ว่าที่ สส.ตราด หาเสียงก่อนยุบสภาคึกคัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706198

วันอังคาร ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งสส.ตราดก่อนหมดวาระอีก 2 เดือนเริ่มคึกคัก และลงตัวในเรื่องของผู้สมัครในแต่ละพรรคการเมือง โดยขณะนี้ มี 5-6 พรรคการเมืองเริ่มเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก โดยพรรคเพื่อไทยที่มีนายทินวัฒน์ เจียมอุย รองนายกอบจ.ตราด เป็นว่าที่ผู้สมัครในการเลือกตั้งครั้งนี้กำลังปรับอาคารของโรงแรมเหลายาอินแลนด์มาใช้เป็นศูนย์ประสานงานพรรคเพื่อไทยจังหวัดตราด และนำป้ายหาเสียงประชาสัมพันธ์นโยบายของพรรคเพื่อไทยที่มีภาพของ นางสาวพินทองธาร ชินวัตรอยู่ในหลายนโยบายทั้งเรื่องการปราบปรามยาเสพติดและการให้ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท ซึ่งติดตามเส้นทางสายสำคัญของจังหวัดตราดและในทุกอำเภอด้วย

ขณะที่นายวศิน พงษ์ศิริ ว่าที่ผู้สมัคร สส.ตราด จากพรรคภูมิใจไทย นำป้ายของพรรคภูมิใจไทยมาติดตามถนนสายต่างๆ โดยเน้นในเรื่องการพักชำระหนี้ 3 ปี หยุดต้นปลอดดอกเบี้ย คนละ 1 ล้านบาท ซึ่งติดตั้งมาก่อนที่พรรคเพื่อไทย และมีสติ๊กเกอร์ติดผนังและรถยนต์ที่เขียนข้อความนโยบายของพรรคภูมิใจไทยได้แจกจ่ายไปตามฐานคะแนนของพรรคภูมิใจไทยกว่า 5,000 ใบขณะเดียวกันพยายามผลักดันโครงการขนาดใหญ่ของจังหวัดตราด เช่น การสร้างอ่างเก็บน้ำคลองแอ่งจนสำเร็จ การผลักดันให้มีการก่อสร้างสะพานข้ามเกาะช้าง และโครงการอื่นๆ ในจังหวัดตราดอีกหลายโครงการ และยังตั้งศูนย์ประสานงานของพรรคภูมิใจไทยในตำบลสังกระแจะอีกด้วย

ส่วนนายกิตติธัช ไชยอรรถ ว่าที่ผู้สมัครสส.ตราดของพรรคพลังประชารัฐ หลังจากลาออกจากพรรคสร้างอนาคตไทย และมาสมัครในพรรคพลังประชารัฐ และได้รับการคัดเลือกให้ลงสมัครสส.ตราดในนามพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกหาเสียงและพบกับประชาชนในจังหวัดตราดทันทีพร้อมนำป้ายประชาสัมพันธ์ของพรรคพลังประชารัฐที่มี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค รวมอยู่ด้วยมาติดประกบกับพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีจำนวนไม่แตกต่างกัน

ขณะที่นายประทีป เลขาพันธ์ ที่เดิมสังกัดพรรคพลังประชารัฐ โดยผ่านกลุ่มของนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน แต่เมื่อนายสุชาติ ชมกลิ่น เปิดตัวร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ นายประทีป เลขาพันธ์ ได้ลาออกมาร่วมกับพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมรื้อป้ายศูนย์ประสานงานพรรคพลังประชารัฐจังหวัดตราดทิ้งไป แล้วนำป้ายพรรครวมไทยสร้างชาติมาติดแทน และได้ประกาศนโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติให้ชาวตราดได้รับรู้ผ่านการพบปะพี่น้องประชาชนชาวตราดแล้ว

กฟก.หารือนายกสภาฯ แนะแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706128

กฟก.หารือนายกสภาฯ แนะแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกร

กฟก.หารือนายกสภาฯ แนะแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2566, 15.48 น.

