสวน “อย่างไม่เต็มใจ”

ทางด้านเทศบาลเมืองมินนีแอโพลิสได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ว่า การตัดสินใจของรัฐบาลกลางที่ตัด BCA ออกจากการสอบสวนนั้นเป็นเรื่องที่ “น่าผิดหวังอย่างยิ่ง” และเรียกร้องให้มี “กระบวนการที่ชัดเจนและโปร่งใส ที่มีหน่วยงานสืบสวนระดับรัฐเข้าร่วมด้วย”

การเปลี่ยนท่าทีของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระดับรัฐบาลกลางเกิดขึ้นในขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ คริสตี โนเอม ยังคงเดินหน้ายืนยันความชอบธรรมของเจ้าหน้าที่ที่ตัดสินใจยิง นางกู๊ดจนเสียชีวิต โดยอ้างว่า ผู้ตายมีพฤติการณ์ที่เป็น “การก่อการร้ายในประเทศ” และอ้างว่าเจ้าหน้าที่ยิงเพื่อป้องกันตัว เนื่องจากเธอจะขับรถพุ่งเข้าใส่

อย่างไรก็ตาม คำกล่าวอ้างของรัฐบาลทรัมป์กลับขัดแย้งกับวิดีโอเหตุการณ์ที่มีการแชร์ต่ออย่างแพร่หลายบนโลกออนไลน์ โดยภาพจากคลิปแสดงให้เห็นว่า นางกู๊ดถอยรถของเธอและปล่อยให้รถของเจ้าหน้าที่ ICE อย่างน้อยหนึ่งคันขับผ่านไป ก่อนที่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งจะสั่งให้เธอลงจากรถ จากนั้นเธอพยายามจะเลี้ยวรถและขับจากไป

แต่เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวกลับกระหน่ำยิงใส่เธอหลายนัด โดยที่ตัวเขายังสามารถยืนอยู่ได้อย่างมั่นคง และเดินออกไปโดยที่ดูแล้วไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ ในขณะที่รถของ นางกู๊ดพุ่งชนเสาไฟและรถคันอื่นที่จอดอยู่

สมาชิกพรรคเดโมแครตออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ที่รัฐบาลทรัมป์บิดเบือนข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะที่ ทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา กล่าวในการแถลงข่าวว่า “มินนิโซตาต้องมีส่วนร่วมในการสอบสวนครั้งนี้” โดยเกรงว่า การสอบสวนของรัฐบาลกลางจะให้ผลลัพธ์ที่ “ไม่ยุติธรรม”

“ที่ผมพูดแบบนั้นก็เพราะคนที่มีอำนาจได้ด่วนตัดสินไปแล้ว ตั้งแต่ประธานาธิบดี รองประธานาธิบดี ไปจนถึง คริสตี โนเอม พวกเขามายืนยันและบอกสิ่งที่เป็นเท็จและไม่ถูกต้องอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาตัดสินตัวตนของคุณแม่วัย 37 ปี ทั้งที่พวกเขาไม่รู้จักเธอด้วยซ้ำ” นายวอลซ์กล่าว

เขากล่าวว่า โนเอมได้สวมบทบาทเป็นทั้ง “ผู้พิพากษา คณะลูกขุน และเพชฌฆาตไปแล้วเมื่อวานนี้”

อย่างไรก็ตาม นางโนเอมระบุในการแถลงข่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า BCA ไม่ได้ถูกตัดออกจากการสืบสวน แต่ระบุว่าเป็นเรื่องของขอบเขตอำนาจศาล และเธอยังคงเดินหน้าปกป้องเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง โดยอ้างเจ้าหน้าที่ที่ลงมือยิงเป็นผู้มีประสบการณ์ และหลังเกิดเหตุเขาต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล

ในวันพฤหัสบดีเช่นกัน กลุ่มผู้นำทางศาสนาหลายสิบคนจากหลากหลายความเชื่อ พร้อมด้วยประชาชนหลายร้อยคน ได้มารวมตัวกัน ณ จุดเกิดเหตุ ซึ่งอยู่ทางใต้ของเมืองมินนีแอโพลิส เพื่อแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกัน และร่วมกันตะโกนสโลแกนว่า “ICE ออกไปเดี๋ยวนี้” ตลอดการจัดงาน

ทั้งนี้ เหตุยิงนางกู๊ด เกิดขึ้นไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังจากรัฐบาลทรัมป์ประกาศเริ่มปฏิบัติการกวาดล้างผู้อพยพครั้งใหญ่ในรัฐมินนิโซตา ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งออกมารวมตัวประท้วงตามเมืองใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไปอย่างสงบ จนกระทั่งนางกู๊ดถูกยิงเสียชีวิต ทำให้ความตึงเครียดทางการเมืองพุ่งสูงขึ้น

ทางการในมินนีแอโพลิสต้องประกาศยกเลิกการเรียนการสอนทั่วเมืองเมื่อวันพฤหัสบดี ท่ามกลางความกังวลด้านความปลอดภัย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

รอง ปธน.สหรัฐฯ จวกเดนมาร์ก-ยุโรป ปกป้องกรีนแลนด์ไม่ดีพอ

รอง ปธน.สหรัฐฯ จวกเดนมาร์ก-ยุโรป ปกป้องกรีนแลนด์ไม่ดีพอ

9 ม.ค. 2569 01:24 น.

รอง ปธน.สหรัฐฯ จวกเดนมาร์ก-ยุโรป ปกป้องกรีนแลนด์ไม่ดีพอ

รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวโจมตีชาติยุโรปกับเดนมาร์กว่า ปกป้องเกาะกรีนแลนด์ได้ไม่ดีพอ พร้อมย้ำความสำคัญที่เกาะแห่งนี้มีต่อความมั่นคงในภูมิภาค

เมื่อ 8 ม.ค. 2569 นาย เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาย้ำว่า กรีนแลนด์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการป้องกันประเทศของสหรัฐฯ และของโลก จากการโจมตีด้วยขีปนาวุธที่อาจเกิดขึ้นจากรัสเซียหรือจีน พร้อมระบุว่ายุโรปและเดนมาร์ก ทำงานได้ไม่ดีนักในการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ดังกล่าว

แวนซ์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ฟ็อกซ์นิวส์ ว่า ยุโรปกับเดนมาร์กไม่เพียงแต่ลงทุนน้อยเกินไปในการป้องกันดินแดนกรีนแลนด์ แต่ยังล้มเหลวในการยอมรับข้อโต้แย้งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในประเด็นนี้ด้วย

ทำเนียบขาวแถลงเมื่อวันพุธว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กำลังหารือกัน “อย่างจริงจัง” เกี่ยวกับข้อเสนอในการยื่นขอซื้อกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนกึ่งปกครองตนเองของเดนมาร์ก หลังจากที่หนึ่งวันก่อนหน้านี้ได้มีการแสดงความเห็นว่า การใช้กำลังทางทหารเพื่อผนวกกรีนแลนด์เข้ากับสหรัฐฯ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งเช่นกัน

ด้านเดนมาร์ก ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มนาโต (NATO) เช่นเดียวกับสหรัฐฯ ออกมาเตือนว่า การใช้กำลังทหารเข้ายึดกรีนแลนด์จะหมายถึงจุดจบของพันธมิตรนาโต ขณะเดียวกันทั้งทางการเดนมาร์กและกรีนแลนด์ต่างย้ำหลายครั้งว่าเกาะแห่งนี้ “ไม่ได้มีไว้ขาย”

ทั้งนี้ กรีนแลนด์ตั้งอยู่ระหว่างอเมริกาเหนือและอาร์กติก ทำให้พื้นที่นี้มีความเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับระบบเตือนภัยล่วงหน้าในกรณีที่มีการโจมตีด้วยขีปนาวุธ และสำหรับการเฝ้าตรวจตราเรือต่าง ๆ ในภูมิภาค

สหรัฐฯ มีบุคลากรทางทหารมากกว่า 100 นายประจำการเป็นการถาวรอยู่ที่ฐานทัพพิทูฟฟิก (Pituffik) ทางตะวันตกเฉียงเหนือสุดของกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นฐานทัพที่สหรัฐฯ ตั้งมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และภายใต้ข้อตกลงที่มีอยู่เดิมกับเดนมาร์ก สหรัฐฯ มีอำนาจในการส่งกำลังทหารไปยังกรีนแลนด์ได้มากเท่าที่ต้องการ

ในช่วงที่ผ่านมา ทรัพยากรธรรมชาติบนเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งรวมถึงแร่หายาก (Rare earth) ยูเรเนียม และเหล็ก เริ่มเป็นที่สนใจของนานาชาติมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการเข้าถึงง่ายขึ้นเพราะการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก อันเป็นผลจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อว่าที่นี่อาจมีน้ำมันและก๊าซสำรองมหาศาลด้วย

