คุณแหน : 31 มีนาคม 2569

คุณแหน : 31 มีนาคม 2569

คุณแหน : 31 มีนาคม 2569

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • ควันหลงกรณี ประธานาธิบดีทรัมป์ เรียก “พันธมิตร” รวมพลเพื่อไปเปิดช่องแคบ “ฮอร์มุซ” แล้วไม่มีใครมา ! เหล่าคนใกล้ชิด ฯพณฯถึงกับออกปากว่าไม่เคยเห็นเขาโกรธและผิดหวังเช่นนี้ เหตุผลคือ เขาเชื่อในบารมีของสหรัฐฯว่าจะสามารถรวมตัวพันธมิตรให้ส่งเรือพิฆาตและ/หรือเรือกวาดทุ่นระเบิด รวมถึงเครื่องบินตรวจหาแหล่งของทุ่นระเบิดมาเข้าร่วมทีม…ทรัมป์ระบายอารมณ์โดยพุ่งเป้าไปที่ประเทศมหาอำนาจขนาดกลาง (MIDDLE POWER) อาทิ อังกฤษ, เยอรมัน, ฝรั่งเศส, จีน และ ญี่ปุ่น ถึงขนาดกล่าวไล่ทวงบุญคุณตามทัศนะของเขาว่า ประเทศเหล่านี้ติดค้างสหรัฐฯมากมาย ทรัมป์ดูผู้นำพันธมิตรแต่ละคนด้วยสายตาติดลบอยู่แล้ว อาทิ สตาร์เมอร์ เป็นญาติที่ไม่ญาติดีกันแล้ว, มาครง วางตัวใหญ่เกินเบอร์, โอลาฟ ซอลซ์ ไม่สำนึกในบุญคุณ, สี จิ้นผิง ผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่แต่ไม่รับผิดชอบ และ ทาคาอิจิ ทรัมป์หงุดหงิดแต่ถูกชะตามากที่สุด จึงอยู่ในวิสัยให้อภัยได้…
  • แม้ว่าการจัดสรรตำแหน่ง ครม.ลงตัวไปเรียบร้อย ผู้นำพรรคการเมืองก็ยังถวิลหา “ซุปเปอร์เนติบริกร” เช่น ดร.วิษณุ เครืองาม ผู้มีความสามารถหลากหลายเป็นที่ประจักษ์ตลอดเส้นทางอำนาจของท่านอดีตนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลายท่านอาจถามว่าท่านอดีตรองนายกฯมีความสามารถเด่นกว่ามือกฎหมายคนอื่นตรงไหน อันนี้ตอบไม่ยาก เพราะสิ่งเหล่านี้สื่อมวลชนและคอการเมืองได้รู้เห็นมาหลายปี ประการแรก ความรู้กฎหมายด้านการบริหารราชการแผ่นดินถูกสะสมจนตกผลึก 2) พรสวรรค์ในการอธิบายเรื่องยุ่งยากให้ชาวบ้านเข้าใจได้ 3) ปฏิสัมพันธ์ที่ผสมผสานดีกับเหล่าสื่อมวลชนจนเป็น “ยากลางบ้าน” 4) ท้ายสุด, ความมี “กึ๋น” (ที่ฝรั่งมักเรียกว่า “TAKE THE BULL BY THE HORNS”)…ท่านอดีตรองนายกฯเคยฝากวลีเด็ดที่กลายเป็นอมตะไปแล้วว่า “จะลงเรือแป๊ะก็ต้องตามใจแป๊ะ!”…
  • งานฉลอง 30 ปี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อปลายสัปดาห์ก่อน มีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย และมีการมอบรางวัลให้แก่ศิษย์เก่ายอดเยี่ยมหลายราย หนึ่งในนั้นคือ อรช บุญ-หลง ผู้เข้ารับรางวัล สาขาส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม …ขอแสดงความยินดีด้วย…
  • กรมการขนส่งทางบก ร่วมมือกับภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรม “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย” ให้บริการตรวจสภาพความพร้อมของรถยนต์และรถจักรยานยนต์เบื้องต้นก่อนเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 โดยไม่คิดค่าบริการ เช่น ตรวจสอบระบบเบรก สภาพยาง การทำงานของเครื่องยนต์ ระดับน้ำมันเครื่องและความสกปรกของน้ำมันเครื่อง หม้อน้ำและรอยรั่ว ใส้กรองอากาศ เป็นต้น…ทั้งนี้ เจ้าของรถยนต์และจักรยานยนต์สามารถนำรถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการของภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ ที่มีป้ายประชาสัมพันธ์ “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย” ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 15 เม.ย.นี้…ใครชอบของฟรีเชิญได้…
  • นับเป็นไวน์ expert คนหนึ่ง กิตติศักดิ์ จารยะพันธ์ เปิดร้านขายไวน์ สมกับความสามารถไปเรียบร้อยแล้ว…
  • นิยมท่องเที่ยวเป็นนิจ สุพจน์ ผจญยุทธ์ เตรียมไปทัวร์ที่ชิงเต่าอีกเดือนหน้านี้กับสวัสดีฮอลิเดย์ทัวร์…หลังเพิ่งกลับจากทัวร์ต่างประเทศมาหยกๆ…ได้ใช้ชีวิตอย่างตามใจตัวเอง ครื้นเครงดีแท้…
  • เตือนใจ สินธุวณิก มีกำหนดบินไปซิดนีย์ เพื่อเยี่ยนเยียนครอบครัวพี่สาว และหลานสาวคนสวย มุมีนา นาน1 เดือน เดินทางต้นเม.ย.นี้…ขอให้เที่ยวแสนสนุกและเดินทางปลอดภัย !!…