กฟก. ยกทีมเข้าพบนายกสภาทนายความ หารือแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรให้บรรลุผลตาม MOU

วันที่ 23 ม.ค. 66 นายสไกร พิมพ์บึง เลขาธิการ สำนักงาน กฟก. พร้อมด้วยนางรัชฎาภรณ์  แก้วสนิท ประธานกรรมการบริหารฯ  และคณะผู้บริหาร เข้าพบ ดร.วิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อนำเสนอรายชื่อตัวแทนสภาทนายความที่ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ที่คณะกรรมการบริหารสภาทนายได้ส่งรายชื่อมาให้สำนักงาน กฟก. โดยสภาทนายความยินดีให้ความร่วมมือการแก้ไขปัญหาทางกฎหมายให้เกษตรกรสมาชิก กฟก. ทุกกรณีตามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ที่ได้ทำร่วมกันก่อนหน้านี้และในอนาคตจะมีการกำหนดหลักสูตรเพื่อเพิ่มความรู้ความเข้าใจด้านกฎหมาย เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ นอกจากนี้ยังเห็นชอบการจัดเวทีสร้างความเข้าใจให้ผู้เกี่ยวข้องซึ่งจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง.-008

‘อลงกรณ์’พัฒนาโค-แข่งวัวลานเพชรบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705968

วันจันทร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงแผนการพัฒนาโคพื้นเมืองและกีฬาวัวลาน สำหรับปี 2566 ว่าภายหลังการประชุมรวมพลคนปศุสัตว์หารือระหว่างกรมปศุสัตว์ จ.เพชรบุรี ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและกลุ่มผู้เลี้ยงโคพื้นเมืองและวัวลานครั้งที่ 1 เพื่อรับฟังปัญหาและร่วมวางแนวทางการพัฒนาโคพื้นเมืองและการแข่งขันวัวลานกีฬาประเพณีพื้นบ้านปีนี้สำนักงานปศุสัตว์ จ.เพชรบุรี มีแผนดำเนินการพัฒนาโคพื้นเมืองและวัวลานภาคตะวันตกอย่างเป็นระบบครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาสายพันธุ์ การพัฒนาฟาร์ม การป้องกันโรค การยกระดับปศุสัตว์แปลงใหญ่ การอนุรักษ์พันธุ์โคพื้นเมือง การขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของเพชรบุรี การส่งเสริมประเพณีการประกวดวัวสวยงาม วัวเทียมเกวียนและการแข่งขันวัวลาน การพัฒนาตลาดเพื่อยกระดับราคา

ทั้งนี้ จะจดทะเบียนเป็นสมาคมกีฬาวัวลาน พร้อมกับสร้างสนามกีฬาแข่งวัวลานที่เป็นมาตรฐาน เช่นเดียวกับสนามม้าแข่งในประเทศไทยและในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่มีระเบียบและกฎหมายรองรับ และจะเปิดให้นักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เข้าชมวัวลานกีฬาประเพณีวิถีไทย ในรูปแบบเกษตรท่องเที่ยวเป็นการสร้างภาพลักษณ์และชื่อเสียงให้กับวัวลานเพชรบุรี ซึ่งถือเป็นต้นตำรับประเพณีการแข่งวัวลานในประเทศไทย รวมทั้งการส่งเสริมวัวเทียมเกวียน การประกวดพันธุ์วัวและวัวสวยงาม โดยมีศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม จ.เพชรบุรี (ศูนย์ AIC มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี) และหน่วยงานเกี่ยวข้องให้การสนับสนุนส่งเสริมด้านการวิจัยพัฒนาและต่อยอด

อย่างไรก็ดี จะเปิดสนามแข่งวัวลานที่เพชรบุรีเป็นครั้งแรก ในเดือนแรกของปีนี้ เพื่อเปิดศักราชใหม่ของการส่งเสริมพัฒนาโคพื้นเมืองและวัวลาน ภายใต้แนวทางเพชรบุรีโมเดล ซึ่งเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนมีเป้าหมายเข็มมุ่งชัดเจน ทำได้ไวทำได้จริง

