เฮลิคอปเตอร์ตกในเคนยา หัวหน้าข่าวกรองเอกวาดอร์-ชาวอเมริกัน 5 คนเสียชีวิต

เฮลิคอปเตอร์ตกในเคนยา หัวหน้าข่าวกรองเอกวาดอร์-ชาวอเมริกัน 5 คนเสียชีวิต

20 ส.ค. 2569 03:28 น.

เฮลิคอปเตอร์ตกในเคนยา หัวหน้าข่าวกรองเอกวาดอร์-ชาวอเมริกัน 5 คนเสียชีวิต

หัวหน้าหน่วยข่าวกรองของเอกวาดอร์กับภรรยาเสียชีวิต หลังเฮลิคอปเตอร์ตกใกล้เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าในเคนยา และมีชาวอเมริกันเสียชีวิตด้วยอีก 5 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายมิเชล เซนซี-กอนตูจี หัวหน้าสำนักงานข่าวกรองเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศเอกวาดอร์ กับสเตฟานี ฮอลลิฮาน ภรรยา เสียชีวิต หลังจากเฮลิคอปเตอร์ที่พวกเขาโดยสารตกในประเทศเคนยาเมื่อวันพุธที่ 19 ส.ค. 2569 นอกจากนั้นยังมีชาวอเมริกันอีก 5 คนเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ด้วย

เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวตกบริเวณภูเขาโอโลล็อกเว (Mount Ololokwe) ในเขตแซมบูรู (Samburu) เมื่อเวลาประมาณ 09.13 น. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 7 ศพ โดยสภากาชาดเคนยาระบุว่า ยังไม่สามารถเข้าถึงจุดตกได้ แต่กำลังมีการใช้โดรนเพื่อสำรวจและประเมินสถานการณ์ในจุดเกิดเหตุ

สำนักงานการบินพลเรือนเคนยา (KCAA) ระบุว่า เฮลิคอปเตอร์รุ่น ยูโรคอปเตอร์ EC130 B4 ลำดังกล่าวอยู่ระหว่างเที่ยวบินชมทัศนียภาพจากเขตอนุรักษ์สัตว์ป่า “ลอยซาบา” (Loisaba) กับแม่น้ำ “เอวาโซ เอ็นยีโร” (Ewaso Nyiro) ซึ่งไหลผ่านเขตอนุรักษ์ธรรมชาติหลายแห่ง

สำนักนายกรัฐมนตรีเอกวาดอร์ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของนายเซนซี-กอนตูจี กับนางฮอลลิฮาน ในเหตุการณ์นี้ ขณะที่นายกิเยร์โม ลาสโซ อดีตประธานาธิบดีเอกวาดอร์ ก็โพสต์ข้อความแสดงความอาลัยด้วยเช่นกัน

ด้านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่า มีชาวอเมริกันเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ด้วยจำนวน 5 คน แต่ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าทั้ง 5 คนเป็นใครบ้าง

ทั้งนี้ อุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหลายครั้งในเคนยา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ก็เกิดเหตุในเขตนันดี (Nandi) บริเวณหุบเขาริฟต์แวลลีย์ (Rift Valley) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 6 ราย ซึ่งรวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายหนึ่งด้วย

ในปี 2567 พลเอก ฟรานซิส โอโมนดี โอกอลลา ผู้นำกองทัพเคนยา เสียชีวิตหลังจากเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพซึ่งบรรทุกผู้โดยสาร 11 คน ประสบอุบัติเหตุตกทางตอนเหนือของประเทศ โดยมีผู้รอดชีวิตเพียง 2 คนเท่านั้น

และในเดือนมิถุนายน 2564 นายทหารอย่างน้อย 10 นาย เสียชีวิตเมื่อเฮลิคอปเตอร์ของพวกเขาตกขณะกำลังลงจอดใกล้กับกรุงไนโรบี เมืองหลวงของประเทศเคนยา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์อ้างเตรียมพบ “คิม จอง-อึน” ผู้นำเกาหลีเหนือปลายปีนี้

ทรัมป์อ้างเตรียมพบ “คิม จอง-อึน” ผู้นำเกาหลีเหนือปลายปีนี้

20 ส.ค. 2569 02:43 น.

ทรัมป์อ้างเตรียมพบ “คิม จอง-อึน” ผู้นำเกาหลีเหนือปลายปีนี้

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่า เขาจะพบกับ คิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือในช่วงปลายปีนี้ พร้อมระบุว่ารัฐบาลเปียงยางมีอาวุธนิวเคลียร์ที่ทรงพลังถึง 57 ลูก

เมื่อวันพุธที่ 19 ส.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า เขาจะพบกับ คิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง นี่จะถือเป็นการพบกันครั้งแรกระหว่างทั้งคู่ในการดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ สมัยที่ 2 ของนายทรัมป์

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังระบุว่าเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ที่ “ทรงพลานุภาพอย่างมาก” ถึง 57 ลูก ซึ่งนับเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะประเมินคลังแสงนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ และระบุตัวเลขอย่างชัดเจนเช่นนี้

“ใช่ ผมจะไปพบ” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างนำชมลานจอดเฮลิคอปเตอร์แห่งใหม่ที่เขากำลังก่อสร้างที่ทำเนียบขาว หลังถูกถามว่าเขามีแผนจะพบกับ คิม จอง-อึน ในช่วงปลายปี 2569 หรือไม่

ทรัมป์ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม แต่หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า ทรัมป์กำลังพิจารณาการพบปะดังกล่าวระหว่างการเดินทางไปจีนเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ในเดือนพฤศจิกายน

ทรัมป์ยังกล่าวปกป้องแผนการพบกับผู้นำเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นประเทศที่สหรัฐฯ เคยพยายามขัดขวางไม่ให้มีอาวุธนิวเคลียร์มาก่อน ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังทำสงครามกับอิหร่านโดยอ้างเหตุผลว่า ทำเพื่อป้องกันไม่ให้เตหะรานครอบครองระเบิดนิวเคลียร์

“เขามีอาวุธนิวเคลียร์ที่ทรงพลานุภาพอย่างมากถึง 57 ลูก ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นตั้งแต่แรก … ถ้าผมเป็นประธานาธิบดี ผมคงไม่ยอมให้มันเกิดขึ้น” ทรัมป์กล่าว “แต่เขามันมีพวกมันแล้ว ผมเข้ากับเขาได้ดีมาก ผมยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ไม่ได้ แต่ผมรู้จัก คิม จอง-อึน ดีมาก ซึ่งเขาจะไม่เป็นไร”

การประกาศของทรัมป์มีขึ้นเพียงสองวันหลังจากที่เขาสั่งให้สหรัฐฯ ลดขนาดการฝึกซ้อมทางทหารร่วมกับเกาหลีใต้ โดยอ้างถึง “ความสัมพันธ์ที่ดี” ของเขากับคิม จอง-อึน ในการตัดสินใจดังกล่าว

ทั้งนี้ ทรัมป์และคิมเคยพบกัน 3 ครั้งระหว่างที่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยแรก ซึ่งในตอนนั้นเขากล่าวว่าพวกเขาทั้งสอง “ตกหลุมรักกัน” หลังจากได้แลกเปลี่ยน “จดหมายอันงดงาม” แต่พวกเขายังไม่ได้พบกันเลยในสมัยที่สองนี้ และการเจรจาเพื่อทำข้อตกลงปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือก็หยุดชะงักตั้งแต่ปี 2562

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทรัมป์ส่งสัญญาณถี่ขึ้นเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารกับคิม แม้เขาจะไม่ยืนยันว่า ทั้งคู่กำลังแลกเปลี่ยนจดหมายกันอยู่หรือไม่ก็ตาม

ด้าน คิม โย-จอง น้องสาวผู้ทรงอิทธิพลของ คิม จอง-อึน กล่าวเมื่อวันพุธว่า เธอ “ไม่ทราบ” เรื่องรายงานเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารระหว่างพี่ชายของเธอกับโดนัลด์ ทรัมป์ แต่เธอระบุว่า สายสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคนยังคง “ยอดเยี่ยม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ชายยูเครนถูกจับในโครเอเชีย เอี่ยวระเบิดท่อส่งก๊าซ นอร์ด สตรีม

ชายยูเครนถูกจับในโครเอเชีย เอี่ยวระเบิดท่อส่งก๊าซ นอร์ด สตรีม

19 ส.ค. 2569 23:54 น.

ชายยูเครนถูกจับในโครเอเชีย เอี่ยวระเบิดท่อส่งก๊าซ นอร์ด สตรีม

ชายชาวยูเครนถูกจับกุมในโครเอเชีย ฐานต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดท่อส่งก๊าซ นอร์ด สตรีม โดยเยอรมนีกำลังขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนมาดำเนินคดีร่วมกับผู้ต้องสงสัยอีกคนที่ถูกจับก่อนหน้านี้

เมื่อวันพุธที่ 19 ส.ค. 2569 ทางการเยอรมนีเปิดเผยว่า ชายชาวยูเครนคนหนึ่งถูกจับกุมในประเทศโครเอเชีย เนื่องจากต้องสงสัยว่า เขาเป็นหนึ่งในนักประดาน้ำที่นำระเบิดไปติดตั้งไว้ที่ท่อส่งก๊าซ นอร์ด สตรีม (Nord Stream) ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างรัสเซียและเยอรมนี เมื่อเดือนกันยายน 2565 หลังรัสเซียเริ่มรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบ

ชายคนนี้เป็นชาวยูเครนรายที่ 2 ที่ถูกจับกุมในฐานผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดดังกล่าว ซึ่งสร้างความตึงเครียดต่อความสัมพันธ์ระหว่างยูเครนกับเยอรมนี หนึ่งในพันธมิตรยุโรปรายสำคัญที่สนับสนุนยูเครนในสภาวะสงคราม

“ผู้ต้องสงสัยรายนี้มีส่วนร่วมในการดำน้ำที่จำเป็นต่อการก่อวินาศกรรม” อัยการเยอรมนีระบุ พร้อมเสริมว่ากำลังดำเนินการขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนจากโครเอเชีย

อัยการระบุชื่อชายคนดังกล่าวเพียงว่า วลาดิเมียร์ ซี. (Vladimir Z) เป็นนักประดาน้ำที่ผ่านการฝึกฝนมา อย่างไรก็ตาม เป็นที่เข้าใจกันว่าเขาคือ โวโลดีเมียร์ จูราฟลียอฟ (Volodymyr Zhuravlyov) ผู้ซึ่งเคยถูกจับกุมในโปแลนด์มาแล้วเมื่อปี 2568 ในฐานะผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับแผนโจมตีท่อ นอร์ด สตรีม

ในคดีนั้น ผู้พิพากษาชาวโปแลนด์ได้ปฏิเสธคำขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนของเยอรมนี โดยให้เหตุผลว่าหากยูเครนเป็นผู้รับผิดชอบต่อการโจมตีจริง มันก็ถือเป็นการกระทำที่ “ชอบธรรม” จากนั้นนายจูราฟลียอฟก็ได้รับการปล่อยตัว สร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้ร่วมฟังในชั้นศาล

ผู้ต้องสงสัยอีกรายในคดีนี้คือ เซอร์ฮีย์ คุซเนตซอฟ อดีตนายทหารยูเครน เขาถูกจับกุมในอิตาลีเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 และต่อมาถูกส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังเยอรมนีเพื่อรับการพิจารณาคดี โดยเขาปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิด ก่อนจะถูกส่งตัวขึ้นศาลในเมืองฮัมบูร์กเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

อัยการกล่าวหาว่าคุซเนตซอฟเป็นผู้นำทีมที่ใช้เรือยอชต์ซึ่งเช่าที่เมืองรอสต็อกในเยอรมนี เพื่อนำระเบิดไปติดตั้งที่ท่อส่งก๊าซใกล้กับเกาะบอร์นโฮล์มของเดนมาร์กในทะเลบอลติก

ทั้งนี้ ในตอนแรกชาติยุโรปสงสัยรัสเซียว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการวางระเบิดท่อส่งก๊าซ นอร์ด สตรีม แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับมีสัญญาณชี้ถึงการมีส่วนเกี่ยวข้องของยูเครนปรากฏมากขึ้นเรื่อยๆ จนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องสงสัยทั้งสองคน โดยที่รัฐบาลยูเครนปฏิเสธความเกี่ยวข้องมาตลอด

ด้านโปแลนด์เป็นผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์โครงการท่อส่งก๊าซ นอร์ด สตรีม อย่างเปิดเผยมาตลอด โดยระบุว่า โครงการนี้ทำให้เยอรมนีต้องพึ่งพามอสโกมากเกินไป อีกทั้งท่อส่งก๊าซนี้ยังทำให้โปแลนด์สูญเสียรายได้จากค่าธรรมเนียมการส่งผ่านก๊าซ ขณะที่ยูเครนและสหรัฐฯ ก็เป็นผู้คัดค้านท่อส่งก๊าซนี้มาอย่างยาวนานเช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลยอมรับ ทหารยิงปืนใส่รถในกาซา ทำเด็ก 5 ขวบดับพร้อมญาติ

อิสราเอลยอมรับ ทหารยิงปืนใส่รถในกาซา ทำเด็ก 5 ขวบดับพร้อมญาติ

19 ส.ค. 2569 23:10 น.

อิสราเอลยอมรับ ทหารยิงปืนใส่รถในกาซา ทำเด็ก 5 ขวบดับพร้อมญาติ

อิสราเอลยอมรับครั้งแรก ทหารยิงรถของเด็กหญิงวัยเพียง 5 ขวบในฉนวนกาซาเมื่อปี 2567 ส่งผลให้เธอกับญาติอีก 6 คนเสียชีวิต และสั่งสอบสวนคดีอาญาแล้ว

เมื่อวันพุธที่ 19 ส.ค. 2569 กองกำลังป้องกันอิสราเอลออกมายอมรับเป็นครั้งแรกว่า ทหารของพวกเขาเป็นผู้ยิงปืนเข้าใส่รถยนต์ของเด็กหญิง ฮินด์ ราจับ ชาวปาเลสไตน์วัย 5 ขวบ ส่งผลให้เธอกับญาติอีก 6 คนเสียชีวิตในฉนวนกาซาเมื่อปี 2567 และได้สั่งสอบสวนคดีอาญาต่อเหตุการณ์ดังกล่าว รวมถึงเหตุสังหารชาวปาเลสไตน์ 15 ศพเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ด้วย

ในเหตุการณ์ดังกล่าว ด.ญ.ราจับ รอดชีวิตในตอนแรกและโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากสภาเสี้ยววงเดือนแดงปาเลสไตน์ (PRCS) นานหลายชั่วโมง ขณะที่รถกู้ชีพซึ่งได้รับอนุมัติการประสานงานกับกองทัพอิสราเอลแล้วกลับถูกยิงถล่ม ส่งผลให้เจ้าหน้าที่กู้ชีพ 2 นายเสียชีวิต และพบร่างของ ด.ญ.ราจับ ในเวลาต่อมา

ตอนแรก IDF ปฏิเสธว่าไม่มีกำลังพลอยู่ในพื้นที่ ก่อนจะออกมายอมรับว่า ทหารได้ยิงใส่รถยนต์คันดังกล่าวจริง โดยอ้างว่ารถเคลื่อนที่ขัดกับคำเตือนล่วงหน้า และระบุว่าเจ้าหน้าที่เปิดการสืบสวนเนื่องจากมีข้อกล่าวหาว่า เกิดความผิดพลาดในการประสานงานกับ PRCS

นอกจากนั้น IDF สั่งสอบสวนทางอาญาเพิ่มเติมกรณีทหารยิงใส่ขบวนรถกู้ชีพ รถดับเพลิง และรถของสหประชาชาติ ในพื้นที่เมืองราฟาห์ ทางใต้สุดของฉนวนกาซา จนมีผู้เสียชีวิต 15 ศพ เมื่อมีนาคม 2568 หลังคลิปวิดีโอจากโทรศัพท์ของเจ้าหน้าที่กู้ชีพที่เสียชีวิตหักล้างคำอ้างเดิมของ IDF ที่ว่ารถวิ่งปิดไฟในความมืด

ขณะเดียวกัน IDF ตัดสินใจไม่เปิดการสอบสวนทางอาญาในคดีสังหารพนักงานขององค์กร “ครัวกลางโลก” (World Central Kitchen) 7 ราย และเจ้าหน้าที่ขององค์กรแพทย์ไร้พรมแดนอีก 4 ราย โดยอ้างว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอ

ทั้งนี้ เหตุการณ์การเสียชีวิตของ ด.ญ.ราจับ สร้างความสะเทือนใจไปทั่วโลกจนถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ชื่อว่า The Voice of Hind Rajab ขณะที่องค์การสหประชาชาติก็ยกคดีนี้เป็นตัวอย่างในการตั้งข้อหาก่ออาชญากรรมสงคราม

นักวิเคราะห์และองค์กรสิทธิมนุษยชนมองว่า IDF พยายามแสดงให้เห็นว่ามีการตรวจสอบตนเองเพื่อลดแรงกดดันจากศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนอิสราเอล (Yesh Din) ชี้ว่าการสอบสวนทหารอิสราเอลมักไม่นำไปสู่การลงโทษจริง หรือหากมีการลงโทษก็มักจะเบาเกินกว่าความผิดที่เกิดขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านเตือนชาติอาหรับ อย่าช่วยสหรัฐฯ หลัง UAE ตัดสัมพันธ์การค้า

อิหร่านเตือนชาติอาหรับ อย่าช่วยสหรัฐฯ หลัง UAE ตัดสัมพันธ์การค้า

19 ส.ค. 2569 22:01 น.

อิหร่านเตือนชาติอาหรับ อย่าช่วยสหรัฐฯ หลัง UAE ตัดสัมพันธ์การค้า

กองทัพอิหร่านออกมาเตือนประเทศแถบอ่าวเปอร์เซียว่า อย่าช่วยกองทัพสหรัฐฯ ในการโจมตีทางทหาร หลังจาก UAE ประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการค้ากับอิหร่าน หลังเรือถูกโจมตีหลายครั้ง

เมื่อวันพุธที่ 19 ส.ค. 2569 กองทัพอิหร่านออกแถลงการณ์เตือนประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซียว่า ห้ามให้ความช่วยเหลือแก่กองทัพสหรัฐฯ เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับเตหะราน อันเนื่องมาจากเหตุโจมตีเรือขนส่งสินค้าครั้งใหม่

พลเอก อาลี อับดุลลาฮี ประธานเสนาธิการกองทัพอิหร่านเตือนว่า “การให้ความช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกใดๆ แก่กองทัพสหรัฐฯ ผู้รุกราน ถือเป็นการมีส่วนร่วมในปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ”

แม้ว่าหลายประเทศในตะวันออกกลางจะระบุว่า ไม่ยินยอมให้สหรัฐฯ ใช้พื้นที่ของตนเป็นฐานปฏิบัติการโจมตี ทว่านายพล อับดุลลาฮีแสดงความกังขาต่อคำสัญญาดังกล่าว

“เป็นไปได้ยากที่อากาศยานทางทหารจำนวนมาก โดยเฉพาะเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง จะปรากฏอยู่ในฐานทัพประจำภูมิภาคโดยที่ประเทศเจ้าบ้านไม่รับรู้” นายพล อับดุลลาฮีกล่าว พร้อมเสริมว่าประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซีย “ควรตระหนักว่าเรารับรู้สถานการณ์ทั้งหมดเป็นอย่างดี”

แม้ว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะเริ่มผ่อนคลายลงในช่วงก่อนหน้านี้ แต่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถูกอิหร่านปิดล้อม ยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ตึงเครียด และการโจมตีเรือพาณิชย์ก็ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

UAE เปิดเผยในวันอังคารที่ผ่านมาว่า อิหร่านยิงขีปนาวุธ 2 ลูก ใส่เรือสินค้าบริเวณนอกชายฝั่งของพวกเขา ก่อนที่ในเวลาต่อมา นายอัฟรา อัล ฮาเมลี ผู้อำนวยการฝ่ายการสื่อสาร กระทรวงการต่างประเทศจะออกมาประกาศ ระงับธุรกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมดกับประเทศอิหร่าน

ทั้งนี้ กรอบข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเพื่อเปิดเส้นทางการค้าสำคัญแห่งนี้ได้พังทลายลง แม้ทั้งสองฝ่ายจะระบุเมื่อไม่นานมานี้ว่ามีการส่งสารทางการทูตระหว่างกัน แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยืนยันเมื่อวันอังคารว่าการเจรจาได้ยุติลงแล้ว พร้อมโพสต์ภาพระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซเป็นดินแดนใหม่ของสหรัฐฯ เพื่อยั่วยุอิหร่านด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จีนรวบนักธุรกิจ-เจ้าหน้าที่รัฐ ขืนใจหญิงกลางงานเลี้ยง ทำสังคมเดือดปลุกกระแสทวงคืนศักดิ์ศรี

จีนรวบนักธุรกิจ-เจ้าหน้าที่รัฐ ขืนใจหญิงกลางงานเลี้ยง ทำสังคมเดือดปลุกกระแสทวงคืนศักดิ์ศรี

19 ส.ค. 2569 16:59 น.

จีนรวบนักธุรกิจ-เจ้าหน้าที่รัฐ ขืนใจหญิงกลางงานเลี้ยง ทำสังคมเดือดปลุกกระแสทวงคืนศักดิ์ศรี

ตำรวจเมืองหางโจวควบคุมตัวเจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่นและผู้บริหารบริษัท หลังถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศหญิงรายหนึ่งในร้านคาราโอเกะ หลังร่วมรับประทานอาหารและดื่มสังสรรค์ทางธุรกิจ เจ้าหน้าที่ระบุผู้เสียหายถูกผลักจนล้มได้รับบาดเจ็บ ขณะที่คดีจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนโซเชียลมีเดียจีน โดยเฉพาะประเด็นการใช้อำนาจในสถานที่ทำงานและวัฒนธรรมการดื่มเพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ

ทางการจีนควบคุมตัวเจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่นและนักธุรกิจ 2 คน หลังถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศหญิงรายหนึ่งภายในร้านคาราโอเกะในเมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง คดีดังกล่าวสร้างความไม่พอใจอย่างกว้างขวางในสังคมจีน โดยเฉพาะประเด็นการใช้อำนาจและความสัมพันธ์เชิงอำนาจในแวดวงการทำงาน

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อค่ำวันที่ 26 กรกฎาคม หลังผู้เสียหายเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำทางธุรกิจ ซึ่งมีผู้บริหารจากหลายบริษัทและเจ้าหน้าที่รัฐเข้าร่วม ก่อนเดินทางต่อไปยังร้านคาราโอเกะในเมืองหางโจว

คณะทำงานสอบสวนและดำเนินการที่จัดตั้งโดยรัฐบาลเทศบาลนครหางโจว เปิดเผยว่า ตำรวจได้รับแจ้งเหตุจากประชาชนเกี่ยวกับการล่วงละเมิดที่เกิดขึ้น และเนื่องจากคดีเกี่ยวข้องกับพนักงานของรัฐและข้อกล่าวหาว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย คณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเมืองหางโจวและรัฐบาลท้องถิ่นจึงให้ความสำคัญกับคดีดังกล่าว และจัดตั้งคณะทำงานเพื่อสอบสวนทันที

ผลการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า ผู้ต้องสงสัย 2 คน ซึ่งทางการระบุเพียงนามสกุลว่า จ้าว ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทแห่งหนึ่ง และ อวี๋ เจ้าหน้าที่รัฐในเขตปินเจียง เมืองหางโจว ถูกกล่าวหาว่ากระทำอนาจารต่อตัวผู้เสียหายภายในร้านคาราโอเกะ หลังจากร่วมรับประทานอาหารและดื่มสังสรรค์กัน

ระหว่างเกิดเหตุ จ้าวถูกกล่าวหาว่าผลักผู้เสียหายจนล้มลงกับพื้น ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บบริเวณหลังส่วนล่าง ขณะนี้ผู้เสียหายกำลังเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล และผลการประเมินเบื้องต้นจากหน่วยงานนิติเวชระบุว่า อาการบาดเจ็บอยู่ในระดับ บาดเจ็บเล็กน้อยขั้นที่ 2 ตามการจำแนกของจีน

ตำรวจได้ควบคุมตัวจ้าวและอวี๋ในฐานะผู้ต้องสงสัยทางคดีอาญาตามกฎหมาย และการสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป

ขณะเดียวกัน อวี๋ถูกปลดออกจากตำแหน่งราชการ ส่วนจ้าวถูกบริษัทต้นสังกัดให้ออกจากงาน นอกจากนี้ หน่วยงานด้านวินัยและกำกับดูแลได้รับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคดี และจะดำเนินการสอบสวนตามระเบียบวินัยของพรรค กฎข้อบังคับ และกฎหมาย โดยทางการย้ำว่าจะ ไม่มีการผ่อนปรนหรือยกเว้นความผิด

คดีดังกล่าวกลายเป็นประเด็นร้อนบนสื่อสังคมออนไลน์ของจีน โดยในวันนี้ (19 ส.ค.) เรื่องที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ติดอยู่ใน 7 จาก 50 หัวข้อที่ได้รับความนิยมสูงสุดบนเว่ยป๋อ ขณะที่หนึ่งในหัวข้อที่เกี่ยวข้องมียอดเข้าชมมากกว่า 68 ล้านครั้ง ส่วนหัวข้ออื่น ๆ มียอดเข้าชมตั้งแต่ 1 ล้านถึง 6 ล้านครั้ง

กระแสความสนใจยิ่งเพิ่มขึ้นหลังทางการเผยแพร่ผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการ โดยผู้ใช้งานจำนวนมากตั้งคำถามถึงพฤติกรรมของผู้เกี่ยวข้อง ตลอดจนวัฒนธรรมการดื่มในงานสังสรรค์ทางธุรกิจของจีน

ผู้ใช้งานเว่ยป๋อรายหนึ่งแสดงความคิดเห็นว่า การไปร่วมงานดื่มสังสรรค์ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นยินยอมให้ถูกทำร้าย และการดื่มแอลกอฮอล์ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นการยินยอมให้ถูกละเมิด

อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือสิ่งที่เรียกว่า “วัฒนธรรมการดื่มเพื่อสังคม” ของจีน ซึ่งเป็นธรรมเนียมการรับประทานอาหารและดื่มสุราเพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจและสังคม โดยเฉพาะเมื่อมีรายงานว่าผู้เสียหายถูกขอให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากก่อนที่จะถูกพาไปยังร้านคาราโอเกะ

ผู้ใช้งานอีกคนตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงต้องให้ผู้หญิงคอยร่วมดื่มกับผู้ชาย พร้อมแสดงความหวังว่าแนวปฏิบัติดังกล่าวจะถูกยกเลิก

สื่อ China Women’s News ยังเผยแพร่บทความแสดงความคิดเห็นว่า การจัดการเฉพาะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อาจไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องกำหนด “ขอบเขตของการปฏิสัมพันธ์ทางธุรกิจ” ผ่านมาตรการเชิงสถาบัน เพื่อปิดช่องว่างที่อำนาจหน้าที่อาจเข้ามาปะปนกับพันธะทางสังคม

เหตุการณ์ดังกล่าวยังจุดประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสถานที่ทำงาน โดยเฉพาะเมื่อหนึ่งในผู้ต้องสงสัยเป็นเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง ขณะที่อีกคนเป็นผู้บริหารของบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจของรัฐ

การจับกุมในคดีลักษณะการล่วงละเมิดทางเพศระหว่างงานเลี้ยงสังสรรค์ถือว่าไม่ใช่เรื่องที่พบได้บ่อยในจีน โดยเฉพาะเมื่อมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้คดีนี้ได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากสังคม

นอกจากประเด็นการคุ้มครองผู้เสียหายแล้ว กระแสวิพากษ์วิจารณ์ยังสะท้อนคำถามที่กว้างขึ้นว่า ระบบการทำงานและวัฒนธรรมการสังสรรค์ทางธุรกิจควรมีขอบเขตชัดเจนเพียงใด เพื่อป้องกันไม่ให้การสร้างเครือข่ายทางธุรกิจหรือการเข้าสังคมถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือกดดันหรือละเมิดผู้อื่น

ทางการหางโจวยืนยันว่า การสอบสวนคดีอาญายังคงดำเนินต่อไป และหน่วยงานด้านวินัยและกำกับดูแลจะตรวจสอบพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ โดยย้ำจุดยืนว่าจะดำเนินการตามกฎหมายและกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดโดยไม่มีการผ่อนปรนแก่ผู้กระทำผิด.

ที่มา China Daily / BBC

‘ประเสริฐ’ สั่งห้ามโรงเรียนรัฐ เอกชน สอบแข่งขันเด็กปฐมวัย ฝ่าฝืนผิดทั้งกฏหมาย และ พรบ.

20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:50 น.

S__363249793

“ประเสริฐ” สั่งห้ามโรงเรียนรัฐ เอกชน สอบแข่งขันเด็กปฐมวัย ฝ่าฝืนผิดทั้งกฏหมาย และ พรบ.

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 7/2569 ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ว่า ในวันที่ 25 ส.ค. 2569 นี้ ศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย ของกระทรวงศึกษาธิการ”(ศพส.) จะเปิดอบรมซักซ้อมระบบการใช้งานแก่เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานก่อนเปิดใช้งานจริงในการรับฟังข้อมูลจากนักเรียนทั่งประเทศ

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมได้มีข้อห้ามการจัดการเรียนที่มุ่งเน้นการสอบแข่งขันในเด็กปฐมวัย ซึ่งเด็กปฐมวัยอยู่ภายใต้ พรบ.เรื่องการพัฒนาเด็กปฐมวัย ปี 2562 และใน พรบ.มีการห้ามให้เด็กปฐมวัยมีการแข่งขัน หรือสอบแข่งขัน

“เนื่องจากขณะนี้เราพบว่า มีโรงเรียนบางแห่งจัดสอบแข่งขันของเด็กปฐมวัย เพื่อชิงถ้วยรางวัล ผมจึงได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาด้านปฐมวัย ห้ามให้มีการสอบแข่งขัน เพราะผิดกฏหมาย ผิด พรบ. โดยให้เปลี่ยนไปเป็นการประเมินพัฒนาการของเด็กผ่านการสังเกตุแทน หรือประเมินแฟมสะสมงานแทน เนื่องจากยังไม่สอดคร้องกับพัฒนาการด้านสมองของเด็กที่ต้องมีการแข่งขัน ดังนั้น ศธ.จึงห้ามไม่ให้โรงเรียนรัฐและเอกชน สอบแข่งขันเด็กปฐมวัย”
นายประเสริฐ กล่าวถึงการเตรียมการนักเรียนเข้าแข่งขัน เอไอ โอลิมเปส ในเดือน ส.ค.ปี 2570 ที่ประชุมจึงได้สั่งการให้ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) คัดกรองนักเรียนที่มีศักยภาพด้านเอไอ เตรียมพร้อมเข้าร่วมการแข่งขัน

นอกจากนี้ ได้สั่งการให้บรรจุองค์ความรู้เรื่องของผ้าไทยลงในแบบเรียน โดยได้ให้นโยบายว่า ให้นำหลักการจากหนังสือ Thai Textiles Trend Book (เทรนด์บุ๊กผ้าไทย) เป็นหนังสือองค์ความรู้ด้านแฟชั่นและศิลปวัฒนธรรมแห่งอนาคต โดยให้ไปดูว่า จะสามารถเตรียมการความรู้เหล่านี้ผนวกเข้ากับหลักสูตรการศึกษาได้อย่างไร

นอกจากนั้นแล้ว ที่ประชุมยังได้สั่งให้มีการเร่งรัดในเรื่องการเบิกจ่ายการใช้งบงบประมาณปี 2569 ให้ทันตามเวลาที่ได้กำหนดไว้

นายประเสริฐ กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมได้ติดตามเรื่องการใช้งบประมาณ ปี 2569 งบโครงการแฟ้มสะสมทักษะ (Skill/Credit Portfolio) ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ประชุมได้มีมติให้ สพฐ. กันเงินในส่วนนี้ไว้ก่อน และให้ สพฐ. ปรับรายละเอียดให้สอดคล้องโดยไม่ให้ซ้ำซ้อนกับโครงการเดิมที่มีอยู่ ตามข้อสังเกตของหลายๆฝ่าย อย่างเช่น ความซ้ำซ้อนกับเรื่องของ การพัฒนาแพลตฟอร์ม NDLP โดยให้ สพฐ. ทำงานร่วมกับกระทรวง อว. ในการส่งต่อโครงการ เพื่อให้ กระทรวง อว.ดำเนินการต่อ และให้สพฐ.ทำเรื่องแจ้งสำนักงบประมาณ ถึงการขอกันเงินไว้ก่อนด้วย เพราะเรายังจำเป็นต้องใช้เงินส่วนนี้อยู่ ซึ่งเป็นวงเงินประมาณ 1,600 ล้านบาท และ ศธ.จะนำเรื่องนี้แจ้งที่ประชุมคณะรัฐมนตรีถึงการเปลี่ยนแปรงโครงการด้วย

และหารือถึงการยกระดับคุณภาพคุรุศึกษาและการพัฒนาวิชาชีพครู นักเรียน และผู้บริหาร โดยได้เห็นชอบในเรื่องของการรีสกิล อัพสกิล และเรื่องของหลักสูตร เรื่องของ AI โดยได้กำหนดแผนและขั้นตอนต่างๆ ทั้งเรื่อง AI เฟรมเวิร์ค , AI Literacy ต้องดำเนินการขั้นตอนเป็นอย่างไร ซึ่งเราตั้งใจไว้ว่าในปี 2571 เรื่องของหลักสูตร เรื่อง AI จะมีความสมบูรณ์แบบ 100% ซึ่งเป็นการวางแผนในระยะยาว โดยวางไทม์ไลน์เรื่องหลักสูตร ซึ่งจะทำในระยะยาว เพราะมีขบวนการที่ต้องใช้เวลาไม่ใช่ทำได้ชั่วข้ามคืน การเปลี่ยนแปลงเรื่องการศึกษาต้องใช้เวลา 6 เดือน หรือ 1 ปี

“ปี 2569 เป็นช่วงที่ศธ.ออกแบบเรื่องต่างๆ สิ่งที่จะเห็นหลังจากที่เราออกแบบก็ในปี 2570 เราจะเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในกระทรวงศึกษาธิการ หลักใหญ่คือ เรื่อง พรบ. การศึกษาแห่งชาติ เรื่องดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน เรื่องอีออฟฟิศ และโครงสร้างของบุคลากร ส่วนในปี 2571 เราจะได้เห็นในเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถของหลักสูตร และเรื่องต่างๆที่จะทำตามมาในการสร้างสมรรถนะผู้เรียน ผู้สอน ผู้บริหาร อย่างเช่นเรื่อง AI แต่ไม่ได้หมายความว่าปี 2570 เราไม่ทำ เราควิกวินไปเรื่อยๆและมีการปรับปรุงตลอด“ รมว.ศธ. กล่าว

สอบแข่งขันเด็กปฐมวัยโรงเรียนรัฐโรงเรียนเอกชน

สกสค. จับมือ ออมสิน หั่นดอกเบี้ยเหลือ 3.50% หวังลดภาระหนี้สินครู-บุคลากร ปิดจบภาระหนี้เร็วขึ้น

20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:30 น.

สกสค.-จับมือ-ธ.ออมสิน-เปิดโครงการ-ออมสินก้าวไปกับครู...ช่วยแม่พิมพ์สู่อิสรภาพการเงิน

ศธ.โดย สกสค. จับมือ ธ.ออมสิน เปิดโครงการ “ออมสินก้าวไปกับครู…ช่วยแม่พิมพ์สู่อิสรภาพการเงิน” หั่นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เหลือ 3.50% ต่อปี หวังลดภาระหนี้สินครูบุคลากรทางการศึกษา ปิดจบภาระหนี้เร็วขึ้น

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)พร้อมด้วย นายสมใจ วิเศษทักษิณ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. พร้อมด้วย นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และนายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ได้ร่วมแถลงข่าว โครงการ “ออมสิน ก้าวไปกับครู…ช่วยแม่พิมพ์สู่อิสรภาพการเงิน” เพื่อร่วมมือในการยกระดับคุณภาพชีวิตและแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยธนาคารออมสินได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกหนี้ในโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.-ช.พ.ส. และโครงการเกื้อกูลผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา

S__18194440_0

นายประเสริฐ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ มีความยินดีที่ ธนาคารออมสินได้ร่วมกันทำให้เกิด

โครงการ “ออมสิน ก้าวไปกับครู…ช่วยแม่พิมพ์สู่อิสรภาพการเงิน” ในวันนี้ขึ้น เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นหนี้ที่สะสมมาเป็นระยะเวลานาน ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของคุณครูซึ่งถือได้ว่าเป็นแม่พิมพ์ของชาติ ซึ่งโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. – ช.พ.ส. นี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ได้ริเริ่มร่วมกับธนาคารกรุงไทย และธนาคารออมสิน มาตั้งแต่ปี 2549 หรือมากกว่า 20 ปี

โดยมี เจตนารมย์เพื่อ เปิดโอกาสให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับการดำรงชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิต ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มี ครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ได้รับอนุมัติสินเชื่อ ในโครงการดังกล่าวนี้รวมทั้งสิ้น กว่า 900,000 บัญชี คิดเป็นวงเงินสินเชื่อสะสมกว่า 760,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโครงการนี้มีความสำคัญ และใกล้ชิดกับชีวิตของคุณครูมาอย่างยาวนาน และในปัจจุบันโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. – ช.พ.ส. ยังคงมีบัญชีสินเชื่อค้างอยู่ในระบบกว่า 291,185 บัญชี คิดเป็นเงินต้นคงเหลือกว่า 223,952 ล้านบาท ซึ่งเป็นภาระที่ครูจำนวนมากต้องแบกรับต่อเนื่องมาหลายปี ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของแม่พิมพ์ของชาติ ทั้งในแง่ค่าใช้จ่ายรายเดือนและขวัญกำลังใจ รวมถึงการปฎิบัติหน้าที่ และความมั่นคงทางการเงินในวัยเกษียณ ด้วยเหตุนี้ กระทรวงศึกษาธิการ จึงยกให้การแก้ไขปัญหานี้เป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องผลักดันอย่างจริงจัง และตระหนักดีว่าการแก้ปัญหานี้ให้สำเร็จจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ เพื่อให้ครูสามารถบริหารจัดการหนี้ได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน

การจัดการแถลงข่าวในวันนี้ จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อประกาศความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการโดยสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. กับธนาคารออมสิน ในการดำเนินการมาตรการช่วยเหลือลดภาระหนี้สินของครูและบุคลากรทางทางการศึกษาอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณธนาคารออมสินเป็นอย่างยิ่งที่ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหานี้ และได้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการในการออกแบบมาตรการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมเพื่อให้ครูของเราสามารถปลดภาระหนี้และก้าวสู่อิสรภาพทางการเงินได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

“วันนี้ผมขอแจ้งข่าวดีให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ทราบ คือ ธนาคารออมสินได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. – ช.พ.ส. ลงอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ครูที่ยังไม่เข้าเกณฑ์ได้ปรับตัวก่อนเข้าร่วมมาตรการ ซึ่งรายละเอียดของโครงการ หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขทั้งหมดทางธนาคารออมสินจะแจ้งให้ทราบ“

S__18194441_0

ด้านนายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า การเข้าร่วมโครงการ “ออมสิน ก้าวไปกับครู…ช่วยแม่พิมพ์สู่อิสรภาพการเงิน” เป็น ความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการโดยสำนักงานคณะกรรมการ สกสค.ร่วมกับธนาคารออมสิน ถือเป็นเจตนาอารมณ์ร่วมกันในการดูแลช่วยเหลือครูและบุคลากรทางการศึกษา จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต และภาระหนี้ในส่วนของประชาชนในทุกวิชาชีพ รวมถึงครูและบุคลากรทางการศึกษาซึ่งเป็นแม่พิมพ์ของชาติ ธนาคารออมสินให้ความสำคัญในเรื่องของการช่วยลดภาระทางการเงินให้กับลูกค้า ซึ่งปัจจุบันครูและบุคลากรทางศึกษาที่เข้าร่วมโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. ช.พ.ส. และโครงการเกื้อกูลผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปี 2558 นั้น มีจำนวน 280,000 กว่าบัญชี ที่มีภาระหนี้
ภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้ ธนาคารออมสิน กระทรวงศึกษาธิการ โดย สกสค. มีความตั้งใจที่จะดูแลลูกหนี้ครูทั้งหมดทุกสถานะ ทั้งที่เป็นลูกหนี้ปกติและลูกหนี้ที่มีการชำระไม่สม่ำเสมอ รวมถึงลูกหนี้ที่มีปัญหา

“โดยลูกหนี้ที่มีสถานะปกติ จะได้ลดอัตราดอกเบี้ยคงเหลือ 3.5% จนถึงสิ้นปี 2570 สำหรับลูกหนี้ในสถานะอื่นๆ คือลูกหนี้ที่ชำระไม่สม่ำเสมอ และลูกหนี้ NPL ก็ได้รับการช่วยเหลือด้วย ดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละ 4% ทั้งนี้ลูกหนี้ในส่วนที่จ่ายไม่สม่ำเสมอ หรือลูกหนี้ที่ผิดนัดการชำระหนี้ สามารถที่จะกลับมาเป็นสถานะปกติได้ โดยใช้ระยะเวลา 3 เดือนภายในสิ้นปีนี้ หากชำระหนี้ได้ตามปกติ ลูกหนี้เหล่านั้น ก็จะได้ลดหนี้เหลือ 3.50% ด้วยเช่นกันไปจนถึงสิ้นปี 2570 และตั้งแต่เดือนมกราคม 2571 เป็นต้นไป ลูกหนี้กลุ่มนี้ก็จะใช้อัตราดอกเบี้ย MLR/MRR – 2% ต่อปี ซึ่งจากเดิมดอกเบี้ยอยู่ที่ 4% ต่อปี

S__18194445_0

การดำเนินโครงการดังกล่าว การลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อให้ลูกหนี้สามารถนำส่วนลดนี้ไปหักคืนเงินต้นได้เร็วขึ้น เช่น ถ้าลูกหนี้มีอายุการกู้โดยประมาณ 20 ปี การลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ และการดำเนินการในโครงการนี้ จะส่งผลให้อายุการกู้ 20 ปี ลดระยะเวลาในการหมดภาระหนี้เกือบ 4 ปี ในส่วนของลูกหนี้ที่มีอายุการกู้ 30 ปี จากโครงการนี้ภาระหนี้ก็น่าจะหมดเร็วขึ้นเกือบ 9 ปี เพราะฉะนั้น โครงการนี้จะเห็นเป็นรูปธรรมของการหมดภาระหนี้ที่เกิดกับครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ช่วยให้ครูนำเงินงวดเดิมไปตัดเงินต้นได้มากขึ้น โดยธนาคารจะแจ้งสิทธิ์ผ่าน SMS, จดหมาย และแอปพลิเคชัน MyMo ซึ่งแบ่งเป้าหมายออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

สมาชิก ช.พ.ค. / ช.พ.ส. ที่ได้รับแจ้งสิทธิ์ สามารถลงทะเบียนผ่านแอป MyMo, เว็บไซต์ธนาคาร หรือ สาขาทั่วประเทศ ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ตุลาคม 2569
ผู้ที่พ้นสภาพสมาชิก ต้องดำเนินการขอกลับเข้าเป็นสมาชิกกับ สกสค. ให้เรียบร้อย ก่อนลงทะเบียนกับธนาคารภายใน 30 พฤศจิกายน 2569

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.otep.go.th, ธนาคารออมสินทุกสาขา, เว็บไซต์ http://www.gsb.or.th หรือ GSB Contact Center โทร. 1115

S__18194437_0

นายประเสริฐ กล่าวทิ้งท้ายนโยบายสำคัญ ถึงครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับได้ทราบ ประการแรก ขอให้ศึกษาโครงการและเงื่อนไขอย่างละเอียด และรีบดำเนินการลงทะเบียนผ่านแอปปพลิเคชัน MyMo หรือช่องทางที่ธนาคารออมสินกำหนด เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์ที่พึงจะได้รับ ประการที่ 2 ขอความร่วมมือครูและบุคลากรทางการศึกษา ทำความเข้าใจกับที่มาของมาตรการนี้อย่างถ่องแท้ และขอให้ย้อนดูว่าเดิมทีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในโครงการนี้ อยู่ในระดับ 6-7 % ต่อปี และครั้งนี้ธนาคารออมสินได้ปรับลดดอกเบี้ยลงมาให้เหลืออัตราดอกเบี้ย 3.50% ต่อปี ซึ่งหมายความว่าธนาคารออมสินยอมเสียสละรายได้ส่วนหนึ่งของธนาคาร เพื่อแบ่งเบาภาระหนี้สินให้กับครูโดยตรง นี่คือเจตนารมย์ที่กระทรวงศึกษาและธนาคารออมสินร่วมมือในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างจริงจัง จึงอยากจะฝากถึงพี่น้องครูทุกคน เห็นถึงความตั้งใจของผลสัมฤทธิ์ของโครงการนี้ และขอเชิญชวนครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง เกี่ยวกับโครงการนี้ไปยังเพื่อนครูและบุคลากรฯที่ยังไม่ทราบข่าว ช่วยกันแนะนำ ช่วยกันพาเพื่อนที่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการให้มาลงทะเบียนให้ครบถ้วน โดยเฉพาะครูที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือครูที่ใกล้เกษียณฯที่อาจจะเข้าถึงข่าวสารได้ช้ากว่ากลุ่มอื่น เพื่อให้ประโยชน์จากโครงการนี้ถึงมือครูและบุคลากรฯทุกคนได้ทั่วถึง และสามารถเดินหน้าแก้ไขปัญหาหนี้สินครูได้อย่างแท้จริง

ประการที่3 กระทรวงศึกษาธิการ มองว่าความรู้ทางด้านการเงินเป็นเรื่องจำเป็นที่ครูและบุคลากรทางการศึกษาจะต้องมีความรู้ในเรื่องนี้ ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ผลักดันโครงการส่งเสริมความรู้ทางด้านการเงิน หรือ Financial Literacy ให้กับครูทุกช่วงวัย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้สามารถวางแผนการเงินได้อย่างรู้เท่าทัน และมีวินัยทางการเงิน เพื่อไม่กลับมาสู่วงจรหนี้สินซ้ำอีกในอนาคต ประการที่ 4 กระทรวงศึกษาฯ ยังเดินหน้าผลักดันมาตรการดูแลสวัสดิการ ครูในด้านอื่น ๆควบคู่ ทั้งด้านสุขภาพ การรักษา บริการด้านสาธารณสุข ด้านที่พัก ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อให้ครูสามารถทำหน้าที่แม่พิมพ์ของชาติได้อย่างมีความสุขและมั่นคง

ดอกเบี้ยภาระหนี้ครูสกสคหนี้ครูออมสิน

มช. และภาคีเครือข่าย ร่วมพัฒนาระบบข้อมูลเตือนภัยน้ำท่วมเมืองเชียงใหม่ ช่วยประชาชนเตรียมพร้อมรับมือ

20 สิงหาคม 2569 เวลา 12:49 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยศูนย์วิชาการสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และภาคีเครือข่าย จัดทำระบบข้อมูลเพื่อสนับสนุนการติดตาม เฝ้าระวัง และเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมในเขตเมืองเชียงใหม่ โดยรวบรวม เชื่อมโยง และประมวลผลข้อมูลด้านสถานการณ์น้ำ ข้อมูลพยากรณ์ระดับน้ำ แผนที่พื้นที่เสี่ยงภัย และข้อมูลผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมในอดีต เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการวางแผนและเตรียมรับมือสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

หนึ่งในข้อมูลสำคัญ คือ ระบบติดตามสถานการณ์น้ำของแม่น้ำปิงเขตเมืองเชียงใหม่ ซึ่งนำเสนอข้อมูลสถานการณ์น้ำของแต่ละสถานี ได้แก่ ระดับน้ำล่าสุด อัตราการไหล ระยะห่างจากตลิ่งต่ำสุด และระดับความสูงเทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลาง (รทก.) โดยใช้ข้อมูลระดับน้ำที่สถานี P.1 บริเวณเชิงสะพานนวรัฐเป็นข้อมูลสำคัญในการติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำในเขตเมืองเชียงใหม่

ระบบยังเชื่อมโยงกับข้อมูลการพยากรณ์ระดับน้ำ เพื่อให้สามารถติดตามทั้งสถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มระดับน้ำล่วงหน้า โดยข้อมูลดังกล่าวสามารถนำมาเปรียบเทียบกับค่าระดับน้ำที่กำหนดไว้ในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ประชาชนประเมินสถานการณ์และเตรียมการป้องกันบ้านเรือนหรือทรัพย์สินได้ล่วงหน้า

ด้านการประเมินพื้นที่เสี่ยง ระบบจัดทำ แผนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมเขตเมือง จังหวัดเชียงใหม่ (Chiang Mai Flood Hazard Map)แสดงขอบเขตพื้นที่น้ำท่วม 5 ระดับ โดยอ้างอิงระดับน้ำของแม่น้ำปิงที่สถานี P.1 ที่ระดับ 4.30, 4.50, 4.70, 5.00 และ 5.30 เมตร ตามลำดับ ทั้งนี้ น้ำจะเริ่มล้นตลิ่งเมื่อระดับน้ำที่สถานี P.1 สูงกว่า 4.20 เมตร ช่วยให้สามารถประเมินขอบเขตพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบตามระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนี้ ยังมี แผนที่ความลึกของน้ำท่วมในพื้นที่เขตเมือง จังหวัดเชียงใหม่ (Chiang Mai Flood Depth Map) สำหรับกรณีระดับน้ำที่สถานี P.1 เท่ากับ 5.30 เมตร โดยนำข้อมูลสภาพกายภาพของพื้นที่และข้อมูลระดับคราบน้ำท่วม (Flood Marks) ที่เคยเกิดขึ้นจริง มาประมวลผลด้วยเทคนิคการประมาณค่าเชิงพื้นที่แบบ Inverse Distance Weighting (IDW) เพื่อประมาณค่าความลึกของน้ำท่วมในพื้นที่ที่ไม่มีข้อมูลตรวจวัดโดยตรง

ผู้ใช้งานสามารถเลือกดูข้อมูลได้หลายรูปแบบ ทั้งแผนที่ความลึกของน้ำท่วม แผนที่ระดับความสูงของผิวน้ำ และแผนที่ช่วงความสูงของน้ำท่วม พร้อมทั้งสามารถคลิกดูค่าข้อมูลในแต่ละจุด ซูม และเลื่อนแผนที่เพื่อสำรวจพื้นที่ที่สนใจได้

สำหรับการเตือนภัยในระดับพื้นที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้จัดทำ พิกัดหลักเตือนระดับน้ำท่วมเขตเมือง จังหวัดเชียงใหม่ (CM Flood Poles) มากกว่า 220 จุด กระจายอยู่ในพื้นที่ที่เคยเกิดน้ำท่วมในเขตตัวเมืองเชียงใหม่ โดยหลักเตือนระดับน้ำจะแสดงค่าระดับน้ำที่สัมพันธ์กับระดับน้ำท่วมบริเวณจุดติดตั้ง ประชาชนสามารถนำค่าระดับน้ำที่ได้รับจากการรายงานหรือพยากรณ์ที่สถานี P.1 มาเปรียบเทียบกับค่าที่แสดงบนหลัก เพื่อประเมินระดับน้ำที่อาจเกิดขึ้นในบริเวณดังกล่าวและวางแผนรับมือได้ล่วงหน้า

ภายในเว็บไซต์ยังแสดง รายละเอียดของหลักเตือนระดับน้ำในแต่ละจุด พร้อมภาพประกอบและเส้นทาง เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลจุดเตือนภัยในพื้นที่ได้สะดวกยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน ยังมีข้อมูล พิกัดเครื่องหมายระดับน้ำท่วมเขตตัวเมืองเชียงใหม่ ปี 2567 (CM Flood Mark 2024) จำนวนประมาณ 5,000 จุด กระจายทั่วพื้นที่ที่เคยเกิดน้ำท่วมในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน โดยแสดงระดับน้ำท่วมสูงสุดที่วัดจากผิวถนนจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 ซึ่งระดับน้ำแม่น้ำปิงที่สถานี P.1 อยู่ที่ 5.30 เมตร ข้อมูลจากเหตุการณ์จริงดังกล่าวสามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการประเมินสถานการณ์และการเตือนภัยในพื้นที่เสี่ยง

ระบบยังรวบรวมข้อมูล ศูนย์พักพิงและที่จอดรถชั่วคราวกรณีเกิดอุทกภัย ทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งจัดเตรียมไว้เพื่อรองรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย ช่วยให้ประชาชนสามารถเตรียมวางแผนการเดินทางและการอพยพได้เมื่อเกิดสถานการณ์น้ำท่วม

ทั้งนี้ ระบบยังมีข้อมูลแผนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมชุดเดิมที่อ้างอิงเหตุการณ์น้ำท่วมในปี พ.ศ. 2554 เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการศึกษาและเปรียบเทียบ โดยปัจจุบันได้มีการจัดทำ แผนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมชุดใหม่ที่ใช้ข้อมูลเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2567 เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และศักยภาพการรองรับน้ำและการป้องกันน้ำท่วมของเมืองเชียงใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงไป

การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนการนำ ข้อมูล องค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคีเครือข่ายมาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เมืองเชียงใหม่ โดยมุ่งให้ข้อมูลสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่การติดตามสถานการณ์ การประเมินความเสี่ยง การเตือนภัย ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมรับมือและลดผลกระทบจากอุทกภัย

ประชาชน หน่วยงาน และผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำและข้อมูลประกอบการเตือนภัยได้ที่ https://watercenter.cmu.ac.th/chiangmai/cmflood

มช.ระบบข้อมูลเตือนภัยน้ำท่วมเชียงใหม่

มน. ชูบทบาทมหา’ลัยเพื่อสังคมของผู้ประกอบการ ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดประชุม ‘ICRBO 2026’ ผลักดันนวัตกรรมน้ำมันรำข้าวไทยสู่สากล

20 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ทพญ. ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติด้านน้ำมันรำข้าว ประจำปี 2569 (International Conference on Rice Bran Oil 2026: ICRBO 2026) และเปิดเผยว่า น้ำมันรำข้าวเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และงานวิจัยมาเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตร การผนึกกำลังระหว่างสมาคมน้ำมันรำข้าวนานาชาติและมหาวิทยาลัยนเรศวรในการจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ใช้ได้จริง ซึ่งช่วยสร้างความเข้มแข็งและเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และภาครัฐ เพื่อสร้างประโยชน์แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคอย่างยั่งยืน

ด้าน รศ.ดร.ศรินทร์ทิพย์ แทนธานี รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยว่า มน.มุ่งมั่นให้การศึกษา งานวิจัย นวัตกรรม และความเป็นผู้ประกอบการทำงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาของโลก การร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงาน ICRBO 2026 ภายใต้หัวข้อ “Current Issues on Rice Bran Oil Production, Consumption, and Perspectives” สะท้อนถึงพันธกิจของมหาวิทยาลัยในการเป็น University for Entrepreneurial Society อย่างแท้จริง โดยไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่การแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ แต่ต้องการผลักดันให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือข้ามประเทศ ที่จะเปลี่ยนทรัพยากรทางการเกษตรอย่างข้าวและรำข้าว ให้กลายเป็นนวัตกรรมมูลค่าสูงที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสุขภาพ โภชนาการ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ขณะที่ รศ.ดร.เหรียญทอง สิงห์จานุสงค์ นายกสมาคมน้ำมันรำข้าวนานาชาติ ปี 2569 และอาจารย์ประจำภาควิชาอุตสาหกรรมเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มน. กล่าวว่า งาน ICRBO 2026 จัดขึ้นเพื่อมุ่งเน้นการรับมือกับความท้าทายในปัจจุบัน โอกาสใหม่ๆที่กำลังเกิดขึ้น และทิศทางในอนาคต ตลอดจนห่วงโซ่คุณค่าของน้ำมันรำข้าว โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากมหาวิทยาลัยนเรศวร ผู้สนับสนุน และภาคีเครือข่าย

ทั้งนี้ ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ การบรรยายพิเศษโดยผู้เชี่ยวชาญระดับโลก การนำเสนอรายงานสถานการณ์น้ำมันรำข้าวจากประเทศสมาชิก การเสวนาในหัวข้อโอกาสทางการตลาดและการต่อยอดเชิงธุรกิจ (Marketing and Business Opportunities) รวมถึงการนำเสนอผลงานวิชาการ 7 กลุ่มเรื่อง ที่ครอบคลุมมิติสุขภาพ เทคโนโลยี กฎระเบียบข้อบังคับ และความยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการวิจัย นวัตกรรม และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จากบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมน้ำมันพืชจำนวน 28 บริษัท การให้ความสนใจเข้าร่วมการประชุมจากเอเชีย ยุโรป อเมริกาใต้ และภูมิภาคอื่นๆกว่า 300 คน สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจต่อน้ำมันรำข้าวที่เติบโตขึ้นในระดับสากล และความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศ

ICRBO 2026มน.