ชูเกษตรสร้างสรรค์ไฮไลท์เอเปก2022

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692768

วันศุกร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 ของกระทรวงเกษตรฯ กล่าวภายหลังเป็นประธานการแถลงข่าวกิจกรรม“ตลาดนัดสินค้าเกษตร X คาแรคเตอร์” (Agriproducts X Character Market) เพื่อร่วมไฮไลท์การประชุมเอเปก 2022 ร่วมกับผู้เกี่ยวข้อง ว่าได้มุ่งพัฒนาการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเพื่อให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลก และยกระดับสู่เกษตรมูลค่าสูงตามหมุดหมายใหม่ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 โดยใช้แนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในรูปแบบคาแรคเตอร์ มาเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เกษตรของเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์และสถาบันเกษตรกร ส่งเสริมสตาร์ทอัพเกษตร

คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนธุรกิจเกษตร (Agribusiness) ของกระทรวงเกษตรฯ ด้วยความร่วมมือของกรมส่งเสริมการเกษตร องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ สมาคม TCAP ได้จัดงาน “ตลาดนัดสินค้าเกษตร X คาแรคเตอร์” (Agriproducts X Character Market) เพื่อพัฒนาสินค้าเกษตรให้เป็นอัตลักษณ์ สร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างการรับรู้และช่องทางในการนำคาแรคเตอร์ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม พัฒนาเกษตรกร/ผู้ประกอบการส่งเสริมให้เกิดการนำกระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์ใช้ผลิตภัณฑ์และสร้างนวัตกรรมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สนับสนุนเพื่อให้เกิดการใช้งานคาแรคเตอร์กับสินค้าเกษตรและสินค้าชุมชนทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตทางด้านการเกษตร โดยการเชื่อมโยงสตาร์ทอัพด้านการเกษตรของประเทศไทย โดยเฉพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ วางบทบาทให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสตาร์ทอัพด้านการเกษตรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

FAOให้ระบบเลี้ยงควายปลัก ที่ทะเลน้อยเป็นมรดกโลกการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692572

วันพฤหัสบดี ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงความสำเร็จของการขอขึ้นทะเบียน “การเลี้ยงควายปลักและระบบนิเวศในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย จ.พัทลุง” ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากกรรมการที่ปรึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ (Scientific Advisory Group: SAG) ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) โดยได้ประกาศเป็นพื้นที่มรดกโลกทางการเกษตร (Global Important Agricultural Heritage Systems หรือ GIAHS) ของ FAO และนับเป็นพื้นที่มรดกโลกทางการเกษตรแห่งแรกของประเทศไทยแล้ว

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญและอัตลักษณ์ของพื้นที่ รวมถึงวิถีการทำการเกษตรแบบดั้งเดิมของเกษตรกรท้องถิ่นที่มีการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นเป็นระยะเวลากว่า 250 ปี ของการเลี้ยงควายปลักและระบบนิเวศในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย จ.พัทลุง ตลอดจนต้องการยกระดับการปกป้อง อนุรักษ์ และสืบสานวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของเกษตรกรในพื้นที่ให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว สอดคล้องกับนโยบาย BCG และ SDGs จึงได้ดำเนินการยื่นเอกสารข้อเสนอ “การเลี้ยงควายปลักและระบบนิเวศในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย จ.พัทลุง” เพื่อขอขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่มรดกโลกทางการเกษตร (Global Important Agricultural Heritage Systems หรือ GIAHS) ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เมื่อเดือนตุลาคม 2564 โดยการพิจารณามีหลักเกณฑ์ของพื้นที่GIAHS ทั้งหมด 5 ข้อ ได้แก่ 1.ความมั่นคงอาหาร/ชีวิตความเป็นอยู่ดี 2.ความหลากหลายทางชีวภาพเกษตร 3.ระบบความรู้/ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีมาแต่ดั้งเดิม 4.วัฒนธรรม ระบบคุณค่าและองค์กรทางสังคม และ 5.ลักษณะภูมิทัศน์/และภูมิทัศน์ทางทะเล ซึ่งต้องเข้าหลักเกณฑ์ทั้ง 5 ข้อ ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ (Scientific Advisory Group : SAG) ของ FAO ได้ประกาศให้การเลี้ยงควายปลักในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย จ.พัทลุง เป็นพื้นที่มรดกโลกทางการเกษตร (GIAHS) แห่งแรกของประเทศไทย

