กรมชลฯร่วมสอบปมถมดินรุกล้ำคลอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707521

วันจันทร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายนรเศรษฐ สองทอง ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 14 กรมชลประทาน ชี้แจงกรณีการถมที่ดินรุกล้ำคลองธรรมชาติในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ว่าได้ตรวจสอบร่วมกับเทศบาลเมืองหัวหิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าคลองโคกเกลือบริเวณนอกเขตคันคลองชลประทาน1R-RMC1 ซึ่งเป็นคลองธรรมชาติ มีการถมดินบริเวณปากคลองจริง โดยเทศบาลเมืองหัวหิน ระบุว่า ผู้ถือครองที่ดินมีเอกสารสิทธิแต่ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบหลักฐานเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายและอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่น ทั้งนี้ สำนักงานชลประทานที่ 14โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี สำนักงานที่ดิน จ.ประจวบคีรีขันธ์สาขาหัวหิน จะเข้าร่วมประชุมร่วมกับเทศบาลเมืองหัวหิน และอำเภอหัวหิน หารือแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป

อนึ่ง กรมชลประทาน ได้ดำเนินการโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมในเขตเทศบาลเมืองหัวหินและวังไกลกังวลอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตามพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ตั้งแต่ปี 2542-2545 ด้วยการจัดทำคูระบายน้ำและยกระดับถนนรอบสระน้ำจืด พร้อมขุดลอกคลองระบายน้ำสายหัวหิน รวมทั้งคลองธรรมชาติ ได้แก่ คลองโคกเกลือ คลองบางเกวียนหัก คลองนิน (คลองอีออก) และคลองห้วยสนามบิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำจากคลองระบายน้ำสายหัวหินให้สามารถระบายลงสู่ทะเลได้รวดเร็วขึ้น แต่คลองธรรมชาติดังกล่าว สำนักงานชลประทานที่ 14ไม่ได้ประกาศเป็นทางน้ำชลประทาน ตาม พ.ร.บ.การชลประทานหลวง พ.ศ.2485 จึงไม่มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมดูแลการบุกรุกพื้นที่ ซึ่งกรมชลประทานไม่ได้นิ่งนอนใจในปัญหาที่เกิดขึ้น ได้ประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการตรวจสอบเอกสารสิทธิ ตามขั้นตอนกฎหมาย เพื่อให้ความจริงปรากฏต่อไป

รัฐต้องทำอะไรเพื่อช่วยคนเลี้ยงหมูให้รอดในปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707044

รัฐต้องทำอะไรเพื่อช่วยคนเลี้ยงหมูให้รอดในปี 2566

รัฐต้องทำอะไรเพื่อช่วยคนเลี้ยงหมูให้รอดในปี 2566

วันศุกร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2566, 10.23 น.

รัฐต้องทำอะไรเพื่อช่วยคนเลี้ยงหมูให้รอดในปี 2566

สถานการณ์คนเลี้ยงหมูปี 2566 ไม่สู้ดีนัก เนื่องจากวัตถุดิบอาหารสัตว์มีราคาแพงมาก ปัจจุบันกากถั่วเหลือง 23.40 บาท/กก. ข้าวโพดหน้าโรงงาน 13.40 บาท/กก. (ชาวไร่ข้าวโพดขายได้ 9.50 บาท/กก.) ปลายข้าว 14.20 บาท/กก. ต้นทุนการผลิตที่คณะอนุกรรมการวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตสุกรกรณีซื้อลูกหมูมาเลี้ยงขุนเท่ากับ 101 บาท/กก. แต่ช่วงตรุษจีนราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มซื้อขายกันที่ 98-102 บาท/กก. เท่ากับว่าตอนนี้คนเลี้ยงหมูไม่มีกำไร

หลังจากนี้บอกเลยว่า ปีนี้คนเลี้ยงหมูเหนื่อย!!!

ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ทั้งข้าวโพดและกากถั่วเหลืองยังคงเป็นหอกคอยทิ่มแทงคนเลี้ยงหมู เนื่องจากประเทศไทยเราผลิตข้าวโพดได้เพียง 40% ต้องนำเข้า 60% ปีนี้ก็ยังคงเป็นปัญหา เพราะนโยบายรัฐที่ไร้การวางแผนเกี่ยวกับการนำเข้าข้าวโพด ยังคงใช้มาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี 3 : 1 ซึ่งรัฐไม่ควรกำหนดโควตาการนำเข้า แต่ควรดูปริมาณการผลิตข้าวโพดภายในประเทศในปีนี้และอนุญาตให้นำเข้าไม่เกินปริมาณส่วนขาด ทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า อุปสงค์ส่วนขาด ไม่จำเป็นต้องกำหนดโควตาแต่อย่างใด เพียงแต่กำหนดเพดานการนำเข้า พิจารณาช่วงนำเข้าที่เหมาะสม ไม่ให้กระทบต่อช่วงข้าวโพดไทยที่ออกสู่ตลาด สิ่งเหล่านี้ต้องวางแผนและต้องทำตั้งแต่ต้นปี

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ควรสร้างความร่วมมือในการจัดหาพืชอาหารสัตว์ โดยเฉพาะข้าวโพด ปลายข้าว รำข้าว มันสำปะหลัง เพื่อให้รายย่อยผสมอาหารสัตว์ใช้กันเองภายในกลุ่มผู้เลี้ยงหมู/วิสาหกิจชุมชน/สหกรณ์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการเลี้ยงหมูของผู้เลี้ยงรายย่อย พร้อมทั้งเพิ่มรายได้ของเกษตรกรจากปลูกพืชหลังนา ซึ่งสามารถกำหนดปริมาณและรับซื้อที่แน่นอน เพื่อเป็นแรงจูงใจสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์

สำหรับกากถั่วเหลืองนั้นไม่ต้องพูดถึง เราต้องนำเข้ามา 99% ของปริมาณความต้องการใช้ในประเทศ เนื่องจากเราผลิตถั่วเหลืองได้ไม่ถึง 50,000 ตัน/ปี แต่ต้องใช้ประมาณปีละ 4 ล้านตัน ใช้สกัดน้ำมัน 75% แปรรูปอาหารคนและอาหารสัตว์ 25% และรัฐอย่าได้อาจหาญส่งเสริมให้เกษตรกรไทยผลิตถั่วเหลืองเพราะผลผลิตต่อไร่ต่ำมาก เราไม่มีทางสู้ได้ ต้องนำเข้าต่อไป แม้ว่าบราซิลผู้ส่งออกถั่วเหลืองรายสำคัญของโลก จะมีแนวโน้มส่งออกถั่วเหลืองได้มากขึ้น แต่ผู้ใช้รายใหญ่อย่างจีน สหภาพยุโรป และสหรัฐฯ ก็มีแนวโน้มการใช้เพิ่มขึ้นเช่นกัน น่าจะทำให้ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ในปีนี้คงตัวอยู่ในระดับสูงเช่นนี้ทั้งปี

นอกจากนี้ ผู้ผลิตอาหารสัตว์ต้องเผชิญกับต้นทุนค่าแรง ค่าพลังงาน ราคาอาหารสัตว์น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน นั่นหมายถึง ปีนี้ราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มไม่ควรต่ำกว่า 100 บาท/กก.

แม้ว่าจะมีการประกาศราคาแนะนำจากสมาคมผู้เลี้ยงสุกรที่เพิ่มขึ้นมา 4 บาท/กก. จากความต้องการเนื้อหมูที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีน แต่คนเลี้ยงหมูไม่ได้ดีใจนัก แค่หายใจทั่วท้องเพียงชั่วครู่ เพราะรู้ดีว่านี้คือการปรับขึ้นราคาชั่วคราว ราคาหมูหลังตรุษจีนคือของจริง จะขึ้นหรือลงอยู่ที่ปริมาณหมูเถื่อน !!

ในปีนี้คาดว่าจะมีปริมาณการผลิตหมูขุนกลับเพิ่มเข้ามาได้ประมาณ 17 ล้านตัว แต่เราก็เปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวมาเพิ่มการบริโภคเนื้อหมูเช่นกัน หากราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มต่ำกว่า 100 บาท/กก. แสดงว่ามีหมูเถื่อนมาเทขายในราคาถูก กรมปศุสัตว์ต้องผนึกกำลังเฝ้าระวังและตรวจจับอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดีหมูขุนที่คาดว่าจะเข้าเลี้ยงเพิ่ม 3 ล้านตัวในปีนี้ ส่วนใหญ่มาจากรายใหญ่ที่มีความพร้อมทั้งในเรื่องแม่พันธุ์ ระบบไบโอซีเคียวริตี้ ต้นทุนการขุนโดยเฉพาะอาหารที่มีต้นทุนเฉลี่ยถูกกว่ารายย่อย ประกอบกับรายย่อย แม้จะอยากกลับมาเลี้ยงก็ไม่ง่ายนัก เนื่องจากราคาลูกหมูแพงมาก (16 กก. 3,400 บาท/ตัว+/- 96 บาท/กก.) รายย่อยส่วนใหญ่จึงตัดสินใจซื้อลูกหมูเข้าเลี้ยงเล็กลง น้ำหนักอยู่ราว ๆ 5-7 กก. ราคาประมาณ 2,000-2,500 บาท/ตัว เพื่อลดต้นทุนลูกหมู แต่ก็ต้องแบกรับความเสี่ยงในส่วนของอัตราสูญเสียที่อาจเพิ่มขึ้นและต้นทุนอาหารในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น

ความเสี่ยงถัดมาคือการซื้อขายลูกหมูเพื่อเข้าเลี้ยงของรายย่อยนั้นมักจะไม่ได้มีการตรวจเชื้อว่าปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกา (ASF) หรือไม่ ซึ่งปศุสัตว์ควรต้องเร่งทำความเข้าใจและอำนวยความสะดวกในเรื่องนี้ เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายของเชื้อ ASF ที่แฝงอยู่ สังเกตได้จากช่วงหลังที่เริ่มมีการกลับเข้าเลี้ยงเพิ่มขึ้นก็มีการพบเชื้อ ASF เพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่เช่นกัน

นอกจากนี้เพื่อแก้ปัญหาแม่พันธุ์และลูกหมูขาดแคลน กรมปศุสัตว์ควรร่วมมือกับรายกลางและรายใหญ่ในจังหวัดเดียวกันหรือจังหวัดใกล้เคียงในการแบ่ง/ผลิตแม่พันธุ์/ลูกหมูมาให้ผู้เลี้ยงหมูรายย่อยในพื้นที่ ได้นำไปเลี้ยงต่อในราคาทุน และควรสนับสนุนงบประมาณบางส่วนหรือสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยจากรัฐบาลเพื่อปรับปรุงฟาร์มรายย่อยให้ได้มาตรฐาน GFM และจัดทำระบบไบโอซิเคียวริตี้ ขณะที่ข่าวเกี่ยวกับข้อมูลการพบเชื้อ ASF เป็นสิ่งสำคัญ ควรต้องประชาสัมพันธ์ให้คนเลี้ยงหมูทราบอย่างทั่วถึง เพื่อสร้างความตระหนักและปฏิบัติตามหลักไบโอซิเคียวริตี้อย่างเข้มงวด เนื่องจากเชื้อตัวนี้ยังแฝงอยู่ในสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างปัญหาได้ทันทีที่เกิดความบกพร่องในการป้องกันโรค

สรุปว่ารัฐต้องทำอะไรบ้าง 

1) วางแผนและจัดการวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้เพียงพอ

2) กำกับดูแลและตรวจจับหมูเถื่อน

3) ส่งเสริมและสนับสนุนการทำฟาร์มได้มาตรฐาน และระบบไบโอซิเคียวริตี้

และ 4)หน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนได้รวดเร็วและถูกต้อง

เหล่านี้คือ “หน้าที่” ของรัฐที่ต้องทำในวันนี้ ให้สมกับเงินภาษีประชาชน

#ผศ.ดร.สุวรรณา สายรวมญาติ

ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ปลัดเกษตรฯต่อยอดพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706955

