ฮุนไดเตรียมนำ หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ใช้งานในโรงงานผลิตรถยนต์ทั่วโลกตั้งแต่ปี 2028

ฮุนไดเตรียมนำ หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ใช้งานในโรงงานผลิตรถยนต์ทั่วโลกตั้งแต่ปี 2028

6 ม.ค. 2569 13:52 น.

ฮุนไดเตรียมนำ หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ใช้งานในโรงงานผลิตรถยนต์ทั่วโลกตั้งแต่ปี 2028

บริษัทฮุนได ค่ายรถยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ประกาศแผน นำหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์มาใช้งานในโรงงานผลิตรถยนต์ทั่วโลกตั้งแต่ปี 2028  ท่ามกลางการแข่งขันของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่เร่งปรับตัวเข้าสู่ยุคเอไอ

Hyundai Motor Group ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ เปิดตัว “Atlas” หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่พัฒนาโดย Boston Dynamics ในงาน Consumer Electronics Show (CES) 2026 ที่ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา โดยระบุว่าจะค่อย ๆ ผนวกระบบหุ่นยนต์ดังกล่าวเข้ากับเครือข่ายโรงงานของบริษัททั่วโลก

ฮุนไดระบุว่า Atlas จะถูกนำไปใช้งานในโรงงานหลายแห่ง รวมถึงโรงงานในรัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งเคยตกเป็นข่าวใหญ่จาก ปฏิบัติการบุกตรวจคนเข้าเมืองครั้งใหญ่ในปี 2025

Atlas ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานในอุตสาหกรรมทั่วไป สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์ และปฏิบัติงานแบบอัตโนมัติ เช่น ควบคุมเครื่องจักร ยกของหนัก หรือทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยง

ฮุนไดซึ่งถือหุ้นใหญ่ใน Boston Dynamics ระบุว่า หุ่นยนต์ Atlas จะเริ่มจากการรับหน้าที่พื้นฐาน ก่อนขยายไปสู่ภารกิจที่ซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ ฮุนไดย้ำว่า การนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มาใช้ จะช่วยลดภาระแรงงานมนุษย์ เพิ่มความปลอดภัยในงานที่มีความเสี่ยง แต่ยังไม่เปิดเผยจำนวนหุ่นยนต์ที่จะนำมาใช้ในระยะแรก รวมถึง งบประมาณลงทุนของโครงการ

ขณะที่การกล่าวสุนทรพจน์ที่งาน CES นาย แจฮุน ชาง รองประธานฮุนได ยอมรับถึงความกังวลของสังคมว่า หุ่นยนต์อาจเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์แต่เขายืนยันว่า มนุษย์ยังคงมีบทบาทสำคัญ เช่น การฝึกและควบคุมหุ่นยนต์ งานด้านเทคนิคและการจัดการ รวมถึงการพัฒนาและดูแลระบบ AI

การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากฮุนไดระบุในปี 2025 ว่า บริษัทจะลงทุนมากกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในสหรัฐอเมริกา สอดรับกับนโยบายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการกระตุ้นการผลิตภายในประเทศ ซึ่งการลงทุนดังกล่าวครอบคลุมทั้งการขยายกำลังการผลิตรถยนต์ในสหรัฐ,เทคโนโลยีรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ทั้งนี้นอกจากฮุนไดแล้ว บริษัทระดับโลกหลายแห่งต่างเร่งพัฒนาและนำ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ มาใช้งาน เช่น Amazon, Tesla กับหุ่นยนต์ Optimus หรือ BYD ค่ายรถยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่จากจีน การเคลื่อนไหวของฮุนไดจึงถูกมองว่า เป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ที่กำลังก้าวสู่ยุค โรงงานอัจฉริยะอย่างเต็มรูปแบบ.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์

เวียดนามประกาศจีดีพี ปี 2025 พุ่ง 8% แม้เผชิญกำแพงภาษีจากรัฐบาลทรัมป์

เวียดนามประกาศจีดีพี ปี 2025 พุ่ง 8% แม้เผชิญกำแพงภาษีจากรัฐบาลทรัมป์

6 ม.ค. 2569 11:25 น.

เวียดนามประกาศจีดีพี ปี 2025 พุ่ง 8% แม้เผชิญกำแพงภาษีจากรัฐบาลทรัมป์

สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม เปิดเผยรายงานเศรษฐกิจประจำปี 2025 พบว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี ขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 8.02 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในรอบ 3 ปี และเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ความสำเร็จของเศรษฐกิจเวียดนามในภูมิภาคเอเชีย

แม้ในปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตลาดส่งออกรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม จะเริ่มบังคับใช้มาตรการภาษีศุลกากรใหม่ต่อสินค้าประเภทเสื้อผ้าและรองเท้า แต่ตัวเลขการส่งออกไปยังสหรัฐฯ กลับขยายตัวถึงร้อยละ 28 โดยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 1.19 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 เป็น 1.53 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2025

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศจัดเก็บภาษีภายใต้นโยบาย “Liberation Day” ซึ่งพุ่งเป้าไปที่ประเทศที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูงสุด โดยเวียดนามอยู่อันดับ 3 รองจากจีนและเม็กซิโก อย่างไรก็ตาม ในเดือนกรกฎาคม รัฐบาลเวียดนามสามารถเจรจาต่อรองเพื่อลดอัตราภาษีจากกว่าร้อยละ 40 ลงมาอยู่ที่ขั้นต่ำร้อยละ 20 ได้สำเร็จ เพื่อแลกกับการเปิดตลาดเวียดนามให้แก่สินค้าจากสหรัฐฯ เช่น รถยนต์

ตัวเลขสถิติที่น่าสนใจในปี 2025 เวียดนามมียอดส่งออกรวม 4.75 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 17 ส่วนยอดนำเข้ารวม 4.55 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 19 โดยมีจีนเป็นแหล่งนำเข้าหลัก ด้านภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้าง เติบโตเกือบร้อยละ 9 ขณะที่ภาคบริการเติบโตเกือบร้อยละ 8.6 และเฉพาะไตรมาสที่ 4 เศรษฐกิจเติบโตสูงถึงร้อยละ 8.46 ซึ่งถือเป็นอัตราเติบโตในไตรมาสสุดท้ายที่สูงที่สุดในรอบ 14 ปี 

นายแชด โอเวล หุ้นส่วนจากบริษัท Mekong Capital ระบุว่า แม้จะมีความเสี่ยงจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ แต่เวียดนามได้แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นผ่านการบริโภคภายในประเทศที่แข็งแกร่ง การลงทุนของภาคเอกชน และการใช้จ่ายของภาครัฐ ซึ่งสะท้อนถึงพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ยังคงแน่นปึก

หลังจากที่เศรษฐกิจเติบโตราวร้อยละ 5 ในปี 2023 และร้อยละ 7 ในปี 2024 รัฐบาลเวียดนามได้วางเป้าหมายที่ทะเยอทะยานยิ่งขึ้นสำหรับปี 2026 โดยตั้งเป้าการเติบโตของจีดีพี ไว้ที่อย่างน้อยร้อยละ 10 เพื่อผลักดันประเทศไปสู่สถานะ “ประเทศรายได้ปานกลาง” ภายในปี 2030 ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้.

ที่มา AFP

ศาลปารีสตัดสินลงโทษ 10 ราย ฐานไซเบอร์บูลลี่ “บริจิตต์ มาครง” ภริยาประธานาธิบดีฝรั่งเศส

ศาลปารีสตัดสินลงโทษ 10 ราย ฐานไซเบอร์บูลลี่ "บริจิตต์ มาครง" ภริยาประธานาธิบดีฝรั่งเศส

6 ม.ค. 2569 10:52 น.

ศาลปารีสตัดสินลงโทษ 10 ราย ฐานไซเบอร์บูลลี่ “บริจิตต์ มาครง” ภริยาประธานาธิบดีฝรั่งเศส

จำเลย 8 ชาย 2 หญิง ถูกศาลฝรั่งเศสชี้ว่ามีความผิดฐานกลั่นแกล้งทางออนไลน์ จากการเผยแพร่ข้อมูลเท็จและถ้อยคำดูหมิ่นต่อบริจิตต์ มาครง สตรีหมายเลขหนึ่งของฝรั่งเศส หลายรายได้รับโทษจำคุกรอลงอาญา บางรายถูกสั่งพักใช้โซเชียลมีเดีย ขณะที่ฝ่ายกฎหมายย้ำเป็นหมุดหมายสำคัญในการรับมือความเกลียดชังออนไลน์

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (5 ม.ค.) ศาลในกรุงปารีสมีคำพิพากษาตัดสินให้จำเลย 10 ราย เป็นชาย 8 คน หญิง 2 คน มีความผิดจริงในข้อหากลั่นแกล้งทางออนไลน์ ต่อนางบริจิตต์ มาครง ภริยาของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง โดยกลุ่มจำเลยได้แพร่กระจายข่าวลืออันเป็นเท็จเกี่ยวกับเพศสภาพและรสนิยมทางเพศของเธอ รวมถึงการใช้ถ้อยคำดูหมิ่นเหยียดหยามเกี่ยวกับช่องว่างระหว่างวัยของคู่รักมาครงที่ห่างกันถึง 24 ปี

บทลงโทษและคำตัดสินของศาลผู้พิพากษาระบุว่า จำเลยทั้งหมดกระทำการด้วยเจตนาที่ชัดเจนในการสร้างความอับอายและด้อยค่าสตรีหมายเลขหนึ่ง โดยส่วนใหญ่ได้รับโทษจำคุกสูงสุด 8 เดือน แต่ให้รอลงอาญา มีจำเลย 1 รายถูกสั่งจำคุกทันทีเนื่องจากไม่มาปรากฏตัวต่อศาล และมีการสั่งระงับบัญชีโซเชียลมีเดียของจำเลยบางราย และสั่งให้เข้ารับการอบรมเพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำ

คดีนี้ยืดเยื้อมาจากการที่จำเลยบางส่วน เช่น นาตาชา เรย์ (นักข่าวอิสระ) และ อาม็องดีน รัว (หมอดูออนไลน์) เคยถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานหมิ่นประมาทในปี 2024 หลังกุเรื่องว่า “บริจิตต์ มาครง ไม่มีอยู่จริง” แต่เป็นพี่ชายของเธอที่ผ่าตัดแปลงเพศมาสวมรอยแทน แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์จะยกฟ้องโดยให้เหตุผลว่าการกล่าวหาเรื่องแปลงเพศ “ไม่ถือเป็นการทำลายเกียรติยศ” แต่ปัจจุบันทางครอบครัวมาครงได้ยื่นเรื่องสู้คดีต่อในศาลฎีกาแล้ว

ทิฟเฟน ออซิแยร์ บุตรสาวของบริจิตต์จากการแต่งงานครั้งก่อน ได้ขึ้นแถลงต่อศาลว่า การบูลลี่เหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพและการใช้ชีวิตของแม่เธอ ทำให้ต้องระมัดระวังแม้กระทั่งการเลือกเสื้อผ้าหรือท่วงท่าการเดิน เพราะกังวลว่าจะถูกนำภาพไปบิดเบือน นอกจากนี้ หลานๆ ของเธอยังถูกล้อเลียนที่โรงเรียน ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความเจ็บปวดให้กับครอบครัวมากที่สุด

ชัยชนะในคดีนี้ถูกมองว่าเป็นการ “โหมโรง” ก่อนการฟ้องร้องครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกา โดยสามีภรรยามาครงได้ยื่นฟ้อง แคนเดซ โอเวนส์ อินฟลูเอนเซอร์ฝ่ายขวาชื่อดัง ในข้อหาหมิ่นประมาท หลังจากที่โอเวนส์ยืนยันผ่านพอดแคสต์และโซเชียลมีเดียว่าเธอ “ยอมเอาชื่อเสียงเป็นประกัน” ว่าสตรีหมายเลขหนึ่งของฝรั่งเศสแท้จริงแล้วเป็นผู้ชาย

เดิมทีประธานาธิบดีมาครงได้รับคำแนะนำให้เพิกเฉยต่อข่าวลือเหล่านี้เพื่อไม่ให้เป็นการขยายความ แต่เมื่อปีที่ผ่านมาพวกเขาตัดสินใจเปลี่ยนกลยุทธ์และเดินหน้าฟ้องร้องอย่างเต็มตัว เนื่องจากขนาดของการโจมตีนั้นรุนแรงและกว้างขวางเกินกว่าจะยอมรับได้อีกต่อไป

ทั้งนี้ บริจิตต์ มาครง พบกับ เอ็มมานูเอล มาครง ครั้งแรกขณะที่เธอเป็นครูในโรงเรียนมัธยมของเขา ทั้งคู่แต่งงานกันในปี 2007 โดยขณะนั้นมาครงมีอายุ 29 ปี และบริจิตต์มีอายุในวัย 50 กลางๆ ซึ่งทฤษฎีสมคบคิดเรื่องเพศสภาพของเธอเริ่มแพร่ระบาดอย่างหนักนับตั้งแต่มาครงชนะการเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2017 เป็นต้นมา.

ที่มา BBC

“ฮุนเซน–บุนรานี” ฉลองครบรอบแต่งงาน 50 ปี หวานชื่น เผยรักฝ่าขุมนรกเขมรแดงไม่เคยทิ้งกัน

"ฮุนเซน–บุนรานี” ฉลองครบรอบแต่งงาน 50 ปี หวานชื่น เผยรักฝ่าขุมนรกเขมรแดงไม่เคยทิ้งกัน

6 ม.ค. 2569 10:42 น.

“ฮุนเซน–บุนรานี” ฉลองครบรอบแต่งงาน 50 ปี หวานชื่น เผยรักฝ่าขุมนรกเขมรแดงไม่เคยทิ้งกัน

“ฮุน เซน” โพสต์เฟซบุ๊กฉลองครบรอบ 50 ปีชีวิตคู่กับภริยา “ดร.บุน รานี ฮุน เซน” ย้อนความหลังไม่อาจจัดพิธีแต่งงานตามประเพณี เหตุประชาชนกัมพูชากำลังทุกข์ทรมานจากยุคฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เขมรแดง

วันที่ 5 มกราคม 2569  นายฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา และอดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีการครองชีวิตคู่ กับนางบุน รานี ฮุน เซน โดยระบุว่าการแต่งงานของทั้งสองไม่ได้เป็นไปตามขนบธรรมเนียมประเพณีกัมพูชา และไม่สามารถมีบุตรในช่วงเวลานั้นได้ เนื่องจากประเทศกำลังเผชิญโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่จากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในยุคเขมรแดง ภายใต้การปกครองของพล พต

ฮุน เซน ระบุว่า ชีวิตคู่ของเขาและภริยาในช่วงยุคเขมรแดงมิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากเต็มไปด้วยความยากลำบากและการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด ทั้งสองต้องเผชิญอุปสรรคนานัปการแต่ไม่เคยทอดทิ้งกัน และร่วมฝ่าฟันวิกฤตการณ์อันโหดร้ายของประวัติศาสตร์กัมพูชามาด้วยกัน อดีตนายกฯ กัมพูชา ยังได้อวยพรให้ชีวิตครอบครัวของเขาเอง ประสบแต่ความสุข และประสบความสำเร็จในการทำหน้าที่นำพาประเทศกัมพูชาให้เจริญรุ่งเรืองตลอดไป.

ที่มา Facebook /Samdech Hun Sen of Cambodia 

เสียงปืนสนั่นใกล้ทำเนียบประธานาธิบดีเวเนซุเอลา สื่อชี้อาจเป็นความพยายามก่อรัฐประหาร

เสียงปืนสนั่นใกล้ทำเนียบประธานาธิบดีเวเนซุเอลา สื่อชี้อาจเป็นความพยายามก่อรัฐประหาร

6 ม.ค. 2569 09:55 น.

เสียงปืนสนั่นใกล้ทำเนียบประธานาธิบดีเวเนซุเอลา สื่อชี้อาจเป็นความพยายามก่อรัฐประหาร

เกิดเหตุยิงปะทะอย่างหนักใกล้ ทำเนียบประธานาธิบดีใจกลางกรุงการากัสของเวเนซุเอลา โดยสื่อท้องถิ่นรายงานว่ามีทหารติดอาวุธและรถหุ้มเกราะประจำการอาคารราชการหลายแห่ง คาดเป็นความพยายามก่อรัฐประหาร

สื่อท้องถิ่นรายงานว่าเกิดเหตุยิงปะทะอย่างหนักใกล้ ทำเนียบประธานาธิบดีมิราฟลอเรส (Miraflores Palace) ใจกลางกรุงการากัสของเวเนซุเอลา ขณะที่คลิปวิดีโอในโซเชียลมีเดียเผยให้เห็น ทหารติดอาวุธและรถหุ้มเกราะ ประจำการรอบอาคารราชการหลายแห่ง โดยมีกระแสข่าวว่าอาจเป็นความพยายามก่อรัฐประหาร

โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจาก นาย นิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ถูกหน่วยปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐจับกุมตัว ระหว่างปฏิบัติการจู่โจม และถูกนำตัวพร้อมภริยา ซิเลีย ฟลอเรส ไปยังนครนิวยอร์ก เพื่อดำเนินคดีในข้อหาค้ายาเสพติด

รายงานระบุว่า นอกจากเสียงปืนแล้วยังมี เสียงระเบิด และการใช้งาน ปืนป้องกันภัยทางอากาศ ในพื้นที่ใกล้ทำเนียบประธานาธิบดี ขณะที่สำนักข่าว AFP อ้างแหล่งข่าวในเวเนซุเอลาว่าสถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุมแล้ว

แหล่งข่าวของ AFP ระบุเพิ่มเติมว่า กองกำลังความมั่นคงได้เปิดฉากยิง หลังตรวจพบ โดรนไม่ทราบฝ่ายบินเหนือทำเนียบมิราฟลอเรส

เหตุความวุ่นวายนี้ยังเกิดขึ้น หลังจาก เดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดี ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของมาดูโร ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ประธานาธิบดีรักษาการ โดยโรดริเกซออกมาประณามปฏิบัติการของสหรัฐว่าเป็นการโจมตีเชิงจักรวรรดินิยมต่ออธิปไตยของเวเนซุเอลา

ขณะเดียวกัน รัสเซียและจีน ออกมาประณามปฏิบัติการของสหรัฐเช่นกัน โดยเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหประชาชาติ วาซิลี เนเบนเซีย ระบุว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำแบบโจรสลัดในระดับนานาชาติ.

ที่มา : RT

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เวเนซุเอลา

แผ่นดินไหว 6.2 ภาคตะวันตกของญี่ปุ่น รถไฟชินคันเซ็นหลายสายงดให้บริการ ทางการยืนยันไม่เกิดสึนามิ

แผ่นดินไหว 6.2 ภาคตะวันตกของญี่ปุ่น รถไฟชินคันเซ็นหลายสายงดให้บริการ ทางการยืนยันไม่เกิดสึนามิ

6 ม.ค. 2569 09:55 น.

แผ่นดินไหว 6.2 ภาคตะวันตกของญี่ปุ่น รถไฟชินคันเซ็นหลายสายงดให้บริการ ทางการยืนยันไม่เกิดสึนามิ

ญี่ปุ่นผวา แผ่นดินไหวขนาด 6.2 เขย่าจังหวัดชิมาเนะ ทางตะวันตกของประเทศ รับรู้แรงสั่นสะเทือนระดับ 5+ ในหลายพื้นที่ รถไฟชินคันเซ็นสายหลักงดให้บริการชั่วคราว ขณะที่ทางการยืนยันไม่เกิดสึนามิ

วันที่ 6 มกราคม 2568 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 6.2 ในภูมิภาคชูโกกุ ทางตะวันตกของญี่ปุ่น เมื่อเวลา 09.18 น. ของวันอังคารที่ 6 มกราคม โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ในจังหวัดชิมาเนะ ขณะที่แรงสั่นสะเทือนในจังหวัดชิมาเนะ และทตโตริ วัดได้ระดับ 5 ตามมาตรวัดความรุนแรงของญี่ปุ่นซึ่งมีตั้งแต่ 0-7 ซึ่งถือว่าแรงพอที่จะทำให้เคลื่อนไหวลำบากหากไม่มีสิ่งยึดเกาะ ขณะที่เมืองซาคาอิมินาโตะ จังหวัดทตโตริ รับรู้แรงสั่นระดับ 4

รายงานข่าวระบุว่า หลังแผ่นดินไหวหลัก ยังเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกหลายครั้ง มีขนาด 4.5, 5.1, 3.8 และ 5.4 อย่างต่อเนื่อง แต่ทางการยืนยันว่า ไม่มีความเสี่ยงเกิดคลื่นสึนามิในพื้นที่

ทางด้านบริษัทเวสต์เจแปนเรลเวย์ (JR West) ประกาศระงับการเดินรถไฟชินคันเซ็น สายซันโย ช่วงระหว่างสถานีชินโอซากะ ถึงฮากาตะ เป็นการชั่วคราว หลังเกิดไฟฟ้าดับจากแรงแผ่นดินไหว

ด้านบริษัทชูโกกุ อิเล็กทริก พาวเวอร์ ซึ่งดูแลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ชิมาเนะ ระบุว่า ณ เวลา 10.45 น. ยังไม่พบความผิดปกติใดๆ ที่โรงไฟฟ้า โดยสำนักงานกำกับดูแลพลังงานนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นยืนยันเช่นกันว่า ไม่มีเหตุผิดปกติในระบบความปลอดภัย ขณะที่ทางการญี่ปุ่นระบุว่า ยังไม่มีรายงานความเสียหายร้ายแรงหรือผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้ พร้อมย้ำว่า ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยที่สุดในโลก และระบบเตือนภัยยังคงทำงานตามปกติ.

ที่มา  NHK / Channelnewsasia

ชาวเน็ตเมียนมาแห่เรียกร้องสหรัฐฯ จัดการเด็ดขาด “มิน อ่อง หล่าย” เหมือนมาดูโร ผู้นำเวเนฯ

ชาวเน็ตเมียนมาแห่เรียกร้องสหรัฐฯ จัดการเด็ดขาด "มิน อ่อง หล่าย" เหมือนมาดูโร ผู้นำเวเนฯ

6 ม.ค. 2569 09:27 น.

ชาวเน็ตเมียนมาแห่เรียกร้องสหรัฐฯ จัดการเด็ดขาด “มิน อ่อง หล่าย” เหมือนมาดูโร ผู้นำเวเนฯ

โลกออนไลน์เมียนมาระอุ หลังสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์วันเอกราชเมียนมา ชาวเน็ตแห่ไปคอมเมนต์เรียกร้องรัฐบาลทรัมป์ จับผู้นำเผด็จการ “มิน อ่องหล่าย” ไปดำเนินคดี แบบเดียวกับนิโกลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา

วันที่ 6 มกราคม 2568 เว็บไซต์ข่าวอิรวดี รายงานว่า เพจเฟซบุกของสถานทูตสหรัฐฯ ประจำนครย่างกุ้ง ของเมียนมา ได้เผยแพร่แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เนื่องในวันเอกราชเมียนมา ตรงกับ 4 มกราคม 2568 ซึ่งในแถลงการณ์ฉบับนี้ นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อวิกฤตในเมียนมา และย้ำว่าสหรัฐฯ ยืนหยัดเคียงข้างประชาชนเมียนมา พร้อมเรียกร้องให้กองทัพยุติความรุนแรง เปิดทางความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังโดยมิชอบ และเข้าสู่กระบวนการเจรจาเพื่อยุติวิกฤตอย่างสันติและยั่งยืน

แต่ปรากฎว่า มีชาวเมียนมาทั้งในและนอกประเทศเข้าไปแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่มองว่า “ถ้อยคำไม่เพียงพอ” พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ช่วยดำเนินการเชิงรูปธรรมต่อพลเอกอาวุโสมิน อ่องหล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา อย่างการจับกุมตัวไปดำเนินคดีที่สหรัฐฯ โดยพากันอ้างถึงกรณีล่าสุดที่กองทัพสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีกรุงการากัส ประเทศเวเนซุเอลา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ก่อนจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร พร้อมภรรยา และนำตัวไปดำเนินคดีที่นครนิวยอร์ก

รายงานข่าวระบุว่า ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังโพสต์ของสถานทูตสหรัฐฯ ถูกเผยแพร่ มีการแสดงความคิดเห็นกว่า 4,700 ข้อความหลั่งไหลเข้าไป โดยราว 90% เรียกร้องให้สหรัฐฯ ใช้มาตรการแข็งกร้าวกับรัฐบาลทหารเมียนมาเช่นเดียวกับที่ทำกับเวเนซุเอลา

ชาวเน็ตระบุว่า ประชาชนเมียนมาขอบคุณสหรัฐฯ เสมอมา แต่รัฐบาลทหารเมียนมาไม่ฟังเสียงประชาชน ขณะที่อีกความเห็นเขียนว่า “ได้โปรดมาจับหัวหน้าแก๊งค้ายาและแก๊งสแกมเมอร์ มิน อ่อง หล่าย ด้วย” ขณะที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตหลายรายระบุว่า วันเอกราชเมียนมาไม่อาจมีความหมายได้ ตราบใดที่ประเทศยังอยู่ภายใต้เผด็จการทหารและประชาชนยังถูกสังหาร จับกุม และกดขี่อย่างต่อเนื่อง

นักวิเคราะห์ชี้ว่า กระแสเรียกร้องดังกล่าวสะท้อนความคับแค้นใจอย่างลึกซึ้งของชาวเมียนมา ซึ่งสื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นหนึ่งในช่องทางสุดท้ายในการร้องขอความคุ้มครองจากนานาชาติ แม้หลายฝ่ายยอมรับว่าการแทรกแซงโดยตรงของสหรัฐฯ เป็นไปได้ยากจากข้อจำกัดด้านกฎหมายระหว่างประเทศและภูมิรัฐศาสตร์.

ที่มา Irrawaddy

ไม่พลิกโผ พรรคหนุนกองทัพเมียนมาคว้าชัยเลือกตั้งเฟสแรก กวาดที่นั่งสภาล่างเกือบ 90%

ไม่พลิกโผ พรรคหนุนกองทัพเมียนมาคว้าชัยเลือกตั้งเฟสแรก กวาดที่นั่งสภาล่างเกือบ 90%

6 ม.ค. 2569 08:57 น.

ไม่พลิกโผ พรรคหนุนกองทัพเมียนมาคว้าชัยเลือกตั้งเฟสแรก กวาดที่นั่งสภาล่างเกือบ 90%

พรรคสหภาพสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกองทัพเมียนมา คว้าชัยชนะถล่มทลายในการเลือกตั้งเฟสแรก โดยครองเก้าอี้ เกือบ 90% ของที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร

ผลคะแนนอย่างเป็นทางการชุดล่าสุดที่เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ 5 มกราคม ระบุว่าพรรคสหภาพสามัคคีและการพัฒนา หรือ USDP ได้ครอง เกือบ 90% ของที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร ในการเลือกตั้งเฟสแรก

การเลือกตั้งดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเลือกตั้งแบบแบ่งเฟสตลอดหนึ่งเดือน ซึ่งกองทัพเมียนมาระบุว่าเป็นกระบวนการคืนอำนาจให้ประชาชน หลังการรัฐประหารเมื่อปี 2021 ที่โค่นล้มรัฐบาลพลเรือนของ อองซาน ซูจี แต่บรรดานักการทูตตะวันตกและนักเคลื่อนไหวด้านประชาธิปไตยต่างมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเพียง กลยุทธ์สร้างภาพใหม่ให้ระบอบทหาร มากกว่าจะเป็นการเลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม

จากการรวบรวมข้อมูลผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการของสำนักข่าว AFP ระหว่างวันศุกร์ถึงวันจันทร์ พบว่า พรรค USDP ชนะไป 89 จาก 102 ที่นั่งในสภาล่าง ที่เปิดให้เลือกตั้งในเฟสแรก คิดเป็นมากกว่า 87% ของที่นั่งทั้งหมดในรอบนี้ ส่วนที่นั่งที่เหลือส่วนใหญ่ตกเป็นของพรรคขนาดเล็ก ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ต่าง ๆ

นักวิเคราะห์และองค์กรเฝ้าระวังประชาธิปไตยจำนวนมากระบุว่า USDP เป็นพรรคตัวแทนกองทัพ โดยชี้ให้เห็นถึงจำนวนอดีตนายทหารระดับสูงที่ดำรงตำแหน่งสำคัญภายในพรรค

ขณะที่การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก เนื่องจากนางอองซาน ซูจี วัย 80 ปี ยังคงถูกคุมขังแบบตัดขาดจากโลกภายนอก, พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ถูกยุบ และ ไม่มีชื่ออยู่ในบัตรเลือกตั้ง รวมถึงพรรคฝ่ายค้าน นักเคลื่อนไหว และผู้เห็นต่างจำนวนมากถูกปราบปรามหรือจับกุม

ย้อนกลับไปในการเลือกตั้งปี 2020 พรรค NLD เคยชนะถล่มทลายเหนือ USDP ก่อนที่กองทัพจะอ้างว่ามีการทุจริตอย่างกว้างขวาง และทำรัฐประหารยึดอำนาจในเวลาต่อมา

ซึ่งถึงแม้จะมีการเลือกตั้ง แต่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ร่างโดยกองทัพ กำหนดให้ 25% ของที่นั่งในสภาล่าง และ ตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญหลายกระทรวงยังถูกกันไว้ให้ทหารโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าผลเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร ขณะที่ผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการทั้งหมดจะประกาศหลังจบเฟสที่สามและเฟสสุดท้ายในวันที่ 25 มกราคม

ทั้งนี้ การรัฐประหารปี 2021 จุดชนวนให้เมียนมาตกอยู่ใน สงครามกลางเมือง เมื่อผู้ประท้วงฝ่ายประชาธิปไตยจับอาวุธตั้งกองกำลังต่อต้าน ร่วมมือกับกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธที่ต่อสู้กับรัฐบาลกลางมานาน

กลุ่มกบฏหลายฝ่ายประกาศชัดว่าจะขัดขวางการเลือกตั้งในพื้นที่ที่ตนควบคุม ขณะที่รัฐบาลทหารยอมรับว่าไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ทั่วประเทศ และกำลังเปิดปฏิบัติการทางทหารเพื่อยึดคืนพื้นที่จากฝ่ายต่อต้าน.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เมียนมา

จ่อถล่มโคลอมเบีย “ทรัมป์” กร้าวอ้างแหล่งผลิตยานรก ขู่ผู้นําเวเนซุเอลาให้ร่วมมือ

จ่อถล่มโคลอมเบีย "ทรัมป์" กร้าวอ้างแหล่งผลิตยานรก ขู่ผู้นําเวเนซุเอลาให้ร่วมมือ

จ่อถล่มโคลอมเบีย “ทรัมป์” กร้าวอ้างแหล่งผลิตยานรก ขู่ผู้นําเวเนซุเอลาให้ร่วมมือ

6 ม.ค. 2569 08:32 น.

“ทรัมป์” ห้าวไม่เลิก ขู่รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลาคนใหม่ หากไม่ทำตามสหรัฐฯ อาจต้องจ่ายแพงกว่าที่คิดฮึ่มใช้กำลังทหารโจมตีเวเนฯอีกครั้ง หากไม่ร่วมมือกับสหรัฐฯให้เข้าถึงแหล่งน้ำมันและทรัพยากรอื่นๆ ทั้งหมดของประเทศ พร้อมประกาศลั่นเล็งขยี้ “โคลอมเบีย” เป็นเป้าหมายต่อไปด้วยข้ออ้างเดิม มี

ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคม 5 รัฐเดโมแครต 1 หมื่นล้านดอลลาร์ อ้างทุจริต

ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคม 5 รัฐเดโมแครต 1 หมื่นล้านดอลลาร์ อ้างทุจริต

6 ม.ค. 2569 07:08 น.

ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคม 5 รัฐเดโมแครต 1 หมื่นล้านดอลลาร์ อ้างทุจริต

รัฐบาลทรัมป์เดินหน้าตัดงบประมาณสำหรับโครงการบริการสังคมใน 5 รัฐที่พรรคเดโมแครตบริหารจำนวนกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ อ้างความกังวลว่าจะนำเงินไปใช้ในทางทุจริต

เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยกับสำนักข่าว นิวยอร์ก โพสต์ เมื่อวันจันทร์ที่ 5 ม.ค. 2569 ว่า คณะทำงานของทรัมป์กำลังตัดงบประมาณสนับสนุนด้านบริการสังคมและการดูแลเด็กจำนวนกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ที่จัดสรรไว้ให้รัฐที่บริหารโดยพรรคเดโมแครต 5 แห่ง อ้างความกังวลว่าสวัสดิการเหล่านี้จะถูกนำไปใช้อย่างทุจริตโดยส่งต่อไปยังผู้ที่ไม่ได้ถือสัญชาติอเมริกัน

กระทรวงสาธารณสุขและบริการสังคม (HHS) จะทำการอายัดงบประมาณซึ่งมาจากภาษีประชาชน ในกองทุนพัฒนาการดูแลเด็ก (CCDF), โครงการช่วยเหลือชั่วคราวสำหรับครอบครัวที่ขัดสน (TANF) และโครงการเงินอุดหนุนบริการสังคม (Social Services Block Grant)

งบประมาณจากโครงการ TANF อย่างน้อย 7.35 พันล้านดอลลาร์ จะถูกสกัดกั้นไม่ให้ส่งไปยังรัฐแคลิฟอร์เนีย, โคโลราโด, อิลลินอยส์, มินนิโซตา และนิวยอร์ก ขณะที่หั่นงบฯ จากกองทุน CCDF จำนวนเกือบ 2.4 พันล้านดอลลาร์ และอีก 869 ล้านดอลลาร์จากโครงการเงินอุดหนุนบริการสังคม ไม่ให้ไปยัง 5 รัฐดังกล่าวเช่นกัน

การสั่งหยุดจ่ายงบประมาณดังกล่าวจะมีการประกาศผ่านจดหมายที่ส่งถึงแต่ละรัฐในวันจันทร์ โดยอ้างถึงความกังวลว่าสวัสดิการเหล่านี้ถูกนำไปใช้อย่างทุจริตโดยส่งต่อไปยังผู้ที่ไม่ได้ถือสัญชาติอเมริกัน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลทรัมป์เกิดขึ้นหลังจาก สำนักงานตรวจสอบของกระทรวงสาธารณสุขและบริการสังคม (HHS) ตรวจพบเมื่อกว่า 6 ปีก่อนว่า นครนิวยอร์กได้เรียกเก็บเงินสำหรับเงินอุดหนุนการดูแลเด็กจากรัฐบาลกลางอย่างไม่ถูกต้องเป็นจำนวนเงินกว่า 24.7 ล้านดอลลาร์

นอกจากนั้น นิวยอร์ก โพสต์ รายงานก่อนหน้านี้ว่า เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา HHS เคยส่งจดหมายถึงผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา ทิม วอลซ์ และนายกเทศมนตรีเมืองมินนิแอโพลิส เจคอบ เฟรย์ เพื่อสอบถามว่าเงินภาษีจำนวนหลายพันล้านดอลลาร์ได้ช่วยส่งเสริมการย้ายถิ่นฐานที่ผิดกฎหมายและไหลบ่าเข้ามาเป็นจำนวนมากของผู้อพยพอย่างผิดกฎหมายหรือไม่

การสอบถามเหล่านั้นตามมาด้วยการสืบสวนโดยกระทรวงการคลัง และคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อตรวจสอบกรณีอื้อฉาวเรื่องการทุจริตที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรหลายแห่งที่มีความเชื่อมโยงกับชุมชนชาวโซมาลีในพื้นที่เมืองมินนีแอโพลิส และ เซนต์พอล หรือที่เรียกกันว่า “ทวินซิตี้” (Twin Cities)

จากข้อมูลของศูนย์วิจัยพิว (Pew Research Center) ระบุว่า ณ ปี 2566 มีผู้อพยพผิดกฎหมายประมาณ 130,000 คนอาศัยอยู่ในมินนิโซตา ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 40,000 คนจากปี 2019 และคิดเป็นประมาณ 2% ของประชากรในรัฐ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่มินนิแอโพลิส-เซนต์พอล

อัยการรัฐบาลกลางได้ดำเนินคดีและลงโทษผู้กระทำผิดไปแล้วหลายสิบรายที่เกี่ยวข้องกับเงินจำนวน 250 ล้านดอลลาร์ที่ถูกขโมยไปโดยหนึ่งในองค์กรที่เชื่อมโยงกับชาวโซมาลีที่ชื่อ “Feeding Our Future” ซึ่งได้นำเงินที่ได้มาโดยมิชอบไปซื้อรถยนต์หรูและถือครองอสังหาริมทรัพย์

ขณะที่โจ ทอมป์สัน ผู้ช่วยอัยการสหรัฐฯ ประจำรัฐมินนิโซตา กล่าวหาในเวลาต่อมาว่า “ความรุนแรงของเรื่องนี้ไม่ถือว่าเกินจริงเลยและอ้างว่ากลุ่มมิจฉาชีพได้ยักยอกเงินไปมากถึง 9 พันล้านดอลลาร์แล้ว”

“สิ่งที่เราเห็นในมินนิโซตาไม่ใช่แค่กลุ่มคนไม่ดีไม่กี่คนที่ก่ออาชญากรรม แต่มันคือการทุจริตในระดับอุตสาหกรรมที่น่าตกใจมาก” ทอมป์สันบอกกับผู้สื่อข่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 18 ธ.ค.

ต่อมา นิก เชอร์ลีย์ ยูทูบเบอร์ชื่อดัง ได้เพิ่มแรงกดดันด้วยการลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์ดูแลเด็กประมาณ 10 แห่งในรัฐ ซึ่งได้รับเงินภาษีไปถึง 111 ล้านดอลลาร์ และรายงานของหนังสือพิมพ์ มินนิโซตา สตาร์ ทริบูน ในเวลาต่อมายืนยันว่า มีศูนย์เพียงไม่ถึงครึ่งจากจำนวนดังกล่าว ที่ดูเหมือนจะเปิดทำการจริง

วอลซ์ยอมรับถึงความกังวลเรื่องการทุจริตในการแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ ซึ่งเขาประกาศยุติการลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐเป็นสมัยที่สามอีกด้วย

“เราไม่สามารถดำเนินโครงการและบริการต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากเราไม่สามารถสร้างความไว้วางใจจากสาธารณชนได้” นายวอลซ์กล่าว ก่อนจะตอบโต้ประธานาธิบดีทรัมป์ว่า “เราจะชนะการต่อสู้กับพวกมิจฉาชีพ แต่เกมการเมืองที่เรากำลังเห็นจากฝั่งรีพับลิกันมีแต่จะทำให้การต่อสู้นั้นยากขึ้น”

ทางด้านทรัมป์ได้โต้กลับผ่านโพสต์บน Truth Social เมื่อวันจันทร์ว่า “ผู้ว่าการรัฐที่ฉ้อฉลของมินนิโซตาอาจจะต้องออกจากตำแหน่งก่อนครบวาระ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เขาจะไม่ได้ลงสมัครอีกครั้งเพราะเขาถูกจับได้แบบ ‘คาหนังคาเขา’ พร้อมกับ อิลฮาน โอมาร์ และเพื่อนชาวโซมาลีคนอื่น ๆ ของเขา ว่าขโมยเงินภาษีหลายหมื่นล้านดอลลาร์”

“ผมมั่นใจว่าความจริงจะปรากฏ และมันจะเผยให้เห็นกลุ่ม ‘คนสอพลอ’ ที่ไร้ศีลธรรมและร่ำรวยอย่างยิ่ง” ประธานาธิบดีระบุทิ้งท้าย

ขณะที่นาง เคิร์สเตน จิลลิแบรนด์ สว.จากรัฐนิวยอร์กสังกัดพรรคเดโมแครต ออกมาตำหนิการดึงงบประมาณกลับคืนในครั้งนี้อย่างรุนแรงว่า “การใช้อำนาจของรัฐบาลเพื่อทำร้ายชาวอเมริกันที่ขัดสนที่สุดนั้นเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรมและไม่สามารถยอมรับได้”

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการทุจริต แต่เป็นเรื่องของการแก้แค้นทางการเมืองที่ลงโทษเด็กยากจนที่ต้องการความช่วยเหลือ ฉันขอเรียกร้องให้ประธานาธิบดีทรัมป์ยกเลิกการอายัดงบประมาณนี้ และหยุดการโจมตีเด็ก ๆ ของเราอย่างหน้าไม่อายเช่นนี้” นางจิลลิแบรนด์ระบุในแถลงการณ์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nypost