ส่งเสริมเกษตรกรปะนาเระปลูกถั่วหรั่งพืชอัตลักษณ์ท้องถิ่นทานอร่อยมีประโยชน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697406

ส่งเสริมเกษตรกรปะนาเระปลูกถั่วหรั่งพืชอัตลักษณ์ท้องถิ่นทานอร่อยมีประโยชน์

ส่งเสริมเกษตรกรปะนาเระปลูกถั่วหรั่งพืชอัตลักษณ์ท้องถิ่นทานอร่อยมีประโยชน์

วันเสาร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 19.47 น.

สำนักงานเกษตรอำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี ส่งเสริมเกษตรกรปะนาเระ ปลูกถั่วหรั่ง หรือกาแจโป เป็นพืชอัตลักษณ์ท้องถิ่น ทานอร่อยมีประโยชน์เป็นทางเลือก เป็นอาชีพเกษตรทางเลือกที่สามารถสร้างงาน สร้างรายได้ในอนาคต 

ถั่วหรั่ง เป็นพืชตระกูลถั่วที่พบมากในพื้นที่ภาคใต้ นิยมใช้เมล็ดประกอบอาหาร ทำขนมหวาน อาหารว่างหรือขนมขบเคี้ยว ในแต่ละพื้นที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น ถั่วปันหยี ถั่วไทร ถั่วเมล็ดเดียว ถั่วโบ เเละกาแจโป (ภาษามาลายู) ที่ชาวบ้านในจังหวัดชายแดนภาคใต้เรียกกัน เป็นพืชอัตลักษณ์ท้องถิ่น ทานอร่อยมีประโยชน์

นางสาวพนิดา เสสน เกษตรอำเภอปะนาเระ บอกว่า สำนักงานเกษตรอำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี ได้ส่งเสริมให้เกษตรกร ตำบลพ่อมิ่ง อำเภอปะนาเระ เพาะปลูกถั่วหรั่งหรือกาแปโจ เพื่อการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอัตลักษณ์ไม่ให้สูญหาย ในพื้นที่โครงการพรุแฆแฆ อันเนื่องมาจากพระราชดำริใช้ในการบริโภคและจำหน่ายสร้างรายได้ให้กับครอบครัว ปัจจุบันมีเกษตรกรสนใจเพาะปลูกจำนวน 11 รายมีเนื้อที่กว่า 10 ไร่ เป็นพืชที่ทนต่อความแห้งแล้งไม่พบปัญหาโรคและแมลงทำลาย สามารถเจริญเติบโตได้ดี แม้เป็นที่ดินสันทราย ที่มีสภาพความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ตอบโจทย์การปลูกพืชทางเลือกของเกษตรกร

สำหรับสายพันธุ์ที่ส่งเสริมให้ปลูกฯ คือ พันธุ์สงขลา 1 ใช้เมล็ดพันธุ์ 7 กิโลกรัมแห้งต่อพื้นที่ 1 ไร่ ระยะปลูก 50 x50 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยหมักรองก้นหลุมใช้เวลาประมาณ 4 เดือนหรือ 120 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ โดยเกษตรกรจะทำการปลูกในช่วงเดือนสิงหาคมและเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคมในแต่ละรอบปีเกษตรกรจะคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ไว้สำหรับการปลูกในฤดูกาลถัดไปด้วย

ด้านนายสิทธิศักดิ์ นิ้วลาย เกษตรกรผู้ปลูกถั่วหรั่ง ตำบลพ่อมิ่ง บอกด้วยว่า ตนเองได้ปลูกถั่วหรั่ง ในพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ เดิมเป็นพื้นที่รกร้าง ทางเกษตรอำเภอฯ ได้เข้ามาส่งเสริมให้องค์ความรู้ สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ และปุ๋ยอินทรีย์ ได้ผลผลิต 840 กิโลกรัมต่อไร่ มีลูกค้ามาติดต่อรับซื้อถึงสวน ในราคากิโลกรัมละ 40 บาท สามารถสร้างรายได้ดีให้กับครอบครัว

“สำหรับเมล็ดถั่วหรั่ง มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และมีสารเมทไธโอนีน มีสรรพคุณในการป้องกันโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ด้วย” 

‘กรมการข้าว’รุก ให้ชาวนาเปลี่ยนมาใช้เมล็ดพันธุ์ดี เพิ่มประสิทธิภาพแข่งตลาดโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697268

‘กรมการข้าว’รุก  ให้ชาวนาเปลี่ยนมาใช้เมล็ดพันธุ์ดี  เพิ่มประสิทธิภาพแข่งตลาดโลก

‘กรมการข้าว’รุก ให้ชาวนาเปลี่ยนมาใช้เมล็ดพันธุ์ดี เพิ่มประสิทธิภาพแข่งตลาดโลก

วันเสาร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“กรมการข้าว” เร่งชูโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2566มุ่งให้ชาวนาเปลี่ยนมาใช้เมล็ดพันธุ์ดีเพาะปลูกเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวให้แข่งขันในตลาดโลก

นายณัฏฐกิดติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข่าว นำทีมผู้บริการกรมการข้าวและคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ร่วมแถลงข่าวการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธ์ข้าว ปี 2566 ณ ห้องประชุมจักรพันธุ์ กรมการข้าว เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ที่ผ่านมา

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยหลังการแถลงข่าวว่า ข้าวเป็นพืชที่มีความสำคัญกับสังคมไทยทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม การทำนาเป็นอาชีพเกษตรกรรมส่วนใหญ่ของประชากรในประเทศ ประมาณ 4.6 ล้านครัวเรือน สามารถผลิตข้าวได้ปีละกว่า 30 ล้านตันข้าวเปลือก ดังนั้น อาชีพชาวนาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศ และถึงแม้ว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าข้าวคุณภาพดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่ผลผลิตเฉลี่ยข้าว ยังมีผลผลิตต่อไร่อยู่ในเกณฑ์ต่ำ ผลผลิตเฉลี่ยเพียง 353 กิโลกรัมต่อไร่ สาเหตุหนึ่งมาจากการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรเก็บไว้เองหลายรอบซึ่งมีคุณภาพต่ำ

การที่จะปลูกข้าวให้ได้ผลดีมีปัจจัยหลายอย่าง ทั้งคุณภาพของดิน ปริมาณน้ำ และเทคโนโลยี แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เมล็ดพันธุ์ดีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ซึ่งให้ผลผลิตเฉลี่ยสูง ต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูพืชและได้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพดีตรงตามความต้องการของตลาด กรมการข้าวจึงได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรเปลี่ยนไปใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ที่ผลิตและจำหน่ายโดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อยกระดับปริมาณและคุณภาพผลผลิตข้าว ให้ตรงกับความตามความต้องการของตลาด เกษตรกรสามารถจำหน่ายข้าวเปลือกได้ในราคาที่สูงขึ้น และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า การแถลงข่าวในครั้งนี้ถือเป็นการสร้างการรับรู้และสร้างความเข้าใจ ถึงความสำคัญของโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2566 ที่กรมการข้าวได้มุ่งเน้นส่งเสริมให้ชาวนาสามารถเข้าถึงและได้ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีจากกรมการข้าวทั่วประเทศ โดยเกษตรกร สามารถเข้าร่วมโครงการได้ผ่านกลุ่มเกษตรและสถาบันเกษตรกร เช่น ศูนย์ข้าวชมชนในพื้นที่ของแต่ละจังหวัด ในราคาตามหลักเกณฑ์ของกรมการข้าวที่ได้กำหนดไว้ เพื่อให้ชาวนาได้มีเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีสำหรับการเพาะปลูก และขยายพันธุ์

“ซึ่งในปีนี้กรมการข้าวมีเป้าหมายการดำเนินการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี จำานวน 58,700 ตัน อีกทั้งยังเป็นการยกระดับปริมาณและคุณภาพผลผลิตข้าว ให้สามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้ และในส่วนของเกษตรกรที่ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการในปีนี้ กรมการข้าวมีแผนการดำเนินงานโครงการนี้ต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ปี เพื่อให้เกษตรกรจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงการนี้”นายณัฏฐกิตติ์ กล่าวทิ้งท้าย

เกษตรฯ เดินหน้าโครงการ ‘ต้นกล้าสานฝันปันรัก…สู่ลูกหลาน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697181

เกษตรฯ เดินหน้าโครงการ 'ต้นกล้าสานฝันปันรัก...สู่ลูกหลาน'

เกษตรฯ เดินหน้าโครงการ ‘ต้นกล้าสานฝันปันรัก…สู่ลูกหลาน’

วันศุกร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 22.10 น.

เกษตรฯ เดินหน้าโครงการ “ต้นกล้าสานฝันปันรัก…สู่ลูกหลาน” หนุนพันธุ์ไม้มีค่า ไม้ผล ไม้ยืนต้นเศรษฐกิจและพืชผักพืชอาหารให้แก่เกษตรกร สำหรับทำการเกษตรตามระบบเกษตรกรรมยั่งยืน เพิ่มพื้นที่สีเขียว

