กรมข้าวห่วงปัญหา‘ข้าวกระทบหนาว’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692094

วันอังคาร ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ สั่งการและมอบหมายให้กรมการข้าว เร่งให้คำแนะนำและตรวจเยี่ยมให้กำลังใจแก่ชาวนาอย่างใกล้ชิดในช่วงฤดูหนาว ซึ่งอุณหภูมิที่ลดลงอาจจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าว โดย นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่าจากพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาที่ประเทศไทยตอนบนจะมีอากาศเย็นถึงหนาว โดยอุณหภูมิจะลดลงอีก 1-2 องศาเซลเซียส จึงเป็นห่วงเกษตรกรที่ปลูกข้าว เนื่องจากสภาพอากาศที่เย็นลงอาจทำให้ประสบกับปัญหา “ข้าวกระทบหนาว” ที่จะส่งผลให้ได้ผลผลิตไม่เต็มที่

นายณัฏฐกิตติ์กล่าวต่อว่า เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงนาและสังเกตความผิดปกติของต้นข้าว เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที โดยอาการของต้นข้าวที่ได้รับผลกระทบจากอากาศหนาวนั้นส่วนใหญ่พบว่าข้าวมีโอกาสเป็นหมันสูง ออกรวงช้า และสุกแก่ไม่พร้อมกัน โดยอาการเป็นหมันนั้นจะพบในช่วงวิกฤตในอุณหภูมิ 15-17 องศาฯและจะพบอาการดังกล่าวในอุณหภูมิ17-19 องศาฯ สำหรับพันธุ์ข้าวที่อ่อนแอต่ออากาศหนาว ซึ่งพันธุ์ข้าวที่มีความอ่อนแอต่อสภาพอากาศหนาวเย็นนั้น ได้แก่ พันธุ์สุพรรณบุรี 3 ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับข้าวทุกระยะ

นอกจากนี้ อุณหภูมิที่ลดต่ำลงยังส่งผลกระทบให้การสังเคราะห์แสงของข้าวลดลงอย่างมาก หากอุณหภูมิของรากและอากาศต่างกัน 5-7 องศาฯ จะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำตาลในใบข้าวด้วย และพันธุ์ข้าวที่อ่อนแอเมื่อกระทบต่ออุณหภูมิต่ำ ปริมาณโปรตีนในอับเรณูของข้าวจะเปลี่ยนแปลงไปมากกว่า 2 เท่าและหากยังคงมีอากาศหนาวต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อการออกรวงและผลผลิต โดยแนวทางแก้ไขคือฉีดพ่นฮอร์โมน (NAA, ไซโตไคนิน หรืออื่นๆ) เพื่อกระตุ้นให้ข้าวออกรวง

ปลัดเกษตรฯนำทีม ตรวจพื้นที่สิงห์บุรี รุดเยียวยาเกษตรกร รับผลกระทบน้ำท่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692092

วันอังคาร ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยใน จ.สิงห์บุรี โดยมีนายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ที่สวนศรีวิเชียร ต.ทับยา อ.อินทร์บุรี ว่าจากสถานการณ์น้ำท่วมทำให้มีหลายอำเภอได้รับผลกระทบโดยเฉพาะ ต.ทับยา ได้รับผลกระทบอย่างหนัก มีเพียงสวนศรีวิเชียรแห่งเดียวที่สามารถรอดพ้นจากน้ำท่วมได้ เนื่องจากเป็นแปลงที่ใช้หลักการโคกหนองนาโมเดล ในการทำเกษตร มีการขุดบ่อเพื่อสร้างแหล่งน้ำไว้ในพื้นที่สวน และใช้ดินจากการขุดบ่อมาเสริมเป็นคันกั้นน้ำบริเวณโดยรอบแปลง บนคันดินมีการปลูกไม้ยืนต้น อาทิ ต้นพะยูง ต้นยางนา และเสริมระหว่างระยะด้วยต้นกล้วย เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้กับไม้ยืนต้น ประกอบกับมีการทำการเกษตรแบบผสมผสานปลูกข้าวเป็นหลักและแบ่งแปลงสำหรับปลูกไม้ผล อาทิ ส้มโอ ฝรั่ง ชมพู่ ผลไม้ ตามฤดูกาล ทำให้เป็นเพียงสวนเดียวในพื้นที่ซึ่งสามารถทำการเกษตรต่อไปได้ โดยหลังจากนี้จะส่งเสริมและสนับสนุนปัจจัยต่างๆ เพื่อให้สวนศรีวิเชียร เป็นแปลงต้นแบบนำร่อง สำหรับให้ผู้ที่สนใจเข้ามาเรียนรู้และนำไปปรับใช้ในอนาคต