“การขึ้นทะเบียนมรดกทางการเกษตรโลกครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของชุมชนในพื้นที่ ซึ่งต้องการอนุรักษ์แนวทางการทำการเกษตรที่มีแต่ดั้งเดิมเพื่อส่งต่อทรัพยากรทางการเกษตรให้แก่คนรุ่นถัดไป โดยมีเป้าหมายหลักคือการรักษาระบบนิเวศเชิงเกษตรให้ยั่งยืน ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ สร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้คนในชุมชน นอกจากนี้GIAHS ยังเน้นให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในพื้นที่ GIAHS เกษตรกร ชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียจะได้ประโยชน์ร่วมกัน โดยชุมชนในพื้นที่จะได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ดังนั้นการขึ้นทะเบียนในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อยจะไม่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ และยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตในชุมชน ทำให้เศรษฐกิจชุมชนเติบโต และเพิ่มการจ้างงานในพื้นที่” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

หม่อนไหมสร้างมูลค่าเศษเหลือใช้จากผ้าไหม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692569

วันพฤหัสบดี ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประกอบ เผ่าพงศ์ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า สำนักวิจัยและพัฒนาหม่อนไหม ร่วมกับ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดทำโครงการพัฒนาออกแบบผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์จากเศษผ้าไหม และสิ่งเหลือใช้จากการผลิตผ้าไหม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบผลิตภัณฑ์ที่มีความเหมาะสมกับเศษผ้าไหม ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเศษผ้าไหมให้เข้ากับนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ทางเทคโนโลยีสมัยใหม่จัดทำต้นแบบผลิตภัณฑ์จากเศษผ้าไหมเพิ่มมูลค่า และเผยแพร่ผลงานการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเศษผ้าไหมเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการและนักออกแบบ

การดำเนินงานโครงการดังกล่าวเป็นการสร้างมูลค่าเศษเหลือใช้จากไหมให้สามารถประดิษฐ์เป็นชิ้นงานที่เหมาะสม
สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยรวบรวมเศษผ้าไหมเหลือใช้จากการตัดเย็บจากกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมใน อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา และได้รับความอนุเคราะห์เศษเส้นไหมเหลือใช้จากบริษัท จุลไหมไทย จำกัด ทดลองทำแบบร่างและต้นแบบของผลิตภัณฑ์จากเศษผ้าไหม ร่วมกับนักศึกษาสาขาวิชานวัตกรรมการออกแบบผลิตภัณฑ์เชิงบูรณาการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 15 รูปแบบ ได้รับความร่วมมือจาก รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต หัวหน้าศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และนายศักดิ์สิทธิ์ ปิติพงศ์สุนทร ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่าย CSR Project ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) พร้อมทีมงาน ประเมินรูปแบบที่มีความน่าสนใจ เหมาะสมและเป็นไปได้ที่สุดในการพัฒนาต่อเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์

สำหรับผลงานที่เหมาะสมในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ 5 รูปแบบได้แก่ 1.Eco on Earth 2.Mong-Kol 3.Nang-Mai 4.เศษ 3 สี เป็นการนำเอาขยะพลาสติกผสมผสานเศษผ้าไหมสามารถนำมา upcycle ได้มากขึ้น และ5.Silk-Sa เป็นการนำเส้นไหมและกระดาษ มารีไซเคิล

กรกอ.มีมติเห็นชอบ ‘เพชรบุรีฟู้ดวัลเลย์’ อุตสาหกรรมเกษตร ใหญ่ที่สุดในประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692570

วันพฤหัสบดี ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวง
เกษตรฯ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กรกอ.) เป็นประธานการประชุมครั้งที่ 4/2565 โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ซึ่งนายอลงกรณ์กล่าวว่าที่ประชุม กรกอ.ในวาระเพื่อพิจารณา มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบโครงการเพชรบุรีฟู้ดวัลเลย์ อ.แก่งกระจาน และ อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ที่ปรับพื้นที่เป็นโครงการอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ ให้เป็นศูนย์เรียนรู้นวัตกรรมการเกษตรและการเจรจาธุรกิจ รวมทั้งศูนย์วิจัยเทคโนโลยี Platform การเกษตร โดยก่อสร้างคืบหน้า 50%

ทั้งนี้ โครงการเพชรบุรีฟู้ดวัลเลย์ จะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ 1 กลุ่มจังหวัด 1 เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรอาหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการเรือธง (Flagship Project) ของคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และสภาอุตสาหกรรมฯ ในกลุ่มจังหวัดเพชรสมุทรคีรี (เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร) โดยมีศูนย์ AIC เพชรบุรี คือมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีให้การสนับสนุน และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก (Western Economic
Corridor : WEC) ตามนโยบายรัฐบาล นับเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการบริหารงานแบบใหม่ นำไปสู่เกษตรมูลค่าสูง ด้วยเทคโนโลยีของไทย ครอบคลุมทั้งพืชประมงและปศุสัตว์โดยใช้เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมเมดอินไทยแลนด์ เป็นฐานสำคัญ

ถกคกก.ชดเชยผู้รับผลกระทบโครงการรัฐ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692357

วันพุธ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการร่วมระหว่างภาคราชการและผู้แทนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานโครงการของรัฐครั้งที่ 6/2565 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการกระทรวงเกษตรฯ ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และตัวแทนกลุ่มเกษตรกร เข้าร่วม ว่าให้ความสำคัญกับการติดตามและแก้ปัญหาความเดือดร้อนของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานโครงการของรัฐ โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบอัตราการชดเชย (กรณีที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ) ของโครงการฝายห้วยหลวงในพื้นที่ อ.บ้านดุง อ.สร้างคอม และ อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี ให้ยึดตามหลักเกณฑ์ราคาเดิมตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 11 กรกฎาคม 2532 กำหนดราคาไว้ในปี 2555 และเตรียมเสนอมติดังกล่าวเข้าสู่คณะกรรมการตามมติครม.ดังกล่าว เพื่อพิจารณาอัตราการชดเชย ซึ่งหลังจากคณะกรรมการฯ เห็นชอบแล้ว จะนำเรียน รมว.เกษตรฯ พิจารณา และเสนอต่อ ครม.ในลำดับต่อไป

สำหรับการชดเชยตามหลักเกณฑ์ราคาที่คณะกรรมการฯ ตามมติ ครม.วันที่ 11 กรกฎาคม 2532 กำหนดราคาไว้ในปี 2555 จากการตรวจสอบในระดับพื้นที่ อ.บ้านดุง มีผู้ได้รับความเดือดร้อนและที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ 125 แปลง จะได้รับการชดเชยไร่ละ 32,000 บาท อ.สร้างคอม มีผู้ได้รับความเดือดร้อนและที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ 10 แปลง จะได้รับการชดเชยไร่ละ 32,000 บาท อ.เพ็ญ มีผู้ได้รับความเดือดร้อนและที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ 55 แปลง จะได้รับการชดเชยไร่ละ 48,000 บาท นอกจากนี้ที่ประชุมยังรายงานความก้าวหน้าการกำหนด (ร่าง) หลักเกณฑ์กลางในการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการชลประทานของรัฐในกรณีต่างๆ โดยหลักเกณฑ์ดังกล่าว เป็นมติ ครม.วันที่ 18 พฤษภาคม 2564 ให้กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณากำหนดหลักเกณฑ์กลางฯ และเสนอ ครม.พิจารณา

‘มนัญญา’เผยแพร่งานวิจัย ร่วมฉลอง 50 ปี กรมวิชาการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692359

วันพุธ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานในพิธีเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพืช ในโอกาสครบรอบ 50 ปี กรมวิชาการเกษตร ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ต.สุขสำราญ อ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์ โดยมี นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมว่าการจัดงานดังกล่าวเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 จ.ชัยนาท สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 จ.พิษณุโลก และสถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน เพื่อขยายผลงานวิจัยและเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตร ให้เกษตรกรนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ สามารถผลิตพืชได้อย่างถูกต้องและลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งยังเป็นการสร้างและพัฒนาเครือข่ายระหว่างเกษตรกร ผู้บริโภค ผู้ประกอบการทั้งระดับชุมชนและอุตสาหกรรม ทำให้เกิดระบบการผลิตครบวงจรและยั่งยืน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาคการเกษตรด้วยผลงานวิจัยและนวัตกรรม

ด้านนายระพีภัทร์กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมในงาน ประกอบด้วย การจัดทำแปลงสาธิตพันธุ์พืชไร่ พืชสวน พันธุ์ดีและพันธุ์ใหม่ รวม 20 ชนิดพืช กว่า 61 พันธุ์ การสาธิตเทคโนโลยีการผลิตที่สมัยใหม่ เช่น ระบบการจัดการน้ำตามความต้องการของพืชโดยใช้ระบบตรวจวัดสภาพอากาศรายแปลง การใช้เครื่องพ่นแบบอุโมงค์ลมและการใช้โดรนป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด การใช้สารชีวภัณฑ์ การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตผลการเกษตร รวมทั้งยังจับมือกับพันธมิตรภาคเอกชนผู้ประกอบการ มากกว่า 50 หน่วยงานร่วมให้บริการด้านปัจจัยการผลิต เมล็ดพันธุ์พืช สารปรับปรุงดิน สาธิตเครื่องจักรกลการเกษตร เช่น การใช้อากาศยานไร้คนขับแบบเฮลิคอปเตอร์ โดรนเพื่อการเกษตร การติดตั้งระบบน้ำ ผลิตภัณฑ์แปรรูป เช่น ผ้าฝ้ายตากฟ้า เป็นต้น ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้เกษตรกรที่มาร่วมชมงานนอกจากจะได้รับองค์ความรู้ด้านการเกษตรแล้ว ยังสามารถรับบริการคลินิกกรมวิชาการเกษตรเคลื่อนที่ได้ด้วย โดยจะมีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำปรึกษาปัญหาการผลิตพืช และแจกปัจจัยการผลิต ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ กล้าพันธุ์และกิ่งพันธุ์ไม้ผล

ทั้งนี้ น.ส.มนัญญา และผู้บริหารกรมวิชาการเกษตร ได้ร่วมปล่อยขบวนรถกรมวิชาการเกษตรเคลื่อนที่ปฏิบัติการฟื้นฟูสวนไม้ผลและพันธุ์พืช ให้กับเกษตรกรภายหลังประสบอุทกภัยต.บึงเสนาท อ.เมือง จ.นครสวรรค์ พร้อมกับมอบประกาศเกียรติคุณแก่ผู้ได้รับรางวัลการจัดนิทรรศการงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพืชในโอกาสครบรอบ 50 ปี กรมวิชาการเกษตร แก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชน

กรมชลฯระดมฟื้นฟูพื้นที่ ช่วยประชาชนพ้นภัยน้ำท่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692360

วันพุธ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้กำชับไปยังโครงการชลประทานและสำนักเครื่องจักรกลให้เร่งเข้าฟื้นฟูหลังจากน้ำลด เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับเข้าที่อยู่อาศัยและใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว พร้อมสำรวจอาคารชลประทานและระบบส่งน้ำให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพในช่วงฤดูแล้งนี้ รวมทั้งวางแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ควบคู่ไปกับการจัดสรรน้ำตามลำดับความสำคัญ โดยจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคเป็นอันดับแรก

ด้านนายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยา ว่าสถานีวัดน้ำ C.2 จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตรา 1,750 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที ทำให้ที่สถานีวัดน้ำ C.13 เขื่อนเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตรา 1,567 ลบ.ม.ต่อวินาที จึงบริหารจัดการน้ำด้วยการใช้อ่างเก็บน้ำฯ ในพื้นที่ตอนบนเก็บกักน้ำไว้ ร่วมกับการบริหารจัดการน้ำทางฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จะลดลงเหลือในอัตรา 700 ลบ.ม.ต่อวินาที ทำให้ปริมาณน้ำที่ท่วมขังในหลายพื้นที่ ทยอยกลับสู่ระดับตลิ่ง และเตรียมเร่งเข้าฟื้นฟูพื้นที่ภายหลังน้ำลด ตามนโยบายของ รมว.เกษตรฯ

ส่วนพื้นที่ภาคใต้ ขอให้เตรียมรับมือสถานการณ์น้ำหลาก ตามมาตรการรับมือฤดูฝนปี 2565 ที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) กำหนด เฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศ สถานการณ์น้ำท่า เพื่อบริหารจัดการน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด สอดคล้องกับสถานการณ์ กำหนดคน กำหนดพื้นที่เสี่ยง กำหนดเครื่องจักรเครื่องมือ ให้พร้อมแก้ไขสถานการณ์ โดยบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

‘สมาคมวิทยาการวัชพืช’แนะ‘NGO’ฟังข้อมูลรอบด้านก่อนยุแบน‘ไกลโฟเซต’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692280

‘สมาคมวิทยาการวัชพืช’แนะ‘NGO’ฟังข้อมูลรอบด้านก่อนยุแบน‘ไกลโฟเซต’

‘สมาคมวิทยาการวัชพืช’แนะ‘NGO’ฟังข้อมูลรอบด้านก่อนยุแบน‘ไกลโฟเซต’

วันอังคาร ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 15.56 น.

“สมาคมวิทยาการวัชพืช”แนะ”NGO”ฟังข้อมูลรอบด้านก่อนยุแบน”ไกลโฟเซต” ชี้ 161 ประเทศยังให้ใช้ได้

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565 เฟซบุ๊กแฟนเพจ “สมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย” ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้ความรู้ด้านการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัย โพสต์ข้อความระบุว่า เกษตรกรปลูกพืชเลี้ยงชีพ แต่ NGO ขายฝันเลี้ยงชีพ

หลังจาก # สถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติได้จัดไกลโฟเซตให้อยู่กลุ่มสารที่อาจจะก่อมะเร็งในคน เมื่อปีก่อน 2558 ทำให้รัฐบาลของหลายประเทศให้ความสนใจในเรื่องนี้และ NGO ทั่วโลกเสนอให้แบนไกลโฟเซต

มีคดีฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทไบเออร์ (หลังจาก บ. ไบเออร์ซื้อ บ. มอนซานโต้) ว่าไกลโฟเซตทำให้เกิดมะเร็งเกิดขึ้นมากมายในสหรัฐอเมริกา ที่ศาลรับฟ้องแล้วมากกว่า หนึ่งร้อยคดี และอยู่ในระหว่างการยื่นฟ้องอีกประมาณหนึ่งแสนคดี

แต่สหรัฐอเมริกา..ยังอนุญาตให้ใช้ไกลโฟเซต ทั้งๆที่มีคดีฟ้องร้องจำนวนมาก บริษัทไบเออร์แพ้คดีต้องจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ฟ้อง ไปแล้ว 3 คดี ในเวลาต่อมา ไบเออร์ชนะไปแล้ว 6 คดี เพราะศาลยึดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ที่หน่วยงานด้านความปลอดภัยทั่วโลก 16 แห่งรวมถึง US EPA ได้ประเมินข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ “ที่น่าเชื่อถือ” และสรุปว่า ไกลโฟเซตไม่ใช่สารก่อมะเร็งในคน ล่าสุด บริษัทไบเออร์จากยกเลิกการขายไกลโฟเซตเฉพาะในบ้านเรือน (household use) แต่ยังขายให้ภาคเกษตร (Agricultural Use) เพราะคดีฟ้องร้องส่วนใหญ่มากกว่า 90% ไม่ใช่เกษตรกร

ปี 2565 ประเทศไหนแบนไกลโฟเซต

พบว่ามี9 ประเทศที่แบนไกลโฟเซต ในทวีปอเมริกา 2 ประเทศ ตะวันออกกลาง 6 ประเทศ และ ทวีปเอเซีย มี ประเทศเดียวคือเวียดนาม แต่ประเทศที่ยังใช้อยู่อึก161 ประเทศ รวมทั้ง ประเทศไทย

ที่น่าสนใจคือประเทศเม็กซิโก ที่รัฐบาลเคยประกาศแบนไกลโฟเซตไปเมื่อปี 2563 แต่ในปี 2565 ศาลได้มีคำพิพากษา ให้ยกเลิกคำสั่งแบนไกลโฟเซตดังกล่าว ด้วยเหตุผลว่า “ยังไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์ว่าไกลโฟเซตเป็นสารก่อมะเร็งในคน”‼

บราซิล.เป็นประเทศที่ส่งออกถั่วเหลืองอันดับ หนึ่งของโลก มีการปลูกถั่วเหลือง GMO และใช้ไกลโฟเซต และมึการยื่นเรื่องให้ศาลสั่งยกเลิกการใช้ไกลโฟเซต เพราะในปี 2558 สถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติหรือ IARC ได้ออกมาเตือนว่า ไกลโฟเซต “อาจจะ” เป็นสารก่อมะเร็งในคน แต่ในปี 2561 ศาลได้มีคำพิพิพากษาไม่รับคำร้องและให้นำกลับไปทบทวนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือและเป็นปัจจุบัน เพราะการแบนไกลโฟเซต และสารกำจัดศัตรูพืชอีก 2 ชนิด คือ อะบาเม็กติน และไทแรม จะสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงให้กับเศรษฐกิจและประชาชนของประเทศบราซิล

ศรีลังกา..เคยแบนไกลโฟเซตไป 2 ครั้งและกลับมาประกาศยกเลิกแบน เพราะเกิดปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจ

EU หรือสหภาพยุโรป ได้แต่งตั้ง คณะกรรมการประเมินความปลอดภัยของไกลโฟเซตก่อนที่จะอนุญาตต่อทะเบียนไกลโฟเซตในเดือนธันวาคม 2565 นี้ ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจาก 4 ประเทศ (ฝรั่งเศส ฮังการี เนเธอร์แลนด์ และสวีเดน) สรุปผลในเดือน มิถุนายน 2565 ว่าไกลโฟเซต ไม่ใช่สารก่อมะเร็งในคน ซึ่ง ECHA จะได้นำรายงานนี้เสนอเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่พิจารณาต่อไปในปี 2566 ดังนั้น ไกลโฟเซต จึงยังใช้ได้ในสหภาพยุโรปจนกว่าจะมีมติเป็นทางการในปึหน้า

เป็นที่น่าสังเกตว่าทำไมหน่วยงานด้านความปลอดภัยชั้นนำทั่วโลก 16 แห่ง ในประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหภาพยุโรป ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมัน ญี่ปุ่น เกาหลี บราซิล รวมถึง FAO และ WHO ต่างออกมาประเมินตรงกันว่า ไกลโฟเซตยังปลอดภัยต่อการใช้และไม่ใช่สารก่อมะเร็งในคน

แต่จะมีหน่วยงานเดียวคือสถาบันมะเร็งนานาชาติซึ่งสถาบันนี้ไม่ได้ทำงานวิจัย แต่เป็นการรวบรวมข้อมูลหลักฐานทางวิทยาศาสตร์แล้วนั่งพิจารณากันว่า ควรจัดสารเคมีตัวนั้นตัวนี้ ให้ไปอยู่กลุ่มไหน โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม

กลุ่ม 1 คือสารก่อมะเร็ง

กลุ่ม 2A คือ สารที่อาจก่อมะเร็งในคน

กลุ่ม 2B คือ สารที่มีโอกาสก่อมะเร็งในคน

กลุ่ม 3 คือ สารที่ยังจัดกลุ่มไม่ได้ว่าเป็นสารก่อมะเร็ง

ตัวเลข 16 : 1 น่าจะชัดเจนแล้วว่า ข้อมูลของสถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ (IARC) ยังน่าเชื่อน่าเชื่อถือหรือไม่

แปลกที่บรรดา NGO ทั่วโลก พยายามอ้างอิงและใช้ข้อมูลของสถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ แต่กลับไม่สนใจข้อมูลของหน่วยงานด้านความปลอดภัย 16 หน่วยงานซึ่งมีความน่าเชื่อถือและมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงต่อความปลอดภัยของผู้ใช้ไกลโฟเซตทั่วโลก ขายไอเดียโลกที่สวยงามเต็มไปด้วยผีเสื้อบินว่อนในท้องฟ้า แต่ลืมไปว่าก่อนจะเป็นผีเสื้อแสนสวย..ต้องเป็นหนอนกินต้นไม้ใบหญ้าไปเท่าไหร่

NGO ต่อต้านสารเคมีกำจัดศัตรูพืช สนับสนุนให้ใช้ชีวภัณฑ์ อ้างว่าดีและปลอดภัย ถ้าชีวภัณฑ์มีจริง ดีจริง คุ้มจริง เกษตรกรทั่วโลกเลิกใช้สารเคมีไปนานแล้ว ไม่ต้องรอให้ NGO มารณรงค์ต่อต้าน และที่อยากถามกลับไปว่า ชีวภัณฑ์ปลอดภัย 100% จริงมั้ย

เตือน! เปิบพิสดาร’ค้างคาว’ระวังติดเชื้อโรค เผยพบไวรัสมากกว่า 60 ชนิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692203

เตือน! เปิบพิสดาร'ค้างคาว'ระวังติดเชื้อโรค เผยพบไวรัสมากกว่า 60 ชนิด

เตือน! เปิบพิสดาร’ค้างคาว’ระวังติดเชื้อโรค เผยพบไวรัสมากกว่า 60 ชนิด

วันอังคาร ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 13.00 น.

กรมปศุสัตว์เตือน! เปิบพิสดาร”ค้างคาว”ระวังติดเชื้อโรค หลังจากมีผู้ทำคอนเทนต์กินค้างคาวในสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมตรวจเข้มพบนักท่องเที่ยวแอบลักลอบนำค้างคาวรมควันเข้าราชอาณาจักรไทย รวบคาด่านกักกันสัตว์ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565 นายสัตวแพทย์ สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากหลังมีผู้ทำคอนเทนต์กินค้างคาวในสื่อสังคมออนไลน์ กรมปศุสัตวเตือนประชาชนควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสและบริโภคค้างคาว เพราะสัตว์รังโรคมักไม่แสดงอาการป่วย โดยโอกาสในการได้รับเชื้อโรคอาจเกิดขึ้นตั้งแต่การเข้าไปจับสัตว์ป่า การสัมผัสสารคัดหลั่งหรือมูลค้างคาว จนกระทั่งขั้นตอนการชำแหละก่อนการปรุง รวมทั้งการบริโภคเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุก ซึ่งอาจมีเชื้อโรคบางชนิดที่ไม่สามารถทำลายโดยการปรุงสุกได้ กรมปศุสัตว์จึงขอให้ประชาชนไม่รับประทานสัตว์แปลกและรับประทานเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุก เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดโรคดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ค้างคาวเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 ซึ่งผู้ที่ครอบครองซากสัตว์ป่าคุ้มครองฯ และมีการลักลอบนำซากสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักรไทยจะมีความผิดตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 นอกจากนี้ ค้าวคาวยังเป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติของเชื้อโรคหลายชนิด มีรายงานพบเชื้อไวรัสมากกว่า 60 ชนิดในค้างคาว ซึ่งไวรัสหลายชนิดสามารถติดต่อและก่อโรคในคนและสัตว์ได้ เช่น ไวรัสนิปาห์ ที่ก่อโรคไข้สมองอักเสบในคนและสุกร ไวรัสโคโรนา ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคซาร์ส เมอร์ส และ COVID-19 ไวรัสลิสสาที่ทำให้เกิดโรคพิษสุนัขบ้า และไวรัสอีโบลา ที่ทำให้คนเสียชีวิตจำนวนมาก นอกจากเชื้อไวรัสแล้ว ยังสามารถพบเชื้อก่อโรคชนิดอื่นได้ด้วย เช่น เชื้อเลปโตสไปโรสิส สาเหตุของโรคฉี่หนู โรคติดเชื้อรา Histoplasmosis

นอกจากนั้น ยังได้มีการเตรียมพร้อมในการตรวจวินิจฉัยโรคที่มีค้างคาวเป็นพาหะ หากพบสัตว์ป่วยหรือตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ให้แจ้งอาสาปศุสัตว์หรือเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่อย่างเร่งด่วน เพื่อสอบสวนโรคและเก็บตัวอย่างส่งตรวจที่สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติและศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ประจำภูมิภาค และสามารถแจ้งผ่านสายด่วนกรมปศุสัตว์ 06-3225-6888 หรือ Application : DLD 4.0 ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งสั่งการให้ตรวจสอบเข้มในการลักลอบการนำเข้าอย่างเข้มงวด โดยล่าสุดสามารถตรวจพบนักท่องเที่ยวแอบลักลอบนำค้างคาวรมควันเข้าราชอาณาจักรไทย รวบคาด่านกักกันสัตว์ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอีกด้วย

– 006

เกษตรฯจับมือโคลอมเบีย แลกเปลี่ยนข้อมูลปลูกข้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692091

วันอังคาร ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองอธิบดีกรมการข้าว ต้อนรับคณะนักธุรกิจจากหอการค้า จังหวัด Casanare ประเทศโคลอมเบีย นำโดย นายเฆซูส ออร์ลันโด้ ริโอส CEO บริษัท Cosechar Sas ที่ได้เข้าเยี่ยมคารวะ เนื่องจากมีความสนใจที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ดีในด้านอุตสาหกรรมเกษตร ธุรกิจ การค้า และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมข้าวไทย ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสที่ดีในการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้า และการลงทุนระหว่างไทยและโคลอมเบีย โดยมีผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมการเยี่ยมคารวะในครั้งนี้ที่กรมการข้าว

ทั้งนี้ ในระหว่างการเข้าเยี่ยมคารวะในครั้งนี้ ฝ่ายโคลอมเบีย ประสงค์จะทำความร่วมมือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ด้านวิชาการระหว่างประเทศ ได้แก่ การแลกเปลี่ยนนักวิชาการและเกษตรกรระหว่างกัน โดยฝ่ายโคลอมเบียมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการปลูกข้าวและการสีข้าวและฝ่ายไทยมีความเชี่ยวชาญด้านการเพาะปลูกข้าวซึ่งหากทั้งสองประเทศ ได้ทำความร่วมมือกัน จะนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรของทั้งสองประเทศได้เป็นอย่างดี