“ผู้คนไม่ตระหนักเลยว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันขีปนาวุธทั้งหมดนั้น บางส่วนต้องพึ่งพากรีนแลนด์” นายแวนซ์กล่าว “หากมีใครสักคนยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์มายังทวีปของเรา หรือยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์ใส่ยุโรป กรีนแลนด์คือส่วนสำคัญอย่างยิ่งของการป้องกันขีปนาวุธนั้น”

“ดังนั้นคุณต้องถามตัวเองว่า ‘พวกยุโรปและเดนมาร์กได้ทำหน้าที่อย่างเหมาะสมในการรักษาความปลอดภัยให้กรีนแลนด์ และทำให้แน่ใจว่ามันจะสามารถทำหน้าที่เป็นเสาหลักด้านความมั่นคงของโลกและการป้องกันขีปนาวุธต่อไปได้หรือไม่?’ และคำตอบก็คือ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ได้ทำ”

อนึ่ง ความกังวลเรื่องอนาคตของกรีนแลนด์หวนกลับมาอีกครั้ง หลังการแทรกแซงทางทหารของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา ซึ่งกองกำลังหน่วยรบพิเศษได้บุกเข้าไปจับกุมประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร เพื่อนำตัวไปดำเนินคดีในข้อหายาเสพติดและอาวุธที่นครนิวยอร์ก

ทรัมป์เคยยื่นข้อเสนอขอซื้อเกาะกรีนแลนด์มาแล้วในปี 2562 ตอนดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก แต่ได้รับคำตอบว่าเกาะนี้ไม่ได้มีไว้ขาย

ด้านมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันพุธว่า เขาจะจัดการหารือกับเดนมาร์กในสัปดาห์หน้า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จีนคอนเฟิร์ม ได้ตัว “เฉิน จื้อ” แล้ว เตรียมออกหมายจับเพิ่ม

จีนคอนเฟิร์ม ได้ตัว “เฉิน จื้อ” แล้ว เตรียมออกหมายจับเพิ่ม

8 ม.ค. 2569 23:19 น.

จีนคอนเฟิร์ม ได้ตัว “เฉิน จื้อ” แล้ว เตรียมออกหมายจับเพิ่ม

(ภาพจาก AFP PHOTO / CHINA’S MINISTRY OF PUBLIC SECURITY)

ทางการจีนยืนยันว่า เฉิน จื้อ ผู้อยู่เบื้องหลังศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชา ถูกส่งตัวมาถึงจีนแล้ว และว่าเตรียมออกหมายจับบุคคลสำคัญคนอื่นๆ ในกลุ่มของนายเฉินด้วย

ทางการปักกิ่งยืนยันเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 ม.ค. 2569 ว่า นายเฉิน จื้อ อดีตมหาเศรษฐีผู้ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังศูนย์หลอกลวงออนไลน์ขนาดใหญ่ในประเทศกัมพูชา ถูกส่งในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนจากกัมพูชามายังประเทศจีนแล้ว หลังจากที่เขาถูกสหรัฐอเมริกาฟ้องร้องในข้อหาฉ้อโกงมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจของจีน เผยแพร่ภาพเหตุการณ์ขณะที่เฉินถูกตำรวจติดอาวุธควบคุมตัวลงจากเครื่องบิน หลังจากเขาถูกส่งตัวจากกัมพูชา โดยในวันเดียวกันนี้ ทางการกัมพูชาได้สั่งชำระบัญชี (สั่งปิด) ธนาคาร Prince Bank ที่เขาก่อตั้งขึ้น เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่

นายเฉิน ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มบริษัท Prince Holding Group ที่สหรัฐฯ ระบุว่า เป็นฉากหน้าของปฏิบัติการฉ้อโกงออนไลน์มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ปรากฏตัวในสภาพถูกใส่กุญแจมือและถูกคลุมศีรษะขณะถูกเจ้าหน้าที่ติดอาวุธในชุดดำคุมตัวลงจากเครื่องบิน ณ สนามบินในกรุงปักกิ่ง

สถานีโทรทัศน์ ซีซีทีวี ของรัฐบาลจีน บรรยายว่านายเฉิน เป็นหัวหน้าองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติทั้งการพนันและฉ้อโกงรายใหญ่ แต่ยังไม่แน่ชัดว่า นายเฉินจะถูกตั้งข้อหาใดบ้าง ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุว่า ทางการกำลังร่วมมือกันเพื่อปราบปรามขบวนการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมข้ามชาติ

“จีนยินดีที่จะเสริมสร้างความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงกัมพูชา เพื่อปกป้องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน” เหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวในการแถลงข่าวประจำวัน

ขณะที่กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนระบุว่า การจับกุมตัวนายเฉินคือ ความสำเร็จครั้งสำคัญในความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างจีนและกัมพูชา

ทางการจีนระบุในแถลงการณ์ด้วยว่า พวกเขาจะออกหมายจับสมาชิกคนสำคัญกลุ่มแรก ในองค์กรอาชญากรรมของเฉิน จื้อ และจะจับกุมผู้หลบหนีคดีให้ได้

ทั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่า นายเฉินจะถูกดำเนินคดีในจีนข้อหาอะไร แต่ศาลจีนเคยมีคำพิพากษาประหารชีวิตผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์มาแล้ว และเมื่อปีก่อนก็มีการตัดสินโทษผู้ต้องหามากกว่า 10 ราย จากความผิดฐานเข้าไปมีส่วนร่วมกับกลุ่มอาชญากรที่ดำเนินการในพื้นที่ชายแดนเขตโกก้างของเมียนมา

ด้านนายเจคอบ แดเนียล ซิมส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมข้ามชาติและนักวิชาการรับเชิญประจำศูนย์เอเชียของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวว่า ศูนย์ปฏิบัติการฉ้อโกงหลายสิบแห่งในกัมพูชา “ส่วนใหญ่” ดำเนินการโดยได้รับ “การสนับสนุนอย่างเข้มแข็ง” จากรัฐบาล

“การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากมีการกดดันรัฐบาลกัมพูชามานานหลายเดือน เนื่องจากกัมพูชายังคงให้ที่พักพิงและสนับสนุนอาชญากรรายใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังคนนี้” ซิมส์บอกกับสำนักข่าวเอเอฟพี และความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการกดดันจากนานาชาติต่อ “กลุ่มชนชั้นนำที่ร่ำรวยจากการทุจริตและมีส่วนพัวพันกับมิจฉาชีพ” ในกัมพูชาอย่างต่อเนื่องเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กัมพูชาปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการมีส่วนเกี่ยวข้องของรัฐบาล และระบุว่าทางการกำลังดำเนินการปราบปรามอย่างเข้มงวด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์เผย การบริหารเวเนซุเอลา อาจกินเวลานานหลายปี

ทรัมป์เผย การบริหารเวเนซุเอลา อาจกินเวลานานหลายปี

8 ม.ค. 2569 22:20 น.

ทรัมป์เผย การบริหารเวเนซุเอลา อาจกินเวลานานหลายปี

โดนัลด์ ทรัมป์ เผย สหรัฐฯ อาจเข้าควบคุมดูแลเวเนซุเอลาและควบคุมรายได้จากน้ำมันของประเทศเป็นเวลาหลายปี พร้อมย้ำว่า สหรัฐฯ เข้ากันได้ดีอย่างมากกับรัฐบาลรักษาการของเวเนซุเอลา

เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2568 สำนักข่าว นิวยอร์กไทม์ส เปิดเผยว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับพวกเขาเป็นนานร่วม 2 ชั่วโมง โดยระหว่างนั้น นายทรัมป์แย้มว่า สหรัฐฯ อาจเข้าควบคุมดูแลเวเนซุเอลาและควบคุมรายได้จากน้ำมันของประเทศเป็นเวลาหลายปี

“เวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ ว่าสหรัฐฯ จะควบคุมดูแลเวเนซุเอลาไปนานเพียงใด” นายทรัมป์กล่าว และเมื่อนักข่าวถามว่า จะเป็นเวลา 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี หรือนานกว่านั้น ทรัมป์ตอบว่า “ผมคิดว่าน่าจะนานกว่านั้นมาก”

“เราจะฟื้นฟูประเทศนั้นด้วยวิธีที่ทำกำไรได้อย่างมหาศาล” ทรัมป์กล่าวถึงเวเนซุเอลา “เรากำลังจะใช้ประโยชน์จากน้ำมัน และเรากำลังจะเข้าไปดูแลทรัพยากรน้ำมัน เรากำลังทำให้ราคาน้ำมันลดลง และเราจะมอบเงินให้กับเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการอย่างมากในตอนนี้”