ขณะเดียวกัน ได้ถือโอกาสพบปะกับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ อ.อินทร์บุรี รับทราบปัญหา ความต้องการต่างๆ รวมทั้งได้ให้กำลังใจ และได้นำสารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็น พด.6 พันธุ์มะนาว พันธุ์กล้วย และเมล็ดพันธุ์ผัก มามอบให้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมด้วย

‘อลงกรณ์’หนุนงานสหกรณ์ มุ่งให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692093

วันอังคาร ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังได้รับมอบหมายจาก ดร.เฉลิมชัยศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ให้เป็นประธานพิธีเปิดการประชุม“การขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรสู่ความเข้มแข็ง” พร้อมมอบนโยบายการปฏิบัติราชการในปีงบประมาณ 2566 ให้แก่ข้าราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ว่าการมอบนโยบายครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลด้านการเกษตร และขับเคลื่อนงานสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ ตามแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการเกษตร มีเป้าหมายในการพัฒนาให้ “เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรายได้เพิ่มขึ้น” มุ่งเน้นให้ “เกษตรกรรวมกลุ่มกันช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันในรูปแบบของการสหกรณ์” สร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์กรของชุมชนโดยส่งเสริมให้นำแนวทาง “การตลาดนำการผลิต การส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ และการนำเทคโนโลยีการเกษตรมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิต” เพื่อลดต้นทุน ลดค่าใช้จ่าย สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างระบบการเงินการบัญชีที่มีเกณฑ์การตรวจสอบตามมาตรฐานสากลให้แก่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรนำไปใช้ปฏิบัติ มีการกำหนดเกณฑ์การควบคุมภายในที่ดี การควบคุมและดูแลการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

นายอลงกรณ์กล่าวอีกว่า ได้มอบนโยบายแก่กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ แบ่งเป็นนโยบายด้านการส่งเสริม พัฒนา และการกำกับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ประกอบด้วย 1.ผลักดันให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจกับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมากขึ้น 2.เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 3.การบริหารองค์กรด้วยหลักธรรมาภิบาล และ 4.แก้ไขข้อบกพร่องของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร นโยบายด้านการตรวจสอบทางการเงินและการบัญชี ประกอบด้วย 1.พัฒนาระบบการตรวจสอบบัญชี 2.ให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลและตรวจสอบคุณภาพการสอบบัญชีสหกรณ์ 3.พัฒนาความสามารถด้านการเงินการบัญชี และการควบคุมภายในแก่สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และเกษตรกร และ 4.มุ่งพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยีด้านการบัญชีเพื่อให้บริการแก่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

“การทำงานในปีงบประมาณ 2566 ขอให้บุคลากรของกรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ประสานความร่วมมือและช่วยกันทำงานเพื่อยกระดับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้มีมาตรฐานสูงขึ้น และสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร และขอให้เน้นย้ำเรื่องการดำเนินการของสหกรณ์ให้มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจตามแนวทางของสหกรณ์ที่มีสมาชิกเป็นศูนย์กลาง ซึ่งท่านทั้งหลายเปรียบเสมือนทัพหน้า ที่ปฏิบัติงานใกล้ชิดกับสหกรณ์ เกษตรกร และประชาชน จึงเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยในการขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลเป็นรูปธรรม” นายอลงกรณ์ กล่าว

กระทรวงเกษตรฯ มอบประกาศนียบัตร และเข็มวิทยฐานะ แก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมของนักบริหารการเกษตรและสหกรณ์ ปี2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692084

กระทรวงเกษตรฯ มอบประกาศนียบัตร และเข็มวิทยฐานะ แก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมของนักบริหารการเกษตรและสหกรณ์ ปี2565

กระทรวงเกษตรฯ มอบประกาศนียบัตร และเข็มวิทยฐานะ แก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมของนักบริหารการเกษตรและสหกรณ์ ปี2565

วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 19.07 น.

กระทรวงเกษตรฯ มอบประกาศนียบัตร และเข็มวิทยฐานะ แก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมของนักบริหารการเกษตรและสหกรณ์ ประจำปีงบประมาณ 2565

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตร เข็มวิทยฐานะเกษตราภิภัทร เข็มวิทยฐานะเกษตราธิปัตย์ และเข็มวิทยฐานะเกษตราภิบาล สำหรับผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หลักสูตรนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับสูง และระดับกลาง รวม 8 รุ่น ณ ห้องมัฆวานรังสรรค์ สโมสรทหารบก กรุงเทพฯ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการฝึกอบรม เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรในระดับผู้บริหารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้บูรณาการความรอบรู้ในมิติของวิชาการ การทำงานสังคมและชีวิต ตลอดจนสร้างภาวะผู้นำ และมุมมองความคิดของนักบริหารยุคใหม่ เพื่อเตรียมก้าวขึ้นสู่การเป็นนักบริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ โดยจะส่งผลให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดีต่อระบบบริหารจัดการในระดับ กรม กองต่าง ๆ และสามารถพัฒนาภารกิจในภาคการเกษตรให้ประสบความสำเร็จทั้งในปัจจุบันและอนาคต

“การขับเคลื่อนนโยบาย และบทบาทของผู้บริหารของกระทรวงเกษตรฯ ควรต้องมีการพัฒนา รับรู้ และให้เกิดความเข้าใจในนโยบายของรัฐบาล ของกระทรวงเกษตรฯ และขับเคลื่อนนโยบายสู่บทบาทภารกิจของหน่วยงานได้อย่างชัดเจน มีความเชี่ยวชาญในงานที่รับผิดชอบ และเข้าใจบทบาทภาวะผู้นำยุคใหม่ หลักการบริหาร การวางแผน การนำเสนอ ประชาสัมพันธ์ การบริการที่ดี การพัฒนาบุคลิกภาพและการมีจิตสำนึกการเป็นข้าราชการที่ดี รวมไปถึงการพัฒนาบุคลากรในสังกัดให้มีอุดมการณ์และมีจิตสำนึกการเป็นข้าราชการที่ดี” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

ด้าน นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสถาบันเกษตราธิการ ได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาสมรรถนะการเป็นผู้นำด้านการบริหารที่สำคัญให้แก่ผู้ที่จะก้าวสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงขึ้น และตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 มาตรา 72 กำหนดให้ส่วนราชการมีหน้าที่ดำเนินการ ให้มีการเพิ่มพูนประสิทธิภาพ และเสริมสร้างแรงจูงใจแก่ข้าราชการพลเรือนสามัญ เพื่อให้ข้าราชการพลเรือนสามัญมีคุณภาพ คุณธรรม จริยธรรม คุณภาพชีวิต มีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติราชการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐฯ
ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2565 สถาบันเกษตราธิการ ดำเนินการจัดฝึกอบรมหลักสูตร นักบริหารของกระทรวงเกษตรฯ จำนวน 8 รุ่น มีผู้ผ่านการฝึกอบรมจากทุกหน่วยงาน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ รวมถึงข้าราชการจากต่างกระทรวง กล่าวคือ หลักสูตรนักบริหารระดับสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รุ่นที่ 5 (นบส.กษ.) จำนวน 48 คน หลักสูตรนักบริหารหารพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับสูง (นบส.) รุ่นที่ 80 – 82 จำนวน 396 คน และหลักสูตรนักบริหารหารพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับกลาสง (นบก.) รุ่นที่ 100 – 103 จำนวน 564 คน รวมผู้ผ่านการอบรมทั้งสิ้น 1,008 คน

‘เฉลิมชัย’ขอบคุณชาวนา ไทยส่งออกข้าวโลก ครองแชมป์ข้าวดีที่สุดในโลก 2 ปีซ้อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692083

'เฉลิมชัย'ขอบคุณชาวนา ไทยส่งออกข้าวโลก ครองแชมป์ข้าวดีที่สุดในโลก 2 ปีซ้อน

‘เฉลิมชัย’ขอบคุณชาวนา ไทยส่งออกข้าวโลก ครองแชมป์ข้าวดีที่สุดในโลก 2 ปีซ้อน

วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 19.05 น.

“เฉลิมชัย”ขอบคุณชาวนาไทยส่งออกข้าวโลกครองแชมปข้าวดีที่สุดในโลก 2 ปีซ้อน เผยส่งออกข้าว 9 เดือน 9 หมื่นล้าน 

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า การส่งออกข้าวล่าสุดพบเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและราคาโดย 3ไตรมาสแรกของปีนี้(ม.ค.-ก.ย.2565) ประเทศไทยส่งออกข้าวไปต่างประเทศได้ทั้งสิ้น 5.41 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 39.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีมูลค่าส่งออก 2,796.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 23.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้ถึง95,233 ล้านบาท 

สำหรับราคาส่งออกข้าวไทยเฉลี่ยในเดือน ก.ย.2565 อยู่ที่ตันละ 510.8 ดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ที่ราคาตันละ 500.5 ดอลลาร์สหรัฐซึ่งทางสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยคาดว่าปีนี้ไทยจะส่งออกข้าวได้ 7-8 ล้านตันทำให้ประเทศไทยกลับมาผงาดขึ้นเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวอันดับ2ของโลกในปีนี้อย่างแน่นอน

ขณะเดียวกันประเทศไทยยังได้รับเกียรติให้เป็นสถานที่จัดงานประชุมข้าวโลก (World Rice Conference) ครั้งที่ 14 (14th World Rice Conference) ระหว่างวันที่ 15-17 พฤศจิกายน 2565   ณ จังหวัดภูเก็ต โดยThe Rice Trader วารสารชื่อดังของสหรัฐอเมริกา และจะมีการประกวดข้าวที่ดีที่สุดในโลกคือรางวัล The World’s Best Rice Award ด้วยโดยก่อนหน้านี้ข้าวไทยได้รับรางวัลข้าวที่ดีที่สุดในโลก2ปีซ้อนซึ่งสะท้อนถึงผลจากการทำงานอย่างทุ่มเทของรัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯ.และกระทรวงพาณิชย์ตามยุทธศาสตร์ข้าวไทยและยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตภายใต้ความร่วมมือกับภาคเอกชนภาคเกษตรกรและทุกภาคส่วนที่บูรณาการทำงานเชิงรุกอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นนำถึงปลายน้ำและปลายปีนี้

นอกจากนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์โดยการสนับสนุนของรัฐบาลยังเดินหน้านโยบายประกันรายได้ข้าวปีที่4ซึ่งเป็นนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวช่วยเพิ่มรายได้ชาวนาให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและผลผลิตต่อไร่ได้มากขึ้นรวมทั้งเร่งการพัฒนาพันธ์ุข้าวเน้นส่งเสริมเกษตรนาแปลงใหญ่ใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรกลลดต้นทุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตตลอดจนการแปรรูปข้าวสู่เกษตรมูลค่าสูง

“ขอบคุณชาวนาไทยทุกคนทุกครัวเรือนและทุกภาคีภาคส่วนที่ร่วมกันทำงานอย่างหนักจนขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยเพิ่มขึ้น ยังมีปัญหาที่ค้างคาสะสมมานานโดยเฉพาะปัญหาหนี้สินรวมทั้งความท้าทายใหม่ๆโอกาสใหม่ๆที่เรายังต้องเผชิญในวันข้างหน้าโดยมีเป้าหมายที่จะต้องเพิ่มรายได้ให้ชาวนาแก้ไขปัญหาหนี้สินความยากจนและเพิ่มศักยภาพข้าวไทยอย่างต่อเนื่องต่อไป.”นายเฉลิมชัยกล่าว

กรมข้าวทำMOUม.แม่โจ้ พัฒนางานวิจัยพันธุ์ข้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691875

วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณัฎฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว รศ.ดร.วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ระหว่างกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยมีผู้เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นสักขีพยาน ซึ่งนายณัฎฐกิตติ์กล่าวว่า การทำ MOU ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายงานวิจัยด้านข้าวให้เกิดประสิทธิภาพ ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก และร่วมกันสร้างเอกลักษณ์ข้าวไทย นอกจากนั้นยังเป็นการสนับสนุนงานวิจัยด้านข้าว แลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรร่วมกัน ตลอดจนความร่วมมือในการบริการด้านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะเป็นการสอดคล้องกับนโยบาย ตลาดนำการผลิตของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ

ขณะที่ ดร.วีระพลเปิดเผยว่า ที่ผ่านมา ได้พัฒนาพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตสูง มีคุณลักษณะทางการเกษตรที่ดีและมีศักยภาพทางการค้า อาทิ ข้าวพันธุ์ กข-แม่โจ้ 2 ที่เป็นข้าวเหนียวหอม ข้าวเจ้าก่ำหอม แม่โจ้ 1 เอ เป็นข้าวเจ้าสีดำกลิ่นหอม นุ่มพิเศษ และข้าวหอมแม่โจ้ 9 ที่มีจุดเด่นในเรื่องคุณภาพเมล็ดทางกายภาพ และคุณภาพทางเคมี ใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิ ซึ่งการทำ MOU ครั้งนี้ จะนำไปสู่การต่อยอดความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาข้าวระหว่าง 2 หน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ชลประทานหารือ แนวทางป้องกัน แก้ปัญหาระยะยาว น้ำท่วมนครปฐม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691876

วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางป้องกันและบรรเทาปริมาณน้ำจากแม่น้ำท่าจีนที่ไหลเข้าท่วม อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม โดย ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมยังที่ว่าการ อ.นครชัยศรี

ทั้งนี้ สำหรับบริเวณพื้นที่คลองบางแก้ว มีปริมาณน้ำจำนวนมากจากแม่น้ำท่าจีน ทำให้ปัจจุบันน้ำได้เอ่อท่วมพื้นที่ อ.นครชัยศรี ประกอบกับสถานการณ์น้ำทะเลจะหนุนสูงอีกหลายระลอกตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมนี้ หากไม่ดำเนินการป้องกันจะทำให้ประชาชนริมน้ำต้องอยู่กับสภาวะน้ำท่วมขัง

อย่างไรก็ดี ที่ประชุมได้เห็นชอบการแก้ปัญหาระยะเร่งด่วน โดยมอบหมายให้กรมชลประทานวางแผนหาจุดวางบิ๊กแบ๊ก เพื่อทำเป็นทำนบกั้นน้ำชั่วคราว ปิดคลองบางแก้ว กั้นน้ำในแม่น้ำท่าจีนที่จะไหลเข้าคลองบางแก้ว และเร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขังไปยังแม่น้ำท่าจีน เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

ส่วนแผนระยะยาว กอนช.ได้สั่งการให้กรมชลประทาน เร่งดำเนินการโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำคลองบางแก้ว เพื่อเป็นการแก้ปัญหาอย่างถาวร ตลอดจนให้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในลุ่มน้ำท่าจีนให้มีส่วนร่วมในการพิจารณาแผนงานโครงการรวมถึงรูปแบบการแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป

เกษตรฯพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมขับเคลื่อนเกษตร4.0

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691878

เกษตรฯพัฒนาเทคโนโลยี  นวัตกรรมขับเคลื่อนเกษตร4.0

เกษตรฯพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมขับเคลื่อนเกษตร4.0

วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ขับเคลื่อน : นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์และเกษตรกร และมอบนโยบายการปฏิบัติราชการปีงบประมาณ 2566 โดยมีข้าราชการในสังกัดฯ เข้าร่ว

