หัวหน้าแก๊งค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่สุดในเอกวาดอร์ ถูกจับกุมที่สเปน

หัวหน้าแก๊งค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่สุดในเอกวาดอร์ ถูกจับกุมที่สเปน

17 พ.ย. 2568 03:46 น.

หัวหน้าแก๊งค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่สุดในเอกวาดอร์ ถูกจับกุมที่สเปน

หนึ่งในหัวหน้าแก๊งค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่สุดในเอกวาดอร์ ถูกจับกุมตัวได้แล้วที่ประเทศสเปน หลังจากปลอมแปลงการเสียชีวิตของตัวเอง และหลบซ่อนตัวอยู่ในยุโรป

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 พ.ย. 2568 นาย แดเนียล โนบัว ประธานาธิบดีเอกวาดอร์ เปิดเผยว่า นาย วิลเมอร์ “ปิโป” ชาบาร์เรีย หัวหน้าแก๊ง “ลอส โลบอส” (Los Lobos) หนึ่งในแก๊งค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่สุดของประเทศ ถูกจับกุมตัวได้แล้วที่ประเทศสเปน

ครอบครัวของชาบาร์เรียอ้างว่า เขาเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายจากเชื้อโควิดไปแล้วในปี 2564 แต่นายโนบัวกล่าวว่า นายชาบาร์เรียปลอมแปลงการเสียชีวิตของตนเอง, เปลี่ยนแปลงตัวตน และซ่อนตัวอยู่ในยุโรป ขณะที่ยังคงควบคุมปฏิบัติการอาชญากรรมในเอกวาดอร์ รวมถึงการขุดเหมืองผิดกฎหมายและการสั่งฆาตกรรม

ด้านนาย จอห์น ไรม์เบิร์ก รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยของเอกวาดอร์ระบุผ่าน X ว่า ขณะนี้นายชาบาร์เรียอยู่ที่สเปนพร้อมกับตำรวจ และว่า การจับกุมนายชาบาร์เรียครั้งนี้ถือเป็น “วันแห่งประวัติศาสตร์” สำหรับประเทศเอกวาดอร์

คาดกันว่า แก๊งลอส โลบอส มีสมาชิกถึง 8,000 คน และเป็นหนึ่งในองค์กรอาชญากรรมที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเอกวาดอร์ โดยพวกเขาถูกทั้งเอกวาดอร์และสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีเป็นองค์กรก่อการร้าย และสหรัฐฯ มีคำสั่งคว่ำบาตรแก๊งลอส โลบอส เมื่อเดือนมิถุนายน 2567

ทั้งนี้ ความรุนแรงและการฆาตกรรมในเอกวาดอร์ พุ่งสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากประเทศแห่งนี้ได้กลายเป็น ศูนย์กลางการค้าโคเคน และแก๊งคู่แข่งต่างแย่งชิงการควบคุม แม้ว่าเอกวาดอร์จะไม่ได้ผลิตยาเสพติด แต่ตั้งอยู่ติดกับประเทศผู้ผลิตยาเสพติดรายใหญ่อย่างเปรูและโคลอมเบีย

การจับกุมนายชาบาร์เรียเกิดขึ้นในขณะที่ เอกวาดอร์กำลังมีการลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อ อนุญาตให้มีฐานทัพทหารต่างชาติในประเทศได้อีกครั้ง โดยประธานาธิบดี โนบัว เคยบอกกับ BBC ว่า เขาต้องการให้กองทัพสหรัฐฯ และยุโรป เข้าร่วม สงครามต้านผู้ก่อการร้ายยาเสพติด ของเขา

สหรัฐฯ เคยมีฐานทัพอยู่บนชายฝั่งแปซิฟิกของเอกวาดอร์จนถึงปี 2542 จนกระทั่งนาย ราฟาเอล กอร์เรอา ประธานาธิบดีฝ่ายซ้ายในสมัยนั้น ไม่ต่ออายุข้อตกลงและแก้รัฐธรรมนูญเพื่อห้ามกองกำลังต่างชาติตั้งฐานทัพในประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กองทัพรัสเซียยึดหมู่บ้านยูเครนได้อีก 2 แห่ง เคียฟโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน

กองทัพรัสเซียยึดหมู่บ้านยูเครนได้อีก 2 แห่ง เคียฟโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน

17 พ.ย. 2568 01:22 น.

กองทัพรัสเซียยึดหมู่บ้านยูเครนได้อีก 2 แห่ง เคียฟโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน

กองทัพรัสเซียเผย ยึดหมู่บ้านยูเครนได้อีก 2 แห่งในแคว้นทางตอนใต้ ทำให้พวกเขาขยับเข้าใกล้เมืองสำคัญยิ่งขึ้น ขณะที่ฝ่ายยูเครนก็โจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซียอยู่ต่อเนื่อง

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 พ.ย. 2568 กองทัพรัสเซียออกมากล่าวว่า พวกเขายึดหมู่บ้านของยูเครนได้เพิ่มอีก 2 แห่ง นับเป็นการรุกคืบครั้งล่าสุดของกองทัพรัสเซียในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ในขณะที่กองทัพยูเครนกำลังพยายามตรึงกำลังเพื่อรักษาเมืองโปครอฟสก์ เมืองยุทธศาสตร์ทางตะวันออกเอาไว้

ทหารยูเครนที่เหนื่อยล้าและมีกำลังพลน้อยกว่า กำลังดิ้นรนต่อสู้เพื่อต้านทานกองทัพรัสเซียซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า โดยการรุกเต็มรูปแบบของมอสโกกำลังจะเข้าสู่ฤดูหนาวปีที่สี่แล้ว

กระทรวงกลาโหมของรัสเซียระบุว่า หมู่บ้าน มาลา ตอกมัชกา (Mala Tokmachka) กับหมู่บ้าน รฟโนปิลเลีย (Rivnopillia) ในแคว้นซาโปริชเชียทางตอนใต้ของยูเครน ถูกกองทัพของพวกเขายึดได้แล้ว

นักวิเคราะห์มองว่า การเสียหมู่บ้าน มาลา ตอกมัชกา ทำให้เมืองสำคัญอีกแห่งของยูเครนอย่างเมืองโอริคิฟ (Orikhiv) ตกอยู่ในความเสี่ยง ขณะที่การเสียหมู่บ้าน ริฟโนปิลเลีย ทำให้ตอนนี้กองทัพรัสเซียควบคุมพื้นที่ทางเหนือ ตะวันออก และใต้ของเมืองกูเลย์โปเล (Gulyaipole) เอาไว้แล้ว

กระทรวงกลาโหมรัสเซียยังเผยแพร่ภาพทางอากาศของหมู่บ้านริฟโนปิลเลีย ซึ่งแสดงให้เห็นทหารรัสเซียกำลังโบกธงชาติรัสเซียอยู่เหนือบ้านเรือนหลายหลังที่ได้รับความเสียหาย

อีกด้านหนึ่ง ทางการยูเครนระบุในวันอาทิตย์ว่า พวกเขาโจมตีโรงกลั่นน้ำมันในเมืองโนโวคุยบีเชฟสก์ ในแคว้นซามารา ของรัสเซีย หลังจากที่เมื่อไม่กี่วันก่อนเพิ่งโจมตีโรงกลั่นอีกแห่งใกล้กรุงมอสโก

ส่วนที่สมรภูมิทางตะวันออก การต่อสู้มุ่งเน้นไปที่การควบคุมศูนย์กลางการขนส่งสำคัญอย่างเมือง โปครอฟสก์ ซึ่งมีทหารรัสเซียหลายร้อยนายแทรกซึมเข้าไปในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้การป้องกันของยูเครนอ่อนแอลง

ทั้งนี้ สงครามในยูเครนดำเนินมาใกล้ครบ 4 ปีแล้วและยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลง โดยการเจรจาสันติภาพระหว่างเคียฟและมอสโกอยู่ในภาวะหยุดชะงัก ส่วนการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กับวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ซึ่งวางแผนไว้ว่าจะจัดขึ้นที่กรุงบูดาเปสต์ ก็ไม่ได้เกิดขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จีนจับกุม อดีตเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน ข้อหายักยอกทรัพย์-รับสินบน

จีนจับกุม อดีตเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน ข้อหายักยอกทรัพย์-รับสินบน

17 พ.ย. 2568 00:10 น.

จีนจับกุม อดีตเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน ข้อหายักยอกทรัพย์-รับสินบน

ทางการจีนจับกุมตัวอดีตเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินแล้ว ในข้อหายักยอกทรัพย์และรับสินบน ไม่กี่เดือนหลังจากเขาถูกปลดออกจากตำแหน่งจากข้อกล่าวหาทางการเงิน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 16 พ.ย. 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจในมณฑลเหอหนาน ตอนกลางของประเทศจีนดำเนินการจับกุมตัวนาย ซื่อ หย่งซิ่น อดีตเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน ในข้อหายักยอกทรัพย์, ใช้งบประมาณอย่างไม่เหมาะสม และรับสินบนในฐานะลูกจ้างที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ

ซื่อ หย่งซิ่น ถูกปลดจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินเมื่อเดือนกรกฎาคม เนื่องจากมีพฤติกรรมที่เลวร้ายอย่างยิ่ง โดยเขาถูกกล่าวหาว่า ยักยอกเงินทุนโครงการและทรัพย์สินของวัด ทำให้เขาถูกสอบสวน และถูกถอดสมณศักดิ์

ทั้งนี้ นายซื่อ หย่งซิ่น ในวัย 60 ปี รับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินในปี 2542 และตลอดหลายสิบปีหลังจากนั้น เขาได้ขยายการศึกษาและความรู้ทางวัฒนธรรมของวัดเส้าหลินไปถึงต่างประเทศ

เขายังเป็นที่รู้จักกันในนาม “พระซีอีโอ” (CEO monk) เนื่องจากการก่อตั้งบริษัทหลายสิบแห่งในต่างประเทศ แต่ก็ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากการ ทำให้พระพุทธศาสนากลายเป็นธุรกิจเชิงพาณิชย์

