BTS คัมแบ็กสะเทือนโซล! โดรน 2,000 ลำ เรียงเป็นหน้าสมาชิกเต็มฟ้า ก่อนขึ้นคอนเสิร์ตใหญ่วันนี้ (คลิป)

BTS คัมแบ็กสะเทือนโซล! โดรน 2,000 ลำ เรียงเป็นหน้าสมาชิกเต็มฟ้า ก่อนขึ้นคอนเสิร์ตใหญ่วันนี้ (คลิป)

21 มี.ค. 2569 08:25 น.

BTS คัมแบ็กสะเทือนโซล! โดรน 2,000 ลำ เรียงเป็นหน้าสมาชิกเต็มฟ้า ก่อนขึ้นคอนเสิร์ตใหญ่วันนี้ (คลิป)

แฟนคลับ BTS แห่ร่วมชมโดรนโชว์สุดอลังการกลางกรุง โซล แปรเป็นภาพใบหน้าสมาชิกทั้งวง เพื่อฉลองการคัมแบ็กอัลบั้มใหม่ “ARIRANG” ก่อนจัดคอนเสิร์ตใหญ่ที่คาดว่าจะมีผู้ชมกว่า 260,000 คนในวันนี้

โดรนจำนวนราว 2,000 ตัว พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืนในกรุง โซล ประเทศเกาหลีใต้  ก่อนจะเรียงตัวเป็นใบหน้าของสมาชิกวง BTS อย่างสวยงาม ท่ามกลางแฟนคลับนับร้อยส่งเสียงเชียร์กึกก้อง

การแสดงโดรนไลต์โชว์ดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาที่ สวนสาธารณะตึกซอมฮันกัง ริมแม่น้ำฮัน โดยเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมสำหรับแฟนๆ เพื่อเฉลิมฉลองการกลับมาของ BTS พร้อมอัลบั้มใหม่

ตลอดระยะเวลา 15 นาที โดรนราว 2,000 ลำ ได้สร้างภาพและรูปทรงหลากหลายกลางอากาศ ประกอบเพลงใหม่ของวง ไม่ว่าจะเป็นภาพพอร์ตเทรตของสมาชิก ชื่ออัลบั้ม รวมถึงชื่อเพลงไตเติล ท่ามกลางแสงแฟลชจากโทรศัพท์มือถือของแฟนๆ ที่ส่องประกายทั่วบริเวณ

ปล่อยอัลบั้มใหม่ “ARIRANG” แรงบันดาลใจจากเพลงพื้นบ้านเกาหลี

ก่อนหน้าการแสดงในวันเดียวกัน BTS ได้ปล่อยอัลบั้มเต็มชุดที่ 5 ชื่อ “ARIRANG” ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากเพลงพื้นบ้านเก่าแก่หลายร้อยปีของเกาหลี ที่ถือเป็นเสมือนเพลงสัญลักษณ์ร่วมของทั้งเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้

หลังห่างหายจากการแสดงไปนานถึง 4 ปี BTS เตรียมจัดคัมแบ็กโชว์ครั้งยิ่งใหญ่ในวันเสาร์นี้ ที่จตุรัสกวางฮวามุน ศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของกรุงโซล

คอนเสิร์ตครั้งนี้เปิดให้เข้าชมฟรี และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมมากถึง 260,000 คน โดยนอกจากผู้ที่มีบัตรเข้าชมแล้ว ยังมีการติดตั้งจอขนาดใหญ่ในพื้นที่โดยรอบ เพื่อให้แฟนๆ จำนวนมากสามารถร่วมชมการแสดงได้อย่างทั่วถึงท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด.

ดูคลิป ที่นี่

ที่มา : AP

ทรัมป์ส่งสัญญาณ “ลดบทบาททหาร” ในตะวันออกกลาง อ้างสหรัฐฯ ชนะ และใกล้บรรลุเป้าหมาย

ทรัมป์ส่งสัญญาณ “ลดบทบาททหาร” ในตะวันออกกลาง อ้างสหรัฐฯ ชนะ และใกล้บรรลุเป้าหมาย

21 มี.ค. 2569 07:47 น.

ทรัมป์ส่งสัญญาณ “ลดบทบาททหาร” ในตะวันออกกลาง อ้างสหรัฐฯ ชนะ และใกล้บรรลุเป้าหมาย

โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าสหรัฐฯ กำลังพิจารณาลดบทบาททางทหารในตะวันออกกลาง หลังเชื่อว่าใกล้บรรลุเป้าหมายในการรับมืออิหร่าน พร้อมโยนให้ประเทศอื่นที่ใช้ช่องแคบฮอร์มุซ รับหน้าที่ดูแลความปลอดภัยแทน 

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันศุกร์ (ตามเวลาท้องถิ่น) ว่า สหรัฐอเมริกากำลังพิจารณาลดระดับ ปฏิบัติการทางทหารในตะวันออกกลาง หลังจากเชื่อว่าใกล้บรรลุเป้าหมายสำคัญในการจัดการกับอิหร่านแล้ว

ทรัมป์ระบุว่า ความคืบหน้าดังกล่าวเกิดขึ้นหลังสหรัฐฯ สามารถบ่อนทำลายขีดความสามารถด้านขีปนาวุธของอิหร่าน รวมถึงทำลายศักยภาพของกองทัพอากาศและกองทัพเรืออิหร่านได้ในระดับหนึ่ง

ผู้นำสหรัฐฯ ยังกล่าวถึงความสำคัญของ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก โดยเสนอว่าประเทศที่พึ่งพาการใช้เส้นทางดังกล่าวควรเข้ามามีบทบาทดูแลความปลอดภัยแทนสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าสหรัฐฯ ยังพร้อมให้การสนับสนุน หากประเทศพันธมิตรร้องขอความช่วยเหลือ แต่เชื่อว่าหากภัยคุกคามจากอิหร่านหมดไป ภารกิจดังกล่าวจะไม่ใช่เรื่องยากสำหรับประเทศเหล่านั้น

ทรัมป์อ้าง “สหรัฐฯ ชนะแล้ว” แต่เสริมกำลังต่อเนื่อง

แม้ทรัมป์จะกล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า สหรัฐฯชนะสงครามกับอิหร่านแล้ว แต่สถานการณ์ในพื้นที่ยังคงตึงเครียด

รายงานจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า กองกำลังนาวิกโยธินและทหารเรือสหรัฐฯ หลายพันนายกำลังมุ่งหน้าไปยังตะวันออกกลางเพิ่มเติม ในช่วงที่สงครามกับอิหร่านกำลังจะเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4

ท่าทีของทรัมป์สะท้อนแนวโน้มลดภาระของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยพยายามผลักดันให้พันธมิตรเข้ามารับบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะในจุดยุทธศาสตร์อย่างช่องแคบฮอร์มุซ

อย่างไรก็ตาม การเสริมกำลังทหารในเวลาเดียวกัน อาจสะท้อนว่าสหรัฐฯ ยังไม่พร้อมถอนตัวเต็มรูปแบบ และยังคงต้องการรักษาอำนาจต่อรองทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาคที่มีความสำคัญต่อพลังงานโลก.

ที่มา : CNN

อิหร่านยืนยัน โฆษกกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม IRGC ถูกสังหารจากการโจมตีร่วมสหรัฐฯ-อิสราเอล

อิหร่านยืนยัน โฆษกกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม IRGC ถูกสังหารจากการโจมตีร่วมสหรัฐฯ-อิสราเอล

21 มี.ค. 2569 00:00 น.

อิหร่านยืนยัน โฆษกกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม IRGC ถูกสังหารจากการโจมตีร่วมสหรัฐฯ-อิสราเอล

อิหร่านยืนยัน โฆษกกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม IRGC ถูกสังหารจากการโจมตีร่วมสหรัฐฯ-อิสราเอล นับเป็นรายล่าสุดในปฏิบัติการลอบสังหารระดับผู้นำของอิหร่าน

วันที่ 20 มีนาคม 2569 กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน เปิดเผยว่า อาลี โมฮัมหมัด ไนอินี วัย 68 ปี ผู้ดำรงตำแหน่งโฆษก ได้ถูกสังหารจากการโจมตีทางอากาศร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล ในช่วงเช้ามืดวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยเหตุเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่เขาปรากฏตัวทางโทรทัศน์ ยืนยันว่าอิหร่านยังคงมีศักยภาพในการผลิตขีปนาวุธ แม้อยู่ในภาวะสงคราม

ก่อนหน้านี้ ไนอินีให้สัมภาษณ์ว่า อุตสาหกรรมขีปนาวุธของอิหร่านยังคงดำเนินต่อไปได้อย่างเต็มที่ และไม่มีความน่ากังวลแม้ถูกโจมตี

ด้านนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิวราเอล ระบุว่า อิหร่านไม่สามารถพัฒนานิวเคลียร์และขีปนาวุธได้อีก ขณะที่กองทัพอิสราเอลยืนยันว่า กำลังเดินหน้าโจมตีเป้าหมายในกรุงเตหะรานอย่างต่อเนื่อง 

ทั้งนี้ การเสียชีวิตของไนอินี ถือเป็นหนึ่งในเหตุลอบสังหารเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านที่เกิดขึ้นต่อเนื่องภายในเวลาไม่ถึง 3 สัปดาห์ นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ก่อนหน้านี้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ถูกสังหารในช่วงเริ่มต้นของปฏิบัติการ และถูกแทนที่โดย โมจตาบา คาเมเนอี.

ที่มา Aljazeera

อิสราเอลถล่มอิหร่านอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเทศกาลปีใหม่ของชาวเปอร์เซีย ขณะที่อิหร่านยิงขีปนาวุธตอบโต้

อิสราเอลถล่มอิหร่านอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเทศกาลปีใหม่ของชาวเปอร์เซีย ขณะที่อิหร่านยิงขีปนาวุธตอบโต้

20 มี.ค. 2569 20:20 น.

อิสราเอลถล่มอิหร่านอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเทศกาลปีใหม่ของชาวเปอร์เซีย ขณะที่อิหร่านยิงขีปนาวุธตอบโต้

สงครามสหรัฐฯ อิสราเอล กับอิหร่านเดือด อิสราเอลโจมตีกรุงเตหะรานช่วงปีใหม่เปอร์เซีย ขณะอิหร่านยิงขีปนาวุธตอบโต้ ทำให้ราคาพลังงานผันผวน

วันที่ 20 มีนาคม 2569 สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยกระดับอีกครั้ง เมื่ออิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่กรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่านในช่วงที่ประชาชนกำลังเฉลิมฉลองเทศกาลโนว์รูซ หรือปีใหม่ของชาวเปอร์เซีย ขณะเดียวกัน อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธหลายระลอกเข้าใส่กรุงเยรูซาเลม โดยมีรายงานว่าเสียงการสกัดกั้นขีปนาวุธดังขึ้นต่อเนื่องตลอดทั้งคืน

ด้านนายเบนจามิน เนทันยาฮู ระบุว่า อิหร่านถูกทำลายศักยภาพอย่างหนัก จนไม่สามารถเสริมสมรรถนะด้านนิวเคลียร์หรือผลิตขีปนาวุธได้ตามเดิม

การปะทะกันครั้งล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากอิหร่านตอบโต้การโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติเซาท์พาร์ส ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกพุ่งสูงในช่วงที่ผ่านมา ก่อนเริ่มปรับตัวลดลงหลังอิสราเอลส่งสัญญาณชะลอการโจมตีเป้าหมายด้านพลังงาน และสหรัฐฯ มีแผนเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน

นอกจากนี้ หลายประเทศรวมถึง อังกฤษ ฝรั่งเศส และ ญี่ปุ่น ออกแถลงการณ์ร่วมแสดงความพร้อมสนับสนุนความพยายามรักษาความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก โดยสถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความเสี่ยงที่ความขัดแย้งอาจลุกลามเป็นวงกว้างมากขึ้น ท่ามกลางความกังวลของนานาชาติทั้งด้านความมั่นคงและผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป.

ที่มา BBC

เมียนมาจ่อเลือกประธานาธิบดีใหม่ 30 มีนาคมนี้ คาด “มิน อ่อง หล่าย” คว้าเก้าอี้ผู้นำพลเรือน

เมียนมาจ่อเลือกประธานาธิบดีใหม่ 30 มีนาคมนี้ คาด "มิน อ่อง หล่าย" คว้าเก้าอี้ผู้นำพลเรือน

20 มี.ค. 2569 17:10 น.

เมียนมาจ่อเลือกประธานาธิบดีใหม่ 30 มีนาคมนี้ คาด “มิน อ่อง หล่าย” คว้าเก้าอี้ผู้นำพลเรือน

รัฐสภาเมียนมาเตรียมเริ่มกระบวนการสรรหาประธานาธิบดีคนใหม่ วันที่ 30 มีนาคมนี้ หลังการเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยข้อกังขา นักวิเคราะห์ชี้ชัด พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย เตรียมก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศอย่างเป็นทางการ แต่อาจต้องลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดเพื่อเลี่ยงข้อกฎหมายรัฐธรรมนูญ

เจ้าหน้าที่รัฐสภาเมียนมา ประกาศผ่านสื่อของรัฐเมื่อวันศุกร์ว่า กระบวนการคัดเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศจะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 30 มีนาคมนี้ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญหลังจากมีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยพรรคที่มีกองทัพหนุนหลังเป็นผู้คว้าชัยชนะ

ตามระบบที่วางไว้ รัฐสภาทั้งวุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร และตัวแทนจากกองทัพ จะเสนอชื่อผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสภาละ 1 คน รวมเป็น 3 คน หลังจากผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ รัฐสภาจะลงมติเลือก 1 ใน 3 ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ส่วนอีก 2 ท่านที่เหลือจะดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี

เหล่านักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐประหารปี 2021 จะเป็นผู้ชนะในการโหวตครั้งนี้และก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนต่อไปของเมียนมา

นายถิ่น จ่อ เอ นักวิเคราะห์อิสระในประเทศไทย ให้ความเห็นว่า พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย น่าจะตัดสินใจสละตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดก่อนวันที่ 30 มีนาคม เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2008 ระบุว่าข้าราชการประจำไม่สามารถดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนสถานะเป็นพลเรือนเพื่อให้มีคุณสมบัติครบถ้วน

อย่างไรก็ตาม นายถิ่น จ่อ เอ มองว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง แต่เป็นเพียงการ “เปลี่ยนรูปโฉมจากเผด็จการในชุดเครื่องแบบทหาร มาเป็นเผด็จการในชุดพลเรือนเท่านั้น” โดยกองทัพและพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) จะยังคงผูกขาดอำนาจทางการเมืองต่อไปอย่างเบ็ดเสร็จ

เมียนมาตกอยู่ภายใต้วิกฤตและความวุ่นวายมานับตั้งแต่การก่อรัฐประหารในช่วงต้นปี 2021 ซึ่งเป็นการขับไล่รัฐบาลพลเรือนที่นำโดยนางออง ซาน ซูจี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การประท้วงทั่วประเทศ ก่อนจะลุกลามกลายเป็นการต่อสู้ด้วยอาวุธระหว่างกองทัพและกลุ่มต่อต้านทั่วประเทศที่ยังคงยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน.

ที่มา Reuters

สงครามในอิหร่านกำลังเป็นภัยคุกคามต่อราคาอาหารในประเทศกำลังพัฒนา

สงครามในอิหร่านกำลังเป็นภัยคุกคามต่อราคาอาหารในประเทศกำลังพัฒนา

20 มี.ค. 2569 16:52 น.

สงครามในอิหร่านกำลังเป็นภัยคุกคามต่อราคาอาหารในประเทศกำลังพัฒนา

ความขัดเเย้งในตะวันออกกลางกำลังกลายเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อประเทศกำลังพัฒนา ที่ต้องเผชิญกับปัญหาราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรุนแรง

สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่กำลังตึงเครียดในปัจจุบัน ส่งผลให้การขนส่งปุ๋ยหยุดชะงักและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ที่ทำให้ราคาอาหารพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งในหลายประเทศที่อยู่ในสภาพเปราะบาง ซึ่งเสี่ยงต่อการทำให้เศรษฐกิจถดถอยยาวนานหลายปี ในขณะที่หลายประเทศกำลังฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์ระดับโลกที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน

ประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งที่เริ่มมีความเข้มแข็งขึ้น และเริ่มดึงดูดการลงทุนหน้าใหม่มากขึ้น หลังจากการระบาดของ Covid-19 ทั่วโลกและสงครามในยูเครน ที่ทำให้ตลาดอาหาร เชื้อเพลิง และตลาดการเงินปั่นป่วน แต่ตอนนี้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังทำให้ประเทศกำลังพัฒนาเหล่านั้นต้องชะงักลงอีกครั้งและทำให้ครัวเรือนต้องดิ้นรนเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว

โอดีล เรโนด์-บาสโซ ประธานธนาคารเพื่อการบูรณะและพัฒนาแห่งยุโรปให้สัมภาษณ์ว่า สิ่งนี้อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อราคาสินค้า โดยเฉพาะราคาอาหารในระยะยาว 

จุดเปลี่ยนสำคัญตอนนี้คือทางเตหะรานสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งปุ๋ยประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของการค้าทั่วโลก และผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซียเป็นผู้จัดหาแอมโมเนียและยูเรียรายใหญ่ ตามข้อมูลขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ธนาคารแห่งอเมริกาเตือนว่าความขัดแย้งนี้คุกคามอุปทานยูเรียทั่วโลกถึง 65-70 เปอร์เซ็นต์ และราคายูเรียในปัจจุบันก็พุ่งสูงขึ้นแล้ว 30-40 เปอร์เซ็นต์

นักเศรษฐศาสตร์ชี้เเจงว่า สิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกและอุปทานสินค้าโภคภัณฑ์ในโลกจะลดลง  ธัญพืชที่เป็นอาหารสัตว์ และรวมถึงผลิตภัณฑ์จากนมและเนื้อสัตว์

ส่วนประเทศฝั่งละตินอเมริกาที่เป็นประเทศมหาอำนาจด้านพลังงานเเละการเกษตรอย่างบราซิลเเละอาร์เจนตินา ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากความขัดเเย้งในครั้งนี้มากนักเพราะอยู่ห่างจากสภาวะสงครามในตะวันออกกลางแต่เริ่มสังเกตเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้น นายคาร์ลอส ฟาวาโร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของบราซิล ออกมาเตือนว่าประเทศบราซิลอาจเผชิญปัญหาการขาดแคลนปุ๋ย จากการสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ในทางตรงกันข้าม โซมาเลีย บังกลาเทศ เคนยา และปากีสถาน ที่ไม่ได้เก็บสำรองปุ๋ยไว้จำนวนมาก และพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากกลุ่มประเทศแถบตะวันออกกลางอย่างมาก รวมถึงจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กล่าวว่าต้นทุนปุ๋ยของเคนยาเพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยูซุฟ มูรังวา กล่าวในการแถลงข่าวว่า รวันดาซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศนำเข้าปุ๋ยส่วนใหญ่จากกลุ่มประเทศแถบตะวันออกกลาง กำลังพิจารณามาตรการต่างๆ เพื่อปกป้องภาคการเกษตรของประเทศตนเอง 

