‘อธิบดีกรมการข้าว’ดันไทยผู้นำตลาดข้าว รุกเปิดหน่วยฯตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรมข้าวหอมมะลิไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710229

'อธิบดีกรมการข้าว'ดันไทยผู้นำตลาดข้าว รุกเปิดหน่วยฯตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรมข้าวหอมมะลิไทย

‘อธิบดีกรมการข้าว’ดันไทยผู้นำตลาดข้าว รุกเปิดหน่วยฯตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรมข้าวหอมมะลิไทย

วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 15.06 น.

กรมการข้าว ร่วมมือกับกรมการค้าต่างประเทศ เปิดหน่วยปฏิบัติการตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรมข้าวหอมมะลิไทย ณ ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี เพื่อสร้างความมั่นใจช่วยสนับสนุนการส่งออก เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน คุมเข้มคุณภาพมาตรฐาน และผลักดันให้ไทยเป็นผู้นำตลาดข้าวคุณภาพของโลก

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว ได้เดินทางมาเปิดหน่วยปฏิบัติการตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรมข้าวหอมมะลิไทยอย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ร่วมกับ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิเช่น กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพานิชย์ สมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ข้าวไทย และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมข้าวไทย ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร โรงสี และผู้ประกอบการค้าข้าว สามารถเข้าถึงบริการตรวจสอบการปลอมปนพันธุ์ข้าวด้วยเทคโนโลยีดีเอ็นเอที่ทันสมัยและแม่นยำสูง ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าว เป็นหน่วยงานสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ข้าวไทย ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันจัดทำ ภายใต้หลักการ “ตลาดนำการผลิต” การจัดตั้ง “หน่วยปฏิบัติการตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรมข้าวหอมมะลิไทย” ณ ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี เป็นหนึ่งในภารกิจหลักของกรมการข้าว ในการยกระดับมาตรฐาน และสร้างความน่าเชื่อถือในการส่งออกข้าวไทย ด้วยการนำองค์ความรู้พื้นฐานจากงานวิจัยเกี่ยวกับฐานข้อมูลเอกลักษณ์ทางพันธุกรรมข้าวไทย (DNA Fingerprint) มาต่อยอดให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยได้วางแนวทางและเตรียมความพร้อมทั้งในด้านบุคลากรและห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน ในการตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรม (DNA) ข้าวหอมมะลิไทย ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรส่งออกมูลค่าสูงของไทย

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อ ดร.พัณณ์ชิตา เวชสาร ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี หรือส่งคำขอรับบริการผ่านทางเว็บไซต์ https://dna-testing.ricethailand.go.th/ และสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ E-mail : ricednatesting@gmail.com Tel : 093-5925056

– 006

‘เฉลิมชัย’หนุน’หมอดินอาสา’ เดินหน้าพัฒนาพื้นที่การเกษตรทั่วไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710198

'เฉลิมชัย'หนุน'หมอดินอาสา' เดินหน้าพัฒนาพื้นที่การเกษตรทั่วไทย

‘เฉลิมชัย’หนุน’หมอดินอาสา’ เดินหน้าพัฒนาพื้นที่การเกษตรทั่วไทย

วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 13.50 น.

“เฉลิมชัย”หนุน”หมอดินอาสา” เดินหน้าพัฒนาพื้นที่การเกษตรทั่วไทย “หมอดินอาสา นำพาการผลิต พิชิตตลาด”

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน “วันหมอดินอาสา กรมพัฒนาที่ดิน” ปี 2566 ภายใต้หัวข้อ “หมอดินอาสา นำพาการผลิต พิชิตตลาด” ณ โรงแรมยูเพลส มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมถ่ายทอดสดผ่านระบบ Video conference application zoom และ Facebook live กรมพัฒนาที่ดิน ไปยังอีก 76 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งการจัดงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูเกียรติแก่หมอดินอาสาที่สร้างคุณประโยชน์ต่อสาธารณชนมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังจัดให้มีกิจกรรมเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างหมอดินอาสาและเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดิน สร้างขวัญกําลังใจและแนวทางในการช่วยเหลือดูแลกันและกันของหมอดินอาสา รวมทั้งการสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายหมอดินอาสา

โดยกิจกรรมภายในงานมีการนําเสนอความรู้ใหม่ด้านเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน 3 เรื่อง ได้แก่ 1) แอปพลิเคชัน รู้จริง พืช ดิน ปุ๋ย (TSFM) 2) การลดก๊าซเรือนกระจกโดยกรมพัฒนาที่ดิน และ 3) 6 สายพันธุ์บริสุทธิ์หญ้าแฝก หญ้าของพระราชา นอกจากนี้ ยังมีการจัดนิทรรศการแสดงผลิตภัณฑ์สินค้าเด่นของหมอดินอาสาในพื้นที่ และการบรรยายพิเศษจากหมอดินอาสาที่ปรับเปลี่ยนจากผู้ผลิตเป็นผู้ประกอบการ การซื้อขายสินค้าเกษตรในระบบออนไลน์