ก่อนหน้านี้ เขาเคยถูกอดีตพระสงฆ์กล่าวหาว่า ยักยอกเงินจากบริษัทที่วัดบริหาร, มีรถยนต์หรูหราหลายคัน และให้กำเนิดบุตรกับผู้หญิงหลายคน และเมื่อเดือนกรกฎาคม หน่วยงานด้านพุทธศาสนาสูงสุดของจีนระบุว่า พวกเขากำลังดำเนินการยกเลิก ใบรับรองการอุปสมบท ของนายซื่อ หลังจากมีข้อกล่าวหาใหม่ๆ ถูกเปิดเผยออกมา

“พฤติกรรมของนายซื่อ หย่งซิ่น มีลักษณะที่เลวร้ายอย่างยิ่ง ทำลายชื่อเสียงของพุทธศาสนิกชน และทำลายภาพลักษณ์ของพระสงฆ์” สมาคมพุทธศาสนาแห่งประเทศจีนระบุในขณะนั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

Nana นักร้องสาวเกาหลีใต้ จับโจรบุกรุกบ้านสำเร็จ แต่แม่ได้รับบาดเจ็บ

Nana นักร้องสาวเกาหลีใต้ จับโจรบุกรุกบ้านสำเร็จ แต่แม่ได้รับบาดเจ็บ

16 พ.ย. 2568 22:22 น.

Nana นักร้องสาวเกาหลีใต้ จับโจรบุกรุกบ้านสำเร็จ แต่แม่ได้รับบาดเจ็บ

นานะ นักร้องสาวเกาหลีใต้ ช่วยกันกับแม่ต่อสู้กับโจรที่บุกรุกเข้ามาในบ้าน และจับกุมชายคนนี้ได้สำเร็จ โดยทั้งคู่ได้รับบาดเจ็บและต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล แต่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อช่วงเช้ามืดวันเสาร์ที่ 15 พ.ย. 2568 ชายวัยประมาณ ปี บุกรุกเข้าไปในบ้านของ นานะ (Nana) นักร้องนักแสดงสาวชาวเกาหลีใต้ แต่คนร้ายถูกพบตัวทำให้เกิดการต่อสู้กันขึ้น โดยนักร้องสาวร่วมมือกับแม่ของเธอควบคุมตัวชายผู้บุกรุกได้สำเร็จ ก่อนที่ตำรวจจะถูกเรียกมาและจับกุมตัวเขา

ตามรายงานของสำนักข่าว Yonhap คนร้ายได้รับบาดเจ็บและกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล เช่นเดียวกับนานะและแม่ของเธอ ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสและหมดสติไประหว่างการต่อสู้

Yonhap ระบุว่า นานะในวัย 34 ปี ได้รับบาดเจ็บทางร่างกายขณะพยายามหนีจากสถานการณ์อันตราย โดยตอนนี้ผู้เป็นแม่ฟื้นคืนสติแล้ว แต่ทั้งสองคนยังจำเป็นต้องได้รับการรักษาและพักผ่อนอย่างเต็มที่ในขณะนี้

ด้านเจ้าหน้าที่สืบสวนจากสถานีตำรวจเมืองกูรี ในจังหวัดคย็องกี ระบุว่า คนร้ายบุกเข้าไปในบ้านพักของนานะในเขตชานกรุงโซลเพื่อขโมยทรัพย์สิน และหลังเกิดเหตุชายคนนี้ก็ถูกควบคุมตัวในข้อหา ปล้นทรัพย์โดยก่อเหตุฉกรรจ์ (aggravated robbery)

อนึ่ง นานะ มีชื่อจริงคือ อิม จินอา เป็นนักร้องที่ผันตัวมาเป็นนักแสดง และมีฐานแฟนคลับที่แข็งแกร่ง เธอเริ่มเป็นที่รู้จักครั้งแรกในฐานะสมาชิกของ Orange Caramel ซึ่งเป็นวงย่อยของเกิร์ลกรุ๊ป After School มิวสิกวิดีโอเพลง “Catallena” ของทรีโอวงนี้มียอดเข้าชมบน YouTube มากกว่า 35 ล้านครั้ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ไฟไหม้วอด 9 ชั่วโมงครึ่ง ศูนย์โลจิสติกส์แฟชั่นเกาหลีใต้ สินค้าเสียหายกว่า 11 ล้านชิ้น

ไฟไหม้วอด 9 ชั่วโมงครึ่ง ศูนย์โลจิสติกส์แฟชั่นเกาหลีใต้ สินค้าเสียหายกว่า 11 ล้านชิ้น

16 พ.ย. 2568 11:41 น.