กรมฝนหลวงฯ ครบ 1 ทศวรรษ จัดกิจกรรมสุดพิเศษตลอด 3 วัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705972

วันจันทร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ขอเชิญประชาชน เยาวชนและผู้สนใจร่วมงานวันสถาปนากรมฝนหลวงฯ พบกับกิจกรรมสุดพิเศษ โชว์ผลงานเด่นด้านปฏิบัติการฝนหลวง งานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีฝนหลวง เครื่องบินทำฝนหลวงปลดประจำการ รับฟังงานเสวนา ระหว่างวันที่25-27 มกราคมนี้ ณ กรมฝนหลวงฯมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ

นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร รักษาราชการแทนอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งในปีนี้เป็นปีครบรอบปีที่ 10 กรมฝนหลวงฯ ได้เตรียมกิจกรรมหลากหลายให้ประชาชนได้เข้าชมผลงานการปฏิบัติงานของกรมฝนหลวงฯ ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา อาทิ กิจกรรมเปิดบ้านฝนหลวง (Fonluang Open House) เพื่อนำเสนอผลงานการวิจัยที่โดดเด่น เช่น จรวดดัดแปรสภาพอากาศ อุปกรณ์พ่นสารฝนหลวงจากพื้นสู่ก้อนเมฆ เครื่องบินเป้าอากาศไร้นักบินเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวงเมฆอุ่น สารฝนหลวงที่ใช้งานได้ในสภาพอากาศที่ความชื้นไม่ถึงร้อยละ 60 เป็นต้น มีการจัดแสดงเครื่องมือตรวจสภาพอากาศฝนหลวง และระบบข้อมูลสนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวงให้ถูกที่ถูกเวลา รวมทั้งได้นำเครื่องบินทำฝนหลวงที่ปลดประจำการแล้วมาโชว์ในงานอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีงานเสวนาแผนยุทธศาสตร์กรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมทั้งการลงนามบันทึกข้อตกลงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีฝนหลวง และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที

“ภายในงานพี่น้องประชาชนจะได้ทำความรู้จักกับกรมฝนหลวงฯ ประวัติความเป็นมาตั้งแต่ครั้งที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงเป็นพระบิดาแห่งฝนหลวง ผู้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานตำราฝนหลวงพระราชทาน ให้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติการฝนหลวง รวมถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่านที่ทรงใช้หลักการและวิธีการทางวิทยาศาสตร์บริหารจัดการน้ำในอากาศ ดัดแปรสภาพอากาศให้เกิดเป็นฝนตกในพื้นที่ห่างไกลแหล่งน้ำเพื่อบรรเทาภัยแล้งให้ประชาชนคนไทย ซึ่งได้รับการยอมรับไปทั่วโลก

งานวันคล้ายวันสถาปนากรมฝนหลวงฯ จัดระหว่างวันที่ 25-27 มกราคม 2566 ณ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน ผู้เข้าชมงานจะได้รับชมนิทรรศการผลงานปฏิบัติการฝนหลวงในหลากหลายมิติที่พัฒนาต่อยอดเรื่อยมาตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ซึ่งนอกจากภารกิจหลักในการบรรเทาและป้องกันภัยแล้งแล้ว ปฏิบัติการฝนหลวงยังครอบคลุมถึงปฏิบัติการเติมน้ำในเขื่อนเพิ่มน้ำต้นทุนสำหรับอุปโภค-บริโภค เติมน้ำในดินเพิ่มความชุ่มชื้นลดสาเหตุการเกิดไฟป่า ปฏิบัติการดับไฟป่า ปฏิบัติการทำลายพายุลูกเห็บ ซึ่งผู้เข้าชมงานจะได้รับความเพลิดเพลินร่วมไปกับความเข้าใจปฏิบัติการขึ้นทำฝนหลวงอย่างเป็นรูปธรรม โดยเราจะเชิญนักเรียนนักศึกษาเข้าร่วมชมงานวันสถาปนากรมฝนหลวงฯ ครบรอบ 10 ปีในครั้งนี้เพื่อสร้างเสริมความรู้ความเข้าใจงานฝนหลวงให้แก่เยาวชนด้วย” นายสุพิศกล่าว

“ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กรมฝนหลวงฯทุกคนจะมุ่งมั่นสานต่องานศาสตร์พระราชา ปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อช่วยแก้ไขและบรรเทาปัญหาของประชาชนและเกษตรกรให้สมดั่งพระราชปณิธาน รัชกาลที่ 9 พร้อมกับพัฒนาต่อยอดงานในอีก 7 ด้าน ได้แก่ การทำฝนหลวงแบบเต็มอิ่ม เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าส่งเสริมงานวิจัย เพิ่มจำนวนอาสาสมัครฝนหลวง ยกระดับวัฒนธรรมองค์กร และยกระดับธรรมาภิบาลในภาครัฐ ซึ่งในวาระครบรอบปีที่ 10 และปีต่อไปนี้พี่น้องทั้งประเทศจะได้ประจักษ์ว่าฝนหลวงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้พระราชทานมาจะอยู่เคียงข้างเป็นกำลังสนับสนุนด้านน้ำให้เกษตรกรและประชาชนคนไทยตลอดไป” นายสุพิศกล่าวในตอนท้าย

หม่อนไหม-อ.ต.ก. เปิดช่องจัดจำหน่าย สินค้าผู้ผลิตผ้าไหม จัดกิจกรรมการตลาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705971

วันจันทร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประกอบ เผ่าพงศ์ อธิบดีกรมหม่อนไหม ร่วมกับ นายปณิธาน มีไชยโย ผอ.องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ยกระดับความร่วมมือส่งเสริมและเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการ ในการจำหน่ายผ้าไหมไทยที่มีคุณภาพให้กับผู้บริโภค ส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ในกิจกรรมหรือโครงการ รวมทั้งเผยแพร่ผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างการรับรู้ต่อประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมและประเทศชาติ โดยได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือต่อกัน ซึ่งมีนายธนา ชีรวินิจ เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานและสักขีพยาน

นายประกอบกล่าวว่า กรอบข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว อ.ต.ก.เป็นผู้ดำเนินการจัดหาพื้นที่ตลาด อ.ต.ก.ให้แก่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกรผู้ประกอบการ และกรมหม่อนไหม เพื่อใช้เป็นสถานที่ในการจัดจำหน่ายผ้าไหมไทยและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ได้จากการวิจัยและพัฒนา ส่วนกรมหม่อนไหมเป็นผู้ดำเนินการประสานงานในการจัดหาเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการในการจัดหาผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยที่มีคุณภาพ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ได้จากการวิจัยและพัฒนาของกรมหม่อนไหม เพื่อนำมาจำหน่ายอย่างเหมาะสม รวมถึงให้การสนับสนุน ส่งเสริมการจัดทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย หรือกลยุทธ์ด้านการตลาด ตลอดจนกำหนดราคาในการจำหน่ายอย่างเหมาะสม โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันสนับสนุนการจัดกิจกรรมด้านการตลาด และประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง

‘สุนทร’มอบนโยบาย8ด้าน กรมฝนหลวงฯช่วยเหลือเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705970

วันจันทร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุนทร ปานแสงทอง รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงานให้แก่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยมีนายสุพิศ พิทักษ์ธรรมรองอธิบดีกรมฝนหลวงฯ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมฝนหลวงฯ และเจ้าหน้าที่กรมฝนหลวงฯ เข้าร่วม ว่ากรมฝนหลวงฯ ถือเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่สำคัญของกระทรวงเกษตรฯ มีภารกิจเฉพาะด้านในการปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในพื้นที่การเกษตร พื้นที่ป่าไม้และเขื่อนเก็บกักน้ำ ซึ่งเป็นการช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค และประสบปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติด้านต่างๆ เช่น ปัญหาหมอกควันไฟป่า ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เป็นต้นตลอดจนการบรรเทาความรุนแรงของพายุลูกเห็บอีกด้วย

