กรมประมงฝังชิพปลาบึกปั้นสายพันธุ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691375

วันศุกร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 18.00 น.

นายประพันธ์ ลีปายะคุณ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ได้จัดทำข้อมูลรหัสประจำตัวปลาบึก โดยอิงหลักพันธุศาสตร์พร้อมติดเครื่องหมาย (ไมโครชิพ) 100 ตัว ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด จ.เชียงราย สำหรับเป็นฐานข้อมูลระบุพันธุกรรมป้องกันการผสมพันธุ์ในสายเลือดเดียวกัน พร้อมเดินหน้าสร้างปลาบึกสายพันธุ์คุณภาพ เพื่อคงความหลากหลายทางพันธุกรรม ตลอดจนวางแนวทางบริหารจัดการปลาบึก เพื่อการอนุรักษ์ที่เหมาะสมในแม่น้ำโขงและการเพาะขยายพันธุ์เพื่อความหลากหลายทางพันธุกรรม

ทั้งนี้ ได้ให้ความสำคัญกับการนำหลักพันธุศาสตร์มาวางแผนการผสมพันธุ์ทั้งในด้านจำนวนพ่อแม่พันธุ์ วิธีการผสม การนำปลารุ่นใหม่มาทดแทนพ่อแม่พันธุ์ปลาชุดเก่า ตลอดจนควบคุมกิจกรรมในโรงเพาะฟัก และควบคุมการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมให้เป็นไปในทิศทางที่ดี หลีกเลี่ยงการผสมเลือดชิด เพื่อคงความหลากหลายทางพันธุกรรมที่มีอยู่ไว้ให้มากที่สุด โดยในปี 2565 ได้วางแนวทางเบื้องต้นในการบริหารจัดการปลาบึกเพื่อการอนุรักษ์ในแม่น้ำโขงและการเพาะขยายพันธุ์เพื่อการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ ดังนี้ 1.วางแผนบริหารจัดการพันธุ์ปลาบึกให้เหมาะสมต่อการเพาะพันธุ์เพื่อการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์และปลาบึกที่เหมาะสมต่อการปล่อยในถิ่นกำเนิดแม่น้ำโขง

2.มอบหมายให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทุกจังหวัดรวบรวมข้อมูลความหลากหลายของปลาบึกที่อยู่ในจังหวัดและรายงานให้ทราบถึงแหล่งที่มาทางพันธุกรรมของพ่อแม่พันธุ์ปลาบึก และ 3.มอบหมายให้กองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำโครงการวิจัยปลาบึก ตลอดจนควบคุมการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม จัดทำข้อมูลรหัสประจำตัวปลาพร้อมฝังไมโครชิพ เพื่อบันทึกเป็นฐานข้อมูลเฉพาะเกี่ยวกับตัวปลา

ปศุสัตว์จับมืออุทยานฯ แก้ปัญหาฝูงลิงแสมที่เขาวัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691376

วันศุกร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ได้มอบนโยบายให้กรมปศุสัตว์ แก้ปัญหาประชากรลิงแสมเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วในหลายจังหวัด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโรคฝีดาษลิง และโรคอื่นๆ โดยเริ่มนำร่องที่พระนครคีรี

(เขาวัง) ร่วมกับทางกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และทุกภาคส่วน ก่อนสำรวจพื้นที่สำหรับจัดตั้งเป็นศูนย์ศึกษาลิงแสม อ.แก่งกระจาน เน้นแนวทางสวัสดิภาพคนและสวัสดิภาพสัตว์ ตามมาตรฐานสากล

นายอลงกรณ์กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ได้สอบถามปัญหากับผู้ประกอบการร้านค้า และชุมชนโดยรอบเขาวัง รวมทั้งเจ้าอาวาสวัดมหาสมณารามราชวรวิหาร (วัดเขาวัง) พบว่าลิงแสมอาศัยอยู่ได้เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว คาดว่ามีไม่น้อยกว่า 2,000-3,000 ตัว ลงมาหาอาหารและสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อยู่อาศัย รวมถึงสถานประกอบการ ส่งผลกระทบต่อการค้าการท่องเที่ยว แม้จะมีความพยายามทำหมันลิงแต่ไม่บรรลุเป้าหมาย ตรงข้ามกลับมีการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว

“คาดหวังว่าจะเป็นโครงการที่สามารถแก้ปัญหาลิงแสมอย่างยั่งยืน ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคที่ลิงเป็นพาหะสู่คนและช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนธุรกิจการค้าที่เขาวัง รวมทั้งฟื้นฟูให้กลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง เราจะดำเนินการหลากหลายวิธี โดยให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชนและมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ ตั้งแต่ขั้นต้นถึงขั้นสุดท้ายในการลดประชากรลิง และเคลื่อนย้ายลิงแสม ไปอยู่ในศูนย์ศึกษาลิงแสม หากสำเร็จ เพชรบุรีโมเดล จะเป็นต้นแบบของพื้นที่เขาหลวง เขาตะเครา เขาย้อย และจังหวัดอื่นๆ ต่อไป” นายอลงกรณ์ กล่าว

‘เฉลิมชัย’จี้ติดโครงการ บรรเทาอุทกภัยพื้นที่หาดใหญ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691377

‘เฉลิมชัย’จี้ติดโครงการ  บรรเทาอุทกภัยพื้นที่หาดใหญ่

‘เฉลิมชัย’จี้ติดโครงการ บรรเทาอุทกภัยพื้นที่หาดใหญ่

วันศุกร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ จ.สงขลา ที่สถานีสูบน้ำบางหยี โครงการบรรเทาอุทกภัยหาดใหญ่ (ระยะที่ 2) อ.บางกล่ำ จ.สงขลา ซึ่งโครงการดังกล่าว เป็นโครงการที่มีความสำคัญในการแก้ปัญหาอุทกภัยใน อ.หาดใหญ่ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่ง อ.หาดใหญ่ และพื้นที่ใกล้เคียง ต้องประสบกับปัญหาอุทกภัยบ่อยครั้ง สร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก นับตั้งแต่ปี 2531 มูลค่าความเสียหายประมาณ 4,000 ล้านบาท ปี 2543 มูลค่าความเสียหายประมาณ 14,000 ล้านบาทและในปี 2553 มูลค่าความเสียหายประมาณ 10,490 ล้านบาท เมื่อรวมมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเขตพื้นที่เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยใน จ.สงขลา คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมหลายหมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน จึงพิจารณาดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัย อ.หาดใหญ่ (ระยะที่ 2) ขึ้นเพื่อแก้ปัญหาอุทกภัย อ.หาดใหญ่ โดยการปรับปรุงคลองระบายน้ำ ร.1 ประกอบด้วย การขยายก้นคลองจากเดิม 24 ม. เป็น 70 ม.ลึก 7 ม. ความยาว 20.937 กม. ก่อสร้างประตูระบายน้ำหน้าควน 2 แบบบานโค้งขนาด 12.50×7.50 เมตร 3 ช่อง ก่อสร้างประตูระบายน้ำบางหยี 2 แบบบานตรงขนาด 6×6 เมตร 8 ช่อง และก่อสร้างสถานีสูบน้ำบางหยีพร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 15 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที 6 เครื่อง รวมอัตราการสูบน้ำสูงสุด 90 ลบ.ม.ต่อวินาทีทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำจากเดิมที่สามารถระบายน้ำได้ 465 ลบ.ม.ต่อวินาที เพิ่มเป็น 1,200 ลบ.ม.ต่อวินาที และเมื่อระบายน้ำร่วมกับคลองอู่ตะเภาในอัตรา 465 ลบ.ม.ต่อวินาที จะสามารถเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำได้สูงสุดรวมกันประมาณ 1,665 ลบ.ม.ต่อวินาที รวมทั้งยังเป็นแหล่งน้ำสำรองช่วงฤดูแล้งประมาณ 5.00 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับความก้าวหน้าของงานก่อสร้างปรับปรุงคลองระบายน้ำ ร.1 พร้อมอาคารประกอบ โครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ (ระยะที่ 2) มีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 99.32% เหลือแค่ในส่วนของงานราดยางถนนบนคันคลองที่อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อการระบายน้ำ ปัจจุบันคลองระบายน้ำ ร.1 มีศักยภาพในการระบายน้ำได้สูงสุด 1,200 ลบ.ม.ต่อวินาที ตามเป้าหมายที่วางไว้ จึงมั่นใจได้ว่าในช่วงฤดูฝนปี 2565 โครงการบรรเทาอุทกภัย อ.หาดใหญ่ (ระยะที่ 2) จะสามารถป้องกันและบรรเทาปัญหาอุทกภัยให้กับประชาชนใน อ.หาดใหญ่ และพื้นที่ใกล้เคียง ได้เป็นอย่างเต็มประสิทธิภาพ

ชลประทานติดตาม ความก้าวหน้างาน ปรับปรุงพนังกั้นน้ำ พื้นที่ลุ่มแม่น้ำโก-ลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691373

วันศุกร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน นายปกรณ์ สุตสุนทรผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาด้านอุทกวิทยา นายเฉลิมชัย ตรีนรินทร์ ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 17 นายสุพัฒน์ ศรีไพรวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชลประทาน รักษาการในตำแหน่ง ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโก-ลก จ.นราธิวาส และผู้เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการปรับปรุงพนังกั้นน้ำแม่น้ำโก-ลก

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ดำเนินโครงการปรับปรุงพนังกั้นน้ำแม่น้ำโก-ลก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในแม่น้ำดังกล่าวตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา แบ่งเป็น 3 จุดได้แก่ 1.ปรับปรุงเสริมพนังกั้นน้ำแม่น้ำโก-ลกฝั่งซ้าย กม.1+290 ถึง กม.1+480 ความยาว 190 เมตร 2.ก่อสร้างพนังกั้นน้ำแม่น้ำโก-ลกฝั่งซ้าย กม.1+480 ถึง กม.1+600 ความยาว120 เมตร และ 3.ปรับปรุงเสริมคันกั้นน้ำแม่น้ำโก-ลก ฝั่งซ้าย กม.1+600 ถึงกม.2+135 ความยาว 535 เมตร ปัจจุบันดำเนินการแล้วเสร็จกว่าร้อยละ 80 ของแผนฯ หากแล้วเสร็จทั้งโครงการจะสามารถป้องกันน้ำท่วมชุมชนตลาดมูโนะ ในฤดูน้ำหลากได้ถึง 650 ครัวเรือน

สำหรับสถานการณ์น้ำ 3 ลุ่มน้ำหลักในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ สำนักงานชลประทานที่ 17และโครงการชลประทานในพื้นที่ ได้เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฝนตกหนัก ด้วยการกำหนดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์ กำหนดพื้นที่เสี่ยง รวม 23 แห่ง กำหนดเครื่องมือเครื่องจักรเข้าแก้ไขสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือ รวมทั้งตรวจสอบอาคารชลประทานให้พร้อมใช้งานได้เต็มศักยภาพ และปฏิบัติตามมาตรการรับมือฤดูฝนปี 2565 ที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) กำหนด

สกู๊ปพิเศษ : กรมวิชาการเกษตรเตือนนักเดินทางงดซื้อผลไม้สดกลับเป็นของฝาก ย้ำผิดกฎหมายนำเข้าประเทศต้องสกัดโรคพืชและแมลง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691379

สกู๊ปพิเศษ : กรมวิชาการเกษตรเตือนนักเดินทางงดซื้อผลไม้สดกลับเป็นของฝาก ย้ำผิดกฎหมายนำเข้าประเทศต้องสกัดโรคพืชและแมลง

สกู๊ปพิเศษ : กรมวิชาการเกษตรเตือนนักเดินทางงดซื้อผลไม้สดกลับเป็นของฝาก ย้ำผิดกฎหมายนำเข้าประเทศต้องสกัดโรคพืชและแมลง

วันศุกร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้เป็นฤดูกาลท่องเที่ยว พบว่า ประชาชนที่เดินทางกลับจากต่างประเทศโดยเฉพาะเกาหลี ญี่ปุ่น นิยมซื้อสินค้าผลไม้สด (พลับ องุ่น) เข้าประเทศ เป็นจำนวนมากกรมวิชาการเกษตรจึงขอประชาสัมพันธ์ไปยังนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศให้ทราบว่า การนำเข้าผลไม้สดเข้ามาในราชอาณาจักรไทย โดยไม่สำแดงใบรับรองสุขอนามัยพืชผ่านเข้าประเทศไทยในทุกช่องทางเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ.2507 และแก้ไขเพิ่มเติมดังนั้นขอแจ้งเตือนให้ประชาชนระวังในการกระทำดังกล่าวที่อาจเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และไม่มีเจตนากระทำผิด ซึ่งหากตรวจพบเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามกฎหมายซึ่งมีโทษทั้งจำและปรับรวมถึงยึดสินค้าเพื่อนำไปทำลายตามกฎหมายกักพืช ทั้งนี้จะประสานกับทางการท่าอากาศยานให้ประชาสัมพันธ์เรื่องนี้ให้เข้มข้นมากขึ้นเพื่อให้ประชาชนรับทราบทั่วกัน

“ขณะนี้เป็นฤดูท่องเที่ยว พบว่า ประชาชนที่เดินทางกลับจากต่างประเทศโดยเฉพาะเกาหลี ญี่ปุ่น นิยมซื้อสินค้าผลไม้สด (พลับ องุ่น) เข้าประเทศ เป็นจำนวนมาก โดยไม่มีใบรับรองสุขอนามัยพืชจากประเทศต้นทาง และไม่มีใบอนุญาตนำเข้า ซึ่งปัจจุบันด่านตรวจพืชท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้ตรวจยึดจากนักท่องเที่ยวที่อาคารผู้โดยสารได้ต่อเนื่อง  โดยเจ้าหน้าที่ได้ตักเตือนและปล่อยตัว แต่ต้องยึดสิ่งของไว้ จากการสอบถามพบว่าซื้อตามคำแนะนำของไกด์นำเที่ยว จึงฝากประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนระมัดระวังไม่กระทำการดังกล่าวเพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเงินกับสินค้ากลุ่มนี้เนื่องจากการนำเข้าจะต้องมีการแจ้งนำเข้าเพื่อออกหนังสืออนุญาตตามกฎหมายตามพระราชบัญญัติกักพืชเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคพืชและแมลงในประเทศ กรณีฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม จะมีความผิดจําคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกิน สองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ”อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว

ทั้งนี้ นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของด่านตรวจพืชท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ โดยมี นางสาวทิพวรรณ เกิดศิริ หัวหน้าด่านฯ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ด่านฯ ต้อนรับ พร้อมติดตามการดำเนินงานการนำเข้าสินค้าผลไม้สดผ่านช่องทางอาคารผู้โดยสาร จากการปฏิบัติงานบูรณาการร่วมกับศุลกากร ที่ผ่านมา พบว่ามีผู้โดยสารที่เดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ผ่านทางบริษัทนำเที่ยว ได้นำสินค้าผลไม้สด (พลับ องุ่น) เข้าประเทศ เป็นจำนวนมาก โดยไม่มีใบรับรองสุขอนามัยพืชจากประเทศต้นทาง และไม่มีใบอนุญาตนำเข้าสิ่งต้องห้าม ซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมาย พระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ.2507 และ แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 8 (2) มาตรา 10การนำเข้าผลไม้สดที่จัดเป็นสิ่งต้องห้ามต้องมีใบรับรองสุขอนามัยพืชจากประเทศต้นทาง ต้องขอใบอนุญาตนำเข้าสิ่งต้องห้ามเพื่อการค้าและต้องแจ้งนำเข้ากับด่านตรวจพืช เพื่อออกหนังสืออนุญาตฯให้นำสินค้าออกจากด่านตรวจพืช

ครั้งแรกของประเทศ! เกษตรฯคิกออฟงาน’ประเพณีแรกนาเกลือ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691414

ครั้งแรกของประเทศ! เกษตรฯคิกออฟงาน'ประเพณีแรกนาเกลือ'

ครั้งแรกของประเทศ! เกษตรฯคิกออฟงาน’ประเพณีแรกนาเกลือ’

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 19.44 น.

เกษตรฯคิกออฟงาน”ประเพณีแรกนาเกลือ”ครั้งแรกของประเทศ ส่งเสริมวัฒนธรรมซอฟท์เพาเวอร์ผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่ ภายใต้แผนพัฒนาเกลือทะเลไทย

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานอนุรักษ์และสืบสาน “ประเพณีแรกนาเกลือ” เต็มรูปแบบภูมิปัญญาด้านเกลือทะเล ครั้งแรกของประเทศในวันนี้ที่ตำบลโคกขาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร

ทั้งนี้ นายอลงกรณ์ กล่าวว่า การจัดงานอนุรักษ์และสืบสาน “ประเพณีแรกนาเกลือ” ครั้งนี้ ถือเป็นการจัดงานครั้งแรกแบบเต็มรูปแบบภูมิปัญญาและวัฒนธรรมการทำนาเกลือทะเล ซึ่งจะเป็นต้นแบบให้กับจังหวัดอื่นๆ ที่มีการประกอบอาชีพทำนาเกลือทะเล ได้แก่ เพชรบุรี สมุทรสงคราม ฉะเชิงเทรา ชลบุรี จันทบุรี และปัตตานี ได้นำไปประยุกต์ในการจัดงานในปีต่อๆ ไป ถือเป็นการรื้อฟื้นประเพณีโบราณของนาเกลือเพื่อความเป็นสิริมงคลฤกษ์งามยามดีสู่ผลผลิตที่สมบูรณ์ต่อยอดด้วยมาตรฐานและคุณภาพใหม่ (มาตรฐานสินค้าเกษตร (มกษ.) และการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์หลากหลายสร้าง Story สร้างแบรนด์ด้วยการตลาดยุคดิจิทัลและแนวทางซอฟท์เพาเวอร์ (Soft power) ซึ่งก่อนหน้านี้ได้จัดงานสืบสานประเพณี”ทำขวัญเกลือ”เป็นครั้งแรกที่อำเภอบ้านแหลมจังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2565ที่ผ่านมา

โดยภายในงานมีการจัดนิทรรศการของหน่วยงานภาคีเพื่อเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเกลือทะเลเพื่อการเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ในด้านต่างๆ เช่น ทิศทางในการพัฒนาเกลือทะเลไทย ปี 2566 – 2570 จากสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย กรมส่งเสริมการเกษตร การพัฒนาเกลือทะเลให้มีคุณภาพและมาตรฐาน (GAP เกลือทะเล) จากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ การแสดงเทคโนโลยีการพัฒนาต้นแบบรถลำเลียงเกลือแบบตัวตักด้านหน้ากึ่งอัตโนมัติ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี และการเชื่อมโยงการทำนาเกลือกับกิจกรรมอื่นๆ เช่น แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร การสร้างรายได้เสริมนอกฤดูกาลการทำนาเกลือ อาทิ การเลี้ยงสัตว์น้ำประมงชายฝั่ง การเพาะเลี้ยงและการแปรรูปสาหร่ายพวงองุ่น และการแปรรูปเกลือทะเลเพื่อเพิ่มมูลค่า รวมทั้งการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเกลือทะเล เช่น อาหารทะเลแปรรูป แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และร้านอาหารและที่พักที่อยู่ในการท่องเที่ยวเส้นทางเกลือ ภายใต้แนวคิด “Salt Sand Seafood”

“เกลือทะเลนั้นมีประวัติศาสตร์ยาวนานคู่กับประวัติศาสตร์ไทย ส่วนประวัติศาสตร์เกลือโลกนั้นในยุโรปยุคกรีก-โรมันเรียกเกลือว่า สสารแห่งพระเจ้า เป็นยุทธปัจจัยและสารอาหารที่สำคัญมาก สำหรับประเทศไทยมีการทำนาเกลือมากว่า 800 ปี การฟื้นฟูให้ความสำคัญกับพิธีแรกนาเกลือ และพิธีทำขวัญเกลือจึงเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเกลือทะเลไทยเพื่อสร้างขวัญกำลังใจและสร้างแบรนด์เกลือทะเลไทย” นายอลงกรณ์ กล่าว

สำหรับ “ประเพณีแรกนาเกลือ” พิธีกรรมการเริ่มทำนาเกลือในฤดูกาลใหม่ ที่จัดขึ้นก่อนเริ่มทำนาเกลือในแต่ละปี คือประมาณเดือนพฤศจิกายนหรือช่วงหลังออกพรรษา โดยถือฤกษ์ยามอันดีคือตรงกับวันพฤหัสบดีและวันธงชัย ในเวลาเช้าของวัน ตั้งแต่ 07.00 เป็นต้นไป ผู้ทำพิธีจะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก โดยชาวนาเกลือมีความเชื่อว่าเป็นพิธีกรรมที่เกิดขึ้นจากความเชื่อในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลในการทำนาเกลือ ทำให้การทำนาเกลือมีความราบรื่น ไม่มีอุปสรรค และได้ผลผลิตเกลือเป็นจำนวนมาก เพื่อให้การทำนาเกลือได้ผลผลิตตามที่ต้องการ และประสบผลสำเร็จในการทำนาเกลือ จึงมีพิธีเซ่นไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยของมงคล อาทิ ขนมต้มแดงต้มขาว ขนมขี้หนู ไข่ต้ม หัวหมู เป็ดพะโล้ และผลไม้มงคล 9 อย่าง เป็นต้น

การจัดงานเริ่มจากพิธีสงฆ์ โดยพระสงฆ์ จำนวน 9 รูป เจริญพระพุทธมนต์ รับประเคนภัตตาหารเช้า และให้พรเพื่อความเป็นสิริมงคล แล้วจึงเริ่มประกอบพิธีแรกนาเกลือ โดยพราหมณ์หรือเจ้าพิธีทำพิธีบวงสรวงเชิญเทพยดา ถวายเครื่องสักการะเป็นเครื่องบูชาในการประกอบพิธีแรกนาเกลือ ประธานในพิธีและแขกผู้มีเกียรติจุดธูปเทียนสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์นำกระทงบรรจุขนมมงคลไปวางอยู่บริเวณหูนา นำพลั่วขุดดินขานานำน้ำแก่เข้านาเพื่อเริ่มการทำนาเกลือทะเล โดยประธานประพรมน้ำพระพุทธมนต์ พร้อมลั่นฆ้องเพื่อเป็นสัญญาณการเริ่มต้นการแรกนาเกลือ บริเวณนาเกลือเพื่อเป็นสิริมงคล เป็นอันเสร็จพิธี

– 006

กยท.งัดมาตรการ กองทุนพัฒนายาง เยียวยาเกษตรกร ประสบภัยน้ำท่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691156

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวถึงสถานการณ์ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน รวมถึงเกษตรกรชาวสวนยางที่สวนยางได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมขังหนัก กยท.จึงมีมาตรการช่วยเหลือกรณีสวนยางประสบอุทกภัยผ่านกองทุนพัฒนายางพารา โดยมีหลักเกณฑ์คือต้องเป็นสวนยางที่ถูกน้ำท่วมได้รับความเสียหายจนเสียสภาพสวน หรือได้รับความเสียหายไม่น้อยกว่า 20 ต้นในแปลงเดียวกัน เกษตรกรจะได้รับเงินช่วยเหลือ รายละ 3,000 บาท

อย่างไรก็ดี กรณีสวนปลูกแทนที่ประสบอุทกภัย ซึ่งหากพบว่าเสียสภาพสวน จะให้ระงับการปลูกแทน โดยไม่เรียกเงินคืนในส่วนที่เสียหาย จากนั้นจึงอนุมัติให้การปลูกแทนใหม่ แต่ต้องไม่เกินเนื้อที่ที่ระงับการปลูกแทน กรณีไม่เสียสภาพสวน ต้นยาง หรือไม้ยืนต้นชนิดอื่น(พืชหลัก) อายุไม่เกิน 2 ปีครึ่ง ได้รับความเสียหายหนัก ไม่สามารถค้ำยันได้ ต้องปลูกซ่อมเท่านั้น โดย กยท.จะช่วยเหลือเป็นเงินค่าปลูกซ่อมครั้งเดียว อัตราต้นละ 45 บาท ส่วนต้นยางหรือไม้ยืนต้นชนิดอื่นที่เสียหายเอนล้ม แต่สามารถตัดแต่งและค้ำยันได้ กยท.จะช่วยเหลือค่าค้ำยัน โดยต้นยางที่มีอายุตั้งแต่ 2 ปีครึ่งขึ้นไป แต่ไม่เกิน 3 ปี อัตราต้นละ 35 บาท และต้นยางอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป อัตราต้นละ 110 บาท นอกจากนี้ได้กำชับให้ กยท.ในพื้นที่ ประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้ความรู้เกษตรกรในการดูแลสวนยางหลังจากถูกน้ำท่วมอย่างถูกวิธี

ปศุสัตว์แจงก.ม.วัตถุดิบ ทดแทนสำหรับสัตว์เลี้ยง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691157

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานเปิดงานประชุมวิชาการ “PIA Technical Forum 2022” ของสมาคมผู้ประกอบกิจการอาหารสัตว์เลี้ยง (PIA) ในโอกาสครบรอบการจัดตั้งสมาคมฯครบรอบ 20 ปี ที่โรงแรมเรดิสันบลู พลาซ่า กทม.

ทั้งนี้ สำหรับการประชุมวิชาการดังกล่าวได้มีการบรรยายข้อมูลด้านโภชนาการอาหารสัตว์เลี้ยง จากในประเทศและต่างประเทศ ด้านนวัตกรรมการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นผู้นำตลาดโลกด้านการผลิตและส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกของสมาคมฯ เจ้าหน้าที่ภาครัฐ และผู้สนใจด้านอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วไป อีกทั้งยังมีการจัดกิจกรรมแสดงสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงจากผู้ประกอบการต่างๆ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่สนใจนำไปต่อยอดธุรกิจ และทำให้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยเติบโต แข็งแกร่ง และเป็นที่รู้จักในวงการอาหารสัตว์เลี้ยงในตลาดโลก นอกจากนี้กรมปศุสัตว์ ได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ โอกาสแนวทางและความเป็นไปได้ในการส่งเสริมจากกรมปศุสัตว์ ด้านข้อกำหนดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้วัตถุดิบทดแทน สำหรับอาหารสัตว์เลี้ยง (โปรตีนจากแมลง) โดยเจ้าหน้าที่จากกลุ่มมาตรฐานอาหารสัตว์ กองควบคุมและยาสัตว์ กรมปศุสัตว์

ฟรุ้ทบอร์ดไฟเขียวแผนงาน บริหารจัดการผลไม้ส่งขายตลาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691159

ฟรุ้ทบอร์ดไฟเขียวแผนงาน  บริหารจัดการผลไม้ส่งขายตลาด

ฟรุ้ทบอร์ดไฟเขียวแผนงาน บริหารจัดการผลไม้ส่งขายตลาด

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์มอบหมายให้ นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ เป็นประธานประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (ฟรุ้ทบอร์ด) โดยที่ประชุมเห็นชอบ “โครงการพัฒนาลำไยอย่างยั่งยืน” เพื่อปรับโครงสร้างการผลิตลำไยในฤดูและนอกฤดู เป็นสัดส่วนร้อยละ 60 : 40 ภายในปี 2567 ตามความต้องการของตลาด สอดคล้องกับแผนพัฒนาผลไม้ไทย ปี 2565 – 2570 และรายงานการศึกษาวิเคราะห์เสถียรภาพกลุ่มสินค้าลำไย โดยบูรณาการการทำงานเชิงรุกกับทุกภาคส่วนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ประสานกระทรวงพาณิชย์ จัดหาตลาดล่วงหน้า เพื่อรองรับผลผลิตนอกฤดู ตามเป้าหมายของโครงการและมอบธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เสนอหลักการและคุณสมบัติเกษตรกร ที่เข้าร่วมโครงการ และอัตราดอกเบี้ยในการเข้าร่วมโครงการ

ที่ประชุมยังได้รับทราบผลการบริหารจัดการผลไม้ ประจำฤดูกาลผลิตที่ 2/2565 (กรกฎาคม–ตุลาคม) โดยสถานการณ์ลำไย ภาคเหนือ สามารถดำเนินการได้ตามแผนบริหารจัดการ มีผลผลิตรวมทั้งสิ้น 742,563 ตัน แบ่งเป็นกระจายผลผลิตภายในประเทศ 138,677 ตัน หรือร้อยละ 18.68 ผ่านวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตรModern Trade ตลาดออนไลน์ และตลาดผลไม้ภายในจังหวัด เป็นต้น

สถานการณ์ทุเรียน ภาคใต้ มีปริมาณผลผลิตรวม 328,818 ตัน แบ่งเป็น กระจายภายในประเทศ 116,868 ตัน หรือร้อยละ 35.54 การแปรรูป ทั้งแช่แข็ง อบแห้ง ฟรีซดราย กวน และอื่นๆ 18,191 ตัน หรือร้อยละ 5.53 และส่งออก 193,760 ตัน หรือร้อยละ 58.93 สถานการณ์มังคุด ภาคใต้ มีปริมาณผลผลิตรวม 19,536 ตัน แบ่งเป็น กระจายภายในประเทศ 15,416 ตัน หรือร้อยละ 78.91 การแปรรูป ทั้งอบแห้ง ฟรีซดราย กวน และอื่นๆ เช่น ไอศกรีม และน้ำมังคุด 78 ตันหรือร้อยละ 0.40 และการส่งออก (ผลสด)4,042 ตัน หรือร้อยละ 20.69 สถานการณ์เงาะ ภาคใต้ มีปริมาณผลผลิตรวม 25,956 ตัน และสถานการณ์ลองกอง ภาคใต้ มีปริมาณผลผลิตรวม 2,007 ตัน ซึ่งมีบริหารจัดการโดยการกระจายภายในประเทศทั้งหมด ผ่านล้งภายในประเทศ วิสาหกิจชุมชน Modern Trade ตลาดออนไลน์ และจำหน่ายถึงผู้บริโภคโดยตรง เป็นต้น

สำหรับความก้าวหน้าโครงการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนลำไย ปี 2564/2565 ฝ่ายเลขานุการ ได้เสนอโครงการดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเสนอแนวทางให้มีขนาดพื้นที่ปลูกรายละไม่เกิน 25 ไร่ ในอัตรา 2,000 บาทต่อไร่ กรอบวงเงิน 3,821.54 ล้านบาทรอบรรจุเข้าวาระการประชุม ครม.เพื่อพิจารณา

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบแนวทางการเปลี่ยนรหัสรับรอง GAP รูปแบบใหม่สำหรับผลไม้ส่งออกซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 ทั้งนี้ ฉลากติดภาชนะบรรจุผลไม้ 13 ชนิดส่งออกไปจีน จะต้องระบุรหัสรับรอง GAP รูปแบบใหม่ โดยผลไม้ 13 ชนิดส่งออกไปจีน ได้แก่ ทุเรียน ลำไย ลิ้นจี่ มังคุด มะม่วง ชมพู่ขนุน กล้วย สับปะรด มะพร้าว มะขาม เงาะ และส้มโอ

กรมสหกรณ์เร่งสานอาชีพเลี้ยงโคนม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691158

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการที่ได้ทำข้อตกลงร่วมกับสถาบันการศึกษา เพื่อขยายความร่วมมือสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับบุตรหลานสมาชิกสหกรณ์ ปี 2566 โดยจัดสรรดอกผลจากเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) มาสนับสนุนเป็นทุนการศึกษาต่อระดับปริญญาตรี สาขาสัตวแพทยศาสตร์ และสาขาสัตวศาสตร์ ให้บุตรหลานสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม 145 ทุน กำหนดระยะเวลาของโครงการ 3 ปี ตั้งแต่ปีการศึกษา 2566–2568 แบ่งเป็น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 30 ทุน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน 30 ทุน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 15 ทุนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย 18 ทุน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ 49 ทุน และมหาวิทยาลัยขอนแก่น 3 ทุน เป็นทุนการศึกษารวม 30 ล้านบาท

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2565 กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการศึกษาต่อระดับปริญญาตรีของบุตรหลานสมาชิกสหกรณ์ โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธี ที่สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ และวันที่ 18 ตุลาคม 2565 ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการศึกษาต่อระดับปริญญาตรีของบุตรหลานสมาชิกสหกรณ์ โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธี

สำหรับโครงการดังกล่าว เป็นโครงการที่ต่อยอดจากปี 2560 โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วมกับสถานศึกษาต่างๆ ดำเนินโครงการความร่วมมือทางการศึกษาเพื่อสานต่ออาชีพการเลี้ยงโคนม เปิดโอกาสบุตรหลานสมาชิกสหกรณ์โคนม และสหกรณ์การเกษตรที่มีสมาชิกเลี้ยงโคนม เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีสาขาที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำความรู้เชิงวิชาการและเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ กลับไปต่อยอดอาชีพเลี้ยงโคนมและพัฒนาฟาร์มโคนมของครอบครัวและฟาร์มโคนมในพื้นที่ เพื่อจะได้ช่วยพัฒนาอาชีพการเลี้ยงโคนม