ทรัมป์กล่าวเสริมด้วยว่า สหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ที่เข้ากันได้ดีมาก กับรัฐบาลของประธานาธิบดีรักษาการ เดลซี โรดริเกซ แห่งเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นคนสนิทที่ภักดีต่ออดีตประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร มาอย่างยาวนาน และเคยดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี จนกระทั่งนายมาดูโรถูกสหรัฐฯ บุกจับกุมตัวเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

“พวกเขากำลังมอบทุกอย่างที่เราเห็นว่าจำเป็นให้แก่เรา” ทรัมป์กล่าวโดยอ้างถึงรัฐบาลเวเนซุเอลา โดยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาผู้นำสหรัฐฯ เผยแผนการที่จะกลั่นและจำหน่ายน้ำมันของเวเนซุเอลาจำนวนสูงสุดถึง 50 ล้านบาร์เรล ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกกักเอาไว้ในเวเนซุเอลาภายใต้มาตรการปิดกั้นของสหรัฐฯ

แต่นายทรัมป์ปฏิเสธที่จะตอบว่า เหตุใดเขาจึงตัดสินใจไม่มอบอำนาจในเวเนซุเอลาให้กับฝ่ายค้าน ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลวอชิงตันเคยถือว่าเป็นผู้ชนะที่ชอบธรรมในการเลือกตั้งเมื่อปี 2567

นอกจากนั้น ดูเหมือนว่านายทรัมป์จะผ่อนท่าทีต่อโคลอมเบีย โดยเชิญนาย กุสตาโว เปโตร ผู้นำของโคลอมเบียให้เดินทางเยือนวอชิงตัน หลังก่อนหน้านี้ ทรัมป์ขู่จะใช้กำลังทหารกับโคลอมเบีย และเรียกผู้นำรายนี้ว่าเป็น “คนป่วย”

ทรัมป์โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า “ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พูดคุยกับประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร แห่งโคลอมเบีย ผู้ซึ่งโทรมาอธิบายถึงสถานการณ์ยาเสพติดและความขัดแย้งอื่น ๆ ที่เราเคยมีต่อกัน ผมซาบซึ้งในสายที่โทรเข้ามาและน้ำเสียงของเขา และตั้งตารอที่จะได้พบกับเขาในอนาคตอันใกล้นี้”

ทางด้านเปโตรบรรยายถึงการพูดคุยทางโทรศัพท์ครั้งแรกกับทรัมป์ว่าเป็นไปอย่างฉันมิตร ขณะที่นิวยอร์กไทมส์ระบุว่าการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างทรัมป์และเปโตรกินเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง และดูเหมือนจะช่วยสลายความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะใช้กำลังทหารในทันทีลงได้

ทั้งนี้ ทรัมป์มีกำหนดการเข้าพบกับบรรดาผู้บริหารของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ที่ทำเนียบขาวในวันศุกร์นี้ (9 ม.ค.) เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในเวเนซุเอลา โดยแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับเรื่องนี้ระบุว่า ตัวแทนจาก 3 บริษัทน้ำมันชั้นนำของสหรัฐฯ อันได้แก่ เอ็กซอน โมบิล, โคโนโกฟิลลิปส์ และ เชฟรอน จะเข้าร่วมการประชุม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

คาด 5 สูตรจับขั้วรัฐบาล โดดเดี่ยวฝ่ายค้าน เกมอำนาจเลือกตั้ง 69

คาด 5 สูตรจับขั้วรัฐบาล โดดเดี่ยวฝ่ายค้าน เกมอำนาจเลือกตั้ง 69

8 ม.ค. 2569 18:30 น.

คาด 5 สูตรจับขั้วรัฐบาล โดดเดี่ยวฝ่ายค้าน เกมอำนาจเลือกตั้ง 69

คาด 5 สูตรจับขั้วรัฐบาล โดดเดี่ยวฝ่ายค้าน เกมอำนาจหลังเลือกตั้ง 69 “นักวิชาการ” วิเคราะห์ สูตร 5 ดาว เป็นไปได้สูงสุด ส่วนสูตรแกนนำ “เพื่อไทย” “ประชาชน” ต้องลุ้นตัวแปรสำคัญ

เลือกตั้งทั่วไปปี 2569 มีกำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการเมืองไทย ท่ามกลางกติกาเดิมที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง และความไม่แน่นอนของสมการอำนาจหลังวันเลือกตั้ง คำถามสำคัญ จึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงว่า “พรรคใดจะได้คะแนนเสียงมากที่สุด” แต่รวมไปถึงว่า “ใครเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล” และการเมืองไทยจะเดินหน้าไปในทิศทางใด

จากบริบทดังกล่าว ทำให้สังคมและแวดวงการเมืองเริ่มจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเกิดกระแสการพูดถึงและคาดการณ์ “สูตรการจับขั้วรัฐบาล” ว่า ภายหลังการเลือกตั้งเพื่อจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ พรรคการเมืองใดจะจับมือกับพรรคใด และสมการอำนาจทางการเมืองจะถูกจัดวางในรูปแบบใด

ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามในประเด็นดังกล่าวกับ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย คณะรัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์การจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งปี 2569 ว่าอาจเกิดขึ้นได้ทั้งหมด 5รูปแบบ โดยอ้างอิงจากข้อมูลและกระแสทางการเมืองในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ดังนี้

สูตรที่ 1 พรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยมีพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคขนาดเล็กอื่น ๆ ร่วมสนับสนุน ซึ่ง รศ.ดร.ยุทธพร มองว่าสูตรนี้มีความเป็นไปได้มากที่สุด คาดว่าจะรวบรวมเสียงได้ราว 350 ที่นั่ง ซึ่งอาจถูกขนานนามว่าเป็น “สูตรห้าดาว”

สูตรที่ 2 พรรคเพื่อไทย ขึ้นเป็นแกนนำรัฐบาล มีพรรคกล้าธรรม รวมถึงพรรคขนาดกลาง และขนาดเล็กเป็นพรรคร่วม อย่างไรก็ตาม สูตรนี้ถูกมองว่ามีความเป็นไปได้ค่อนข้างต่ำ เนื่องจากคาดว่าจะได้เสียงรวมเพียงประมาณ 190 ที่นั่ง ซึ่งต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร 500 ที่นั่ง และไม่เพียงพอต่อการจัดตั้งรัฐบาล

สูตรที่ 3 “สูตรพันธมิตร” พรรคประชาชน จับมือร่วมกับ พรรคเพื่อไทย สูตรนี้คาดว่ามีเสียงประมาณ 230ที่นั่ง ซึ่งไม่ถึงกึ่งหนึ่ง หากไม่ได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากพรรคอื่น ทั้งนี้ พรรคประชาชาติได้หยิบยกแนวคิดการเข้าร่วมกับสองพรรคดังกล่าวขึ้นมาพูดถึง โดยหากรวมกันอาจมีโอกาสได้เสียงถึงกึ่งหนึ่ง แต่ รศ.ดร.ยุทธพร ยังมองว่าสูตรนี้มีความเป็นไปได้ไม่มากนัก

สูตรที่ 4 “สูตรสหพรรคล้อมแดง” คือการรวมตัวของทุกพรรคการเมือง ยกเว้นพรรคเพื่อไทย ซึ่งจะถูกทิ้งไว้เป็นฝ่ายค้าน แม้พรรคประชาชนอาจได้อันดับหนึ่งในการเลือกตั้ง แต่ตำแหน่งแกนนำรัฐบาลมีแนวโน้มจะตกเป็นของพรรคภูมิใจไทย สูตรนี้อาจรวบรวมเสียงได้มากกว่า 300 ที่นั่ง ถือว่ามีความเป็นไปได้เช่นกัน แต่ยังน้อยกว่าสูตรที่ 1

สูตรที่ 5 “สูตรรุมกินโต๊ะแดง” เป็นการจับมือกันระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย โดยปล่อยให้พรรคขนาดเล็กไปอยู่กับพรรคเพื่อไทย แม้พรรคประชาชนจะเป็นพรรคอันดับหนึ่ง แต่ตำแหน่งแกนนำรัฐบาลยังคงมีแนวโน้มเป็นของพรรคภูมิใจไทย