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการสร้างการรับรู้การดำเนินงานโครงการ “ต้นกล้าสานฝันปันรัก…สู่ลูกหลาน” โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนกรมป่าไม้ ผู้แทนกรมพัฒนาธุรกิจ และผู้แทนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้ นายเฉลิมชัย กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนพันธุ์ไม้มีค่า ไม้ผล ไม้ยืนต้นเศรษฐกิจและพืชผักพืชอาหารให้แก่เกษตรกร สำหรับทำการเกษตรตามระบบเกษตรกรรมยั่งยืนซึ่งพันธุ์ไม้ที่จะสนับสนุนให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ศูนย์ปฏิบัติการและศูนย์ขยายพันธุ์พืชของกรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินการผลิตพันธุ์ไม้มีค่า ไม้ผล ไม้ยืนต้นเศรษฐกิจ และพืชผักพืชอาหาร รวม 372,300 ต้น และได้รับการสนับสนุนจากกรมป่าไม้ เป็นต้นกล้าไม้มีค่า ไม้ยืนต้นเศรษฐกิจ จำนวน 1,166,100 ต้น เช่น สัก พะยูง ประดู่ ชิงชัน ตะแบก เป็นต้น รวมพันธุ์ไม้ทั้งสิ้น 1,538,400 ต้น โดยมีการแบ่งกลุ่มตามความเหมาะสมของพื้นที่ออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มแรก คือ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำเกษตรไม่เหมาะสม (Zoning) กลุ่มสอง คือ เกษตรกรศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ต้นแบบ

โดยเกษตรกรทั้ง 2 กลุ่มนี้ จะได้รับพันธุ์ไม้ รวมจำนวน 200 ต้นต่อราย แบ่งเป็น ไม้ผลและพืชผักอาหาร จำนวน 8 ชนิด (ไผ่ซางหม่น มะขามเปรี้ยวฝักใหญ่ มะม่วง สะเดา อะโวคาโด กล้วย พริก มะเขือ) และต้นกล้าไม้มีค่า ไม้ยืนต้นเศรษฐกิจกลุ่มสาม คือ สมาชิกศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเข้าร่วมกิจกรรมการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับเกษตรกรผู้นำ (อบรม/ดูงาน) ภายใต้โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 โดยเกษตรกรจะได้รับพันธุ์ไม้ รวมจำนวน 50 ต้นต่อราย แบ่งเป็น ไม้ผลและพืชผักอาหาร จำนวน 5 ชนิด (มะขามเปรี้ยวฝักใหญ่ มะม่วง กล้วย พริก มะเขือ) และต้นกล้าไม้มีค่า ไม้ยืนต้นเศรษฐกิจ เศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความพร้อมสำหรับการแจกจ่ายได้ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565 เป็นต้นไป เพื่อสร้างการรับรู้การดำเนินงานโครงการให้เกษตรกรและผู้สนใจได้รับรู้ถึงความสำคัญของการปลูกไม้เพื่อใช้ประโยชน์ เป็นไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ เป็นหลักประกันได้ในอนาคต ตลอดจนเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของประเทศต่อไป โดยได้บูรณาการการทำงานร่วมกับกรมป่าไม้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อเพิ่มการรับรู้ของเกษตรกรให้มากขึ้น

“กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายสำคัญด้านการส่งเสริมการเกษตรในการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมเศรษฐกิจสีเขียว ส่งเสริมการปลูกป่าเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมจากป่าปลูกแบบครบวงจร และแผนแม่บทแห่งชาติภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติกำหนดพื้นที่ป่าไม้และพื้นที่สีเขียวไม่น้อยกว่าร้อยละ 55 ของพื้นที่ประเทศ อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเกษตรกรและประชาชนปลูกไม้ยืนต้นมีค่า เพราะนอกจากจะเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของประเทศแล้ว ยังสามารถใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อขอกู้เงิน ทำให้เข้าถึงสินเชื่อที่มีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน ส่งเสริมให้มีการให้หลักประกันทางธุรกิจมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่การประกอบธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศต่อไป” นายเฉลิมชัย กล่าว

– 006

‘กรมการข้าว’เร่ง!!! ชูโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697197

'กรมการข้าว'เร่ง!!! ชูโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2566

‘กรมการข้าว’เร่ง!!! ชูโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2566

วันศุกร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 16.40 น.

“กรมการข้าว”เร่ง!!! ชูโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2566 มุ่งให้ชาวนาเปลี่ยนมาใช้เมล็ดพันธุ์ดีเพาะปลูก เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวให้แข่งขันในตลาดโลก

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 9 ธันวาคม 2565 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว นำทีมผู้บริการกรมการข้าวและคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ร่วมแถลงข่าวการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธ์ข้าว ปี 2566 ณ ห้องประชุมจักรพันธุ์ กรมการข้าว

นายณัฏฐกิตติ์ เปิดเผยหลังการแถลงข่าวว่า ข้าวเป็นพืชที่มีความสำคัญกับสังคมไทยทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม การทำนาเป็นอาชีพเกษตรกรรมส่วนใหญ่ของประชากรในประเทศ ประมาณ 4.6 ล้านครัวเรือน สามารถผลิตข้าวได้ปีละกว่า 30 ล้านตันข้าวเปลือก ดังนั้น อาชีพชาวนาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศ และถึงแม้ว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าข้าวคุณภาพดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่ผลผลิตเฉลี่ยข้าว ยังมีผลผลิตต่อไร่อยู่ในเกณฑ์ต่ำ ผลผลิตเฉลี่ยเพียง 353 กิโลกรัมต่อไร่ สาเหตุหนึ่งมาจากการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรเก็บไว้เองหลายรอบซึ่งมีคุณภาพต่ำ การที่จะปลูกข้าวให้ได้ผลดีมีปัจจัยหลายอย่าง ทั้งคุณภาพของดิน ปริมาณน้ำ และเทคโนโลยี แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เมล็ดพันธุ์ดีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ซึ่งให้ผลผลิตเฉลี่ยสูง ต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูพืชและได้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพดีตรงตามความต้องการของตลาด กรมการข้าวจึงได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรเปลี่ยนไปใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ที่ผลิตและจำหน่ายโดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อยกระดับปริมาณและคุณภาพผลผลิตข้าว ให้ตรงกับความตามความต้องการของตลาด เกษตรกรสามารถจำหน่ายข้าวเปลือกได้ในราคาที่สูงขึ้น และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า การแถลงข่าวในครั้งนี้ถือเป็นการสร้างการรับรู้และสร้างความเข้าใจ ถึงความสำคัญของโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2566 ที่กรมการข้าวได้มุ่งเน้นส่งเสริมให้ชาวนาสามารถเข้าถึง และได้ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีจากกรมการข้าวทั่วประเทศ โดยเกษตรกร สามารถเข้าร่วมโครงการได้ผ่านกลุ่มเกษตร และสถาบันเกษตรกร เช่น ศูนย์ข้าวชมชนในพื้นที่ของแต่ละจังหวัด ในราคาตามหลักเกณฑ์ของกรมการข้าวที่ได้กำหนดไว้ เพื่อให้ชาวนาได้มีเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีสำหรับการเพาะปลูก และขยายพันธุ์ ซึ่งในปีนี้กรมการข้าวมีเป้าหมายการดำเนินการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี จำานวน 58,700 ตัน อีกทั้งยังเป็นการยกระดับปริมาณและคุณภาพผลผลิตข้าว ให้สามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้ และในส่วนของเกษตรกรที่ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการในปีนี้ กรมการข้าวมีแผนการดำเนินงานโครงการนี้ต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ปี เพื่อให้เกษตรกรจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงการนี้

– 006

นักวิชาการย้ำ’หมูเถื่อน’ ตัวการทำลายห่วงโซ่อุปทาน ความมั่นคงทางอาหารของไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697175

นักวิชาการย้ำ'หมูเถื่อน' ตัวการทำลายห่วงโซ่อุปทาน ความมั่นคงทางอาหารของไทย

นักวิชาการย้ำ’หมูเถื่อน’ ตัวการทำลายห่วงโซ่อุปทาน ความมั่นคงทางอาหารของไทย

วันศุกร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 15.44 น.

นักวิชาการ ชี้ “หมูเถื่อน” ลักลอบนำเข้าเป็นภัยร้ายทำลายอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรไทยในหลายมิติ โดยเฉพาะอนาคตของเกษตรกรรายย่อย เสี่ยงเป็นพาหะนำโรค ASF เข้ามาระบาดซ้ำ บั่นทอนห่วงโซ่การผลิตอาหารของประเทศ และสร้างปัจจัยเสี่ยงในการบริโภคอาหารของคนไทย ย้ำต้องปราบปรามอย่างเด็ดขาด เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและภาพลักษณ์หมูไทยให้เป็นที่ยอมรับ ด้านความปลอดภัยตามแนวทางหลักสู่การเป็น “ครัวของโลก”

ผศ.น.สพ. ณัฐวุฒิ  รัตนวนิชย์โรจน์ รองคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า หมูเถื่อน ส่งผลกระทบใน 2 มิติหลักๆ  คือ 1. ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูไทย และ 2. ความเสี่ยงต่อสารปนเปื้อนกระทบต่อผู้บริโภค สำหรับผลกระทบกับอุตสาหกรรม หมูเถื่อนทำให้มีหมูราคาถูกจำนวนมากทะลักเข้าไทย บิดเบือนกลไกราคา ผู้เลี้ยงหมูไทยไม่สามารถขายสุกรได้ตามต้นทุนการเลี้ยงที่แท้จริง ได้รับความเสียหายและมองไม่เห็นอนาคตและโอกาสในการทำกำไรจากการเลี้ยงได้ ไม่มีหลักประกันความมั่นคงในอาชีพที่จะเลี้ยงหมูอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ หมูเถื่อน ยังมีความเสี่ยงที่จะมาจากประเทศที่มีการระบาดของโรค ASF และเป็นพาหะของโรค ซึ่งคุมได้ยากมากและมีโอกาสกลับมาระบาดในไทยและสร้างปัญหาให้กับประเทศได้

นอกจากหมูเถื่อน จะถูกลักลอบนำเข้ามาในลักษณะแช่แข็งแล้ว ยังเข้ามาในรูปแบบของ หมูมีชีวิต ซึ่งเป็นพาหะของโรคที่สำคัญมาก หากประเทศต้นทางยังมีการแพร่ระบาดของโรค ASF จะส่งกระทบทั้งห่วงโซ่อุปทาน ทั้งผู้เลี้ยงหมู โรงงานอาหารสัตว์ ผู้บริโภค และยังกระทบกับอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เพราะการระบาดของโรค ASF มีโอกาสทำให้หมูตาย 95-100% แม้ว่าโรคนี้ไม่ติดคนและเนื้อสุกรยังมีความปลอดภัย แต่เมื่อคนกินเข้าไปจะเป็นพาหะติดตามเนื้อตัว หรือ ทางอุจจาระ

“หมูเป็นหนึ่งในความมั่นคงทางอาหารของไทยมานาน ประเทศที่มีสงครามส่งผลให้อาหารและเนื้อสัตว์ขาดแคลน แต่ไทยไม่ค่อยมีผล เพราะไทยเป็นประเทศที่ผลิตอาหารและเป็นครัวของโลก” ผศ.น.สพ. ณัฐวุฒิ กล่าว

ผศ.น.สพ. ณัฐวุฒิ กล่าวย้ำว่า การตรวจสอบคุณภาพหมูเถื่อนทำได้ยาก จึงมีความเสี่ยงในการบริโภค เนื่องจากหลายประเทศยังอนุญาตให้ใช้สารเร่งเนื้อแดง ชนิดแรคโทพามีน (Ractopamine) เช่น สหรัฐ บราซิล ประเทศที่ไม่อนุญาตให้ใช้ คือ ประเทศทางยุโรป หากหมูเถื่อนมาจากประเทศที่ยังใช้สารเร่งเนื้อแดงมาขายในตลาด จะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคโดยตรง และส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทย เพราะไทยหยุดใช้สารเร่งเนื้อแดงมานานเกินกว่า 20 ปี  สำหรับสารเร่งเนื้อแดง จะทำให้เกิดผลข้างเคียง โดยเฉพาะการกินเครื่องในสัตว์ โดยเฉพาะตับที่มีการสะสมของสารเร่งเนื้อแดงจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้บริโภคที่เป็นโรคหัวใจ จะทำให้หายใจติดขัด 

“หมูเป็นเนื้อสัตว์ที่ได้รับความนิยมเพราะเนื้อหมูมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ มีกลิ่นเฉพาะตัว ที่สำคัญคือ ระบบการเลี้ยงหมูของไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก และเป็นที่น่ายินดีที่ไทยประกาศยกเลิกการใช้สารเร่งเนื้อแดงมาตั้งแต่ 2547 ซึ่งไทยทำได้ดีมาก ทั้งด้านมาตรฐานความปลอดภัยและมาตรฐานการเลี้ยง” ผศ.น.สพ. ณัฐวุฒิกล่าว

ผศ.น.สพ. ณัฐวุฒิ กล่าวต่อไปว่า การนำเข้าเนื้อหมูมีทั้งข้อดีและข้อเสีย กรณีประเทศไทยที่ปริมาณหมูหายไป 40-50% เนื่องจากโรคระบาด ASF ทำให้เนื้อหมูราคาแพงขึ้น ประกอบกับต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ทั้งต้นทุนการเลี้ยง อาหารสัตว์และปัจจัยค่าเฝ้าระวังโรค (Biosecurity) สูงมาก กรณีการนำเข้าในภาวะฉุกเฉินจึงต้องมีการควบคุมให้มาจากประเทศที่มีความปลอดภัยสูงและมีปริมาณที่เหมาะสม ไม่ให้หมูราคาถูกจากต่างประเทศเข้ามาดึงราคาในประเทศให้ต่ำลง ส่งกระทบต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงภายในประเทศ โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่ความสามารถในการแข่งขันต่ำ

สำหรับการผู้บริโภคเนื้อหมูอย่างปลอดภัยต้องพิจารณาจากสี ต้องเป็นสีชมพู หรือต้องเลือกร้านที่มีการรับรอง หรือ รู้แหล่งที่มาของเนื้อสัตว์ชัดเจน ต้องบริโภคเนื้อที่ปรุงสุก เพราะเนื้อดิบยังมีความเสี่ยงเรื่องโรค สำหรับร้านอาหารและร้านหมูกระทะ การใช้วัตถุดิบราคาถูกอาจมีสารปนเปื้อน เมื่อตรวจพบเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เป็นอันตรายและมีผลข้างเคียงต่อผู้บริโภค  หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกันตรวจสอบ เกษตรกรและผู้บริโภคต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา ชี้ช่องในการปราบปราม

สำหรับสถานการณ์ ASF ในปัจจุบันของไทย จำนวนสุกรไม่หนาแน่นเหมือนเดิม การระบาดของโรคไม่มากเท่าเดิม แต่ก็ยังมีการระบาดเพราะเชื้อทนทานต่อสิ่งแวดล้อมมากๆ และมีชีวิตอยู่ในสุกรได้เป็นปี สามารถจะติดเชื้อต่อไปได้ จึงมีโอกาสที่การระบาดจะกลับมา ฟาร์มมีการนำระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) เช่น การพ่นยาฆ่าเชื้อ การจำกัดคนเข้าและออกฟาร์มให้น้อยลง ระวังสัตว์พาหะ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงหมูไทยสูงขึ้น และมีผลต่อรากฐานการพัฒนาการผลิตอาหารมั่นคงของไทยในอนาคต./

รองปลัดเกษตรฯร่วมโรดโชว์ หนุนใช้นวัตกรรม-เทคโนโลยี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697013

วันศุกร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรม “Orkel Roadshow in Thailand” ซึ่งจัดขึ้นโดยบริษัท ออร์เคลเอเอส ประเทศนอร์เวย์ ที่ฟาร์มข้าวโพด ซีพีเอฟฟาร์มพืชไร่สุกร แสลงพัน-คาพราน ต.แสลงพัน อ.วังม่วง จ.สระบุรีโดยมีผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าได้ขับเคลื่อนภาคการเกษตรประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งเป็นการพัฒนา 3 เศรษฐกิจ คือ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy)เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circu-lar Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนประเทศไทยอย่างสมดุล เป็นธรรมและยั่งยืน

ทั้งนี้ โมเดลเศรษฐกิจ BCG มีความสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และสอดรับกับหลักการของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย โดยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ทำหน้าที่บูรณาการการพัฒนาตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ใช้องค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสร้างคุณค่าเพิ่ม ดังนั้นแนวคิดและเทคโนโลยีการอัดก้อนวัสดุด้วยความละเอียดสูง โดยเครื่องอัดก้อน MC850 Flex ของบริษัทออร์เคล เอเอส ประเทศนอร์เวย์ นั้นถือว่าเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยี ที่มีความสอดคล้องและจะช่วยตอบโจทย์ของโมเดลเศรษฐกิจ BCG

กรมประมงชวนลงทะเบียนประมงพื้นบ้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697015

วันศุกร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ปัจจุบันเรือประมงพื้นบ้านทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน มีการขึ้นทะเบียนทั้งสิ้น 49,800 ลำ การนำเรือประมงพื้นบ้านเข้าสู่ระบบ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมและติดตามการทำการประมง และรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูล

ในการรับความช่วยเหลือจากทางภาครัฐ เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างสมดุลและยั่งยืนจึงกำหนดแนวทางการออกใบอนุญาตทำการประมงพื้นบ้าน รอบปีการประมง 2566-2567 เป็นครั้งแรก โดยผู้ที่มีความประสงค์จะขอรับใบอนุญาตทำการประมงพื้นบ้านต้องมีสิทธิทำการประมงในน่านน้ำไทย ไม่มีลักษณะต้องห้ามเกี่ยวกับการทำผิดกฎหมายประมง และมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในเรือประมงที่จะขอรับใบอนุญาต โดยเรือประมงต้องมีทะเบียนเป็นเรือไทยและผ่านตรวจวัดขนาดและจัดทำอัตลักษณ์กับกรมเจ้าท่าเรียบร้อยแล้ว ซึ่งระยะแรกจะพิจารณาให้เรือที่มีขนาดตั้งแต่ 3 ตันกรอส ขึ้นไปก่อน

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องชาวประมงพื้นบ้าน จึงพัฒนา “ระบบการออกใบอนุญาตทำการประมงพื้นบ้าน” หรือ Small Scale Service : SSS ในการบริหารจัดการข้อมูลให้สามารถจัดเก็บและวิเคราะห์ผลได้อย่างครบถ้วน ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และสืบค้นได้ง่าย รองรับการบูรณาการความร่วมมือ การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยชาวประมงสามารถลงทะเบียนขอรับใบอนุญาต ทำการประมงพื้นบ้านผ่านช่องทางออนไลน์ได้ 2 ช่องทางคือ เว็บไซต์ http://sss.fisheries.go.th หรือ Application “ระบบการออกใบอนุญาตทำการประมงพื้นบ้าน” ทั้งระบบปฏิบัติการ Android และ iOS โดยสามารถลงทะเบียนเข้าใช้งานระบบได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 นอกจากนี้คาดการณ์ว่าจะสามารถให้ยื่นคำขอพร้อมเอกสารหลักฐานด้วยตนเองผ่านระบบ SSS ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม- 28 กุมภาพันธ์ 2566

‘เฉลิมชัย’ชูศูนย์ข้าวชุมชน มอบเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีให้ชาวนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697016

‘เฉลิมชัย’ชูศูนย์ข้าวชุมชน  มอบเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีให้ชาวนา

‘เฉลิมชัย’ชูศูนย์ข้าวชุมชน มอบเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีให้ชาวนา

วันศุกร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์เป็นประธานเปิดการสัมมนาเชื่อมโยงเครือข่ายประธานศูนย์ข้าวชุมชนระดับจังหวัด ปี 2566 พร้อมบรรยายพิเศษหัวข้อ นโยบายด้านการผลิตข้าวและการสร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์กรชาวนา โดยมีผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โรงแรมบางกอกพาเลส เขตราชเทวี กทม. ซึ่งปัจจุบันกรมการข้าว ได้เปิดรับการขึ้นทะเบียนศูนย์ข้าวชุมชนตามระเบียบว่าด้วยศูนย์ข้าวชุมชน 2560 แล้ว 2,977 ศูนย์ ในพื้นที่ 74 จังหวัด และได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชน 3 ระดับ ได้แก่ ระดับจังหวัด ระดับเขต และระดับประเทศ เพื่อเป็นองค์กรในการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯ สู่ชาวนาในพื้นที่ ตลอดจนสร้างเครือข่ายองค์กรชาวนาให้มีความเข้มแข็งในด้านการผลิตและการตลาด รวมทั้งการอนุรักษ์ ฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณีที่เกี่ยวกับข้าวและชาวนา ดังนั้นเพื่อให้ผู้นำองค์กรศูนย์ข้าวชุมชนได้รับทราบถึงนโยบายกระทรวงเกษตรฯ นำไปกำหนดแนวทางในการพัฒนาการผลิตข้าวในพื้นที่ของตนเอง รวมทั้งเชื่อมโยงเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชนระดับจังหวัด

ดร.เฉลิมชัยกล่าวว่า ภาครัฐได้ให้ความสำคัญกับเกษตรกรโดยเฉพาะอาชีพการทำนา ได้มีนโยบายช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าวในรูปแบบต่างๆ ให้พี่น้องชาวนามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเห็นถึงแนวทางแก้ปัญหาให้ครอบคลุมทั่วถึงในระดับพื้นที่ จึงมีนโยบายให้กรมการข้าว พัฒนาและสนับสนุนให้ศูนย์ข้าวชุมชน เป็นศูนย์รวมในการบูรณาการงานด้านข้าวของทุกส่วนราชการในพื้นที่ เป็นแหล่งผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์และข้าวคุณภาพดีให้แก่ชุมชนอย่างพอเพียงและต่อเนื่อง รวมทั้งยกระดับเป็นจุดถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าว การลดต้นทุนการผลิตข้าว การแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าว การจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี และการตลาดของผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากข้าว โดยมีเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุน รวมถึงการสร้างความเข้มแข็งของชาวนาผ่านการพัฒนาที่เป็นระบบและทั่วถึง มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมซึ่งจะขับเคลื่อนให้ศูนย์ข้าวชุมชนก้าวสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

สำหรับการสัมมนาในครั้งนี้ มุ่งหวังให้ประธานศูนย์ข้าวชุมชนและพี่น้องชาวนาทุกจังหวัด ได้ร่วมกันเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนพัฒนากระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชนทั้งประเทศให้ได้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพดีตามมาตรฐานและตรงความต้องการของตลาด เพื่อลดการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีของผู้ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวทั่วประเทศ ตลอดจนสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายองค์กรชาวนา บูรณาการทำงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในชุมชน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาในพื้นที่ต่อไป สิ่งสำคัญคือ การรักษาคุณภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์และข้าวคุณภาพดีของศูนย์ข้าวชุมชนทุกแห่งไว้ และขอให้รวมตัวกันเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งในการแก้ปัญหาด้านการผลิตข้าวร่วมกัน ซึ่งจะส่งผลให้ชาวนาในชุมชนมีผลผลิตข้าวคุณภาพดี มีรายได้ที่มั่นคง สามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขกับอาชีพที่มีความสำคัญต่อคนไทยทั้งประเทศบนรากฐานแห่งความพอเพียงที่ยั่งยืน

กรมชลฯจัดสรรน้ำ ใช้เขตชลประทาน มีน้ำต้นทุนเพียงพอ ลดเสี่ยงขาดแคลน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697011

วันศุกร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้เดินหน้าวางแผนจัดสรรน้ำสนับสนุนการใช้น้ำในเขตชลประทานทั่วประเทศ ตามนโยบายของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมกันนี้ได้ปฏิบัติตาม 10 มาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2565/66 ที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เห็นชอบอย่างเคร่งครัด อีกทั้งได้เน้นย้ำให้ทุกโครงการชลประทานบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่น และกลุ่มผู้ใช้น้ำ ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ถึงสถานการณ์น้ำและแผนการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งนี้ให้เกษตรกรและประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าตลอดฤดูแล้งนี้ ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่จะเพียงพอใช้ในการอุปโภค-บริโภคและการเกษตรอย่างไม่ขาดแคลน รวมทั้งขอความร่วมมือทุกภาคส่วนใช้น้ำให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ เพื่อลดความเสี่ยงต่อปัญหาการขาดแคลนน้ำในอนาคต

อนึ่ง พื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก รวมทั้งภาคกลางของประเทศไทย ได้เข้าสู่ฤดูแล้ง ตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาแล้ว กรมชลประทาน ได้วางแผนการจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2565/66 ให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ โดยทั้งประเทศมีการจัดสรรน้ำรวม 27,685 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ปัจจุบันมีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 2,663 ล้าน ลบ.ม.หรือ 10% ของแผนฯ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา วางแผนจัดสรรน้ำจาก 4 เขื่อนหลักไว้ประมาณ 9,100 ล้าน ลบ.ม.มีการใช้น้ำไปแล้ว 449 ล้าน ลบ.ม.หรือ 5% ของแผนฯ

มทร.ธัญบุรีรับนักศึกษาใหม่-เปิดใหม่หลักสูตรยานยนต์ไฟฟ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697012

วันศุกร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี กล่าวว่า มทร.ธัญบุรี มีแผนการรับนักศึกษาใหม่ในปีการศึกษา 2566 จำนวน 6,661 คน โดยคณะที่เปิดรับนักศึกษามากที่สุด 5 อันดับ ประกอบด้วย คณะบริหารธุรกิจ จำนวน 1,675 คน คณะวิศวกรรมศาสตร์ จำนวน 1,316 คน และคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม 720 คน คณะศิลปศาสตร์ 690 คน และคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน 455 คน ทั้งนี้การรับนักศึกษาจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ รับโดยมหาวิทยาลัย รับร่วมกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) รับโดยมหาวิทยาลัยผ่านโครงการพิเศษ โดยขณะนี้กำลังเปิดรับรอบ Portfolio สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6และผู้ที่จบจาก กศน. และประเภทโควตา สำหรับนักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ตั้งแต่วันนี้-11 ธ.ค. 2565

อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวอีกว่า การรับนักศึกษาในปี 2566 มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา เนื่องจาก มทร.ธัญบุรี ได้เปิดหลักสูตรใหม่ ได้แก่ หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (ต่อเนื่อง) ประกอบกับในปีที่ผ่านมาหลักสูตรเดิมที่อยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติได้รับความสนใจจากนักเรียนสมัครเข้าเรียนเป็นจำนวนมาก เช่น สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์อากาศยาน สาขาวิศวกรรมระบบราง รวมถึงสถานการณ์โควิด-19 ที่เริ่มคลี่คลาย ทำให้สาขาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมบริการการบินมีความต้องการแรงงานสูงมาก เพราะขาดแคลนบุคลากรซึ่งคาดว่านักศึกษาจะสมัครเข้ามาเต็มจำนวนที่มหาวิทยาลัยเปิดรับ ส่วนหลักสูตรอื่นๆ มหาวิทยาลัยได้มีการปรับปรุงรายวิชาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

โดยในปีนี้ไม่มีการปิดหลักสูตรใดๆ นอกจากนี้เพื่อเป็นการป้องกันการสละสิทธิ์ของนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกและไม่ยืนยันสิทธิ์เข้าเรียนทำให้การรับนักศึกษาไม่เป็นไปตามเป้าหมาย มทร.ธัญบุรีได้เผื่อตัวเลขรับเพิ่มไว้ประมาณ 10% ซึ่งลดลงจากทุกปีที่ผ่านมาที่จะเผื่อตัวเลขไว้ที่ 20% เนื่องจากพบว่าอัตราการสละสิทธิ์มีการลดลง

สำหรับการรับนักศึกษาร่วมกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กำหนดการต่างๆ จะเป็นไปตามที่ทาง ทปอ.ประกาศ ส่วนการรับโดยมหาวิทยาลัยประเภทสอบตรง ระดับ ปวช. ปวส. และกศน.สายอาชีพ จะเปิดรับสมัครวันที่ 25 ธ.ค.2565-26 ก.พ.2566 ขณะที่การรับตรงระดับ ปวช. ปวส. และกศน.สายอาชีพ จะรับเฉพาะสาขาวิชาที่ยังมีที่นั่งเรียนและเป็นการสอบสัมภาษณ์เท่านั้น รับสมัครวัที่ 2 เม.ย.-25 พ.ค. 2566 ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและสมัครได้ที่ www.oreg.rmutt.ac.th