พบฟอสซิล “ไดโนเสาร์ชิ้นแรกของแอนตาร์กติกา” ถูกลืมทิ้งไว้ในลิ้นชักนาน 40 ปี

พบฟอสซิล "ไดโนเสาร์ชิ้นแรกของแอนตาร์กติกา" ถูกลืมทิ้งไว้ในลิ้นชักนาน 40 ปี

29 มิ.ย. 2569 15:55 น.

พบฟอสซิล “ไดโนเสาร์ชิ้นแรกของแอนตาร์กติกา” ถูกลืมทิ้งไว้ในลิ้นชักนาน 40 ปี

นักบรรพชีวินวิทยาเผยการค้นพบครั้งประวัติศาสตร์ หลังพบกระดูกฟอสซิลที่ถูกลืมทิ้งไว้ในลิ้นชักเก็บของนานถึง 40 ปี แท้จริงแล้วคือ “กระดูกไดโนเสาร์ชิ้นแรก” ที่ถูกค้นพบบนทวีปแอนตาร์กติกา หรือขั้วโลกใต้ เผยเป็นกระดูกส่วนหางของ “ไททาโนซอร์” ไดโนเสาร์กินพืช ช่วยเปิดหลักฐานใหม่ว่าขั้วโลกใต้เคยเป็นป่าเขียวขจีและมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่

สถาบันสำรวจแอนตาร์กติกาแห่งสหราชอาณาจักร (BAS) ในเมืองเคมบริดจ์ เปิดเผยเรื่องราวการค้นพบที่น่าเหลือเชื่อ หลังจาก ดร.มาร์ก เอวานส์ ผู้จัดการดูแลคลังสิ่งสะสมของ BAS ได้สังเกตเห็นกระดูกฟอสซิลชิ้นหนึ่งที่ดูไม่สะดุดตา ท่ามกลางตัวอย่างหินและฟอสซิลหลายพันชิ้นที่ถูกนำกลับมาจากการสำรวจแอนตาร์กติกาตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งมันถูกเก็บลืมไว้ในลิ้นชักตู้ธรณีวิทยามานานถึง 40 ปี

ฟอสซิลชิ้นนี้ถูกขุดพบครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ปี 1985 ที่เกาะเจมส์ รอสส์ ในทวีปแอนตาร์กติกา โดย ดร.ไมค์ ธอมสัน นักธรณีวิทยาในยุคนั้นได้บันทึกภาพสเกตช์ขนาดเล็กเอาไว้ในสมุดสนามพร้อมข้อความระบุว่าเป็น “กระดูกสันหลังของสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่” กว้างประมาณ 10 เซนติเมตร ทว่าในเวลานั้นทีมสำรวจยังไม่แน่ใจว่ามันคือตัวอะไร และคาดเดาว่าน่าจะเป็นกระดูกของสัตว์เลื้อยคลานทะเลโบราณ จึงได้นำมาเก็บรักษาไว้ในคลังและไม่มีใครแตะต้องมันอีกเลย

ดร.มาร์ก เอวานส์ กล่าวถึงวินาทีที่พบฟอสซิลชิ้นนี้ว่า  “มันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคุณเริ่มคิดว่า ‘มีอะไรอยู่ในลิ้นชักนี้บ้างนะ’ แล้วบางครั้งคุณก็ไปเจอเข้ากับบางสิ่ง และคิดขึ้นมาได้ว่า ‘อืม… ชิ้นนี้น่าสนใจ'” 

ดร.เอวานส์ สังเกตเห็นว่ากระดูกสันหลังชิ้นนี้มีลักษณะคล้ายกับไดโนเสาร์มากกว่าสัตว์ทะเล และเมื่อคำนวณจากปีที่ขุดพบ หมายความว่า นี่จะเป็นฟอสซิลไดโนเสาร์ชิ้นแรกสุดที่ถูกค้นพบบนทวีปแอนตาร์กติกา ทำลายความเข้าใจเดิมที่คิดว่ามีการพบชิ้นแรกในปีก่อนๆ เขาจึงได้เชิญ ศาสตราจารย์ พอล บาร์เร็ตต์ ผู้เชี่ยวชาญจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติลอนดอน (NHM) มาช่วยตรวจสอบเพื่อยืนยัน

ศ.บาร์เร็ตต์ ระบุหลังจากได้ตรวจสอบโครงสร้างกระดูกอย่างละเอียด โดยชี้ให้เห็นรอยหวำที่ปลายด้านหนึ่งและปุ่มทรงกลมที่ปลายอีกด้าน ซึ่งเป็นลักษณะข้อต่อแบบเบ้าและหัวบอลที่เรียงต่อกันจากหัวจรดหาง

ศ.บาร์เร็ตต์ ยืนยันว่า “ทันทีที่ผมเห็น ผมรู้เลยว่าเรากำลังรับมือกับอะไร… มันชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์ว่านี่คือ ‘ไททาโนซอร์’ (Titanosaur) เพราะนี่คือการผสมผสานของลักษณะโครงสร้างที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของไดโนเสาร์กลุ่มนี้เท่านั้น” 

“ไททาโนซอร์” เป็นกลุ่มไดโนเสาร์กินพืช 4 ขาที่มีคอยาวและหางยาวเพื่อสร้างสมดุล โดยกลุ่มนี้รวมเอาไดโนเสาร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเดินอยู่บนโลกเอาไว้ ซึ่งบางสายพันธุ์มีความยาวได้มากกว่า 35 เมตร และหนักถึง 60 ตัน ทว่าจากขนาดกระดูกหางที่พบในแอนตาร์กติกาชิ้นนี้ นักวิทยาศาสตร์คาดว่ามันน่าจะมีความยาวลำตัวเพียงประมาณ 7 เมตรเท่านั้น ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นไดโนเสาร์ที่ยังโตไม่เต็มวัย หรือเป็นสายพันธุ์แคระที่วิวัฒนาการให้มีขนาดตัวเล็กกว่ากลุ่มหลัก