สถานการณ์ครั้งนี้ต่างกับในปี 2022 ที่เกิดสงครามระหว่างรัสเซียเเละยูเครนส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการส่งออกอาหารรายใหญ่, ราคาปุ๋ยที่สูงขึ้น หรือการขาดแคลนทางอาหารอย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตร ในขณะที่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและการขนส่ง ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่ความขัดแย้งของรัสเซีย-ยูเครนเริ่มต้นขึ้น ทำให้ต้นทุนปัจจัยการผลิตเพิ่มสูงขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ข้อมูลจากสมาคมปุ๋ยระหว่างประเทศรายงานว่า สินค้าเกษตรประเภทที่ต้องการไนโตรเจนสูงอย่าง ข้าวโพดเเละข้าวสาลี มีเเนวโน้มที่จะราคาสูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนในห่วงโซ่อุปทานสูงขึ้น 

ด้านธนาคารเพื่อการบูรณะเเละพัฒนาแห่งยุโรป กำลังพิจารณามาตรการช่วยเหลือต่างๆ รวมถึงความช่วยเหลือด้านการจัดหาปุ๋ยเพื่อการเกษตรและเตรียมพร้อมสำหรับมาตรการฉุกเฉินหากสงครามไม่ยุติลงในเร็ววัน.

ที่มา : CNA

กรุงโซลเตรียมรับมหาชน 2.6 แสนคน คอนเสิร์ตคัมแบ็ก BTS คุมเข้มความปลอดภัยขั้นสูงสุด

กรุงโซลเตรียมรับมหาชน 2.6 แสนคน คอนเสิร์ตคัมแบ็ก BTS คุมเข้มความปลอดภัยขั้นสูงสุด

20 มี.ค. 2569 16:23 น.

กรุงโซลเตรียมรับมหาชน 2.6 แสนคน คอนเสิร์ตคัมแบ็ก BTS คุมเข้มความปลอดภัยขั้นสูงสุด

ทางการเกาหลีใต้ประกาศยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด เตรียมระดมกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 15,000 นาย คุมเข้มพื้นที่ใจกลางกรุงโซล รองรับกองทัพแฟนคลับวง BTS หรือ “อาร์มี” จากทั่วโลกที่คาดว่าจะหลั่งไหลมาร่วมงานคอนเสิร์ตคัมแบ็กครั้งประวัติศาสตร์ของ BTS มากถึง 260,000 คน

ทางการกรุงโซลเตรียมพร้อมรับมือฝูงชนจำนวนมหาศาลที่คาดว่าจะมารวมตัวกันในย่านควางฮวามุนช่วงสุดสัปดาห์นี้ เพื่อร่วมชมคอนเสิร์ตคัมแบ็กของวงเค-ป๊อป ระดับโลกอย่าง BTS หลังจากห่างหายไปนานถึง 4 ปี โดยเจ้าหน้าที่คาดการณ์ว่าจะมีผู้คนมารวมตัวกันสูงถึง 260,000 คน ตั้งแต่ลานจัตุรัสควางฮวามุนไปจนถึงประตูซุงนเย ซึ่งนับเป็นการรวมตัวของฝูงชนครั้งใหญ่ที่สุดในพื้นที่นี้นับตั้งแต่การแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2002

เพื่อป้องกันเหตุร้ายและบริหารจัดการฝูงชน สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้วางมาตรการเข้มงวด ด้วยการระดมกำลังเจ้าหน้าที่รวมกว่า 15,000 นาย โดยในจำนวนนี้เป็นตำรวจกว่า 6,700 นาย รวมถึงหน่วยปฏิบัติการพิเศษเพื่อเฝ้าระวังภัยคุกคามด้านการก่อการร้าย

รวมถึงมาตรการการตรวจคัดกรองที่เข้มงวด โดยผู้เข้าชมงานต้องผ่านเครื่องตรวจจับโลหะ ณ ทางเข้าทั้ง 31 จุด และอาจมีการตรวจสอบลายนิ้วมือหรือเลขบัตรประจำตัวหากไม่มีเอกสารยืนยันตัวตนชัดเจน นอกจากนั้น ยังมีการติดตั้งแผงกั้นนิรภัยหนาแน่นถึง 3 ชั้น ใน 20 จุดรอบบริเวณงาน เพื่อจัดระเบียบและป้องกันเหตุวุ่นวาย

การอำนวยความสะดวกและข้อจำกัดด้านการเดินทางเนื่องจากคาดว่าจะมีแฟนคลับ หรือ  “อาร์มี” ทั้งชาวเกาหลีและชาวต่างชาติเดินทางมาเป็นจำนวนมาก ทางการจึงประกาศมาตรการด้านคมนาคม เช่นการงดจอดสถานีรถไฟใต้ดินบางแห่ง ในวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม ตั้งแต่เวลา 14:00 น. ถึง 22:00 น. รถไฟใต้ดินจะไม่จอดที่สถานีควางฮวามุน, ซิตี้ฮอลล์ และเคียงบกกุง เพื่อลดความแออัด 

ส่วนบริการตู้ล็อกเกอร์ในสถานีรถไฟใต้ดิน 17 แห่งจะถูกระงับการใช้งานชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย ส่วนบริการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ มีการจัดตั้งจุดปฐมพยาบาล 3 จุดจากทางการ และอีก 11 บูธจากผู้จัดงาน เพื่อดูแลสุขภาพของผู้เข้าร่วมงาน

บรรยากาศในพื้นที่เริ่มคึกคักตั้งแต่แต่วันศุกร์ (20 มี.ค.) โดยพบแฟนคลับจำนวนมากมารอเฝ้าลานกิจกรรม เช่น ชาร์ลีน เวสต์ อดีตทหารเรือสหรัฐฯ วัย 65 ปี ที่เดินทางมาจากฟลอริดาเพื่อใกล้ชิดกับศิลปินให้ได้มากที่สุด แม้จะไม่มีบัตรคอนเสิร์ตก็ตาม ขณะที่นักท่องเที่ยวบางส่วนเผยว่าถือเป็นโชคดีที่ทริปพักผ่อนตรงกับช่วงงานสำคัญพอดี แม้จะกังวลเรื่องความแออัดแต่ก็ตั้งใจจะร่วมบรรยากาศอยู่ห่างๆ

นายยู แจซอง รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความเรียบร้อย พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะภัยคุกคามที่อาจเชื่อมโยงกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยย้ำว่าจะไม่มีการผ่อนปรนต่อการกระทำรุนแรงหรือการพกพาวัตถุอันตรายโดยเด็ดขาด.

ที่มา Yonhap

ศรีลังกาประกาศจุดยืนเป็นกลาง ปฏิเสธสหรัฐฯ ส่งเครื่องบินรบลงจอด

ศรีลังกาประกาศจุดยืนเป็นกลาง ปฏิเสธสหรัฐฯ ส่งเครื่องบินรบลงจอด

20 มี.ค. 2569 15:00 น.

ศรีลังกาประกาศจุดยืนเป็นกลาง ปฏิเสธสหรัฐฯ ส่งเครื่องบินรบลงจอด

ประธานาธิบดีศรีลังกาแถลงต่อสภา ปฏิเสธคำขอจากสหรัฐฯ ที่ต้องการส่งเครื่องบินรบพร้อมขีปนาวุธมาประจำการที่สนามบินพลเรือนเมื่อต้นเดือนมีนาคม ย้ำชัดศรีลังกาต้องไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในความขัดแย้งระหว่างประเทศ หลังเกิดสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

นายอนุรา กุมารา ดิสซานายาเก ประธานาธิบดีศรีลังกา แถลงต่อรัฐสภาวันนี้ (20 มี.ค.) ว่า รัฐบาลศรีลังกาได้ตัดสินใจปฏิเสธคำขอของสหรัฐฯ ที่ต้องการนำเครื่องบินรบจำนวน 2 ลำ เข้ามาประจำการ ณ ท่าอากาศยานนานาชาติมัตตาลา ทางตอนใต้ของประเทศในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อรักษาไว้ซึ่งความเป็นกลางทางการเมืองและป้องกันไม่ให้ดินแดนของประเทศถูกใช้ในวัตถุประสงค์ทางทหาร

ประธานาธิบดีดิสซานายาเกระบุว่า สหรัฐฯ ได้ยื่นคำขอเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ เพื่อขอนำเครื่องบินรบที่ติดตั้งขีปนาวุธต่อต้านเรือจำนวน 8 ลูก เดินทางจากฐานทัพในจิบูตีมายังศรีลังการะหว่างวันที่ 4-8 มีนาคม อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกันนั้น ทางการอิหร่านก็ได้ยื่นคำขอในลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยต้องการให้เรือรบ 3 ลำเข้าจอดเทียบท่าที่กรุงโคลัมโบ หลังจากเสร็จสิ้นการซ้อมรบที่ประเทศอินเดีย

ผู้นำศรีลังกากล่าวท่ามกลางเสียงปรบมือสนับสนุนจากสมาชิกสภาว่า “ในขณะนั้นเรากำลังพิจารณาคำขอของอิหร่าน หากเราตอบตกลงกับอิหร่าน เราก็จำเป็นต้องตอบตกลงกับสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน แต่เราเลือกที่จะปฏิเสธทั้งสองฝ่าย เพื่อยืนหยัดในจุดยืนเรื่องความเป็นกลางอย่างมั่นคง” 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สถานการณ์ในมหาสมุทรอินเดียทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากกองกำลังสหรัฐฯ ได้ยิงตอร์ปิโดโจมตีเรือฟริเกตของอิหร่าน “IRIS Dena” บริเวณนอกชายฝั่งทางตอนใต้ของศรีลังกาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ส่งผลให้ลูกเรือชาวอิหร่านเสียชีวิตอย่างน้อย 84 ราย โดยกองทัพเรือศรีลังกาสามารถช่วยชีวิตผู้รอดชีวิตไว้ได้ 32 ราย

อย่างไรก็ตาม ศรีลังกาได้อนุญาตให้เรืออิหร่านอีกลำคือ “IRIS Bushehr” เข้าสู่น่านน้ำในวันถัดมาเนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัยของลูกเรืออีก 219 นาย ซึ่งปัจจุบันยังคงพักพิงอยู่ในกรุงโคลัมโบ

ความสัมพันธ์ที่ต้องรักษาสมดุลการตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนถึงความพยายามของศรีลังกาในการรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ โดยสหรัฐฯ ถือเป็นตลาดส่งออกสินค้าหลักของศรีลังกา ในขณะที่อิหร่านก็เป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดที่นำเข้าชาจากศรีลังกาเช่นกัน.

ที่มา AFP

ไฟไหม้โรงงานชิ้นส่วนรถยนต์เมืองแทจอน บาดเจ็บอย่างน้อย 50 ราย

ไฟไหม้โรงงานชิ้นส่วนรถยนต์เมืองแทจอน บาดเจ็บอย่างน้อย 50 ราย

20 มี.ค. 2569 14:31 น.

ไฟไหม้โรงงานชิ้นส่วนรถยนต์เมืองแทจอน บาดเจ็บอย่างน้อย 50 ราย

เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงภายในโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ยักษ์ใหญ่ที่เขตแดด็อก เมืองแทจอน ประเทศเกาหลีใต้ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บแล้วอย่างน้อย 50 ราย โดยในจำนวนนี้อาการสาหัสถึง 35 ราย ด้านเจ้าหน้าที่สั่งระดมกำลังระดับชาติและใช้หุ่นยนต์ดับเพลิงเข้าควบคุมสถานการณ์อย่างเร่งด่วน

เมื่อเวลาประมาณ 13:17 น. ของวันที่ 20 มีนาคม (ตามเวลาท้องถิ่น) เกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นที่โรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในเขตมุนพยองดง เขตแดด็อก เมืองแทจอน ประเทศเกาหลีใต้ ส่งผลให้เกิดกลุ่มควันดำทะมึนพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า รายงานล่าสุดเมื่อเวลา 14:30 น. ยืนยันพบผู้ได้รับบาดเจ็บแล้ว 50 ราย แบ่งเป็นผู้บาดเจ็บสาหัส 35 ราย และบาดเจ็บเล็กน้อย 15 ราย ขณะที่หน่วยกู้ภัยแสดงความกังวลว่าอาจมียอดผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีรายงานว่าพนักงานบางส่วนยังสูญหายและติดอยู่ภายในอาคาร

หน่วยดับเพลิงได้ประกาศภาวะฉุกเฉินระดับ 2 เมื่อเวลา 13:31 น. ก่อนที่สำนักงานดับเพลิงแห่งชาติจะตัดสินใจประกาศ “คำสั่งระดมพลดับเพลิงระดับชาติ” ในเวลาต่อมา เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการสูญเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก โดยมีการระดมเจ้าหน้าที่กว่า 115 นาย และอุปกรณ์ดับเพลิง 46 ชุด รวมถึงการสนับสนุนจากจังหวัดใกล้เคียงอย่างชุงนัม, ชุงบุก และเซจอง ที่ส่งหน่วยกู้ภัย 119 และรถฉีดน้ำเข้ามาเสริมกำลัง นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยี “หุ่นยนต์ดับเพลิงไร้คนขับ” 2 ตัว และระบบฉีดน้ำแรงดันสูงเคลื่อนที่เข้ามาใช้ในจุดที่เจ้าหน้าที่เข้าถึงได้ยาก

นายคิม มินซอก นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายยุน โฮจุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและความปลอดภัย ได้ออกคำสั่งด่วนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเทศบาลเมืองแทจอน ระดมทรัพยากรทั้งหมดที่มีเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยและเร่งดับไฟให้เร็วที่สุด พร้อมทั้งกำชับให้ดูแลความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำซ้อน รวมถึงสั่งการให้มีการอพยพชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงและควบคุมการจราจรโดยรอบที่เกิดเหตุ

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ระหว่างการเร่งระงับเหตุ และจะดำเนินการสอบสวนหาสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ รวมถึงประเมินมูลค่าความเสียหายทั้งหมดทันทีหลังจากเพลิงสงบลง.

ที่มา Yonhap

วิกฤตพลังงานลามหนัก! ชาวอินเดียแห่ซื้อ “ฟืน–ขี้วัว” ใช้แทนแก๊ส

วิกฤตพลังงานลามหนัก! ชาวอินเดียแห่ซื้อ "ฟืน–ขี้วัว" ใช้แทนแก๊ส

20 มี.ค. 2569 14:09 น.

วิกฤตพลังงานลามหนัก! ชาวอินเดียแห่ซื้อ “ฟืน–ขี้วัว” ใช้แทนแก๊ส

สงครามอิหร่าน ทำวิกฤติพลังงานลุกลาม ล่าสุดอินเดียขาดแคลนก๊าซหุงต้ม ชาวบ้านแห่ซื้อฟืน–ขี้วัว ใช้แทนแก๊ส ขณะที่นักวิชาการเตือนเสี่ยงมลพิษพุ่ง กระทบสุขภาพ

วิกฤตพลังงานจากสงครามระหว่าง อิหร่าน กับ สหรัฐอเมริกา และ อิสราเอล กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนถึง อินเดีย อย่างหนัก หลังการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ขนส่งน้ำมันและก๊าซราว 1 ใน 5 ของโลก และเป็นแหล่งก๊าซ LNG และ LPG ส่วนใหญ่ของอินเดีย จนหลายภูมิภาคในอินเดียเริ่มเห็นยอดขายไม้ฟืนและขี้วัวอัดแผ่นเพิ่มขึ้นเพื่อนำมาใช้แทนแก๊ส ขณะที่ประชาชนบางส่วนกักตุนแก๊สหุงต้ม ท่ามกลางความกังวลว่าสินค้าจะไม่เพียงพอ

รัฐเร่งแก้เกม แจกน้ำมันก๊าด-เปิดใช้เชื้อเพลิงสกปรก

มีรายงานว่า รัฐบาลอินเดียได้ออกมาตรการฉุกเฉิน อนุมัติน้ำมันก๊าดเพิ่มอีก 48,000 กิโลลิตร เพื่อช่วยครัวเรือนรายได้น้อย พร้อมอนุญาตให้ร้านอาหารและโรงแรมหันไปใช้เชื้อเพลิงทางเลือก เช่น ถ่าน ฟืน ชีวมวล และน้ำมันก๊าด แทนก๊าซหุงต้มชั่วคราว

แม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อินเดียพยายามผลักดันการใช้ LPG แทนเชื้อเพลิงดั้งเดิม แต่ปัจจุบันประเทศยังต้องนำเข้า LPG ถึง 60% ทำให้เปราะบางต่อวิกฤตโลกครั้งนี้

ผู้เชี่ยวชาญเตือน “มลพิษพุ่ง–สุขภาพเสี่ยง”

ด้านนักวิชาการด้านพลังงานเตือนว่า อินเดียอาจต้อง “ถอยหลัง” กลับไปใช้เชื้อเพลิงสกปรก เช่น ถ่านหิน น้ำมันก๊าด และชีวมวล (ฟืน ซากพืช หรือมูลสัตว์) หลังเกิดภาวะขาดแคลนก๊าซหุงต้มLPG อย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ ซึ่งการกลับไปใช้เชื้อเพลิงอย่างถ่านหินและชีวมวล อาจทำให้มลพิษทางอากาศภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงเหล่านี้ปล่อยก๊าซพิษ เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ และฝุ่นขนาดเล็ก ซึ่งสามารถเข้าสู่ปอดและกระแสเลือด เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและระบบทางเดินหายใจ 

เมืองเสี่ยงหนัก – ระบบพลังงานถอยหลัง

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า พื้นที่เมืองอาจได้รับผลกระทบหนักกว่าชนบท เนื่องจากมีทางเลือกเชื้อเพลิงน้อยกว่า ขณะที่บางส่วนอาจหันไปใช้ไฟฟ้าแทน ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความต้องการพลังงานไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือไฟฟ้าในอินเดียยังพึ่งพาถ่านหิน สูงถึงเกือบ 79% ทำให้การเปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้า อาจยิ่งตอกย้ำการพึ่งพาพลังงานสกปรก

แม้จะมีทางเลือก เช่น เตาแก๊สชีวภาพ หรือระบบทำอาหารพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า เทคโนโลยีเหล่านี้ยังต้องใช้เวลาในการขยายผล

นักวิเคราะห์มองว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อินเดียอาจต้องเผชิญทางสองแพร่งที่ต้องเลือก ระหว่างการรักษาความมั่นคงพลังงาน กับเป้าหมายลดมลพิษ.

ที่มา : BBC