โพลล์ชี้90%ปชช.พอใจกระทรวงเกษตรฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/704809

วันพุธ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดนัย ปรีชาเพิ่มประสิทธิ์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หัวหน้าโครงการสำรวจความความพึงพอใจของผู้รับบริการและสำรวจการรับรู้ความเข้าใจของประชาชนที่มีต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2565 กล่าวถึงผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2565-2 มกราคม 2566 กระจายกลุ่มตัวอย่างในทุกจังหวัด 1,678 ตัวอย่าง พบว่าร้อยละ87.39 ประชาชนมีความพึงพอใจในภาพรวมต่อการปฏิบัติงานของกระทรวงเกษตรฯ

ด้านความพึงพอใจผลงานตามยุทธศาสตร์ของกระทรวง ส่วนใหญ่ร้อยละ 90.38 พึงพอใจยุทธศาสตร์สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร รองลงมาร้อยละ 90.21 ยุทธศาสตร์เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าเกษตร และร้อยละ87.04 ยุทธศาสตร์เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ด้านความพึงพอใจผลงานตามนโยบาย ส่วนใหญ่ ร้อยละ 91.18พึงพอใจนโยบายตลาดนำการผลิต รองลงมาร้อยละ 90.58 นโยบายการส่งเสริมเกษตรพันธสัญญา, ร้อยละ 90.18 นโยบายการประกันรายได้เกษตรกร, ร้อยละ 89.37 นโยบายการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ด้านการเกษตร และร้อยละ 89.13 การประกันภัยพืชผล

ขณะที่ภาพลักษณ์ของกระทรวงเกษตรฯ ส่วนใหญ่ ร้อยละ 90.24 ประชาชนมองว่า เป็นหน่วยงานที่ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้มีความมั่นคง รองลงมาร้อยละ 89.44 เป็นหน่วยงานบริหารจัดการสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ ร้อยละ 89.39 เป็นหน่วยงานพัฒนาเศรษฐกิจภาคการเกษตรและสหกรณ์ให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ และร้อยละ 89.21 เป็นหน่วยงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตรและสิ่งอำนวยความสะดวกให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สำหรับผลการปฏิบัติงานตามค่านิยมขององค์กร ส่วนใหญ่ ร้อยละ 88.31มองว่า มีคุณธรรม รองลงมา ร้อยละ 87.01 มีความสามารถในการสร้างสรรค์, ร้อยละ 86.38 ตรงไปตรงมา และร้อยละ 84.99 ตรวจสอบได้

‘กรมข้าว’ชวนเที่ยว ชมวิถีการทำเกษตร หนุนผลิตภัณฑ์ข้าว ส่งมอบเป็นของขวัญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/704815

วันพุธ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อนรมว.เกษตรและสหกรณ์ มีข้อสั่งการให้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ส่งมอบผลิตภัณฑ์การเกษตรคุณภาพ และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้เกิดการใช้จ่าย สร้างรายได้เพิ่ม และลดรายจ่ายครัวเรือนให้กับเกษตรกรและประชาชน อีกทั้งยังส่งมอบความสุขจากการเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศเกษตรที่สวยงาม พร้อมกับได้รับความรู้ทางด้านการเกษตร กรมการข้าว จึงจัดกิจกรรมส่งความสุขปีใหม่โดยเชิญชวนคนไทย หันมาให้ความสำคัญกับแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตชาวชนบท เปิดสถานที่ท่องเที่ยว แหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตร ปรับภูมิทัศน์รองรับนักท่องเที่ยว ให้เข้าชมฟรี

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยข้าวนครราชสีมา ได้จัดแปลงสาธิตเรียนรู้ด้านการเกษตรทั้งงานด้านวิชาการและงานผลิตเมล็ดพันธุ์พันธุ์คัด พันธุ์หลัก ให้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไปได้เข้าชม ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวลำปาง ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่ และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอำนาจเจริญ ได้ตั้งจุดอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวบึงกาฬ ปรับภูมิทัศน์รองรับนักท่องเที่ยว ตลอดจนพารับชมการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี จึงขอเชิญชวนคนไทยหันมาใช้ข้าว หรือผลิตภัณฑ์จากข้าวโดยตรงจากกลุ่มเกษตรกร หรือกลุ่มสหกรณ์ผู้ผลิตข้าว เป็นของขวัญส่งมอบความสุขให้แก่กัน โดยพันธุ์ข้าวที่กำลังได้รับความนิยม เช่น ข้าวหอมมะลิอินทรีย์, ข้าวมะลินิลสุรินทร์, ข้าวทับทิมชุมแพ และข้าว กข43 เป็นต้น

เกษตรฯเร่งปรับโครงการ รุดเยียวยาชาวสวนลำไย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/704811

วันพุธ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงโครงการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนลำไย ปี 2564/2565 จากที่กระทรวงเกษตรฯ ขออนุมัติการดำเนินโครงการฯ ต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว ว่าทาง ครม.ได้พิจารณาแล้ว โดยมีมติว่าเพื่อให้เกิดความรอบคอบและชัดเจนต่อการดำเนินโครงการฯ ที่จะเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรชาวสวนลำไยที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์มากที่สุด จึงขอให้กระทรวงเกษตรฯ รวบรวมรายละเอียดข้อมูล และข้อคิดเห็นเพิ่มเติมจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณา

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ได้รวบรวมรายละเอียดข้อมูลโครงการและประสานงานกับหน่วยงานเพื่อให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ ได้นำข้อคิดเห็นจากทุกหน่วยงานมาปรับปรุงโครงการให้สอดคล้องตามข้อคิดเห็นดังกล่าว โดยกระทรวงเกษตรฯ จะเสนอเข้า ครม.เพื่อพิจารณาอีกครั้ง

ข้าวโพด-กากถั่วแพงจัด ดันต้นทุน‘ไข่ไก่’พุ่ง จ่อขยับราคาอีก เกษตรกรวอนรัฐเร่งแก้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/704926

ข้าวโพด-กากถั่วแพงจัด ดันต้นทุน‘ไข่ไก่’พุ่ง จ่อขยับราคาอีก เกษตรกรวอนรัฐเร่งแก้

ข้าวโพด-กากถั่วแพงจัด ดันต้นทุน‘ไข่ไก่’พุ่ง จ่อขยับราคาอีก เกษตรกรวอนรัฐเร่งแก้

วันอังคาร ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2566, 16.49 น.

ข้าวโพด-กากถั่วแพงจัด ดันต้นทุน‘ไข่ไก่’พุ่ง จ่อขยับราคาอีก เกษตรกรวอนรัฐเร่งแก้

17 มกราคม 2566 นางพเยาว์ อริกุล นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง เปิดเผยว่า ปัจจุบันไข่ไก่มีต้นทุนการผลิตสูงถึง 3.45-3.50 บาท/ฟอง สูงกว่าช่วงปกติถึง 30% เกิดจากราคาธัญพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์พุ่งสูงขึ้นอย่างมากและยืนแข็งในเกณฑ์สูงมาต่อเนื่องโดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลือง ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอาหารเลี้ยงไก่ไข่ เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่แทบจะไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนสูงต่อไปได้อีก เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ซึ่งประกอบด้วย สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่-ลำพูน จำกัด และ สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ลุ่มแม่น้ำน้อย จำกัด จึงประกาศขยับราคาขายขึ้นเป็น 3.60 บาท/ฟองเมื่อสองสัปดาห์ก่อน และคาดว่าอาจต้องขยับอีกหากต้นทุนยังพุ่งไม่หยุด วอนภาครัฐเร่งแก้ปัญหาวัตถุดิบ และขอพี่น้องประชาชนโปรดเข้าใจสถานการณ์ เพราะไม่มีใครอยู่รอดได้หากต้องขายของในราคาขาดทุน

“รัฐปล่อยให้ราคาวัตถุดิบสูงอยู่เช่นนี้มานาน ควรเร่งหาทางแก้ไขและเปิดทางราคาขายผลผลิตให้สอดคล้องกับต้นทุน เพื่อให้เกษตรกรพอมีกำไรและทำธุรกิจฟาร์มต่อไปได้ อย่าลืมว่ายังมีต้นทุนอื่นๆอีกที่ล้วนขยับสูงขึ้นทุกตัว ไม่ว่าจะเป็นค่าพลังงาน น้ำมัน แก๊ส หรือแม้แต่ค่าไฟฟ้า รวมถึงค่าแรงงานต่างๆภายในฟาร์ม ทำให้ส่วนต่างจากการขายไข่ทุกวันนี้ แทบไม่พอจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคารแล้ว” นางพเยาว์กล่าว