การค้นพบที่ถูกลืมนี้ช่วยเติมเต็มช่องว่างของบันทึกฟอสซิลในแอนตาร์กติกาที่มีอยู่อย่างเบาบาง โดยนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ไดโนเสาร์ตัวนี้มีชีวิตอยู่เมื่อ 82 ล้านปีก่อน ในช่วงปลายยุคครีเทเชียส ซึ่งในเวลานั้น ทวีปแอนตาร์กติกามีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากดินแดนน้ำแข็งที่หนาวเหน็บในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง โดยพื้นที่ทั้งหมดถูกปกคลุมไปด้วยผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์และเขียวขจี ซึ่งเป็นแหล่งอาหารชั้นยอดของสัตว์กินพืชขนาดใหญ่

ปัจจุบัน การทำงานของนักบรรพชีวินวิทยาในแอนตาร์กติกายังคงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่งเนื่องจากแผ่นน้ำหนาทึบได้ปกปิดหลักฐานยุคก่อนประวัติศาสตร์ในชั้นหินเอาไว้หมด การพบฟอสซิลในลิ้นชักครั้งนี้จึงมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างมาก

ศ.บาร์เร็ตต์ กล่าวสรุปว่า “มันแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ที่เราคิดว่าไม่สามารถอยู่อาศัยได้ในปัจจุบัน ครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่ที่น่าอยู่มาก และมีสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์อาศัยอยู่ที่นั่น การค้นพบนี้กำลังช่วยให้เราเข้าใจว่า พวกมันใช้ชีวิตและปรับตัวให้เข้ากับระบบนิเวศอันกว้างใหญ่ที่อยู่ใต้สุดของโลกเมื่อประมาณ 80 ล้านปีก่อนได้อย่างไร”.

ที่มา BBC

เกาหลีใต้ทุ่ม 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ สร้างฐานผลิตชิป–ศูนย์ข้อมูล AI

เกาหลีใต้ทุ่ม 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ สร้างฐานผลิตชิป–ศูนย์ข้อมูล AI

29 มิ.ย. 2569 15:25 น.

เกาหลีใต้ทุ่ม 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ สร้างฐานผลิตชิป–ศูนย์ข้อมูล AI

รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศแผนการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์ มูลค่าเกือบ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 39.9 ล้านล้านบาท) หรือเทียบเท่าเกือบ 2 ใน 3 ของมูลค่าจีดีพีประเทศ เพื่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมผลิตเซมิคอนดักเตอร์และศูนย์ข้อมูล AI แห่งใหม่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ หวังชิงเค้กก้อนโตจากกระแส AI เติบโตระดับโลก พร้อมแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและฟื้นฟูเศรษฐกิจนอกกรุงโซล

ประธานาธิบดี อี แจมยอง แห่งเกาหลีใต้ แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจร่วมกับผู้บริหารระดับสูงจาก ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ และ เอสเค ไฮนิกซ์ (SK hynix) สองยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำของโลก เพื่อเปิดตัวความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ประธานาธิบดีลี แจมยอง ระบุว่า “ความเร็วคือหนทางเดียวในการอยู่รอด เราต้องครอบครององค์ประกอบหลักของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้ได้เร็วกว่าประเทศอื่นใดในโลก” พร้อมเน้นย้ำว่า เซมิคอนดักเตอร์, ปัญญาประดิษฐ์ทางกายภาพ และดาต้าเซ็นเตอร์ AI คือ 3 แกนหลักที่จะขับเคลื่อนการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของประเทศ

คิม จอง-กวัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยแผนการลงทุนเพื่อเปลี่ยนโฉมภูมิภาคกวางจูและจอลลา ให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่สำคัญอันดับสองของประเทศ เคียงข้างศูนย์กลางที่มีอยู่แล้วในเขตมหานครโซล ในระหว่างการบรรยายสรุปด้านการลงทุนระดับชาติซึ่งมีประธานาธิบดี อี แจ มยอง เป็นประธาน ณ ทำเนียบประธานาธิบดี 

ภายใต้แผนการดังกล่าว ซัมซุง และ เอสเค ไฮนิกซ์ จะร่วมลงทุนเป็นเม็ดเงินสูงถึง 800 ล้านล้านวอน (ราว 17.25 ล้านล้านบาท) เพื่อสร้างฐานการผลิตชิปคอมพิวเตอร์แห่งใหม่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม  เปิดเผยว่า โครงการนี้จะประกอบด้วยโรงงานผลิตระดับก้าวหน้าจำนวน 4 แห่ง ซึ่งแบ่งเป็นของซัมซุง 2 แห่ง และเอสเค ไฮนิกซ์ 2 แห่ง โดยรัฐบาลจะปรับลดขั้นตอนและระยะเวลาการอนุมัติใบอนุญาตและการก่อสร้างให้สั้นลงอย่างมาก เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาดโลกอย่างเบ็ดเสร็จ

นอกเหนือจากโรงงานผลิตชิปแล้ว รัฐบาลเกาหลีใต้ยังประกาศแผนลงทุนแยกต่างหากอีกกว่า 1 พันล้านล้านวอน (ราว  21 ล้านล้านบาท) ในช่วง 10 ปีข้างหน้า เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ AI โดยนายแบ คยองฮุน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เผยว่า ในเฟสแรกจะทุ่มเงิน 550 ล้านล้านวอนภายในปี 2029 และตั้งเป้าว่าภายในปี 2035 จะสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ AI ที่มีกำลังไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก 10 กิกะวัตต์ รวมเป็นกำลังไฟฟ้ารวมทั้งสิ้นกว่า 18.4 กิกะวัตต์