ส่วนของการคาดการณ์จำนวนที่นั่ง หากเรียงลำดับจากพรรคอันดับหนึ่ง คาดว่าพรรคประชาชนจะได้คะแนนเสียงมากที่สุด ราว 150 ที่นั่ง ขณะที่พรรคภูมิใจไทยมีแนวโน้มตามมาเป็นอันดับสอง ด้วยจำนวนประมาณ 120 ที่นั่ง และพรรคเพื่อไทยอยู่อันดับสาม คาดว่าจะได้ราว 110 ที่นั่ง ส่วนพรรคกล้าธรรมอาจได้ที่นั่งเป็นอันดับสี่ อยู่ที่ประมาณ 50 ที่นั่ง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์คาดว่าจะตามมาเป็นอันดับห้า ด้วยจำนวนราว 30 ที่นั่ง ส่วนที่เหลือจะเป็นพรรคการเมืองขนาดเล็ก อาทิ พรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาชาติ และพรรคอื่น ๆ ซึ่งแต่ละพรรคมีแนวโน้มจะได้ที่นั่งใกล้เคียงกัน ราว 8–10 ที่นั่ง

รศ.ดร.ยุทธพร เผยว่า บรรดาทั้ง 5 สูตรนั้น สูตรที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือ สูตรที่ 1 เป็นการร่วมมือกันระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย โดยมีพรรคกล้าธรรมและพรรคอื่น ๆ สนับสนุน ขณะที่พรรคประชาชนจะทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน ทั้งนี้ ส่วนตัวมองว่าการเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะถึง พรรคใหญ่ทั้งสามพรรคอย่างพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย คาดว่ามีคะแนนเสียงที่ทิ้งห่างกันไม่มาก โดยอาจมีช่องว่างของแต่ละพรรคไม่เกิน 40 ที่นั่ง เนื่องจากโอกาสที่ทั้งสามพรรคจะมีคะแนนเสียงมากกว่า 250 ที่นั่งขึ้นไป หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “แลนด์สไลด์” แทบจะเป็นไปไม่ได้ ท้ายที่สุด คะแนนของทั้งสามพรรคก็จะวนใกล้เคียงกันที่ประมาณ 100 กว่าที่นั่ง

สำหรับ สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง รศ.ดร.ยุทธพร วิเคราะห์ว่า คะแนนเสียงมีแนวโน้มจะไหลไปยังพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยเป็นหลัก เนื่องจากทั้งสองพรรคให้ความสำคัญกับการส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขต โดยหากพิจารณาในแง่ของเครือข่ายตระกูลการเมือง จะพบว่าพรรคภูมิใจไทยมีตระกูลการเมืองสังกัดมากที่สุดถึง 86 ตระกูล ขณะที่พรรคเพื่อไทยมีประมาณ 70 ตระกูล ส่งผลให้ทั้งสองพรรคมีโอกาสครองที่นั่ง สส.แบบแบ่งเขตเป็นจำนวนมาก แม้บางพรรคอาจสูญเสีย สส. ไปราว 30% ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด แต่จำนวนที่นั่งโดยรวมไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ และอาจเป็นเพียงการสลับตัวบุคคลหรือเครือข่ายทางการเมืองเท่านั้น

ขณะที่ สส.แบบบัญชีรายชื่อ ยังคงมองว่า พรรคประชาชนได้เปรียบ เนื่องจากพรรคมีความเชี่ยวชาญในการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย และมีลักษณะเป็นพรรคการเมืองดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเคลื่อนไหวทางการเมืองในโลกออนไลน์ การระดมประเด็น และการขับเคลื่อนการเรียกร้องต่าง ๆ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคประชาชนมีความโดดเด่นในระบบ สส.แบบบัญชีรายชื่อ

สำหรับประเด็นเรื่อง “นักการเมืองงูเห่า” ที่อาจเกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย มองว่า น่าจะยังไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากภาพรวมคะแนนเสียงไม่น่าจะอยู่ในภาวะปริ่มน้ำ ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบหรือสูตรการจัดตั้งรัฐบาลใดก็ตาม เมื่อคะแนนเสียงไม่ปริ่มน้ำ พรรคการเมืองที่ได้ที่นั่งเพียง 1–2 เสียงจะมีโอกาสเกิดปรากฏการณ์นักการเมืองงูเห่าได้ยาก

อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองขนาดใหญ่อาจมีโอกาสเกิดกรณีนักการเมืองงูเห่าได้มากกว่า แต่ก็ไม่น่าจะส่งผลหรือมีนัยสำคัญทางการเมือง เนื่องจากนักการเมืองงูเห่าจะมีบทบาทได้ก็ต่อเมื่อคะแนนเสียงอยู่ในภาวะปริ่มน้ำเท่านั้น หากคะแนนเสียงมีความได้เปรียบชัดเจน การเคลื่อนไหวดังกล่าวย่อมไม่มีความหมายในทางปฏิบัติ

ส่วนประเด็นการจับขั้วพรรคการเมืองภายหลังการเลือกตั้ง รศ.ดร.ยุทธพร ยังมองว่า วิศวกรรมการเลือกตั้งที่ถูกออกแบบไว้ยังคงทำให้การเมืองดำเนินไปในรูปแบบเดิม เนื่องจากกติกาทางการเมืองยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หรือกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดย รศ.ดร.ยุทธพร อธิบายว่า วิศวกรรมการเลือกตั้งในลักษณะดังกล่าวได้สร้างกลไกทางการเมืองขึ้นสองระดับ ได้แก่ กลไกในสนามเลือกตั้ง และกลไกในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งทั้งสองกลไกไม่ได้เชื่อมโยงกันโดยตรง กล่าวคือ ผลการเลือกตั้งในสนามเลือกตั้งไม่ได้สะท้อนหรือกำหนดผลของการจัดตั้งรัฐบาลเสมอไป

โดยหากย้อนดูการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 จะเห็นได้ว่าพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงอันดับหนึ่งไม่เคยเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ตัวอย่างเช่น การเลือกตั้งปี 2562 พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงเป็นอันดับหนึ่ง แต่พรรคพลังประชารัฐกลับเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ขณะที่การเลือกตั้งปี 2566 พรรคก้าวไกลได้คะแนนเสียงสูงสุด แต่พรรคเพื่อไทยเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลในที่สุด นอกจากนี้ ในช่วงเปลี่ยนผ่าน พรรคภูมิใจไทยซึ่งมี สส. ประมาณ 60–70 คน ยังสามารถก้าวขึ้นมาเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลเสียงข้างน้อยได้อีกด้วย ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า วิศวกรรมการเลือกตั้งถูกออกแบบให้แยก “ผลการเลือกตั้ง” ออกจาก “การจัดตั้งรัฐบาล” อย่างชัดเจน และยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางการเมืองไทยในปัจจุบัน

ส่วนสิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดนอกเหนือจากผลการเลือกตั้ง คือเรื่องประชามติ เนื่องจาก “กับดักของการเลือกตั้งล่วงหน้า” อาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญ ส่งผลให้มีผู้มาใช้สิทธิจำนวนไม่มาก และอาจทำให้ผลการทำประชามติไม่ผ่านในที่สุด

รศ.ดร.ยุทธพร เผยว่า สิ่งที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ควรเร่งดำเนินการ คือการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า เนื่องจากในปัจจุบัน ผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าจำเป็นต้องไปใช้สิทธิถึงสองครั้ง คือในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 และวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งสร้างภาระและอาจเป็นอุปสรรคต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน เนื่องจากกฎหมายเปิดช่องให้สามารถดำเนินการทำประชามติผ่านช่องทางอื่นได้ เช่น ทางไปรษณีย์ ทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือช่องทางที่มีความปลอดภัยรูปแบบอื่น ๆ แต่จนถึงขณะนี้ กกต. ยังไม่ได้ออกระเบียบรองรับในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับการยืนยันตัวตน และความเสี่ยงที่บัตรลงคะแนนอาจตกหล่นหรือล่าช้า อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องของการบริหารจัดการที่สามารถปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ และควรมุ่งเน้นไปที่การอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแท้จริง

“ทรัมป์” สั่งถอนตัว 66 องค์กรระหว่างประเทศ-UN อ้างขัดผลประโยชน์สหรัฐฯ

"ทรัมป์" สั่งถอนตัว 66 องค์กรระหว่างประเทศ-UN อ้างขัดผลประโยชน์สหรัฐฯ

8 ม.ค. 2569 16:10 น.