ไฟไหม้วอด 9 ชั่วโมงครึ่ง ศูนย์โลจิสติกส์แฟชั่นเกาหลีใต้ สินค้าเสียหายกว่า 11 ล้านชิ้น

เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่ศูนย์โลจิสติกส์แฟชั่นที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเกาหลีใต้เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้ศูนย์ฯ ของ E-Land ในเมืองชอนัน จังหวัดชุงชองใต้ เหลือเพียงโครงสร้างที่เสียหายอย่างหนัก และทำลายสินค้าภายในกว่า 11 ล้านรายการ โชคดีที่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ

เหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นในช่วงเช้ามืด ประมาณ 06:08 น. เมื่อวันที่ 15 พ.ย. ก่อนที่พนักงานจะเดินทางมาทำงาน ตามรายงานจากสำนักงานดับเพลิงจังหวัดชุงชองใต้ ต้นเพลิงเริ่มต้นที่ชั้นสี่ของคลังสินค้า และลุกลามอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีสินค้าเสื้อผ้าและรองเท้าจำนวนมากเป็นเชื้อเพลิง โดยอาคารแห่งนี้มีสินค้าเก็บไว้มากกว่า 11 ล้านชิ้น โดยมีพื้นที่รวมกว่า 193,000 ตารางเมตร

ทีมตอบสนองเหตุฉุกเฉินต้องเผชิญกับเปลวเพลิงที่รุนแรง ควันดำหนาทึบ และจุดเข้าถึงที่ถูกปิดกั้น ภายในหนึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้ประกาศภาวะฉุกเฉินระดับ 2  และระดมกำลังเจ้าหน้าที่ 430 นาย รถดับเพลิง 150 คัน และเฮลิคอปเตอร์ 11 ลำ

เปลวเพลิงหลักถูกควบคุมได้หลังจากใช้เวลานานกว่า 9 ชั่วโมงครึ่ง แต่ยังคงมีจุดความร้อนปะทุต่อเนื่องไปจนถึงกลางคืน เจ้าหน้าที่ถึงกับต้องติดตั้งระบบปืนฉีดน้ำแรงดันสูงจากเมืองอุลซาน ซึ่งเป็นระบบเดียวในประเทศ ที่สามารถฉีดน้ำได้ถึง 45,000 ลิตรต่อนาที หรือมากกว่าความจุของรถดับเพลิงมาตรฐานประมาณ 20 เท่า

ปฏิบัติการทางอากาศด้วยเฮลิคอปเตอร์ยุติลงหลังพระอาทิตย์ตกดิน เนื่องจากทีมกู้ภัยเปลี่ยนไปใช้ความพยายามในการควบคุมเพลิงในช่วงข้ามคืน

ขนาดความเสียหายรุนแรงมาก ส่วนเหนือของคลังสินค้าพังถล่มลงบางส่วน ขณะที่ผนังภายนอกทางใต้ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากความร้อนและเปลวไฟ วิศวกรโครงสร้างในพื้นที่ระบุว่า โครงสร้างค้ำยันภายในอาคารน่าจะได้รับความเสียหายจากความเค้นทางความร้อน

แม้ว่าสาเหตุยังอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่ศูนย์แห่งนี้เคยเกิดเหตุเพลิงไหม้เล็กน้อยมาแล้วเมื่อ 9 วันก่อน ทางกลุ่มบริษัท E-Land แถลงว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกัน และยืนยันว่าจะมีการสอบสวนอย่างเต็มรูปแบบทันทีที่พื้นที่ปลอดภัย

ทั้งนี้ ศูนย์โลจิสติกส์แห่งนี้ ซึ่งสร้างเสร็จในเดือนกรกฎาคม 2014 ครอบคลุมพื้นที่ชั้นใต้ดิน 1 ชั้น และชั้นเหนือพื้นดิน 4 ชั้น โดยมีพื้นที่รวม 193,210 ตารางเมตร เป็นศูนย์ขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับรถบรรทุกได้พร้อมกัน 150 คัน สามารถรองรับกล่องได้มากถึง 50,000 กล่องต่อวัน และ 4-5 ล้านกล่องต่อปี.

ที่มา The Korea Herald

ทรัมป์ยกเลิกภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารกว่า 200 รายการ หลังผู้บริโภคกังวลค่าครองชีพพุ่ง

ทรัมป์ยกเลิกภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารกว่า 200 รายการ หลังผู้บริโภคกังวลค่าครองชีพพุ่ง

16 พ.ย. 2568 11:08 น.

ทรัมป์ยกเลิกภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารกว่า 200 รายการ หลังผู้บริโภคกังวลค่าครองชีพพุ่ง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารกว่า 200 รายการ ซึ่งรวมถึงสินค้าหลัก เช่น กาแฟ เนื้อวัว กล้วย และน้ำส้ม เพื่อรับมือกับความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคชาวอเมริกันเกี่ยวกับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่สูงขึ้น

การยกเว้นภาษีใหม่นี้ ซึ่งมีผลย้อนหลัง ณ เที่ยงคืนวันพฤหัสบดี (13 พ.ย.) ถือเป็นการกลับลำนโยบายอย่างชัดเจนสำหรับทรัมป์ ซึ่งยืนยันมาตลอดว่าภาษีนำเข้าที่เขากำหนดขึ้นเมื่อต้นปีนี้ไม่ได้เป็นต้นเหตุของภาวะเงินเฟ้อ เมื่อถูกถามเกี่ยวกับมาตรการนี้ ทรัมป์กล่าวว่า ภาษีของเขา “อาจจะ” ทำให้ราคาเพิ่มขึ้น “ในบางกรณี” แต่เขายืนยันว่า โดยรวมแล้ว สหรัฐฯ “แทบจะไม่มีเงินเฟ้อเลย”

พรรคเดโมแครตเพิ่งได้รับชัยชนะหลายครั้งในการเลือกตั้งระดับรัฐและท้องถิ่นในเวอร์จิเนีย นิวเจอร์ซีย์ และนครนิวยอร์ก  โดยความกังวลที่เพิ่มขึ้นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกี่ยวกับความสามารถในการซื้อ รวมถึงราคาอาหารที่สูง ถือเป็นประเด็นสำคัญ

ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า เขาจะเดินหน้าจ่ายเงิน 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ชาวอเมริกันที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง โดยจะใช้รายได้จากภาษีศุลกากรในปีหน้ามาเป็นเงินทุน “ภาษีศุลกากรทำให้เราสามารถจ่ายเงินปันผลได้หากเราต้องการทำเช่นนั้น ตอนนี้เราจะจ่ายเงินปันผลและเราก็จะลดหนี้ด้วย” เขากล่าว

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลทรัมป์ได้ประกาศกรอบข้อตกลงทางการค้า ซึ่งเมื่อสรุปผลแล้ว จะมีการยกเลิกภาษีสำหรับอาหารบางชนิดและการนำเข้าอื่น ๆ จากอาร์เจนตินา เอกวาดอร์ กัวเตมาลา และเอลซัลวาดอร์ โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กำลังพิจารณาข้อตกลงเพิ่มเติมก่อนสิ้นปีนี้

บัญชีรายชื่อที่ประกาศเมื่อวันศุกร์รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคชาวสหรัฐฯ ซื้อเป็นประจำ ซึ่งหลายรายการมีราคาสูงขึ้นเป็นตัวเลขสองหลักเมื่อเทียบปีต่อปี รายการนี้ประกอบด้วยสินค้ากว่า 200 รายการ ตั้งแต่ส้ม อาซาอิเบอร์รี และปาปริก้า ไปจนถึงโกโก้ สารเคมีที่ใช้ในการผลิตอาหาร ปุ๋ย และแม้กระทั่งขนมปังที่ใช้ในพิธีศีลมหาสนิท

ทำเนียบขาวระบุในเอกสารข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำสั่งดังกล่าวว่า มาตรการนี้เกิดขึ้นหลังจาก “ความคืบหน้าที่สำคัญที่ประธานาธิบดีได้ทำในการสร้างเงื่อนไขที่สมดุลมากขึ้นสำหรับความสัมพันธ์ทางการค้าทวิภาคีของเรา”

ทำเนียบขาวระบุว่า ทรัมป์ตัดสินใจยกเว้นภาษีอาหารบางรายการได้ เนื่องจากสินค้าเหล่านั้นไม่ได้ปลูกหรือแปรรูปในสหรัฐอเมริกา และเนื่องจากมีการสรุปกรอบข้อตกลงเก้าฉบับ ข้อตกลงขั้นสุดท้ายว่าด้วยการค้าต่างตอบแทนสองฉบับ และข้อตกลงการลงทุนสองฉบับ

ตามข้อมูลล่าสุดสำหรับเดือนกันยายน เนื้อบดมีราคาสูงขึ้นเกือบ 13% ตามดัชนีราคาผู้บริโภค และสเต็กมีราคาสูงกว่าปีก่อนเกือบ 17% การเพิ่มขึ้นของทั้งสองรายการนี้ถือว่ามากที่สุดในรอบกว่าสามปี ย้อนกลับไปในช่วงที่เงินเฟ้อใกล้ถึงจุดสูงสุดภายใต้ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งเป็นเดโมแครต

แม้ว่าสหรัฐฯ จะเป็นผู้ผลิตเนื้อวัวรายใหญ่ แต่ การขาดแคลนปศุสัตว์อย่างต่อเนื่อง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาทำให้ราคาเนื้อวัวสูงขึ้น โดยราคากล้วยเพิ่มขึ้นประมาณ 7% ขณะที่มะเขือเทศเพิ่มขึ้น 1% ต้นทุนโดยรวมสำหรับอาหารที่บริโภคในบ้านเพิ่มขึ้น 2.7% ในเดือนกันยายน

การยกเว้นภาษีได้รับการชื่นชมจากกลุ่มอุตสาหกรรมหลายกลุ่ม ขณะที่บางกลุ่มแสดงความผิดหวังที่ผลิตภัณฑ์ของพวกเขาถูกยกเว้นออกไป

ทรัมป์ได้พลิกผันระบบการค้าโลกด้วยการเรียกเก็บภาษีพื้นฐาน 10% สำหรับการนำเข้าจากทุกประเทศ รวมถึงภาษีเฉพาะเพิ่มเติมที่แตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ ทรัมป์ได้มุ่งเน้นไปที่ประเด็นความสามารถในการซื้อในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมยืนยันว่าต้นทุนที่สูงขึ้นใด ๆ ก็ตามเกิดจากนโยบายที่ประกาศใช้โดยอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ไม่ใช่นโยบายภาษีของเขาเอง

ผู้บริโภคยังคงรู้สึกไม่พอใจกับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่สูงขึ้น ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากภาษีนำเข้า และอาจสูงขึ้นอีกในปีหน้า เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ เริ่มผลักภาระภาษีนำเข้าเต็มจำนวน

นายริชาร์ด นีล สส. พรรคเดโมแครตในคณะกรรมการวิธีและการระดมทุนของสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า รัฐบาลทรัมป์กำลัง “ดับไฟที่พวกเขาเป็นคนก่อขึ้น และอ้างว่ามันคือความก้าวหน้า”

“รัฐบาลทรัมป์กำลังยอมรับต่อสาธารณะในสิ่งที่พวกเรารู้ตั้งแต่ต้น: สงครามการค้าของทรัมป์กำลังเพิ่มต้นทุนให้กับประชาชน” นีลกล่าวในแถลงการณ์ “นับตั้งแต่การใช้ภาษีเหล่านี้ ภาวะเงินเฟ้อก็เพิ่มขึ้น และภาคการผลิตก็หดตัวลงทุกเดือน”.

ที่มา Reuters

รถแข่งสปีดเวย์พุ่งชนผู้ชมที่ออสเตรเลีย เจ็บ 9 ราย

รถแข่งสปีดเวย์พุ่งชนผู้ชมที่ออสเตรเลีย เจ็บ 9 ราย

16 พ.ย. 2568 10:38 น.

รถแข่งสปีดเวย์พุ่งชนผู้ชมที่ออสเตรเลีย เจ็บ 9 ราย

มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 9 คน และชายหนึ่งอาการสาหัส หลังรถแข่งสปีดเวย์คันหนึ่งพุ่งชนฝูงชนที่กำลังชมการแข่งขันในสนามจัดงานแห่งหนึ่งในรัฐนิวเซาท์เวลส์

ภาพวิดีโอเผยให้เห็นช่วงเวลาที่รถแข่งคันดังกล่าวพุ่งทะลุแนวกั้น และชนเข้ากับกลุ่มผู้ชมที่อยู่ในอัฒจันทร์เคลื่อนที่ ระหว่างงานอีเวนต์ที่สนามจัดงานวอลชา ในเขต Northern Tablelands ของรัฐนิวเซาท์เวลส์ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (15 พ.ย.)

เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินได้รับแจ้งเหตุที่สนามจัดงานวอลชา บนถนนเดอร์บี ประมาณ 18:15 น. (ตามเวลาท้องถิ่น โดยผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ได้ให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น ก่อนที่เจ้าหน้าที่พยาบาลของรัฐนิวเซาท์เวลส์ จะนำผู้บาดเจ็บ 9 คน เป็นชาย 7 คน และหญิง 2 คน อายุระหว่าง 20 ถึง 75 ปี ส่งโรงพยาบาลวอลชา

ในจำนวนผู้บาดเจ็บทั้งเก้าคนนี้ ชายวัย 54 ปี รายหนึ่งมีอาการบาดเจ็บสาหัสขั้นวิกฤต ขณะที่อีก 3 รายมีอาการบาดเจ็บรุนแรง คาดว่าผู้บาดเจ็บทั้งสี่รายจะถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลขนาดใหญ่ภายในคืนนั้น

เจ้าหน้าที่ตำรวได้รับแจ้งว่า ผู้ขับรถแข่งสปีดเวย์วัย 27 ปี ได้ประสบอุบัติเหตุชนบนสนามแข่งทันทีก่อนที่รถของเขาจะพุ่งทะลุรั้วออกไป

เพื่อน ๆ ของคนขับรถแข่งได้แสดงความตกใจผ่านโซเชียลมีเดีย ขณะที่คนขับกำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล

เพื่อนคนหนึ่งระบุว่า คนขับ “เสียใจอย่างหนัก” เกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น และกล่าวว่าตำรวจได้ยึดรถของเขาและรถคู่กรณีที่ชนบนสนามไปตรวจสอบแล้ว

คนขับรถแข่งอีกคนอธิบายอุบัติเหตุนี้ว่าเป็นอุบัติเหตุสุดวิสัย “ผมรักและเคารพทุกคนที่ผมได้พบผ่านวงการเดอร์บี้ และการที่เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ผมรู้ได้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดพลาดอย่างร้ายแรงมาก ๆ” 

ขณะนี้ ตำรวจได้เริ่มทำการสืบสวนคดีนี้แล้ว และกำลังเรียกร้องให้ผู้ใดก็ตามที่มีภาพวิดีโอของเหตุการณ์ หรือมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวน ให้ติดต่อมายังตำรวจ.

ที่มา news.com.au

ปะทะเดือดม็อบ Gen Z ประท้วงผู้นำเม็กซิโก บาดเจ็บกว่า 120 ราย

ปะทะเดือดม็อบ Gen Z ประท้วงผู้นำเม็กซิโก บาดเจ็บกว่า 120 ราย

16 พ.ย. 2568 10:19 น.

ปะทะเดือดม็อบ Gen Z ประท้วงผู้นำเม็กซิโก บาดเจ็บกว่า 120 ราย

ทางการท้องถิ่นเปิดเผยว่า มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 120 คน ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากเหตุการณ์ที่ประชาชนหลายพันคนเดินขบวนประท้วงรัฐบาลของประธานาธิบดีคลอเดีย เชนบาม ในกรุงเม็กซิโกซิตี เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

การเดินขบวนต่อต้านความรุนแรงจากยาเสพติดและนโยบายความมั่นคงของประธานาธิบดีเชนบามครั้งนี้ ถูกจัดตั้งขึ้นบนโซเชียลมีเดียโดยตัวแทนของกลุ่ม “Gen Z” แม้จะพบว่ามีผู้ประท้วงหลากหลายวัยเข้าร่วมก็ตาม

ประธานาธิบดีเชนบาม ซึ่งเข้ารับตำแหน่งตั้งแต่เดือนตุลาคม 2024 ยังคงมีคะแนนนิยมสูงกว่า 70% ในปีแรกของการทำงาน แต่ก็ต้องเผชิญกับเสียงวิจารณ์ต่อนโยบายความมั่นคงของเธอ สืบเนื่องจากคดีฆาตกรรมบุคคลสำคัญหลายคดี

นายพาโบล วาซเกซ ผู้อำนวยการฝ่ายความมั่นคงประจำกรุงเม็กซิโกซิตี กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “การระดมพลครั้งนี้ดำเนินไปอย่างสงบเป็นเวลาหลายชั่วโมง จนกระทั่งมีกลุ่มบุคคลสวมหน้ากากเริ่มก่อเหตุรุนแรง”

เขาเปิดเผยว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 100 นาย โดย 40 นายต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจากรอยฟกช้ำและบาดแผลฉีกขาด ขณะที่ ผู้ประท้วงได้รับบาดเจ็บ 20 ราย ด้วย นายวาซเกซระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้ประท้วง 20 คน ในข้อหาก่ออาชญากรรม เช่น การปล้นและการทำร้ายร่างกาย รวมถึงการทำร้ายนักข่าวหนังสือพิมพ์รายหนึ่ง

ผู้ประท้วงจำนวนมากถือป้ายผ้าและสวมหมวกเพื่อคารวะคาร์ลอส มันโซ นายกเทศมนตรีเมืองอูรูอาปันในรัฐมิโชอากัน ซึ่งถูกลอบสังหารเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน หลังนำการรณรงค์ต่อต้านแก๊งค้ายาเสพติดในเมืองของเขา อย่างไรก็ตาม ภรรยาม่ายของนายกเทศมนตรีที่ถูกสังหารได้ออกมาแสดงการปฏิเสธถึงความเกี่ยวข้องของขบวนการสนับสนุนสามีของเธอกับเหตุประท้วงในวันเสาร์

ผู้เข้าร่วมการเดินขบวนหลายคนยังได้แสดงธงโจรสลัดรูปหัวกะโหลก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์จากมังงะญี่ปุ่นเรื่อง “วันพีซ” ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการประท้วงของเยาวชนทั่วโลก

ก่อนหน้านี้ในสัปดาห์นี้ ประธานาธิบดีเชนบามได้ตั้งคำถามถึงแรงจูงใจของการประท้วงดังกล่าว และกล่าวในการแถลงข่าวประจำวันว่า การเรียกร้องให้ประท้วงนี้เป็น “สิ่งที่ไม่เป็นธรรมชาติ” และ “มีการจ่ายเงิน” “นี่คือขบวนการที่ถูกส่งเสริมมาจากต่างประเทศเพื่อต่อต้านรัฐบาล”

ผู้ประท้วงรวมตัวกันหน้าทำเนียบรัฐบาลในเม็กซิโกซิตี ซึ่งเป็นที่พักและที่ทำงานของเชนบาม และได้พังรั้วเหล็กบางส่วนที่กั้นอาคารไว้ ตำรวจที่รักษาความปลอดภัยอาคารได้ใช้แก๊สน้ำตาและเครื่องดับเพลิงเพื่อควบคุมผู้ประท้วงที่พยายามทุบรั้ว  

เยาวชนหลายร้อยคนขว้างปาสิ่งของใส่ตำรวจ ซึ่งตอบโต้ด้วยการชูโล่ป้องกันและขว้างปาสิ่งของกลับใส่ผู้ประท้วงเช่นกัน.

ที่มา AFP

ระเบิดสนั่นสถานีตำรวจในแคว้นแคชเมียร์อินเดีย ดับ 9 ศพ บาดเจ็บ 27 คน

ระเบิดสนั่นสถานีตำรวจในแคว้นแคชเมียร์อินเดีย ดับ 9 ศพ บาดเจ็บ 27 คน

16 พ.ย. 2568 09:58 น.

ระเบิดสนั่นสถานีตำรวจในแคว้นแคชเมียร์อินเดีย ดับ 9 ศพ บาดเจ็บ 27 คน

มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ศพ และบาดเจ็บ 27 คน จากเหตุระเบิดของวัตถุระเบิดที่ยึดมาได้ ภายในสถานีตำรวจในแคว้นแคชเมียร์ของอินเดีย เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพียงไม่กี่วันหลังเกิดเหตุคาร์บอมบ์คร่าชีวิต 8 ศพในกรุงนิวเดลี

นายนาลิน ประภาต ผู้บัญชาการตำรวจประจำเขตปกครองแคว้นจัมมูและแคชเมียร์ ที่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลกลางอินเดีย เปิดเผยว่าเหตุระเบิดที่สถานีตำรวจเนากัมนั้น ผู้เสียชีวิตประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐบาล และเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งกำลังทำการตรวจสอบวัตถุระเบิดดังกล่าวอยู่

นายปราบาตระบุว่า ขณะเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่กำลังทำการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์และเคมีของวัตถุระเบิดที่ยึดคืนมาได้ก่อนหน้านี้ และกล่าวว่า “การระเบิดโดยอุบัติเหตุ” ได้เกิดขึ้นเมื่อคืนวันศุกร์ (14 พ.ย.) พร้อมชี้แจงว่า ไม่มีการบ่งชี้ถึงการมีส่วนร่วมของกลุ่มติดอาวุธในเหตุการณ์ครั้งนี้ “การคาดการณ์อื่นใดเกี่ยวกับสาเหตุของเหตุการณ์นี้ถือเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น” เขากล่าว

เขากล่าวว่า กระบวนการเก็บตัวอย่างและการจัดการวัตถุระเบิดที่ยึดได้ดำเนินการด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง โดยทีมงานห้องปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการดำเนินการนี้ เมื่อคืนที่ผ่านมา เวลาประมาณ 23.20 น. ตามเวลาอินเดีย ได้เกิดอุบัติเหตุระเบิดขึ้น

แหล่งข่าวตำรวจระบุว่า กำลังอยู่ระหว่างการระบุตัวตนของผู้เสียชีวิต เนื่องจากร่างบางส่วนถูกเผาไหม้จนหมด “ความรุนแรงของการระเบิดนั้นมากจนทำให้มีการพบชิ้นส่วนของร่างกายในบ้านเรือนใกล้เคียง ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีตำรวจราว 100-200 เมตร” แหล่งข่าวระบุ

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นแจ้งกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า เกิดระเบิดรุนแรงขึ้นที่สถานีตำรวจเนากัม และเพลิงได้ลุกไหม้บริเวณพื้นที่ของสถานี ซึ่งต้องมีการส่งรถดับเพลิงเข้าควบคุมสถานการณ์อย่างเร่งด่วน

เหตุระเบิดครั้งนี้เกิดขึ้นสี่วันหลังจากเหตุระเบิดรถยนต์ในกรุงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 8 ราย โดยรัฐบาลอินเดียเรียกว่าเป็น “เหตุก่อการร้าย”

ทั้งนี้ อินเดียและปากีสถาน ได้ต่อสู้ทำสงครามเป็นระยะ ๆ มานานหลายทศวรรษเหนือดินแดนแคชเมียร์ที่เป็นข้อพิพาท ซึ่งทั้งสองประเทศต่างอ้างกรรมสิทธิ์ทั้งหมด แต่ต่างควบคุมได้เพียงบางส่วนเท่านั้น.

ที่มา Reuters

สหรัฐฯถือหางกัมพูชา ใช้มาตรการภาษีบีบไทย ให้ปฏิบัติตามปฏิญญาเดิม “อนุทิน” แจงถูกละเมิดก่อน

สหรัฐฯถือหางกัมพูชา ใช้มาตรการภาษีบีบไทย ให้ปฏิบัติตามปฏิญญาเดิม “อนุทิน” แจงถูกละเมิดก่อน

สหรัฐฯถือหางกัมพูชา ใช้มาตรการภาษีบีบไทย ให้ปฏิบัติตามปฏิญญาเดิม “อนุทิน” แจงถูกละเมิดก่อน

16 พ.ย. 2568 08:16 น.

“อนุทิน” โทร.คุย “ทรัมป์-อันวาร์” ปมชายแดนไทย-กัมพูชา ยันทุ่นระเบิดใหม่ แจงชัดหยุดปฏิญญาที่ทำต่อกัน พร้อมขอผู้นำ  “สหรัฐฯ-มาเลย์” ช่วยกดดันกัมพูชาเคารพปฏิญญา ไม่ขัดขวางไทยในการเก็บกู้ระเบิด ขณะที่ ปธน. สหรัฐฯแบไต๋ ส่อใช้มาตรการภาษีการค้ากดดันไทย หลังผู้แทนการค้าสหรัฐฯแจ้ง