ในการประชุมซึ่งมีนายลี แจ-ยอง ประธานบริษัทซัมซุง อิเล็กโทรนิคส์ และนายเช แท-วอน ประธานกลุ่มบริษัทเอสเค เข้าร่วมด้วย นายคิมได้กล่าวถึงแผนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมที่จะลงทุน 30 ล้านล้านวอน (ราว 6.46  แสนล้านบาท) ในอีก 15 ปีข้างหน้า เพื่อสนับสนุนห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ทั้งหมด ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การออกแบบชิป ไปจนถึงการทดสอบและการผลิต

ข้อได้เปรียบสำคัญของพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้คือ แหล่งพลังงานหมุนเวียนที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งจะช่วยให้บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้บรรลุเป้าหมายการใช้พลังงานสะอาดตามเกณฑ์สากลได้ง่ายขึ้น ขณะที่ประธานาธิบดีลียังโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ยืนยันว่า จากการประเมินพบว่าพื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพเพียงพอที่จะจัดส่งน้ำเพื่อการอุตสาหกรรมได้สูงถึง 1 ล้านตันต่อวัน เพื่อรองรับการผลิตชิปที่ต้องใช้น้ำในปริมาณมหาศาล

โครงการนี้ถือเป็นนโยบายหลักของประธานาธิบดีลี แจมยอง ในการแก้ไขปัญหาการกระจุกตัวของอุตสาหกรรมในเมืองหลวงอย่างกรุงโซล ซึ่งส่งผลให้พื้นที่ชนบทและหัวเมืองทางใต้ เช่น ควังจู และจังหวัดจอลลา เกิดภาวะซบเซาและถูกตัดขาดจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960-1970

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยชั้นนำได้ออกมาแสดงความกังวล โดยศาสตราจารย์ อี จงฮวาน จากมหาวิทยาลัยซังมยอง ระบุว่า ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ “แรงงานทักษะสูงและซัพพลายเออร์เกือบทั้งหมดล้วนกระจุกตัวอยู่ในเขตเมืองหลวง” การสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ศูนย์อาจต้องใช้เวลามากกว่า 5 ปี ขณะที่ ศักดิ์ศรีทางธุรกิจอาจได้รับความเสี่ยงหากรัฐบาลไม่มีมาตรการจูงใจที่คุ้มค่าพอในการดึงดูดให้แรงงานย้ายถิ่นฐาน

การประกาศแผนลงทุนจำนวนมหาศาลครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในระดับภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นไต้หวัน จีน และญี่ปุ่น ที่ต่างทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อดึงโรงงานชิปไปตั้งในประเทศตนเอง โดยในปัจจุบัน บริษัทไอทียักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง กูเกิล, แอมะซอน และ เมตา มีแผนใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI รวมกันสูงถึง 6.5 แสนล้านดอลลาร์ในปีนี้ ส่งผลให้ ซัมซุง และ เอสเค ไฮนิกซ์ ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์หลักของ Nvidia โกยกำไรและมูลค่าหุ้นพุ่งกระฉูดจนมูลค่าตลาดของเอสเค ไฮนิกซ์ ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ไปเมื่อเดือนพฤษภาคม

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสการเติบโตนี้ เริ่มมีสัญญาณเตือนจากนักลงทุนบางส่วนเกี่ยวกับภาวะ “โอเวอร์อินเวสต์” หรือการทุ่มเงินทุนมากเกินไปในอุตสาหกรรม AI จนส่งผลให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีบางส่วนเริ่มปรับตัวลดลงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา รวมถึงแรงกดดันภายในประเทศเกาหลีใต้เองที่มีการถกเถียงเรื่องการปันผลกำไรมหาศาลนี้กลับคืนสู่สังคม โดยทำเนียบประธานาธิบดีมีแนวคิดที่จะนำภาษีส่วนเกินจากธุรกิจ AI ไปสนับสนุนสตาร์ทอัพคนรุ่นใหม่ รวมถึงจัดสรรเป็นรายได้พื้นฐานให้แก่ชุมชนเกษตรกรรมและประมงในพื้นที่ชนบทต่อไป.

ที่มา Yonhap / AFP

สหรัฐฯ–อิหร่านตกลงหยุดโจมตี กลับโต๊ะเจรจา-เร่งเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สหรัฐฯ–อิหร่านตกลงหยุดโจมตี กลับโต๊ะเจรจา-เร่งเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

29 มิ.ย. 2569 14:30 น.

สหรัฐฯ–อิหร่านตกลงหยุดโจมตี กลับโต๊ะเจรจา-เร่งเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ และอิหร่านได้ตกลงที่จะยุติการโจมตีและยุติการเผชิญหน้าทางทหารรอบใหม่ในแถบอ่าวเปอร์เซีย โดยทั้งสองฝ่ายเตรียมส่งตัวแทนกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจาทางเทคนิคตามบันทึกความเข้าใจ (MOU) 14 ข้อ ที่เคยทำไว้เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ที่ผ่านมา อีกครั้งที่ประเทศกาตาร์ 

ข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าวเกือบจะล่มสลายลงหลังจากเกิดเหตุการณ์ผลัดกันโจมตีอย่างรุนแรงตั้งแต่วันที่ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมา เมื่อขีปนาวุธของอิหร่านพุ่งเป้าโจมตีเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีโต้กลับอิหร่านเพื่อตอบโต้พฤติกรรมคุกคามการเดินเรือพาณิชย์ในเส้นทางพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก

ก่อนหน้าที่จะมีรายงานข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเพียงไม่กี่ชั่วโมง สถานการณ์ในภูมิภาคทวีความรุนแรงถึงขีดสุดเมื่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความข่มขู่ผ่านโซเชียลมีเดียอย่างดุเดือดว่า “หากอิหร่านไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเพื่อยุติสงคราม สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านจะล่มสลายและไม่มีอยู่อีกต่อไป!”

หลังจากนั้นไม่นาน กองทัพเรือและกองทัพอากาศของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ได้เปิดฉากยิงขีปนาวุธและส่งโดรนจำนวนมากเข้าโจมตีฐานทัพทหารของสหรัฐฯ ในประเทศคูเวตและบาห์เรน โดย IRGC อ้างว่าฝ่ายสหรัฐฯ เป็นผู้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงก่อน และขู่ว่าฐานทัพอเมริกันในภูมิภาคจะต้องเผชิญกับ “นรก” ในเร็ววัน

ทางการคูเวตสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธนำวิถีได้ 2 ลูก ขณะที่ในบาห์เรนมีรายงานว่าการโจมตีของอิหร่านสร้างความเสียหายให้แก่อาคารที่พักอาศัยในจังหวัดมูฮาร์รัก ส่งผลให้บาห์เรนเรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เปิดประชุมด่วน ทั้งนี้ กองทัพสหรัฐฯ ยืนยันว่าไม่มีเจ้าหน้าที่อเมริกันเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บรุนแรงจากเหตุการณ์ดังกล่าว นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยของกาตาร์ยังเปิดเผยว่า มีชาวกาตาร์ 1 รายเสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิดบนเรือลำหนึ่งที่หายไปในพื้นที่ปฏิบัติการทางทหาร

วิกฤตการณ์ครั้งนี้เริ่มปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้อิหร่านใช้มาตรการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและแก๊สธรรมชาติที่สำคัญที่สุดของโลก จนกระทั่งมีการลงนาม MOU ร่วมกันเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน เพื่อเปิดทางให้เรือสินค้าผ่านได้เสรี 60 วันแลกกับการระงับมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนจากสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังคงเปราะบางเนื่องจากเชื่อมโยงกับความขัดแย้งในเลบานอน โดยอิหร่านยื่นคำขาดว่า “การสู้รบในเลบานอนต้องยุติลง ข้อตกลงหยุดยิงในภาพรวมจึงจะดำเนินต่อไปได้” แต่ในทางกลับกัน แม้อิสราเอลและเลบานอนจะเพิ่งลงนามกรอบข้อตกลงสันติภาพไปเมื่อวันศุกร์ แต่อิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่อิหร่านหนุนหลังอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดกองทัพอิสราเอลได้ทำลายอุโมงค์ลับความยาว 200 เมตร ของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ทางตอนใต้ของเลบานอน ซึ่งมีอาวุธเป็นจำนวนมาก โดยระบุว่าได้แจ้งให้สหรัฐฯ ทราบล่วงหน้าแล้ว

แม้ว่าในขณะนี้ สหรัฐฯ จะยืนยันว่าเรือสินค้าสามารถกลับมาสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างเสรีและปลอดภัยอีกครั้ง แต่ทางฝั่งอิหร่านยังคงสงวนท่าทีและไม่มีการออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับข้อตกลง “ยอมถอย” ในครั้งนี้ ซึ่งทำให้หลายฝ่ายยังคงจับตาดูผลการเจรจาที่จะเกิดขึ้นที่กาตาร์อย่างใกล้ชิดว่า จะสามารถรักษาสันติภาพที่เปราะบางนี้ไว้ได้นานเพียงใด.

ที่มา Reuters / BBC

ปากีสถานถล่มแนวชายแดนอัฟกานิสถาน กลุ่มติดอาวุธดับ 29 ศพ

ปากีสถานถล่มแนวชายแดนอัฟกานิสถาน กลุ่มติดอาวุธดับ 29 ศพ

29 มิ.ย. 2569 11:42 น.

ปากีสถานถล่มแนวชายแดนอัฟกานิสถาน กลุ่มติดอาวุธดับ 29 ศพ

ปากีสถานเปิดปฏิบัติการภาคพื้นดินและการโจมตีทางอากาศตลอดแนวชายแดนอัฟกานิสถาน โดยระบุว่าสังหารนักรบ 29 คนและทำลายฐานที่มั่นของกลุ่มติดอาวุธ เพื่อตอบโต้เหตุโจมตีฐานกำลังรักษาความมั่นคงในเมืองการาจี ขณะที่รัฐบาลอัฟกานิสถานกล่าวหาว่าการโจมตีดังกล่าวส่งผลให้พลเรือน รวมถึงผู้หญิงและเด็ก เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

กองทัพปากีสถานเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ ทั้งการบุกโจมตีภาคพื้นดินและปฏิบัติการโจมตีทางอากาศอย่างแม่นยำในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดภาคตะวันออกของอัฟกานิสถาน ได้แก่ ปักเตีย, ปักติกา และกุนาร์

นายอัตตาอุลลาห์ ทาราร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศของปากีสถาน แถลงผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ปฏิบัติการดังกล่าวสามารถทำลายล้างแหล่งกบดานและฐานที่มั่นของกลุ่มติดอาวุธลงได้สำเร็จ ส่งผลให้นักรบกลุ่มติดอาวุธเสียชีวิตรวม 29 ราย แบ่งเป็นการโจมตีทางอากาศ 25 ราย และปฏิบัติการภาคพื้นดินตามแนวชายแดนอีก 4 ราย โดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่ม “จามาอัต-อุช-อาห์ราร์” (Jamaat-ul-Ahrar) ซึ่งเป็นกลุ่มที่แยกตัวออกมาจากกลุ่มตักฟีรี ปากีสถาน (TTP) หรือที่รู้จักในชื่อกลุ่มตาลีบันปากีสถาน

ทางการปากีสถานระบุว่า มาตรการขั้นเด็ดขาดนี้มีขึ้นเพื่อตอบโต้เหตุการณ์สะเทือนขวัญเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังกลุ่มติดอาวุธพร้อมอาวุธปืนและระเบิดบุกโจมตีค่ายทหารพราน “เรนเจอร์ส” ในเมืองการาจี ซึ่งเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดของประเทศ ส่งผลให้ทหารปากีสถานเสียชีวิต 3 นาย โดยเจ้าหน้าที่สามารถวิสามัญคนร้ายได้ 3 ราย และจับกุมผู้ก่อเหตุที่ได้รับบาดเจ็บได้อีก 1 ราย ซึ่งกองทัพระบุว่าเป็นชาวอัฟกานิสถาน

ด้านนายซาบีฮุลลาห์ มูจาฮิด โฆษกรัฐบาลตาลีบันอัฟกานิสถาน ได้ออกมาแถลงตอบโต้อย่างรุนแรง โดยประณามการโจมตีทางอากาศของปากีสถานว่าเป็น “การรุกรานที่ขลาดเขลา” และปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าอัฟกานิสถานให้ที่พักพิงแก่กลุ่มก่อการร้าย

รัฐบาลตาลีบันระบุว่า การโจมตีของปากีสถานส่งผลให้มีพลเรือนผู้บริสุทธิ์ รวมถึงผู้หญิงและเด็ก เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของสหประชาชาติก่อนหน้านี้ที่ระบุว่า ปฏิบัติการทางทหารของปากีสถานมักทำให้เกิดความสูญเสียต่อพลเรือนในวงกว้าง เช่น เหตุโจมตีศูนย์บำบัดผู้ติดยาเสพติดเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน

ความสัมพันธ์ระหว่างปากีสถานและอัฟกานิสถานตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่กองกำลังตาลีบันก้าวขึ้นสู่อำนาจในอัฟกานิสถานเมื่อปี 2021 โดยปากีสถานกล่าวหาอัฟกานิสถานซ้ำๆ ว่าปล่อยให้กลุ่ม TTP ซึ่งเป็นพันธมิตรกับตาลีบันอัฟกานิสถาน ใช้ดินแดนเป็นฐานที่มั่นในการส่งคนข้ามแดนมาก่อเหตุวินาศกรรมในปากีสถาน

แม้ว่าทั้งสองประเทศจะเคยปะทะกันอย่างรุนแรงจนกลายเป็น “สงครามเต็มรูปแบบ” เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนและประชาชนต้องอพยพหนีภัยอีกหลายหมื่นคน จนกระทั่งมีการเจรจาหยุดยิงชั่วคราวในเดือนมีนาคมภายใต้การเป็นตัวกลางของหลายประเทศรวมถึงจีน แต่ความสงบก็เกิดขึ้นเพียงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ปฏิบัติการโจมตีข้ามแดนล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากความสงบเพียงไม่ถึง 3 สัปดาห์ และการที่ปากีสถานยังคงยืนยันที่จะใช้มาตรการทางทหารเพื่อความมั่นคงภายในประเทศ ควบคู่ไปกับการปิดพรมแดนเกือบทั้งหมดตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา ยิ่งทำให้ความพยายามทางการทูตที่จะสร้างสันติภาพระยะยาวระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้านนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้ในปัจจุบัน.

ที่มา Associated Press / AFP

ออสเตรเลีย-วานูอาตูลงนามข้อตกลง ห้ามชาติต่างชาติตั้งฐานทัพบนหมู่เกาะแปซิฟิก

ออสเตรเลีย-วานูอาตูลงนามข้อตกลง ห้ามชาติต่างชาติตั้งฐานทัพบนหมู่เกาะแปซิฟิก

29 มิ.ย. 2569 11:25 น.

ออสเตรเลีย-วานูอาตูลงนามข้อตกลง ห้ามชาติต่างชาติตั้งฐานทัพบนหมู่เกาะแปซิฟิก

ออสเตรเลียและวานูอาตูลงนามข้อตกลงด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ฉบับใหม่ กำหนดห้ามประเทศใดตั้งฐานทัพทหารถาวรในวานูอาตู ท่ามกลางการแข่งขันอิทธิพลระหว่างจีนกับชาติตะวันตกในภูมิภาคแปซิฟิก

วันที่ 30 มิถุนายน 2569 นายแอนโทนี อัลบานีซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย และนายโจแธม นาพัต นายกรัฐมนตรีวานูอาตู ร่วมลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ที่กรุงแคนเบอร์รา โดยมีสาระสำคัญคือ ห้ามประเทศต่างชาติจัดตั้งฐานทัพทหารถาวรในวานูอาตู

ข้อตกลงฉบับนี้เกิดขึ้นในช่วงที่วานูอาตู ซึ่งเป็นประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก กำลังอยู่ท่ามกลางการแข่งขันด้านอิทธิพลทางยุทธศาสตร์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ และพันธมิตร โดยที่ผ่านมาออสเตรเลียแสดงความกังวลมาโดยตลอดว่า จีนอาจพยายามขยายบทบาทด้านความมั่นคงและจัดตั้งฐานปฏิบัติการถาวรในภูมิภาคแปซิฟิก ซึ่งออสเตรเลียมองว่าอาจกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาค

ทั้งนี้ ภายใต้ข้อตกลงฉบับใหม่ ออสเตรเลียจะเพิ่มการสนับสนุนด้านเศรษฐกิจแก่รัฐบาลวานูอาตู ซึ่งปัจจุบันมีจีนเป็นเจ้าหนี้ต่างชาติรายใหญ่ที่สุด พร้อมยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง เพื่อป้องกันไม่ให้มหาอำนาจต่างชาติเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศแห่งนี้ ทางด้านนักวิเคราะห์มองว่า ข้อตกลงฉบับนี้สะท้อนความพยายามของออสเตรเลียในการสกัดการขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาคแปซิฟิก ซึ่งทวีความเข้มข้นขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา. 

รวบตัวแอร์สาวไทย ลอบขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย ยึดของกลางได้กว่า 1 กก.

รวบตัวแอร์สาวไทย ลอบขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย ยึดของกลางได้กว่า 1 กก.

29 มิ.ย. 2569 11:05 น.

รวบตัวแอร์สาวไทย ลอบขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย ยึดของกลางได้กว่า 1 กก.

ตำรวจออสเตรเลียจับกุมแอร์โฮสเตสสาวชาวไทยวัย 26 ปี หลังลักลอบนำเข้าเฮโรอีนมากกว่า 1 กิโลกรัม ผ่านสนามบินเมลเบิร์น ซุกซ่อนในกระเป๋าผ้า 12 ใบ มูลค่าในตลาดมืดกว่า 10 ล้านบาท

สำนักงานตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย (Australian Federal Police: AFP) เปิดเผยว่า หญิงชาวไทยอายุ 26 ปี ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานต้อนรับบนเที่ยวบินระหว่างประเทศ เดินทางถึงสนามบินเมลเบิร์น เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ก่อนถูกเจ้าหน้าที่กองกำลังป้องกันชายแดนออสเตรเลีย (Australian Border Force: ABF) สุ่มตรวจสัมภาระ

ระหว่างการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์ เจ้าหน้าที่พบความผิดปกติในกระเป๋าผ้ารวม 12 ใบของผู้ต้องสงสัย จึงนำมาตรวจสอบอย่างละเอียด ก่อนพบผงสีขาวซุกซ่อนอยู่ภายในซับในของกระเป๋า

ผลการทดสอบเบื้องต้นพบว่า สารดังกล่าวเป็น เฮโรอีน โดยมีน้ำหนักรวมมากกว่า 1 กิโลกรัม และมีมูลค่าในตลาดมืดประมาณ 500,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 10 ล้านบาท

หลังการตรวจยึด เจ้าหน้าที่ ABF ได้ประสานตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลียเข้าควบคุมตัวหญิงรายดังกล่าว พร้อมยึดของกลางทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน

โดยตำรวจได้แจ้ง 2 ข้อหาหนักได้แก่

-นำเข้ายาเสพติดควบคุมบริเวณชายแดนในปริมาณเพื่อการค้า ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 25 ปี

-ครอบครองยาเสพติดควบคุมบริเวณชายแดนในปริมาณเพื่อการค้า ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 25 ปี

ทั้งนี้ มีรายงานว่าเมื่อวันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา ศาลมีคำสั่งไม่ให้ประกันตัว และผู้ต้องหามีกำหนดขึ้นศาลแขวงเมลเบิร์นอีกครั้งในวันที่ 14 กันยายน 2569

นางซิโมน บุตเชอร์ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจ AFP กล่าวว่า ตำรวจจะดำเนินคดีกับทุกคนที่ใช้ตำแหน่งหน้าที่หรือความไว้วางใจในการอำนวยความสะดวกให้กับเครือข่ายค้ายาเสพติด โดยย้ำว่า AFP จะเดินหน้าร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรอย่างใกล้ชิด เพื่อสกัดกั้นการลักลอบนำเข้ายาเสพติด และปกป้องชุมชนจากภัยของยาเสพติดผิดกฎหมาย

ด้านนายคลินต์ ซิมส์ ผู้บัญชาการ ABF กล่าวว่า ขบวนการอาชญากรรมยังคงพยายามแทรกซึมและใช้บุคคลที่อยู่ในตำแหน่งซึ่งได้รับความไว้วางใจ รวมถึงลูกเรือและพนักงานสายการบิน เป็นช่องทางลักลอบนำยาเสพติดเข้าสู่ออสเตรเลีย แต่ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะมีตำแหน่งหรือหน้าที่ใด หากพยายามลักลอบนำยาเสพติดเข้าประเทศ จะถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด พร้อมยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ ABF ยังคงใช้ระบบข่าวกรองและเทคโนโลยีตรวจจับอย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องความมั่นคงของพรมแดนและสกัดกั้นเครือข่ายค้ายาเสพติดอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา : สำนักงานตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย 

จีนขึ้นบัญชีดำ 20 องค์กรญี่ปุ่น ควบคุมการส่งออก “สินค้าที่ใช้ได้สองทาง”

จีนขึ้นบัญชีดำ 20 องค์กรญี่ปุ่น ควบคุมการส่งออก "สินค้าที่ใช้ได้สองทาง"

29 มิ.ย. 2569 11:04 น.

จีนขึ้นบัญชีดำ 20 องค์กรญี่ปุ่น ควบคุมการส่งออก “สินค้าที่ใช้ได้สองทาง”

กระทรวงพาณิชย์จีนประกาศเพิ่มรายชื่อ 20 องค์กรและบริษัทรายใหญ่ของญี่ปุ่น เข้าสู่ “บัญชีดำควบคุมการส่งออก” พร้อมสั่งจับตาอีก 20 แห่งทันที เพื่อควบคุมการส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทางทั้งด้านพลเรือนและทหาร หวังปกป้องความมั่นคงแห่งชาติ ย้ำเป็นการตอบโต้หลังความสัมพันธ์สองประเทศตึงเครียดหนักจากปมการเมืองเรื่องไต้หวัน

กระทรวงพาณิชย์ของจีนออกแถลงการณ์ ระบุถึงการตัดสินใจเพิ่มรายชื่อองค์กรและนิติบุคคลของญี่ปุ่นจำนวน 20 แห่ง เข้าสู่บัญชีควบคุมการส่งออกอย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์และความมั่นคงแห่งชาติ รวมถึงการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศว่าด้วยการไม่แพร่ขยายอาวุธ

แถลงการณ์ระบุว่า องค์กรที่ถูกขึ้นบัญชีดำเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการยกระดับและเสริมสร้างขีดความสามารถทางทหารให้กับประเทศญี่ปุ่น มาตรการนี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการในจีน “ถูกสั่งห้าม” ไม่ให้ส่งออกสินค้าที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งในเชิงพาณิชย์และทางทหาร ไปยังองค์กรเหล่านี้อย่างเด็ดขาด ขณะที่องค์กรและบุคคลในต่างประเทศก็ถูกห้ามไม่ให้โอนย้ายหรือจัดหาจัดส่งสินค้าดังกล่าวที่มีต้นทางจากจีนให้กับองค์กรในรายชื่อดังกล่าวด้วยเช่นกัน โดยกิจกรรมใดๆ ที่กำลังดำเนินการอยู่จะต้องหยุดชะงักลงทันที

สำหรับ 20 รายชื่อที่ถูกเพิ่มเข้ามาในบัญชีดำครั้งนี้ ประกอบไปด้วยบริษัทเทคโนโลยีและบริษัทลูกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ซึ่งทำหน้าที่จัดหาชิ้นส่วนและสนับสนุนงานด้านวิศวกรรมให้กับภาคส่วนการป้องกันประเทศของญี่ปุ่น โดยมีหน่วยงานสำคัญ เช่น สถาบันป้องกันประเทศศึกษาแห่งชาติญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยของกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น และบริษัท มิตซูบิชิ อิเล็คทริค ดีเฟนส์ แอนด์ สเปส เทคโนโลยี (Mitsubishi Electric Defense and Space Technologies Corporation) รวมถึงบริษัทในเครือมิตซูบิชิ กรุ๊ป  อีกหลายแห่ง

นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์จีนยังได้ประกาศรายชื่อองค์กรญี่ปุ่นอีก 20 แห่ง รวมถึงบริษัท Mitsui E&S Co., Ltd. เข้าสู่ “บัญชีเฝ้าระวัง”  เนื่องจากไม่สามารถตรวจสอบผู้ใช้ปลายทาง และการใช้งานขั้นสุดท้ายของสินค้าที่ใช้ได้สองทางได้ ซึ่งครอบคลุมไปถึงภาคส่วนโดรนและเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ของญี่ปุ่น ส่งผลให้การส่งออกไปยังองค์กรกลุ่มนี้จะต้องผ่านการตรวจสอบที่เข้มงวดเป็นพิเศษ และหากพบว่ามีการนำไปใช้ในกองทัพหรือกิจกรรมที่เพิ่มขีดความสามารถทางการทหารของญี่ปุ่น จะไม่ได้รับอนุมัติโดยเด็ดขาด โดยคำสั่งทั้งหมดมีผลบังคับใช้ในทันที

ความเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดนี้ ถือเป็นการยกระดับความตึงเครียดที่ลากยาวมานานหลายเดือนระหว่างจีนและญี่ปุ่น หลังความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรงตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา หลังจากที่นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ ของญี่ปุ่น ส่งสัญญาณว่าญี่ปุ่นอาจใช้มาตรการทางทหารตอบโต้หากเกิดการโจมตีไต้หวัน ซึ่งเป็นเกาะที่จีนประกาศกร้าวมาตลอดว่าจะนำกลับมาอยู่ใต้การควบคุมให้ได้ แม้ต้องใช้กำลังทหารก็ตาม

ส่งผลให้ทางการจีนเริ่มเพิ่มแรงกดดันทางการค้าตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ด้วยการสั่งห้ามส่งออกแร่ธาตุหายากซึ่งจีนเป็นผู้ผลิตและสกัดรายใหญ่ที่สุดของโลก รวมถึงสินค้าสำคัญอื่นๆ ที่อาจนำไปใช้ในทางทหารให้กับบริษัทใหญ่ๆ ของญี่ปุ่น

โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีน ได้แถลงย้ำถึงมาตรการล่าสุดนี้ว่า “ญี่ปุ่นได้เดินถลำลึกไปในเส้นทางที่ผิดพลาด และพยายามผลักดันสิ่งที่เรียกว่า ‘ลัทธิทหารนิยมรูปแบบใหม่’ อย่างรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ””การดำเนินการของจีนในครั้งนี้มีความชอบธรรม สมเหตุสมผล และถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ทั้งนี้ การตัดสินใจดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและการค้าตามปกติระหว่างจีนและญี่ปุ่น”.

ที่มา AFP / Xinhua

แผ่นดินไหวเวเนซุเอลาถล่มอาคารพังยับ 189 หลัง ยูเอ็นประเมินความเสียหายกว่า 2.2 แสนล้านบาท

แผ่นดินไหวเวเนซุเอลาถล่มอาคารพังยับ 189 หลัง ยูเอ็นประเมินความเสียหายกว่า 2.2 แสนล้านบาท

29 มิ.ย. 2569 09:57 น.

แผ่นดินไหวเวเนซุเอลาถล่มอาคารพังยับ 189 หลัง ยูเอ็นประเมินความเสียหายกว่า 2.2 แสนล้านบาท

เวเนซุเอลาเผย อาคารพังถล่มทั้งหลังอย่างน้อย 189 แห่ง จากแผ่นดินไหวใหญ่ 2 ระลอก ขณะที่สหประชาชาติประเมินความเสียหายเบื้องต้นกว่า 6.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.2 แสนล้านบาท คิดเป็น 6% ของจีดีพีประเทศ

วันที่ 30 มิถุนายน 2569 นายฮอร์เก โรดริเกซ ประธานสมัชชาแห่งชาติเวเนซุเอลา เปิดเผยรายงานประเมินความเสียหายล่าสุดจากแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ระลอกที่เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ระบุว่า มีอาคารได้รับความเสียหายและพังถล่มรวม 774 แห่ง ในจำนวนนี้ 189 แห่งพังถล่มทั้งหลัง

ขณะเดียวกัน โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประเมินว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้สร้างความเสียหายเบื้องต้นคิดเป็นมูลค่า 6.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 218,000 ล้านบาท คิดเป็นราว 6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเวเนซุเอลา

UNDP ระบุว่า การประเมินครั้งนี้อ้างอิงจากแบบจำลองแรงสั่นสะเทือน ภาพถ่ายดาวเทียม และข้อมูลประชากร โดยครอบคลุมเฉพาะความเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น อาคารบ้านเรือน แต่ยังไม่รวมผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้างจากภัยพิบัติครั้งนี้

ทั้งนี้ แผ่นดินไหวขนาด 7.2 และ 7.5 ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องกันภายในเวลาไม่ถึง 1 นาที ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชนสำคัญทางตอนเหนือของประเทศ รวมถึงกรุงการากัส และรัฐลาไกวรา การาโบโบ มิรันดา ยารากุย  และอารากัว   

ปูตินยอมรับครั้งแรก ยูเครนโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน ทำรัสเซียเริ่มขาดแคลนเชื้อเพลิง

ปูตินยอมรับครั้งแรก ยูเครนโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน ทำรัสเซียเริ่มขาดแคลนเชื้อเพลิง

29 มิ.ย. 2569 09:31 น.

ปูตินยอมรับครั้งแรก ยูเครนโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน ทำรัสเซียเริ่มขาดแคลนเชื้อเพลิง

วลาดิเมียร์ ปูติน ยอมรับเป็นครั้งแรกว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของยูเครนส่งผลให้รัสเซียเผชิญภาวะเชื้อเพลิงขาดแคลนบางส่วน แต่ยืนยันสถานการณ์ยังไม่วิกฤต พร้อมสั่งเร่งเสริมระบบป้องกันภัยทางอากาศและรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน

วันที่ 29 มิถุนายน 2569 ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ยอมรับว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนได้สร้างผลกระทบต่อรัสเซีย จนทำให้เกิดภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงในบางพื้นที่ แม้จะยืนยันว่าสถานการณ์ยังไม่อยู่ในขั้นวิกฤตก็ตาม ในการให้สัมภาษณ์ซึ่งเผยแพร่โดยทำเนียบเครมลิน ปูตินกล่าวว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านพลังงานได้สร้างปัญหาอย่างชัดเจน พร้อมระบุว่า ขณะนี้รัสเซียกำลังเผชิญ “ภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต”

ผู้นำรัสเซียระบุว่า ภารกิจสำคัญในเวลานี้คือการเสริมขีดความสามารถของระบบป้องกันภัยทางอากาศ และรับประกันการจัดหาเชื้อเพลิง โดยเฉพาะในคาบสมุทรไครเมีย ซึ่งรัสเซียผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศตั้งแต่ปี  2557 แม้ประชาคมโลกส่วนใหญ่จะไม่ให้การรับรอง พร้อมกล่าวต่อที่ประชุมพรรคยูไนเต็ดรัสเซียว่า รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และจะดำเนินมาตรการทุกวิถีทางเพื่อรับประกันความมั่นคงของประเทศ ความปลอดภัยของประชาชน และการปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดน พร้อมยืนยันว่ารัสเซียจะสามารถผ่านพ้นความท้าทาย รวมถึงการโจมตีที่มุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศได้

ปาฏิหาริย์! แม่อุ้มลูกน้อยวัย 18 วัน รอดใต้ซากตึกถล่มจากแผ่นดินไหวนาน 32 ชั่วโมง

ปาฏิหาริย์! แม่อุ้มลูกน้อยวัย 18 วัน รอดใต้ซากตึกถล่มจากแผ่นดินไหวนาน 32 ชั่วโมง

29 มิ.ย. 2569 09:13 น.

ปาฏิหาริย์! แม่อุ้มลูกน้อยวัย 18 วัน รอดใต้ซากตึกถล่มจากแผ่นดินไหวนาน 32 ชั่วโมง

ยังมีปาฏิหาริย์ ท่ามกลางโศกนาฏกรรมแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเวเนซุเอลา เมื่อเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือแม่และลูกน้อยวัยเพียง 18 วัน ออกมาจากใต้ซากอาคารได้สำเร็จ หลังติดอยู่นานกว่า 32 ชั่วโมง

เจ้าหน้าที่กู้ภัยและอาสาสมัครช่วยกันนำ นางดายานา ปาตีโญ และลูกชายวัย 18 วัน ฮวน เดวิด ตรูฆีโย ปาตีโญ ออกจากซากอาคารที่พังถล่มในเมืองลากวยรา ท่ามกลางเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจของทีมกู้ภัย โดยหลังได้รับการช่วยเหลือ ทั้งแม่และลูกถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลในกรุงการากัส โดยแพทย์ระบุว่าทั้งคู่มีอาการคงที่

นอกจากสองแม่ลูกวัยแบเบาะแล้ว ยังมีรายงานพบผู้รอดชีวิตใต้ซากอาคารอีกหลายจุด หนึ่งในนั้นคือพ่อและลูกชายวัยรุ่น โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยสหรัฐฯก็สามารถช่วยเหลือทั้งคู่ออกจากซากอาคารอย่างปลอดภัย แม้ว่าทั้งคู่จะมีอาการอ่อนแรงจากการขาดอาหารและน้ำ ท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีของทั้งเจ้าหน้าที่กู้ภัยและประชาชนที่เฝ้าติดตามการปฏิบัติการ

ทั้งนี้ แม้โอกาสพบผู้รอดชีวิตจะลดลงทุกชั่วโมงเนื่องจากผ่านพ้นชั่วโมงทองคำ หรือช่วง 72 ชั่วโมงแรกไปแล้ว  แต่ทีมกู้ภัยจากหลายประเทศยังคงเดินหน้าค้นหาอย่างไม่ย่อท้อ โดยล่าสุดมีเจ้าหน้าที่กู้ภัยนานาชาติกว่า 2,200 คนเข้าร่วมภารกิจ ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวขนาด 7.2 และ 7.5 เพิ่มเป็นอย่างน้อย 1,450 คน บาดเจ็บกว่า 3,200 ส่วนผู้สูญหายยังมีอีกกว่า 51,000 คน.

ที่มา : AP