‘อลงกรณ์’ฟื้นฟูพันธุ์ปูทะเลประจวบฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693495

วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีปล่อยพันธุ์ปูทะเล “โครงการฟื้นฟูทรัพยากรประมงบริเวณแหล่งก่อเกิดทรัพยากรสัตว์น้ำชายฝั่ง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ประจำปีงบประมาณ 2566” โดยมีนายกิตติพงศ์ สุขภาคกุล รอง ผวจ.ประจวบคีรีขันธ์ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมที่คลองเขาแดง (บริเวณวัดเขาแดง) อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พื้นที่ป่าชายเลนในเขตจังหวัดมีฐานทรัพยากรเพื่อการผลิตทั้งในมิติของความหลากหลายของชนิดและปริมาณสัตว์น้ำที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้บริเวณพื้นที่ป่าชายเลนทำหน้าที่นิเวศบริการที่ดีแก่ชุมชน และเพื่อสนับสนุนให้ชุมชนร่วมมือในการบริหารจัดการทรัพยากรประมงของจังหวัดอย่างยั่งยืน

อีกทั้งยังเป็นการขานรับนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มผลผลิตปูทะเลให้ได้ 5,000 ตัน ในปี 2566 โดยจากข้อมูลเดิมปี 2561 มีผลผลิตปูทะเล เพียง 1,600 ตัน ปี 2562 มีผลผลิต 3,000 ตัน ปี 2563 มี 3,000 ตัน และในปี 2564 ผลผลิตปูทะเลในภาพรวมทั้งประเทศมีปริมาณเพิ่มขึ้นกว่า 6,000 ตัน โดยเป็นผลผลิตปูทะเลจากการเพาะเลี้ยง 3,400 ตันและจากผลผลิตการจับจากธรรมชาติ 2,800 ตัน ซึ่งเกินเป้าหมายที่กรมประมงคาดการณ์ไว้

นายอลงกรณ์ กล่าวว่า จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่มีความยาวมากที่สุดในประเทศ และมีความสำคัญทางการประมงทะเล พร้อมจะพัฒนาด้านการใช้ประโยชน์ เนื่องจากเหมาะสมสำหรับเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ วางไข่ และเลี้ยงตัวในวัยอ่อนของสัตว์น้ำส่งผลให้ชาวประมงในพื้นที่มีการพัฒนาและสืบสานวิถีชีวิตในการทำประมงจากรุ่นสู่รุ่น สำหรับการจัดกิจกรรมปล่อยปูทะเลครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วน โดยกรมประมง กำหนดปล่อยพันธุ์ปูทะเล 1,300,000 ตัว นอกจากนี้ยังได้สร้างความตระหนักรู้ในเรื่องการเพาะเลี้ยงและอนุบาลปูทะเลการขุนเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ ชีววิทยาและวงจรชีวิตปูทะเล

กรมชลฯสร้างสถานีสูบน้ำ แก้ปัญหาน้ำท่วมที่สงขลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693496

วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า ในพื้นที่ อ.สทิงพระ จ.สงขลา ซึ่งเป็นหนึ่งในอำเภอที่อยู่ในพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ มักประสบปัญหาอุทกภัยมาโดยตลอด เนื่องจากหากมีฝนตกหนักในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ก็จะส่งผลให้บริเวณดังกล่าวได้รับผลกระทบตามไปด้วย ประกอบกับการขึ้นลงของน้ำทะเล จึงทำให้เกิดน้ำท่วมขังในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวเป็นวงกว้างเป็นประจำทุกปี

ทั้งนี้ กรมชลประทาน โดยกองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง จึงได้ดำเนินการก่อสร้างสถานีสูบน้ำสนามชัย พร้อมอาคารประกอบ ที่มีศักยภาพในการสูบน้ำได้สูงสุด 20 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที 4 เครื่อง ใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 4 ปี (2563-2566) ปัจจุบันมีความคืบหน้าแล้วกว่า 59% หากก่อสร้างแล้วเสร็จจะช่วยเร่งระบายน้ำออกจากคลองระบายน้ำคลองหนังในช่วงน้ำทะเลหนุนได้ดีขึ้น โดยจะช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ อ.สทิงพระ และลดความเสียหายต่อที่อยู่อาศัย รวมถึงพื้นที่การเกษตรได้เป็นอย่างมาก

‘มนัญญา’ชูทุเรียนส่งออก ขึ้นชั้นผลไม้พรีเมียมระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693499

วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามนโยบายผลิตทุเรียนคุณภาพเพื่อการส่งออก ในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน จ.ชุมพร พร้อมด้วย นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร และคณะ โดยเยี่ยมชมสวนทุเรียนฉัตรกมลฟาร์มของ นายฉัตรกมล มุ่งพยาบาล ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิต GAP จากกรมวิชาการเกษตร พร้อมกับพบปะเกษตรกรเครือข่ายทุเรียนแปลงใหญ่ และมอบใบรับรองมาตรฐานการผลิต GAP ทุเรียน ให้กับตัวแทนเกษตรกรรวม 320 ราย 345 แปลง พื้นที่ 2,877.35 ไร่ ที่สวนทุเรียนฉัตรกมลฟาร์ม ต.พระรักษ์ อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร จากนั้นได้เป็นประธานมอบนโยบายการประชุม เรื่อง “แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องให้กับผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน” ก่อนจะติดตามการดำเนินงานโรงคัดบรรจุผลไม้ (ทุเรียน) “หอมหมื่นลี้” ที่ตลาดมรกต ต.วังตะกอ อ.หลังสวน อ.ชุมพร

น.ส.มนัญญา กล่าวว่า มีนโยบายมุ่งเน้นการผลิตทุเรียนคุณภาพเพื่อส่งออกภายใต้มาตรการส่งออกทุเรียนไทยตามข้อตกลงทางพิธีสารไทย-จีน จึงได้ย้ำในที่ประชุมร่วมกับผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุกว่า 100 ราย ว่าทุเรียนไทยเป็นทุเรียนที่ดีที่สุดในโลก ทั้งด้านรสชาติและคุณภาพ และขอยืนยันว่าประเทศไทย จะดำเนินการอย่างเคร่งครัดเพื่อรักษาชื่อเสียง รักษาตลาดส่งออกและรักษามาตรฐานการผลิตของทุเรียนไทย สร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคทั่วโลก

“ในปี 2564 มีปริมาณการส่งออกทุเรียนทั้งประเทศ 925,855 ตัน มูลค่า 119,160 ล้านบาทและมีแนวโน้มการเติบโตของพื้นที่การผลิตและพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นทุกปี จึงขอย้ำต่อผู้ประกอบการส่งออกว่า กรมวิชาการเกษตร พร้อมให้คำแนะนำและบูรณาการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อรักษาชื่อเสียงและมาตรฐานของทุเรียนไทยที่ส่งออกไปทั่วโลก ดังนั้นทุกมาตรการที่กำหนดออกมา นอกจากมาตรการการส่งเสริมและการกำกับตามระเบียบ ยังเป็นมาตรการที่มาจากการหารือกับประเทศคู่ค้าที่กำหนดร่วมกันอีกด้วย จึงขอฝากว่าทุกฝ่ายต้องช่วยกันยกระดับมาตรฐานโรงคัดบรรจุทุเรียนสดเพื่อการส่งออก โดยเฉพาะด้านสุขอนามัยพืชตามพิธีสารไทย-จีน อย่างเคร่งครัด” น.ส.มนัญญา กล่าว

ด้านนายระพีภัทร์ กล่าวว่า ได้จัดกิจกรรม “GAP Mobile เคลื่อนที่” เพื่อเร่งดำเนินการให้บริการขึ้นทะเบียน หรือต่ออายุสวน GAP ให้แก่เกษตรกร ซึ่งปัจจุบันมีแปลงทุเรียนที่ขึ้นทะเบียน GAP ในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมส่งออกไปจีนแล้ว 26,823 แปลง และมีโรงคัดบรรจุทุเรียนสดที่พร้อมรวบรวมและคัดบรรจุแล้ว 490 โรงคัดบรรจุ ทั้งนี้ คาดว่าตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป จะมีผลผลิตทุเรียนในภาคใต้ 120,000 ตัน โดยเป็นทุเรียนในพื้นที่ จ.ชุมพร 80,000 ตัน ซึ่งพร้อมอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบคุณภาพ และออกใบรับรองสุขอนามัยพืช

ชลประทานขานรับ นโยบายการจ้างงาน ช่วยเหลือเกษตรกร ตั้งเป้า8.6หมื่นราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693278

วันจันทร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล และ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในการช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนทั่วประเทศ ด้วยการดำเนินโครงการจ้างแรงงานชลประทานเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ปีงบประมาณ 2566 ปฏิบัติงานซ่อมแซม บำรุงรักษา ขุดลอก ปรับปรุงงานชลประทาน โครงการส่งเสริมการดำเนินงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ งานก่อสร้างแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำเพื่อชุมชน/ชนบท แก้มลิง การจัดการคุณภาพน้ำ รวมทั้งโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

สำหรับในปีนี้ มีแผนจ้างแรงงานวงเงินกว่า 5,336 ล้านบาท สามารถจ้างแรงงานได้ประมาณ 86,000 คน ระยะเวลาการจ้างอยู่ระหว่าง 3-10 เดือน วงเงินจ้างแรงงานอยู่ระหว่าง 26,100-87,000 บาท/คน (ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการจ้างต่อคน) โดยเกณฑ์การจ้างแรงงานจะพิจารณากลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่ม ดังนี้ 1.เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรหรือเกษตรกรในพื้นที่ 2.สมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำของกรมชลประทานในพื้นที่ 3.ประชาชน และผู้ใช้แรงงานทั่วไปในพื้นที่ และ 4.หากแรงงานในพื้นที่มีไม่เพียงพอให้พิจารณาจ้างเกษตรกรหรือแรงงานในพื้นที่ใกล้เคียง จากหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และลุ่มน้ำตามลำดับ

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลการรับสมัครได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้านหรือโทรสายด่วนกรมชลประทาน 1460

เกษตรฯถก BIMSTEC ด้านการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693280

วันจันทร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ร่วมประชุมระดับรัฐมนตรี ภายใต้กรอบความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (BIMSTEC หรือ Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation) ด้านการเกษตร ครั้งที่ 2(Second BIMSTEC Agriculture Ministers Meeting : 2nd BAMM) พร้อมด้วย น.ส.นฤมล สงวนวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส BIMSTEC ด้านการเกษตรครั้งที่ 2 (Second Meeting of the BIMSTEC Senior Officials on Agriculture : 2nd SOM-A) และผู้แทนหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ

สำหรับการประชุมดังกล่าว มีการพิจารณาร่างแผนปฏิบัติงาน (Plan of Action) การเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านความร่วมมือทางการเกษตรภายใต้กรอบ BIMSTEC และร่าง MOU ระหว่างสถาบันวิจัยนโยบายอาหารระหว่างประเทศ (International Food Policy Research Institute : IFPRI) กับ BIMSTEC เพื่อรับรองในการประชุม BAMM ครั้งที่ 2 รวมทั้งพิจารณาเพิ่มสาขาความร่วมมือย่อยประมงและปศุสัตว์ ให้อยู่ภายใต้กลไกความร่วมมือของการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสเกษตร (SOM-A) และระดับรัฐมนตรีเกษตร (BAMM) นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบร่างแผนปฏิบัติงาน (Plan of Action) การเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านความร่วมมือทางการเกษตรฯ และ (ร่าง) MOU IFPRI กับ BIMSTEC ซึ่งให้ความสำคัญต่อความร่วมมือด้านการเกษตรในภูมิภาค BIMSTEC เพื่อส่งเสริมการจ้างงานในภาคชนบท การบรรเทาความยากจน ความมั่นคงอาหาร โภชนาการ การบริโภคที่ยั่งยืน การเสริมสร้างรายได้เกษตรกร การพัฒนาการค้าและการลงทุน

‘อลงกรณ์’สืบสานภูมิปัญญา ประเพณีแรกนาเกลือปลุกขวัญเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693281

วันจันทร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย เป็นประธานเปิดงานอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาด้านเกลือทะเล “ประเพณีแรกนาเกลือ” โดยมี นายสุรศักดิ์ ผลยังส่งรองผวจ.สมุทรสาคร และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่วิสาหกิจชุมชนสหกรณ์ หมู่ 3โคกขาม ต.โคกขาม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ซึ่งเป็นการจัดงานประเพณีแรกนาเกลือครั้งแรกของไทย

สำหรับการจัดงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย กระทรวงเกษตรฯ จังหวัดสมุทรสาคร เกษตรกร และหน่วยงานภาคีเครือข่าย มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เกษตรกรชาวนาเกลือ และรักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมการทำนาเกลือของประเทศ สร้างการรับรู้ ประชาสัมพันธ์การผลิตเกลือทะเลของประเทศไทย กระตุ้นให้เกษตรกรพัฒนาการทำนาเกลือ และเริ่มต้นการผลิตใหม่โดยใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ รวมทั้งสนับสนุนวิสาหกิจชุมชน เกษตรกร ที่มีศักยภาพต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อสืบสานวิถีชีวิตด้านการเกษตร สร้างเครือข่ายด้านการเกษตร และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างอาชีพสร้างรายได้ให้กับชุมชน

ทั้งนี้ “ประเพณีแรกนาเกลือ” คือ การประกอบพิธีกรรมการเริ่มทำนาเกลือในฤดูกาลใหม่ ที่จัดขึ้นก่อนเริ่มทำนาเกลือในแต่ละปี คือประมาณเดือนพฤศจิกายน หรือช่วงหลังออกพรรษา โดยถือฤกษ์ยามอันดีคือตรงกับวันพฤหัสบดีและวันธงชัย ในเวลาเช้าของวัน ตั้งแต่ 07.00 เป็นต้นไป ผู้ทำพิธีจะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก โดยชาวนาเกลือมีความเชื่อว่าเป็นพิธีกรรมที่เกิดขึ้นจากความเชื่อในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลในการทำนาเกลือ ทำให้การทำนาเกลือมีความราบรื่น ไม่มีอุปสรรค และได้ผลผลิตเกลือเป็นจำนวนมาก เพื่อให้การทำนาเกลือได้ผลผลิตตามที่ต้องการ และประสบผลสำเร็จในการทำนาเกลือ จึงมีพิธีเซ่นไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยของมงคล อาทิ ขนมต้มแดงต้มขาวขนมขี้หนู ไข่ต้ม หัวหมู เป็ดพะโล้ และผลไม้มงคล 9 อย่าง เป็นต้น

นอกจากนี้ ภายในงานนี้ยังมีการจัดนิทรรศการของหน่วยงานภาคีเพื่อเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเกลือทะเลเพื่อการเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ในด้านต่างๆ และการเชื่อมโยงการทำนาเกลือกับกิจกรรมอื่นๆ เช่น แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร การสร้างรายได้เสริมนอกฤดูกาลการทำนาเกลือ และจำหน่ายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเกลือทะเล เช่น อาหารทะเลแปรรูป แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และร้านอาหารและที่พักที่อยู่ในการท่องเที่ยวเส้นทางเกลือ ภายใต้แนวคิด “Salt Sand Seafood”

‘อลงกรณ์’สืบสานภูมิปัญญา ประเพณีแรกนาเกลือปลุกขวัญเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693279

วันจันทร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย เป็นประธานเปิดงานอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาด้านเกลือทะเล “ประเพณีแรกนาเกลือ” โดยมี นายสุรศักดิ์ ผลยังส่งรองผวจ.สมุทรสาคร และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่วิสาหกิจชุมชนสหกรณ์ หมู่ 3โคกขาม ต.โคกขาม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ซึ่งเป็นการจัดงานประเพณีแรกนาเกลือครั้งแรกของไทย

สำหรับการจัดงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย กระทรวงเกษตรฯ จังหวัดสมุทรสาคร เกษตรกร และหน่วยงานภาคีเครือข่าย มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เกษตรกรชาวนาเกลือ และรักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมการทำนาเกลือของประเทศ สร้างการรับรู้ ประชาสัมพันธ์การผลิตเกลือทะเลของประเทศไทย กระตุ้นให้เกษตรกรพัฒนาการทำนาเกลือ และเริ่มต้นการผลิตใหม่โดยใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ รวมทั้งสนับสนุนวิสาหกิจชุมชน เกษตรกร ที่มีศักยภาพต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อสืบสานวิถีชีวิตด้านการเกษตร สร้างเครือข่ายด้านการเกษตร และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างอาชีพสร้างรายได้ให้กับชุมชน

ทั้งนี้ “ประเพณีแรกนาเกลือ” คือ การประกอบพิธีกรรมการเริ่มทำนาเกลือในฤดูกาลใหม่ ที่จัดขึ้นก่อนเริ่มทำนาเกลือในแต่ละปี คือประมาณเดือนพฤศจิกายน หรือช่วงหลังออกพรรษา โดยถือฤกษ์ยามอันดีคือตรงกับวันพฤหัสบดีและวันธงชัย ในเวลาเช้าของวัน ตั้งแต่ 07.00 เป็นต้นไป ผู้ทำพิธีจะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก โดยชาวนาเกลือมีความเชื่อว่าเป็นพิธีกรรมที่เกิดขึ้นจากความเชื่อในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลในการทำนาเกลือ ทำให้การทำนาเกลือมีความราบรื่น ไม่มีอุปสรรค และได้ผลผลิตเกลือเป็นจำนวนมาก เพื่อให้การทำนาเกลือได้ผลผลิตตามที่ต้องการ และประสบผลสำเร็จในการทำนาเกลือ จึงมีพิธีเซ่นไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยของมงคล อาทิ ขนมต้มแดงต้มขาวขนมขี้หนู ไข่ต้ม หัวหมู เป็ดพะโล้ และผลไม้มงคล 9 อย่าง เป็นต้น

นอกจากนี้ ภายในงานนี้ยังมีการจัดนิทรรศการของหน่วยงานภาคีเพื่อเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเกลือทะเลเพื่อการเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ในด้านต่างๆ และการเชื่อมโยงการทำนาเกลือกับกิจกรรมอื่นๆ เช่น แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร การสร้างรายได้เสริมนอกฤดูกาลการทำนาเกลือ และจำหน่ายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเกลือทะเล เช่น อาหารทะเลแปรรูป แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และร้านอาหารและที่พักที่อยู่ในการท่องเที่ยวเส้นทางเกลือ ภายใต้แนวคิด “Salt Sand Seafood”

พิพิธภัณฑ์การเกษตร ชวนเที่ยวงานวันพ่อแห่งชาติยิ่งใหญ่3-6ธ.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693077

พิพิธภัณฑ์การเกษตร ชวนเที่ยวงานวันพ่อแห่งชาติยิ่งใหญ่3-6ธ.ค.นี้

พิพิธภัณฑ์การเกษตร ชวนเที่ยวงานวันพ่อแห่งชาติยิ่งใหญ่3-6ธ.ค.นี้

วันเสาร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 14.50 น.

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2565 เวลา 10.30 น.  ที่พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี พลอากาศเอก เสนาะ  พรรณพิกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงานมหกรรมในหลวงรักเรา ภูมิพลังแผ่นดิน ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 – 6 ธันวาคม 2565 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สดุดีพระเกียรติคุณและเชิดชูพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในฐานะที่ทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม มีพระราชกรณียกิจพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรดินที่ประสบความสำเร็จ สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ชัดและเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและนานาประเทศ

โดยมี นายอร่าม  แก้วนิล ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง , นางขวัญใจ  เนตรหาญ เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.สระบุรี และ นางสาวจุฑามาศ  ทองชมพูนุช ผู้อำนวยการสำนักสารสนเทศและการสื่อสาร ร่วมแถลงข่าว กิจกรรมพิเศษในวันที่ 5 ธันวาคม เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และวันพ่อแห่งชาติ เวลา 08.00 น. ขอเชิญประชาชนชาวไทย ร่วมทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง พระภิกษุสงฆ์ 59 รูป เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และในเวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ร่วมรับชมการแสดง  และจุดเทียนมหามงคลสดุดีเฉลิมพระเกียรติ และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ รับฟังบทเพลงบรรเลงเพื่อพ่อ และเปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา พิพิธภัณฑ์ดินดล ตลอดทั้งวัน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกด้วยพร้อมด้วยกิจกรรมอื่นๆอีกมากมาย

พลอากาศเอก เสนาะ  พรรณพิกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวว่า การจัดงานมหกรรมในหลวงรักเรา ภูมิพลังแผ่นดิน ถือเป็นงานใหญ่ประจำปีที่พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเผยแพร่พระราชกรณียกิจ ด้านการพัฒนาทรัพยากรดินเพื่อการเกษตร และในปีนี้องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ Food and Agriculture Organization of the United Nations : FAO ได้กำหนดการจัดงานวันดินโลกภายใต้หัวข้อ “Soils, where food begins : อาหารก่อกำเนิด เกิดจากดิน” เพื่อสร้างการรับรู้และให้ความตระหนักถึงทรัพยากรดินที่เป็นแหล่งกำเนิดของปัจจัยต่างๆ ทั้งอาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และพลังงาน ภายในงานจัดแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติฯ ภูมิพล ดลดิน จัดแสดงพระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพด้านการจัดการดินเพื่อการเกษตร โดยเฉพาะพระราชดำริในการแก้ปัญหาดินในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย พร้อมด้วยนิทรรศการจากพี่น้องเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ นิทรรศการของขวัญจากดิน เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระปรีชาสามารถด้านการพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรดิน 

ด้าน นายอร่าม  แก้วนิล ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง กล่าวว่า ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนเข้ามาร่วมเรียนรู้นิทรรศการผู้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้ชื่อนิทรรศการของขวัญจากดิน เรียนรู้ความอุดมสมบูรณ์ด้านข้าว ปลา อาหาร จากเกษตรกรผู้ปฏิบัติจริง สะท้อนเรื่องราววิถีเกษตรยุคใหม่ ที่ยังคงอนุรักษ์ภูมิปัญญาดั้งเดิม พร้อมพัฒนาและยกระดับ  ให้เข้ากับยุคสมัยด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ นำเสนอเรื่องราว 4 วิถี แห่งการพึ่งพาตนเองสู่การสร้างอาชีพ สร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับตนเองและชุมชน อาทิ ของขวัญจากดิน “ข้าวใหม่ปลามัน สรรพสิ่งหลังนา”การสร้างคนรุ่นใหม่ 7 โมเดล การท่องเที่ยวชุมชน การพัฒนาและสร้างผู้ประกอบการ พร้อมด้วยกิจกรรม Work shop จับเข่า ล้อมวงเล่าเรื่องเกษตร พร้อมด้วยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านการอบรมวิชาของแผ่นดิน และอบรมเชิงปฏิบัติการตลอดวัน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ขณะที่นางขวัญใจ  เนตรหาญ เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.สระบุรี กล่าวว่า ช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ ถือเป็นช่วงเดือนข้าวใหม่ ปลามัน เดือนแห่งการเฉลิมฉลองในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว   พี่น้องเครือข่ายจากทั่วประเทศ ร่วมใจกันรวบรวมผลผลิต ได้แก่ ข้าวไร่ ทั้ง 4 ภาค พืชหัว ผักพื้นบ้าน องค์ความรู้เรื่องจุลินทรีย์สรรพสิ่งฯ ตลอดช่วงฤดูกาลทำนา มาจัดแสดงให้เห็นถึงห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ แสดงถึงสายใยที่สร้างความมั่นคงทางอาหารตามวิถีเกษตรให้ผู้ที่สนใจได้เข้ามาเรียนรู้ภายในงาน

ขณะเดียวกัน นางสาวจุฑามาศ  ทองชมพูนุช ผู้อำนวยการสำนักสารสนเทศและการสื่อสาร กล่าวว่า ทางด้านตลาดเศรษฐกิจพอเพียง ตลาดองค์ความรู้ ตลาดแห่งมิตรภาพ และการแบ่งปัน ศูนย์กลางการรวบรวมองค์ความรู้ ด้านการเกษตร พื้นที่จุดประกายความคิดและน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สังคมให้เห็นในเชิงประจักษ์ พร้อมชม ช้อป แบบจุใจกว่า 200 ร้านค้ากับสินค้าเกษตรปลอดภัย ผลิตผลเกษตรอินทรีย์มีคุณภาพ อาหารพื้นบ้านคาวหวานทั้ง 4 ภาค และตลาดต้นไม้นานาพันธุ์ โดยเกษตรกรผู้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต จำหน่ายในราคามิตรภาพ และเปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา พิพิธภัณฑ์ดินดล ตลอดงาน

ทั้งนี้ ภายในงานมีการเปิดให้เข้าชมนิทรรศการใหม่ วิถีเกษตรกรไทย ตามรอยศาสตร์พระราชา พิพิธภัณฑ์อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ 8 ภายใต้แนวคิด เกษตรกรไทยเท่ มีกิน  มีใช้ มีเก็บ มีเกียรติ และเปิดให้ชมนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งสนองพระราชปณิธาน พื้นที่แห่งการเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจตามศาสตร์พระราชา สืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธาน และเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้านการเกษตร สนุกทะลุจอ สัมผัสความแปลกใหม่ในโรงภาพยนตร์แอนิเมชัน 7 มิติ ที่จะเปิดให้เข้าชมครั้งแรกในงานนี้ จึงขอเชิญพี่น้องประชาชนชาวไทยร่วมเป็นส่วนสำคัญในการสืบสาน รักษา ต่อยอด สืบทอดพลังแห่งความดี ธ ผู้ทรงเป็นดั่งกำลังของแผ่นดิน ภายในงานมหกรรมในหลวงรักเรา ภูมิพลังแผ่นดิน ระหว่างวันที่ 3 – 6 ธันวาคม 2565 ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จ.ปทุมธานี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 02-529-2212-13, 087-359-7171 คลิกดูรายละเอียดได้ที่ http://www.wisdomking.or.th หรือ facebook / Instagram /Line ID : @wisdomkingmuseum และ Youtube พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ.

สถาบันปิดทองหลังพระฯจับมือราชการ-เอกชน กำหนดกติการ่วมทุน ลดความเสี่ยงเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692851

สถาบันปิดทองหลังพระฯจับมือราชการ-เอกชน กำหนดกติการ่วมทุน ลดความเสี่ยงเกษตรกร

สถาบันปิดทองหลังพระฯจับมือราชการ-เอกชน กำหนดกติการ่วมทุน ลดความเสี่ยงเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 11.15 น.

“สถาบันปิดทองหลังพระฯ”จับมือ”ราชการ-เอกชน” กำหนดกติการ่วมทุน ลดความเสี่ยงให้เกษตรกรและรักษาสิ่งแวดล้อม

สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ นำร่องพื้นที่ 3 จังหวัด “ปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์แทนการทำนาปรัง” ช่วยลดการใช้น้ำมากกว่า 2 เท่า เพื่อเป็นทางเลือกในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร โดยมีเกษตรกรกว่า 2,296 ราย สนใจเข้าร่วมโครงการฯ คาดเกษตรกรที่เข้าร่วมจะได้ผลผลิตดี มีกำไรขั้นต่ำ ไร่ละ 3,500 – 4,000 บาท ซึ่งสูงกว่าการทำนาที่สร้างรายได้ไร่ละ 800 – 1,000 บาท

เมื่อวันที่ 15 – 16 พฤศจิกายน 2565 นายกฤษฎา บุญราช ประธานสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้ลงพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดอุดรธานี เพื่อให้แนวทางการสนับสนุนโครงการปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์หลังทำนาปี โดยนายกฤษฎา ระบุว่า ในปัจจุบันตลาดกำลังขาดแคลนข้าวโพดอาหารสัตว์ อันเนื่องมาจากผลของสงครามรัสเซีย-ยูเครนซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญของโลก ในการผลิตข้าวโพดและข้าวสาลี ภาวะสงครามทำให้ไม่สามารถสร้างผลผลิตได้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ส่งผลให้ราคาข้าวโพดอาหารมีแนวโน้มสูงขึ้นเป็นระยะๆ ในขณะที่ประเทศไทยต้องนำเข้าข้าวโพดอาหารสัตว์มาจากต่างประเทศ เนื่องจากประเทศไทยสามารถสร้างผลผลิตได้เพียง 4 ล้านตัน ต่อปี ในขณะที่มีความต้องการไม่ต่ำกว่า 8 ล้านตันต่อปี ดังนั้นในปี 2565 สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ จึงได้ริเริ่มจัดทำโครงการ “ปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์หลังการทำนาปี” เพื่อเป็นหนึ่งทางเลือกในการประกอบอาชีพให้แก่เกษตรกรหลังฤดูการทำนา อีกทั้งการปลูกข้าวโพดใช้น้ำน้อยกว่าการทำนาถึง 2 เท่า ซึ่งจะสามารถช่วยให้เกษตรกรประหยัดการใช้น้ำในฤดูแล้งได้

นายกฤษฎา บุญราช ประธานสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ กล่าวว่า ในการดำเนินโครงการฯ สถาบันปิดทองหลังพระฯ ได้กำหนดแผนงาน และวิธีการทำงานร่วมกับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ขอนแก่น และอุดรธานี และประสานงานกับส่วนราชการทั้งในส่วนกลาง และระดับจังหวัด อำเภอ คือหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ พร้อมทั้งได้ประสานเชิญกลุ่มบริษัทเอกชนที่ทำธุรกิจอาหารสัตว์เข้าร่วมโครงการด้วย โดยมี บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด เข้าร่วมโครงการเป็นรายแรก ทั้งนี้ สถาบันปิดทองหลังพระฯ ได้กำหนดเงื่อนไขให้บริษัทเอกชนที่เข้าร่วมโครงการต้องลงทุนออกค่าใช้จ่ายในการปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์ให้แก่เกษตรกรโดยไม่คิดดอกเบี้ย ตั้งแต่ขั้นตอนการสนับสนุนเมล็ดพันธ์ุข้าวโพด ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช

“ก่อนลงมือปลูกและระหว่างปลูกข้าวโพดนั้น บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด จะส่งพนักงานมาร่วมกับเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอ และเจ้าหน้าที่สถาบันปิดทองหลังพระฯ ในการตรวจสอบคุณภาพดินและปริมาณน้ำ รวมทั้งแนะนำวิธีการปลูกและบำรุงแปลงข้าวโพด ตลอดจนวิธีการเก็บเกี่ยวข้าวโพดที่ถูกวิธี ทั้งนี้บริษัทได้ให้คำมั่นว่าจะรับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรในราคารับรองขั้นต่ำกิโลกรัมละ 8.50 บาท ต่อความชื้นไม่เกิน 27 เปอร์เซ็นต์ หรือในช่วงผลิตออกสู่ตลาด หากราคาในท้องตลาดมีราคาสูงขึ้นกว่าราคารับรอง บริษัทก็จะรับซื้อในราคาที่สูงขึ้นตามราคาในท้องตลาด ในทางตรงข้ามหากช่วงเวลาผลผลิตออกสู่ตลาด ราคาข้าวโพดลดต่ำกว่า 8.50 บาท บริษัทจะรับซื้อในราคารับรองที่ตกลงกันไว้ในราคาขั้นต่ำกิโลกรัมละ 8.50 บาท และหากเกษตรกรสามารถร่วมกันปลูกข้าวโพดตั้งแต่ 100 ไร่ขึ้นไป บริษัทจะมาตั้งจุดรับซื้อข้าวโพดโดยตรงจากเกษตรกรในพื้นที่ โดยเกษตรกรไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งผลผลิตไปขายต่างจังหวัด และถูกกดราคารับซื้ออย่างไม่เป็นธรรม รวมทั้งระหว่างปลูกข้าวโพดแล้ว หากเกิดภัยธรรมชาติ โรคระบาดหรือน้ำท่วม ทำให้ข้าวโพดเสียหายทั้งหมด หรือเมื่อเกษตรกรปฏิบัติตามขั้นตอนแล้ว ขายผลผลิตไม่พอกับต้นทุนค่าปัจจัยการผลิต สถาบันปิดทองหลังพระฯ จะร่วมกับส่วนราชการ และบริษัทที่เข้าร่วมโครงการฯ ตรวจสอบพิสูจน์ความเสียหายนั้น หากเป็นจริง บริษัทก็จะไม่เรียกหนี้เงินทุนจากเกษตรกร” นายกฤษฎา กล่าว

นอกจากนี้เงื่อนไขสำคัญอีกประการหนึ่งที่สถาบันปิดทองหลังพระฯ ได้กำหนดไว้คือเกษตรกรที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการต้องนำเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน หรือหนังสือรับรองจากส่วนราชการว่าที่ดินที่นำมาร่วมโครงการไม่ใช่ที่ดินป่าสงวนหรือที่ดินสาธารณะมาร่วมโครงการอย่างเด็ดขาด รวมทั้งเมื่อเสร็จสิ้นฤดูเก็บเกี่ยวข้าวโพดแล้ว ห้ามใช้วิธีการเผาทำลายตอซังข้าวโพดหรือเศษหญ้าวัชพืช เพื่อเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม

นายกฤษฎา บุญราช ประธานกรรมการสถาบันปิดทองหลังพระฯ ได้กล่าวเพิ่มเติมกับกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมรับฟังคำชี้แจงว่า ขอให้เกษตรกรได้ปรึกษา หารือ ช่วยกันคิดเปรียบเทียบระหว่างการทำนาปรัง หรือการปลูกพืชอื่นๆ กับการปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์ว่ามีความแตกต่างอย่างไร ทั้งวิธีการปลูก การดูแล การเก็บเกี่ยว และพืชชนิดไหนจะทำกำไรให้แก่เกษตรกร และสร้างรายได้ ได้เพียงพอ คุ้มค่า ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ ขณะเดียวกันหากเกษตรกรเห็นว่ามีบริษัทเอกชนรายใด ที่เสนอเงื่อนไขและข้อตกลงที่ดีกว่า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด ก็สามารถเชิญชวนมาร่วมโครงการได้ โดยสถาบันปิดทองหลังพระฯ จะช่วยเกษตรกรตรวจสอบข้อตกลงต่างๆ เพื่อไม่ให้เกษตรกรเสียเปรียบ

“ขณะนี้มีเกษตรกรจังหวัดกาฬสินธุ์ ขอนแก่น และอุดรธานี ที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการกว่า 2,296 ราย โดยอยู่ระหว่างการตรวจประเมินแปลงที่มีความพร้อม เพื่อไม่ให้เกษตรกรมีความเสี่ยง ทั้งในเรื่องความเหมาะสมของดิน ปริมาณน้ำที่เพียงพอ และแรงงานที่เหมาะสมกับพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมโครงการได้ไม่ต่ำกว่า 2,000 ครอบครัว โดยจะเริ่มลงมือปลูกข้าวโพดหลังเก็บเกี่ยวข้าวนาปีตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2565 เป็นต้นไป ซึ่งข้าวโพดอาหารสัตว์จะมีอายุการปลูกประมาณ 4 เดือนหรือ 120 วัน จึงสามารถเก็บเกี่ยวข้าวโพดได้ในช่วงเดือนเมษายน 2566 หากเกษตรกรสามารถดำเนินการได้ตามโครงการ และเงื่อนไขโดยไม่ประสบภัยธรรมชาติแล้ว คาดว่าเกษตรกรจะมีกำไร (รายได้ – ต้นทุน) อย่างต่ำประมาณไร่ละ 3,500 – 4,000 บาท ซึ่งสูงกว่าการทำนาที่ได้รายได้เพียงไร่ละ 800 – 1,000 บาท” นายกฤษฎา กล่าว

นายกฤษฎา กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์หลังการทำนา เป็นการสืบสาน ต่อยอด และขยายผลตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ได้ประโยชน์จากการใช้น้ำอย่างประหยัดและคุ้มค่า มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีรายได้อย่างยั่งยืน ในเรื่องการคำนึงถึงสภาพภูมิสังคม และหลักการมีส่วนร่วมหรือการระเบิดจากข้างใน มาใช้ในการดำเนินงานตามโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์หลังการทำนา เพราะสังคมไทยยังเป็นสังคมเกษตรกรรม มีพื้นที่ทำการเกษตรมากกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่ทั้งประเทศ หากการดำเนินงานตามโครงการนี้ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายแล้ว สถาบันปิดทองหลังพระฯ จะพิจารณาขยายผลโครงการไปดำเนินการในพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ในฤดูฝนหรือเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2566 เป็นต้นไป รวมทั้งจะให้ฝ่ายวิเคราะห์การตลาดของสถาบันฯ รวบรวมวิเคราะห์ข้อมูล พืชเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ เช่น พืชตระกูลถั่ว กล้วย พืชผัก กาแฟ มะพร้าว ว่าตลาดมีความต้องการมากน้อยเพียงใด เพื่อนำรูปแบบการบริหารโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์มาเป็นต้นแบบในการดำเนินงาน โดยจะคงรูปแบบการกำหนดราคารับซื้อล่วงหน้าที่เป็นธรรมให้แก่เกษตรกร

– 006

เกษตรฯเร่งเพิ่มรายได้ยั่งยืน ตั้งเป้าอาชีพปศุสัตว์สู่เกษตรมูลค่าสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692769

วันศุกร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ให้เร่งเพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายพัฒนาอาชีพปศุสัตว์สู่เกษตรมูลค่าสูงตามหมุดหมายใหม่ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 ทางสำนักงานปศุสัตว์ จ.เพชรบุรี จึงประชุมเรื่อง “การพัฒนาโคขุนโคนม โคพื้นเมืองและวัวลานกีฬาประเพณีวิถีไทย” ครั้งที่ 1 เพื่อพัฒนาการปศุสัตว์อย่างเป็นระบบและยกระดับรายได้ของเกษตรกร
ให้สูงขึ้น ร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

นายอลงกรณ์กล่าวว่า เพชรบุรีเป็นจังหวัดที่มีการเลี้ยงโคขุน โคนม และโคพื้นเมืองมากที่สุดจังหวัดหนึ่งของประเทศ ถือเป็นฐานรายได้สำคัญของเกษตรกรจึงมีความพร้อมที่จะเดินหน้ายกระดับการพัฒนาแบบครบวงจร ภายใต้โครงการเพชรบุรีโมเดล ตั้งแต่ พันธุ์โค อาหารสัตว์ มาตรฐานฟาร์มการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) ฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (GFM) ฟาร์มปลอดโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) คอกกักมาตรฐานเอกชนสำหรับการนำเข้า การส่งออกและปลอดโรค FMD การแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม การสร้างแบรนด์ และการตลาดแบบออฟไลน์และออนไลน์ เช่น กรณีของพรีเมี่ยมบีฟ แปรรูปผลิตภัณฑ์จำหน่ายได้มากกว่า 30 ผลิตภัณฑ์เช่น สันนอก สเต็กแช่แข็ง ลิ้นแองกัสสไลด์แช่แข็ง เนื้อหมักกระเทียมพริกไทยเสียบไม้ โดยจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ และส่งไปจำหน่ายยังประเทศเมียนมา อีกด้วย หรือกลุ่มโคเพชรบุรี สามารถส่งโคไปภาคใต้สู่ตลาดมาเลเซีย เป็นต้น หากมีการยกระดับการพัฒนาจะเพิ่มศักยภาพเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรมากขึ้น โดยเฉพาะการขยายความสัมพันธ์การค้าการลงทุนระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบีย ด้านการเกษตรและปศุสัตว์ จะเพิ่มช่องทางใหม่ๆ ให้กับเพชรบุรี ซึ่งเลี้ยงและจำหน่ายโคกว่า 140,000-150,000 ตัวต่อปี

พร้อมกันนี้จะพัฒนาวัวลาน ซึ่งเป็นกีฬาประเพณีวิถีไทยสู่มาตรฐานใหม่ให้สามารถแข่งขันได้สม่ำเสมอ รวมทั้งส่งเสริมวัวเทียมเกวียน ระดมพลคนปศุสัตว์ กลุ่มโค เพื่อผนึกความร่วมมือทุกภาคส่วนจึงเป็นก้าวใหม่ที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทานและอุปสงค์ โดยจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการจากทุกภาคส่วนเป็นกลไกการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

“ขณะนี้เรื่องเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนและเกษตรกรสำคัญที่สุด ถือเป็นนโยบายเร่งด่วนลำดับแรกที่ทุกหน่วยงานในสังกัดเดินหน้าสร้างอาชีพสร้างรายได้และลดรายจ่ายให้กับเกษตรกรของเรา ซึ่งต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากปุ๋ย
ยา อาหารสัตว์ ไฟฟ้า และน้ำมันที่มีราคาสูงขึ้นทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน” นายอลงกรณ์ กล่าว

นายอลงกรณ์กล่าวอีกว่า จะมีการจัดประชุมการพัฒนาปศุสัตว์กลุ่มอื่นๆ เช่น ไก่เนื้อ ไก่ไข่ไก่สวยงาม ไก่ชน และสุกร ฯลฯ เช่นเดียวกับการพัฒนาอาชีพประมงที่จะประชุมกลุ่มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกลุ่มประมงพื้นบ้าน กลุ่มประมงพาณิชย์ กลุ่มแปรรูปประมง กลุ่มพืชน้ำ ฯลฯ