นายสุนทรกล่าวอีกว่า ได้มีนโยบาย/งานสำคัญ 8 ด้าน ที่กรมฝนหลวงฯ ต้องขับเคลื่อน ได้แก่ 1. การต่อยอดตำราฝนหลวงพระราชทาน โดยการกำหนดยุทธศาสตร์เป้าหมายงานวิจัย เพิ่มศักยภาพงานวิจัย เพื่อการพัฒนาต่อยอดวิธีการหรือเทคนิคทำฝนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น การวิจัยเพื่อเพิ่มสูตรหรือปรับสูตรสารฝนหลวง การวิจัยปรับวิธีการทำฝนหรือดัดแปรสภาพอากาศ รวมถึงการศึกษาวิจัยเพื่อนำไปใช้ในกระบวนงานสนับสนุน เช่น วิจัยเพื่อลดการใช้กำลังคนในการบดโปรย เป็นต้น 2.การปฏิบัติการฝนหลวงหรือการทำฝนหลวงให้ประชาชนเห็นผลแบบประทับใจ หมายถึงการระดมทรัพยากรทำฝนในพื้นที่เป้าหมายให้เพียงพอในเชิงปริมาณน้ำ ให้มีความชุ่มชื้นเพียงพอภายในระยะเวลาอันสั้น เพื่อที่จะย้ายไปดำเนินการพื้นที่เป้าหมายอื่นในแบบเดียวกัน

3.นำเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีประสิทธิภาพมาใช้เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติงาน เช่น เครื่องบินแบบใหม่ที่เหมาะสม การนำอากาศยานไร้นักบินมาใช้ในการทำฝน การตรวจสภาพอากาศซึ่งจะสามารถลดต้นทุนได้ การคิดค้นวิธีการโปรยสารแบบอัตโนมัติแทนใช้คนโปรยปรับเครื่องมือและวิธีการบดสารฝนหลวง เป็นต้น 4.สารฝนหลวง ควรมีการปรับวิธีการจัดเก็บสารฝนหลวงให้คงสภาพคงคุณสมบัติได้นานที่สุด เพื่อประสิทธิภาพในการใช้งาน 5.การใช้เครื่องบินให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่ามากที่สุด 6.ขยายเครือข่ายอาสาฝนหลวง ขยายการรับรู้ การมีส่วนร่วมระหว่างหน่วยงานและเกษตรกรให้ได้มากที่สุด 7.ให้ความสำคัญด้านการบริหารงานบุคคล ควรมีการวิเคราะห์และทำแผนปรับปรุงโครงสร้าง/กรอบอัตรากำลังให้เหมาะสม และ 8.ให้ความสำคัญด้านโครงสร้างพื้นฐานอาคาร เช่น โรงเก็บและซ่อมเครื่องบิน โรงเก็บสาร สนามบินบ้านพัก และครุภัณฑ์ที่จำเป็น เพื่อความคล่องตัวในการบริหาร การปฏิบัติการและยกระดับคุณภาพชีวิตของข้าราชการ ต้องมีการจัดทำแผนระยะสั้นระยะยาว

รองปลัดฯรุดลงพื้นที่ตรวจ โครงการส่งน้ำแก่งกระจาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705969

วันจันทร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการบริหารจัดการน้ำ ที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ซึ่งเขื่อนแก่งกระจาน เป็นเขื่อนดิน มีความสูง 58 เมตร ความยาวสันเขื่อน 760 เมตร ความกว้าง 8 เมตร (ระดับน้ำทะเลปานกลาง) มีพื้นที่ 46.5 ตารางกิโลเมตร มีความจุ 710 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) สามารถช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ เพื่อการอุปโภค-บริโภค ตั้งแต่ปากอ่าวเพชรบุรีจนถึงหัวหินให้หมดไป อีกทั้งยังเป็นแหล่งส่งเสริมการประมง และช่วยบรรเทาอุทกภัยในทุ่งเพชรบุรีได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ นายเศรษฐเกียรติ ได้กล่าวชื่นชมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำภายใต้โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนแก่งกระจาน และได้ให้ข้อแนะนำในการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้น้ำ เพื่อการอุปโภคและบริโภคในด้านการเกษตรและการท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ

‘เฉลิมชัย’จ้างแรงงานปี’66 กรมชลฯตั้งเป้าให้ได้86,000คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705440

วันศุกร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.02 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ตามที่ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศ ให้มีรายได้เสริมในช่วงฤดูแล้ง ด้วยการจ้างแรงงานชลประทาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ในปีงบประมาณ 2566 สำหรับปฏิบัติงานด้านต่างๆ อาทิ งานซ่อมแซม บำรุงรักษา ขุดลอก ปรับปรุงงานชลประทาน โครงการส่งเสริมการดำเนินงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ งานก่อสร้างแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำเพื่อชุมชน แก้มลิง การจัดการคุณภาพน้ำ รวมทั้งโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ เป็นต้น โดยมีแผนจ้างแรงงาน วงเงิน 5,336 ล้านบาท สามารถจ้างแรงงานได้ประมาณ 86,000 คน ระยะเวลาการจ้างอยู่ระหว่าง 3-10 เดือน วงเงินจ้างแรงงานอยู่ระหว่าง 26,100–87,000 บาท/คน(ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการจ้าง/คน) โดยเกณฑ์การจ้างแรงงานจะพิจารณากลุ่ม เป้าหมาย 4 กลุ่ม ดังนี้ 1. เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรหรือเกษตรกรในพื้นที่ 2.สมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำของกรมชลประทานในพื้นที่ 3. ประชาชน และผู้ใช้แรงงานทั่วไป และ 4.หากแรงงานในพื้นที่มีไม่เพียงพอให้พิจารณาจ้างเกษตรกรหรือแรงงานในพื้นที่ใกล้เคียง จากหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และลุ่มน้ำ ตามลำดับ

ปัจจุบันมีการจ้างแรงงานทั่วประเทศแล้ว 16,408 คน คิดเป็นร้อยละ 19 ของแผนฯ โดยจังหวัดที่มีผลการจ้างแรงงานมากที่สุด 3 ลำดับ ได้แก่ จ.นครพนม 1,861 คน จ.อำนาจเจริญ 1,191 คน และ จ.เชียงใหม่ 1,110 คน โดยกรมชลประทาน ขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรและประชาชนทั่วไป เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อเป็นการสร้างรายได้เสริมหรือทดแทนจากการสูญเสียรายได้ ด้านการเกษตร โดยสามารถติดต่อสอบถามหรือสมัครได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือทางสายด่วนกรมชลประทาน 1460

สกู๊ปพิเศษ : ผ่าวิสัยทัศน์…อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรคนใหม่ ‘สุพิศ พิทักษ์ธรรม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705443

สกู๊ปพิเศษ : ผ่าวิสัยทัศน์...อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรคนใหม่ ‘สุพิศ พิทักษ์ธรรม’

สกู๊ปพิเศษ : ผ่าวิสัยทัศน์…อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรคนใหม่ ‘สุพิศ พิทักษ์ธรรม’

วันศุกร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ด้วยพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ได้ทรงตระหนักและเล็งเห็นในคุณค่าของแนวพระราชดำริเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน พระ องค์ ทรงยึดมั่นที่จะสืบสาน รักษาและต่อยอดแนวพระราชดำริต่างๆ ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อเป็นแสงสว่าง นำทางตามรอยพระราชปณิธานไปสู่ความผาสุกแก่ประชาชนและประเทศชาติสืบไป

