หนี้สาธารณะสหรัฐฯ ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ หลังพุ่งเท่าตัวในยุคทรัมป์-ไบเดน

หนี้สาธารณะสหรัฐฯ ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ หลังพุ่งเท่าตัวในยุคทรัมป์-ไบเดน

20 ส.ค. 2569 10:58 น.

หนี้สาธารณะสหรัฐฯ ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ หลังพุ่งเท่าตัวในยุคทรัมป์-ไบเดน

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลล่าสุดว่า ยอดหนี้สาธารณะคงค้างของสหรัฐฯ ได้ทะลุผ่านระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,314 ล้านล้านบาท เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งถือเป็นหมุดหมายอันตรายที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า กำลังผลักดันให้ประเทศก้าวเข้าสู่วิกฤตการคลัง จากภาระค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคมและดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด สวนทางกับรายได้ที่ลดลงจากการลดภาษี

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ยอดหนี้สาธารณะของประเทศทะลุระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นครั้งแรก โดยข้อมูล ณ วันที่ 18 ส.ค. ระบุว่า หนี้คงค้างทั้งหมดอยู่ที่ 40.047 ล้านล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นพันธบัตรและหลักทรัพย์รัฐบาลที่ถือโดยภาคเอกชนและสาธารณะราว 32.266 ล้านล้านดอลลาร์ และหนี้ที่หน่วยงานรัฐบาลถือครองระหว่างกันอีก 7.782 ล้านล้านดอลลาร์

ตัวเลขดังกล่าวเกิดขึ้นไม่ถึง 5 เดือน หลังหนี้สหรัฐฯ เพิ่งแตะระดับ 39 ล้านล้านดอลลาร์ และเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าในเวลาไม่ถึง 20 ปี จากระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ที่สหรัฐฯ ใช้เวลาถึงปี 1981 จึงจะก้าวข้ามได้เป็นครั้งแรก

มายา แมคกินเนส ประธานคณะกรรมการเพื่อความรับผิดชอบด้านงบประมาณของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ซึ่งเป็นองค์กรไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด กล่าวว่า หนี้ 40 ล้านล้านดอลลาร์ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในบัญชีของรัฐบาล แต่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและท้ายที่สุดตกไปอยู่ในภาระของประชาชน

เธอเตือนว่า ยิ่งรัฐบาลกู้ยืมมากขึ้น ก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ เบียดบังงบประมาณสำหรับภารกิจอื่น ๆ และทำให้ประเทศเปราะบางมากขึ้นเมื่อเกิดวิกฤตภายในประเทศหรือความไม่แน่นอนในต่างประเทศ

ข้อมูลกระทรวงการคลังยังชี้ว่า หนี้สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่ในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026 รัฐบาลขาดดุลงบประมาณแล้วประมาณ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ และคาดว่าการขาดดุลทั้งปีจะยังเพิ่มขึ้นอีก ก่อนสิ้นสุดปีงบประมาณในวันที่ 30 กันยายน

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์น่ากังวลมากขึ้น คือภาระดอกเบี้ยหนี้รัฐบาลที่พุ่งสูงขึ้น หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นหลังการระบาดของโควิด-19

คาดว่าปีงบประมาณนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องจ่ายดอกเบี้ยหนี้มากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ในปีงบประมาณ 2025 ค่าใช้จ่ายในการชำระดอกเบี้ยหนี้แซงหน้างบประมาณด้านกลาโหมของสหรัฐฯ เป็นครั้งแรก ขณะที่ในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026 ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยแซงหน้ารายจ่ายด้านโครงการประกันสุขภาพ (Medicare) สำหรับผู้สูงอายุ และกลายเป็นรายการใช้จ่ายขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของรัฐบาล รองจากระบบประกันสังคม 

มาร์ก โกลด์ไวน์ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายอาวุโสของคณะกรรมการเพื่อความรับผิดชอบด้านงบประมาณของรัฐบาลกลาง กล่าวว่า สหรัฐฯ กำลังใช้เงินเพื่อชำระหนี้ในอดีตมากกว่าการลงทุนเพื่ออนาคต และกำลังเข้าสู่วงจรที่หนี้ก่อให้เกิดหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

หนี้สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยในสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ วาระแรก หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นประมาณ 7.8 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งเกิดขึ้นในช่วง 9 เดือนสุดท้ายของการดำรงตำแหน่ง ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อรับมือกับการระบาดของโควิด-19

หลังทรัมป์กลับเข้ารับตำแหน่งสมัยที่สองในเดือนมกราคม 2025 หนี้สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 3.8 ล้านล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ตลอดสองวาระของทรัมป์ หนี้เพิ่มขึ้นรวมประมาณ 11.6 ล้านล้านดอลลาร์

ส่วนในสมัยประธานาธิบดี โจ ไบเดน หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นประมาณ 8.4 ล้านล้านดอลลาร์ นอกจากรายจ่ายเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจจากโควิด-19 แล้ว ยังรวมถึงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เงินอุดหนุนพลังงานสะอาด และโครงการอื่น ๆ ที่เป็นนโยบายสำคัญของพรรคเดโมแครต

คณะกรรมการเพื่อความรับผิดชอบด้านงบประมาณของรัฐบาลกลางประเมินว่า นโยบายของทั้งทรัมป์และไบเดนมีส่วนทำให้แนวโน้มหนี้รัฐบาลกลางเพิ่มขึ้นมากกว่าระดับที่ควรจะเป็น หากรัฐบาลยังคงดำเนินตามกฎหมายด้านการใช้จ่ายเดิมที่มีอยู่ก่อนทั้งสองเข้ารับตำแหน่ง

สำหรับกฎหมายสำคัญของทรัมป์ในสมัยที่สอง หรือ One Big Beautiful Bill Act สำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐฯ หรือ CBO ประเมินว่า จะเพิ่มภาระหนี้ของรัฐบาลอีกประมาณ 4.7 ล้านล้านดอลลาร์

แม้ทรัมป์ประกาศให้การลดต้นทุนเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของรัฐบาล และมีการลดจำนวนบุคลากรในหน่วยงานรัฐบาล แต่การลดค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่โครงการประเภท “ดุลพินิจ” ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เล็กที่สุดของงบประมาณรัฐบาล

สหรัฐฯ ใช้จ่ายเงินประมาณ 7 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี โดยราว 60% เป็นรายจ่ายภาคบังคับ เช่น ระบบประกันสังคม, โครงการประกันสุขภาพ, Medicaid และการดูแลทหารผ่านศึก ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามค่าครองชีพและจำนวนผู้รับสิทธิ

อีกปัจจัยสำคัญคือการเข้าสู่สังคมสูงวัยของสหรัฐฯ โดยมีชาวอเมริกันกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ เกษียณอายุประมาณ 10,000 คนต่อวัน และประชาชนมีอายุยืนยาวขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับระบบประกันสังคมและโครงการประกันสุขภาพ

ขณะเดียวกัน รายได้จากภาษีเงินได้และภาษีเงินเดือนกลับไม่เพียงพอที่จะรองรับค่าใช้จ่ายของรัฐบาล ทำให้กองทุนที่ใช้สนับสนุนระบบประกันสังคมและโครงการประกันสุขภาพ เผชิญแรงกดดันทางการเงินมากขึ้น

รัฐบาลสหรัฐฯ ยังรายงานว่า เดือนกรกฎาคมเพียงเดือนเดียว ขาดดุลงบประมาณถึง 432,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการขาดดุลรายเดือนสูงสุดเป็นอันดับ 4 ในประวัติศาสตร์ โดยรายได้จากภาษีศุลกากรได้รับผลกระทบจากการคืนเงินภาษี ขณะที่รายจ่ายด้านประกันสังคมและโครงการประกันสุขภาพ ยังคงเพิ่มขึ้น

ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลต่อตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยนักลงทุนต่างประเทศซึ่งถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เกือบหนึ่งในสามของทั้งหมด เริ่มมีความต้องการลดลงในช่วงปีที่ผ่านมา

เมื่อไม่นานมานี้ การประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี มูลค่า 25,000 ล้านดอลลาร์ ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2021 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวเมื่อวันอังคารพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี เนื่องจากนักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงจากการถือครองหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ยังแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ขณะที่พันธบัตรอายุ 10 ปีซื้อขายใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ทรัมป์เริ่มดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง

เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้น ต้นทุนการกู้ยืมทั่วทั้งเศรษฐกิจก็มักเพิ่มขึ้นตาม ทั้งอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ และสินเชื่อธุรกิจ ซึ่งอาจกดดันการใช้จ่ายของผู้บริโภคและทำให้ภาคธุรกิจชะลอการลงทุน

ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ประกาศว่ากระทรวงการคลังจะเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10-30 ปีเป็นอย่างน้อย 4,000 ล้านดอลลาร์ต่อการดำเนินการ จากเดิม เพื่อพยายามลดแรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว

ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงเรียกร้องให้ลดอัตราดอกเบี้ย โดยเมื่อถูกถามที่ทำเนียบขาวว่าชาวอเมริกันควรกังวลเกี่ยวกับความผันผวนในตลาดพันธบัตรหรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า เขาไม่คิดว่าประชาชนควรกังวล พร้อมระบุว่า สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่ง และเมื่อประเทศแข็งแกร่ง อัตราดอกเบี้ยก็ควรลดลง

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านงบประมาณเตือนว่า หากแนวโน้มปัจจุบันยังดำเนินต่อไป หนี้สหรัฐฯ อาจแตะระดับ 50 ล้านล้านดอลลาร์ภายในประมาณ 6 ปี จากระดับ 20 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อไม่ถึง 10 ปีก่อน

ขณะที่มูดี้ส์ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือรายใหญ่ ได้ลดอันดับเครดิตของสหรัฐฯ ในปี 2025 ทำให้สหรัฐฯ สูญเสียอันดับความน่าเชื่อถือระดับสูงสุดเป็นครั้งสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ แม้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงได้รับการจัดอันดับสูงกว่าหนี้ของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อื่น ๆ เช่น ฝรั่งเศสและญี่ปุ่น

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ปัญหาหนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสหรัฐฯ แต่ประเทศเศรษฐกิจหลักอื่น ๆ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และญี่ปุ่น ต่างเผชิญแรงกดดันจากรายจ่ายภาครัฐและการขาดดุลงบประมาณเช่นกัน ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของหลายประเทศอยู่ในระดับสูงสุดในรอบหลายปี

จุดเปลี่ยนสำคัญของสถานการณ์ครั้งนี้คือ หนี้สหรัฐฯ ไม่เพียงเพิ่มขึ้นถึงระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์เท่านั้น แต่ยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤตรุนแรง ทำให้ความกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนทางการคลังและต้นทุนดอกเบี้ยในระยะยาวทวีความรุนแรงขึ้น.

ที่มา Reuters / CNN

วาฬยักษ์แห่เข้าถิ่นใหม่ หลังโลกร้อนเปลี่ยนกรีนแลนด์ ทำน้ำแข็งทะเลละลาย

วาฬยักษ์แห่เข้าถิ่นใหม่ หลังโลกร้อนเปลี่ยนกรีนแลนด์ ทำน้ำแข็งทะเลละลาย

20 ส.ค. 2569 10:53 น.

วาฬยักษ์แห่เข้าถิ่นใหม่ หลังโลกร้อนเปลี่ยนกรีนแลนด์ ทำน้ำแข็งทะเลละลาย

โลกร้อนเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศในกรีนแลนด์อย่างรวดเร็ว หลังน้ำแข็งบริเวณชายฝั่งตะวันออกลดลง ทำให้วาฬขนาดใหญ่หลายสายพันธุ์เข้ามาหากินในพื้นที่ได้ นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบบนิเวศอาร์กติก

ผลการศึกษาที่ติดตามพื้นที่ดังกล่าวมานานหลายทศวรรษ พบว่าวาฬขนาดใหญ่หลายร้อยตัว ทั้งวาฬหลังค่อม วาฬมิงก์ และวาฬฟิน สามารถเข้ามาหากินบริเวณน่านน้ำชายฝั่งตะวันออกของกรีนแลนด์ในช่วงฤดูร้อน หลังน้ำแข็งทะเลละลายและเปิดพื้นที่ที่ก่อนหน้านี้ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็ง

ในอดีตวาฬเหล่านี้แทบไม่พบในพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากน้ำแข็งทะเลเป็นอุปสรรคกีดขวางไม่ให้พวกมันเข้าถึงน่านน้ำชายฝั่ง แต่เมื่อภาวะโลกร้อนทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นและน้ำแข็งละลาย วาฬเหล่านี้ก็สามารถปรับตัวและขยายพื้นที่หากินได้

นักวิทยาศาสตร์เรียกปรากฏการณ์ดังกล่าวว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบบนิเวศ หรือ major ecological regime shift โดยในช่วงฤดูร้อน น่านน้ำอาร์กติกบางพื้นที่กลายเป็นแหล่งอาหารขนาดใหญ่สำหรับวาฬจำนวนมาก

การเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้อย่างชัดเจนจากข้อมูลสำรวจทางเรือ ซึ่งไม่เคยพบวาฬหลังค่อมในพื้นที่ดังกล่าวจนถึงปี 2549 ก่อนจะพบ 7 ตัวในปี 2550 และเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็นการพบเห็นมากถึง 150 ครั้งในปี 2567

นักวิจัยยังได้สำรวจทางอากาศอย่างเป็นระบบในช่วงฤดูร้อนปี 2558 และ 2567 เพื่อติดตามวาฬบาลีน ซึ่งรวมถึงวาฬฟิน วาฬมิงก์ และวาฬหลังค่อม พร้อมนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกับเส้นทางการเคลื่อนที่ของวาฬ 15 ตัวที่ติดอุปกรณ์ส่งสัญญาณดาวเทียม รวมถึงข้อมูลจากนักล่าชาวอินูอิตในพื้นที่

ศาสตราจารย์แมดส์ ปีเตอร์ ไฮเดอ-เยอร์เกนเซน จากสถาบันทรัพยากรธรรมชาติกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นหัวหน้าการวิจัย ระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงทางระบบนิเวศที่รุนแรงที่สุดในพื้นที่กึ่งอาร์กติก

นักวิจัยประเมินว่า ในช่วงฤดูร้อนปี 2567 มีวาฬหลังค่อมประมาณ 4,000 ตัว วาฬฟิน 6,000 ตัว และวาฬมิงก์อีก 6,000 ตัว เดินทางเข้ามายังทะเลกรีนแลนด์

สาเหตุสำคัญมาจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นและปริมาณอาหารที่เพิ่มขึ้น โดยวาฬเหล่านี้น่าจะเข้ามาหากินกับฝูงปลาที่เคลื่อนตัวเข้าสู่น่านน้ำตะวันออกของกรีนแลนด์ซึ่งอุ่นขึ้น

นักวิจัยประเมินว่า วาฬทั้ง 3 สายพันธุ์อาจกินปลาและคริลล์รวมกันอย่างน้อย 800,000 ตัน ตลอดช่วงฤดูหากินในฤดูร้อน

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์บางส่วนแสดงความกังวลว่า ผลการศึกษานี้อาจสะท้อนถึงการเคลื่อนย้ายของวาฬจากฝั่งตะวันตกของกรีนแลนด์เข้ามายังพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเป็นประเด็นละเอียดอ่อน เนื่องจากกรีนแลนด์เป็นพื้นที่ที่ยังมีการล่าวาฬบางชนิด

นักวิจัยระบุว่า ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าวาฬบาลีนกำลังปรับตัวเข้ากับภาวะโลกร้อน และบางสายพันธุ์อาจได้รับประโยชน์จากพื้นที่หากินใหม่ที่เปิดกว้างขึ้น

แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้ส่งผลดีต่อสัตว์ทุกชนิดในอาร์กติก โดยศาสตราจารย์ไฮเดอ-เยอร์เกนเซนระบุว่า สัตว์บางชนิดกำลังเผชิญปัญหา เนื่องจากต้องแบ่งปันถิ่นอาศัยกับวาฬขนาดใหญ่ที่เข้ามาใหม่ หรืออาจถูกเบียดออกจากพื้นที่เดิม

หนึ่งในกลุ่มสัตว์ที่ได้รับผลกระทบคือ นาร์วาฬและวาฬเบลูกา ซึ่งอาจต้องเผชิญการแข่งขันด้านถิ่นอาศัยและแหล่งอาหารที่เพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกำลังหมายถึงการสูญเสียถิ่นอาศัย

งานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Marine Science สะท้อนให้เห็นว่า ภาวะโลกร้อนและการละลายของน้ำแข็งทะเลกำลังเปลี่ยนโฉมระบบนิเวศในแถบอาร์กติกอย่างรวดเร็ว และอาจส่งผลต่อการกระจายตัวของสัตว์ทะเลในระยะยาว.

ที่มา : BBC

รัสเซียถล่มเคียฟครั้งใหญ่ เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย เจ็บกว่า 23 คน

รัสเซียถล่มเคียฟครั้งใหญ่ เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย เจ็บกว่า 23 คน

20 ส.ค. 2569 10:12 น.

รัสเซียถล่มเคียฟครั้งใหญ่ เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย เจ็บกว่า 23 คน

รัสเซียเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ถล่มกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย บาดเจ็บอีกอย่างน้อย 23 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาผู้ที่อาจติดใต้ซากอาคาร

หน่วยงานบริการฉุกเฉินแห่งรัฐของยูเครน (DSNS) เปิดเผยว่า การโจมตีระลอกใหญ่เกิดขึ้นในช่วงกลางดึกของวันพฤหัสบดี โดยขีปนาวุธของรัสเซียพุ่งเป้าโจมตีอาคารที่พักอาศัยและโกดังหลายแห่งในกรุงเคียฟและพื้นที่โดยรอบ

เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเร่งค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่อาจติดอยู่ใต้ซากอาคารที่ได้รับความเสียหาย โดยสามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตออกมาจากกองซากปรักหักพังได้แล้วอย่างน้อย 1 คน

วิตาลี คลิตช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟกล่าวว่า โรงพยาบาลเด็กแห่งหนึ่งได้รับความเสียหายจากการโจมตี หน้าต่างอาคารแตกเสียหาย และมีรถยนต์หลายคันถูกไฟไหม้อยู่บริเวณใกล้เคียง

นอกจากนี้ ยังมีรายงานขีปนาวุธโจมตีพื้นที่ศูนย์อุตสาหกรรมในเขตโซโลมียันสกี ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงเคียฟ

ส่วนในเขตโบรวารีของแคว้นเคียฟ ซึ่งอยู่โดยรอบเมืองหลวง มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีก 1 ราย จากการโจมตีครั้งนี้ ตามรายงานของตีมูร์ ทคาเชนโก ผู้ว่าการแคว้นเคียฟ

ก่อนเกิดเหตุ ทางการได้ออกประกาศเตือนภัยทางอากาศ พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนเข้าหลบภัย เนื่องจากอาจมีการปฏิบัติการของระบบป้องกันภัยทางอากาศในพื้นที่ ขณะที่กองทัพอากาศยูเครนออกคำเตือนเกี่ยวกับภัยจากขีปนาวุธเป็นระยะ

การโจมตีของรัสเซียยังทำให้ระบบไฟฟ้าได้รับความเสียหาย ส่งผลให้บ้านเรือนหลายพันแห่งในพื้นที่กรุงเคียฟและโดยรอบไม่มีไฟฟ้าใช้ในช่วงกลางดึก เจ้าหน้าที่เร่งซ่อมแซมโครงข่ายพลังงานที่ได้รับความเสียหาย

กรุงเคียฟเผชิญการโจมตีทางอากาศเกือบทุกคืนในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยบางคืนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสหลายสิบคน

ขณะเดียวกัน รัสเซียเองก็เผชิญการโจมตีจากขีปนาวุธและโดรนของยูเครนเพิ่มขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันให้รัฐบาลมอสโกกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาเพื่อหาทางยุติสงครามที่ดำเนินมานานกว่า 4 ปี

ในสัปดาห์นี้ มีรายงานการโจมตี 2 ครั้งในรัสเซีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 คน รวมถึงเด็ก 1 คน

รัสเซียเปิดฉากการรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 และปัจจุบันยังคงควบคุมพื้นที่ประมาณหนึ่งในห้าของยูเครน โดยพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่บริเวณชายแดนทางตะวันออกของประเทศ.

ที่มา : BBC

หิมะตกหนักถล่มโบลิเวีย ช่วยผู้ประสบภัยกว่า 360 คน รวมชาวอิตาลีเกือบ 60 คน

หิมะตกหนักถล่มโบลิเวีย ช่วยผู้ประสบภัยกว่า 360 คน รวมชาวอิตาลีเกือบ 60 คน

20 ส.ค. 2569 09:35 น.

หิมะตกหนักถล่มโบลิเวีย ช่วยผู้ประสบภัยกว่า 360 คน รวมชาวอิตาลีเกือบ 60 คน

โบลิเวียเร่งช่วยเหลือประชาชนและนักท่องเที่ยว หลังเกิดหิมะตกหนักต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อ 5 แคว้นของประเทศ ทำให้เส้นทางหลายสาย โดยเฉพาะแถบเทือกเขาแอนดีส ต้องปิดการจราจร

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่าเหตุหิมะตกหนักเมื่อวันพุธที่ผ่านมา สามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้มากกว่า 360 คน ในจำนวนนี้เกือบ 60 คนเป็นชาวอิตาลีที่เดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่

แคว้นโปโตซี ทางตอนใต้ของโบลิเวีย เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากหิมะ โดยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เรเน โฆอากิโน ผู้ว่าการแคว้นโปโตซี และคณะ ต้องได้รับการช่วยเหลือออกจากพื้นที่ หลังเดินทางขึ้นไปปฏิบัติภารกิจในเขตภูเขาสูง

มิเซอัล โลเปซ เมดินา นายกเทศมนตรีเมืองอูยูนี ซึ่งเป็นผู้นำปฏิบัติการช่วยเหลือกล่าวว่า เจ้าหน้าที่มีเป้าหมายสำคัญ 2 ประการ คือช่วยเหลือนักเดินทางที่ยังติดค้าง และใช้เครื่องจักรเปิดเส้นทางเป็นระยะทางไกลถึง 6 กิโลเมตร เพื่อเข้าถึงตัวผู้ว่าการแคว้นและคณะ

ด้านกระทรวงกลาโหมโบลิเวียระบุว่า เหตุหิมะตกหนักส่งผลกระทบต่อครอบครัวกว่า 26,220 ครอบครัว และชุมชน 323 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเลี้ยงลามา เลี้ยงแกะ และทำการเกษตร ขณะที่ถนนหลายสายถูกปิดเนื่องจากมีหิมะสะสมจำนวนมาก

สถานการณ์ยังส่งผลกระทบต่อแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างทะเลเกลืออูยูนี หนึ่งในพื้นที่เกลือขนาดใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงทะเลสาบลากูนา โคโลราดา ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเยือนเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน

โรแบร์โต ริเวโร ซิมเมอร์มันน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมฝ่ายป้องกันพลเรือนกล่าวว่า หน่วยงานป้องกันพลเรือนกำลังประสานงานกับเทศบาล หน่วยงานบริหารทางหลวงโบลิเวีย หน่วยดับเพลิง และกองทัพ เพื่อให้ความช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับผลกระทบและเร่งเปิดเส้นทางที่ถูกหิมะปิดกั้น

หิมะตกหนักยังส่งผลกระทบต่อแคว้นลาปาซ โดยการจราจรต้องหยุดชะงัก หลังพื้นผิวถนนกลายเป็นน้ำแข็งและลื่น ทำให้รถบรรทุกและรถโดยสารจำนวนมากต้องต่อแถวยาว ขณะที่พื้นที่หุบเขาของแคว้นชูกีซากา มีรายงานหิมะตกเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี รวมถึงพบหิมะตกในแคว้นโอรูโรและตารีฮาด้วย.

ที่มา : AP

ทรัมป์ขู่ลงโทษหนักทุกประเทศที่ช่วยเหลืออิหร่าน พร้อมประกาศเปิดฉากสงครามเศรษฐกิจ

ทรัมป์ขู่ลงโทษหนักทุกประเทศที่ช่วยเหลืออิหร่าน พร้อมประกาศเปิดฉากสงครามเศรษฐกิจ

20 ส.ค. 2569 09:05 น.

ทรัมป์ขู่ลงโทษหนักทุกประเทศที่ช่วยเหลืออิหร่าน พร้อมประกาศเปิดฉากสงครามเศรษฐกิจ

“โดนัลด์ ทรัมป์” ประกาศเดินหน้าปฏิบัติการกดดันเศรษฐกิจอิหร่านครั้งใหญ่ที่สุด ขู่ลงโทษทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงต่อทุกประเทศที่ช่วยเหลือหรือทำธุรกิจกับรัฐบาลอิหร่าน

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศเดินหน้าปฏิบัติการกดดันทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน พร้อมเตือนว่าทุกประเทศที่ให้ความช่วยเหลือหรือทำธุรกิจกับอิหร่านจะต้องเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

ทรัมป์ประกาศผ่านแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียล ว่าสหรัฐฯ กำลังเปิดฉากปฏิบัติการทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีต่อประเทศใดๆ โดยระบุว่าจะเป็นการทำสงครามเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยว อิหร่านในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ผู้นำสหรัฐฯ ยังเตือนว่า ประเทศใดก็ตามที่เปิดทางให้สถาบันการเงิน บริษัทธุรกิจ สนามบิน หรือหน่วยงานรัฐบาลจัดหาความช่วยเหลือหรือเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยง ในรูปแบบใดๆ ให้แก่อิหร่าน จะต้องเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล 

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังไม่ได้ระบุรายละเอียดว่ามาตรการลงโทษประเทศที่ช่วยเหลืออิหร่านจะมีรูปแบบใด หรือจะมุ่งเป้าไปยังประเทศใดเป็นพิเศษ ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงส่งผลกระทบต่อการค้าและพลังงานในภูมิภาค 

สลด เหมืองทองถล่มในแอฟริกากลาง ดับแล้วกว่า 100 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหาย

สลด เหมืองทองถล่มในแอฟริกากลาง ดับแล้วกว่า 100 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหาย

20 ส.ค. 2569 08:57 น.

