ดีป้า สานต่อ ‘DJS’ รุ่นที่4 เสริมแกร่งผู้นำดิจิทัลรุ่นใหม่ ก้าวทันโลกยุค Quantum Computing

ดีป้า สานต่อ ‘DJS’ รุ่นที่4 เสริมแกร่งผู้นำดิจิทัลรุ่นใหม่ ก้าวทันโลกยุค Quantum Computing

ดีป้า สานต่อ ‘DJS’ รุ่นที่4 เสริมแกร่งผู้นำดิจิทัลรุ่นใหม่ ก้าวทันโลกยุค Quantum Computing

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เดินหน้าจัดหลักสูตร DIGITAL JUMPSTART (DJS) รุ่นที่ 4 มุ่งพัฒนาผู้บริหารรุ่นใหม่จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่มีอายุไม่เกิน 45 ปี ให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล ด้วยการเสริมองค์ความรู้และทักษะด้านดิจิทัลและอื่นๆที่สอดคล้องกับโลกยุคปัจจุบันและอนาคตพร้อมต่อยอดสู่การประยุกต์ใช้กับองค์กรของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมศึกษาเจาะลึกไปกับเทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Computing) ที่มีความซับซ้อนเกินกว่าขีดความสามารถของคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน หลักสูตรฯเตรียมพร้อมและยกระดับความสามารถของผู้เรียนสู่การทำงานจริงอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมให้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์และถอดบทเรียนจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศกว่า 40 ท่าน เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 15 กันยายน 2569 สอบถามเพิ่มเติมโทร 083-116-6581 หรืออีเมล์ depa.djsprogram@gmail.com

ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือdepa เปิดเผยว่า depa มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนให้สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม โดยจะจัดให้มีการเปิดอบรม หลักสูตร DIGITAL JUMPSTART (DJS) รุ่นที่ 4 ขึ้น หลังประสบความสำเร็จจากการอบรมไปแล้วทั้ง 3 รุ่นที่ผ่านมา สำหรับหลักสูตรฯ เพื่อเป็นการพัฒนาผู้บริหารรุ่นใหม่ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ให้ได้รับการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับโลกยุคปัจจุบันและอนาคต และนำไปประยุกต์ใช้กับองค์กรของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ในยุคที่โลกก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมด้วยการมาถึงของเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก พลวัตของเศรษฐกิจดิจิทัลในปี 2026 ได้เปลี่ยนผ่านจากเพียงการใช้งานเครื่องมือไปสู่การบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูง ให้เป็นโครงสร้างหลักของสังคมอย่างสมบูรณ์ พรมแดนใหม่ที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือ เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Computing) ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการประมวลผลข้อมูลที่มีความซับซ้อนเกินกว่าขีดความสามารถของคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในการแก้ไขปัญหาการจัดสรรทรัพยากรขั้นสูง (Optimization) และการสร้างความเชื่อมั่นด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศผ่านการเข้ารหัสลับยุคหลังควอนตัม (Post-Quantum Cryptography: PQC) ซึ่งจะกลายเป็นหัวใจสำคัญของการปกป้องข้อมูลในอนาคตอันใกล้”

ทั้งนี้ รากฐานที่ช่วยให้เทคโนโลยีขั้นสูงเหล่านี้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือการพัฒนาเครือข่ายสื่อสารอัจฉริยะอย่าง 5G-Advanced และการวางเส้นทางสู่ 6G ที่ทำหน้าที่เป็นกระดูกสันหลังในการเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์ อุปกรณ์ และปัญญาประดิษฐ์ (Intelligent Connectivity) ได้อย่างไร้รอยต่อ ความเร็วและความหน่วงที่ต่ำมากนี้ ช่วยกระตุ้นให้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ตัวแทน (Agentic AI) และระบบอัตโนมัติ สามารถดำเนินการและตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ในระดับที่ซับซ้อน ส่งผลให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมอัจฉริยะและเมืองอัจฉริยะในระดับมหาภาค ที่สามารถบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างยั่งยืน

 ​หลักสูตร DIGITAL JUMPSTART (DJS) รุ่นที่ 4 ครอบคลุมหัวข้อสำคัญ ได้แก่ Digital Big Data & AI, Digital Automation, Digital Connect และ Digital Access โดยมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีต่างๆเพื่อการพัฒนาองค์กร รับมือการเปลี่ยนแปลง และเสริมความรู้ในด้านการจัดการ (Management) การตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) และเทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Computing) เพื่อให้ผู้เข้าอบรมตระหนักถึงโอกาสและศักยภาพในการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด รูปแบบการเรียนผสมผสานระหว่างการบรรยาย การศึกษาดูงาน การประชุมปฏิบัติการ และการนำเสนอโครงการ ผู้เข้าร่วมอบรมจะได้รับความรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิกว่า 40 ท่าน จากหลากหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงมีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับองค์กรชั้นนำในประเทศ กว่า 10 หน่วยงานและต่างประเทศโดยเฉพาะการศึกษาดูงาน ณ เมืองเฉิงตู และฉงซิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเรียนรู้จากโมเดลเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล หุ่นยนต์ เป็นต้น

​กำหนดการศึกษาระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม 2569 – 13 กุมภาพันธ์ 2570 สัปดาห์ละ 1-2 วัน (ศุกร์-เสาร์) โดยมีชั่วโมงการศึกษารวมทั้งสิ้น 98 ชั่วโมง รวม 19 วัน โดยมีสถานที่อบรม ณ โรงแรม ควีนแลนด์ กรุงเทพฯ และ หน่วยงานเครือข่ายภายในประเทศและต่างประเทศ เปิดรับสมัครผู้เข้าอบรมจำนวนจำกัดไม่เกิน 60 ท่าน เริ่มตั้งแต่บัดนี้จนถึง 15 กันยายน 2569 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ โทร 083-116-6581 หรือ Email : depa.djsprogram@gmail.com

‘แม็คโคร–โลตัส’ ผนึกกำลังภาครัฐ เดินหน้าบริหารจัดการขยะส่งเสริมทะเลไทยยั่งยืน

‘แม็คโคร–โลตัส’ ผนึกกำลังภาครัฐ  เดินหน้าบริหารจัดการขยะส่งเสริมทะเลไทยยั่งยืน

‘แม็คโคร–โลตัส’ ผนึกกำลังภาครัฐ เดินหน้าบริหารจัดการขยะส่งเสริมทะเลไทยยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.59 น.

“แม็คโคร–โลตัส” ภายใต้ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) เดินหน้าตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินและขยะอาหารอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม โดยล่าสุด ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ “เทศบาลนครเกาะสมุย” ในการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินจาก “แม็คโคร–โลตัส” ทั้ง 20 สาขา บนเกาะสมุย เพื่อส่งต่อให้หน่วยงานต่าง ๆ นำไปสร้างประโยชน์สูงสุด พร้อมจัดกิจกรรมนำอาสาสมัคร และเยาวชนในพื้นที่ ร่วมเก็บขยะริมชายหาด ส่งเสริมจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม ผลักดันเกาะสมุยสู่เกาะไร้ขยะ ขับเคลื่อนการอนุรักษ์ธรรมชาติไทยให้ยั่งยืนต่อไป ซึ่งความร่วมมือระหว่าง ซีพี แอ็กซ์ตร้า และ เทศบาลนครเกาะสมุย ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ยังสามารถลดขยะอาหารและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ตามนโยบายของ ซีพี แอ็กซ์ตร้า การบริหารจัดการอาหารส่วนเกินอย่างเป็นระบบ มุ่งสู่การลดปริมาณขยะอาหารสู่หลุมฝังกลบเป็นศูนย์ ภายในปี 2573

ควบคู่กันนี้ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ยังดำเนินกิจกรรมการจัดการขยะระดับพื้นที่ชุมชน ผ่านกิจกรรม AXTRA Clean Ocean “ทะเลไทยยั่งยืน” ทำความสะอาดชายหาดทุกเดือนร่วมกับอาสาสมัครและชุมชนในพื้นที่ สร้างทัศนียภาพที่ดีให้ชุมชน เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว โดยกิจกรรมนี้ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่มุ่งขับเคลื่อนการจัดการขยะในพื้นที่ท่องเที่ยวและชุมชนสำคัญของประเทศและเป็นต้นแบบสำคัญที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นของประเทศไทยได้ในอนาคต

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ความพอเพียง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ความพอเพียง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ความพอเพียง

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ มีป่าแห่งหนึ่ง สัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลายต่างอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข พวกเขามีอาหาร มีน้ำ และมีที่อยู่อาศัยอย่างพอเพียงต่อความต้องการ ไม่มีสัตว์ตัวใดที่ต้องอดอยากหรือลำบาก

แต่แล้ววันหนึ่ง ก็มีข่าวลือแพร่สะพัดทางอินเทอร์เน็ตไปทั่วป่าว่า มีเมืองใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากป่า  มีอาหารมากมาย มีสิ่งของสวยงาม และมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย   แล้วมีกระต่ายตัวหนึ่งมีความใฝ่ฝันอยากจะมีชีวิตที่หรูหราเหมือนกับสัตว์  จึงตัดสินใจที่จะออกเดินทางไปเมืองใหญ่ โดยไม่ฟังคำทัดทานของเพื่อน ๆ และครอบครัว

เมื่อกระต่ายน้อยไปถึงเมืองใหญ่ เขาก็ได้พบกับความจริงที่ไม่คุ้นเคย    ชีวิตในเมืองไม่ได้สวยงามอย่างที่เขาคิด เต็มไปด้วยการแข่งขัน การเอารัดเอาเปรียบ และความเห็นแก่ตัว กระต่ายน้อยต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาซื้อสิ่งของที่จำเป็น แต่เขาก็ไม่เคยมีความสุขเลย

วันหนึ่ง กระต่ายน้อยได้พบกับเต่าสูงอายุที่อยู่ในเมืองใหญ่มานาน     เต่าชราได้เล่าให้กระต่ายน้อยฟังถึงความสุขที่แท้จริง ว่า ไม่ได้อยู่ที่การมีสิ่งของมากมาย แต่อยู่ที่การรู้จักพอเพียงกับสิ่งที่เรามี และการทำประโยชน์ต่อผู้อื่น

กระต่ายน้อยได้ฟังดังนั้นก็เริ่มคิดได้ เขาคิดถึงเพื่อน ๆ และครอบครัวที่อยู่ในป่า เขาคิดถึงชีวิตที่เรียบง่ายแต่มีความสุข เขาจึงกลับไปยังบ้านป่าของเขา

โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากเพื่อน ๆ และครอบครัว เขาได้เรียนรู้ว่า ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่การรู้จักพอเพียงกับสิ่งที่เรามี และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข

การกระทำของกระต่ายน้อยในนิทานนี้ เป็นการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10  ข้อ  8  การเปิดใจเรียนรู้ รับฟังสิ่งที่ดี แล้วนำไปปฏิบัติ (ธัมมัสสวนมัย)   เพราะกระต่ายรับฟังคำสอนของเต่า

นิทานเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า ความพอเพียงเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิต การรู้จักพอเพียงจะทำให้เรามีความสุขและไม่เดือดร้อน

ข้อคิด:   ความพอเพียงคือ ปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  พระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทย เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตให้มีความสุช โดยให้คำนึงถึงความสมดุลระหว่างความต้องการกับสิ่งที่พึงมีพึงได้   ไม่ให้มากเกินไปและไม่ให้น้อยเกินไป      การประหยัดเป็นส่วนหนึ่งของความพอเพียง   ความพอเพียงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีทรัพย์มากหรือน้อย  คนมีมากก็ใช้มากได้  แต่คนมีน้อยต้องใช้น้อย  ไม่ใช้เกินตัวจนมีหนี้สิน

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย” This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

‘รูมาตอยด์’ โรคข้ออักเสบจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

‘รูมาตอยด์’ โรคข้ออักเสบจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

‘รูมาตอยด์’ โรคข้ออักเสบจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis หรือ RA) คือโรคข้ออักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่งที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะทำลายเนื้อเยื่อของตัวเองโดยไม่ได้ตั้งใจ ส่งผลให้เกิดการอักเสบในบริเวณ “ข้อเล็ก” เช่น ข้อมือ นิ้วมือ และนิ้วเท้า และอาจเกิดการบวม แดง ร้อน เกิดอาการเจ็บปวด และมักมีความฝืดของข้อในช่วงเช้า เป็นเวลานานกว่า 30 นาทีและเนื้อเยื่อรอบข้อ อาจส่งผลต่ออวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย หากผู้ป่วยปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา อาจทำให้บริเวณข้อเสียหายหรือผิดรูป และส่งผลต่ออวัยวะอื่น เช่น ปอด หัวใจ หรือหลอดเลือดได้

นพ. เกรียงศักดิ์ เล็กเครือสุวรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน คลินิกระงับปวด และผ่าตัด ข้อสะโพก ข้อเข่า ข้อไหล่ โรงพยาลเวิลด์เมดิคอล ให้ข้อมูลว่า สาเหตุของการเกิดโรครูมาตอยด์  ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ปัจจัยที่เกี่ยวข้องอาจรวมถึง  พันธุกรรม  สิ่งแวดล้อม  ฮอร์โมน  โดย ผู้ป่วยที่มีโรครูมาตอยด์มักมีอาการดังต่อไปนี้ ปวดข้อเรื้อรัง บริเวณ ข้อ เช่น ข้อนิ้ว ข้อมือ ข้อเข่า ข้อบวมและอักเสบ บวม แดง ร้อน และกดเจ็บ, อาการข้อติดในตอนเช้า ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกว่าข้อแข็ง ขยับลำบาก อาการอาจใช้เวลาหลายนาทีหรือหลายชั่วโมงกว่าจะดีขึ้น รวมทั้งอากาอาจรเกิดในหลายข้อพร้อมกัน มักเกิดในข้อเล็ก ๆ เช่น ข้อนิ้ว ข้อมือ โดยมีลักษณะอาการสมมาตร (ทั้งสองข้างของร่างกาย)

ผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ห้ามกินอะไรบ้าง?  อาหารที่มีไขมันทรานส์สูง เช่น ขนมกรุบกรอบ เบเกอรีที่มีเนยขาว หรืออาหารแปรรูป ไขมันทรานส์สามารถกระตุ้นการอักเสบและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ, น้ำตาลและอาหารที่มีน้ำตาลสูง เช่น น้ำอัดลม ขนมหวาน ลูกอม หรืออาหารที่มีการเติมน้ำตาลมาก เพราะน้ำตาลสามารถกระตุ้นการอักเสบและเพิ่มระดับสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบในร่างกาย, เนื้อแดงและเนื้อแปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน หรือแฮม เนื้อแดงมีกรดอะแรคิโดนิก (Arachidonic acid) ซึ่งอาจกระตุ้นการอักเสบ, อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น เนย มาการีน ชีส หรือผลิตภัณฑ์นมที่มีไขมันเต็มส่วน โดยไขมันอิ่มตัวอาจกระตุ้นการอักเสบและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังอื่นๆ

อาหารที่มีเกลือสูง อาหารหมักดอง อาหารกระป๋อง เกลืออาจกระตุ้นการอักเสบและส่งผลเสียต่อสุขภาพกระดูกและข้อ, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปอาจกระตุ้นการอักเสบและลดประสิทธิภาพของการรักษาด้วยยา, กลูเตน (สำหรับผู้ป่วยบางราย) ผู้ป่วยบางคนอาจไวต่อกลูเตน (พบในแป้งสาลี ข้าวบาร์เลย์ และข้าวไรย์) ซึ่งอาจกระตุ้นอาการอักเสบในบางกรณี, อาหารทอดหรือปิ้งย่างที่มีการไหม้เกรียม สารที่เกิดจากการไหม้หรือทอดน้ำมันท่วม เช่น อะคริลาไมด์ (Acrylamide) อาจเพิ่มการอักเสบในร่างกาย

อาหารที่ควรรับประทานแทน มีดังนี้ ผักและผลไม้ เช่น บลูเบอร์รี่ ส้ม ผักใบเขียว, ปลาที่มีไขมันสูง เช่น แซลมอน แมคเคอเรล (โอเมก้า-3 ลดการอักเสบ), ถั่วและเมล็ดพืช เช่น อัลมอนด์ วอลนัท, ธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น ข้าวโอ๊ต ควินัว,เครื่องเทศ เช่น ขมิ้นและขิง (มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ)

การรักษา เริ่มจากการใช้ ยา เช่น ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs), ยากลุ่มสเตียรอยด์ และยากดภูมิคุ้มกัน,กายภาพบำบัด ช่วยลดอาการปวดและเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ, การผ่าตัด (ในกรณีรุนแรง) เช่น การเปลี่ยนข้อ

แม้โรครูมาตอยด์จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และแม้ว่าโรคจะสงบแล้วก็อาจกลับมาเป็นได้อีก  แต่การรักษาในปัจจุบันสามารถช่วยควบคุมโรค ลดอาการ และป้องกันความเสียหายของข้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ การดูแลตัวเองและการรักษาอย่างสม่ำเสมอมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและลดผลกระทบจากโรคในระยะยาว

หากมีข้อสงสัยเกี้ยวกับอาหารของโรค สามารถขอรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน คลินิกระงับปวด และผ่าตัด ข้อสะโพก ข้อเข่า ข้อไหล่ ได้ที่โทร 02-836-9999 ต่อ *2621

‘สร้างคุณค่า สร้างรายได้ สู่สังคมสูงวัย’ พกฉ.คว้ารางวัล ‘ระดับดีเด่น’ ส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ

‘สร้างคุณค่า สร้างรายได้ สู่สังคมสูงวัย’ พกฉ.คว้ารางวัล ‘ระดับดีเด่น’ ส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ

‘สร้างคุณค่า สร้างรายได้ สู่สังคมสูงวัย’ พกฉ.คว้ารางวัล ‘ระดับดีเด่น’ ส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) หรือ พกฉ. รับรางวัล “องค์การที่ส่งเสริมการจ้างงานและการมีรายได้สำหรับผู้สูงอายุ ระดับดีเด่น” เนื่องในวันผู้สูงอายุแห่งชาติ ประจำปี 2569 จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยมี นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ พกฉ. ในการเป็น “พิพิธภัณฑ์มีชีวิตที่สร้างชีวิต” ที่ขับเคลื่อนภารกิจตามศาสตร์พระราชาและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ผ่านการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยของประเทศ

พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวว่า รางวัลระดับดีเด่นในครั้งนี้ ถือเป็นกำลังใจสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจขององค์กรให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดย พกฉ. มุ่งสร้าง “พื้นที่แห่งโอกาส” ให้ผู้สูงอายุได้มีบทบาท มีคุณค่า และมีศักดิ์ศรี สามารถนำองค์ความรู้ ภูมิปัญญา และประสบการณ์มาถ่ายทอดสู่คนรุ่นหลัง ผ่านแนวคิด “พิพิธภัณฑ์มีชีวิต” ที่เปิดโอกาสให้ทุกช่วงวัยได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

“พกฉ. ให้ความสำคัญกับการมองผู้สูงอายุในฐานะ “พลังของสังคม” ไม่ใช่เพียงผู้รับการดูแล แต่เป็นคลังภูมิปัญญาที่มีคุณค่า โดยได้นำองค์ความรู้ด้านการเกษตร วิถีชีวิต และการพึ่งพาตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาบูรณาการเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ อาทิ การถ่ายทอดองค์ความรู้ การสาธิตอาชีพ และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมตลาดเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งช่วยสร้างรายได้และเสริมคุณภาพชีวิตให้ผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน พร้อมเชื่อมโยงสู่การเรียนรู้ของประชาชนทุกช่วงวัย” ผู้อำนวยการ พกฉ. กล่าว

ทั้งนี้ พกฉ. มุ่งเดินหน้าพัฒนากิจกรรมและโครงการที่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรของประเทศ เพื่อสร้าง “สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต” ที่ทุกช่วงวัยสามารถมีส่วนร่วม สร้างคุณค่าสู่สังคมไทย และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมสูงวัยที่มีคุณภาพ มั่นคง และยั่งยืน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-529-2212-13, 087-359-7171 คลิกดูรายละเอียดได้ที่ http://www.wisdomking.or.th หรือ Facebook @wisdomkingmuseum

ย้อนรอยความวิจิตร ‘มมส ผสานศาสตร์ – ศิลป์’ ร้อยเรียงดอกรัก ตกแต่งเวทีรับปริญญา

ย้อนรอยความวิจิตร ‘มมส ผสานศาสตร์ – ศิลป์’ ร้อยเรียงดอกรัก ตกแต่งเวทีรับปริญญา

ย้อนรอยความวิจิตร ‘มมส ผสานศาสตร์ – ศิลป์’ ร้อยเรียงดอกรัก ตกแต่งเวทีรับปริญญา

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ภาพความงดงามตระการตาของ “ดอกรัก” นับหมื่นดอกที่บรรจงร้อยเรียงเป็นลวดลายวิจิตร ยังคงเป็นภาพจำแห่งความภาคภูมิใจที่เกิดขึ้นในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประจำปีการศึกษา 2567 ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เมื่อวันที่ 27 – 28 เมษายน 2569 ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 ที่ผ่านมา โดยเบื้องหลังความวิจิตรของเวทีแห่งเกียรติยศนี้ คือผลงานการผสานศาสตร์และศิลป์จากพลังของนิสิตจิตอาสาคณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์ และบุคลากร มมส กว่า 40 ชีวิต ที่ได้ร่วมกันถ่ายทอดเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมลงบนงานฝีมืออย่างประณีต

อาจารย์ว่าที่ร้อยตรี ดร.เกิดศิริ นกน้อย ผู้ควบคุมและออกแบบเวที ได้วางแนวคิดหลักโดยหยิบยกวาทกรรมอัตลักษณ์ “มอน้ำชี ศรีโรจนากร” มาเป็นแกนหลักในการออกแบบ เพื่อสื่อถึงการเป็นมหาวิทยาลัยแห่งลุ่มแม่น้ำชีผู้สร้างสรรค์ปัญญา พร้อมตอกย้ำความเป็นศูนย์กลางศิลปวัฒนธรรมอีสานด้วยการนำ “อักษรไทยน้อย” มาเป็นองค์ประกอบสำคัญ สอดรับกับการเลือกใช้โทนสีที่มีนัยยะเชิงสัญลักษณ์ ทั้งสีขาวและสีเหลืองที่สะท้อนถึงความอ่อนน้อมและความเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรม ตัดกับสีเทาที่สื่อถึงแสงแห่งปัญญาและความมั่นคงทางความคิดของบัณฑิต

ความโดดเด่นที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของเวทีในปีนี้ คือการนำภาพสัตว์สัญลักษณ์ประจำรุ่นของนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม 4 ชนิด มาร้อยเป็นลวดลายประดับ เพื่อสะท้อนคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ได้แก่ “รุ่นเสือดาว” ที่สื่อถึงความแคล่วคล่องว่องไว “รุ่นจามรี” ที่สะท้อนระเบียบวินัยและความเข้มแข็ง “รุ่นภุมริน” หรือพึ่งพาที่แสดงถึงความสามัคคีเสียสละ และ “รุ่นมฤคมาศ” ที่สื่อถึงความสง่างามและการเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน

ความสำเร็จของผลงานอันทรงคุณค่านี้ เกิดจากการบูรณาการความเชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วน ทั้งด้านการออกแบบ โดย อาจารย์ว่าที่ร้อยตรี ดร.เกิดศิริ นกน้อย และนายจิรยุทธ์ สุดสังข์ การดูแลอักษรไทยน้อย โดย ผศ.ดร.ราชันย์ นิลวรรณาภา และการออกแบบลายสัตว์สัญลักษณ์ โดยอาจารย์นพพล นุชิตประสิทธิชัย

“ดอกรักทุกดอกที่ถูกร้อยเรียงด้วยความตั้งใจจึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับเวทีที่สวยงาม แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความรัก ความผูกพัน และความยินดีจากใจชาวรั้วเหลือง-เทา ที่มีต่อบัณฑิตทุกคนในวันที่ก้าวออกไปเติบโตและสร้างสรรค์คุณประโยชน์ให้แก่สังคมสืบไป”

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้าจิจิบุ (Chichibu Shrine) เมืองไซตะมะ

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้าจิจิบุ (Chichibu Shrine) เมืองไซตะมะ

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้าจิจิบุ (Chichibu Shrine) เมืองไซตะมะ

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ญี่ปุ่นเป็นเมืองที่มีความมหัศจรรย์จนเกินบรรยาย เพราะมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เป็นเมืองแห่งเทคโนโลยี เป็นเมืองแห่งรถยนต์ชั้นนำของโลก แต่ขณะเดียวกันก็เป็นเมืองที่มีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์อันแสนลึกล้ำ มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่ย้อนหลังไปได้ยาวนานกว่าพันปี เป็นเมืองที่พูดได้ว่าทั้งศิลปะและวิทยาศาสตร์ผสมกลมกลืนกันอย่างลงตัวมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกใบนี้ 

เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกที่ผู้คนต่าง ๆ นานาจากทั่วทุกมุมของโลกต่างพากันไปเยี่ยมเยือนญี่ปุ่นตลอดเวลา บางคนอาจไปญี่ปุ่นด้วยเหตุผลทางด้านการค้าพาณิชย์ แต่ทุกครั้งที่ไปก็ต้องไปกราบไหว้ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่มากมายจนบรรยายได้ไม่หมดไม่สิ้น สมกับคำเล่าลือบอกกล่าวที่ว่าเพราะญี่ปุ่นมีรากเหง้าของสังคมที่ลึกล้ำมาก จึงทำให้ศิลปวัฒนธรรมของโบร่ำโบราณสามารถฝังรากลงลึกแล้วดำรงคงอยู่มาได้จนถึงปัจจุบัน และต่อให้มีเทคโนโลยีทันสมัยเกิดขึ้นตามมา ก็ไม่สามารถทำลายล้างรากเหง้าแห่งอารยธรรมลงได้ ซึ่งต่างจากเมืองที่รากเหง้าวัฒนธรรมไม่หยั่งลงลึก ดังนั้น เมื่อมีวัฒนธรรมต่างด้าวเข้ามาแทรกซึมรุกราน ก็ทำให้หลงลืมรากเหง้าของตนเองได้โดยง่าย

วันนี้ Mr. Flower พาคุณไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอพรที่ศาลเจ้าจิจิบุ จังหวัดไซตะมะ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโตเกียวไม่มากนัก โดยหลายคนมักบอกว่านั่งรถไฟออกจากสถานีอิเคะบุคุโระ (Ikebukuro) แล้วไปลงที่สถานี Seibu-Chichibu จากนั้นก็นั่งรถต่อ หรือเดินไปยังศาลเจ้าจิจิบุ โดยดูตามแผนที่ซึ่งมีแจกที่สถานีรถไฟ หรือขอได้จาก tourists center ของเมืองจิจิบุ 

อันที่จริงเมื่อไปถึงจิจิบุแล้ว ต้องไปเที่ยวไปชมอีกหลายสถานที่ และต้องไปกินโซบะแสนอร่อยประจำเมือง ที่เรียกได้ว่าเป็น real soft power ของเมือง และเป็น 0TOP แท้ ๆ ของจิจิบุ แต่วันนี้ขอพูดถึงเฉพาะศาลเจ้าจิจิบุเท่านั้น เพราะมีพื้นที่นำเสนอข้อมูลและเรื่องราวจำกัดมาก แล้วก็ขอย้ำว่าเมืองนี้มีเทศกาลแห่ขบวนเกี้ยวประดับไฟประจำเมืองที่สุดแสนยิ่งใหญ่ คือจิจิบุโยมัตทสึริ จัดในช่วงต้นเดือนธันวาคม (วันหน้าจะพาไปเที่ยวนะครับ)

ศาลเจ้าจิจิบุ มีประวัติความเป็นมาถึง 2,100 ปี ตัวศาลเจ้าปัจจุบันถูกระบุว่าได้รับการบูรณะในปี 1592 โดยการสนับสนุนของโชกุนโตกุกาวะ อิเอยาสึ จึงนับเป็นโบราณสถานแห่งหนึ่งของไซตะมะ ศาลเจ้านี้ได้รับศรัทธาอย่างมากมายมหาศาลจากชาวเมืองและชาวญี่ปุ่น เพราะเชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ผู้คนจึงพากันไปกราบไหว้ขอพรกันเป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วง Golden Week ของญี่ปุ่น (ปลายเดือนเมษายนถึงสัปดาห์แรกของพฤษภาคม) จะมีผู้คนมากมายพากันไปขอพร ขอโชคของลาภไม่ขาดสาย

ตัวอาคารของศาลเจ้าทำด้วยไม้ และมีภาพแกะสลักประดับประดาอย่างสุดแสนวิจิตรอลังการ มีทั้งภาพมนุษย์ สรรพสัตว์ อาทิ มังกร เสือ ลิง นกกระเรียน นกฮูก และบรรดาสัตว์ในเทพนิยายตามความเชื่อของศาสนาชินโต รวมถึงภาพแกะสลักเป็นก้อนเมฆ สายน้ำ และปวงเทพเจ้า เป็นต้น จุดเด่นของภาพแกะสลักคือมีสีสันสดใสสะดุดตาเป็นอย่างมาก ภาพสำคัญคือลิงสามตัวปิดปาก ปิดตา ปิดหู ที่เรียกว่าโอเก็งกิซันซะรุ และภาพเสือสามตัว ตามประวัติระบุว่าช่างแกะสลักไม้รายนี้คือคนเดียวกับช่างแกะสลักลวดลายบนศาลเจ้าโทโชกุ เมืองนิกโก

อันที่จริงเมืองจิจิบุ อยู่ไม่ไกลจากคาวาโกเอะ เมืองที่นักท่องเที่ยวไทยจำนวนไม่น้อยรู้จักดี เพราะนิยมไปแต่งชุดกิโมโน และชุดฮากามะ แล้วเดินไปบนถนนในคาวาโกเอะ แต่ทว่าคนไทยบางคนก็ไปแวะเฉพาะที่คาวาโกเอะ โดยไม่ได้ไปเที่ยวเมืองจิจิบุ ซึ่งหากวันหน้าคุณไปคาวาโกเอะ ก็ขอให้ไปแวะเที่ยวชมเมืองจิจิบุด้วย รับรองจะได้สัมผัสมนต์เสน่ห์ของเมืองเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวน่าสนใจ พร้อมด้วยของกินอร่อย ดอกไม้สวยในช่วงต้นฤดูร้อน แต่หากไปหน้าหนาวก็รับรองหนาวจับขั้วหัวใจ ได้สัมผัสหิมะอย่างแน่นอน

หากคุณสนใจจะไปสัมผัสเสน่ห์แท้ ๆ ของญี่ปุ่น ก็ขอให้เตรียมตัวไว้ เพราะหลังจากเหตุวุ่นวายในตะวันออกกลาง อันเกิดจากกระทำบ้า ๆ บอ ๆ ของโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ จบสิ้นลงไป เราก็น่าจะมีโอกาสไปท่องเที่ยว ไปเปิดหูเปิดตา ไปสัมผัสความงดงามในแง่มุมต่าง ๆ ของโลกใบนี้ด้วยกัน ขอแค่เพียงให้เรามีสุขภาพแข็งแรงดีมากพอที่จะเดินทางท่องเที่ยวได้ และก็มีทุนทรัพย์เพียงพอกับการเดินทาง เพียงแค่นี้เราก็จะได้ไปสัมผัสความงดงามของโลกด้วยกัน หากคุณสนใจร่วมเดินทางท่องเที่ยวแบบละมุนละไม ค่อย ๆ ละเลียดความสุนทรีย์ของแหล่งท่องเที่ยว โดยไม่รีบไม่ร้อน เที่ยวแบบกลุ่มเล็ก ๆ กับ Mr. Flower โปรดติดต่อ 091 7233615 ครับ

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ มนุษย์หินโสโครก

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ มนุษย์หินโสโครก

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ มนุษย์หินโสโครก

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…มีเรือลำหนึ่งออกเดินทางข้ามมหาสมุทรแห่งชีวิต ทุกคนบนเรือต่างใฝ่ฝันจะไปถึง “ฝั่งแห่งความสำเร็จ” แต่ในท้องทะเลนั้น ไม่ได้มีแค่คลื่นลมที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ยังมี “โขดหินโสโครก” ที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำ หากเรือชนหินเข้าไปก็อาจอับปางโดยไม่รู้ตัว

ลอร์ด เบเดน โพเอล หรือ บีพี บิดาแห่งลูกเสือโลก เคยเตือนไว้ ในหนังสือ “การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ”   “Rovering to Success”ว่า โขดหินเหล่านี้เปรียบเหมือน “มนุษย์หินโสโครกทั้งห้า” ที่เราต้องระวังในการคบหา

1.คนหยิ่งยโส…..คือคนที่ชอบดูถูกผู้อื่น เหมือนยืนบนยอดเขาแล้วมองลงมาอย่างดูแคลน พวกเขาหลงในยศตำแหน่งและฐานะ แต่ขาดหัวใจแห่งความเป็นพี่น้อง จงระลึกเสมอว่า ความอ่อนน้อมถ่อมตนคือสะพานสู่มิตรภาพที่แท้จริง

2.คนอวดรู้   เป็นคนที่พูดเก่งเหลือเกิน พูดได้ทุกเรื่อง แต่เมื่อถึงเวลาลงมือทำกลับหายตัวไป เหมือนเรือที่มีเสียงดังแต่ไร้พลังขับเคลื่อน   เรื่องนี้สอนว่า  การกระทำสำคัญกว่าคำพูดที่สวยหรู

3.คนมักใหญ่ใฝ่สูง  เป็นคนที่พร้อมเหยียบไหล่เพื่อนเพื่อปีนขึ้นไปสูงกว่า เหมือนนักปีนเขาที่ไม่สนใจใครนอกจากตนเอง   ดังนั้น ความทะเยอทะยานที่ไร้คุณธรรมจะนำไปสู่ความโดดเดี่ยว

4.คนเอาแต่ได้  เป็นคนที่ชอบชุบมือเปิบจากหยาดเหงื่อของผู้อื่น ฉลาดหาช่องทางผลประโยชน์ แต่ไม่เคยคิดเสียสละเพื่อส่วนรวม     ต้องระลึกเสมอว่า การแบ่งปันและเสียสละคือพลังที่ทำให้สังคมมั่นคง

5.นักจูงใจเจ้าเล่ห์   คือคนที่ใช้คำพูดสละสลวยเพื่อหลอกล่อ เหมือนงูที่ซ่อนพิษไว้ในถ้อยคำ พวกเขาอาจทำให้เราหลงเชื่อโดยไม่ทันระวัง  ดังนั้น จงฟังหูไว้หู และใช้สติพิจารณาก่อนเชื่อสิ่งใด

โขดหินโสโครกเหล่านี้ไม่ได้มีอยู่แค่ในคนอื่น บางครั้งมันอาจก่อตัวขึ้นในใจเราเองด้วย ดังนั้นจงเป็นผู้พายเรือของตนเองด้วยความซื่อสัตย์ มีสติ และไม่เป็นภาระแก่ผู้อื่น แล้วเรือชีวิตของเราจะไปถึงฝั่งฝันได้อย่างสง่างามและปลอดภัย

การอ่าน หนังสือที่มีประโยชน์ของเบเดน โพเอล เป็นการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10 (ธัมมสวนมัย)   ที่สอนให้ระวัง รับมือกับคนไม่ดี 5 ประเภท   ให้ใช้สติพิจารณาคำชักจูงที่สวยหรูแต่อาจแฝงด้วยพิษร้าย  จงฟังหูไว้หู  อย่าหลงเชื่อคนโกง อย่าปลงใจเชื่ออะไรโดยง่าย  ต้องตรวจสอบจ้อมูลข่าวสาร หรือหลักธรรมด้วยสติ  ไตร่ตรองด้วยปัญญาของตนเองอย่างรอบคอบ  แยกสิ่งผิดออกจากสิ่งถูกให้ดีเสียก่อน 

ผู้สนใจหนังสือเรื่อง “การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ” ภาษาไทย  สามารถเปิดอ่านได้ฟรีจากอีบุ๊คในเวปของกระทรวงศึกษาธิการ   https://www.moe.go.th/e-book/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1/ 

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย” This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

Science Update : มันฝรั่งกระทบพันธุกรรมของชาวแอนดีส

Science Update : มันฝรั่งกระทบพันธุกรรมของชาวแอนดีส

Science Update : มันฝรั่งกระทบพันธุกรรมของชาวแอนดีส

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การศึกษาใหม่โดยนักวิจัยจาก UCLA และ University at Buffalo ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications เผยให้เห็นว่าอาหารที่เน้นมันฝรั่งเป็นหลักได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อพันธุกรรมของชาวแอนดีส (Andean people) ในช่วง 6,000-10,000 ปีที่ผ่านมา

ชาวพื้นเมืองในเทือกเขาแอนดีส โดยเฉพาะผู้พูดภาษาเกชัว (Quechua) มีจำนวนสำเนาของยีน AMY1 ซึ่งผลิตเอนไซม์อะไมเลสในน้ำลายเพื่อย่อยแป้ง เฉลี่ยสูงถึง 10 สำเนา ซึ่งมากกว่าประชากรกลุ่มอื่น ๆ ทั่วโลกประมาณ 2-4 สำเนา การมีสำเนาของยีนนี้มากขึ้น ช่วยให้ร่างกายย่อยอาหารประเภทแป้งได้มีประสิทธิภาพตั้งแต่อยู่ในปาก นักวิจัยพบว่าผู้ที่มีสำเนาของยีนนี้มากกว่า 10 สำเนา มีความได้เปรียบในการอยู่รอดหรือการสืบพันธุ์เพิ่มขึ้นประมาณ 1.24% ต่อรุ่น

นักวิจัยยังได้เปรียบเทียบชาวแอนดีสกับชาวมายาในเม็กซิโก พบว่าชาวมายามีจำนวนสำเนา AMY1 น้อยกว่า เฉลี่ยอยู่ที่ 6 สำเนา เนื่องจากไม่ได้เน้นการเพาะปลูกมันฝรั่งเป็นอาหารหลักในระดับเดียวกัน

การเพิ่มขึ้นของจำนวนยีนนี้เกิดขึ้นหลายพันปีก่อนที่ชาวยุโรปจะเดินทางมาถึงอเมริกา จึงไม่ใช่ผลกระทบจากการลดลงของประชากร (genetic bottleneck) หลังยุคอาณานิคม

การค้นพบนี้ตอกย้ำว่า วิวัฒนาการของมนุษย์ยังคงดำเนินอยู่และสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมการกินได้อย่างรวดเร็วในช่วงเวลาเพียง 10,000 ปี

แหวกฟ้าหาฝัน : Modern Art Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Modern Art Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Modern Art Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวสายศิลป์ที่ชื่นชอบงานศิลปะรุ่นใหม่ คงไม่พอใจเพียงแค่เยือน National Museum Stockholm คงต้องหามิวเซียมแนว Moderna Art ให้เยือนให้ได้ ทั้งนี้เพราะสวีเดนไม่เพียงเป็นประเทศยุโรปที่ก้าวหน้ามาก งานออกแบบรุ่นใหม่ ๆ ของประเทศยังก้าวหน้ามากด้วย มิวเซียมที่ต้องเยือนให้ได้ก็คือ Modern Art Museum หรือ Moderna Museet ในภาษาสวีดิช มิวเซียมซึ่งตั้งอยู่บนเกาะSkeppsholmen ที่เปิดทำการครั้งแรกในปี 1958 นี้เป็นผู้นำมิวเซียมแนว Modern Art และ Contemporary Art ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป ที่นี่มีความแปลกจากมิวเซียมอื่น ๆ ในยุโรปตรงที่มีสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Sculpture Park ควบรวมไว้ด้วย ยิ่งกว่านั้นในสวนสาธารณะยังมีงานประติมากรรมน่ารัก ๆ จากศิลปินนานาชาติมากมายตกแต่งอยู่

งานประติมากรรมที่น่าสนใจที่สุดชุดหนึ่งที่ตกแต่งในสวนชื่อว่า Fantastic Paradise ซึ่งจัดทำขึ้นในปี 1966 โดย Niki de Saint Phalle และ Jean Tinguely งาน Fantastic Paradise นี้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกไม่ใช่ไว้เพื่อสวนสาธารณะแห่งนี้ แต่ทำเพื่อไว้ตกแต่งในงาน World Fair ที่ Montreal โดย Niki de Saint Phalle ได้สร้างงานประติมากรรมสีสันสดใสเป็นรูปผู้หญิงหุ่นอวบอิ่ม ร่วมกับงานประติมากรรมรูปสัตว์ และตัวประหลาดไว้มากมายตั้งไว้ตรงข้ามกับงานประติมากรรมเครื่องยนต์สีดำของ Jean Tinguely

Niki de Saint Phalle เกิดเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 1930 ที่ Neuilly-sur-Seine ใกล้กรุงปารีส พ่อของเธอเป็นนายธนาคาร ในขณะที่แม่ของเธอเป็นชาวอเมริกัน หลังเธอเกิด ธนาคารของพ่อเธอก็ปิดตัวลงอันเป็นผลมาจากเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ครอบครัวของเธอเลยย้ายไปอยู่ชานเมืองนิวยอร์ก แต่เธอกลับต้องอยู่กับยายที่ฝรั่งเศสก่อนจะย้ายไปอยู่กับบิดาภายหลัง แม่ของเธอเป็นคนเจ้าอารมณ์และชอบทำร้ายพี่น้องของเธออยู่บ่อย ๆ จนทั้งสองได้ฆ่าตัวตายในเวลาต่อมา เธอเองก็รู้สึกเกรงกลัวและชอบหลบอยู่ในครัว ยิ่งกว่านั้นเธอยังถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยบิดาตั้งแต่อายุเพียงแค่ 11 ปี หลังแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย เธอเริ่มสร้างสรรค์งานศิลปะแปลก ๆ เนื่องจากเธอไม่ได้เรียนศิลปะจริงจัง แนวคิดในการสร้างงานจึงเปิดกว้าง นอกจากนี้เธอยังทำงานร่วมกับศิลปิน นักเขียน และนักประพันธ์หลายคนจึงทำให้งานของเธอดูแปลกแยก ไม่มีแนวทางศิลปะที่แน่นอน จนมีความโดดเด่นแตกต่างจากศิลปินที่ได้เข้าเรียนศิลปะจริงจังอย่างเห็นได้ชัด งานของเธอที่เริ่มได้รับความสนใจจากสาธารณชนมาจากงานที่เธอรังสรรค์ผู้หญิงให้มีต้นแขนสั้น ๆ แต่มีสีสันสดใส รวมทั้งงานประติมากรรมรูปร่างเหมือนสัตว์ประหลาดจนถูกขนานนามว่า outsider art

Jean Tinguly เกิดวันที่ 22 พฤษภาคม 1925 ที่เมือง Fribourg สวิตเซอร์แลนด์ แต่เติบโตที่เมือง Basel เมื่ออายุได้ 15 ปีเขาเดินทางไป Albania ด้วยความหวังที่จะเข้าร่วมต่อสู้กับ Benito Mussolini และระบบฟาร์ซิสของอิตาลีผู้รุกรานสวิส แต่เขากลับถูกจับที่ชายแดน ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เขาเข้าเรียนกับ Julia Ris ศิลปินชื่อดังที่เมือง Basel และได้สัมผัสผลงานแนว Dadaism ปี 1951 เขาแต่งงานกับ Eva Aeppli และย้ายไปอยู่ปารีสและเข้าร่วมกับกลุ่ม Nouveau Realism งานศิลปะเชิงกลไกของเขาที่โด่งดังที่สุดคือ Homage to New York ประกอบด้วย ชิ้นส่วนกลไกที่หาได้ทั่วไป เช่น ล้อจักรยานหลายล้อ บอลลูนตรวจอากาศ เปียโน วิทยุ ธงชาติสหรัฐฯ เปลเด็ก และโถส้วมซึ่งทั่งหมดทาสีขาว นับจากนั้นมา เขาก็รังสรรค์ผลงานศิลปะเชิงกลไกขึ้นอีกมากมายซึ่งส่วนหนึ่งได้จัดแสดงคู่กับผลงานของ Niki de Saint Phalle ไว้ที่ Sculpture Park หน้า Modern Museum Stockholm ที่นักท่องเที่ยวสามารถสนุกสนานกับการถ่ายภาพได้ตั้งแต่ไม่ได้เข้าถึงภายในมิวเซียมได้นี่เอง