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 และคณะกรรมการบริหารศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) ภายใต้ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีเกษตร 4.0 ของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ประชุมติดตามผลการดำเนินงานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้าน Big Data และ Gov Tech ด้านเกษตรอัจฉริยะ ด้าน E-Commerce และด้านธุรกิจเกษตร (Agribusiness) ครั้งที่ 5/2565 ร่วมกับผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยที่ประชุมรับทราบรายงานความก้าวหน้าผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการฯ ภายใต้คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 ดังนี้ 1.คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนธุรกิจเกษตร (Agribusiness) ของกระทรวงเกษตรฯ รายงานผลความก้าวหน้าการดำเนินงานผลการส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าเกษตรผ่านระบบออนไลน์ และการขับเคลื่อนบูรณาการงานด้านการส่งเสริมธุรกิจเกษตร

2.คณะอนุกรรมการขับเคลื่อน E-Commerce ของกระทรวงเกษตรฯ รายงานผลความก้าวหน้าการดำเนินงาน ความพร้อมและการขายสินค้าเกษตรแบบพรีออร์เดอร์ และการจัดฝึกอบรมเกษตรกรรายย่อยด้านช่องทางการทำตลาดออนไลน์ ผ่านช่องทาง Tiktok 3.คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะ ของกระทรวงเกษตรฯ รายงานความก้าวหน้าการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการเกษตรอัจฉริยะ ปี 2565 – 2566 รวม 3 โครงการ และ 4.คณะอนุกรรมการขับเคลื่อน Big Data และ Gov Tech ของกระทรวงเกษตรฯ มีความก้าวหน้าด้าน Gov Tech โครงการบริการออนไลน์ e-Service ระบบบริการภาครัฐของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ โดยมีการให้บริการรูปแบบ Digital ทั้งสิ้น 175 บริการ เป็น Digital Service 166 บริการ คิดเป็น 95% เหลืออีก 5% อยู่ระหว่างดำเนินการให้เป็น Digital Service 9 บริการ

ส่วนการพัฒนาระบบบริการดิจิทัลที่เชื่อมโยง NSW แล้ว 55 บริการ มีการอนุมัติและเป็น e-Signature ทั้งสิ้น 5 หน่วยงาน 46 บริการ มีการชำระเงิน และเป็น e-Payment ทั้งสิ้น 4 หน่วยงาน 38 บริการ อีกทั้งได้มีการรายงานความก้าวหน้าในการดำเนินงานด้าน Big Data โดยศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ ได้ดำเนินการจัดทำโครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลการเกษตร มีระบบงานที่พัฒนาขึ้น 5 ระบบ โดยผู้สนใจสามารถเข้าใช้งานผ่านทางเว็บไซต์ http://nabc.go.th/app/application

นอกจากนี้ที่ประชุมยังรับทราบผลการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) ในเรื่องต่างๆ โดยที่ประชุมมีมติให้ความเห็นชอบสนับสนุนโครงการพัฒนาฟู้ดวัลเลย์จังหวัดภาคกลางตอนล่าง โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ในฐานะศูนย์ AIC จ.เพชรบุรี ซึ่งมีเป้าหมายการขับเคลื่อนในพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง เพื่อพัฒนาผลผลิตทางการเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์อาหารต่อไป

ปศุสัตว์ลุยปลดล็อกกาฬโรคในม้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691877

วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ในปี 2564 ได้แต่งตั้ง Dr.Ann-Susanne Munstermannผู้เชี่ยวชาญจากองค์การสุขภาพสัตว์โลก(WOAH) เป็นที่ปรึกษาเพื่อให้คำแนะนำและร่วมกำหนดแนวทางการขอคืนสถานภาพปลอดกาฬโรคแอฟริกาในม้าของประเทศไทย ให้เป็นไปตามข้อกำหนดขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (WOAH) ทั้งนี้ Dr.Ann-Susanne Munstermann ได้มาเยือนประเทศไทยครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2564 และช่วงวันที่ 16-24 ตุลาคม 2565เพื่อศึกษาการดำเนินงาน วิเคราะห์ข้อมูลและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการกำจัดกาฬโรคแอฟริกาในม้าของประเทศไทยทั้งระบบ มีการลงพื้นที่เพื่อดูการจัดการระบบต่างๆ พร้อมให้คำแนะนำในการเขียนเอกสาร (Dossier) ซึ่ง Dr.Ann-Susanne Munstermann กล่าวชื่นชมการดำเนินงานของกรมปศุสัตว์และทุกหน่วยงานภาคีที่ได้เร่งรัดดำเนินการเฝ้าระวัง ควบคุม และป้องกันโรคอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมในทุกมิติจนทำให้โรคสงบลงในที่สุด สร้างความเชื่อมั่นและพร้อมจะยื่นขอคืนสถานปลอดโรคกับองค์การสุขภาพสัตว์โลก

นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า ผลกระทบจากการเกิดโรคดังกล่าวมีมากมาย อาทิ การเคลื่อนย้ายม้าถูกระงับทั้งระบบสูญเสียรายได้เข้าประเทศจากผลกระทบที่มีต่อการค้าและการส่งออกม้า ไม่สามารถจัดการแข่งขันม้าทุกประเภททั้งภายในประเทศและระดับนานาชาติ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมจากผลกระทบที่มีต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ดังนั้น จึงจัดทำเอกสารขอคืนสถานภาพปลอดกาฬโรคแอฟริกาในม้าเป็นรูปเล่มฉบับสมบูรณ์ให้แล้วเสร็จและยื่นเอกสารดังกล่าวภายในกลางเดือนธันวาคมนี้ เพื่อให้ทันการประชุมใหญ่ของคณะผู้เชี่ยวชาญจากองค์การสุขภาพสัตว์ ซึ่งจะมีการจัดประชุมพิจารณาในเดือนพฤษภาคม 2566 หากผ่านการพิจารณาจากที่ประชุมดังกล่าว จะทำให้ประเทศไทยปลอดกาฬโรคแอฟริกาในม้า ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป

นายณัฎฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว รศ.ดร.วีระพลทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ระหว่างกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยมีผู้เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นสักขีพยาน ซึ่งนายณัฎฐกิตติ์กล่าวว่า การทำ MOU ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายงานวิจัยด้านข้าวให้เกิดประสิทธิภาพ ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก และร่วมกันสร้างเอกลักษณ์ข้าวไทย นอกจากนั้นยังเป็นการสนับสนุนงานวิจัยด้านข้าว แลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรร่วมกัน ตลอดจนความร่วมมือในการบริการด้านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะเป็นการสอดคล้องกับนโยบาย ตลาดนำการผลิตของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ

ขณะที่ ดร.วีระพลเปิดเผยว่า ที่ผ่านมา ได้พัฒนาพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตสูง มีคุณลักษณะทางการเกษตรที่ดีและมีศักยภาพทางการค้า อาทิ ข้าวพันธุ์ กข-แม่โจ้ 2 ที่เป็นข้าวเหนียวหอม ข้าวเจ้าก่ำหอม แม่โจ้ 1 เอ เป็นข้าวเจ้าสีดำกลิ่นหอม นุ่มพิเศษ และข้าวหอมแม่โจ้ 9 ที่มีจุดเด่นในเรื่องคุณภาพเมล็ดทางกายภาพ และคุณภาพทางเคมี ใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิ ซึ่งการทำ MOU ครั้งนี้ จะนำไปสู่การต่อยอดความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาข้าวระหว่าง 2 หน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปล่อยพันธุ์ปูทะเล 1.3 ล้านตัว หนุนฟื้นฟูทรัพยากรประมง คืนสู่ทะเลประจวบคีรีขันธ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691502

ปล่อยพันธุ์ปูทะเล 1.3 ล้านตัว หนุนฟื้นฟูทรัพยากรประมง คืนสู่ทะเลประจวบคีรีขันธ์

ปล่อยพันธุ์ปูทะเล 1.3 ล้านตัว หนุนฟื้นฟูทรัพยากรประมง คืนสู่ทะเลประจวบคีรีขันธ์

วันศุกร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 21.30 น.

กรมประมงจัดกิจกรรมปล่อยพันธุ์ปูทะเล จำนวนกว่า 1.3 ล้านตัว หนุนฟื้นฟูทรัพยากรประมง คืนสู่ทะเลประจวบคีรีขันธ์

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2565 ณ คลองเขาแดง ตำบลเขาแดง อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง จัดกิจกรรมปล่อยพันธุ์ปูทะเล จำนวน 1.3 ล้านตัว ภายใต้โครงการ “ฟื้นฟูทรัพยากรประมงบริเวณแหล่งก่อเกิดทรัพยากรสัตว์น้ำชายฝั่ง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์” หนุนอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรให้สอดคล้องกับการประกอบอาชีพของเกษตรกรชาวประมงเพื่อมุ่งสู่ความสมดุลและยั่งยืน โดยโอกาสนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้เกียรติเป็นประธานเปิดกิจกรรม

นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า การเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อสร้างแหล่งทรัพยากรประมงที่อุดมสมบูรณ์ ควบคู่กับการสนับสนุนให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการและใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมประมงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสัตว์น้ำที่มีความสำคัญและมีคุณค่าทางเศรษฐกิจ

“ปูทะเล” จัดเป็นสัตว์น้ำอีกชนิดหนึ่งที่ตลาดมีความต้องการสูง กรมประมงจึงได้เร่งเพิ่มปริมาณทรัพยากรปูทะเลในธรรมชาติให้มีความอุดมสมบูรณ์เพียงพอต่อความต้องการใช้ประโยชน์ในอนาคตอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ ปี 2562 และตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มผลผลิตปูทะเลให้ได้ปริมาณ 5,000 ตัน ในปี 2566 โดยจากข้อมูลเดิมปี พ.ศ.2561 มีผลผลิตปูทะเล เพียง 1,600 ตัน ปี พ.ศ.2562 มีผลผลิต 3,000 ตัน ปี พ.ศ.2563 มี 3,000 ตัน และในปี พ.ศ.2564 ผลผลิตปูทะเลในภาพรวมทั้งประเทศ มีปริมาณเพิ่มขึ้นกว่า 6,000 ตัน โดยเป็นผลผลิตปูทะเลจากการเพาะเลี้ยง จำนวน 3,400 ตัน และจากผลผลิตการจับจากธรรมชาติ 2,800 ตัน ซึ่งเกินเป้าหมายที่กรมประมงคาดการณ์ไว้

อย่างไรก็ตาม กรมประมงยังคงเดินหน้าเพิ่มผลผลิตปูทะเลอย่างต่อเนื่อง ด้วยการจัดทำโครงการ “ฟื้นฟูทรัพยากรประมงบริเวณแหล่งก่อเกิดทรัพยากรสัตว์น้ำชายฝั่ง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประจำปีงบประมาณ 2566” ขึ้น เพื่อเป็นการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรได้สอดคล้องกับการ ประกอบอาชีพของเกษตรกรชาวประมงเพื่อความสมดุลและยั่งยืน โดยเฉพาะในพื้นที่แหล่งก่อเกิดทรัพยากร  ซึ่งบริเวณป่าชายเลนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์นับเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมสำหรับการเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ วางไข่ และเลี้ยงตัวอ่อนของสัตว์น้ำชนิดต่างๆ รวมถึงปูทะเลได้เป็นอย่างดี โดยในการจัดกิจกรรมดังกล่าวนี้ กรมประมงได้จัดเตรียมพันธุ์ปูทะเลมากถึง 1.3 ล้านตัว โดยจะทำการปล่อยลงสู่บริเวณป่าชายเลน ในเขตตำบลเขาแดง อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นอกจากนี้ ภายในงานยังได้มีการจัดแสดงนิทรรศการด้านการประมง อาทิ ให้ความรู้เกี่ยวกับพันธุ์ปูทะเลเศรษฐกิจชนิดต่างๆ ชีววิทยาและวงจรชีวิต วิธีการเพาะเลี้ยงและอนุบาลปูทะเล และการขุนเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปูทะเล เป็นต้น รวมทั้งยังมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าประมงพื้นบ้านจาก Fisherman shop @Prachuapkhirikhan ด้วย

“เชื่อมั่นว่าการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรปูทะเลในธรรมชาติเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า และคืนความอุดมสมบูรณ์กลับมาในระยะยาวได้เป็นอย่างดี อีกทั้งช่วยรองรับความต้องการบริโภคให้กับนักท่องเที่ยว พร้อมเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรชาวประมงมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพที่ยั่งยืนต่อไป” รองอธิบดีกรมประมง กล่าว

– 006