สลด เหมืองทองถล่มในแอฟริกากลาง ดับแล้วกว่า 100 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหาย

เหมืองทองคำแบบขุดด้วยแรงงานคนในหมู่บ้านทางตะวันตกของสาธารณรัฐแอฟริกากลาง ใกล้ชายแดนแคเมอรูน พังถล่ม คร่าชีวิตแล้วกว่า 100 ศพ ขณะที่ยังมีคนติดอยู่ใต้ซากจำนวนหนึ่ง

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากสมาคมเหมืองแร่แห่งสาธารณรัฐแอฟริกากลาง เปิดเผยว่า เกิดเหตุเหมืองทองคำขนาดเล็กหรือเหมืองทองที่ใช้แรงงานคนขุดในหมู่บ้านซัมบอย ทางตะวันตกของประเทศ ได้พังถล่มลงมา เมื่อวันอังคารที่ 18 สิงหาคม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 100 ศพ  

โดยจุดที่เกิดเหตุอยู่บริเวณใกล้ชายแดนประเทศแคเมอรูน อัยการในพื้นที่ยืนยันว่าเกิดเหตุเหมืองถล่มจริง แต่ยังไม่สามารถระบุจำนวนผู้เสียชีวิตที่แน่นอนได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่ระบุว่า ปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือยังคงดำเนินต่อไป พร้อมเตรียมเปิดการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุของเหมืองถล่ม รวมถึงตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ดำเนินกิจการเหมืองแห่งนี้

ด้านนายเบอร์ทรองด์ เบ ย็องเก สมาชิกสภาเยาวชนหมู่บ้านซัมบอย ระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากยังมีผู้สูญหายและอีกหลายคนติดอยู่ใต้ซากเหมือง พร้อมกล่าวว่า การพบผู้ติดอยู่ใต้ซากและยังมีชีวิตรอดถือเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ เขายังระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สร้าวความเศร้าสะเทือนใจอย่างมาก เนื่องจากผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นชายและหญิงวัยหนุ่มสาวที่ต้องหาเลี้ยงครอบครัว.

“มิน อ่อง หล่าย” ลั่น พร้อมรักษาผลประโยชน์รัสเซีย ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

"มิน อ่อง หล่าย" ลั่น พร้อมรักษาผลประโยชน์รัสเซีย ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

20 ส.ค. 2569 08:12 น.

“มิน อ่อง หล่าย” ลั่น พร้อมรักษาผลประโยชน์รัสเซีย ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“มิน อ่อง หล่าย” พบ “ปูติน” ที่กรุงมอสโก ประกาศเมียนมาจะเป็นพันธมิตรที่ไว้วางใจได้ของรัสเซียในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมลงนามความร่วมมือ 12 ฉบับ ครอบคลุมพลังงาน น้ำมัน ก๊าซ ดาวเทียม และอวกาศ

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา เดินทางเยือนกรุงมอสโก และเข้าพบประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ประกาศรับตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา พร้อมยืนยันว่าเมียนมาจะยังคงเป็นพันธมิตรที่รัสเซียไว้วางใจได้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพร้อมสนับสนุนผลประโยชน์ของรัสเซียในภูมิภาค

โดยผู้นำเมียนมา กล่าวระหว่างหารือกับปูตินที่ทำเนียบเครมลินว่า การพัฒนาของเมียนมาในปัจจุบันได้รับประโยชน์อย่างมากจากการสนับสนุนของรัสเซีย พร้อมระบุว่า เมียนมาพร้อมเดินหน้าความร่วมมือกับรัสเซียในหลายด้าน ไม่เพียงแต่กลาโหมและความมั่นคง แต่ยังรวมถึงการเกษตร อุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อวกาศ และสาธารณสุข

ด้านปูตินกล่าวต้อนรับมิน อ่อง หล่าย โดยเรียกว่า “เพื่อนรัก” พร้อมชี้ว่าพลังงานเป็นหนึ่งในสาขาความร่วมมือสำคัญระหว่างสองประเทศ โดยกล่าวถึงความเป็นไปได้ในการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวจากรัสเซียไปยังเมียนมา ทั้งเพื่อใช้ภายในประเทศและนำไปส่งออกต่อ พร้อมกล่าวถึงแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในเมียนมา รวมถึงโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกที่เมืองทวาย ซึ่งจะเปิดโอกาสให้รัสเซียเข้าถึงเส้นทางออกสู่มหาสมุทรอินเดีย

ขณะที่ในการพบกันครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) รวม 12 ฉบับ ครอบคลุมความร่วมมือด้านไฟฟ้า น้ำมันและก๊าซ การสื่อสารโทรคมนาคม ระบบนำทางด้วยดาวเทียม และกิจการด้านอวกาศ

ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัสเซียและเมียนมาได้กระชับความร่วมมือทางยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่กองทัพเมียนมาภายใต้การนำของมิน อ่อง หล่าย ยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2564  โดยรัสเซียมองว่า เมียนมาเป็นช่องทางสำคัญในการขยายอิทธิพลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก.

ที่มา Irrawaddy

OpenAI ชะลอการฝึก AI หลังพบ AI หลุดไปแฮกบริษัทอื่น

OpenAI ชะลอการฝึก AI หลังพบ AI หลุดไปแฮกบริษัทอื่น

20 ส.ค. 2569 06:05 น.

OpenAI ชะลอการฝึก AI หลังพบ AI หลุดไปแฮกบริษัทอื่น

OpenAI ประกาศชะลอการฝึก AI ระดับสูงบางส่วนเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อยกระดับความปลอดภัย หลังเกิดเหตุ AI หลุดออกจากพื้นที่ทดสอบ แล้วไปแฮกบริษัทอื่นหลายแห่ง

เมื่อ 19 ส.ค. 2569 บริษัท OpenAI ผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ระดับโลก รวมถึง ChatGPT ประกาศชะลอการฝึกสอนโมเดล AI ระดับสูงบางส่วนเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อยกระดับมาตรการความปลอดภัย หลังจากพบว่าระบบ AI แบบอัตโนมัติ หรือ เอไอ เอเจนต์ (AI Agent) หลุดออกจากระบบปิดแล้วไปแฮกบริษัทสตาร์ทอัปชื่อดังอย่าง Hugging Face

OpenAI พบเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเมื่อวันที่ 21 ก.ค. เมื่อ เอไอ เอเจนต์ ละเมิดมาตรการความปลอดภัยระหว่างการทดสอบและเจาะเข้าสู่ระบบของ Hugging Face รวมถึงบริษัทอื่นอีก 3 แห่งโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ค่ายอื่นอย่าง Anthropic และ Meta ก็รายงานว่าพบ AI ของตนเองแฮกระบบในลักษณะคล้ายกันด้วย

เรื่องดังกล่าวทำให้ OpenAI ระงับการฝึกสอนแบบ Reinforcement Learning (การเรียนรู้ผ่านการป้อนผลลัพธ์เพื่อปรับปรุงการทำงาน) บนโมเดลล่าสุดเป็นเวลา 2 สัปดาห์ รวมทั้งขยายระบบเฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยง และเพิ่มการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวดก่อนจะกลับมาเทรนโมเดลขนาดใหญ่ต่อ

นาย แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ระบุผ่าน X ว่าพัฒนาการของโมเดลรุดหน้าเร็วมาก และบริษัทพร้อมดำเนินการหยุดพักหากความสามารถของ AI โตเร็วกว่ามาตรการความปลอดภัย

ด้านนักวิเคราะห์ AI มองว่า การตัดสินใจล่าสุดของ OpenAI เป็นก้าวที่ดี แต่ยังต้องรอติดตามรายละเอียดและการลงมือทำจริงอย่างใกล้ชิด

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์มองว่า นี่เป็นเพียงการสร้างภาพเรื่องความปลอดภัยผ่านข่าวแจก (PR) พร้อมตั้งคำถามว่า การควบคุมตนเองของบริษัทเทคโนโลยีโดยปราศจากการกำกับดูแลจากรัฐบาลนั้นเพียงพอจริงหรือไม่

ส่วนที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยไซเบอร์จาก ESET ตั้งข้อสังเกตว่า การประกาศเรื่องนี้อาจมีวาระทางการตลาดแฝงอยู่ เพื่อโชว์ความสามารถของ AI ตัวเองในการแข่งขันกับคู่แข่งอย่าง Anthropic ที่กำลังได้รับความสนใจจากโมเดล Claude Mythos

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน เตรียมย้ายกลับมาพำนักในสหราชอาณาจักร

เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน เตรียมย้ายกลับมาพำนักในสหราชอาณาจักร

20 ส.ค. 2569 05:44 น.

เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน เตรียมย้ายกลับมาพำนักในสหราชอาณาจักร

สื่ออังกฤษรายงานว่า เจ้าชายแฮร์รี่กับครอบครัว เตรียมย้ายกลับมาอยู่ในสหราชอาณาจักรอีกครั้งแล้ว หลังจากทรงย้ายไปอยู่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2563 และแทบไม่ได้กลับมาอังกฤษอีก

สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า เจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน พระชายา กับครอบครัว กำลังวางแผนที่จะย้ายถิ่นฐานจากสหรัฐอเมริกา กลับมาพำนักในสหราชอาณาจักรในช่วงปลายเดือนนี้ และจะอาศัยอยู่ที่ที่พักส่วนตัวภายนอกเขตพระราชฐานซึ่งตั้งอยู่นอกกรุงลอนดอน

บีบีซีรายงานอีกว่า พระโอรสและพระธิดาของทั้งสอง ได้แก่ เจ้าชายอาร์ชี วัย 7 พรรษา และเจ้าหญิงลิลิเบต วัย 5 พรรษา ได้รับการลงทะเบียนเพื่อเริ่มเข้าเรียนในโรงเรียนของอังกฤษในเดือนกันยายนนี้แล้ว

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงได้รับการถวายรายงานเกี่ยวกับการย้ายครั้งนี้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยขณะนี้ยังไม่มีแผนการให้เจ้าชายแฮร์รี่หรือเมแกนกลับมาปฏิบัติพระกรณียกิจในฐานะเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงแต่อย่างใด

ครอบครัวซัสเซกซ์พร้อมพระโอรสและพระธิดาได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่พระตำหนักไฮโกรฟเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่เป็นที่เข้าใจกันว่ายังไม่มีการหารือเรื่องการย้ายถิ่นฐานในขณะนั้น

บีบีซีเข้าใจว่า พระเจ้าชาร์ลส์ไม่ทรงทราบเรื่องการย้ายกลับล่วงหน้าจนกระทั่งในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ทรงยินดีที่จะได้มีโอกาสพบปะกับครอบครัวของดยุคและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์เป็นการส่วนพระองค์มากขึ้น ขณะที่เจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงเคทก็ได้รับการแจ้งให้ทราบถึงแผนการดังกล่าวแล้วเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงสถานะอย่างเป็นทางการของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน โดยทั้งสองจะยังคงดำรงสถานะเป็นบุคคลธรรมดาต่อไป หลังจากทรงประกาศลดบทบาทและสละสถานะสมาชิกราชวงศ์ระดับสูงในเดือนมกราคม พ.ศ. 2563 เพื่อย้ายไปใช้ชีวิตอิสระในสหรัฐอเมริกา

เรื่องดังกล่าวมีสาเหตุจากความกดดันจากสื่อแท็บลอยด์อังกฤษ, การคุกคามทางโลกออนไลน์, ปัญหาความขัดแย้งภายในครอบครัว และเจ้าชายแฮร์รี่มองว่า พระองค์ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากสำนักพระราชวังเท่าที่ควร

ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าชายแฮร์รี่กับราชวงศ์อังกฤษอยู่ในภาวะตึงเครียดนับแต่นั้นมา และการเข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์และสมเด็จพระราชินีคามิลลาเมื่อเดือนกรกฎาคมถือเป็นพัฒนาการสำคัญในความสัมพันธ์ของพวกเขา และถือเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีที่คิงชาร์ลส์ได้พบพระราชนัดดา (หลาน) ทั้งสองด้วยพระองค์เอง

ทั้งนี้ เจ้าชายแฮร์รี่และเมแกนไม่ได้เดินทางมายังสหราชอาณาจักรพร้อมกันนับตั้งแต่ปี 2565 เมื่อครั้งเข้าร่วมพระราชพิธีพระบรมศพของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

เรื่องอารักขาความปลอดภัยสำหรับเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกนเป็นประเด็นตึงเครียดมาโดยตลอด โดยการเยือนเมื่อเดือนกรกฎาคมเกือบไม่ได้เกิดขึ้น เนื่องจากคำร้องขอการคุ้มครองจากตำรวจของดยุคแห่งซัสเซกซ์ถูกปฏิเสธ

เมื่อปี 2568 เจ้าชายแฮร์รี่ก็ทรงแพ้คดีที่ทรงยื่นอุทธรณ์เรื่อง ระดับการอารักขาความปลอดภัยที่พระองค์และครอบครัวควรได้รับขณะอยู่ในสหราชอาณาจักร

ก่อนหน้านี้ เจ้าชายแฮร์รี่เคยตรัสว่าความกังวลเรื่องความปลอดภัยเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้พระองค์เดินทางมายังสหราชอาณาจักรพร้อมพระชายาและครอบครัว ซึ่งยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่า อะไรเป็นสาเหตุให้พระองค์ตัดสินใจย้ายกลับมาอยู่สหราชอาณาจักรในครั้งนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผลทดสอบชี้ ใช้วัคซีนมะเร็งตัวใหม่คู่กับยา ป้องกันมะเร็งผิวหนังกลับมาเป็นซ้ำ

ผลทดสอบชี้ ใช้วัคซีนมะเร็งตัวใหม่คู่กับยา ป้องกันมะเร็งผิวหนังกลับมาเป็นซ้ำ

20 ส.ค. 2569 04:41 น.

ผลทดสอบชี้ ใช้วัคซีนมะเร็งตัวใหม่คู่กับยา ป้องกันมะเร็งผิวหนังกลับมาเป็นซ้ำ

นักวิทยาศาสตร์พบว่า การใช้วัคซีนเฉพาะบุคคลตัวใหม่ร่วมกับยาต้านมะเร็ง สามารถลดการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งผิวหนังในผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ และเจ้าหน้าที่กำลังทดลองกับมะเร็งชนิดอื่นๆ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 19 ส.ค. 2569 ว่า ผลการทดสอบทางคลินิกระบุว่า การใช้วัคซีนเฉพาะบุคคลตัวใหม่ร่วมกับยาต้านมะเร็ง สามารถลดการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งผิวหนังในผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งนี่ถือเป็นช่วงเวลาจุดเปลี่ยนสำคัญของการรักษามะเร็ง

วัคซีนดังกล่าวมีชื่อว่า Intismeran พัฒนาโดยบริษัท Merck และ Moderna โดยใช้เทคโนโลยี mRNA (แบบเดียวกับที่ใช้ผลิตวัคซีนโควิด-19) นำชิ้นส่วนก้อนเนื้อของผู้ป่วยมาวิเคราะห์ DNA เพื่อสร้างวัคซีนที่เจาะจงกับความกลายพันธุ์ของมะเร็งในผู้ป่วยรายนั้นๆ และกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันเข้าทำลายเซลล์มะเร็งที่เหลืออยู่

ในการทดสอบทางคลินิกครั้งที่ 3 ซึ่งทดสอบวัคซีน Intismeran กับผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา (Melanoma) ระยะเสี่ยงสูงมากกว่า 1,000 คน หลังเข้ารับการผ่าตัด พบว่าการใช้วัคซีนควบคู่กับยาภูมิคุ้มกันบำบัด Keytruda จะช่วยยืดระยะเวลาที่ผู้ป่วยปลอดจากโรคมะเร็งได้อย่างมีนัยสำคัญ และลดความเสี่ยงที่มะเร็งจะแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น เมื่อเทียบกับการใช้ยา Keytruda เพียงอย่างเดียว

ทั้งสองบริษัทกำลังทดสอบวัคซีนเฉพาะบุคคลในลักษณะเดียวกันนี้กับมะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ และมะเร็งไต เพื่อดูว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร

ผู้เชี่ยวชาญและแพทย์ยกย่องว่าผลการทดสอบที่ออกมา เป็นข่าวดีและเป็นข้อพิสูจน์ว่าวัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคลใช้งานได้จริง แต่ก็เตือนว่าผลลัพธ์นี้ยังเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นที่ต้องผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ (Peer-review) เสียก่อน

และหากการทดลองเสร็จสิ้น ก็ยังต้องผ่านขั้นตอนการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านยาและระบบการแพทย์ ก่อนจะนำมาใช้จริงอย่างแพร่หลายได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc