ผวจ.อำนาจเจริญเร่งตรวจสอบ บ่อขยะดงสีบู หวั่นไหม้ซ้ำรอย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703868

วันศุกร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชนาส ชัชวาลวงศ์ ผวจ.อำนาจเจริญ พร้อมด้วย นางขนิษฐา แห่งธรรม หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอำนาจเจริญ และผู้บริหารท้องถิ่น ลงพื้นที่ตรวจสอบพร้อมเยี่ยมให้กำลังใจ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน จากเหตุเพลิงไหม้บ่อขยะดงสีบู ด้านทิศตะวันออกของศูนย์ราชการอำนาจเจริญแห่งที่ 2 ต.ไก่คำ อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ ซึ่งชาวบ้านที่พักอาศัยอยู่ใกล้เคียงได้รับผลกระทบจำนวนหนึ่ง  

ทั้งนี้ การเกิดเพลิงไหม้กองขยะดงสีบู ภายในศูนย์ราชการอำนาจเจริญ แห่งที่ 2 นั้น เกิดขึ้น  เมื่อเวลา 20.00 น.ของวันที่ 5 มกราคม พ.ศ.2566 ที่ผ่านมา โดยมีการระดมเครื่องจักรกลทั้งหมด 20 คัน ประกอบด้วย รถดับเพลิง และรถน้ำจำนวน 12 คัน รถแบ๊กโฮ จำนวน 5 คัน รถตักหน้าขุดหลัง จำนวน 1 คัน รถกู้ชีพจำนวน 2 คัน พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดอำนาจเจริญ องค์การบริหารส่วนตำบลแมดเทศบาลตำบลไก่คำ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยไร่ เทศบาลตำบลอำนาจ เทศบาลเมืองอำนาจเจริญ แขวงทางหลวงชนบทอำนาจเจริญ เทศบาลตำบลโคกกลาง ภาคเอกชนอำเภอลืออำนาจ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ ร่วมกันทำแนวป้องกันไฟเพื่อป้องกันการลุกลาม ระยะทาง 300 เมตร และฉีดน้ำควบคุมเพลิงไม่ให้ลุกลามเพิ่มเติม พร้อมใช้เครื่องจักรทำการเกลี่ยขยะที่ไหม้แล้ว ทำการฉีดน้ำและใช้ดินกลบ เพื่อดับไฟให้มอดสนิท นอกจากนี้ ยังได้ให้ผู้นำชุมชน ประกาศเสียงตามสาย และหอกระจายข่าวในหมู่บ้าน แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ ซึ่งอาศัยอยู่ใกล้เคียงกับบ่อขยะ ป้องกันตนเองจากควันและฝุ่นละอองที่เกิดจากเพลิงไหม้บ่อขยะ  

ล่าสุด สำนักงานเทศบาลตำบลไก่คำ แจ้งว่า เหตุเพลิงไหม้บ่อขยะดงสีบู ภายในศูนย์ราชการจังหวัดอำนาจเจริญ แห่งที่ 2 ไฟได้ปะทุขึ้นมาอีกรอบจากนั้น นางขนิษฐา แห่งธรรม หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอำนาจเจริญ มอบหมายให้ นายบวรวงษ์ชม หัวหน้าฝ่ายป้องกันและปฏิบัติการพร้อมเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่สำรวจสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยดงสีบู ต.ไก่คำ อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ ร่วมกับ สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 12 อุบลราชธานี และได้ประสานงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลตำบลไก่คำ จัดชุดเฝ้าระวังตลอดเวลา  

อาสาสมัครฝนหลวงเร่งสำรวจ เพิ่มประสิทธิภาพแปลงเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703864

วันศุกร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมฝนหลวงฯ ขับเคลื่อนอาสาสมัครฝนหลวงทั่วประเทศ เตรียมออกสำรวจพื้นที่เกษตรกรรม ตรวจเช็คสภาพพื้นดินและร่วมสังเกตการณ์สภาพอากาศ พร้อมแจ้งหน่วยฝนหลวงเข้าปฏิบัติการทำฝนหลวงให้ตรงพื้นที่เป้าหมาย เพิ่มประสิทธิภาพบรรเทาภัยแห้งแล้งนอกเขตชลประทาน

นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร รักษาราชการแทนอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้อาสาสมัครฝนหลวงประจำศูนย์ปฏิบัติการ
ฝนหลวงทั่วประเทศกว่า 500 คนได้เตรียมความพร้อมออกสำรวจความต้องการขอรับบริการฝนหลวงของเกษตรกร โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตชลประทานที่มีความต้องการใช้น้ำและมีความเสี่ยงที่จะขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึงนี้ พร้อมทั้งติดตามการเพาะปลูกในพื้นที่ที่รับผิดชอบเพื่อให้ทราบถึงช่วงเวลาการปลูกของพืชแต่ละชนิด ช่วงเวลาที่ต้องการฝน ตลอดจนสังเกตการณ์สภาพอากาศและเมฆฝนในแต่ละพื้นที่ เพื่อส่งภาพและข้อมูลมายังศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงประจำภูมิภาค ในแต่ละภูมิภาคนำมาวิเคราะห์ และออกปฏิบัติการฝนหลวงได้อย่างพอเหมาะกับเวลาตรงเป้าหมายรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ (Real Time)

“เมื่อปฏิบัติการฝนหลวงแล้วเสร็จ อาสาสมัครฝนหลวงจะรวบรวมข้อมูลปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ส่งเป็นข้อมูลมายังศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงประจำภูมิภาค หรือรายงานผ่านระบบอาสาแจ้งข่าว
บนเว็บไซต์ของกรมฝนหลวงฯ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในครั้งต่อไป”รองอธิบดีกรมฝนหลวงฯกล่าว

ทั้งนี้กรมฝนหลวงฯได้พัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครฝนหลวงมาอย่างต่อเนื่องปีนี้เป็นปีที่ 7 โดยผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นอาสาสมัครฝนหลวงจะได้รับการอบรมเกี่ยวกับการปฏิบัติการทำ
ฝนหลวง และอุตุนิยมวิทยา เช่น ความรู้เกี่ยวกับลักษณะของเมฆที่ทำให้เกิดฝน การติดตามสภาพอากาศ การวัดปริมาณน้ำฝน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังจะได้รับการอบรมเรื่องการอนุรักษ์ดิน-น้ำ หลักสิทธิมนุษยชน การสื่อสารและการเผยแพร่ข่าวสารประชาสัมพันธ์ ดังนั้นอาสาสมัครฝนหลวงทุกคนมีจึงมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับปฏิบัติการฝนหลวงและการให้บริการฝนหลวงในแต่ละพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ทำให้การปฏิบัติการฝนหลวงตรงกับความต้องการของประชาชน อีกทั้งยังช่วยเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำฝนหลวงได้เป็นอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

นายสากล นารี อาสาสมัครฝนหลวงอำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า ตนเข้ารับการอบรมเพื่อเป็นอาสาสมัครฝนหลวงปี พ.ศ.2559 และได้นำความรู้ความเข้าใจไปใช้งานจริง เช่น ในปี 2560 บริเวณพื้นที่นาในอำเภอปทุมรัตต์ อำเภอจตุรพักตรพิมาน และอำเภอธวัชบุรี ข้าวเริ่มยืนต้นตาย และเมื่อได้รับบริการฝนหลวงทำให้ผลผลิตรอดพ้นจากความเสียหายได้ จากนั้นจึงทำหน้าที่อาสาสมัครฝนหลวงเรื่อยมาโดยในปีนี้ตนจะเริ่มลงสำรวจพื้นที่เกษตรโดยรวมในพื้นที่อำเภอเกษตรพิสัย ร่วมกับเครือข่ายอาสาสมัครฝนหลวงท่านอื่นที่อยู่บริเวณรอยต่อระหว่างอำเภอเพื่อประเมินสถานการณ์ร่วมกัน แล้วจึงส่งข้อมูลอุณหภูมิ ภาพถ่ายท้องฟ้า ก้อนเมฆเป็นต้น ไปที่ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงให้ดำเนินการต่อ

“การเป็นอาสาสมัครฝนหลวงเป็นอาชีพสำคัญของผมต่อจากอาชีพเกษตรกร เพราะเกษตรกรต้องการน้ำ หน้าที่ของผมคือประสานงาน ติดตามพื้นที่ ที่ได้รับความเดือดร้อนให้ได้รับ
ฝนหลวง และเมื่อมีน้ำเรายังสามารถปลูกผักสวนครัวไว้กินภายในครอบครัว และขายเป็นรายได้เสริม จึงรู้สึกภูมิใจและดีใจที่ได้ช่วยเหลือเกษตรกรด้วยกันแทนพ่อหลวง” นายสากลกล่าว

‘ปปป.’จ่อสอบเชิงลึกเส้นทางเงินห้องอธิบดีกรมอุทยานฯ หลังพยานเริ่มให้การเท็จ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703884

'ปปป.'จ่อสอบเชิงลึกเส้นทางเงินห้องอธิบดีกรมอุทยานฯ หลังพยานเริ่มให้การเท็จ

‘ปปป.’จ่อสอบเชิงลึกเส้นทางเงินห้องอธิบดีกรมอุทยานฯ หลังพยานเริ่มให้การเท็จ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2566, 19.45 น.

ขมวดปมเข้ามาแล้ว!!! ล่าสุด”ผบก.ปปป.”จ่อสอบเชิงลึกเส้นทางการเงินอธิบดีกรมอุทยานฯ หลังพยานบางรายอ้างว่าเงินในห้องอธิบดีฯ เป็นค่าเช่าพระ-ทำบุญ

12 ม.ค.66 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) เปิดเผยความคืบหน้าการสอบปากคำพยานในคดีสินบนอุทยานว่า เบื้องต้นยังไม่ได้รับรายงานการสอบสวนพยานเจ้าหน้าที่อุทยานฯ จากพื้นที่ จ.ปัตตานี ที่เข้าให้การเมื่อวานนี้ (11 ม.ค.66) แต่ไม่ว่าจะให้การอย่างไร ก็เป็นสิทธิที่จะให้การ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ชัยวัฒน์’ซัดพยานให้การเท็จ แฉเงินสดในห้องอธิบดีกรมอุทยานฯ ไม่ใช่เงินค่าเช่าพระ)

ผบก.ปปป.กล่าวอีกว่า ส่วนที่ข่าวว่า เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ จากพื้นที่ จ.ปัตตานี ให้การอ้างว่า เงินในซองจำนวน 1 แสนบาท ที่ปรากฏภายในห้องทำงานของอธิบดีนั้น เป็นเงินค่าเช่าพระและเงินค่าทำบุญ ไม่ใช่เงินสินบนแต่อย่างใด พร้อมกับนำรูปภาพพระบูชาดังกล่าวมามอบให้พนักงานสอบสวนประกอบการพิจารณานั้น ทางตำรวจต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินว่าเบิกมาจากที่ใด ส่งต่อไปที่ใด ยืนยันสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ตำรวจจะหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ว่าเงินที่อยู่ในซอง 1 แสนบาท ในห้องอธิบดีกรมอุทยานฯ เป็นค่าเช่าพระจริงหรือไม่ และคงต้องสอบปากคำเพิ่มติมอีก รวมทั้งต้องสอบเชิงลึกยิ่งขึ้นเพื่อให้เคลียร์ทุกข้อสงสัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากพนักงานสอบสวนกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ บก.ปปป. ออกหมายเรียกผู้ที่มีรายชื่อปรากฏบนซองที่พบในห้องอธิบดีกรมอุทยานฯ เข้ามาให้ข้อมูล ปรากฏว่า วันนี้ (12 ม.ค.66) มีพยานจากอุทยานแห่งชาติ จ.ลำปาง เข้าให้ข้อมูลเพิ่มอีก 1 คน (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :พยานโผล่ให้การอีก 1 คดีรีดส่วย อ้างไม่รู้เห็นซองเงินอยู่ในห้องอธิบดีกรมอุทยานฯ)

กรมชลฯชวนปชช.สมัครร่วมโครงการจ้างงาน ยอดทะลุเกือบ 20,000 แล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703801

กรมชลฯชวนปชช.สมัครร่วมโครงการจ้างงาน ยอดทะลุเกือบ 20,000 แล้ว

กรมชลฯชวนปชช.สมัครร่วมโครงการจ้างงาน ยอดทะลุเกือบ 20,000 แล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2566, 16.05 น.

ช่วยเกษตรกรฤดูแล้ง! กรมชลฯชวนปชช.สมัครร่วมโครงการจ้างงาน ยอดทะลุเกือบ 20,000 แล้ว ตั้งเป้า 80,000คนตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้เสริมในช่วงฤดูแล้ง

12 ม.ค.2565 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้จัดจ้างแรงงาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เสริมในช่วงฤดูแล้ง โดยการปฏิบัติงานด้านต่างๆ อาทิ งานซ่อมแซม บำรุงรักษา ขุดลอก ปรับปรุงงานชลประทาน โครงการส่งเสริมการดำเนินงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ งานก่อสร้างแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำเพื่อชุมชน แก้มลิง การจัดการคุณภาพน้ำ รวมทั้งโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ เป็นต้น ซึ่งในปีนี้มีแผนจ้างแรงงานในวงเงิน 5,336 ล้านบาท สามารถจ้างแรงงานได้ประมาณ 86,000 คน ระยะเวลาการจ้างอยู่ระหว่าง 3 – 10 เดือน คาดว่าจะทำให้เกษตรกรมีรายได้ทดแทนจากการว่างเว้นทำการเกษตรประมาณ  26,100 – 87,000 บาท/คน (ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการจ้าง/คน) โดยมีเกณฑ์การจ้างแรงงานได้แก่

1. เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรหรือเกษตรกรในพื้นที่
2. สมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำของกรมชลประทานในพื้นที่
3. ประชาชน และผู้ใช้แรงงานทั่วไป
4. หากแรงงานในพื้นที่มีไม่เพียงพอให้พิจารณาจ้างเกษตรกรหรือแรงงานในพื้นที่ใกล้เคียง จากหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และลุ่มน้ำ ตามลำดับ

ปัจจุบันมีผู้สนใจเข้ารับการสมัครจ้างแรงงานทั่วประเทศไปแล้วกว่า 19,700 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 23 ของแผนฯ จังหวัดที่มีผลการจ้างแรงงานมากที่สุด 3 ลำดับ ได้แก่ จังหวัดนครพนม 1,861 คน จังหวัดเชียงใหม่ 1,445 คน และจังหวัดเพชรบุรี 1,291 คน

กรมชลประทาน จึงขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรและประชาชนทั่วไป เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อเป็นการสร้างรายได้เสริมหรือทดแทนจากการสูญเสียรายได้ด้านการเกษตร หากเกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ สามารถติดต่อสอบถามหรือสมัครได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือทางสายด่วนกรมชลประทาน 1460 ชลประทานบริการประชาชน

‘ชัยวัฒน์’ซัดพยานให้การเท็จ แฉเงินสดในห้องอธิบดีกรมอุทยานฯ ไม่ใช่เงินค่าเช่าพระ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703749

'ชัยวัฒน์'ซัดพยานให้การเท็จ แฉเงินสดในห้องอธิบดีกรมอุทยานฯ ไม่ใช่เงินค่าเช่าพระ

‘ชัยวัฒน์’ซัดพยานให้การเท็จ แฉเงินสดในห้องอธิบดีกรมอุทยานฯ ไม่ใช่เงินค่าเช่าพระ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2566, 14.00 น.

“ชัยวัฒน์”ชี้เงินสดในห้องทำงานอธิบดีกรมอุทยานฯไม่ใช่เงินเช่าพระ ตามที่เจ้าหน้าที่กรมอุทยานในพื้นที่ จ.ปัตตานี เจ้าของซองเงินสดดังกล่าวเข้าให้ปากคำตำรวจ ปปป. พร้อมเรียกร้องเจ้าหน้าที่ทุกสำนักให้การตามจริง เชื่อตำรวจและ ป.ป.ช. จะเห็นใจที่ถูกบังคับให้จ่ายเพื่อไม่ให้ถูกโยกย้าย

12 ม.ค.66 นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่าพนักงานสอบสวน บก.ปปป. เรียกพยานตามรายชื่อที่ปรากฏบนซองเงินสดในห้องทำงานของนายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  โดยพยานรายแรกที่เข้าให้ปากคำเป็นเจ้าหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี   ซึ่งให้การว่า เงิน 100,000 บาท ที่นำไปมอบให้นายรัชฎา เป็นเงินบูชาพระบรมรูปจำลอง รัชกาลที่  5 และไม่ใช่เงินสินบนนั้นว่า เป็นการให้ข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวน หากผู้ให้การชี้แจงรายละเอียดที่ลึกลงไปกว่านี้ไม่ได้

ทั้งนี้ นายชัยวัฒน์ ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าบูชาพระบรมรูปที่สำนักบริหารงานกลาง กรมอุทยานแห่งชาติฯ เป็นผู้ดำเนินการแล้วว่า จ่ายองค์ละ 15,000 บาท โดยการโอนผ่านเข้ากองทุนสวัสดิการกรมอุทยานแห่งชาติฯ ไม่ใช่การนำเงินสดมามอบให้ห้องทำงานของนายรัชฎาอย่างแน่นอน ตลอดจนการโอนของทุกสำนักรวม 21 สำนัก ปรากฏเป็นเอกสารการโอนเป็นสำคัญซึ่งมอบแก่พนักงานสอบสวน ป.ป.ป.แล้ว ดังนั้นเงินค่าบูชาพระบรมรูป รัชกาลที่ 5 จึงไม่เกี่ยวข้องกับเงินสดที่พบในห้องทำงานของอธิบดี

“ขอเรียกร้องให้หัวหน้าหน่วยงานภาคสนามและผู้อำนวยการส่วนต่างๆ ของทุกสำนักให้การตามความเป็นจริง โดยเชื่อว่า พนักงานสอบสวนบก .ปปป. และ ปปช จะเห็นใจและให้ความชอบธรรมแก่ทุกคนที่ถูกบังคับให้จ่ายเงิน ไม่เช่นนั้นต้องถูกโยกย้าย”นายชัยวัฒน์ กล่าว

นายชัยวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากที่อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ ถูกจับกุมฐานเรียกรับเงินจากผู้ใต้บังคับบัญชา มีคนสนิทของอธิบดีโทรศัพท์กดดันผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ต่างๆโดยอ้างตำแหน่งพร้อมระบุว่า ยังมีอำนาจอยู่ ย้ำให้แจ้งแก่ผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า ผู้อำนวยการส่วนจัดการต้นน้ำ ผู้อำนวยการส่วนฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่อนุรักษ์ ผู้อำนวยการส่วนโครงการพระราชดำริและกิจการพิเศษ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำ หัวหน้าสถานีควบคุมฟป่า หัวหน้าโครงการพระราชดำริว่า หากมีเจ้าหน้าที่เรียกสอบให้ให้การว่า เงินที่พบในห้องทำงานอธิบดี เป็นเงินที่รวบรวมส่งให้ฝ่ายบริหารเพื่อระดมทุนเข้ามาช่วยเหลือในกองทุนต่างๆ เช่น กองทุนช่วยเหลือแก้ไขปัญหาช้างป่า ค่าบูชาบรมรูปจำลอง รัชการที่ 5 ซึ่งมีการบูชากันเมื่อไม่นานมานี้ ค่าสมทบทุนสร้างพระซึ่งอธิบดีมีแนวคิดจะสร้างพระ หรือกองทุนสนับสนุนเครือข่ายแก้ไขปัญหาไฟป่า

“ผมขอโทษเจ้าหน้าที่ทุกคนซึ่งเป็นผู้ปกป้องพิทักษ์ป่าที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ โดยสิ่งที่ตนทำนั้นไม่ได้ต้องการกลั่นแกล้งใคร แต่ต้องการช่วยเหลือหัวหน้าหน่วยงานที่ถูกบังคับให้ต้องจ่ายเงินเพื่อแลกกับการรักษาตำแหน่งซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง”นายชัยวัฒน์ กล่าว

ผู้ช่วยรมว.เกษตรฯถก แก้3ปัญหาเดือดร้อนเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703625

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายนราพัฒน์ แก้วทอง กรรมการผู้ช่วย รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ครั้งที่ 11/2565 โดยนายนราพัฒน์ นำปัญหาจากเกษตรกร ประชาชน และหน่วยงานปกครองท้องถิ่นที่ได้รับทราบจากการลงพื้นที่ เข้าที่ประชุมเร่งหาแนวทางแก้ปัญหา 3 ประเด็น ดังนี้ 1.เรื่องเร่งรัดการอนุญาตให้หน่วยงานต่างๆ เข้าไปพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น อาคาร ถนน และสิ่งปลูกสร้างในเขตพื้นที่ป่า เพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งปัจจุบันประชาชนได้รับความเดือดร้อนมาก จากการที่องค์การปกครองท้องถิ่นและหน่วยงานต่างๆไม่สามารถเข้าไปปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้ ตัวอย่างเช่น การซ่อมศูนย์เด็กเล็กที่อยู่ในพื้นที่ป่า ต้องรอการอนุญาตจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ

2.เรื่องการดำเนินคดีและการออกระเบียบกฎเกณฑ์การเข้าไปทำกินและเก็บผลผลิตทางการเกษตรของชาวบ้านในพื้นที่ป่าให้ชัดเจน และสอดคล้องกับบริบทของวิถีชีวิตชุมชน เช่น การทำเกษตรปลูกบุกใน จ.แม่ฮ่องสอน ที่มีข้อตกลงการใช้พื้นที่ทำการเกษตรแล้ว แต่เมื่อเข้าช่วงเก็บผลผลิตและขนส่งไปขาย ก็จะถูกเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีอยู่ แม้แปลงปลูกจะมีการรับรองแล้วก็ตาม และ 3.เรื่องการเปิดช่องพิจารณาเร่งด่วนสำหรับการอนุญาตขุดบ่อบาดาลเพื่อการเกษตร ซึ่งอยากให้เร่งรัดเปิดช่องพิจารณาแยกจากการขุดบ่อบาดาลเพื่อประโยชน์อื่นๆ หรือตั้งกรรมการพิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะ

ทั้งนี้ ผู้แทนจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ยืนยันว่าจะเร่งหาแนวทางเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และจะเร่งจัดการและกำชับให้แต่ละจังหวัดปฏิบัติ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างดีที่สุดโดยกล่าวขอบคุณนายนราพัฒน์ ที่นำประเด็นจากพื้นที่มาหารือเป็นการแสดงความห่วงใยที่จริงใจต่อพี่น้องประชาชน

‘อธิบดีกรมข้าว’ลงใต้ ช่วยปชช.ประสบภัยน้ำท่วมหนัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703626

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะจากศูนย์วิจัยและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวภาคใต้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์วิจัยข้าวปัตตานีเพื่อสร้างขวัญกำลังใจการทำงาน และเดินทางไปมอบถุงยังชีพให้พี่น้องชาวนาผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดปัตตานีและจังหวัดสงขลา

นายณัฏฐกิตติ์กล่าวว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักติดต่อกันในภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำท่วมฉับพลันแก่แปลงนาและบ้านเรือนเกษตรกรหลายพื้นที่โดยเฉพาะใน อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี และ อ.เทพา จ.สงขลา ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ มีความเป็นห่วงพี่น้องชาวนา จึงมอบหมายให้กรมการข้าว เร่งเข้าไปดูแลเยียวยาชาวนาในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยเร็ว

ทั้งนี้ สำหรับ ต.มะกรูด อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี นั้น มีครัวเรือนทั้งหมด 1,115 ครัวเรือน เกษตรกรผู้ทำนา 500 ครัวเรือน พื้นที่ 800 ไร่ ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วม 500 ราย แบ่งเป็น หมู่ 5 จำนวน 150 ครัวเรือน หมู่ 7 จำนวน 350 ครัวเรือน ในส่วนของ จ.สงขลา ที่ ต.ท่าม่วง อ.เทพา มีครัวเรือนทั้งหมด 3,229 ครัวเรือน ผู้ทำนา 1,000 ครัวเรือน พื้นที่ 1,413 ไร่ มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วม 1,000 ราย

โอกาสนี้ อธิบดีกรมการข้าวได้มอบถุงยังชีพให้พี่น้องชาวนาผู้ประสบภัย โดยศูนย์วิจัยข้าวปัตตานีได้จัดเตรียมถุงยังชีพ 2,000 ชุด เพื่อมอบให้แก่ชาวนาผู้ประสบภัยน้ำท่วมใน ต.มะกรูด อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี 500 ชุด และ ต.ท่าม่วง อ.เทพา จ.สงขลา 1,000 ชุด นอกจากนี้ยังมีศูนย์ข้าวชุมชนที่ได้รับผลกระทบ ประกอบด้วย จ.ปัตตานี 12 แปลง พื้นที่ 860 ไร่ เกษตรกร 397 ราย และ จ.นราธิวาส 5 แปลง พื้นที่ 180 ไร่เกษตรกร 89 ราย โดยศูนย์วิจัยข้าวปัตตานี ได้จัดถุงยังชีพทั้งหมด 500 ชุด
ซึ่งได้ส่งมอบให้เกษตรกรต่อไป

เกษตรฯโชว์เครื่องพ่นฯขจัดหนอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703624

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดเป็นศัตรูสำคัญที่ทำลายยอดข้าวโพด หากสภาพอากาศร้อนจัด แห้งแล้ง มักพบหนอนหลบใต้ผิวดิน เจาะกัดกินส่วนเจริญบริเวณโคนต้น ทำให้มีข้าวโพดแสดงอาการยอดเหี่ยว การป้องกันกำจัดตามคำแนะนำของสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช เน้นพ่นสารลงในกรวยยอด ซึ่งการพ่นสารเพื่อป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบเดิมด้วยเครื่องพ่นแบบสะพายหลัง ใช้แรงงานคนเดินพ่น ไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของหนอนดังกล่าวได้

ด้าน ดร.ยุทธนา เครือหาญชาญพงค์ วิศวกรการเกษตรชำนาญการพิเศษ สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม ได้ออกแบบเครื่องพ่นสารป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดแบบอุโมงค์ลม ซึ่งอาศัยหลักการของการใช้แรงลม ช่วยกระจายละอองฝอยของสารที่ออกจากหัวฉีดไปถูกตัวหนอนที่หลบซ่อนอยู่ในกรวยใบ หรือใต้ใบได้โดยตรง ป้องกันการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดตั้งแต่ระยะต้นอ่อนของข้าวโพดจนถึงการพ่นครั้งสุดท้ายที่ระยะเริ่มติดฝัก สามารถพ่นสารออกฤทธิ์ได้ทั้งสารเคมีและชีวภัณฑ์ มีความสามารถในการทำงาน 20 ไร่ต่อชั่วโมง รวมทั้งยังเป็นการพ่นแบบใช้น้ำน้อย ช่วยลดการใช้น้ำในการพ่นสารได้มากกว่า 60% สามารถลดต้นทุนการป้องกันกำจัด ลดปริมาณสารเคมีและชีวภัณฑ์ได้ 20% นอกจากนี้ยังสามารถขยายผลกับพืชอื่น เช่น ข้าว ถั่วเหลือง ทานตะวัน ซึ่งพ่นได้ทุกอายุการเจริญเติบโต

นายระพีภัทร์ กล่าวต่อว่า เครื่องพ่นสารป้องกันฯ เป็นนวัตกรรมใหม่ สามารถพ่นป้องกันกำจัดการระบาดของหนอนชนิดนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ได้รับรางวัลถึง 3 รางวัล ซึ่งเป็นผลิตผล ผลิตภัณฑ์ กรรมวิธี กระบวนการ วิธีการหรือระบบ ตลอดจนวิทยาการต่างๆ ที่ดีเด่นพิสูจน์แล้วว่าเป็นประโยชน์ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคมศาสตร์

‘มนัญญา’ชูศักยภาพนม อ.ส.ค.เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703412

‘มนัญญา’ชูศักยภาพนม  อ.ส.ค.เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่

‘มนัญญา’ชูศักยภาพนม อ.ส.ค.เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่

วันพุธ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานแถลงข่าวจัดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ปี 2566 ภายใต้แนวคิด : “พัฒนาอุตสาหกรรมโคนมเพื่อชีวิตที่ดีกว่า” โดยองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยมีนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายสมพร ศรีเมือง ผอ.อ.ส.ค. และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โดยงานจัดที่ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค เขาตาแป้น อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) ที่พระองค์ได้พระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมให้แก่ปวงชนชาวไทย และแสดงความก้าวหน้าของวิทยาการด้านการเลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมโคนมของประเทศ ตลอดจนเผยแพร่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ไปสู่เกษตรกร

น.ส.มนัญญากล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมโคนมไทยมีความก้าวหน้าเป็นลำดับ โดยประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นศูนย์กลางข้อมูลอุตสาหกรรมนมของอาเซียน จึงให้การส่งเสริมโคนมอาชีพพระราชทาน และพัฒนาศักยภาพการเลี้ยงโคนมให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง จนเกิดความมั่นคง เข้มแข็งในอาชีพ ขณะที่ อ.ส.ค.ปัจจุบันเป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค หรือ นมวัวแดง ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากน้ำนมโคสดแท้ 100% ของฟาร์มเกษตรกรไทย ทำรายได้ปีละไม่ต่ำกว่า 8,700 ล้านบาท มีเกษตรกร และสหกรณ์โคนมในเครือข่ายไม่น้อยกว่า 4,355 ฟาร์ม มีโครวม 113,565 ตัว ส่งน้ำนมดิบให้ อ.ส.ค. ประมาณ 581 ตัน/วัน โดยพื้นที่ภาคกลางมีสหกรณ์โคนมที่ส่งน้ำนมดิบมากที่สุดคือ 14 สหกรณ์ และจำนวนโครีดนม 47,739 ตัว นับว่าเป็นองค์กรที่เคียงข้างเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมมาตลอด 60 ปี

ด้านนายสมพร ศรีเมือง ผอ.อ.ส.ค. กล่าวว่า งานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ปี 2566 เป็นเวทีสำคัญในการพบปะระหว่างเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ภาครัฐ และเอกชนด้านอุตสาหกรรมนมเพื่อแสดงความก้าวหน้าทางวิทยาการด้านการเลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมโคนมของประเทศ ผ่านนิทรรศการและการเสวนาร่วมกัน

“นอกจากนี้ อ.ส.ค.มีแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ภายใต้ชื่อโยเกิร์ต อบกรอบ โพรไบโอ ตราไทย-เดนมาร์ค ที่ทำจากน้ำนมโค 100% หมักโดยจุลินทรีย์โยเกิร์ตชนิดโพรไบโอติกผ่านกระบวนการทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง จึงรักษาคุณค่าทางอาหารได้ดี มีเชื้อจุลินทรีย์ที่มีชีวิต โพรไบโอติกมากกว่า 1 ล้านตัวต่อถุงเป็นสายพันธุ์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยรักษาสมดุลของลำไส้และระบบขับถ่าย ตอบโจทย์ตลาดคนรุ่นใหม่ที่รักสุขภาพอย่างแน่นอน” นายสมพร กล่าว

รองปลัดฯร่วมวง ถกกรรมการโคนม จัดสรรโควตานำเข้า ตามข้อตกลงAFTA

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703410

วันพุธ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการ (คกก.) โคนมและผลิตภัณฑ์นม ครั้งที่ 5/2565 พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยที่ประชุมได้รายงานความก้าวหน้าของคณะอนุกรรมการศูนย์สารสนเทศโคนมระดับชาติ ความก้าวหน้าโครงการช่วยเหลือราคาน้ำนมดิบแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม การศึกษาผลกระทบกรณีผู้ประกอบการร่วมจัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) จำนวนมาก และเรื่องการใช้ตัวเลข MOU เพื่อวัตถุประสงค์นมโรงเรียนที่มากเกินจริง และการขาดแคลนน้ำนมดิบ การจัดตั้งกองทุนโคนม และการหารือปรับปรุงหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และขั้นตอนการจัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) การซื้อขายน้ำนมโค หลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ให้สอดคล้องกัน นอกจากนี้ เพื่อทราบต้นทุนการผลิตน้ำนมโค ไตรมาส 2 และคาดการณ์ไตรมาส 3 ปี 2565 เรื่องการขออนุมัติปรับเพิ่มราคากลางในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นม โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน

นอกจากนี้ ยังพิจารณาในประเด็นสำคัญต่างๆ ทั้งการจัดสรรโควตานำเข้าสินค้านม ปี 2566 แบ่งเป็นนมปรุงแต่ง 504 ตัน นมและครีม 7,595 ตัน และนมผงขาดมันเนย 75,704 ตัน การอนุมัติปริมาณเครื่องดื่มประเภทนมปรุงแต่งตามความตกลงอาเซียน (AFTA) การทบทวนกำหนดราคากลางรับซื้อน้ำนมดิบหน้าศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ และหน้าโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นม ปี 2565 การกำหนดราคาผลิตภัณฑ์นม และการขออนุมัติการนำเข้าน้ำนมโคยูเอชที รสจืด ตามความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA)