เช็กความพร้อมสอบเทียบ อัครนันท์ ส่ง ครูจวง ลุย Surprise Visit

เช็กความพร้อมสอบเทียบ อัครนันท์ ส่ง ครูจวง ลุย Surprise Visit

เช็กความพร้อมสอบเทียบ อัครนันท์ ส่ง ครูจวง ลุย Surprise Visit

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.28 น.

“อัครนันท์ รมช.ศธ” มอบหมายครูจวง ลุย Surprise Visit “สอบเทียบต้องโปร่งใส มาตรฐานเดียวทั่วไทย”  ที่ สกร. ผนึกกำลังทีม รมช.ศธ. 

วันที่ 25 เมษายน 2569 คณะทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำโดย คุณปารมี ไวจงเจริญ ได้รับมอบหมายจาก นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ ให้ผนึกกำลังร่วมกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) โดยมี ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมด้วย นายโยฑิน สมโนนนท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงาน “การสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน” ณ สนามสอบโรงเรียนศรีบุณยานนท์ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ในรูปแบบ Surprise Visit เพื่อสะท้อนสภาพการดำเนินงานจริงในพื้นที่อย่างตรงไปตรงมา

ครูจวง

การลงพื้นที่ครั้งนี้มุ่งเน้นการกำกับคุณภาพการจัดสอบให้เป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และยึดมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ สอดคล้องกับแนวทางการยกระดับระบบการประเมินผลของ สกร. ที่ให้ความสำคัญกับ “ความเชื่อมั่นของผู้เรียน” ควบคู่กับ “คุณภาพของระบบ” โดยคณะผู้บริหารได้ตรวจเยี่ยมกระบวนการจัดสอบ พบปะให้กำลังใจผู้เข้าสอบ พร้อมสร้างความมั่นใจว่าทุกความพยายามของผู้เรียนจะได้รับการประเมินอย่างเที่ยงตรงและยุติธรรม

นอกจากนี้ ได้รับมอบหมายจาก นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะลงพื้นที่ ยังได้พูดคุยรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ปกครองที่มาส่งนักศึกษาเข้าสอบ โดยผู้ปกครองรายหนึ่งสะท้อนว่า การสอบเทียบฯ ของ สกร. เป็นโอกาสสำคัญสำหรับบุตรหลานที่เรียนในรูปแบบโฮมสคูลและมีความสามารถพิเศษ ช่วยเปิดทางให้สามารถพิสูจน์ศักยภาพได้อย่างเหมาะสม พร้อมเสนอให้ภาครัฐขยายการสนับสนุนกลุ่มผู้เรียนลักษณะนี้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นในอนาคต

ครูจวง

ครูจวง เผยว่า ในมิติของการพัฒนาระบบการเรียนรู้ การสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ถือเป็นกลไกสำคัญภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ที่สะท้อนแนวคิด “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” อย่างเป็นรูปธรรม โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่มีอยู่ มาพิสูจน์ผลลัพธ์การเรียนรู้ได้โดยไม่ยึดติดกับเวลาเรียนในระบบเดิม เปลี่ยนจาก “เรียนตามเวลา” เป็น “วัดจากศักยภาพจริง”

ทั้งนี้ การสอบเทียบฯ ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในรูปแบบ Fast Track ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ของตนเองได้อย่างยืดหยุ่น ลดข้อจำกัดเดิม และต่อยอดสู่การศึกษาระดับที่สูงขึ้นหรือสายอาชีพได้เร็วขึ้น ตอกย้ำบทบาทของ สกร. ในการเป็น “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา และตอบโจทย์ความแตกต่างของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21

ครูจวง

สำหรับการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ 1 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีผู้เข้าสอบทั่วประเทศจำนวน 267 คน โดยในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี มีผู้เข้าสอบรวม 20 คน แบ่งเป็นระดับประถมศึกษา 2 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 2 คน และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 16 คน

การลงพื้นที่แบบ Surprise Visit ในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการติดตามตรวจสอบ แต่ยังเป็นการยืนยันว่า ความตั้งใจของ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ ที่มีความตั้งใจที่อยากจะเข้าไปดูกระบวนการ การทำงานขององค์กร หน่วยงานความรับผิดชอบ มีอะไรที่ต้องปรับแก้ไขเพื่อให้การศึกษาได้มีประสิทธิภาพเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งตรงกันกับแนวทางของ “สกร. ให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และความเท่าเทียม” พร้อมรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้เรียนและผู้ปกครองอย่างรอบด้าน เพื่อให้ทุกสนามสอบคือโอกาสที่แท้จริงของผู้เรียน และทุกความสำเร็จคือผลลัพธ์ของระบบการเรียนรู้ที่เชื่อถือได้อย่างแท้จริง

ครูจวง
ครูจวง
ครูจวง
ครูจวง
ครูจวง
ครูจวง

แก้โจทย์วิกฤตปุ๋ยแพง อว. ผนึก ก.เกษตร ชูโซลูชัน ปุ๋ยสั่งตัดอัจฉริยะ ผสาน AI แม่นยำรายแปลง

แก้โจทย์วิกฤตปุ๋ยแพง อว. ผนึก ก.เกษตร ชูโซลูชัน ปุ๋ยสั่งตัดอัจฉริยะ ผสาน AI แม่นยำรายแปลง

แก้โจทย์วิกฤตปุ๋ยแพง อว. ผนึก ก.เกษตร ชูโซลูชัน ปุ๋ยสั่งตัดอัจฉริยะ ผสาน AI แม่นยำรายแปลง

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.16 น.

วันที่ 25 เม.ย. 2569 ที่ จ.อุดรธานี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดตัวโครงการ “ปุ๋ยสั่งตัดเพื่อ(เกษตรกร) ไทย” เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยเคมีพุ่งสูงขึ้นและปัญหาดินเสื่อมโทรม โดยมีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน  นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สส.อุดรธานี บุคลากรและเกษตรกรเข้าร่วมงาน ณ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. อุดรธานี จำกัด

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวง อว. ตระหนักดีว่า “หัวใจสำคัญ” ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยคือพี่น้องเกษตรกร แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความผันผวนของราคาปัจจัยผลิตในตลาดโลก โดยเฉพาะปุ๋ยเคมีที่เป็นต้นทุนหลัก รัฐบาลจึงมีนโยบายเร่งด่วนในการนำ “วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม” มาช่วยลดภาระและเพิ่มรายได้ให้พี่น้องเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม

ปุ๋ยแพง

โครงการปุ๋ยสั่งตัดในวันนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การผลิตปุ๋ยเพียงอย่างเดียว แต่คือการนำองค์ความรู้มาผสมผสานกับเทคโนโลยีที่เหมาะสม โดยเปลี่ยนจากการใช้ปุ๋ยแบบเหมาจ่าย มาเป็นการใช้ปุ๋ยที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อสภาพดินในพื้นที่นั้นๆ จริงๆ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้น่าทึ่งมาก เพราะสามารถช่วยลดต้นทุนลงได้ถึงร้อยละ 40-60 และยังช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินกลับมามีชีวิตและอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง โดยจะใช้กลไกของสหกรณ์การเกษตรเป็นรากฐานที่เข้มแข็งของชุมชนในการติดตั้งเครื่องผลิตปุ๋ยและแพลตฟอร์มอัจฉริยะ เพื่อขยายผลไปสู่ระดับประเทศ มุ่งสร้าง “ความมั่นคงทางอาหาร” และ “ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ” ให้กับประเทศไทยอย่างยั่งยืน

โครงการนี้ได้เริ่มต้นนำร่องที่สหกรณ์ในจังหวัดอุดรธานีเป็นแห่งแรก และตั้งเป้าขยายไปยังสหกรณ์ต้นแบบ เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพก่อนขยายผลทั่วประเทศ ซึ่งหัวใจสำคัญคือการทำให้เกษตรกรเข้าถึง “แม่ปุ๋ย” ที่เหมาะสมกับดินและพืชของตนเอง ผ่านเครื่องมือที่จับต้องได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันจากกระทรวงเกษตรฯ หรือชุดตรวจสอบดินจาก อว.

ปุ๋ยแพง

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอนวัตกรรม “ปุ๋ยอินทรีย์เคมี” ที่เป็นการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ตอซังข้าว มาแปรรูปและผสมกับแม่ปุ๋ยเคมี ซึ่งนอกจากจะรักษาประสิทธิภาพของผลผลิตแล้ว ยังช่วยฟื้นฟูสภาพดินในระยะยาว ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญคือการบูรณาการการทำงานข้ามกระทรวง ทั้งกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงแรงงาน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อร่วมกันยกระดับทักษะและสร้างอาชีพเสริมให้กับเกษตรกรในยามวิกฤต เป็นการสร้างรอยยิ้มและความมั่นคงที่ยั่งยืนให้กับพี่น้องเกษตรกรและแรงงานไทยทุกคน

ด้านนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญวิกฤตราคาปุ๋ยเคมีพุ่งสูงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งประเทศไทยต้องนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศสูงถึงกว่าร้อยละ 40 โดยการส่งเสริม “ปุ๋ยอินทรีย์เคมีสั่งตัด” ซึ่งผสมผสานระหว่างปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน จึงเป็นทางออกสำคัญในการลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว และช่วยแก้ปัญหาดินเสื่อมโทรมจากการใช้สารเคมีต่อเนื่องยาวนาน ด้วยการเติมอินทรียวัตถุกลับคืนสู่ดินอย่างน้อยร้อยละ 10 

ปุ๋ยแพง

สำหรับโครงการ “ปุ๋ยสั่งตัดเพื่อ (เกษตรกร) ไทย” ถือเป็นโมเดลต้นแบบในการแก้ปัญหาปากท้องอย่างตรงจุด โดยในระยะแรกมีแผนดำเนินงาน 6 เดือน สิ้นสุดเดือนกันยายน 2569 มุ่งเน้นการติดตั้งชุดเครื่องผสมปุ๋ยและแพลตฟอร์มอัจฉริยะให้แก่สหกรณ์การเกษตรนำร่องเพื่อให้เกษตรกรได้ใช้ปุ๋ยที่ “ถูกดิน ถูกพืช และถูกราคา” พร้อมทั้งประเมินผลสัมฤทธิ์เพื่อพิจารณาขยายผลการติดตั้งและถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังจังหวัดอื่นๆ ต่อไปทั่วประเทศให้ครอบคลุมกลุ่มเกษตรกรในวงกว้าง โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการยกระดับการเกษตรไทยสู่ “เกษตรแม่นยำ” (Precision Agriculture) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยเพิ่มรายได้สุทธิจากการลดรายจ่ายและสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งกิจกรรม Kick off ในวันนี้ได้มีการสาธิตเครื่องผสมปุ๋ยและมอบปุ๋ยให้แก่ตัวแทนเกษตรกรเพื่อแสดงถึงความพร้อมในการขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่มือเกษตรกรไทยอย่างเป็นรูปธรรมก่อนจะกระจายความสำเร็จไปสู่พื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศต่อไป

ปุ๋ยแพง
ปุ๋ยแพง
ปุ๋ยแพง
ปุ๋ยแพง
ปุ๋ยแพง
ปุ๋ยแพง
ปุ๋ยแพง

อภิสิทธิ์ หนุน ตั้งคณะพูดคุยสันติสุข พร้อมแนะ 2 ข้อ ต้องสะสาง

อภิสิทธิ์ หนุน ตั้งคณะพูดคุยสันติสุข พร้อมแนะ 2 ข้อ ต้องสะสาง

อภิสิทธิ์ หนุน ตั้งคณะพูดคุยสันติสุข พร้อมแนะ 2 ข้อ ต้องสะสาง

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.09 น.

อภิสิทธิ์ มอง ตั้งคณะพูดคุยสันติสุข จชต. เป็นเรื่องดี หลัง อภิปรายติงในสภาฯ ชี้ ข้อควรระวังเหตุที่ผ่านมามักถูกหวาดระแวงกลายเป็นวงหาข่าว บอกโจทย์สำคัญ คือการกระจายอำนาจ รักษาอัตลักษณ์ที่แตกต่าง แต่ต้องกลมกลืน แนะ 2 ข้อ ต้องสะสาง หาตัวบงการลอบยิงสส.- ไม่ใช้ปฏิบัติการไอโอสร้างความเกลียดชัง

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความเหมาะสมในการแต่งตั้งนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ ว่า ดีใจว่าอย่างน้อยรัฐบาลเดินหน้าในเรื่องนี้ เพราะได้ท้วงติงไปในช่วงแถลงนโยบาย เพราะไม่ได้ระบุถึงประเด็นการพูดคุย และได้มีการระบุถึงการรายงานในสภาความมั่นคง ในการนำเสนอนโยบายจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งก็ยังพูดถึงการพูดคุยอยู่ แต่ก็ติงถึงน้ำหนักที่ให้กับเรื่องนี้มีน้อยลง ทั้งที่จริงแล้วเป็นกระบวนการที่มีโอกาสมากที่สุด ที่จะแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน

ส่วนการตั้งคณะพูดคุยตนเองไม่ได้พูดถึงตัวบุคคล ซึ่งจริงๆแล้วการเป็นพลเรือนก็มีส่วนช่วย แต่ก็มีข้อสังเกตไปแล้ว ว่าการทำงานในด้านการข่าว จะต้องสร้างความมั่นใจหรือไว้วางใจ ในกระบวนการพูดคุยให้ดี เพราะที่ผ่านมา เมื่อเกิดความหวาดระแวงกัน มักจะกังวลในฝ่ายความมั่นคง และกังวลว่าการพูดคุยเป็นการไปหาข่าว เพราะฉะนั้นจึงต้องระมัดระวังตรงนี้ สิ่งสำคัญที่ตนอยากเห็น คือเริ่มทำความเข้าใจกับประชาชนทั้งประเทศ ว่าการพูดคุยที่จะนำไปสู่ความสงบ คำตอบทางการเมืองคงหนีไม่พ้นเรื่องการกระจายอำนาจ ว่าควรจะเป็นแบบไหน ซึ่งเงื่อนไขชัดเจนแล้วว่า อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เป็นราชอาณาจักรที่แบ่งแยกไม่ได้ แต่การกระจายอำนาจหรือการจัดระบบ จะทำอย่างไรให้ที่ให้ผู้ที่มีความหลากหลายอยู่กันอย่างกลมกลืน สามารถรักษาอัตลักษณ์ของตัวเองนั่นคือหัวใจของความสงบ เพราะฉะนั้นถ้าจะมีข้อแนะนำ จึงอยากให้คณะพูดคุยให้ความสำคัญกับการสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และให้มั่นใจว่า คนที่เข้ามาพูดคุยด้วยสามารถคุมสภาพในพื้นที่ได้ และมีการฉายภาพให้เห็นว่า เดินไปสู่อะไร มากกว่าการพูดคุยไปเหมือนกับว่าอยากให้มีความสงบ แต่ไม่ได้มีคำตอบที่จะได้ข้อยุติของกระบวนการนี้

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวอีกว่า ในพื้นที่เองมี 2 เรื่องที่ต้องเร่งสะสางคือเรื่องตัวคดีที่เกี่ยวข้องกับการลอบสังหารสส. โดยเฉพาะเมื่อมีการจับกุมได้แล้ว ควรจะต้องมีการขยายผลไปถึงผู้บงการ และที่สำคัญที่สุดมีการตั้งคำถาม ถึงการใช้รถยนต์ซึ่งเป็นทรัพย์สินของราชการ และบุคลากรไปเกี่ยวข้องกับฝ่ายความมั่นคงหรือไม่ ซึ่งต้องทำให้โปร่งใส ไม่เช่นนั้นจะเป็นเงื่อนไขที่สร้างความหวาดระแวง ขณะเดียวกันอีกหนึ่งปัญหาที่มีการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือไอโอ กับผู้เห็นต่างแม้กระทั่งกับสื่อมวลชนถือว่าไม่เป็นผลดี มีแต่จะสร้างความขัดแย้งและความเกลียดชังมากยิ่งขึ้น

อภิสิทธิ์ เชื่อยกเลิก MOU 44 ไร้ปัญหา เหตุ ไม่ได้ใช้งานจริง แนะขั้นตอน กม.ต้องรัดกุม ควบคู่จับตาเขมร

อภิสิทธิ์ เชื่อยกเลิก MOU 44 ไร้ปัญหา เหตุ ไม่ได้ใช้งานจริง แนะขั้นตอน กม.ต้องรัดกุม ควบคู่จับตาเขมร

อภิสิทธิ์ เชื่อยกเลิก MOU 44 ไร้ปัญหา เหตุ ไม่ได้ใช้งานจริง แนะขั้นตอน กม.ต้องรัดกุม ควบคู่จับตาเขมร

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.56 น.

อภิสิทธิ์ เชื่อยกเลิก MOU 2544 ไม่มีปัญหา เหตุ ไม่ได้ใช้งานจริง แนะขั้นตอนกฎหมายต้องรัดกุม พร้อมดูความเคลื่อนไหวกัมพูชาประกอบ

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติยกเลิก MOU 2544 ว่า ในส่วนของพรรคพูดมานานแล้ว ว่าเป็นMOU ที่ไม่ได้ใช้งานจริง และมีปัญหาเรื่องแผนที่มาตั้งแต่ต้น เพราะฉะนั้นการเดินหน้าหรือยกเลิกไม่มีปัญหาไม่มีปัญหาอะไรในเชิงหลักการ เพราะการเดินหน้าตาม MOU น่าจะมีปัญหา เพียงแต่ขั้นตอนและวิธีการทางกฎหมายจะต้องรัดกุม เราต้องดูว่าทางฝั่งกัมพูชามีความเคลื่อนไหวอย่างไร แต่โดยรวม ตั้งแต่การเลือกตั้งเราก็พูดชัด MOU 2544 สามารถยกเลิกได้

เมื่อถามว่าการที่ไทยและกัมพูชา เข้าเป็นสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยกฎหมายทางทะเล พ.ศ 1982 จะมีปัญหาในอนาคตหรือไม่ เพราะกัมพูชามักจะไม่ปฏิบัติตาม นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การใช้กฎหมายถือเป็นหลักสากล แต่ในกรณีที่ต้องมีการเจรจาก็ต้องมาทำข้อตกลงกันใหม่ เพราะข้อตกลงเดิมไม่ได้เดินอยู่แล้ว เพราะมีปัญหาหลายอย่าง

ส่วนการยกเลิกจะเป็นผลดีหรือไม่นั้นนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตอนนี้คงต้องดูว่าการดำเนินการจะต้องทำอย่างรัดกุมตามหลักกฎหมาย และต้องดูการเคลื่อนไหวของกัมพูชาประกอบกัน

อภิสิทธิ์ จี้ เอกนิติ เอาให้ชัด ‘คนละครึ่งพลัส’ ใช้งบตัวไหน

อภิสิทธิ์ จี้ เอกนิติ เอาให้ชัด 'คนละครึ่งพลัส' ใช้งบตัวไหน

อภิสิทธิ์ จี้ เอกนิติ เอาให้ชัด ‘คนละครึ่งพลัส’ ใช้งบตัวไหน

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.30 น.

อภิสิทธิ์ จี้ เอกนิติ เอาให้ชัด ‘คนละครึ่งพลัส’ ใช้งบตัวไหน ชี้มาตรการที่ผ่านมาช่วยเหลือไม่ได้สัดส่วนกับความเดือดร้อน ปชช.

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลในขณะนี้ว่า อยากให้รัฐบาลเร่งสร้างความชัดเจนซึ่งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้พยายามถึงขั้นตอนต่าง ๆ ว่า พ.ร.บ.โอนงบประมาณจะทำอย่างไร ร่าง  พ.ร.บ. รายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 เริ่มชัดขึ้นแล้วเพื่อไปสู่คำตอบว่าในที่สุดจำเป็นจะต้องกู้เงินหรือไม่ รวมถึงที่ท่านจะเน้นช่วยกลุ่มเปราะบาง โครงการรายละเอียดเป็นอย่างไร ท่านบอกว่าจะต้องทำอย่างแม่นยำ แต่ในส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ยังยืนยันว่าจริง ๆ แล้วการช่วยเหลือที่ดีที่สุดในขณะนี้ รัฐบาลยังใช้เครื่องมือได้อีกทั้งภาษีสรรพสามิต ค่าการกลั่นที่สามารถลดได้อีก  เพื่อช่วยตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งการช่วยแบบนี้จะลดภาระของรัฐบาลที่ต้องมาช่วยปลายทาง และไม่ควรปล่อยให้สินค้าที่ขึ้นไปแล้วลดลง 

เมื่อถามถึงโครงการคนละครึ่งพลัสที่รัฐออก 60 ประชาชนจ่าย 40 จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้มากแค่ไหน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนยังเห็น รมว.คลังยังแบ่งอยู่ว่าจะมีทั้งกลุ่มเปราะบางและคนทั่วไป จึงอยากเห็นตัวเลขตรงนี้ให้ชัด เพราะสิ่งที่เราเสนอไปตั้งแต่ตอนที่รัฐบาลแถลงนโยบายว่า การใช้เงินของรัฐในตอนนี้ เป้าหมายจริง ๆ คือการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบมากกว่ามองเป็น การใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ส่วนโครงการนี้จะได้ผลหรือไม่ ต้องขอดูรายละเอียดต่าง ๆ ของตัวโครงการก่อน เพราะมาตรการช่วยเหลือที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นภาคขนส่ง แท็กซี่ หรือโครงการของกระทรวงพาณิชย์ ต้องยอมรับว่าไม่ได้สัดส่วนกับจำนวนคนที่ได้รับความเดือดร้อน ดังนั้นโครงการนี้ต้องรอตัวหลักตัวนี้ ซึ่งตนไม่แน่ใจว่าจะทำได้ พ.ร.บ.โอนงบประมาณหรือไม่ หรือต้องรองบปี 2570 หรือต้องรอเงินกู้ หรือการกู้ยืมเงินเป็นพิเศษ จึงอยากให้รัฐบาลเร่งความชัดเจนตรงนี้ 

ภูมิใจไทยเปิดประชุมใหญ่ปี 69 อนุทิน ปลื้มสมาชิกพรรคมาพร้อมเพรียง

ภูมิใจไทยเปิดประชุมใหญ่ปี 69 อนุทิน ปลื้มสมาชิกพรรคมาพร้อมเพรียง

ภูมิใจไทยเปิดประชุมใหญ่ปี 69 อนุทิน ปลื้มสมาชิกพรรคมาพร้อมเพรียง

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.10 น.

วันที่ 25 เม.ย. เมื่อเวลา 10.00 น.ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางถึงที่ทำการพรรค เพื่อเป็นประธานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ร่วมกับกรรมการบริหารพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกพรรค 

จากนั้นนายอนุทินเดินเข้าไปยังห้องประชุม  โดยทันทีที่เดินเข้าห้องประได้เปิดเพลง “ พูดแล้วทำ” ต้อนรับนายอนุทิน ก่อนที่นายอนุทินจะชูมือขึ้นโยกตามจังหวะเพลง และร้องเพลงตามอย่างอารมณ์ด้วย ก่อนจะปิดท้ายทำท่าพลัสตามนโยบายพรรคภูมิใจไทย สร้างบรรยากาศคึกคักก่อนเริ่มการประชุม

พรรคภูมิใจไทย

โดยนายอนุทิน กล่าวเปิดการประชุมว่า วันนี้เป็นการประชุมใหญ่สามัญของพรรคภูมิใจไทยประจำปี 2569 นี้ ซึ่งเราได้จัดให้มีการประชุมที่ห้องประชุมชั้น 4 ของสำนักงานพรรค ภูมิใจไทย โดยก่อนอื่นตนต้องขอขอบพระคุณทุกท่านที่ได้เสียสละเวลาเดินทางมาเพื่อประชุมใหญ่สามัญในครั้งนี้ ทั้งๆ ที่เป็นวันหยุดราชการ ขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รัฐมนตรี รวมถึงสมาชิกพรรคภูมิใจไทยทุกท่านจริงๆ เพราะว่าการที่เรามาอยู่ด้วยความพร้อมเพรียงในครั้งนี้ ก็แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคภูมิใจไทย ที่มีความเป็นปึกแผ่น ความสามัคคี และพลังที่พวกเรามีที่จะไปรับใช้พี่น้องประชาชนความก้าวหน้าให้กับประเทศไทย ขณะนี้ เราได้ทราบมาว่ามีผู้เข้าประชุมครบองค์ประชุมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตามข้อบังคับของพรรค ตนจึงขอเปิดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าโดยวาระการประชุมมีวาระสำคัญ อาทิ เรื่องรับทราบรายงานการดำเนินกิจการของพรรคภูมิใจไทยปี 2568 ,งบการเงินของพรรคภูมิใจไทยปี 2568 และร่างข้อบังคับพรรคภูมิใจไทยพ.ศ. 2561 แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 4 )พ.ศ. 2569

พรรคภูมิใจไทย
พรรคภูมิใจไทย
พรรคภูมิใจไทย
พรรคภูมิใจไทย
พรรคภูมิใจไทย
พรรคภูมิใจไทย
พรรคภูมิใจไทย
พรรคภูมิใจไทย
พรรคภูมิใจไทย
พรรคภูมิใจไทย
พรรคภูมิใจไทย
พรรคภูมิใจไทย
พรรคภูมิใจไทย
พรรคภูมิใจไทย
พรรคภูมิใจไทย
พรรคภูมิใจไทย

นับหนึ่งแลนด์บริดจ์ปีนี้!! พิพัฒน์ จ่อชง ครม.สานต่อ มิ.ย.-ก.ค.นี้ มูลค่า 1 ล้านล้าน

นับหนึ่งแลนด์บริดจ์ปีนี้!! พิพัฒน์ จ่อชง ครม.สานต่อ มิ.ย.-ก.ค.นี้ มูลค่า 1 ล้านล้าน

นับหนึ่งแลนด์บริดจ์ปีนี้!! พิพัฒน์ จ่อชง ครม.สานต่อ มิ.ย.-ก.ค.นี้ มูลค่า 1 ล้านล้าน

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.01 น.

นับหนึ่งแลนด์บริดจ์ปีนี้!! พิพัฒน์ จ่อชง ครม.สานต่อ มิ.ย.-ก.ค.นี้ มูลค่า 1 ล้านล้าน คว้าโอกาสวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ ยันรัฐไม่ได้ออกเงิน ให้แค่สัมปทานที่ดินลงทุน พร้อมเคลียร์ใจ ปชช. ปมผลกระทบสิ่งแวดล้อม

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2569 ที่พรรคภูมิใจไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้ระบุว่าโครงการแลนด์บริดจ์ ควรจะเดินหน้าพิจารณาต่อ ว่า ถูกต้อง เพราะเหตุการณ์ช่องแคบฮอร์มุซอาจจะมีปัญหาในอนาคต ดังนั้นควรเป็นโอกาสของประเทศไทยในการสร้างท่าเรือสองฝั่งทะเล ทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทยเพื่อเป็นการเชื่อมโลกทั้งสองฝั่งมหาสมุทร 

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ส่วนที่มีการวิจารณ์ว่าเราจะไม่ได้ประโยชน์เพราะการขนถ่ายคอนเทนเนอร์ขึ้นๆลงๆทำให้เสียเวลา ก็ขอให้ไปช่วยกันหาข้อมูลมาว่าจริงหรือไม่ แต่จากที่ตนหาข้อมูลเรือที่ขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ เป็นสินค้าถ่ายลำ ซึ่งหมายความว่าไม่ใช่การนำสินค้าจากประเทศหนึ่งไปสู่ปลายทางทั้งหมด 100% แต่เป็นการรวมสินค้าจากแต่ละท่าเรือ และทำการถ่ายลำแยกสินค้าเพื่อไปประเทศต่างๆ ดังนั้น ไม่ใช่ว่าเราไม่ได้ประโยชน์เรื่องเวลาจากการขนถ่ายแลนด์บริดจ์ หากเขาถ่ายสินค้าที่ชายฝั่งไทย เขาก็ต้องไปถ่ายสินค้าที่สิงคโปร์ด้วย ซึ่งขณะนี้เรากำลังเชิญชวนให้มีการนำสินค้าถ่ายลำเข้ามามากขึ้น 

เมื่อถามว่า โครงการนี้จะเริ่มได้เมื่อไหร่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เราจะเริ่มภายในปีนี้ ซึ่งขณะนี้ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) สำรวจเสร็จเรียบร้อยแล้ว และตนจะไปลงพื้นที่ตรวจสอบอีกครั้ง ส่วนจะเริ่มสร้างที่จุดใดนั้นเราต้องสอบถามผู้ลงทุนก่อน โดยจะเป็นการเรียกประมูลทั้งต่างประเทศและในประเทศ ซึ่งเราจะให้โอกาสเท่ากัน แต่ก็อยู่ที่เขาจะไปลงทุนในจุดใดก่อน ซึ่งก่อนจะดำเนินการในเรื่องนี้ก็ต้องขอมติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อน 

เมื่อถามว่า กระทรวงคมนาคมจะนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม.เมื่อใด นายพิพัฒน์ กล่าวว่า น่าจะช่วงเดือนมิถุนายนจนถึงเดือนกรกฎาคม ซึ่งจะเร่งนับหนึ่งให้ได้ภายในปีนี้ 

เมื่อถามอีกว่า โครงการนี้จะต้องใช้งบประมาณจำนวนเท่าไหร่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เขาตั้งไว้ว่าประมาณ 1 ล้านล้านบาท แต่ประเทศไทยไม่ได้ลงทุน เราจะให้แค่สัมปทานจัดสรรที่ดินอย่างเดียวแล้วให้เขามาลงทุน 

เมื่อถามว่า จะต้องทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ต้องทำ ซึ่งก็มีปัญหาอยู่ ก็ต้องไปเจรจากับคนในพื้นที่ว่าสิ่งที่เขาต่อต้านเป็นข้อมูลที่แท้จริงกี่เปอร์เซ็นต์ เราก็ต้องไปชี้แจงว่าข้อมูลที่เขาได้รับอาจจะไม่ใช่ NGO เขาก็ตั้งท่าอยู่แล้ว

นายพิพัฒน์ ยังกล่าวอีกว่า ตนจะลงพื้นที่เพื่อดูแลนด์บริดจ์ช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ และจะเปิดให้นักลงทุนเริ่มลงทุนในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้

ทำไมคนไทยไม่เชื่อใจ ป.ป.ช. จะตัดสินถูกหรือผิดก็ยังสงสัย

ทำไมคนไทยไม่เชื่อใจ ป.ป.ช. จะตัดสินถูกหรือผิดก็ยังสงสัย

ทำไมคนไทยไม่เชื่อใจ ป.ป.ช. จะตัดสินถูกหรือผิดก็ยังสงสัย

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.57 น.

ทำไมคนไทยไม่เชื่อใจ ป.ป.ช. จะตัดสินถูกหรือผิดก็ยังสงสัย

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2569 นายมานะ นิมิตมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “ทำไมคนไทยไม่เชื่อใจ ป.ป.ช. จะตัดสินถูกหรือผิดก็ยังสงสัย เมื่อลองถาม Gemini ก็ได้คำตอบว่า สังคมไทยมอง ป.ป.ช. ว่า “ใช้มาตรฐานไม่เท่ากัน, เลือกปฏิบัติ, ล่าช้า, มีอคติทางการเมือง, ขาดความโปร่งใสในการให้เหตุผล”

ตัวอย่างเรื่องดังที่สังคมไทยมักพูดถึงและตั้งคำถาม

1. คดีนายอิทธิพล คุณปลื้ม ทำคดีล่าช้าจนหมดอายุความ ศาลสั่งยกฟ้องโดยระบุว่า ป.ป.ช. ไม่ได้ตั้งใจทำคดีให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลา ทั้งที่พยานหลักฐานชี้ชัดว่าจำเลยกระทำผิดจริง

2. สินบนสวนปาล์ม อินโดนีเซีย ของ ปตท. มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท ผู้ต้องหา 17 คน ผ่านไป 10 ปี ป.ป.ช. มีมติไม่ชี้มูลความผิด

3. พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ อ้างแหวนเพชรเป็นแม่ นาฬิกาหรูเป็นของเพื่อน ป.ป.ช. เชื่อว่าจริง

4. พลตำรวจเอกต่อศักดิ์ อดีต ผบ.ตร. อ้างลืมระบุบ้านพักที่ลอนดอนมูลค่า 103 ล้านบาท ไว้ในบัญชีทรัพย์สินที่ยื่น ป.ป.ช. สุดท้าย ป.ป.ช. เชื่อว่าลืมจริง

5. พลเอกปรีชา จันทร์โอชา ปล่อยให้ลูกชายตั้งบริษัทในค่ายทหารแล้วประมูลงานจากกองทัพ และหน่วยราชการอื่น บัดนี้เกือบ 10 ปีแล้วไม่รู้เรื่องถึงไหน

6. อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ใช้นาฬิกาหรู – กระเป๋าแบรนด์เนม ที่ไม่เคยแจ้งไว้ในบัญชีทรัพย์สินฯ ที่ยื่น ป.ป.ช. แล้วอ้างว่ายืมของลูกสาวมาใช้ และเป็นของปลอม ราคาถูก สุดท้าย ป.ป.ช. เชื่อว่าจริง

7. ข่าวฉาวพัวพัน 3 กรรมการ ป.ป.ช. คนหนึ่งมีคลิปหลุดคลุกคลีพลตำรวจเอกผู้อื้อฉาว คนที่สองเคยรับสินบนแลกช่วยเหลือคดีผู้มาวิ่งเต้น คนที่สามรับสินบนทองคำหนัก 246 บาท

8. นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ศาล รธน. มีคำพิพากษาว่าผิดฐานซุกหุ้น แต่ ป.ป.ช. ขยับปมแล้วตัดสินโดยเชื่อว่าเขาไม่ผิด เพราะไม่รู้

9. เรื่องเก่าที่เงียบหายไป เช่น เครื่องตรวจหาระเบิด GT200 เรือเหาะตรวจการณ์ อุทยานราชภักดิ์ เป็นต้น

วันนี้ปัญหาใหญ่ของ ป.ป.ช. จึงไม่ใช่แค่ “ตรงไปตรงมา” หรือไม่ แต่คือ “ความชอบธรรม” ในพฤติกรรมและคุณสมบัติ ที่ไม่สอดคล้องกับความคาดหวังหรือบรรทัดฐานของสังคม ความไม่เชื่อมั่นที่เกิดตามมาอาจส่งผลต่อคะแนน CPI ของประเทศไทยก็เป็นได้ครับ”

ปชป. เปิดประชุมใหญ่สามัญปี 69 อภิสิทธิ์ ขอบคุณสมาชิกหลังสู้ศึกเลือกตั้ง​

ปชป. เปิดประชุมใหญ่สามัญปี 69  อภิสิทธิ์ ขอบคุณสมาชิกหลังสู้ศึกเลือกตั้ง​

ปชป. เปิดประชุมใหญ่สามัญปี 69 อภิสิทธิ์ ขอบคุณสมาชิกหลังสู้ศึกเลือกตั้ง​

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.52 น.

25 เม.ย.2569 พรรคประชาธิปัตย์​ จัดประชุมใหญ่สามัญ ประจําปี​ 2569 โดยมีบรรดากรรมการบริหารพรรคและสมาชิกเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียงกัน​ ทั้งนาย​อภิสิทธิ์​ เวชชาชีวะ​ ​หัวหน้า​พรร​ค​ นายกรณ์​ จาติก​วณิช​ นาง​การดี​ เลียว​ไพโรจน์​ นาย​เมฆินทร์​ เอี่ยม​สะอาด​ นายชัยวุฒิ​ บ​รร​ณวัฒน์​ เลขาธิการ​พรรค​ ขณะเดียวกันก็มีการประชุมผ่านระบบออนไลน์​ สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางมา​ ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์​วิกฤต​น้ำมันในปัจจุ​บัน

การประชุมใหญ่สามัญ​ ตามกฎหมายพรรคการเมือง​ และตามข้อบังคับของพรรคซึ่งจะต้องมีการจัดประชุมสามัญอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง​ ภายในเดือนเมษายนของทุกปี สำหรับองค์ประชุม​ ตามกฎหมายและตามข้อบังคับขณะนี้ครบองค์ประชุมแล้วคือมีผู้ที่เข้าร่วมการประชุมทั้งสิ้น 299 คน อยู่ในที่นี้ 51 คน​ และอยู่ในระบบออนไลน์ 248 คน 

พรรคประชาธิปัตย์

โดยนายอภิสิทธิ์​ กล่าวว่าประการแรกต้องขอบคุณทุกคนอีกครั้ง ในการเลือกตั้งเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา​ ซึ่งได้รับความร่วมมือด้วยดี จากทุกฝ่ายด้วยข้อจำกัดหลายอย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของเวลาที่ทำให้ อาจเกิดความไม่พร้อมในการบริหารจัดการ และเรื่องกระบวนการสรรหาผู้สมัครทุกคนคงเข้าใจในข้อจำกัดนี้ดี ส่วนกันเลือกตั้งที่ออกมาตนก็คิดว่าในส่วนของระบบบัญชีรายชื่อนั้นไม่ได้ห่างจากเป้าหมายและความคาดหมายที่เรามี หากเรียนคร่าวๆ คะแนนของบัญชีรายชื่อกลับไปอยู่สูงกว่า​ หากคิดเป็นสัดส่วนเมื่อปี 2562 เล็กน้อย ซึ่งถือว่าเป็นฐานที่เราจะสามารถใช้ในการขยายไปสู่การเติบโตในวันข้างหน้าได้ ต้องยอมรับว่าการแข่งขันในระบบเขตเลือกตั้งยังไม่ได้เป็นไปตามที่เราคาดหวังและตนก็ได้รับฟังหลังจากการเลือกตั้งจากทุกภาค ในประเทศนี้ที่มาพูดถึงเงื่อนไขต่างๆที่ทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่ทั้งหมดนี้ก็นำมาสู่การปรับแผนการดำเนินการทั้งหมดและเราก็มั่นใจว่าในการเลือกตั้งครั้งต่อไป มีเวลาในการเตรียมตัวตั้งแต่เลือกตั้งเสร็จ มา และได้เดินหน้าในการวางรากฐานหลายอย่าง

รวมไปถึงการทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านซึ่งที่ผ่านมาพรรคมีเพียงแค่ 21 เสียง​ แต่เสียงของเราก็เป็นสิ่งที่ดังพอสมควร​ สส.ทุกคน ตั้งใจในการใช้ทุกโอกาสในสภาไม่ว่าจะเป็นการเสนอญัตติ​ และต่อไปงคือเรื่องของการเสนอกฎหมายควบคู่กับการอภิปรายเช่นการอภิปรายนโยบายรัฐบาลให้เห็นถึงการทำงานของเราในฐานะฝ่ายตรวจสอบที่เข้มแข็งมีเหตุและผลมีความพร้อมความสร้างสรรค์และมีข้อเสนอแนะรวมไปถึงฉายภาพให้เห็นถึงแนวคิดของพรรคประชาธิปัตย์เกี่ยวกับประเด็นต่างๆของสังคมเศรษฐกิจการเมืองในทุกๆเรื่อง

พรรคประชาธิปัตย์

การทำงานในสภาไม่เพียงพอแต่ขณะนี้เรากำลังวางแผนในการทำงานให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้นในนอกสภา เพิ่งจะเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้นในช่วงปิดสมัยประชุมเป็นต้นไปคือช่วงเดือนกรกฎาค​ม​ แต่ขณะนี้สิ่งที่ทางผู้บริหารพรรคทำก็มีเรื่องของความพยายาม ที่จะใช้เทคโนโลยีและการเชื่อมโยงเข้าหากันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นแม้กระทั่งการเข้ามายืนยันตัวตนในการประชุมใหญ่ในวันนี้และต่อไปคือการเชื่อมโยงกับสมาชิกทั้งประเทศที่ใช้มีแอพพลิเคชันและระบบที่ทำให้สื่อสารภายในรับรู้รับทราบประเด็นพ่อห่วงใยและความคิดเห็นของสมาชิกควบคู่ไปกับการเคลื่อนไหวในการทำงานของพรรคไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารส.สสาขาตัวแทนจังหวัดและอื่นๆ

ขณะที่การระดมความช่วยเหลือเพิ่มเติมคือขณะนี้สภาได้ข้อยุติแล้วในเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภา มีทั้งสิ้น 35 คณะ แต่เรามีสส.จำนวน ที่ 22 ที่นั่ง เราไม่ได้เป็นกรรมาธิการครบทุกคณะ แต่จะพยายามประสานกับทุกกรรมธิการว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะขอให้มีตำแหน่งของกรรมาธิการเป็นที่ปรึกษาอย่างเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการ​ ผู้ชำนาญการหรือเลขาฯ​อะไรก็แล้วแต่​ ตามระเบียบของสภา ซึ่งตนอยากให้สภาโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีประสบการณ์อดีตรัฐมนตรี​ อดีตสส​ ที่ประสงค์จะเข้ามาทำงานในส่วนของกรรมาธิการเหล่านี้​ เร่งแจ้งเข้ามาถึงความสนใจ ถึงได้ให้คนในกรรมาธิการหรือในพรรคร่วมฝ่ายค้านในกรรมาธิการที่เราไม่มีกรรมาธิการช่วยนำเสนอว่าจะสามารถเข้าไปมีบทบาทหรือส่วนร่วมในกรรมาธิการต่างๆได้มากน้อยเพียงใด สำหรับประธานกรรมาธิการ ได้มา 2 คณะคือคณะกรรมาธิการสาธารณสุข และกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติดเพราะฉะนั้น 2 คณะนี้อย่างน้อยเราน่าจะมีโอกาสในการที่จะคัดสรรบุคคลหรือบุคลากรเข้าไปเสริมได้ดียิ่งขึ้น

พรรคประชาธิปัตย์

โดยการประชุมในวันนี้จะเป็นการรายงานผลการดําเนินงานของพรรคในรอบปีปฏิทินที่ผ่านมา รวมไปถึง รับรองงบการเงิน ประจําปี 2568 พระราชบัญญัติ​ประกอบรัฐธรรมนูญ​ หรือ  พรป. พรรคการเมือง พ.ศ. 2560  แต่จะไม่แต่งตั้งรองหัวหน้าพรรค​ แทนนายวีระพงษ์  ประภา ที่ลาออกไปดำรงตำแหน่ง​ผู้แทนการค้า​ไทย​ ในรัฐบาลนายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​

พรรคประชาธิปัตย์
พรรคประชาธิปัตย์
พรรคประชาธิปัตย์
พรรคประชาธิปัตย์
พรรคประชาธิปัตย์
พรรคประชาธิปัตย์
พรรคประชาธิปัตย์

เป็นปี่เป็นขลุ่ย! แอมเนสตี้ร้องจัดการIO

เป็นปี่เป็นขลุ่ย! แอมเนสตี้ร้องจัดการIO

เป็นปี่เป็นขลุ่ย! แอมเนสตี้ร้องจัดการIO

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.36 น.

เป็นปี่เป็นขลุ่ย! แอมเนสตี้ร้องจัดการIO

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2569 เพจเฟซบุ๊ก “Amnesty International Thailand” ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า “แอมเนสตี้ชี้ IO คุกคามเสรีภาพออนไลน์-เสรีภาพสื่อ เรียกร้องรัฐยุติการลอยนวลพ้นผิด

หนึ่งในยุทธวิธีสำคัญของ “ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (Information Operations) หรือ IO คือการใช้ถ้อยคำรุนแรงควบคู่กับการปลุกเร้าอคติทางสังคมที่มีอยู่เดิม เช่น อคติทางเพศหรืออคติทางชาติพันธุ์ เพื่อนำมาโจมตีบุคคลเป้าหมายอย่างเป็นระบบ วิธีการดังกล่าวไม่ได้มุ่งเพียงทำร้ายชื่อเสียง แต่เป็นการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

IO ทำให้ผู้ถูกโจมตีถูกมองว่า “ไม่น่าเชื่อถือ” หรือ “เป็นคนไม่ดี” หรือ “เป็นภัยต่อสังคม” หรือ “เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ” ในสายตาสาธารณชน และเมื่อภาพลักษณ์ของบุคคลถูกบิดเบือนในลักษณะนี้ อาจทำให้สังคมมีแนวโน้มที่จะเพิกเฉยต่อการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้นกับบุคคลนั้นได้ เพราะมองว่าเป็นเรื่องที่ “สมควรแล้ว” หรือ “ไม่น่าเห็นใจ”

ปัจจุบันยังพบว่า IO พัฒนาเทคนิคในการโจมตีทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง จากการใช้บัญชีปลอมที่สังเกตได้ง่าย ไปสู่การสร้างบัญชีที่มีลักษณะเหมือนผู้ใช้งานทั่วไป หรือที่เรียกว่า “Lifestyle IO” ที่มีการโพสต์เรื่องราวชีวิตประจำวันเหมือนคนทั่วไปสลับกับเนื้อหาทางการเมือง จึงทำให้การโจมตีเป็นเหมือนความโกรธหรือความไม่พอใจที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติของประชาชนทั่วไป [????] อ่านทั้งหมดได้ที่: https://bit.ly/4e2rRwc

“ตราบใดที่ผู้ทำ IO ยังลอยนวลพ้นผิด ปฏิบัติการเหล่านี้ก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น และเมื่อความหวาดกลัวทำให้นักข่าวและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนต้องถอยออกจากพื้นที่สาธารณะ สังคมก็จะขาดข้อมูลที่ตรวจสอบได้ และกระทบต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในระยะยาว”

“แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียได้ประโยชน์จากเนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์และถูกส่งต่ออย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเนื้อหารุนแรง ปลุกปั่นความเกลียดชัง หรือเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) เพราะยิ่งมีคนดู คอมเมนต์ และแชร์มากเท่าไร เอนเกจเมนต์ก็ยิ่งสูง และรายได้จากโฆษณาของแพลตฟอร์มก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย”