‘อลงกรณ์’ชูปีเทคโนโลยีฯ เดินหน้าตั้งศูนย์AICทุกจังหวัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705442

วันศุกร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 และประธานคณะกรรมการบริหารศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 1/2566 ว่า ขอให้ปี 2566 เป็นปีแห่งเทคโนโลยีเกษตรไทย ซึ่งมีการพัฒนาโครงสร้างและระบบใหม่ ได้แก่ 1.ในระดับประเทศ โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 และคณะกรรมการบริหารศูนย์ AIC ในระดับประเทศ จะเป็นแกนหลักในการจัดตั้งสร้างองค์กรเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรวิจัยและพัฒนา วิทยาลัยและมหาวิทยาลัย ภาควิชาการ และสถาบันเกษตรกรต่างๆเพื่อขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมและข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนการส่งเสริมการค้าการลงทุน

2.ในระดับจังหวัด โดยการเพิ่มความร่วมมือ ระหว่างศูนย์ความเป็นเลิศ (AIC ประเภท Center of Excellence : CoE) 23 ศูนย์ กับศูนย์ AIC ระดับพื้นที่ (AIC area based) ทั้ง 77 จังหวัด เนื่องจากศูนย์ความเป็นเลิศจะมีความรู้เฉพาะด้าน เป็นองค์ความรู้ความสามารถระดับโลก จำเป็นที่จะต้องให้มีการแลกเปลี่ยน ร่วมมือ และถ่ายทอดองค์ความรู้เฉพาะด้านลงสู่ระดับพื้นที่ เพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้ลงไปใช้ใน 77 จังหวัด จึงให้มีการจัดประชุมร่วมในเดือนหน้า เพื่อวางแนวทางความร่วมมืออย่างเป็นระบบ

3.ในระดับอำเภอ จัดตั้งศูนย์ AIC อำเภอขึ้นในสำนักงานเกษตรอำเภอ เพื่อสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมจากศูนย์ระดับจังหวัด มาสู่ระดับอำเภอ รวมถึงศูนย์ความเป็นเลิศทั้ง 23 ศูนย์ด้วย เพื่อให้องค์ความรู้สามารถลงสู่พื้นที่ได้ทุกระดับ 4.ในระดับตำบล ให้ดำเนินการจัดตั้ง ศูนย์ AIC ในระดับตำบลที่ อบต.หรือเทศบาล ตำบล ขับเคลื่อนโดยคณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล 7,255 ตำบล โดยให้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ที่มีอยู่ 882 แห่ง รวมทั้งเครือข่ายศพก.และแปลงใหญ่ เป็น AIC Stationสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับหมู่บ้าน ตำบล ชุมชน ใน 76 จังหวัด และ 50 เขตใน กทม.

5.จัดตั้ง “อาสา AIC” ตำบล ดำเนินการเปิดรับสมัคร หรือคัดสรร อาสา AIC ตำบลละอย่างน้อย 1 คน โดยสรรหาจาก Young Smart Farmer และ Smart Farmer และเปิดรับสมัครผู้ที่มีความรู้ความสามารถร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมในพื้นที่ของตนเอง และ 6.การจัดทำระเบียบกระทรวงว่าด้วยการบริหาร AIC เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องต่อไป

ร้านสังฆภัณฑ์ จ.ตรัง ผุดไอเดีย ทำขนมเข่งรูปหมูขายรับตรุษจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705439

วันศุกร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ร้านชัยรุ่งเรืองพาณิชย์ อ.กันตัง จ.ตรัง นอกจากจะเปิดขายเครื่องเซ่นไหว้บรรพบุรุษในช่วงเทศกาลตรุษจีนตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 16-21 มกราคม 2566 เป็นเวลา 5 คืน 6 วันแล้ว ยังทำขนมเข่งรูปครอบครัวหมู ชุดพ่อแม่ลูกรวม 5 ตัวขายราคากล่องละ 100 บาทเท่ากับปีที่แล้วด้วย โดยนางธนาพรเรืองวิทยาวงศ์ อายุ 46 ปี หรือคุณหงส์ เจ้าของร้านยอมรับว่า ปีนี้วัตถุดิบต่างพากันขึ้นราคา แต่เนื่องจากมีลูกค้าสั่งซื้อเข้ามามากทั้งที่ปีนี้ไม่ได้เปิดขายทางออนไลน์ อาศัยลูกค้าเก่าที่บอกต่อแบบปากต่อปาก จึงต้องผลิตตามออเดอร์ โดยตั้งเป้าไว้จำนวน 100 กล่องซึ่งยังคงขายในราคาเดิม และคงคุณภาพ ความอร่อย ความสดใหม่แบบวันต่อวันไว้เหมือนเดิม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า

ซึ่งขนมเข่งรูปหมูพ่อแม่ลูก มีแม่ค้ารายย่อยหลายจังหวัดภาคใต้ สั่งซื้อเข้ามาเพื่อนำไปขายต่อ ทดแทนปัญหาราคาเนื้อหมูแพง นอกจากจะถูกกว่าแล้ว ยังสวยงาม แปลกตา เหมาะสำหรับนำไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษหรือซื้อเป็นของฝากญาติผู้ใหญ่ในเทศกาลตรุษจีนได้เป็นอย่างดี โดยสามารถเก็บไว้ได้นาน 5-7 วัน เนื่องจากไม่ใช้สารกันบูด ซึ่งมีลูกค้าที่เคยสั่งซื้อเมื่อปีที่แล้ว สั่งซื้อซ้ำเข้ามามากจนต้องปิดการขาย เพราะทำไม่ทัน โดยหันมาทำขนมเข่งแบบธรรมดา ซึ่งใช้เวลาน้อยกว่า และรวดเร็วกว่าแทน โดยขายขนมเข่งลูกเล็กกิโลกรัมละ 95 บาท ลูกใหญ่ 110 บาท ปรับขึ้น 5 บาทต่อกิโล ซึ่งลูกค้าเข้าใจ และตอนนี้ต้องใช้แป้งสาลีในการทำขนมเข่งรูปหมูและขนมเข่งธรรมดาวันละ 1,500 กิโลกรัม สร้างรายได้เฉพาะขนมเข่งไม่ต่ำกว่า 20,000 บาทต่อวัน

ด้านนางธนาพร เรืองวิทยาวงศ์ เจ้าของไอเดียขนมเข่งรูปครอบครัวหมู จ.ตรัง กล่าวว่า ปีนี้มีโปรโมชั่นเปิดตลอด 24 ชั่วโมง รวม 6 วัน 5 คืน พร้อมลดราคา 3 วันสุดท้าย ส่วนขนมเข่งรูปหมูยังผลิตเหมือนเดิมแต่ยังไม่เปิดรับออเดอร์เพิ่มจากเฟซบุ๊ก เพราะออเดอร์จากลูกค้าเดิมปีที่แล้วมีอยู่แล้ว โดยมีลูกค้าใหม่ที่รู้ติดต่อมาทางเฟซบุ๊กโดยตรง ทางแชทและโทรศัพท์ ซึ่งปีนี้ทำขนมเข่งหมูแค่ 100 กล่อง ส่งต่างจังหวัด มีลูกค้าขอเพิ่มแต่ยังเพิ่มไม่ได้ เพราะต้องประเมินกำลังการผลิต

ปีนี้ลูกค้าสนใจขนมเข่งธรรมดาลูกเล็กเป็นจำนวนมาก โดยปีนี้ทำเข่งลูกใหญ่ 500 กิโล ลูกเล็ก 1,000 กิโล จึงกลัวว่าจะทำเข่งหมูไม่ทัน จึงต้องเบรกลูกค้าไว้ก่อน ซึ่งปีนี้ได้ขอโทษลูกค้าในเฟซบุ๊กเพราะไม่ได้เปิดขายทางออนไลน์เลย เพราะตนทำขนมไหว้เจ้าอีกหลายตัว จึงทำไม่ทันแต่ในอนาคตหากมีกำลังมากพอก็จะขยับขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น

ปลัดเกษตรฯรุดยกระดับสวนกล้วยไม้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705441

วันศุกร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการสวนกล้วยไม้ของนายสมศักดิ์ สัจจานุรักษ์วงศ์ พื้นที่เขตหนองแขม กทม.ว่าได้ส่งเสริมการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร โดยสนับสนุนให้ใช้สารชีวภัณฑ์ เพื่อลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรและพัฒนาด้านตลาดการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ รวมถึงพัฒนาเป็นจุดเรียนรู้การผลิตกล้วยไม้ IoT (Internet of Thing) ที่ผ่านมา ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรปลอดภัยและจัดอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการรับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) รวมทั้งการอบรมด้านการควบคุมกำจัดแมลงศัตรูพืชผ่านการจัดกระบวนการรู้เพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ซึ่งเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าสวนกล้วยไม้ดังกล่าวประสบผลสำเร็จในด้านการจัดการสวนกล้วยไม้ตัดดอกให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน GAP เป็นจุดเรียนรู้ด้านการผลิตกล้วยไม้ตัดดอก และจุดเรียนรู้การผลิตสารชีวภัณฑ์ให้กับเกษตรกรและผู้สนใจ

ในโอกาสนี้ ปลัดเกษตรฯ ได้รับฟังปัญหาและหารือแนวทางการแก้ไข พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานใน 3 เดือนข้างหน้า โดยสรุป 5 ประเด็น ดังนี้ 1.เปิดพื้นที่และเป็นจุดกระจายผลผลิตให้แก่เกษตรกร ได้นำกล้วยไม้ จำปี และรัก ไปวางจำหน่ายที่ อ.ต.ก.โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 2.ส่งเสริมการรวมกลุ่มและบริหารจัดการกิจการของกลุ่มเกษตรกรให้เป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์ในการขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐ การจดทะเบียนกลุ่มเกษตรกร ฯลฯ 3.มอบหมายกรมชลประทาน แก้ปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำ คุณภาพน้ำ และการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอ 4.ส่งเสริมให้เป็นจุดเรียนรู้และกระจายสารชีวภัณฑ์ไตรโคเดอร์ม่าของกรมพัฒนาที่ดินให้แก่เกษตรกร และ 5.เพิ่มช่องทางการตลาดส่งออกให้หลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยให้ทูตเกษตรฯ ทำหน้าที่เปิดตลาดสินค้าเกษตรในต่างประเทศ นอกจากนี้ยังสนับสนุนการขึ้นทะเบียน “จำปีหนองแขม”เป็นสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ด้วย

‘เกษตรฯ’เปิดหลักสูตร’วกส.’รุ่นที่ 3 รวมแวดวงภาครัฐ เอกชน Smart Farmer เข้าร่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705333

‘เกษตรฯ’เปิดหลักสูตร’วกส.’รุ่นที่ 3 รวมแวดวงภาครัฐ เอกชน Smart Farmer เข้าร่วม

‘เกษตรฯ’เปิดหลักสูตร’วกส.’รุ่นที่ 3 รวมแวดวงภาครัฐ เอกชน Smart Farmer เข้าร่วม

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2566, 14.39 น.

‘ก.เกษตรฯ’เปิดหลักสูตร’วกส.’รุ่นที่ 3 รวมแวดวงภาครัฐ เอกชน Smart Farmer เข้าร่วม หวังยกระดับพัฒนาวงการเกษตรไทย สร้าง ขีดความสามารถการแข่งขันด้านการเกษตรโดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วย

19 ม.ค.2565 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้นายทองเปลว กองจันทร์ อดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง(วกส.) ด้านวิชาการ รุ่นที่ 3 จัดประชุมและแถลงเปิดหลักสูตร ร่วมกับนายอนันต์ สุวรรณรัตน ประธานกรรมการมูลนิธิเกษตราธิการ ที่ปรึกษาฯและนายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ รองประธานอนุกรรมการฯ และดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ คณะทำงาน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

นายทองเปลว กล่าวว่า กระทรวงเกษตร ฯ ได้ใช้หลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) เพื่อเชื่อมโยงบุคลากรภาครัฐและเอกชน ให้ร่วมกันขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ชาติด้านการเกษตรให้ ไปในแนวทางเดียวกัน พร้อมทั้งตอบสนองนโยบายเศรษฐกิจ BCG ที่รัฐบาล เล็งเห็นว่าหากใช้การเกษตรรูปแบบเดิมทำให้การสร้างผลผลิตรายได้ที่น้อย และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาก เมื่อปรับมาดูแลรักษาด้านสิ่งแวดล้อม และในรูปแบบที่ทำน้อยได้มาก สร้างโอกาสให้มีรายได้ที่สูงขึ้น ในรูปแบบ BCG ก็จะช่วยพัฒนาวงการเกษตร สร้างรายได้ให้พี่น้องเกษตรกรได้มากยิ่งขึ้น

ขณะที่นายอนันต์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้รับผลสำเร็จของหลักสูตรตั้งแต่รุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 มาแล้ว เป็นการเชื่อมโยงบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร ทั้งภาครัฐและเอกชน สมาร์ทฟาร์มเมอร์เกษตรกรรุ่นใหม่ เข้ามาเรียนรู้เทคโนโลยี นวัตกรรมและวิทยาศาสตร์ด้านการเกษตรเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ต่างๆให้สามารถนำไปต่อยอดการเกษตรยุคใหม่ที่ทันสมัยได้ดีมากยิ่งขึ้น

เช่นเดียวกับนายสุวิทย์ ระบุว่า หลักสูตรนี้มีวิทยากรผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้รวมถึงผู้เข้าอบรมหลักสูตรมาจากทุกภาคส่วน ที่อยู่ในซัพพลายเชน หรือห่วงโซ่อุปทาน ของภาคการเกษตรทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ มีตั้งแต่ภาคการเกษตรระดับพื้นที่ ไปจนถึงอุตสาหกรรมการเกษตร ระบบโลจิสติกส์และการส่งออก ซึ่งมีการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนกัน โดยใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีเข้ามาช่วยยกระดับภาคการเกษตรของไทยให้มีศักยภาพเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในภาคการเกษตรได้มากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้หลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.)” เป็นหลักสูตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำขึ้นเพื่อขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยให้เป็นผู้นำในระดับนานาชาติด้วยวิทยาการเกษตรเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ ภายใต้หลักการ การตลาดนำการผลิตและเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อความสมดุล มั่นคงและยั่งยืน ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ วิสัยทัศน์และประสบการณ์ ระหว่างผู้นำ ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคการศึกษา ภาคประชาสังคม ให้มีส่วนร่วมในด้านการพัฒนาพัฒนาการเกษตรวิถีใหม่ระหว่างกัน และขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทย ให้เป็นผู้นำในระดับนานาชาติด้วยวิทยาการเกษตรเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ ในรูปแบบ “ประชารัฐ”

‘ประภัตร’จัดงานข้าวหอมมะลิฯร้อยเอ็ด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705209

‘ประภัตร’จัดงานข้าวหอมมะลิฯร้อยเอ็ด

‘ประภัตร’จัดงานข้าวหอมมะลิฯร้อยเอ็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดงานมหกรรมเกษตรกรรมยั่งยืน จ.ร้อยเอ็ด (เทศกาลข้าวหอมมะลิโลก ครั้งที่ 22) ที่สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ร้อยเอ็ด ว่า ข้าวหอมมะลิ 105 ซึ่งปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นที่ยอมรับจากต่างประเทศ โดยทั่วไปให้คำนิยามว่า “หอม-เรียวยาว-ขาวนุ่ม” ซึ่งในบรรดา 5 จังหวัดเขตทุ่งกุลาร้องไห้ จ.ร้อยเอ็ด ถือว่ามีพื้นที่ปลูกข้าวมากที่สุดถึงร้อยละ 46 หรือกว่า 9.4 แสนไร่ และด้วยเอกลักษณ์พิเศษของข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ คือความนุ่มของข้าวและกลิ่นหอม ทำให้ทั่วโลกยอมรับว่าเป็นข้าวที่มีคุณภาพดี ได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ด้วย

“กระทรวงเกษตรฯ ส่งเสริมให้มีการทำการเกษตรมูลค่าสูง เน้นการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ได้มาตรฐานสูง ก่อให้เกิดรายได้ มุ่งพัฒนาและส่งเสริมการเกษตรแบบอัจฉริยะ ส่งเสริมการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรสู่เกษตรมูลค่าสูง สร้างความยั่งยืนทางการเกษตรด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG สนับสนุนการค้าอุตสาหกรรมยุคใหม่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลนำฐานข้อมูลทางเศรษฐกิจมาใช้ประโยชน์ พัฒนาการค้าทันสมัยใช้เทคโนโลยี เพื่อลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกร” นายประภัตร กล่าว

ทั้งนี้ จ.ร้อยเอ็ด เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิเขตทุ่งกุลาร้องไห้มากที่สุด กว่า 940,000 ไร่ การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1.เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ข้าวหอมมะลิและผลิตภัณฑ์ ตลอดจนสินค้าการเกษตรต่างๆ เชื่อมโยงการตลาดข้าวหอมมะลิ จ.ร้อยเอ็ด จากกลุ่มเกษตรกรไปสู่ช่องทางการตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ ให้หลากหลายช่องทาง 2.เพื่อนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ในกระบวนการผลิตที่เหมาะสม การแปรรูปข้าวและอุตสาหกรรมด้านอาหารและสินค้าการเกษตรอื่นๆสู่การทำเกษตรมูลค่าสูง และ 3.เพื่อสืบสานวัฒนธรรมและส่งเสริมการท่องเที่ยวของ จ.ร้อยเอ็ด

‘สุนทร’มอบนโยบายส.ป.ก. รุดพัฒนาแหล่งน้ำเขตปฏิรูปที่ดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705206

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุนทร ปานแสงทอง รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังมอบนโยบายแนวทางการดำเนินงานของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) โดยมีนายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายวิณะโรจน์ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เข้าร่วม ว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของ ส.ป.ก.ควรเร่งรัดการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรให้ครอบคลุมพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำผิวดินและใต้ดิน สระน้ำเพื่อการเกษตรประจำไร่นาหรือการขุดเจาะบ่อบาดาลพร้อมหอถังสูงระบบโซลาร์เซลล์ รวมถึงการก่อสร้างฝายชะลอน้ำ ซึ่งช่วยให้เกษตรกรได้รับประโยชน์จากการมีแหล่งกักเก็บน้ำ อีกทั้งเน้นย้ำการผลิตเกษตรปลอดภัย เป็นการดำเนินงานที่สอดรับกับนโยบายรัฐบาล นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีทางการเกษตร การนำนวัตกรรมใหม่ๆ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตลดต้นทุนการผลิตอีกประเด็นหนึ่งที่ให้ความสำคัญ คือการใช้ข้อมูล Big Data เชื่อมโยงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเกษตรกร

ด้านนายวิณะโรจน์ กล่าวว่า ส.ป.ก.มีภารกิจที่สำคัญ 4 ด้าน ประกอบด้วย 1.การจัดที่ดิน ส.ป.ก.ได้ดำเนินการจัดที่ดินให้แก่เกษตรกรแล้วกว่า 36 ล้านไร่ ปัจจุบันได้มีการนำระบบออนไลน์เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และความรวดเร็วในการให้บริการประชาชน พร้อมทั้งพัฒนากระบวนการทำงาน นำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบสารสนเทศ มาปรับปรุงการให้บริการประชาชน ทั้งที่ศูนย์บริการประชาชน ที่สำนักงานและศูนย์บริการประชาชนเคลื่อนที่ โดยพัฒนาระบบการยื่นคำร้องออนไลน์ ระบบรายงานปันสุขเพื่อติดตามสถานะการให้บริการ เพิ่มช่องทางการสื่อสารโดยมี Line Official ของ ส.ป.ก.จังหวัด

2.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก.มีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การทำ MOU กว่า 9 หน่วยงาน เพื่อระดมสรรพกำลังในการขับเคลื่อนงานพัฒนา ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเกษตรและการดำรงชีวิตของเกษตรกร 3.การพัฒนาเกษตรกร ส.ป.ก.ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเกษตรกรให้เป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง เพื่อยกระดับสู่การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร เน้นการพัฒนาความรู้และทักษะด้านการตลาดออนไลน์ เพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้กับเกษตรกร รวมทั้งให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการผลิตที่มีคุณภาพ และมีมาตรฐานรองรับโดยตั้งเป้าหมายให้สินค้าเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินมีความปลอดภัยและได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP และ 4.การบริหารเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการเกษตรและสนับสนุนการปฏิรูปที่ดิน รวมถึงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรตามนโยบายรัฐบาล อาทิ เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติหรือโรคระบาด เป็นต้น อีกทั้ง ส.ป.ก.ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะและความสามารถของบุคลากรในองค์กร ให้สามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา เป็นการ Work form everywhere เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินให้อยู่ได้อยู่ดีมีความสุข

เกษตรฯร่วมถกคกก.อ้อย-น้ำตาล สรุปผลดำเนินการ-ปริมาณผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705207

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมการประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย

ครั้งที่ 10/2565 ในฐานะกรรมการ (ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) โดยมีนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุมฯ

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้หารือและพิจารณาในประเด็นการเห็นชอบการแต่งตั้งกรรมการผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม ในคณะกรรมการบริหารตาม พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 และรับทราบในประเด็นการดำเนินการตามมติคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายในการประชุมครั้งที่ 9/2565 เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 , สาระสำคัญที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม ตาม พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2565 , การขยายระยะเวลาดำเนินงานโครงการพัฒนาด้านอ้อยปี 2565 ของคณะอนุกรรมการอ้อยระดับท้องถิ่นเขต 5 จังหวัดนครสวรรค์ เขต 7 จ.อุตรดิตถ์ เขต 14 จ.ชัยภูมิ และเขต 22 จ.อุทัยธานี รวม 17 โครงการ, รายงานการประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ครั้งที่ 8/2565 เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2565, สรุปผลการอนุญาตจำหน่ายน้ำเชื่อมเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอล ฤดูกาลผลิตปี 2564/2565, ประมาณการรายจ่ายประจำปี 2566 ของสำนักงานกองทุนและอ้อยและน้ำตาลทรายและประกาศคณะกรรมการอ้อย เรื่อง การจัดสรรปริมาณอ้อยขั้นสุดท้ายประจำฤดูกาลผลิตปี 2565/2566 (บัญชีจัดสรรขั้นสุดท้าย)

ฟรุ้ทบอร์ดโร่แจง เยียวยาเกษตรกร ชาวสวนลำไยปี’65 ชงครม.เห็นชอบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705208

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (ฟรุ้ทบอร์ด) กล่าวถึงโครงการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนลำไย ปี 2564/2565 ว่าตามที่ชาวสวนลำไย สอบถามถึงความคืบหน้าโครงการเยียวยาฯ ขณะนี้รอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยฟรุ้ทบอร์ด เสนอตามขั้นตอนไปตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน 2565ซึ่งทาง ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ได้ลงนามเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2565 ก่อนเสนอต่อ ครม.ตามขั้นตอนแล้ว

อย่างไรก็ดี มีเงื่อนไขกรอบแนวทางช่วยเหลือที่กำหนดไว้ ดังนี้ ขนาดพื้นที่ปลูกรายละ ไม่เกิน 25 ไร่ ในอัตรา 2,000 ต่อไร่ กรอบวงเงินทั้งหมด 3,821.54 ล้านบาท แยกการใช้เงินเป็น 1.เงินทุนผ่าน ธ.ก.ส. ดังนี้ (1) เงินเยียวยาเกษตรกรชาวสวนลำไย อัตราไร่ละ 2,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน25 ไร่ 3,821,537,038 บาท (2) ค่าบริหารจัดการโครงการ สำหรับ ธ.ก.ส.ครัวเรือนละ 7 บาท รวม 1,354,388 บาท และ (3) ค่าชดเชยต้นทุนให้ ธ.ก.ส.ร้อยละ 2.25 ของวงเงินเยียวยาที่ต้องจ่าย 83,842,650 บาท และ 2.ค่าบริหารจัดการโครงการของ กรมส่งเสริมการเกษตร 10,000,000 บาท

“สำหรับโครงการเยียวยาชาวสวนลำไยจะดำเนินการเช่นเดียวกับโครงการในอดีต ด้วยเงื่อนไขและวิธีการเดียวกัน โดยกรมส่งเสริมการเกษตร เสนอตัวเลขข้อมูลที่ตรวจสอบแล้วก่อนที่ฟรุ้ทบอร์ด มีมติเห็นชอบเสนอ รมว.เกษตรฯ ลงนาม และเสนอต่อครม.พิจารณาตามขั้นตอน” นายอลงกรณ์ กล่าว

เลขาฯมูลนิธิสืบฯบุกทส. ยื่น 3 ข้อเรียกร้องคดีอธิบดีกรมอุทยานฯรีดส่วยลูกน้อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705128

เลขาฯมูลนิธิสืบฯบุกทส. ยื่น 3 ข้อเรียกร้องคดีอธิบดีกรมอุทยานฯรีดส่วยลูกน้อง

เลขาฯมูลนิธิสืบฯบุกทส. ยื่น 3 ข้อเรียกร้องคดีอธิบดีกรมอุทยานฯรีดส่วยลูกน้อง

วันพุธ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2566, 15.50 น.

วันนี้ 18 มกราคม 2566 นายภาณุเดช เกิดมะลิ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ยื่นแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ต่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อ “ทวงถามความคืบหน้าการคืนความชอบธรรมให้บุคลากร กรมอุทยานฯ และกระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีเรียกรับสินบน” จากเหตุการณ์ที่นายรัชฏา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ถูกกล่าวหาว่าเรียกรับผลประโยชน์จากการแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งผู้ใต้บังคับบัญชา รายละเอียดตามที่ปรากฎเป็นข่าว โดยมีนายกุศล โชติรัตน์ รองปลัดกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้รับมอบหนังสือดังกล่าว

ทั้งนี้ทางมูลนิธิสืบฯ ได้มีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ โดยมีใจความสำคัญดังนี้

1. ควรตรวจสอบเส้นทางการเงินขบวนการทุจริตเรียกรับสินบนของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และขยายผลเพื่อให้เชื่อมโยงไปถึงผู้ร่วมกระบวนการกระทำผิด รวมถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกลำดับชั้น

2. จัดแถลงความคืบหน้าของการสืบสวนอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ ทำงานภายใต้หลักฐานข้อเท็จจริงด้วยความรอบคอบชัดเจน

3. ชี้แจงความคืบหน้าในการคืนความชอบธรรมให้แก่บุคลากรของกรมอุทยานฯ ที่ถูกโยกย้ายอย่างไม่เหมาะสมและไม่เป็นธรรม เร่งดำเนินการจัดทำโครงสร้างเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ (Career Path) โดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้นางรุ่งนภา พัฒนวิบูลย์ รองอธิบดี รักษาการแทนอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ชี้แจงต่อกรณีดังกล่าวว่า ณ ขณะนี้ กระบวนการทั้งหมดดำเนินการไปตามขั้นตอนของเจ้าหน้าที่ โดยทางเจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบ และในส่วนของกระทรวงฯ ก็ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว นางรุ่งนภากล่าวท้ายว่า “อยากให้ประชาชนเชื่อมั่นในกระบวนการทั้งหมด และฝากติดตามสถานการณ์นี้ต่อไป

เกษตรฯรุก83โครงการ รับมือระบบนิเวศเปลี่ยนแปลง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/704813

วันพุธ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการบูรณาการป้องกันและแก้ปัญหาผลกระทบต่อภาคการเกษตรจากการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขง กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุม ครั้งที่ 4/2565 ว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ มอบนโยบายการป้องกันและแก้ปัญหาผลกระทบต่อภาคการเกษตรจากการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศแม่น้ำโขง โดยทำงานบูรณาการในพื้นที่กลุ่มลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัด ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมทำงานกับภาคีเครือข่ายสภาองค์กรชุมชน องค์กรปกครองท้องถิ่น หน่วยงานรัฐในจังหวัด ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีและนวัตกรรม (AIC) ประจำจังหวัด โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบแผนการดำเนินงานโครงการตามแผนพัฒนาด้านการประมงในพื้นที่แม่น้ำโขง อย่างยืน 83 โครงการ งบประมาณ 13,082,440 บาท ปีงบประมาณ 2566

ที่ประชุมยังได้หารือและรับทราบเรื่องอื่นๆ อาทิ 1.แนวทางปฏิบัติในการใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำที่มีประสิทธิภาพสูงในพื้นที่แม่น้ำโขง (อวนลากทับตลิ่ง) 2.การสร้างทางผ่านปลาในกรณีที่มีการก่อสร้างประตูน้ำปิดกั้น ทางเข้า-ออกของสัตว์น้ำ ระหว่างแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขา 3.การสร้างทางผ่านปลากรณีมีการก่อสร้างประตูน้ำปิดกั้นทางเข้า-ออกของสัตว์น้ำ ระหว่างแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขา ปีงบประมาณ 2565

4.แนวทางการเพาะพันธุ์ปลาบึก เพื่อปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติ วิธีการที่จะให้ผลดีที่สุดและมีผลกระทบต่อพันธุกรรมของประชากรธรรมชาติไม่มาก คือ การดำเนินการในลักษณะระบบเพาะพันธุ์เคลื่อนที่ และ 5.ด้านความแปรปรวนทางพันธุกรรมจากการนำพลับพลึงแม่น้ำโขงที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกลับไปปลูกในธรรมชาติ ทำให้เกิดความแปรปรวนทางพันธุกรรม หากมีการนำต้นพันธุ์ที่กรมประมง ผลิตได้จากห้องปฏิบัติการไปปลูกคืนถิ่นเดิม จะไม่เป็นการก่อให้เกิดความแปรปรวนทางพันธุกรรม

นอกจากนี้ ที่ประชุม ยังรับทราบ 1.รายงานความก้าวหน้าการดำเนินการของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาการเกษตรในพื้นที่แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืนทบทวนแผนพัฒนาการเกษตร ในพื้นที่แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืนระดับจังหวัด ปี 2566-2570 โดยวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศแม่น้ำโขง สถานการณ์ปัจจุบัน และความต้องการจากผู้มีส่วนได้เสีย จัดลำดับความสำคัญของกลุ่มเป้าหมายโดยให้ความสำคัญกับกลุ่มพื้นที่ที่มีพื้นที่ติดแม่น้ำโขงเป็นลำดับแรก ทั้งนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้จัดทำสรุปแผนงานและโครงการภายใต้แผนพัฒนาการเกษตรในพื้นที่แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืนระดับจังหวัด ปี 2566-2570 (ฉบับทบทวน) เรียบร้อยแล้ว และ 2.รายงานผลการดำเนินโครงการและกิจกรรมด้านการประมงในแม่น้ำโขง ปีงบประมาณ 2565 รวม 23 โครงการ งบประมาณ 9,204,796 บาท