ทั้งนี้ นายเฉิมชัย กล่าวว่า เครือข่ายหมอดินอาสาของกรมพัฒนาที่ดิน เป็นเกษตรกรที่มีจิตสาธารณะที่ช่วยเหลือเพื่อนเกษตรกร ในการปรับปรุงบํารุงดิน และฟื้นฟูทรัพยากรดินให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันมีหมอดินอาสา จํานวน 77,688 ราย หมอดิน 354 ราย ถือเป็นหนึ่งในเครือข่ายเกษตรกรที่ใหญ่ที่สุดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีความสำคัญ จึงกําหนดให้มีวันหมอดินอาสาขึ้นในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ของทุกปี โดยในปี 2566 นี้ ได้กําหนดหัวข้อของวันหมอดินอาสาว่า “หมอดินอาสา นําพาการผลิต พิชิตตลาด” เพื่อแสดงถึงการยกระดับและพัฒนาเครือข่ายหมอดินอาสาให้เป็นผู้ประกอบการ โดยในปัจจุบันการหาช่องทางการตลาดหรือการผลิตที่ตอบสนองความต้องการของตลาดและผู้บริโภคเป็นสิ่งสําคัญ ถือเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่ 1 ตลาดนำการผลิต ที่เร่งส่งเสริมด้านการตลาด ผลักดันให้สินค้าเกษตรมีคุณภาพและมาตรฐานตามที่ตลาดต้องการ

การจัดงานวันหมอดินอาสาในวันนี้ เป็นการรวมพลังหมอดินอาสาทั่วประเทศที่เป็นต้นแบบการพัฒนาพื้นที่การเกษตร สามารถพิชิตตลาดได้อย่างเข้มแข็ง นำมาซึ่งความมั่นคงของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ซึ่งหมอดินอาสาเป็นฟันเฟืองสำคัญในการร่วมผลักดันให้ภารกิจของกรมพัฒนาที่ดินบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ จึงต้องขอขอบคุณเครือข่ายหมอดินอาสาที่ร่วมกันขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาที่ดินให้เห็นผลเป็นที่ประจักษ์อย่างเป็นรูปธรรม และขอชื่นชมกรมพัฒนาที่ดิน โดยเฉพาะสถานีพัฒนาที่ดินทั้ง 77 จังหวัด ที่ส่งเสริมและพัฒนาเครือข่ายหมอดินอาสาให้มีความเข้มแข็ง พร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรต่อไป

ปัจจุบันมีหมอดินอาสาอยู่ทั่วประเทศ โดยกรมพัฒนาที่ดินได้ริเริ่มโครงการ “หมอดินอาสา” ขึ้นในปี 2538 รวมระยะเวลา 28 ปี ซึ่งหมอดินอาสามีทั้งหมด 4 ระดับ แบ่งเป็น หมอดินอาสาประจําหมู่บ้าน ตําบล อําเภอ และจังหวัด ได้รับการพัฒนาศักยภาพ และมีการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั้งในและต่างประเทศ โดยระดับพื้นที่หมอดินอาสาเป็นตัวแทนช่วยประสานงาน ประชาสัมพันธ์ และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพัฒนาที่ดินไปสู่เกษตรกร และผู้สนใจในพื้นที่ได้ ซึ่งหมอดินอาสาเปรียบเสมือนครูและเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับเกษตรกร ส่วนระดับประเทศ หมอดินอาสาเป็นเครือข่ายเกษตรกรขนาดใหญ่ที่มีความเข้มแข็ง มีศักยภาพสูง เป็นเกษตรกรต้นแบบที่มีองค์ความรู้ สามารถใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน เพื่อการจัดการดินอย่างยั่งยืน ขณะที่ระดับโลก หลายองค์กร เช่น องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้นำแนวคิดหมอดินอาสาไปส่งเสริมในระดับนานาชาติ ภายใต้ชื่อ หมอดินโลก (Global Soil Doctor Program) รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว พม่า เวียดนาม กัมพูชา ได้เข้าร่วมโครงการจัดตั้งหมอดินอาสากับกรมพัฒนาที่ดินด้วย

สำหรับในปี 2566 นี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมพัฒนาที่ดิน มีเป้าหมายพัฒนาขีดความสามารถในเรื่องตลาดนำการผลิต และการสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกรผ่านเครือข่ายหมอดินอาสา ส่งเสริมการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีการจัดการที่ดินทางการเกษตรเพื่อลดต้นทุนการผลิต ตลอดจนการสนับสนุนให้เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล 4.0 และแอปพลิเคชันต่างๆ ของกรมพัฒนาที่ดิน สู่การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจตามนโยบายของรัฐบาล นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้เป็นประธานกลุ่มในโครงการส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร และโครงการหมู่บ้านปลอดขยะอินทรีย์ต้นแบบ (Zero waste) เพื่อเป็นต้นแบบถ่ายทอดองค์ความรู้ และการใช้เทคโนโลยีชีวภาพทางดินจัดการขยะเศษวัสดุอินทรีย์ในชุมชนให้หมุนเวียนนำกลับมาใช้ประโยชน์ด้วย

– 006

กรมข้าวรุดจัดสัมมนา เพิ่มศักยภาพการดำเนินงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710074

วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองอธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานพิธีเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มศักยภาพการดำเนินงาน โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ประจำปี 2566 พร้อมบรรยายพิเศษ เรื่อง “ความสำคัญของภาคการเกษตรต่อระบบเศรษฐกิจ และภารกิจของภาครัฐต่อภาคเอกชน”ที่โรงแรมเบย์ บีช รีสอร์ท พัทยา จ.ชลบุรี โดยมีนายกิติโชติ จันทร์ศรีตระกูล รักษาการผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาชาวนา กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดสัมมนาครั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในนโยบายและแนวทางการดำเนินงาน รวมถึงพัฒนาและเพิ่มพูนทักษะประสบการณ์ และเพิ่มสมรรถนะแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในการติดตามสถานการณ์การระบาดของศัตรูข้าวเพื่อให้สามารถพยากรณ์และเตือนภัยการระบาด ตลอดจนแจ้งเตือนให้เกษตรกรในพื้นที่ รวมถึงการถอดบทเรียน วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรค แนวทางแก้ไขเพื่อขับเคลื่อนโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2566

ทั้งนี้ กรมการข้าว ได้จัดทำโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ปี 2566 ตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมีการดำเนินงานร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภายในและภายนอกกระทรวงเกษตรฯ อาทิ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นต้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนา 5 ด้าน ได้แก่ การลดต้นทุนการผลิตข้าว การเพิ่มผลผลิตข้าว การพัฒนาคุณภาพข้าวให้ได้มาตรฐานเชื่อมโยงตลาดแบบครบวงจร และการบริหารจัดการกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวเชิงธุรกิจ

‘เฉลิมชัย’ชูเกษตรแปลงใหญ่ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710071

วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดงานถ่ายทอดเทคโนโลยีการลดต้นทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2566 ที่ อบต.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิตให้กลุ่มชาวนาผู้ปลูกข้าว (กลุ่มนาแปลงใหญ่ ศูนย์ข้าวชุมชน) โดยให้ชาวนาร่วมกันบริหารจัดการ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยี และนำเสนอองค์ความรู้ด้านการลดต้นทุนการผลิตข้าว ให้แก่เกษตรกร นำไปประยุกต์ใช้ รวมถึงแสดงผลงานทางวิชาการ เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการผลิตข้าว

ดร.เฉลิมชัย กล่าวว่า ให้ความสำคัญกับนโยบายตลาดนำการผลิตจึงสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่ เพื่อให้สามารถควบคุมผลผลิตและราคาได้ โดยเชื่อมั่นว่าเดินมาถูกทาง เพราะสร้างประโยชน์โดยตรงแก่เกษตรกร คือได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐมากขึ้นช่วยให้เกษตรกรเรียนรู้และวางแผนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบร่วมกันตลอดห่วงโซ่อุปทาน สามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับมาตรฐานผลผลิต ซึ่งเกษตรกรสามารถกำหนดชนิดผลผลิตตามความต้องการของตลาดได้ และภาครัฐยังสามารถช่วยกำหนดตลาดล่วงหน้าให้ได้ สอดรับกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งให้ความสำคัญกับการผลิตที่ต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลักดันการแปรรูปเกษตรมูลค่าสูง และใช้การตลาดสมัยใหม่ เป็นการสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรรายย่อย

ทั้งนี้ ข้าวคุณภาพดีส่วนหนึ่งจะต้องมาจากเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีมาตรฐาน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการทำนา ในขณะที่เราต้องการผลิตข้าวคุณภาพดีให้ได้ปริมาณมากเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศและส่งออกเพื่อนำรายได้เข้าประเทศมากเท่าใด เราก็ต้องการปริมาณเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้มาตรฐานปริมาณมากตามด้วยเช่นกัน โดยในภาครัฐที่ผลิตโดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว กรมการข้าว ปีการผลิต 2565/66 มีการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีได้ประมาณ 95,000 ตัน ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อปริมาณความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวของทั้งประเทศ ที่อยู่ประมาณ 1.33 ล้านตัน ในส่วนหน่วยงานอื่นที่เข้ามาผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อตอบสนองความต้องการของเกษตรกร นอกจากสหกรณ์การเกษตร และภาคเอกชน ที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบางส่วนแล้ว ศูนย์ข้าวชุมชน เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สำคัญและใกล้ตัวเกษตรกรที่สุดที่จะมาเติมเต็มปริมาณเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีที่ยังขาดแคลนตามหลักการของศูนย์ข้าวชุมชนที่“ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเองโดยชุมชน แล้วกระจายไปสู่ชุมชนของตนเองและชุมชนข้างเคียงอย่างมีคุณภาพ”

สกู๊ปพิเศษ : อำนาจเจริญ รณรงค์ ชาวไร่อ้อย ไม่เผาอ้อย ก่อนตัดส่งโรงงาน เพิ่มคุณภาพ ลด PM2.5

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710073

สกู๊ปพิเศษ : อำนาจเจริญ รณรงค์ ชาวไร่อ้อย ไม่เผาอ้อย ก่อนตัดส่งโรงงาน เพิ่มคุณภาพ ลด PM2.5

สกู๊ปพิเศษ : อำนาจเจริญ รณรงค์ ชาวไร่อ้อย ไม่เผาอ้อย ก่อนตัดส่งโรงงาน เพิ่มคุณภาพ ลด PM2.5

วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเสนีย์ ส้มเขียวหวาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันรณรงค์ตัดอ้อยสด สะอาด ได้คุณภาพ ลดปริมาณอ้อยไฟไหม้ ปีการผลิต 2565/66 ณ แปลงสาธิตเกษตรกรชาวไร่อ้อย บ้านทับเมย ต.โนนหนามแท่ง อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่โรงงานน้ำตาลมิตรอำนาจเจริญ พร้อมทั้ง เกษตรกรชาวไร่อ้อยในพื้นที่ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ โดยมีการสาธิตการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตร เก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดี จากโรงงานน้ำตาลมิตรอำนาจเจริญ 

นายจรัส คำป้อง ผู้จัดการอาวุโสด้านอ้อยน้ำตาลมิตรอำนาจเจริญ โรงงานน้ำตาลมิตรอำนาจเจริญ กล่าวถึงการจัดกิจกรรม ว่า ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกอ้อยทั้งหมด 144,879 ไร่ จำนวนชาวไร่ 3,718 ราย ในส่วนของจังหวัดอำนาจเจริญ มีพื้นที่ปลูกอ้อย จำนวน 34,242 ไร่ ชาวไร่อ้อย จำนวน 1,187 ไร่ ทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างเศรษฐกิจให้กับชุมชน  

ในปีการผลิต 2566 นี้ โรงงานน้ำตาลมิตรอำนาจเจริญ ได้เริ่มหีบอ้อย ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2565 จนถึงปัจจุบัน มีปริมาณอ้อยเข้าหีบทั้งหมด 823,119 ตัน มีปริมาณอ้อยสดคิดเป็นร้อยละ 64.16 จังหวัดอำนาจเจริญมีปริมาณอ้อย 170,770 ตันมีปริมาณอ้อยสด คิดเป็นร้อยละ 60.44 โดยบริษัท น้ำตาลมิตรอำนาจเจริญ ส่งเสริมและสนับสนุนการเก็บเกี่ยวอ้อยสดเข้าสู่โรงงาน ดังนี้  

ส่งเสริมและพัฒนาชาวไร่ตั้งแต่กระบวนการเตรียมแปลงรองรับเครื่องจักรกลเกษตร เพื่อทดแทนแรงงานคน 

ส่งเสริมชาวไร่รวมกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ใช้รถตัดอ้อย ตัดอ้อยสด (ปัจจุบันมีรถตัดช่วยในการเก็บเกี่ยวอ้อยสด จำนวน 26 คัน คาดการณ์ปริมาณอ้อย 453,125 ตัน)  

ส่งเสริมชาวไร่ใช้เครื่อง สางใบอ้อย ก่อนตัดอ้อย ตัดอ้อยสด (ส่งเสริมเครื่องสางใบอ้อย จำนวน 50 ชุด และชาวไร่อ้อยได้รับการสนับสนุนจาก สอน.) 

ส่งเสริมชาวไร่รายเล็กตัดอ้อยสด ส่งสถานีขนถ่ายใกล้บ้าน จำนวน 11 สถานี 

ส่งเสริมการรับซื้อใบอ้อย เพื่อลดการเผาใบอ้อย หลังจากเก็บเกี่ยว จำนวน 9,800 ตัน 

สำหรับการจัดงานวันรณรงค์ ตัดอ้อยสด สะอาด ได้คุณภาพ  ลดปริมาณอ้อยไฟไหม้ เพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพอ้อย ให้เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ โดยชาวไร่อ้อยต้องร่วมใจกันตัดอ้อยสดลดการเผาอ้อยก่อนตัดเข้าสู่โรงงาน เนื่องจากจะทำให้น้ำตาลไม่ได้คุณภาพ และยังเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมเกิดปัญหา PM2.5 ตลอดจนทำให้ความอุดมสมบูรณ์ ของดินลดลงอย่างรวดเร็ว การตัดอ้อยสดจะส่งผลให้อ้อยส่งเข้าหีบนั้น มีค่าความหวานที่เพิ่มขึ้น เกษตรกรชาวไร่อ้อย จะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย  

จึงขอความร่วมมือ พี่ น้อง เกษตรกรชาวไร่อ้อยให้ตัดอ้อยสด โดยการตัดอ้อยชิดดิน ตัดยอดสั้นจะได้อ้อยที่มีคุณภาพ และช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม มลภาวะ PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญระดับประเทศ

หนุนสหกรณ์ใช้โปรแกรมระบบบัญชี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710070

วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.อัญมณี ถิรสุทธิ์ รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาโปรแกรมระบบบัญชีและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับสหกรณ์ ซึ่งปัจจุบันมีการดำเนินธุรกิจที่หลากหลายและมีมูลค่าทางธุรกิจกว่า 3.72 ล้านล้านบาท จึงได้พัฒนาระบบบัญชีให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจสหกรณ์ในปัจจุบัน โดยพัฒนาโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (Cooperative Full Pack Accounting Software : FAS) เป็นโปรแกรมที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ออกแบบตามลักษณะการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ในทุกๆ ด้าน ประกอบด้วย ระบบสมาชิกและหุ้น ระบบเงินให้กู้ ระบบเงินรับฝาก ระบบสินค้า และระบบบัญชีแยกประเภท

น.ส.อัญมณี กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีสหกรณ์ที่นำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ไปใช้เป็นเครื่องมือในการช่วยบริหารจัดการงานสหกรณ์ รวม 2,539 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 71.59 ของสหกรณ์ที่ใช้โปรแกรมทั้งหมด และได้วางแผนพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่องให้ครอบคลุมทุกระบบ รองรับกับเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถนำข้อมูลทางการเงินมาใช้ในการบริหารงานสหกรณ์และให้บริการสมาชิกได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว สหกรณ์มีข้อมูลรายการที่เกิดขึ้นประจำวันจัดเก็บไว้ในระบบอิเล็กทรอนิกส์ ผู้บริหารสหกรณ์สามารถวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อคาดการณ์แนวโน้มและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นทำให้สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งสามารถติดตามและกำกับดูแลการจัดการของฝ่ายจัดการสหกรณ์ได้

ทั้งนี้ ดำเนินการผ่านสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ทุกจังหวัด ร่วมขับเคลื่อนการส่งเสริมสหกรณ์ที่ยังไม่ได้ใช้โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ ให้มีความรู้ความเข้าใจการใช้งานโปรแกรมและวางแผนการติดตั้ง พร้อมสอนแนะการใช้งานโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ต่อไป

นอภ.หัวหิน นำกองร้อยทำบุญ วันสถาปนาอาสารักษาดินแดน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710075

วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกองโท พลกฤต พวงวลัยสิน นายอำเภอหัวหิน ในฐานะ ผบ.ร้อย อส.อ.หัวหิน ที่ 3 พร้อมด้วย นางอุษา พวงวลัยสิน นายกกิ่งกาชาดอำเภอหัวหิน นายหมวดตรี มนตรีมานิชพงษ์ ผช.ผบ.ร้อย อส.อ.หัวหิน ที่ 3 นำ สมาชิก อส.อ.หัวหิน ที่ 3 ร่วมทำบุญถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์และปล่อยปลา เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากองอาสารักษาดินแดน ครบรอบปีที่ 69 ณ สำนักสงฆ์เขาพรานธูป ต.ทับใต้ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนากองอาสารักษาดินแดนซึ่งกองอาสารักษาดินแดน มีฐานะเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองอาสารักษาดินแดน พ.ศ.2497 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2497 นับเป็นเวลายาวนานถึง 69 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีกำลังสำรองในการช่วยเหลือประชาชนและประเทศชาติ ทั้งในยามปกติและในยามสงคราม โดยการรับสมัครจากราษฎรชาย-หญิงที่สมัครใจอาสาเข้ามาเป็นสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ภายใต้สังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยแบ่งส่วนราชการกองอาสารักษาดินแดนออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนกลางมีกองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน (บก.อส.) รับผิดชอบการบริหารงานในส่วนกลาง โดยมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดน และส่วนภูมิภาค มีกองบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัด (บก.อส.จ.) รับผิดชอบการบริหารงานในส่วนภูมิภาค โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้บังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัด และกองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอ (ร้อย อส.อ.) โดยนายอำเภอเป็นผู้บังคับกองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอ เป็นผู้ควบคุมบังคับบัญชา

ปัจจุบันกองอาสารักษาดินแดน กระทรวงมหาดไทย สั่งใช้สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) จำนวนกว่า 2 หมื่นคน ประจำทั้ง 971 กองร้อยทั่วประเทศ มีหน้าที่
ตามพระราชบัญญัติกองอาสารักษาดินแดน พ.ศ. 2497 ดังนี้ 1) บรรเทาภัยที่เกิดจากธรรมชาติและการกระทําของข้าศึก 2)ทําหน้าที่ตํารวจรักษาความสงบภายในท้องที่ร่วมกับพนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจ 3) รักษาสถานที่สําคัญและการคมนาคม 4) ป้องกันจารกรรม สดับตรับฟังและรายงานข่าว 5) ทําการช่วยให้ความสะดวกแก่ฝ่ายทหารตามที่ทหารต้องการ และตัดทอนกําลังข้าศึก 6) เป็นกําลังสํารองส่วนหนึ่งที่พร้อมจะเพิ่มเติมและสนับสนุนกําลังทหารได้เมื่อจําเป็น

รองปลัดฯสนับสนุน ให้เอกชนร่วมพัฒนา นวัตกรรมเกษตร4.0 ช่วยขยายผลต่อยอด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710068

วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ เป็นประธานในพิธีเปิดโรงงานผลิตเครื่องดื่มและให้บริการ High PressureProcessing (HPP) เทคโนโลยียืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มต่างๆ โดยไม่ใช้ความร้อน ของบริษัท ซีวิค อโกรเทค จำกัด อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร โดยมีนายชาคริต คนธรรพ์สกุล กรรมการผู้จัดการบริษัทฯ กล่าวต้อนรับและกล่าวรายงาน นายพงศ์เทพ เทพกาญจนาอดีตรองนายกรัฐมนตรี และนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท วี ฟูดส์ (ประเทศไทย) จำกัด อดีตผู้ว่าฯ กทม.ร่วมงาน

ทั้งนี้ บริษัท ซีวิค อโกรเทค จำกัด (เดิมชื่อบริษัท ซีวิค มีเดีย จำกัด) เป็นบริษัทที่ก่อตั้งและดำเนินธุรกิจมานานกว่า 30 ปี ในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ปัจจุบันได้มีการปรับเปลี่ยนธุรกิจใหม่ ดำเนินธุรกิจด้านนวัตกรรมเกษตร โดยมีการสร้างโรงงานปลูกพืช ซึ่งเป็นการปลูกพืชในระบบปิด มีสภาวะควบคุม และใช้แสงอาทิตย์ LEDs แทนแสงอาทิตย์ เพื่อให้ได้ผลผลิตเกษตรที่มีคุณภาพสูง เป็นการประยุกต์เทคโนโลยีหลากหลายสาขาเข้าด้วยกัน เพื่อให้เป็นนวัตกรรมเกษตรยุค 4.0 โดยนวัตกรรมดังกล่าวพัฒนาด้วยคนไทย ซึ่งมีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าโรงงานพืชแห่งนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีที่เกษตรกรรุ่นใหม่ Smart Farmer สามารถนำไปต่อยอดขยายผลต่อไปได้

‘เฉลิมชัย’ ลุยอุบลฯ รณรงค์ถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนผลิตข้าวปฏิบัติได้จริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710052

‘เฉลิมชัย’ ลุยอุบลฯ รณรงค์ถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนผลิตข้าวปฏิบัติได้จริง

‘เฉลิมชัย’ ลุยอุบลฯ รณรงค์ถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนผลิตข้าวปฏิบัติได้จริง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 17.55 น.

‘เฉลิมชัย’ ลุยอุบลราชธานีรณรงค์การถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตข้าวให้ปฏิบัติได้จริง เน้นการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีและมีมาตรฐานเพื่อลดต้นทุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับคุณภาพผลผลิตให้ดียิ่งขึ้น

9 กุมภาพันธ์ 2566 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พบปะสมาชิกศูนย์ข้าวชุมชนและเป็นประธานเปิดงานรณรงค์การถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตข้าวให้ปฏิบัติได้จริง ณ โรงเรียนม่วงสามสิบอัมพวันวิทยา อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี ดยรูปแบบการจัดงานในครั้งนี้เป็นการรณรงค์ให้เกษตรกรได้ตระหนักถึงความสำคัญของการลดต้นทุนการผลิตข้าวโดยจัดแสดงนิทรรศการการบรรยายความรู้ทางวิชาการและการสาธิต “เทคโนโลยีการลดต้นทุนการผลิตข้าวให้ปฏิบัติได้จริง” โดยวิทยากรผู้มีความรู้และประสบการณ์นอกจากนี้ยังจัดแสดงการใช้เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่เช่นเครื่องจักรกลการเกษตรและโดรนเพื่อการเกษตรโดยภาคเอกชน เป็นต้นและการจำหน่ายผลผลิตและผลิตภัณฑ์จากข้าวโดยกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ซึ่งมีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและประชาชนผู้สนใจในพื้นที่อำเภอม่วงสามสิบอำเภอเหล่าเสือโก้กอำเภอดอนมดแดงและอำเภอตาลสุมจังหวัดอุบลราชธานีเจ้าหน้าที่จากหน่วยราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หน่วยราชการส่วนภูมิภาคและหน่วยราชการส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมโดยมุ่งหวังว่าผู้เข้าร่วมงานจะได้รับทราบและเข้าใจองค์ความรู้เรื่อง “เทคโนโลยีการลดต้นทุนการผลิตข้าวให้ปฏิบัติได้จริง” และนำไปปรับใช้ในการประกอบอาชีพทำนาได้

จากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เดินทางไปเปิดงานรณรงค์การถ่ายทอดเทคโนโลยีการลดต้นทุนการผลิตข้าวให้ปฏิบัติได้จริงภายใต้โครงการสนับสนุนลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวกิจกรรมหลักสนับสนุนลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ณ ศูนย์แสดงสินค้า OTOP อำเภอเขื่องในจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งจัดขึ้นเพื่อเป็นการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวการลดต้นทุนการผลิตข้าวการเพิ่มผลผลิตและยกระดับคุณภาพให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวพัฒนาการผลิตข้าวให้มีความรู้ความเข้าใจได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตข้าวที่เหมาะสมเพื่อสร้างโอกาสในการเพิ่มคุณภาพผลผลิตและผลตอบแทนจากการผลิตโดยมีการเชื่อมโยงนโยบายการพัฒนาข้าวลงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับนโยบาย “ลดต้นทุนการผลิต” จึงได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานขับเคลื่อนนโยบายนี้กรมการข้าวจึงได้มีการสนับสนุนองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะทำให้เกิดการลดต้นทุนการผลิตข้าวแก่เกษตรกรพี่น้องชาวนาทุกท่านให้สามารถนำไปปฏิบัติจริงได้เสริมสร้างความรู้และสั่งสมประสบการณ์ก่อให้เกิดความเข้มแข็งมีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนนอกจากนี้ยังเน้นการเพิ่มผลผลิตข้าวการยกระดับคุณภาพผลผลิตข้าวสนองความต้องการของตลาดและการปรับระบบการผลิตข้าวให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยเชื่อมั่นว่าแนวทางการลดต้นทุนการผลิตนี้จะสร้างผลประโยชน์แก่เกษตรกรคือการได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐมากขึ้นช่วยให้เกษตรกรเรียนรู้และวางแผนการทำนาอย่างเป็นระบบตลอดห่วงโซ่อุปทานช่วยลดต้นทุนการผลิตเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตยกระดับคุณภาพผลผลิตเกษตรกรมีความรู้เรื่องการตลาดสินค้าเกษตรสามารถผลิตสินค้าได้ตามที่ตลาดต้องการซึ่งภาครัฐสามารถช่วยกำหนดตลาดล่วงหน้าได้และสอดรับกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ให้ความสำคัญกับการผลิตที่ต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมการผลักดันการแปรรูปสินค้าเกษตรมูลค่าสูงการใช้การตลาดสมัยใหม่ซึ่งมีโอกาสในการขยายตลาดไปช่องทางต่างๆได้มากขึ้นรวมถึงตลาดต่างประเทศด้วย

สำหรับการลดต้นทุนการผลิตข้าวให้ปฏิบัติจริงได้สิ่งสำคัญคือการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีและมีมาตรฐานซึ่งศูนย์ข้าวชุมชนเป็นส่วนสำคัญในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพตามเกณฑ์และมาตรฐานของกรมการข้าวนอกจากนี้การใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพจะสามารถลดต้นทุนการผลิตในส่วนอื่นๆได้ทั้งการลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีซึ่งมีราคาแพงในปัจจุบันโดยทดแทนด้วยการไถกลบตอซังข้าวการปลูกพืชปุ๋ยสดบำรุงดินการใช้ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักที่จะได้ทั้งธาตุอาหารและปรับปรุงโครงสร้างดินลดการสูญเสียธาตุอาหารการลดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูข้าวโดยทดแทนด้วยสารชีวภัณฑ์ต่างๆเป็นต้นซึ่งเป็นทั้งการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดความปลอดภัยต่อพี่น้องเกษตรกรเองและผู้บริโภค…-005   

ปิดตายทุเรียนอ่อน! รบ.พร้อมดันส่งออกปี’66 ตรวจเข้มคุณภาพต้องได้มาตรฐาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/709889

ปิดตายทุเรียนอ่อน! รบ.พร้อมดันส่งออกปี'66 ตรวจเข้มคุณภาพต้องได้มาตรฐาน

ปิดตายทุเรียนอ่อน! รบ.พร้อมดันส่งออกปี’66 ตรวจเข้มคุณภาพต้องได้มาตรฐาน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 11.02 น.

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2566 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สถานการณ์ตลาดผลไม้ในประเทศไทยยังเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูง ในการสร้างรายได้ให้กับประเทศ รวมถึงการส่งออกผลไม้ไทยไปต่างประเทศยังสร้างรายได้ให้กับประเทศมาโดยตลอด โดยเฉพาะทุเรียน ถือได้ว่าเป็นราชาผลไม้ไทย มีมูลค่าส่งออกแสนกว่าล้านบาทต่อปี ซึ่งผลผลิตจะทยอยออกสู่ตลาดตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ ถึงต้นเดือนสิงหาคม 2566 โดยจะออกสู่ตลาดกระจุกตัวมากที่สุดในเดือนเมษายน ตั้งแต่กลางเดือนเมษายน 2566 เป็นต้นไป ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ขึ้นทะเบียน “ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา” เป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ตัวใหม่ของจังหวัดยะลา ปัจจุบันทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลามีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 190 บาท สร้างรายได้ให้คนยะลามากถึง 2,800 ล้านบาทต่อปี

มากไปกว่านั้น ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เตรียมแผนรองรับสถานการณ์แก้ไขปัญหาผลไม้ทุเรียนอย่างเป็นระบบตั้งแต่ช่วงการดูแลผลผลิต จนไปถึงการตัดทุเรียนขาย ที่ผ่านมามักประสบปัญหาการลักลอบขายทุเรียนอ่อน ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้จัดระบบการทำงานเชิงรุก ผ่านคณะทำงานแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพและการสวมสิทธิ์ใช้ใบรับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) ของเกษตรกรเพื่อการส่งออกทุเรียนของประเทศไทย โดยคณะทำงานได้จัดทำแผนพร้อมรับมือการแข่งการส่งออกทุเรียนของประเทศเพื่อนบ้าน

นางสาวรัชดา กล่าวต่อไปว่า นายเฉลิมชัย ยังมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร บูรณาการหน่วยงานในพื้นที่สวนทุเรียน จัดตั้งจุดบริการตรวจเปอร์เซ็นของน้ำหนักแห้งในเนื้อทุเรียน ในพื้นที่ 5 จังหวัด รวม 68 จุด ได้แก่ จันทบุรี (40 จุด) ตราด (7 จุด) ระยอง (6จุด) ชุมพร (10 จุด) นครศรีธรรมราช (5 จุด) โดยได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจากกรมประมงและกรมปศุสัตว์ รวม 100 ท่าน ลงพื้นที่ตรวจรายแปลง และกรมวิชาการเกษตร มีหน้าที่ ตรวจสอบ โรงคัดบรรจุ (ล้ง) ทุเรียนที่นำมาส่งที่ล้ง จะต้องมีใบรับรองผลการตรวจเปอร์เซ็นน้ำหนักแห้งในเนื้อทุเรียน ซึ่งทุเรียนไทยมีคุณภาพดีกว่าต่างประเทศมาก ขออย่างเดียวอย่าตัดทุเรียนอ่อน โดยกรมฯ ได้กำหนดวันเก็บเกี่ยวทุเรียน ดังนี้ ทุเรียนพันธุ์กระดุมและพวงมณี เก็บเกี่ยว วันที่ 10 มีนาคม พันธุ์ชะนี เก็บเกี่ยว วันที่  20 มีนาคม และทุเรียนพันธุ์หมอนทอง เก็บเกี่ยววันที่ 15 เมษายน 2566

“ขอความร่วมมือเกษตรกร ถ้าเก็บเกี่ยวก่อนวันประกาศฯ ให้นำตัวอย่างผลทุเรียนลูกที่อ่อนที่สุดในรุ่นที่จะทำการเก็บเกี่ยวมาให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร ณ สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เช่น แปลงใหญ่ ฯลฯ ตรวจวัดเปอร์เซ็นน้ำหนักแห้งเพื่อออกใบรับรองความแก่  เพื่อแนบไปกับรถขนส่งทุเรียนไปจำหน่าย ณ ที่ล้ง/โรงคัดบรรจุ โดยพันธุ์กระดุมเปอร์เซ็นน้ำหนักแห้งไม่น้อยกว่า 27 เปอร์เซ็น พันธุ์ชะนีไม่น้อยกว่า 30 พันธุ์พวงมณีไม่น้อยกว่า 30  และพันธุ์หมอนทองไม่น้อยกว่า 32” นางสาวรัชดา ย้ำ