ทั้งนี้ พืชวัตถุดิบเป็นต้นทุนถึง 90% ของการผลิตอาหารสัตว์ และอาหารสัตว์ก็เป็นต้นทุนการผลิตไข่ไก่ถึง 60-70 % แม้ตนจะรับทราบมาตลอดว่าราคาธัญพืชสูงขึ้นจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ปัญหาภัยแล้งหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ รวมถึงการที่จีนกว้านซื้อธัญพืชวัตถุดิบจากทั่วโลก ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยระดับโลกที่แก้ได้ยาก แต่ยังมีปัจจัยภายในประเทศที่สามารถช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนให้เกษตรผู้เลี้ยงสัตว์และบรรเทาภาวะค่าครองชีพให้ผู้บริโภคได้ นั่นก็คือ “นโยบายรัฐ” ในด้านการจัดการวัตถุดิบอาหารสัตว์ อาทิ การกำหนดเพดานราคาข้าวโพดไม่ให้เกินกว่าข้าวโพดนำเข้า หรือ การลดภาษีนำเข้ากากถั่วเหลืองให้เป็นศูนย์ การยกเลิกมาตรการ 3:1 ฯลฯ ซึ่งน่าจะช่วยลดภาระให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ให้พออยู่ได้ท่ามกลางราคาต้นทุนการผลิตที่ถีบตัวสูงขึ้นทุกด้าน รวมถึงดอกเบี้ยขาขึ้นที่สถาบันการเงินต่างทยอยประกาศปรับอัตราดอกเบี้ยออกมา

“ปัจจุบันข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีราคาสูงถึง 13.40 บาท/กก. และกากถั่วเหลืองมีราคาถึง 23.70 บาท/กก. โดยมีการคาดการณ์กันว่าราคาวัตถุดิบในปี 2566 นี้มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีก 10% เป็นภาระต้นทุนที่รออยู่ของเกษตรกรคนเลี้ยงสัตว์ทุกคนที่ภาครัฐจำเป็นต้องช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน” นางพเยาว์กล่าวทิ้งท้าย

พระราชทานบัตรอำนวยพร ‘ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน’รัฐมนตรีเกษตร ฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/704879

พระราชทานบัตรอำนวยพร 'ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน'รัฐมนตรีเกษตร ฯ

พระราชทานบัตรอำนวยพร ‘ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน’รัฐมนตรีเกษตร ฯ

วันอังคาร ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2566, 15.59 น.

สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชทานบัตรอำนวยพร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2566 ให้แก่ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้รับมอบจากผู้แทนพระองค์ ณ โถงหน้าห้องพิพิธภัณฑ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 
วันที่ 17 มกราคม 2566

‘เฉลิมชัย’เซ็นกฎกระทรวง ยกเว้นค่าธรรมเนียมหอยทะเล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/704660

วันอังคาร ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย กล่าวว่า ตามที่ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ มอบหมายให้หาแนวทางการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย มีมติเห็นชอบให้กรมประมงดำเนินการยกร่างกฎกระทรวงยกเว้นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมใบอนุญาตการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในที่จับสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่มีการเลี้ยงหอยทะเลและการเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชัง ในพื้นที่ทั่วประเทศ ก่อนเสนอ รมว.เกษตรฯ พิจารณา ซึ่ง รมว.เกษตรฯ ได้ลงนามและเสนอคณะรัฐมนตรี แล้ว

“เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกว่า 17,000 ราย ในพื้นที่ 67 จังหวัด ที่มีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในที่จับสัตว์น้ำซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จะได้รับการยกเว้น 1 รอบใบอนุญาต ตั้งแต่วันที่กฎกระทรวงนี้มีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้เกษตรกร คิดเป็นเงินกว่า 50 ล้านบาท และนับเป็นครั้งที่ 2 ที่รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรฯ ยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตดังกล่าว และเร่งเสนอร่างกฎกระทรวงเข้าที่ประชุม ครม.เพื่ออนุมัติยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้แก่พี่น้องเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงหอยทะเล สัตว์น้ำในกระชัง และสัตว์น้ำอื่นๆ ที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในที่จับสัตว์น้ำซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน นับเป็นของขวัญปีใหม่สำหรับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั่วประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้มีของขวัญปีใหม่ 2566 ให้ชาวประมงด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 5 พันล้านบาท

ด้านนายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ชาวประมง และผู้ประกอบการภาคประมง ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ซึ่ง รมว.เกษตรฯ มีนโยบายมอบหมายให้กรมประมงหาแนวทางการให้ความช่วยเหลือและแก้ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ ช่องทางการจำหน่ายสินค้า การอำนวยความสะดวกในการขออนุญาตต่างๆ การลดค่าธรรมเนียมการขออนุญาตต่างๆ ฯลฯ เพื่อให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนในการประกอบอาชีพและสร้างรายได้แก่ครอบครัว เป็นอีกหนึ่งนโยบายการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งการกระทรวงเกษตรฯ และกรมประมง มุ่งมั่นในการบริหารจัดการทรัพยากรประมงให้มีความยั่งยืน เพื่อความอยู่ดีมีสุขของพี่น้องเกษตรกร ชาวประมง และผู้ประกอบการด้านประมง และสร้างความมั่นคงด้านอาชีพประมงและด้านเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

3หน่วยงานจับมืออุ้มหนี้สินเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/704662

วันอังคาร ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมร่วมกับนายสไกร พิมพ์บึง เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) และ นายยุวพล วัตถุ รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เรื่อง “การแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินที่มีหนี้ค้างชำระกับ ธ.ก.ส.” เพื่อร่วมแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรผู้ได้รับสิทธิจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งได้นำหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) มาใช้เป็นประกันหนี้ที่มีอยู่กับ ธ.ก.ส.และไม่สามารถชำระหนี้ โดย กฟก.จะเข้ารับภาระหนี้แทนเกษตรกร ที่ค้างชำระกับ ธ.ก.ส.เพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพได้

สำหรับสาระสำคัญของความร่วมมือ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้มีการแก้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งเป็นสมาชิกองค์กรเกษตรกรที่ได้ขึ้นทะเบียนต่อ กฟก. และได้นำหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ประกันหนี้ไว้กับ ธ.ก.ส. แล้วไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่ ธ.ก.ส. ได้ เมื่อ กฟก. เข้ารับภาระหนี้แทนเกษตรกรที่ค้างชำระหนี้ กับ ธ.ก.ส. แล้ว ให้เกษตรกรที่ได้รับสิทธิจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม มีสิทธินำหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) มาเป็นประกันหนี้กับ กฟก.ได้

ทั้งนี้ ขั้นตอนการจัดการหนี้ให้เกษตรกรที่ใช้เอกสารสิทธิ ส.ป.ก.นั้น กฟก.จะส่งรายชื่อเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนหนี้ตรวจสอบกับ ส.ป.ก.จากนั้นจะส่งรายชื่อไปตรวจสอบกับ ธ.ก.ส.หากเกษตรกรรายใดมีคุณสมบัติถูกต้อง กฟก.จะเจรจาขอชำระหนี้แทนกับเจ้าหนี้ (ธ.ก.ส.) ทั้งนี้ เกษตรกรต้องยืนยันตัวตนประสงค์ให้ กฟก.ชำระหนี้แทนกับ กฟก.ทุกจังหวัด ตั้งแต่บัดนี้

เกษตรฯหนุนชาวประมง โครงการนำเรือออกนอกระบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/704663

วันอังคาร ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย กล่าวว่า “โครงการนำเรือออกนอกระบบ” จะช่วยเยียวยาพี่น้องชาวประมงที่ได้รับผลกระทบจากการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) ภายใต้ พ.ร.ก.การประมง 2558 และแก้ไขเพิ่มเติม และแผนบริหารจัดการประมงทะเลที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 โดยยังมีกลุ่มเรือประมงที่ประสงค์จะนำเรือออกนอกระบบ และเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามแผนบริหารจัดการทรัพยากรประมงทะเลไทย ปี 2563-2565 ในการบริหารจัดการกองเรือให้มีความสมดุลกับทรัพยากรประมงทะเล และเกิดความยั่งยืนในการใช้ประโยชน์จากสัตว์น้ำ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบังคับใช้กฎหมายและระเบียบต่างๆ ลดปัญหาความขัดแย้ง บรรเทาความเดือดร้อนให้ชาวประมง

ทั้งนี้ กรมประมง ได้ดำเนินการตามมติของคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย ให้ปรับเปลี่ยนวิธีดำเนินการบริหารโครงการนำเรือออกนอกระบบให้เร็วขึ้น ด้วยการใช้วงเงินของ ธ.ก.ส.ซื้อคืนเรือให้แล้วเสร็จภายในปี 2566 โดยรัฐบาลชำระคืน ธ.ก.ส.ตามจำนวนและระยะเวลาที่ ครม.เห็นสมควร ได้หารือกับ ธ.ก.ส.ใช้แหล่งเงินทุนเพื่อให้สามารถนำเรือประมงออกนอกระบบได้หมดในคราวเดียวกัน ด้วยวิธีการซื้อเรือคืนสำหรับกลุ่มเรือที่ได้รับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ที่ประสงค์จะเลิกอาชีพทำประมง เพิ่มเติม ทั้งนี้ มีเรือประมง 1,007 ลำ ที่ผ่านการตรวจสอบประวัติและมีคุณสมบัติครบถ้วน จากคณะทำงานตรวจสอบประวัติความถูกต้องคุณสมบัติเรือประมงและเจ้าของเรือ และได้รับการประเมินราคาชดเชย วงเงิน 1,806,334,900บาท ขณะนี้ผ่านการเสนอที่ต่อประชุมคณะทำงานกลั่นกรองการเยียวยาฯ

รองปลัดฯร่วมวงหารือ ซ่อมแหล่งน้ำขนาดเล็ก ไม่ได้โอนให้กับท้องถิ่น มีเป้าหมายรวม750แห่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/704658

วันอังคาร ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมหารือเพื่อขับเคลื่อนโครงการซ่อมแซมแหล่งน้ำขนาดเล็กของส่วนราชการที่ยังไม่ได้ถ่ายโอนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปี 2565-2570 ของมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริโดยมี นายบุญสม ชลพิทักษ์วงศ์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมรับทราบมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นชอบในหลักการโครงการซ่อมแซมแหล่งน้ำขนาดเล็กฯ ปี 2565-2570 ของมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ในคราวเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 และร่วมพิจารณาแนวทางขับเคลื่อนโครงการซ่อมแซมแหล่งน้ำขนาดเล็กของส่วนราชการ ที่ยังไม่ได้ถ่ายโอนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปี 2565-2570 ของมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแผนการดำเนินโครงการฯ โดยให้หน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรฯ (กรมพัฒนาที่ดิน และกรมชลประทาน) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (กรมทรัพยากรน้ำ) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประสานหน่วยงานในพื้นที่ ร่วมดำเนินการกับมูลนิธิฯ มีเป้าหมายการซ่อมแซมแหล่งน้ำขนาดเล็ก 750 โครงการ ตามแผนที่กำหนดไว้ และกรณีมีความจำเป็นต้องขอเพิ่มเป้าหมายโครงการฯ นอกเหนือจาก 750 โครงการเดิมขอให้หน่วยงานตั้งงบประมาณประจำปี และเสนอให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรงบประมาณตามแผนประจำปีของหน่วยงานต่อไป

เกษตรฯยกขบวนสินค้า มีคุณภาพ-ได้มาตรฐาน มุ่งส่งตรงถึงมือผู้บริโภค ร่วมช่วยลดค่าครองชีพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/704420

วันจันทร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เป็นประธานเปิดโครงการ “เกษตรช่วยประชาชน ลดค่าครองชีพ” ที่ลานกิจกรรมตลาดน้ำ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เขตจตุจักร กทม.ซึ่งโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 มีมาตรฐานการผลิตมาจำหน่ายในราคาพิเศษ อาทิ เนื้อหมูอนามัยวี.ซี.มีท, ไข่ไก่สด การันตีด้วยมาตรฐานปศุสัตว์ OK

จากนั้นนายธนา ได้เป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการ ในการจำหน่ายผ้าไหมไทยที่มีคุณภาพให้กับผู้บริโภค ระหว่างกรมหม่อนไหม กับ อ.ต.ก.ซึ่งการลงนามดังกล่าว เป็นการยกระดับความร่วมมือระหว่างกรมหม่อนไหม และ อ.ต.ก.ในการร่วมกันส่งเสริมและเพิ่มช่องทางการตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ตามนโยบายการตลาดนำการผลิตให้กับเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการผ้าไหมและผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ได้มีรายได้เพิ่มขึ้นและความเป็นอยู่ดีขึ้นจากการจำหน่ายผ้าไหมไทยที่มีคุณภาพให้กับผู้บริโภค โดยสามารถหาซื้อได้ที่ร้าน 109 ตลาด อ.ต.ก.นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ในกิจกรรมหรือโครงการ รวมถึงร่วมกันเผยแพร่ผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างการรับรู้ต่อประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมและประเทศชาติต่อไป