“ทรัมป์” สั่งถอนตัว 66 องค์กรระหว่างประเทศ-UN อ้างขัดผลประโยชน์สหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศถอนสหรัฐฯ ออกจากองค์กรระหว่างประเทศและหน่วยงานภายใต้สหประชาชาติ รวม 66 แห่ง รวมถึงสนธิสัญญาพื้นฐานด้านสภาพภูมิอากาศและองค์กรสิทธิสตรี ชี้ทำลายอำนาจอธิปไตยและใช้เงินภาษีไม่คุ้มค่า ด้านผู้เชี่ยวชาญเตือนสหรัฐฯ กำลังทิ้งโอกาสและการคุมทิศทางเศรษฐกิจโลก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา แถลงเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ จะดำเนินการถอนตัวจากหน่วยงานระหว่างประเทศและหน่วยงานภายใต้องค์การสหประชาชาติ (UN) หลายสิบแห่ง โดยระบุว่าองค์กรเหล่านี้ “ดำเนินงานขัดต่อผลประโยชน์ของชาติ”

ในบันทึกข้อความถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล ทรัมป์ได้ระบุรายชื่อองค์กรที่ไม่ใช่หน่วยงานของ UN จำนวน 35 แห่ง และหน่วยงานภายใต้ UN อีก 31 แห่ง ที่สหรัฐฯ เตรียมจะถอนตัว หนึ่งในนั้นคือ กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ซึ่งถือเป็นสนธิสัญญา “รากฐาน” และเป็นข้อตกลงแม่ของความตกลงปารีสปี 2015

มานิช บัพนา ประธานและซีอีโอของ Natural Resources Defense Council ให้ความเห็นว่า สหรัฐฯ กำลังจะเป็นประเทศแรกที่เดินออกจาก UNFCCC ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกยังคงเป็นสมาชิก พร้อมชี้ว่า ทุกประเทศสมาชิกตระหนักว่าการมีที่นั่งบนโต๊ะเจรจานานาชาติไม่เพียงเป็นภารกิจเชิงศีลธรรมต่อปัญหาสภาพภูมิอากาศ แต่คือการกุมอำนาจในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจและโอกาสระดับโลก

นอกเหนือจากประเด็นสภาพภูมิอากาศ สหรัฐฯ ยังเตรียมถอนตัวจาก UN Women ซึ่งเป็นองค์กรส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศและเสริมสร้างศักยภาพสตรี รวมถึง UNFPA หรือกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ ที่ดูแลเรื่องการวางแผนครอบครัวและสุขภาพมารดาในกว่า 150 ประเทศ ซึ่งสหรัฐฯ ได้ตัดงบประมาณไปก่อนหน้านี้แล้ว

บันทึกข้อความระบุว่า การถอนตัวหมายถึงการยุติความร่วมมือและการสนับสนุนเงินทุนเท่าที่กฎหมายจะเอื้ออำนวย ซึ่งที่ผ่านมาทรัมป์ได้สั่งตัดงบประมาณสนับสนุนแบบสมัครใจแก่หน่วยงาน UN เกือบทั้งหมดไปแล้ว

ทำเนียบขาวแถลงว่า การตัดสินใจครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทบทวนพันธกรณีระหว่างประเทศทั้งหมด โดยอ้างว่าองค์กรเหล่านี้ส่งเสริม “นโยบายสภาพภูมิอากาศที่สุดโต่ง การปกครองโลก และโครงการเชิงอุดมการณ์ที่ขัดแย้งกับอธิปไตยและความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ”

“การถอนตัวจะช่วยหยุดการใช้เงินภาษีของชาวอเมริกันไปกับวาระแบบโลกาภิวัตน์ และนำงบประมาณไปจัดสรรในแนวทางอื่นที่สนับสนุนภารกิจของสหรัฐฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า” แถลงการณ์ระบุ

นับตั้งแต่เริ่มวาระที่ 2 เมื่อปีที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ดำเนินนโยบายต่อต้านพหุภาคีนิยมอย่างต่อเนื่อง เช่น ยุติการมีส่วนร่วมกับคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ การระงับเงินสนับสนุน UNRWA ซึ่งเป็นหน่วยงานบรรเทาทุกข์ปาเลสไตน์ การลาออกจากองค์การยูเนสโก และประกาศแผนถอนตัวจากองค์การอนามัยโลก (WHO)

นอกจากนี้ รายชื่อองค์กรที่สหรัฐฯ เตรียมถอนตัว ยังรวมถึงการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD), เวทีพลังงานระหว่างประเทศ (IEF) และคณะกรรมาธิการสร้างสันติภาพแห่งสหประชาชาติ.

ที่มา Reuters

ออสเตรเลียประกาศภาวะ “ไฟป่าขั้นหายนะ” รับมือคลื่นความร้อนถล่มทั่วประเทศ สั่งปิด รร. เกือบ 500 แห่ง

ออสเตรเลียประกาศภาวะ "ไฟป่าขั้นหายนะ" รับมือคลื่นความร้อนถล่มทั่วประเทศ สั่งปิด รร. เกือบ 500 แห่ง

8 ม.ค. 2569 14:21 น.

ออสเตรเลียประกาศภาวะ “ไฟป่าขั้นหายนะ” รับมือคลื่นความร้อนถล่มทั่วประเทศ สั่งปิด รร. เกือบ 500 แห่ง

ออสเตรเลียเตรียมเผชิญภาวะไฟป่าระดับ “หายนะ” ในวันที่ 9 ม.ค. นี้ หลังคลื่นความร้อนแผ่ปกคลุมเกือบทุกรัฐทั่วประเทศ ทำให้อุณหภูมิพุ่งสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส นักอุตุนิยมวิทยาเตือนเป็นสถานการณ์รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์ไฟป่า “Black Summer” เมื่อ 6 ปีก่อน

ทางการออสเตรเลียประกาศยกระดับเตือนภัยไฟป่าสู่ระดับสูงสุดในหลายพื้นที่ หลังสำนักอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนรุนแรง ในเกือบทุกรัฐและเขตปกครองทั่วประเทศ ยกเว้นรัฐควีนส์แลนด์ โดยคาดว่าอุณหภูมิจะพุ่งสูงต่อเนื่องไปอีกหลายวัน

รัฐวิกตอเรียประกาศภาวะ “ห้ามจุดไฟโดยเด็ดขาด” สำหรับวันศุกร์นี้ (9 ม.ค.) พร้อมยกระดับความเสี่ยงไฟป่าสู่ระดับ “Catastrophic” หรือระดับหายนะ ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดในระบบเตือนภัย 4 ระดับ ส่งผลให้โรงเรียนและศูนย์ดูแลเด็กเล็กกว่า 450 แห่งต้องปิดทำการชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย

ทิม วีบุช กรรมาธิการจัดการภาวะฉุกเฉินแห่งรัฐวิกตอเรีย เตือนว่า ระดับความเสี่ยงหายนะหมายความว่าไฟป่าที่เกิดขึ้นอาจ “ไม่สามารถคาดเดาและควบคุมได้” พร้อมเร่งให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงรีบอพยพออกไปยังพื้นที่ปลอดภัยทันที

สถานการณ์ความร้อนเริ่มทวีความรุนแรงตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา โดยมีสถิติที่น่าสนใจ เช่นที่เมืองเมลเบิร์น เผชิญวันที่ร้อนที่สุดในรอบ 6 ปี โดยอุณหภูมิแตะ 40.9 องศาเซลเซียส ส่วนที่รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย เมืองชายฝั่งบางแห่งอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 49 องศาเซลเซียส ขณะที่นครซิดนีย์คาดว่าความร้อนจะพุ่งถึงจุดสูงสุดในวันเสาร์ที่ 42 องศาเซลเซียส

แองกัส ไฮนส์ นักอุตุนิยมวิทยาจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยา ให้สัมภาษณ์ว่า วันศุกร์นี้จะเป็นช่วง “พีค” ที่สุดของมวลความร้อน ซึ่งจะมาพร้อมกับกระแสลมแรงและพายุฝนฟ้าคะนองที่ไม่มีฝนแต่มี “พายุฝนฟ้าคะนองแห้ง” ซึ่งเป็นเชื้อไฟสำคัญที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ลุกลาม

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า รูปการณ์ในครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ความร้อนที่กินเวลายาวนานและครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์ “Black Summer” ซึ่งไฟป่าได้โหมกระหน่ำไปทั่วชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลียตั้งแต่ปลายปี 2019 ถึงต้นปี 2020 ทำลายพื้นที่หลายล้านเฮกตาร์ ทำลายบ้านเรือนหลายพันหลัง และปกคลุมเมืองต่างๆ ด้วยควันพิษ

ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงในรัฐวิกตอเรียและนิวเซาท์เวลส์กำลังเร่งมือควบคุมเพลิงที่เกิดขึ้นหลายจุด โดยมีการระดมเครื่องบินโปรยน้ำกว่า 10 ลำ เข้าสกัดกั้นไฟป่าใกล้เมืองโวดองกา เพื่อป้องกันไม่ให้เพลิงลุกลามเข้าสู่เขตชุมชน.

ที่มา BBC

สิ่งที่เรารู้: สหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันติดธงรัสเซีย

สิ่งที่เรารู้: สหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันติดธงรัสเซีย

8 ม.ค. 2569 13:16 น.

สิ่งที่เรารู้: สหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันติดธงรัสเซีย

กองทัพสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการดุเดือดไล่ล่าและสั่งยึดเรือบรรทุกน้ำมัน “กองเรือผี” 2 ลำ ทั้งในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือและทะเลแคริบเบียน โดยสามารถสกัดจับเรือ “มาริเนรา” ที่พยายามพรางตัวติดธงรัสเซียหนีการจับกุมนานกว่า 2 สัปดาห์ และเรือ “เอ็ม โซเฟีย” ขณะลักลอบขนส่งน้ำมันเวเนซุเอลาไปเอเชีย เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นการเผชิญหน้าครั้งสำคัญระหว่างรัฐบาลทรัมป์และรัสเซีย ท่ามกลางมาตรการปิดล้อมทางทะเลขั้นสูงสุด และการส่งสัญญาณเตือนจากวอชิงตันว่าความอดทนต่อเครมลินในปมสงครามยูเครนและพันธมิตรเวเนซุเอลากำลังจะสิ้นสุดลง

กองทัพสหรัฐฯ สามารถยึดเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลาอย่างดุเดือดในเวลาไล่เลี่ยกัน ทั้งในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือและทะเลแคริบเบียน

เริ่มจากเรือน้ำมัน มาริเนรา (Marinra) หรือชื่อเดิม เบลลา-1 (Bella-1) ถูกยึดในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ บริเวณน่านน้ำระหว่างไอซ์แลนด์และสหราชอาณาจักร หลังจากถูกกองเรือสหรัฐฯ ไล่ล่าข้ามมหาสมุทรมานานกว่า 2 สัปดาห์ กองบัญชาการทหารประจำภาคพื้นยุโรปของสหรัฐฯ ระบุว่า ได้เข้ายึดเรือลำดังกล่าวเนื่องจากละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ พร้อมเผยแพร่ภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นเรือบรรทุกน้ำมันลำนี้อยู่ในระยะไกล

ปฏิบัติการยึดเรือลำนี้สร้างความตึงเครียดอย่างมาก เนื่องจากระหว่างที่ถูกไล่ล่า ลูกเรือได้เปลี่ยนชื่อเรือจาก เบลลา-1 เป็น มาริเนรา และเปลี่ยนไปติดธงรัสเซียเพื่อขอความคุ้มครอง โดยมีรายงานว่ามีเรือดำน้ำของรัสเซียแล่นอยู่ใกล้ๆ ในพื้นที่นั้นด้วย แต่ไม่มีการปะทะกันโดยตรง กระทรวงกลาโหมอังกฤษยืนยันว่าได้ส่งเครื่องบินสอดแนมและเรือรบช่วยสนับสนุนภารกิจของสหรัฐฯ ครั้งนี้

ขณะเดียวกัน หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ ได้สกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมันที่เชื่อมโยงกับเวเนซุเอลาอีกลำหนึ่งในน่านน้ำลาตินอเมริกา เมื่อวานนี้ โดยกองบัญชาการภาคใต้ของกองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่พิเศษ ชื่อ เอ็ม โซเฟีย (M Sophia) ซึ่งติดธงปานามาและอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร ถูกสกัดกั้นก่อนรุ่งสาง ขณะกำลังปฏิบัติการในน่านน้ำสากลของทะเลแคริบเบียน และถูกระบุว่าเป็นเรือบรรทุกน้ำมันไร้สัญชาติ (Stateless) ในกองเรือผี (Ghost Fleet) ที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร จากการลักลอบขนส่งน้ำมันเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร โดยเรือกำลังมุ่งหน้าไปส่งน้ำมันที่เอเชีย คาดว่าเป็นจีน โดยใช้โหมดเดินเรือล่องหน หรือปิดเครื่องส่งสัญญาณติดตาม

กองกำลังทางเรือของรัสเซียกำลังเดินทางไปคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันมาริเนรา เมื่อถูกกองกำลังสหรัฐฯ ยึดได้ในวันพุธ

เหตุการณ์นี้ถือเป็นการเผชิญหน้าอย่างเปิดเผยที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียในสมัยที่สองของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์ ขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ ผลักดันให้ยุติสงครามของรัสเซียในยูเครน

เกิดอะไรขึ้น?

สหรัฐฯ ได้ทำการปิดล้อมทางทะเลต่อเวเนซุเอลาในเดือนธันวาคม ขณะที่พยายามกระชับอำนาจของประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ก่อนที่เขาจะถูกจับกุมอย่างไม่คาดคิดในวันที่ 3 ม.ค. คำสั่งห้ามเรือที่ถูกคว่ำบาตรทั้งหมดเข้าหรือออกจากท่าเรือของเวเนซุเอลาถือเป็นการยกระดับความตึงเครียดอย่างมากและคุกคามการค้าขายน้ำมันที่สำคัญของประเทศ

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ พยายามสกัดเรือเบลลา-1 เนื่องจากไม่ได้ติดธงชาติที่ถูกต้อง เรือลำเดียวกันนี้เคยถูกคว่ำบาตรในเดือนกรกฎาคม 2024 จากข้อกล่าวหาว่าขนส่งน้ำมันและสร้างรายได้ให้กับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และเรือลำนี้ได้ออกเดินทางจากอิหร่าน

เรือไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ขึ้นไปบนเรือและหลบหนีไปยังน่านน้ำสากลในทิศทางยุโรป

หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ ไล่ล่าเรือลำนี้เป็นเวลาสองสัปดาห์ แม้ว่าทีมปฏิบัติการพิเศษทางทหารของสหรัฐฯ จะปฏิบัติภารกิจจับกุมมาดูโร พันธมิตรที่แข็งแกร่งของรัสเซีย และนำตัวเขาไปยังนิวยอร์กเพื่อเผชิญข้อหาค้ายาเสพติดก็ตาม ในคืนวันส่งท้ายปีเก่า รัสเซียได้ขออย่างเป็นทางการให้สหรัฐฯ ยุติการไล่ล่า ตามรายงานของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์

ขณะแล่นข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ลูกเรือได้เปลี่ยนชื่อเรือเบลลา-1 เป็นมาริเนรา จดทะเบียนใหม่ในฐานข้อมูลเรือของรัสเซีย และวาดธงชาติรัสเซียลงบนตัวเรือ

มีรายงานว่ารัสเซียได้ส่งเรือดำน้ำไปคุ้มกันเรือลำดังกล่าวในวันอังคาร (6 ม.ค.)  แต่ดูเหมือนว่าจะสายเกินไป

ก่อนที่ความช่วยเหลือจะมาถึง สหรัฐฯ ก็ไล่ตามเรือทันในน่านน้ำระหว่างไอซ์แลนด์และอังกฤษ สำนักข่าว RT ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลรัสเซีย ได้เผยแพร่สิ่งที่อ้างว่าเป็นภาพจากดาดฟ้าเรือมาริเนรา ที่แสดงให้เห็นเรือของอเมริกาพยายามเข้าสกัดกั้นเรือลำดังกล่าวเป็นครั้งสุดท้าย

กองบัญชาการยุโรปของสหรัฐฯ กล่าวว่า การยึดเรือครั้งนี้สนับสนุนความพยายามของทรัมป์ “ในการกำหนดเป้าหมายเรือที่ถูกคว่ำบาตรซึ่งคุกคามความมั่นคงและเสถียรภาพของซีกโลกตะวันตก”

กระทรวงกลาโหมของอังกฤษกล่าวว่าได้ให้การสนับสนุนด้านโลจิสติกส์สำหรับการปฏิบัติการครั้งนี้

“นี่คือเรือของกองเรือลับของเวเนซุเอลาที่ขนส่งน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตร” คาโรลีน ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวกล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันพุธ โดยเสริมว่าการยึดเรือได้รับอนุญาตจากคำสั่งศาล และลูกเรืออาจถูกดำเนินคดี

นี่ไม่ใช่เรือบรรทุกน้ำมันเพียงลำเดียวที่ปฏิบัติการในน่านน้ำเวเนซุเอลาแล้วเปลี่ยนธงเป็นธงรัสเซียในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา การที่รัสเซียนำธงของตนเองมาติดบนเรือบรรทุกน้ำมันบางลำที่เคยอยู่ในกองเรือลับนั้น เท่ากับเป็นการเปิดเผยตัวตนของเรือเหล่านั้นออกมาสู่สายตาชาวตะวันตกอย่างโจ่งแจ้ง

เครก เคนเนดี นักวิจัยจากศูนย์เดวิสเพื่อการศึกษาด้านรัสเซียและยูเรเซีย มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวว่า การตัดสินใจของรัสเซียในการจดทะเบียนเรือลำนี้ อาจเป็นการพยายามสร้างอำนาจต่อรองโดยการหลีกเลี่ยงการปิดล้อมน้ำมันของสหรัฐฯ ต่อเวเนซุเอลา

“การยึดเรือที่ติดธงรัสเซียในทะเลหลวง คือการไม่เคารพการอ้างสิทธิ์อำนาจศาลแต่เพียงผู้เดียวของรัสเซียเหนือเรือลำนั้น” เคนเนดีกล่าว พร้อมเสริมว่ารัสเซียอาจคิดว่าสหรัฐฯ จะไม่ขึ้นไปตรวจค้นเรือที่ติดธงรัสเซีย

เคนเนดีกล่าวว่า แต่รัสเซียคำนวณผิดพลาดว่าทรัมป์จะดำเนินการไปได้มากแค่ไหน เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กองกำลังสหรัฐฯ ได้จับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร และภรรยา ซิเลีย ฟลอเรส ในช่วงก่อนรุ่งสาง ซึ่งขณะนี้ทั้งสองกำลังถูกดำเนินคดีในนิวยอร์ก

“นี่คือความพยายามของรัสเซียที่จะใช้การแทรกแซงการปิดล้อมของสหรัฐฯ มาเป็นข้อต่อรอง” เคนเนดีกล่าว “แล้วมันก็ส่งผลเสียต่อรัสเซียเอง”

ทฤษฎีอื่นๆ ชี้ให้เห็นว่าอาจมีบางสิ่งที่มีค่าสำหรับรัสเซียอยู่ภายในเรือลำนั้น แม้ว่าเรือจะไม่มีน้ำมัน แต่เส้นทางที่เรือเคยใช้ระหว่างอิหร่านและเวเนซุเอลาถูกสงสัยว่าเป็นเส้นทางสำหรับการค้าที่ผิดกฎหมาย รวมถึงอาวุธด้วย

เพื่อเพิ่มความเสี่ยง รัสเซียได้ส่งกำลังทางเรือ รวมถึงเรือดำน้ำ ไปคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าวในสัปดาห์นี้ ตามรายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานดังกล่าวออกมาก่อนที่กองกำลังสหรัฐฯ จะขึ้นไปบนเรือเพียงไม่กี่ชั่วโมง เมื่อวอชิงตันประกาศว่าเรือถูกยึดเนื่องจาก “ละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ”

รัสเซียตอบสนองอย่างไร?

รัสเซียมีปฏิกิริยาตอบโต้ที่ค่อนข้างเงียบงัน กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียกล่าวว่ากำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเรียกร้องให้ “ปฏิบัติต่อลูกเรือชาวรัสเซียบนเรืออย่างมีมนุษยธรรมและมีศักดิ์ศรี”

กระทรวงคมนาคมรัสเซียประณามการยึดเรือดังกล่าวว่าเป็นการละเมิดอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการเดินเรือ กระทรวงฯ กล่าวในแถลงการณ์ว่า “ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 เสรีภาพในการเดินเรือมีผลบังคับใช้ในน่านน้ำทะเลหลวง และไม่มีรัฐใดมีสิทธิใช้กำลังต่อเรือที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องภายใต้เขตอำนาจศาลของรัฐอื่น”

สิ่งที่น่าสังเกตคือ ในช่วงหลังเหตุการณ์ทันทีนั้น ไม่มีเสียงของเจ้าหน้าที่รัสเซียออกมาแสดงความคิดเห็น ซึ่งโดยปกติแล้วพวกเขามักจะรีบวิพากษ์วิจารณ์การกระทำที่เป็นปรปักษ์ของสหรัฐฯ

หนึ่งในไม่กี่คนที่ออกแถลงการณ์คือ วุฒิสมาชิกอันเดรย์ คลิชัส ซึ่งเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “การปล้นสะดมทางทะเลอย่างโจ่งแจ้ง” ในโพสต์บนช่องเทเลแกรมของเขา

ดูเหมือนว่าปูตินพยายามลดความขัดแย้งกับทรัมป์นับตั้งแต่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

แม้จะมีความตึงเครียดทางประวัติศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซีย ปูตินก็ยอมรับสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นความเต็มใจของทรัมป์ที่จะเจรจาเพื่อยุติสงครามในยูเครนซึ่งเป็นประโยชน์ต่อรัสเซีย และพยายามเน้นย้ำถึงความร่วมมือมากกว่าความเป็นปรปักษ์ระหว่างสองประเทศ

คอนสแตนติน คาลาเชฟ นักวิเคราะห์อิสระกล่าวกับสำนักข่าวออสโตโรจโน มีเดียว่า “ทรัมป์ผิดหวังอย่างชัดเจนที่ความขัดแย้งในยูเครนยังไม่ยุติลง และการยึดเรือบรรทุกน้ำมันสามารถมองได้ว่าเป็นสัญญาณว่าความอดทนของเขามีขีดจำกัด”

อย่างไรก็ตาม เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่าทรัมป์มีความสัมพันธ์ที่ “เปิดเผย ซื่อสัตย์ และดีมาก” กับปูติน เมื่อถูกถามว่าการยึดเรือบรรทุกน้ำมันจะทำให้ความตึงเครียดกับรัสเซียรุนแรงขึ้นหรือไม่.

ที่มา The Guardian / The Moscow Times

กัมพูชาสั่งชำระบัญชี-ยุติให้บริการ “ปรินซ์แบงก์” ของ “เฉิน จื้อ” หลังถูกส่งตัวให้ทางการจีน

กัมพูชาสั่งชำระบัญชี-ยุติให้บริการ "ปรินซ์แบงก์" ของ "เฉิน จื้อ" หลังถูกส่งตัวให้ทางการจีน

8 ม.ค. 2569 13:07 น.

กัมพูชาสั่งชำระบัญชี-ยุติให้บริการ “ปรินซ์แบงก์” ของ “เฉิน จื้อ” หลังถูกส่งตัวให้ทางการจีน

ธนาคารกลางกัมพูชา (NBC) มีคำสั่งให้ธนาคาร “ปรินซ์แบงก์” เข้าสู่กระบวนการชำระบัญชีและยุติการให้บริการทันที หลัง “เฉิน จื้อ” ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่ม Prince Holding Group ถูกสหรัฐฯ ฟ้องในคดีฉ้อโกงหลายพันล้านดอลลาร์ และเพิ่งถูกส่งตัวในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนไปยังประเทศจีน

ธนาคารกลางกัมพูชา (NBC) ออกแถลงการณ์เมื่อวันนี้ (8 ม.ค.) สั่งให้ ธนาคาร “ปรินซ์แบงก์” เข้าสู่กระบวนการชำระบัญชี (Liquidation) ตามกฎหมายของราชอาณาจักรกัมพูชา พร้อมแต่งตั้งบริษัทตรวจสอบบัญชี Morisonkak MKA เป็นผู้ชำระบัญชีอย่างเป็นทางการ

ตามแถลงการณ์ระบุว่าปรินซ์แบงก์ถูกสั่งระงับการให้บริการธนาคารใหม่ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการรับฝากเงินและการให้สินเชื่อ อย่างไรก็ตาม ทาง NBC ได้แจ้งแนวทางปฏิบัติสำหรับลูกค้าดังนี้ โดยผู้ฝากเงิน สามารถถอนเงินได้ตามปกติ โดยเตรียมเอกสารประกอบการถอนเงินให้พร้อม ส่วนผู้กู้เงินยังคงต้องชำระหนี้และปฏิบัติตามพันธกรณีเงินกู้ตามปกติ

“ปรินซ์แบงก์” เป็นบริษัทในเครือของ Prince Holding Group หนึ่งในกลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในกัมพูชา ซึ่งก่อตั้งโดย นายเฉิน จื้อ มหาเศรษฐีชาวจีนสัญชาติกัมพูชา ซึ่งขณะนี้ตกเป็นเป้าหมายสำคัญของนานาชาติ โดยเมื่อเดือนตุลาคม 2025 เขาถูกทางการสหรัฐฯ และอังกฤษประกาศคว่ำบาตร ในข้อหาบงการแก๊งคอลเซ็นเตอร์และแก๊งต้มตุ๋นออนไลน์ที่ใช้แรงงานเหยื่อค้ามนุษย์ในกัมพูชา 

ในฝั่งของสหรัฐอเมริกา นายเฉินถูกฟ้องร้องในข้อหาสมคบคิดฉ้อโกงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และการฟอกเงิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยึดบิทคอยน์จำนวนประมาณ 127,271 BTC ซึ่งมีมูลค่าในปัจจุบันสูงกว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 3.8 แสนล้านบาท) หากถูกตัดสินว่ามีความผิดในสหรัฐฯ เขาอาจเผชิญโทษจำคุกสูงสุดถึง 40 ปี

อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มบริษัท Prince Group ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดก่อนหน้านี้ ขณะที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ และทางการจีนยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจับกุมและการส่งตัวในครั้งนี้

เฉิน จื้อ หรือ วินเซนต์ เฉิน เป็นเจ้าของ Prince Holding Group หรือ ปรินซ์ กรุ๊ป ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2015 ในกัมพูชา ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุด ที่ประกอบด้วยบริษัทหลายแห่ง มีธุรกิจมากกว่า 100 แห่งในกัมพูชา ทั้งด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การธนาคาร การเงิน การบิน การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ เทคโนโลยี อาหารและเครื่องดื่ม เขามีความใกล้ชิดกับกลุ่มนักการเมืองระดับสูงของกัมพูชา เริ่มจากการเป็นที่ปรึกษาให้กับ ซอร์ เค็ง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ในปี 2017 จากนั้นไต่เต้าไปเรื่อยๆ สนิทสนมใกล้ชิดกับนักการเมืองระดับผู้นำประเทศ จนกลายเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาโดยตรงของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และได้รับการแต่งตั้งให้เป็น เนี๊ยะออกญา เฉิน จื้อ.

กอทูเล ประกาศฝันรัฐเอกราช ประเทศใหม่บนแผนที่โลก?

กอทูเล ประกาศฝันรัฐเอกราช ประเทศใหม่บนแผนที่โลก?

8 ม.ค. 2569 13:05 น.

กอทูเล ประกาศฝันรัฐเอกราช ประเทศใหม่บนแผนที่โลก?

ทั่วโลกจับตา เมื่อกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์กะเหรี่ยงกลุ่มหนึ่งได้ขยับหมากครั้งสำคัญ ด้วยการประกาศจัดตั้ง “สาธารณรัฐกอทูเล” พร้อมตั้งรัฐบาลของตนเอง ท่ามกลางความขัดแย้งในเมียนมา

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2026 กองทัพกอทูเล (Kawthoolei Army – KTLA) ซึ่งเป็นกลุ่มแตกตัวออกมาจากสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union – KNU) ได้ประกาศยกระดับ “รัฐบาลกอทูเล” ขึ้นเป็นรัฐเอกราชเต็มรูปแบบ โดยอ้างถึงการล่มสลายของอำนาจรัฐส่วนกลางเมียนมา และสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองของชนชาติกะเหรี่ยง

ผู้อยู่เบื้องหลังการประกาศครั้งนี้คือ พลเอกเนอดา เมียะ อดีตผู้บัญชาการสูงสุดของกองกำลัง KNDO ภายใต้ KNU ซึ่งก่อตั้ง KTLA ในปี 2022 หลังถูกขับออกจากองค์กร จากกรณีถูกกล่าวหาว่ากองกำลังภายใต้การบังคับบัญชาของเขาประหารชีวิตพลเรือน 25 รายในปี 2021 โดยเจ้าตัวอ้างว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นสายข่าวของกองทัพเมียนมา

ที่มาของสาธารณรัฐกอทูเล

กอทูเล (Kawthoolei) คือดินแดนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมียนมา ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมและการปกป้องของ สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union – KNU) โดยมีกองกำลังติดอาวุธหลัก 2 หน่วย คือ กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) และ องค์การป้องกันแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNDO)

หลังการรัฐประหารในเมียนมาเมื่อปี 2021 KNU ได้ขยายกำลังด้วยการผนวกรวมกองกำลัง People’s Defense Force (PDF) ซึ่งแม้จะนำโดยนายทหารกะเหรี่ยง แต่ประกอบด้วยนักรบจากเมืองใหญ่ในภาคกลางของเมียนมาจำนวนมาก สะท้อนบทบาทของกอทูเลในฐานะหนึ่งในฐานที่มั่นสำคัญของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหาร

แม้จะไม่แน่ชัดว่าพื้นที่ของ กอทูเลจะกว้างใหญ่เพียงใด แต่ตามแผนที่ที่ KNU ใช้อ้างอิง ดินแดนกอทูเลครอบคลุม รัฐกะเหรี่ยง (Karen State) รวมถึงบางส่วนของ เขตพะโคตะวันออก (Bago Region), เขตตะนาวศรี (Tanintharyi Region) และ รัฐมอญตอนเหนือ (Mon State)

แม้สื่อระหว่างประเทศมักเรียกกองกำลังกะเหรี่ยงว่า “กบฏ” แต่ KNU ปฏิเสธคำจำกัดความดังกล่าว โดยยืนยันว่า KNLA และ KNDO คือ “กองทัพที่ชอบธรรม” ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องดินแดนของตนเอง และไม่อาจถูกมองว่าเป็นกบฏในประเทศของตัวเองได้

ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2023 KTLA ได้เริ่มจัดตั้ง “รัฐบาลกอทูเล” ก่อนจะประกาศยกระดับเป็น สาธารณรัฐกอทูเล อย่างเป็นทางการในต้นปี 2026 โดยระบุว่าเป็นทางเลือกเดียวของชาวกะเหรี่ยงท่ามกลางการล่มสลายของรัฐเมียนมา

โครงสร้างรัฐคู่ขนาน

ตามแถลงการณ์ของกลุ่ม KTLA สาธารณรัฐกอทูเลจะมีรัฐบาลเต็มรูปแบบ ครอบคลุม 16 กระทรวง ทั้งด้านกลาโหม มหาดไทย การต่างประเทศ การคลัง ป่าไม้ เกษตร เหมืองแร่ และสาธารณสุข โดยมีผู้นำหลัก ได้แก่

  • ประธานาธิบดีและผู้บัญชาการทหารสูงสุด: พลเอก เนอดา เมียะ
  • รองประธานาธิบดี และรัฐมนตรีต่างประเทศ: ซอ ซา เก โพ
  • รองประธานาธิบดีคนที่สอง: เดวิด ตากาบอ
  • นายกรัฐมนตรี: ซอ โพ ทู เล
  • รัฐมนตรีกลาโหม: เดวิด ลอว์ ดู

KNU ปฏิเสธเกี่ยวข้อง ชี้บ่อนทำลายเอกภาพ

ด้าน KNU ออกแถลงการณ์ปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับการประกาศสาธารณรัฐกอทูเล พร้อมระบุว่า KTLA เป็นเพียงกลุ่มแตกแยกที่ยิ่งซ้ำเติมความซับซ้อนของการเมืองกะเหรี่ยง และบ่อนทำลายเอกภาพของขบวนการต่อสู้ของชนกลุ่มน้อย

KNU ยืนยันจุดยืนเดิมว่า การต่อสู้ของชาวกะเหรี่ยงควรมุ่งไปสู่ การปกครองตนเองภายใต้สหพันธรัฐเมียนมาในอนาคต ไม่ใช่การแยกตัวเป็นรัฐเอกราชโดยลำพัง

ทั้งนี้ คำว่า “กอทูเล” ในตำนานกะเหรี่ยงหมายถึง “ดินแดนไร้ความมืดมน” หรือแผ่นดินแห่งดอกไม้ เคยเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ของชาวกะเหรี่ยงมานานหลายทศวรรษ โดย KNU ใช้ชื่อนี้ในการบริหารพื้นที่ของตนมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1950

อย่างไรก็ตาม การประกาศสาธารณรัฐกอทูเลโดย KTLA ถูกมองว่าเป็นการเดินคนละเส้นทางกับ KNU และสะท้อนรอยร้าวเชิงอุดมการณ์ที่ลึกขึ้น ท่ามกลางบริบทที่รัฐกะเหรี่ยงกำลังเผชิญปัญหาหลายด้าน ทั้งการปราบปรามแก๊งหลอกลวงออนไลน์ การเปลี่ยนผ่านของกองกำลัง BGF ไปสู่ KNA และการแข่งขันอิทธิพลของกลุ่มติดอาวุธหลากฝ่าย

ประเทศใหม่บนแผนที่โลก หรือจุดแตกหักใหม่ของเมียนมา?

ในขณะที่สงครามกลางเมืองเมียนมายังคงดำเนินต่อไป การประกาศรัฐเอกราชของกอทูเลจึงไม่เพียงเป็นการท้าทายอำนาจรัฐบาลทหาร แต่ยังตั้งคำถามต่อเสถียรภาพของประเทศโดยรวม ว่าการลุกขึ้นประกาศเป็นรัฐเอกราชครั้งนี้ จะเป็นก้าวแรกของการกำหนดชะตากรรมตนเอง หรือจะยิ่งผลักความขัดแย้งให้แตกเป็นเสี่ยง ๆ มากขึ้นกว่าเดิม 

ขณะที่เส้นทางการเป็นรัฐเอกราชหรือประเทศใหม่บนแผนที่โลกก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะยังต้องการการรับรองจากประชาคมโลกในฐานะรัฐเอกราช ในเวลานี้กอทูเลจึงยังเป็นเพียงรัฐตามคำประกาศขายฝันของนายพลเนอดา เมียะเท่านั้น.

ที่มา : DVB , Burma Insight