ดับแล้ว 6 ศพ มือปืนกราดยิงศูนย์เยาวชนเยอรมนี จับผู้ต้องสงสัยแล้ว 2 คน

ดับแล้ว 6 ศพ มือปืนกราดยิงศูนย์เยาวชนเยอรมนี จับผู้ต้องสงสัยแล้ว 2 คน

30 มิ.ย. 2569 01:00 น.

ดับแล้ว 6 ศพ มือปืนกราดยิงศูนย์เยาวชนเยอรมนี จับผู้ต้องสงสัยแล้ว 2 คน

เกิดเหตุกราดยิงที่ศูนย์เยาวชนในเมืองทางตอนเหนือของเยอรมนี ให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ศพ ขณะที่ตำรวจจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยได้แล้ว 2 ราย รวมทั้งมือปืนผู้ก่อเหตุ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุมือปืนกราดยิงที่ศูนย์สวัสดิการเยาวชนในเมืองชตาเดอ (Stade) ทางตอนเหนือของประเทศเยอรมนี ส่งผลให้ผู้หญิง 4 คนและผู้ชาย 1 คนถูกยิงเสียชีวิตภายในอาคาร ขณะที่มีผู้บาดเจ็บไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา กลายเป็นเหยื่อรายที่ 6 ของเหตุการณ์นี้

ตำรวจให้ข้อมูลกับสำนักข่าวบีบีซี (BBC) ว่า ผู้เคราะห์ร้ายทั้งหมดเป็นผู้ใหญ่ โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้แล้ว 2 คน ซึ่งรวมถึงตัวผู้ก่อเหตุด้วย และตำรวจกำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนบุคคลที่สามที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ส่วนแรงจูงใจในการก่อเหตุของคนร้ายยังไม่ทราบแน่ชัด

อนึ่ง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ ศูนย์สวัสดิการเยาวชนบนถนนดังกอร์สสตราสเซอ (Dankersstrasse) ซึ่งสื่อท้องถิ่นระบุว่า เป็นศูนย์พักพิงสำหรับผู้หญิงและเด็ก โดยตำรวจได้รับแจ้งเหตุเสียงปืนดังขึ้นครั้งแรกเมื่อเวลาประมาณ 12:10 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ตำรวจได้เข้าปิดล้อมพื้นที่เกิดเหตุ พร้อมทั้งประกาศเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าใกล้บริเวณดังกล่าว

สถานีโทรทัศน์ ZDF และ RTL ของเยอรมนีรายงานอ้างอิงคำแถลงของโฆษกเมืองชตาเดอว่า เด็ก ๆ ในสถานรับเลี้ยงเด็กและโรงเรียนประถมศึกษาที่อยู่ใกล้เคียงยังคงอยู่ภายในอาคารในช่วงที่เกิดเหตุยิงกัน และหลังจากนั้นไม่นาน ผู้ปกครองก็ได้เดินทางมารับตัวพวกเขากลับไปอย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ เมืองชตาเดอตั้งอยู่ในรัฐโลเวอร์แซกโซนี (Lower Saxony) ห่างจากเมืองฮัมบูร์กไปทางทิศตะวันตกประมาณ 30 กิโลเมตร และมีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 50,000 คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ยกคำร้องอุทธรณ์ของทรัมป์ คดีล่วงละเมิด อี. จีน แครอลล์

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ยกคำร้องอุทธรณ์ของทรัมป์ คดีล่วงละเมิด อี. จีน แครอลล์

29 มิ.ย. 2569 23:17 น.

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ยกคำร้องอุทธรณ์ของทรัมป์ คดีล่วงละเมิด อี. จีน แครอลล์

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะรับพิจารณาคำร้องอุทธรณ์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ขอให้ทบทวนคดีหมิ่นประมาทและล่วงละเมิดทางเพศนาง อี. จีน แครอลล์ ซึ่งทรัมป์ถูกตัดสินว่ามีความผิด

เมื่อวันจันทร์ที่ 29 มิ.ย. 2569 ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะรับพิจารณาคำร้องอุทธรณ์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ขอให้ทบทวนคดีแพ่ง ซึ่งศาลตัดสินว่าเขามีความผิดฐานหมิ่นประมาทและล่วงละเมิดทางเพศนาง เอลิซาเบธ จีน แครอลล์ (E. Jean Carroll) นักเขียนหญิง ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 82 ปีแล้ว

ย้อนกลับไปในปี 2566 คณะลูกขุนในนิวยอร์กมีคำสั่งให้ทรัมป์จ่ายค่าเสียหายแก่แครอลล์เป็นเงิน 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากคดีแพ่งที่เธอฟ้องร้องว่าทรัมป์ได้ล่วงละเมิดทางเพศเธอในช่วงทศวรรษ 1990 และหลังจากนั้นเขายังได้โพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์โดยตราหน้าว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่กุขึ้น ส่งผลให้ทรัมป์โดนคดีหมิ่นประมาทเพิ่มเติม

ทรัมป์ปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้มาโดยตลอด และอ้างซ้ำ ๆ ว่าผู้พิพากษาที่ดูแลคดีแพ่งดังกล่าวอนุญาตให้มีการนำเสนอหลักฐานที่ไม่เหมาะสม ซึ่งส่งผลต่อมุมมองของคณะลูกขุนที่มีต่อตัวเขา

เอลิซาเบธ จีน แครอลล์
เอลิซาเบธ จีน แครอลล์

เมื่อปี 2568 ศาลอุทธรณ์รัฐบาลกลางได้เห็นพ้องกับคำตัดสินของคณะลูกขุน และระบุว่าไม่มีเหตุผลอันควรที่จะต้องเริ่มกระบวนการพิจารณาคดีใหม่ ทรัมป์จึงได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลสูงสุดเข้ามาแทรกแซง ซึ่งในท้ายที่สุด ศาลสูงสุดก็ปฏิเสธที่จะรับพิจารณาคำร้องของนายทรัมป์

อย่างไรก็ตาม ศาลสูงสุดไม่ได้ให้รายละเอียดใด ๆ เกี่ยวกับการตัดสินใจไม่รับพิจารณาคดีในครั้งนี้ ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของศาลสูงสุด

อนึ่ง นี่ถือเป็นความหวังสุดท้ายของทรัมป์ในการพลิกคำตัดสินอันเป็นเอกฉันท์ของคณะลูกขุน และนั่นหมายความว่าเขาจะต้องจ่ายค่าเสียหายตามที่แครอลล์ได้รับอนุมัติจากศาล

นาง โรเบอร์ตา คาแพลน ทนายความของแครอลล์ กล่าวในแถลงการณ์ว่า การตัดสินใจของศาลสูงสุดในครั้งนี้ “เป็นการยืนยันอย่างเด็ดขาดถึงคำตัดสินที่เป็นเอกฉันท์ของคณะลูกขุนที่ว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ได้ล่วงละเมิดทางเพศและหมิ่นประมาท อี. จีน แครอลล์ จริง”

“ความพยายามหลายต่อหลายครั้งของเขาในการอุทธรณ์คำตัดสินนั้นล้มเหลวทั้งหมด และคำสั่งศาลในวันนี้ได้ยุติการแสวงหาช่องทางหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองแล้ว” เธอกล่าวเสริม

ด้านนายทรัมป์โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม Truth Social หลังศาลมีคำตัดสินว่า เขาจะยังคงต่อสู้กับ “คดีที่ถูกใช้เป็นอาวุธและสงครามกฎหมาย (Lawfare)” ซึ่งรวมถึง “ข้ออ้างเรื่องการหมิ่นประมาทอันน่าขบขัน ด้วยอำนาจและพละกำลังทั้งหมดที่มี”

“คดีนี้แท้จริงแล้วเป็นการต่อต้านสหรัฐอเมริกาและทุกสิ่งที่ประเทศนี้ยืนหยัด และไม่ควรปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับประธานาธิบดีคนอื่น หรือผู้สมัครชิงตำแหน่งในอนาคตอีกเลย” ข้อความของทรัมป์ระบุ

“รัฐนิวยอร์กได้ตรากฎหมายขึ้นมาในช่วงเวลาสั้น ๆ เพื่อย้อนเวลากลับไปหลายทศวรรษ เพียงเพื่อจะ ‘เล่นงาน’ ผมอย่างไม่ถูกต้อง มันเป็นกฎหมายที่ทำขึ้นมาอย่างเฉพาะเจาะจง และความอยุติธรรมนี้จะปล่อยให้คงอยู่ต่อไปไม่ได้!”

ทั้งนี้ ในคำร้องที่ยื่นต่อศาลสูงสุด ทนายความของทรัมป์โต้แย้งว่า ทนายความของแครอลล์ไม่ควรเปิดเผยคลิปวิดีโอ “Access Hollywood” ปี 2548 ให้คณะลูกขุนเห็น ซึ่งในคลิปนั้นปรากฏภาพประธานาธิบดีพูดว่าตนเองลวนลามและจูบผู้หญิง

การแสดงความคิดเห็นของทรัมป์เกี่ยวกับผลการตัดสินของคณะลูกขุนในคดีนี้ ส่งผลให้คณะลูกขุนอีกชุดหนึ่งมีคำสั่งให้เขาจ่ายเงินให้แครอลล์เพิ่มอีก 83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฐานหมิ่นประมาทเธอ ซึ่งคณะผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์รัฐบาลกลางได้ปฏิเสธคำร้องอุทธรณ์ของเขาต่อคำตัดสินดังกล่าวไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม แม้ศาลจะตัดสินว่าทรัมป์มีความผิดฐานหมิ่นประมาทและล่วงละเมิดทางเพศแครอลล์ แต่คณะลูกขุนได้ยกฟ้องข้อกล่าวหาเรื่องการข่มขืนกระทำชำเรา ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาของรัฐนิวยอร์ก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รอดปาฏิหาริย์ กู้ภัยเวเนซุเอลาช่วยหนุ่มวัย 21 ปี ติดใต้ซากแผ่นดินไหว 106 ชม.

รอดปาฏิหาริย์ กู้ภัยเวเนซุเอลาช่วยหนุ่มวัย 21 ปี ติดใต้ซากแผ่นดินไหว 106 ชม.

29 มิ.ย. 2569 22:11 น.

รอดปาฏิหาริย์ กู้ภัยเวเนซุเอลาช่วยหนุ่มวัย 21 ปี ติดใต้ซากแผ่นดินไหว 106 ชม.

กู้ภัยเวเนซุเอลาและนานาชาติช่วยชายวัย 21 ปี ออกจากซากอาคารที่พังถล่มเพราะแผ่นดินไหวได้สำเร็จ หลังจากชายคนนี้ติดอยู่ในนั้นนานถึง 106 ชั่วโมง

เมื่อวันจันทร์ที่ 29 มิ.ย. 2569 นาย นายิบ บูเคเล ประธานาธิบดีแห่งประเทศเอลซัลวาดอร์ เปิดเผยว่า ทีมกู้ภัยจากเวเนซุเอลา, เม็กซิโก, และเอลซัลวาดอร์ ช่วยเหลือชายวัย 21 ปีรายหนึ่งซึ่งติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังในรัฐลาไกวรา (La Guaira) ของเวเนซุเอลามานานเกือบ 5 วัน ออกมาได้สำเร็จ

ประธานาธิบดีบูเคเลโพสต์ข้อความว่า พบตัวนายอารอน ลีไว คานติโย วาร์กัส ในสภาพที่ยังมีชีวิตอยู่ใต้ซากปรักหักพังในเมืองการาบัลเลดา (Caraballeda) ทว่าระหว่างทีมกู้ภัยและอารอนกลับมีร่างของผู้เสียชีวิตขวางอยู่ ซึ่งทำให้การช่วยเหลือยากลำบากยิ่งขึ้น

นายบูเคลาระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันชายหนุ่มวัย 21 ปีรายนี้อยู่ภายใต้ความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว และทีมกู้ภัยจะยังคง “เดินหน้าทำงานต่อไปด้วยความหวังที่จะสามารถรักษาชีวิตผู้คนให้ได้มากที่สุด”

ด้านนาง เดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ระบุว่า ปฏิบัติการกู้ภัยครั้งนี้ใช้เวลานานถึง 43 ชั่วโมง และอารอนติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังเป็นเวลานานถึง 106 ชั่วโมง ก่อนจะได้รับการช่วยเหลือออกมา

ทั้งนี้ ทางการเวเนซุเอลาระบุจำนวนผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหว 2 ครั้งซ้อนที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อนไว้ที่อย่างน้อย 1,450 ศพ มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 3,150 ราย นอกจากนั้นมีรายงานบ้านเรือนพังทลายหรือได้รับความเสียหายอย่างน้อย 774 หลัง และมีประชาชนรวมทั้งสิ้น 12,721 คนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น

ขณะที่โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประเมินมูลค่า “ความเสียหายทางกายภาพโดยตรง” จากเหตุแผ่นดินไหวในเวเนซุเอลาไว้ว่าอาจสูงถึง 6,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ 6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเวเนซุเอลาเลยทีเดียว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ยืนยัน สหรัฐฯ จ่อคุยอิหร่านอังคารนี้ หลังเตหะรานร้องขอ

ทรัมป์ยืนยัน สหรัฐฯ จ่อคุยอิหร่านอังคารนี้ หลังเตหะรานร้องขอ

29 มิ.ย. 2569 21:45 น.

ทรัมป์ยืนยัน สหรัฐฯ จ่อคุยอิหร่านอังคารนี้ หลังเตหะรานร้องขอ

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความยืนยันว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กับอิหร่านจะประชุมร่วมกันในวันอังคารนี้ หลังทั้งสองฝ่ายประกาศหยุดการโจมตีที่ดำเนินมาหลายวันและกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา

เมื่อวันจันทร์ที่ 29 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ระบุว่า สหรัฐฯ จะเข้าร่วมการประชุมกับอิหร่านที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ในวันอังคารนี้ (30 มิ.ย.) ท่ามกลางความตึงเครียดระลอกใหม่ หลังจากวอชิงตันกับเตหะรานโจมตีตอบโต้กันต่อเนื่องหลายวัน

“อิหร่านได้ร้องขอให้จัดการประชุมขึ้น ซึ่งจะจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้ที่กรุงโดฮา!” โพสต์ของทรัมป์ระบุ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของนายทรัมป์เกิดขึ้นหลังจาก สหรัฐฯ กับอิหร่านโจมตีตอบโต้กันนาน 4 วันจนถึงช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จะออกมาเปิดเผยในวันจันทร์ว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะลดความตึงเครียดลงก่อน “ในตอนนี้” และการเจรจายังคงดำเนินไปตามแผนที่วางไว้

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอิหร่านไม่ยืนยันว่าการเจรจาที่นายทรัมป์พูดถึงจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ โดยก่อนหน้านี้นายคาเซม การีบาบาดี หัวหน้าผู้แทนเจรจาของอิหร่านบอกกับสื่อว่า ยังไม่มีการกำหนดตารางการประชุมของคณะทำงานด้านเทคนิคในสัปดาห์นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

บุกค้นที่พัก “แอร์สาวไทย” ขยายผลเครือข่ายเฮโรอีนข้ามชาติ เตือนอย่ารับหิ้วของ

บุกค้นที่พัก “แอร์สาวไทย” ขยายผลเครือข่ายเฮโรอีนข้ามชาติ เตือนอย่ารับหิ้วของ

29 มิ.ย. 2569 21:22 น.

บุกค้นที่พัก “แอร์สาวไทย” ขยายผลเครือข่ายเฮโรอีนข้ามชาติ เตือนอย่ารับหิ้วของ

แอร์สาวขนเฮโรอีน : ป.ป.ส. ประสาน AFP ขยายผลเครือข่ายส่งเฮโรอีนข้ามชาติ ตรวจค้นที่พัก “แอร์สาวไทย” เตือนประชาชนเลี่ยงการรับหิ้วสิ่งของข้ามประเทศ เสี่ยงโดนซุกยาเสพติด ย้ำโทษรุนแรงมาก

วันที่ 29 มิ.ย.69 น.ส.อารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการ ป.ป.ส. และโฆษกสำนักงาน ป.ป.ส. ชี้แจงถึงกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวว่าทางการประเทศออสเตรเลียได้ควบคุมตัวลูกเรือของสายการบินในข้อหาลักลอบนำเข้ายาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีน) ที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ว่า ที่ผ่านมา สำนักงาน ป.ป.ส. และ AFP มีความร่วมมือกันภายใต้ “ปฏิบัติการเฉพาะกิจร่วม Taskforce Storm” มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง ขยายผลจับกุม และยึดทรัพย์ผู้ต้องหาทั้งในประเทศไทย ประเทศออสเตรเลีย และผู้ต้องหาที่หลบหนีไปยังประเทศต่าง ๆ

สำหรับกรณีนี้ ล่าสุด สำนักงาน ป.ป.ส. ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับทาง AFP จนได้รับข้อเท็จจริงที่ชัดเจนแล้ว และจะนำข้อมูลดังกล่าวไปเร่งสืบสวนขยายผล เพื่อทลายเครือข่ายการลักลอบส่งยาเสพติดไปยังประเทศออสเตรเลียต่อไป

ทั้งนี้ ในวันเดียวกัน สำนักงาน ป.ป.ส. ได้เข้าตรวจค้นหอพักของหญิงสาวผู้ถูกกล่าวหารายดังกล่าว พร้อมสอบปากคำแฟนของผู้ต้องหา เพื่อสืบสวนขยายผลไปยังผู้ที่เป็นเจ้าของยาเสพติดและผู้เกี่ยวข้องในเครือข่าย ซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้รับฝากยาเสพติดให้ลักลอบนำไปยังประเทศออสเตรเลีย โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและติดตามตัวผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

โฆษกสำนักงาน ป.ป.ส. ชี้แจงเพิ่มเติมถึงมาตรการตรวจค้นและคัดกรองสิ่งของสัมภาระก่อนออกเดินทางว่า ปัจจุบันการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการตรวจค้นและสแกนสัมภาระติดตัว (Carry-on) และสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่อง (Checked Baggage) ด้วยเครื่องเอกซเรย์ (X-ray) เพื่อหาวัตถุอันตราย อาวุธ หรือสิ่งของต้องห้ามของผู้โดยสารทุกคน รวมถึงลูกเรือ ซึ่งเป็นบุคลากรที่เข้าถึงพื้นที่ปฏิบัติงานและอากาศยานโดยตรง จึงต้องผ่านการตรวจค้นตามมาตรฐานความปลอดภัยเช่นเดียวกับผู้โดยสาร

ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ส. ได้เร่งหารือร่วมกับการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (AOT) เพื่อยกระดับมาตรการความปลอดภัย พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในระบบการตรวจคัดกรองให้มีความรัดกุมสูงสุด

นอกจากนี้ สำนักงาน ป.ป.ส. ได้บูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของไทยและระหว่างประเทศ เพื่อรับมือกับปัญหายาเสพติดข้ามชาติ โดยจัดตั้งคณะทำงานสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด ณ ท่าอากาศยาน (AITF) และ ณ ท่าเรือ (SITF) รวมถึงขยายความร่วมมือในระดับภูมิภาคอาเซียน (AAITF และ ASITF) พร้อมทั้งจัดอบรมเพิ่มพูนความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการขนส่งและบริษัทเอกชน เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการลักลอบขนส่งยาเสพติดผ่านพัสดุภัณฑ์ระหว่างประเทศ

ในตอนท้าย น.ส.อารีภักดิ์ ได้ฝากเตือนและขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการรับหิ้วสิ่งของหรือรับฝากกระเป๋าสัมภาระระหว่างประเทศโดยเด็ดขาด เนื่องจากกลุ่มเครือข่ายการค้ายาเสพติดมักใช้วิธีการจ้างหรือฝากหิ้วพัสดุข้ามประเทศ โดยซุกซ่อนยาเสพติดไว้ ซึ่งหากถูกตรวจพบ ผู้รับหิ้วจะกลายเป็นผู้ต้องหาในความผิดฐานลักลอบนำเข้าหรือส่งออกยาเสพติดโดยไม่รู้ตัว ซึ่งความผิดดังกล่าวมีโทษทางกฎหมายที่รุนแรงมาก โดยเฉพาะความผิดฐานนำเข้าหรือส่งออกยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ได้แก่ เฮโรอีน ไอซ์ ยาบ้า หรือยาอี เป็นต้น) มีอัตราโทษสูงสุดคือจำคุกตลอดชีวิต ไปจนถึงประหารชีวิต ทั้งตามกฎหมายของประเทศไทยและกฎหมายของประเทศปลายทาง

ทั้งนี้ หากพบเห็นพฤติการณ์ต้องสงสัยหรือมีเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนสำนักงาน ป.ป.ส. โทร. 1386 ตลอด 24 ชั่วโมง.

โฆษก ตร. เผยประสาน AFP ยัน “แอร์สาวไทย” ซุกเฮโรอีน ถูกควบคุมตัวที่ออสเตรเลีย

โฆษก ตร. เผยประสาน AFP ยัน “แอร์สาวไทย” ซุกเฮโรอีน ถูกควบคุมตัวที่ออสเตรเลีย

29 มิ.ย. 2569 20:06 น.

โฆษก ตร. เผยประสาน AFP ยัน “แอร์สาวไทย” ซุกเฮโรอีน ถูกควบคุมตัวที่ออสเตรเลีย

แอร์สาวขนเฮโรอีน : โฆษก ตร. เผยประสาน AFP ยืนยัน “แอร์สาวไทย” ซุกเฮโรอีน ถูกควบคุมตัวที่ออสเตรเลีย อยู่ระหว่างดำเนินการตามกฎหมาย

วันที่ 29 มิถุนายน 2569 พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวว่าลูกเรือหญิงชาวไทยของสายการบินแห่งหนึ่งถูกเจ้าหน้าที่ของประเทศออสเตรเลียควบคุมตัวนั้น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ประสานงานไปยัง สำนักงานตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย (Australian Federal Police: AFP) ประจำประเทศไทย ซึ่งได้รับการยืนยันว่า บุคคลดังกล่าวถูกควบคุมตัวจริง และขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินกระบวนการตามกฎหมายของประเทศออสเตรเลีย

จากข้อมูลที่ได้รับในเบื้องต้น AFP แจ้งว่า ไม่พบบุคคลดังกล่าวมีประวัติการกระทำความผิดในประเทศออสเตรเลียมาก่อน ปัจจุบันถูกควบคุมตัวอยู่ที่ Dame Phyllis Frost Correctional Centre ซึ่งเป็นสถานควบคุมสำหรับผู้ต้องขังหญิงในรัฐวิกตอเรีย ระหว่างรอการดำเนินกระบวนการตามกฎหมายของประเทศออสเตรเลีย

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี สืบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายต่อไป.

สุวรรณภูมิ แจงปมเอ็กซเรย์สัมภาระ “แอร์สาวซุกเฮโรอีน” ยันตรวจเข้มงวดตามมาตรฐาน

สุวรรณภูมิ แจงปมเอ็กซเรย์สัมภาระ “แอร์สาวซุกเฮโรอีน” ยันตรวจเข้มงวดตามมาตรฐาน

29 มิ.ย. 2569 17:53 น.

สุวรรณภูมิ แจงปมเอ็กซเรย์สัมภาระ “แอร์สาวซุกเฮโรอีน” ยันตรวจเข้มงวดตามมาตรฐาน

ผอ.สุวรรณภูมิ แจงปมตรวจเอ็กซเรย์สัมภาระ “แอร์สาวซุกเฮโรอีน” ยันสนามบินตรวจเข้มงวดตามมาตรฐาน ไอเคโอ พร้อมประสาน ป.ป.ส.ตรวจเข้มข้นขึ้น

จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่ามีลูกเรือของสายการบินไทยขนเฮโรอีน ขณะที่ทำการบินจากประเทศไทยไปยังประเทศออสเตรเลีย หลังสุนัขดมกลิ่นตรวจพบสิ่งผิดปกติในสัมภาระ ซึ่งขณะนี้ “ดีดีการบินไทย” ได้สั่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง-วินัย ให้ได้ข้อสรุปใน 7 วัน ตามที่ได้รายงานไปแล้วนั้น (อ่านข่าว : สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ แอร์สาวซุกเฮโรอีน ขีดเส้น 7 วัน ตั้งสอบข้อเท็จจริง”)

วันที่ 29 มิ.ย. 69 นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการสนามบินสุวรรณภูมิ กล่าวยืนยันว่า บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) มีมาตรการที่เข้มงวดในการตรวจค้นผู้โดยสารที่จะเดินทางผ่านเข้า ออก สนามบินสุวรรณภูมิ ตามมาตรฐานขององค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ไอเคโอ และ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ กพท. ตามมาตรฐานความปลอดภัยโลก

ส่วนกรณีที่มีคนตั้งข้อสังเกตถึงการตรวจค้น สิ่งผิดกฎหมาย หรือวัตถุแปลกปลอมที่อาจจะสร้างความไม่ปลอดภัยให้กับเครื่องบิน หรือผู้โดยสารที่เดินทางในแต่ละเที่ยวบินนั้น ขอชี้แจงว่า มาตรฐานการตรวจค้นผู้โดยสารขาออกของสนามบินสุวรรณภูมิเป็นไปตามมาตรฐานโลก ทั้ง ไอเคโอ และ กพท. โดยขาออกเมื่อเราไปเช็คอินเครื่องเอ็กซเรย์ก็จะตรวจสิ่งแปลกปลอมที่เป็นวัตถุ เหล็ก หรือโลหะ รวมถึงของเหลวที่อาจจะทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยกับเที่ยวบินนั้น

ดังนั้นการตรวจเอ็กซเรย์อาจจะไม่สามารถแยกสารสิ่งเสพติดที่เป็นเฮโรอีน ได้ เพราะการแพ็กไม่ได้เป็นกลุ่มก้อน แต่อย่างไรก็ตาม หากมีการประสานงานมาจาก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. ก็จะมีการตรวจค้นพิเศษ

ส่วนขาเข้าของทุกสนามบิน ก็จะมีมาตรฐานการตรวจที่ไม่เหมือนขาออก เพราะแต่ละประเทศ อาจมีข้อกำหนดทั้งในเรื่องการห้ามขนอาหาร พืช หรือ สัตว์ ก็จะมีการตรวจที่แตกต่างกันไป ขณะเดียวกัน ประเทศไทย โดยสนามบินสุวรรณภูมิ การตรวจค้นก็จะยังเข้มงวดเช่นเดิมตามมาตรฐาน ไอเคโอ เช่นกัน ทั้งการเอ็กซเรย์ และการใช้สุนัขดมกลิ่น รวมถึงการแจ้งมาจากต้นทางถึงข้อสงสัยว่าผู้โดยสารคนนี้มีความผิดปกติ.

มาเลเซียขยายดีลค้นหา MH370 หายสาบสูญ ถึงปี 2027 ยึดเงื่อนไขเดิม “หาไม่เจอ ไม่จ่ายเงิน”

มาเลเซียขยายดีลค้นหา MH370 หายสาบสูญ ถึงปี 2027 ยึดเงื่อนไขเดิม "หาไม่เจอ ไม่จ่ายเงิน"

29 มิ.ย. 2569 16:47 น.

มาเลเซียขยายดีลค้นหา MH370 หายสาบสูญ ถึงปี 2027 ยึดเงื่อนไขเดิม “หาไม่เจอ ไม่จ่ายเงิน”

รัฐบาลมาเลเซียประกาศขยายเวลาข้อตกลงร่วมกับ “โอเชียน อินฟินิตี” บริษัทสำรวจใต้ทะเลลึก สานต่อภารกิจค้นหาซากเครื่องบินสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ เที่ยวบิน MH370 ต่อไปอีก 1 ปี จนถึงกลางปี 2027 เพื่อค้นหาในพื้นที่ที่เหลืออีกกว่า 7,400 ตารางกิโลเมตร ย้ำจุดยืนยึดเงื่อนไขเดิม “หากหาไม่เจอ จะไม่ได้รับค่าจ้าง”

นายแอนโทนี โลค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของมาเลเซีย แถลงอย่างเป็นทางการว่า รัฐบาลมาเลเซียได้ตัดสินใจอนุมัติขยายระยะเวลาในข้อตกลงการค้นหาเครื่องบินโบอิ้ง 777 เที่ยวบิน MH370 กับบริษัท โอเชียน อินฟินิตี ออกไปอีก 12 เดือน โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2027

การขยายเวลาในครั้งนี้เป็นการคงเงื่อนไขและข้อตกลงเดิมที่เคยทำไว้ทุกประการ รวมถึงหลักการสำคัญอย่าง “No Find, No Fee” (หากหาไม่พบ จะไม่มีการคิดค่าใช้จ่าย) ซึ่งหมายความว่าบริษัท โอเชียน อินฟินิตี จะได้รับเงินรางวัลจำนวน 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.4 พันล้านบาท) ก็ต่อเมื่อสามารถระบุตำแหน่งและค้นพบซากชิ้นส่วนหลักของเครื่องบินลำดังกล่าวได้สำเร็จเท่านั้น

“การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องและไม่เปลี่ยนแปลงของรัฐบาลมาเลเซีย ในการค้นหาคำตอบและบทสรุปให้แก่ญาติพี่น้องของผู้โดยสารและลูกเรือทุกคนบนเที่ยวบิน MH370” นายแอนโทนี โลค ระบุในแถลงการณ์ พร้อมเสริมว่าการอนุมัตินี้จะช่วยให้บริษัทสามารถดำเนินการค้นหาในพื้นที่ที่ยังเหลืออยู่อีกราว 7,428.54 ตารางกิโลเมตร ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

นายโลค อธิบายเพิ่มเติมว่า การขยายเวลาดังกล่าวยังพิจารณาถึงข้อผูกพันทางการค้าฉบับใหม่ของบริษัท โอเชียน อินฟินิตี ที่จำเป็นต้องโยกย้ายอุปกรณ์และเรือสำรวจหลักไปยังสถานที่อื่นเป็นการชั่วคราว โดยการโยกย้ายและจัดตารางเวลาใหม่ของสินทรัพย์เหล่านี้จะเกิดขึ้นระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2026 ถึงเดือนเมษายน 2027 ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลที่ทะเลสงบ เพื่อรับประกันความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุดในการค้นหา หลังจากที่การค้นหาล่าสุดซึ่งแบ่งเป็น 2 เฟส และเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2025 ยังคงกลับมามือเปล่า

ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลมาเลเซียมีขึ้นหลังจากที่กลุ่มญาติของผู้โดยสารชาวจีนได้ร่วมกันส่งจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม เมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 12 ปีของการหายสาบสูญ เพื่อแสดงความขอบคุณในความพยายาม แต่ขณะเดียวกันก็ติติงและวิพากษ์วิจารณ์ทางการมาเลเซียที่ขาดการแจ้งข้อมูลข่าวสาร โดยระบุว่านับตั้งแต่วันที่ 15 มกราคมของปีนี้ ครอบครัวของผู้สูญเสียไม่ได้รับรายงานสรุปความคืบหน้าเกี่ยวกับการค้นหาอีกเลย

เที่ยวบิน MH370 ของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ส พร้อมผู้โดยสาร 227 คน และลูกเรือ 12 คน รวมเป็น 239 ชีวิต ได้หายสาบสูญไปจากหน้าจอเรดาร์อย่างเป็นปริศนาเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2014 ระหว่างเดินทางจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ มุ่งหน้าสู่กรุงปักกิ่ง โดยผู้โดยสารราว 2 ใน 3 เป็นชาวจีน ส่วนที่เหลือประกอบด้วยชาวมาเลเซีย อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย อินเดีย อเมริกา เนเธอร์แลนด์ และฝรั่งเศส

แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการระดมทุนและเปิดปฏิบัติการค้นหาใต้มหาสมุทรอินเดียตอนใต้ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การบินโลก ทั้งโดยทางการออสเตรเลียที่เป็นผู้นำการค้นหานาน 3 ปี จนถึงเดือนมกราคม 2017 และปฏิบัติการของโอเชียน อินฟินิตี ในปี 2018 และปี 2025 แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการพบซากเครื่องบินลำดังกล่าวแต่อย่างใด มีเพียงชิ้นส่วนขนาดเล็กไม่กี่ชิ้นที่คาดว่าเป็นของ MH370 ถูกซัดมาเกยตื้นตามชายฝั่งแอฟริกาและเกาะในมหาสมุทรอินเดียเท่านั้น.

ที่มา Reuters / AFP / New Straits Times

สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ แอร์สาวซุกเฮโรอีน ขีดเส้น 7 วัน ตั้งสอบข้อเท็จจริง

สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ แอร์สาวซุกเฮโรอีน ขีดเส้น 7 วัน ตั้งสอบข้อเท็จจริง

29 มิ.ย. 2569 16:46 น.

สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ แอร์สาวซุกเฮโรอีน ขีดเส้น 7 วัน ตั้งสอบข้อเท็จจริง

“ดีดีการบินไทย” สั่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง-วินัย ให้ได้ข้อสรุปใน 7 วัน กรณีแอร์สาวถูกคุมตัวที่ออสเตรเลีย หลังเจอเฮโรอีน รับเหตุการณ์นี้สร้างความเสียหาย และชื่อเสียงของการบินไทย อาจส่งผลให้คนอื่นๆ ที่จะเดินทางเข้าออสเตรเลียอาจไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง

วันที่ 29 มิ.ย. 2569 นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) หรือ ดีดี การบินไทย เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่ามีลูกเรือของสายการบินไทยขนสิ่งผิดกฎหมาย ขณะที่ทำการบินจากประเทศไทยไปยังประเทศออสเตรเลีย หลังสุนัขดมกลิ่นตรวจพบสิ่งผิดปกติในสัมภาระ เรื่องดังกล่าวยอมรับว่าลูกเรือดังกล่าวกระทำความผิดจริง ซึ่งขั้นตอนจะเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย บริษัทจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรเลีย และบริษัทพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ 

ส่วนกระบวนการของบริษัท การบินไทยนั้น จากเหตุที่เกิดขึ้นได้สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที ขณะเดียวกันได้มีการตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และสอบวินัยทันที เพื่อให้ได้ข้อสรุปใน 7 วัน หรืออาจจะเร็วกว่านั้น หากกระบวนการสรุปออกว่าเป็นความจริง ก็จะดำเนินการลงโทษสูงสุดด้วยการเลิกจ้าง ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ทำให้การบินไทยได้รับความเสียหาย และเสียชื่อเสียงเป็นอย่างมาก

นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน)
นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน)

“ยอมรับว่าเรื่องนี้สร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างมากให้กับการบินไทย ซึ่งต่อไปจะยิ่งทำให้ลูกเรือ หรือคนไทย ที่จะเดินทางเข้าออสเตรเลีย อาจจะเข้ายาก หรือมีขั้นตอนยุ่งยากขึ้นแน่ แต่ลึกๆ ก็เชื่อว่าแต่ละประเทศก็คงไม่ตัดสินจากเหตุการณ์นี้เหตุการณ์เดียว ก็ต้องแยกเป็นบุคคลไป นอกจากนั้นขอย้ำว่า การบินไทยมีระบบ และกฎระเบียบที่ เข้มงวด เคร่งครัดอยู่แล้ว แต่เมื่อมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ตนก็ได้ยิ่งกำชับไปตามสายงานให้เข้มงวด กวดขันมากขึ้น บางอย่างก็อาจจะควบคุมยาก เพราะการบินไทยมีลูกเรือกว่า 4,000 คน นักบินอีกกว่า 1,000 คน ก่อนออกทำการบิน การบินไทยก็มีการบรีฟข้อบังคับ ข้อห้าม สิ่งผิดกฎหมายทุกอย่างอยู่แล้ว ทุกคนก็รู้อยู่ว่าสิ่งใดทำได้ หรือ ไม่ได้ หรือผิดกฎหมาย ดังนั้นทุกคนต้องรับผิดชอบตัวเอง” นายชาย กล่าว

ยิงสนั่นแฟนโซนแคลิฟอร์เนีย พื้นที่เชียร์ฟุตบอลโลก ดับ 1 เจ็บสาหัส 1 ราย

ยิงสนั่นแฟนโซนแคลิฟอร์เนีย พื้นที่เชียร์ฟุตบอลโลก ดับ 1 เจ็บสาหัส 1 ราย

29 มิ.ย. 2569 16:31 น.

ยิงสนั่นแฟนโซนแคลิฟอร์เนีย พื้นที่เชียร์ฟุตบอลโลก ดับ 1 เจ็บสาหัส 1 ราย

เกิดเหตุยิงกลางย่านซานเปโดร สแควร์ แหล่งบันเทิงยอดนิยมในเมืองซานโฮเซ รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่จัดกิจกรรม “แฟนโซน” ชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 1 ราย และบาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย

ตำรวจเมืองซานโฮเซ รัฐแคลิฟอร์เนีย เปิดเผยเหตุยิงซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 21.12 น. ของวันอาทิตย์ (28 มิ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น บริเวณสี่แยกถนนนอร์ท มาร์เก็ต ตัดกับถนนเวสต์ ซานตา คลารา ในย่านซานเปโดร สแควร์

เจ้าหน้าที่ตำรวจที่รุดไปยังที่เกิดเหตุพบผู้ถูกยิง 2 ราย โดยรายแรกทนพิษบาดแผลไม่ไหวและถูกประกาศว่าเสียชีวิตในจุดเกิดเหตุทันที ส่วนเหยื่อรายที่สองได้รับบาดเจ็บสาหัสที่เป็นอันตรายถึงชีวิต และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในท้องถิ่นอย่างเร่งด่วน ขณะนี้ทางตำรวจยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของเหยื่อทั้งสองราย และยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับตัวผู้ต้องสงสัยหรือมูลเหตุจูงใจในการก่อเหตุ โดยได้ประกาศยกระดับคดีนี้เป็นการสืบสวนคดีฆาตกรรม พร้อมสั่งปิดถนนโดยรอบหลายสายและขอความร่วมมือให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่ดังกล่าว

พยานในที่เกิดเหตุและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยรายหนึ่ง เล่าว่า เธอเห็นผู้ได้รับบาดเจ็บอยู่ในสภาพทรมานอย่างหนัก มีเลือดไหลนองบริเวณลำคอและแผ่นหลังส่วนบน ขณะที่ทีมแพทย์ฉุกเฉินและเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบกำลังเร่งปฐมพยาบาลและเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บรายหนึ่งบนเปลหามซึ่งมีผ้าสีขาวคลุมไว้บางส่วนออกไปจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน

เจ้าหน้าที่ระบุเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่กิจกรรมการฉายฟุตบอลโลกประจำวันได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยแมตช์การแข่งขันเดียวของวันนั้นจบลงไปตั้งแต่เวลาประมาณ 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น จึงไม่มีการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกอยู่บนจอยักษ์ในขณะเกิดเหตุ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นย่านสถานบันเทิงและร้านอาหารชื่อดัง ทำให้ในช่วงเวลานั้นยังมีนักท่องเที่ยวและชาวเมืองใช้บริการกันอย่างหนาแน่น ก่อนที่บาร์ส่วนใหญ่ในพื้นที่ซานเปโดร สแควร์ จะถูกสั่งปิดให้บริการทันทีและมีการกั้นพื้นที่เกิดเหตุเป็นเขตห้ามเข้า

สำหรับพื้นที่ซานเปโดร สแควร์ ในเมืองซานโฮเซ ถือเป็นหนึ่งในสถานที่จัดกิจกรรม “ปาร์ตี้ชมการแข่งขัน” หรือ แฟนโซน ขนาดใหญ่หลายสิบจุดทั่วเขตซานฟรานซิสโก เบย์แอเรีย ซึ่งมักจะมีฝูงชนจำนวนมหาศาลมารวมตัวกันอย่างคึกคักเพื่อชมการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกผ่านจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่

โดยจนถึงปัจจุบัน เขตเบย์แอเรียได้ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกไปแล้วถึง 5 แมตช์ ซึ่งแมตช์ล่าสุดที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อวันพุธ คือเกมนัดตัดเชือกระหว่างทีมชาติบอสเนียและสหรัฐฯ  ซึ่งเป็นเจ้าภาพร่วม.

ที่มา Reuters / Anadolu