วันศุกร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมการดำเนินงานสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) หรือ พกฉ.ที่อาคารสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ว่า พกฉ.เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเกี่ยวกับพระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพของพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ ด้านการเกษตร ถ่ายทอดองค์ความรู้ ภูมิปัญญา นวัตกรรมเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ในรูปแบบพิพิธภัณฑ์มีชีวิต โดยได้จัดแสดงนิทรรศการในรูปแบบที่ทันสมัยในอาคาร ถ่ายทอดองค์ความรู้ในรูปแบบออนไลน์ รวมทั้งการจัดแสดงฐานการเรียนรู้ต้นแบบ ที่สามารถเรียนรู้และนำไปปฏิบัติได้จริง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ จุดประกายความคิดแก่ผู้ที่เข้ามาชมพิพิธภัณฑ์ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในวิถีชีวิตได้อย่างยั่งยืน จึงต้องการให้ พกฉ.นำองค์ความรู้ด้านการเกษตรที่จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรไปเผยแพร่และต่อยอดสู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม โดยนำร่องในพื้นที่ จ.ลพบุรี เป็นแห่งแรก

สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน อันเป็นผลมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้
ส่งผลกระทบต่อจำนวนผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ รวมถึงโครงการอื่นๆ ทั้งนี้ พกฉ.ได้เพิ่มรูปแบบการเข้าชมและการเข้าร่วมกิจกรรมเป็นรูปแบบออนไลน์ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ของ พกฉ. เช่น Facebook/Application Line/Instagram/TikTok และพิพิธภัณฑ์เสมือนจริง เป็นต้น ขณะเดียวกัน ผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2565 มีผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ รวม 326,618 ราย แบ่งเป็น Onsite 181,184 ราย และ Online 145,434 ราย และในปีงบประมาณ 2566 เมื่อเดือนธันวาคม 2565 มีผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ รวม 374,203 ราย แบ่งเป็น Onsite 105,750 ราย และ Online 268,453 ราย

‘มนัญญา’ดันสหกรณ์จังหวัด เพิ่มขีดความสามารถส่งออกผลผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706959

‘มนัญญา’ดันสหกรณ์จังหวัด  เพิ่มขีดความสามารถส่งออกผลผลิต

‘มนัญญา’ดันสหกรณ์จังหวัด เพิ่มขีดความสามารถส่งออกผลผลิต

วันศุกร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวเปิดโครงการฝึกอบรมหลักสูตร “การพัฒนาศักยภาพผู้บริหารเพื่อการบริหารงานสำนักงานสหกรณ์จังหวัด” รวมถึงมอบนโยบายด้านการเกษตรของกระทรวงเกษตรฯ ให้สหกรณ์จังหวัด และเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยมีนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรม ได้พัฒนาองค์ความรู้ ทัศนคติ และเกิดความพร้อมสำหรับการบริหารงานส่งเสริมสหกรณ์ให้ประสบผลสัมฤทธิ์ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นสหกรณ์จาก 29 จังหวัด ว่าสหกรณ์จังหวัด มีบทบาทสำคัญในการแนะนำ ส่งเสริม และพัฒนาสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรโดยตรงในพื้นที่ เป็นผู้นำนโยบายจากกระทรวงเกษตรฯ สู่การปฏิบัติ เพื่อยกระดับสหกรณ์ให้มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพจึงได้ฝากเน้นย้ำให้สหกรณ์จังหวัดดูว่าจังหวัดของตนนั้นมีปริมาณผลผลิตแต่ละชนิดเท่าไร รวมถึงปริมาณการส่งออกไปต่างประเทศว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไรบ้าง เพื่อแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด อีกทั้งได้เน้นย้ำในการป้องกันการสวมสิทธิ์ผลไม้ เพราะผลไม้ไทยได้ยอมรับจากทั่วโลกในเรื่องของคุณภาพ

“สหกรณ์เป็นหัวใจสำคัญ เพราะสมาชิกคือเกษตรกรของประเทศไทย ดังนั้นสหกรณ์จังหวัดต้องมีความรู้ แนะนำเกษตรกรได้ว่าควรปลูกอะไร และเกษตรกรเองต้องรักษาสิทธิ์ของตัวเองในการตรวจสอบสหกรณ์ สามารถสอบถามสถานการณ์การผลิตและการตลาดเพื่อให้เกษตรกรได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งการพัฒนาอาชีพในแต่ละจังหวัดเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง และยั่งยืน สำหรับการแก้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกร ได้มีการปรับปรุง แก้ไขกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส โดยเฉพาะผู้ตรวจสอบบัญชีจะต้องมีเงินค้ำประกัน และมีประวัติที่ดี ซึ่งกฎระเบียบเหล่านี้ เพื่อประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์ ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังได้พัฒนาการตรวจสอบบัญชีด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้สามารถตรวจสอบบัญชีแบบออนไลน์ได้ทันที ป้องกันการทุจริต จึงขอให้สหกรณ์จังหวัดช่วยกันผลักดันและดำเนินโครงการสำคัญให้สำเร็จผล เพื่อให้เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรสามารถช่วยเหลือสมาชิกให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ผ่านโครงการต่างๆ” น.ส.มนัญญา กล่าว

สำหรับนโยบายสำคัญที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ดำเนินการขับเคลื่อนโดยใช้กลไกสหกรณ์เข้ามาช่วยดูแลความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพให้แก่เกษตรกร ซึ่งสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรถือเป็นองค์กรหลักของภาคการเกษตรในระดับพื้นที่ และเป็นฐานสำคัญของการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ให้ความสำคัญต่อการนำระบบสหกรณ์เป็นกลไกในการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนในทุกพื้นที่ โดยคาดหวังว่าสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรจะเป็นองค์กรที่ช่วยส่งเสริมให้สมาชิกมีความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

รองปลัดฯถกป้องกัน-กำจัด โรคใบด่างในมันสำปะหลัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706956

วันศุกร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะทำงานป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง ครั้งที่ 1/2566 ที่กระทรวงเกษตรฯ โดยที่ประชุมได้มีประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1.สถานการณ์การระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง 2.มาตรการจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลังและการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ 3.แนวทางการสำรวจโรคใบด่างมันสำปะหลัง 4.การบริหารจัดการท่อนพันธุ์มันสำปะหลังในฤดูปลูกถัดไป

5.ข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง ของสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 5.1 มาตรการระยะสั้น แก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่สุด ในพื้นที่สีแดง โดยใช้ท่อนพันธุ์สะอาดขยายพันธุ์ 5.2 มาตรการระยะกลาง แก้ไขปัญหาการขาดแคลนท่อนพันธุ์ทนทานต่อโรค สนับสนุนให้เกษตรกรทำแปลงขยายพันธุ์ทนทานไว้แจกจ่ายขยายพันธุ์ด้วยเกษตรกรกันเอง โดยที่รัฐไม่ต้องเสียงบประมาณจัดซื้อท่อนพันธุ์ทนทานโรคแจกทุกๆ ปี และ 5.3 มาตรการระยะยาว แก้ไขโดยใช้พันธุ์ต้านทานโรค มาทดแทนพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรคทั้งหมด จึงต้องเริ่มขยายพันธุ์ต้านทานตอนนี้และมาตรการเฝ้าระวัง ติดตามการแพร่ระบาดของโรคใบด่างโดยใช้เทคโนโลยีทันสมัย เพื่อให้ได้ข้อมูลของโรคอย่างชัดเจนและแม่นยำ เพื่อวางแผนการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคอย่างมีประสิทธิผลต่อไป

รองปลัดฯถกคณะกรรมการ ยกร่างก.ม.คุ้มครองพันธุ์พืช

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706722

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืช
ครั้งที่ 1/2566 ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีประเด็นสำคัญในที่ประชุม คือ 1.คำสั่งแต่งตั้ง
คณะอนุกรรมการเตรียมการและยกร่างกฎหมายลำดับรอง ภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542

2.คำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการกองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช 3.ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืช เรื่องแนวทางหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายเงินกองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. … 4.ระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืช ว่าด้วยการแบ่งผลประโยชน์ระหว่างผู้ซึ่งอนุรักษ์หรือพัฒนาพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น พ.ศ. …และ 5.การเพิกถอนหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ 27 ฉบับ ทั้งนี้ ฝ่ายเลขานุการได้รายงานความก้าวหน้าผลการประชุมชี้แจงทำความเข้าใจและรับฟังความคิดเห็นต่อการเตรียมความพร้อม กรณีเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา UPOV ในการเจรจาเข้าร่วมความตกลง CPTPP ที่กรมวิชาการเกษตร ดำเนินการไปแล้ว ซึ่งที่ประชุมมีมติให้ฝ่ายเลขานุการ นำผลการประชุมดังกล่าว รายงานให้คณะกรรมการทราบความคืบหน้าในการประชุมครั้งต่อไป

รองฯกรมข้าวร่วมเกี่ยวข้าวชาวนากระบี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706721

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.นนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่แปลงนาเกษตรกรพื้นที่หมู่ 1 ต.คลองประสงค์ อ.เมือง จ.กระบี่ ร่วมกิจกรรม “วันเก็บเกี่ยวชาวนาเล” โดยมี นายวรวิทย์ เพชรทรัพย์ ผอ.ศูนย์วิจัยข้าวกระบี่ พร้อมด้วยนายประวัติ คลองรั้ว ประธานกลุ่มชาวนาคลองประสงค์ เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยข้าวกระบี่ เกษตรอำเภอ/เกษตรจังหวัดกระบี่ และเกษตรกร ให้การต้อนรับ โดยกิจกรรมครั้งนี้ ได้ลงพื้นที่แปลงนาเกษตรกรพื้นที่หมู่ 1 ต.คลองประสงค์ อ.เมือง จ.กระบี่ หลังจากเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2565 น.ส.นนทิชา ได้เปิดงาน “กินข้าววาน สืบสานวัฒนธรรม ชาวนาเกาะกลาง” ภายใต้กิจกรรม “ปลูกวันแม่ เก็บเกี่ยววันพ่อ” พร้อมทั้งได้พบปะพี่น้องเกษตรกรและทำการดำนาวาน (ลงแขก) ด้วยกล้าพันธุ์ข้าวสังข์หยด บัดนี้ข้าวเจริญเติบโตงอกงามจนสามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว รองอธิบดีฯ จึงร่วมเกี่ยวข้าว เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับพี่น้องเกษตรกรอีกครั้ง

ทั้งนี้ การทำนาเพื่อปลูกข้าวไว้กินเองเป็นเรื่องราววิถีชีวิต พร้อมๆ กับการทำประมง เพื่อหารายได้ แต่ข้าวที่ปลูกขายได้ราคาถูกมาก ถ้าเอาข้าวไปแลกกับสิ่งอื่นหรือไปขายจะได้ไม่คุ้มกับการยังชีพ จึงมีคำกล่าวของชาวบ้านที่นี่ว่า “ทำงานเอาเงินซื้อสารดีกว่า” (สารหมายถึงข้าวสาร) ความหมายคือ ทำงานแล้วเอาเงินมาซื้อข้าวกินดีกว่า เพราะทำงานอย่างอื่นได้เงินมากกว่า การทำนาจึงลดน้อยลงและบ้างก็ใช้ที่นาในการปลูกพืชอย่างอื่นเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในพื้นที่ทำนาแห่งนี้เป็นแหล่งทำนาสุดท้ายในเกาะกลางต.คลองประสงค์ โดยเกษตรกรมีความต้องการอนุรักษ์ไว้ เพื่อปลูกข้าวสำหรับบริโภคภายในเกาะ แต่ทุกปีเกษตรกรจะประสบปัญหาน้ำทะเลหนุนพื้นที่นาสร้างความเสียหายเสมอ จึงมอบหมายให้ศูนย์วิจัยข้าวกระบี่ เร่งดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาให้เกษตรกร โดยสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว พันธุ์สังข์หยด และพันธุ์ทับทิมชุมแพที่ข้าวทั้งสองพันธุ์นี้เป็นพันธุ์ที่มีความเหมาะสมต่อสภาพพื้นที่ให้เกษตรกรได้ลองปลูก

กรมชลฯจ้างงาน ช่วยเหลือเกษตรกร ให้มีรายได้เสริม ทำงานช่วงฤดูแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706724

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้จ้างแรงงานเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ในปีงบประมาณ 2566 ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เสริมในช่วงฤดูแล้ง โดยการปฏิบัติงานด้านต่างๆ อาทิ งานซ่อมแซม บำรุงรักษา ขุดลอก ปรับปรุงงานชลประทาน โครงการส่งเสริมการดำเนินงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ งานก่อสร้างแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำเพื่อชุมชน แก้มลิง การจัดการคุณภาพน้ำ รวมทั้งโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ เป็นต้น ซึ่งปีนี้มีแผนจ้างแรงงานในวงเงิน 5,336 ล้านบาท สามารถจ้างแรงงานได้ประมาณ 86,000 คน ระยะเวลาการจ้างอยู่ระหว่าง 3-10 เดือน คาดว่าจะทำให้เกษตรกรมีรายได้ทดแทนจากการว่างเว้นทำการเกษตรประมาณ 26,100-87,000 บาท/คน
(ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการจ้าง/คน)

ทั้งนี้ มีเกณฑ์การจ้างแรงงาน ได้แก่ 1.เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรหรือเกษตรกรในพื้นที่ 2.สมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำของกรมชลประทานในพื้นที่ 3.ประชาชน และผู้ใช้แรงงานทั่วไป 4. หากแรงงานในพื้นที่มีไม่เพียงพอ
ให้พิจารณาจ้างเกษตรกรหรือแรงงานในพื้นที่ใกล้เคียง จากหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และลุ่มน้ำ ตามลำดับ อย่างไรก็ดี
มีผู้สนใจเข้ารับการสมัครจ้างแรงงานทั่วประเทศแล้วกว่า 19,700 คน หรือ ร้อยละ 23 ของแผนฯ จังหวัดที่มีผลการจ้างแรงงานมากที่สุด 3 ลำดับ ได้แก่ นครพนม 1,861 คน , เชียงใหม่ 1,445 คน และเพชรบุรี 1,291 คน

‘อลงกรณ์’คิกออฟงาน ถ่ายทอดเทคโนโลยีเริ่มฤดูผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706726

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ปี 2566 ที่ศูนย์ข้าวชุมชน ต.หนองจอก หมู่ 2 ต.หนองจอก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี โดยมีนางวันเพ็ญ มังศรี รอง ผวจ.เพชรบุรี กล่าวต้อนรับ มีผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมงานซึ่งงานครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดความรู้ และให้บริการแก่เกษตรกรในชุมชน ให้เกษตรกรได้รับความรู้ เข้าถึงปัจจัยการผลิต ลดความเสี่ยงในการบริหารจัดการ และให้เกิดความเข้มแข็งของเกษตรกร

สำหรับการจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ปี 2566 พืชหลัก คือ ข้าว โดยการจัดงานในวันนี้มีเกษตรกรผู้ปลูกข้าว จากทุกอำเภอ ใน จ.เพชรบุรี ร่วมเรียนรู้ซึ่งกิจกรรมการเรียนรู้จะแบ่งสถานีถ่ายทอดความรู้ออกเป็น 4 สถานี ประกอบด้วย สถานีเรียนรู้ที่ 1 การปรับปรุงบำรุงดิน (ทำดินให้เป็นดาว) สถานีเรียนรู้ที่ 2 คุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว (ปริญญาข้าว) สถานีเรียนรู้ที่ 3 การควบคุมศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน (ป้องกันอย่างยั่งยืน) และสถานีเรียนรู้ที่ 4 การสร้างมูลค่าเพิ่ม (ทุกอณูมีค่า) นอกจากนี้ จะมีการนำเสนอองค์ความรู้ และบริการการเกษตรอื่นๆ ให้เกษตรกร

นายอลงกรณ์กล่าวว่า การถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีมีเป้าหมายสำคัญ 2 ระดับ คือ 1.การทำให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้ถึงข้อมูลที่ต้องการเผยแพร่ และ 2.การทำให้กลุ่มเป้าหมายนำข้อมูลไปใช้และสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดคล้องกับความรู้ ที่ได้รับ ทั้งนี้ ด้วยภูมิอากาศที่แปรปรวน และการแข่งขันในตลาดโลกที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ราคาสินค้าเกษตรมีความผันผวนเป็นอย่างมาก รวมถึงกลไกการค้าที่มุ่งเน้นคุณภาพและการตรวจสอบคุณภาพสินค้าเกษตร ตั้งแต่การผลิตที่ต้นทางและการบริโภคที่ปลายทาง เกษตรกรจึงจำเป็นต้องมีข้อมูลและความรู้ ปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ทั้งเรื่องการลดต้นทุนการผลิต เพื่อให้เกษตรกรสามารถแข่งขันด้านราคาได้ดีขึ้น การเพาะปลูกตามความเหมาะสมของดินและการปรับปรุงบำรุงดิน เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงสุด การเพิ่มมูลค่าให้กับที่ดินของตนและการลดการพึ่งพากลไกราคาด้วยการทำไร่นาสวนผสม เศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรด้วยการแปรรูปผลผลิต และการบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ

อย่างไรก็ดี กระทรวงเกษตรฯ ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จึงสร้างกลไกการถ่ายทอดความรู้ที่จำเป็นสู่เกษตรกรผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ซึ่งหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง ต้องร่วมกันนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นของเกษตรกร และปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับสินค้าหลักและศักยภาพของพื้นที่ รวมทั้งประยุกต์องค์ความรู้ต่างๆ ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม

อ.ส.ค.จัดวิ่ง‘โอเมก้ารัน’ ชวนใส่ใจสุขภาพ-หนุนท่องเที่ยว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706485

วันพุธ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสมพร ศรีเมือง ผอ.องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวถึงกิจกรรมวิ่งดูดนมโอเมก้ารัน 2023 ว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสริมสุขภาพและความสัมพันธ์ของผู้ร่วมกิจกรรม กระตุ้นให้หันมาสนใจการออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ และประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว จ.สระบุรี ก่อให้เกิดการหมุนเวียนรายได้ในชุมชน ตลอดจนเตรียมพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยทาง อ.ส.ค. จับมือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพระนครศรีอยุธยา และReflect Run บริษัทผู้จัดกิจกรรมวิ่งร่วมกันจัดวิ่งดูดนม ครั้งที่ 2 ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2566 ภายใต้ชื่อ“วิ่งดูดนม โอเมก้ารัน 2023” ที่ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี แบ่งระยะการวิ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะ3 กิโลเมตร , 5 กิโลเมตร , 12 กิโลเมตร และ 21 กิโลเมตร พร้อมมีบริการอาหารและเครื่องดื่ม โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้เข้าชมฟาร์ม พร้อมทดลองรีดนมป้อนนมวัว ตลอดจนชมการแสดงคาวบอย ขี่ม้า “ฟรี” และได้ลิ้มลองผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค หลากหลายรสชาติ ซึ่งเตรียมไว้ให้บรรดานักวิ่งได้ดื่มฟรีตลอดงาน

ปัจจุบันฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวอย่างกว้างขวางบนพื้นที่ประมาณ 1,800 ไร่ มีทุ่งหญ้าเขียวขจีที่สวยงาม นักท่องเที่ยวและนักวิ่งที่มาร่วมกิจกรรมจะได้สัมผัสธรรมชาติที่สวยงาม และได้ออกกำลังกายเพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรง ขณะนี้ อ.ส.ค.อยู่ระหว่างพัฒนาพื้นที่ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค ให้เป็นแลนด์มาร์คด้านกีฬาและการท่องเที่ยว เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่จะท่องเที่ยวในอนาคต ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ จ.สระบุรี