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้น้อมนำแนวพระราชดำริดังกล่าวมาใช้ในการปฏิบัติงานตามภารกิจการทำฝนหลวง รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการทำฝนและการดัดแปรสภาพอากาศ ให้เกิดเป็นฝนภายใต้แนวคิดพระราชทาน “ทำให้เมฆรวมตัวตกลงมาเป็นฝน” ตลอดจนภารกิจด้านการบินเกษตร

ในวันที่ 25 มกราคม 2566 นี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะมีอายุครบ 10 ปี ภายใต้การนำของกัปตันคนใหม่ว่าที่อธิบดี “สุพิศ พิทักษ์ธรรม” รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะมีวิสัยทัศน์ที่จะบริหารงานนำองค์กรสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายและภารกิจภายใต้นโยบาย ยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรฯ และแผนแม่บทเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ อย่างไรบ้าง?

ว่าที่อธิบดีกรมฝนหลวงฯ สุพิศ พิทักษ์ธรรม กล่าวไว้ว่า… “การทำให้องค์กรพัฒนาสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายได้นั้น ผู้บริหารระดับอธิบดี รองอธิบดี มีส่วนสำคัญ จะต้องตั้งใจที่จะพัฒนาองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้า ผมวางแผนการทำงานไว้ 7 มิติ ที่จะนำกรมฝนหลวงและการบินเกษตรก้่าวไปสู่ความสำเร็จ” สำหรับ 7 มิติดังกล่าวประกอบด้วย

มิติที่ 1 การปฏิบัติการฝนหลวงหรือการทำฝนหลวงต้องแบบ “เต็มอิ่ม” หมายถึง การระดมทรัพยากรทั้งเครื่องบิน บุคลากร และอุปกรณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ขึ้นทำฝนในพื้นที่เป้าหมายทันทีที่สภาวะอากาศพร้อม ให้เพียงพอในเชิงปริมาณน้ำ ความชุ่มชื้น ภายในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งจะทำให้ฝนตกได้ในปริมาณที่มากขึ้นสำเร็จตามวัตถุประสงค์ จากเดิมเวลาที่ขึ้นปฏิบัติการทำฝนหลวง จะใช้เครื่องบินชุดละ 2 ลำเท่านั้น และจะปฏิบัติการทำฝนหลวงกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค ทำให้ได้ประสิทธิภาพไม่เต็มที่ หลังจากนี้กรมฝนหลวงฯจะปรับเปลี่ยนแนวทาง

มิติที่ 2 นำเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมาใช้เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติงาน เช่น การนำอากาศยานไร้นักบิน(UAV) หรือโดรนมาใช้ในการทำฝนและการตรวจสภาพอากาศแทนการยิงบอลลูน พัฒนาเทคโนโลยีในการโปรยสารทำฝนแบบอัตโนมัติแทนการใช้คนโปรย ปรับวิธีการบดสารฝนหลวงโดยใช้เครื่องจักร พร้อมวิธีจัดเก็บสารฝนหลวงที่คงสภาพเพื่อยึดอายุการใช้งาน ปรับเทคโนโลยีการลำเลียงสารทำฝนหลวง

มิติที่ 3 ใช้ทรัพยากรให้มีความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยการกระจายต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) เช่น การใช้เครื่องบินแต่ละลำต้องปรับปรุงให้สามารถใช้งานได้อย่างอเนกประสงค์ คุ้มค่า และใช้ประโยชน์ได้ทุกช่วงเวลา ในช่วงเวลาพักการทำฝนหลวง ก็สามารถนำไปใช้ในภารกิจหรือกิจกรรมอื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการบินเพื่อปฏิบัติราชการของผู้บริหารในพื้นที่ห่างไกล การบินสำรวจพื้นที่ การบริหารจัดการน้ำเพื่อการป้องกัน แก้ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง การบินสำรวจทางอากาศเพื่อการเกษตร เป็นต้น

มิติที่ 4 มุ่งเน้นการเกิดงานวิจัย กรมฝนหลวงฯจะให้ความสำคัญกับงานวิจัย เพราะงานวิจัยจะสามารถตอบข้อสงสัย แก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีเหตุผลเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งจะนำมาพัฒนาต่อยอดให้สามารถนำมาใช้งานได้จริง ทั้งที่เป็นงานวิจัยที่เกี่ยวกับภารกิจโดยตรง หรืองานวิจัยเพื่อนำไปใช้ในกระบวนงานสนับสนุน

มิติที่ 5 ขยายเครือข่ายอาสาฝนหลวง อาสาสมัครฝนหลวง จะเป็นตัวแทนของกรมฝนหลวงฯได้ดีที่สุดในการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารจากกรมฝนหลวงฯ ไปสู่ประชาชนในพื้นที่ และสะท้อนปัญหาในพื้นที่ย้อนกลับมายังกรมฝนหลวงฯ จะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนได้อย่างถูกต้องและตรงกับเป้าประสงค์มากที่สุด

มิติที่ 6 ปรับวัฒนธรรมองค์กร เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องปรับเปลี่ยนใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกรมฝนหลวงฯ โดยสร้างวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีม ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำหน้าที่ สร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง เน้นการเรียนรู้ และมีความยืดหยุ่นในการทำงาน

และมิติที่ 7 ยกระดับธรรมาภิบาลในภาครัฐ เน้นความโปร่งใสตรวจสอบได้ โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้าง จะต้องถูกต้องตามกฎระเบียบ ข้าราชการของกรมฝนหลวงฯทุกคนจะต้องไม่ถูกสอบสวนในเรื่องทุจริต การบริหารงบประมาณให้เป็นไปตามระเบียบ กฎหมาย เป็นธรรม มีการวิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย เพื่อชั่งน้ำหนักเพื่อประโยชน์สูงสุด

“ความยิ่งใหญ่ของผู้นำนั้น จะต้องปราศจากข้อครหาเรื่องการคอร์รัปชั่น” ว่าที่อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรกรกล่าวย้ำในตอนท้าย

อธิบดีกรมข้าวตรวจ ความก้าวหน้างาน สร้างศูนย์เมล็ดพันธุ์ ให้บริการประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705437

วันศุกร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะ เดินทางมายังสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานและเร่งรัดการเบิกจ่าย โครงการก่อสร้างศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุพรรณบุรี ต.รั้วใหญ่ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี บนพื้นที่กว่า 20 ไร่

นายณัฏฐกิตติ์กล่าวว่า ได้ดำเนินงานโครงการขยายศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยก่อสร้างศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวเพิ่มเติมในจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกข้าวมากกว่า 300,000 ไร่ต่อปี (นาปีและนาปรัง) และยังไม่มีหน่วยงานที่มีภารกิจในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นพันธุ์ขยาย ชั้นพันธุ์จำหน่ายอยู่ในพื้นที่ เพื่อขยายศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวภาพรวม ลดปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ เพิ่มโอกาสการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีของเกษตรกร เพิ่มหน่วยงานสนับสนุนด้านวิชาการและบริการประชาชนตลอดจนตอบสนองนโยบายของรัฐในการส่งเสริมการผลิตข้าวผ่านโครงการต่างๆ และสร้างความมั่นคงทางเมล็ดพันธุ์ข้าว

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อว่า โครงการดังกล่าวได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการก่อสร้างศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุพรรณบุรี พร้อมติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์เพื่อการปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ และครุภัณฑ์สำหรับใช้ในการปฏิบัติงาน ผูกพันงบประมาณตั้งแต่ปีงบประมาณ 2564-2567 วงเงินตามสัญญาทั้งสิ้น 259,500,000 บาท แบ่งเป็น 30 งวดงาน ระยะเวลาดำเนินการ 550 วัน ขณะนี้ดำเนินการก่อสร้างไปแล้วร้อยละ 12.73 คาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดให้บริการประชาชนได้ในปีงบประมาณ 2567