บารอนเนส

ปลุกตำนานพริกไทยตรัง ‘พันธุ์ปะเหลียน’ ในงาน ‘วันพริกไทยตรัง’ นำเทรนด์อีเว้นท์แบบ Carbon Neutral

ปลุกตำนานพริกไทยตรัง 'พันธุ์ปะเหลียน' ในงาน 'วันพริกไทยตรัง' นำเทรนด์อีเว้นท์แบบ Carbon Neutral

ปลุกตำนานพริกไทยตรัง ‘พันธุ์ปะเหลียน’ ในงาน ‘วันพริกไทยตรัง’ นำเทรนด์อีเว้นท์แบบ Carbon Neutral

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.23 น.

พาณิชย์ตรัง ปลุกตำนานพริกไทยตรัง พันธุ์ปะเหลียน ราชาเครื่องเทศระดับโลก ในงาน “วันพริกไทยตรัง : Trang Pepper Day 2026” นำเทรนด์อีเว้นท์แบบ Carbon Neutral (Self-declaration) ชูจุดขาย GI และสาร GLA เจาะตลาด High-End

พาณิชย์ตรังเดินหน้าฟื้น “พริกไทยตรัง” พืชเศรษฐกิจระดับตำนานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ปลุกพริกไทยตรัง “พันธุ์ปะเหลียน” กลับสู่เวทีโลก ในงาน “วันพริกไทยตรัง : Trang Pepper Day 2026” พร้อมยกระดับเป็น Soft Power ด้านอาหารและสุขภาพ ชูจุดเด่น GI – Functional Food – Rare Item ตั้งเป้าลดการนำเข้า และขยายตลาด High-End

สำนักงานพาณิชย์จังหวัดตรัง ตั้งเป้าฟื้นอดีตพืชเศรษฐกิจชื่อดังระดับโลกสมัยรัชกาลที่ 5 ปลุกตำนานราชาเครื่องเทศ “พริกไทยตรัง พันธุ์ปะเหลียน”  ในงาน “วันพริกไทยตรัง 2026 : Trang Pepper Day 2026” ให้กลับมาเป็น “Soft Power” ด้านอาหารและสุขภาพ ชูมาตรฐาน GI และสาร GLA ในพริกไทยพันธุ์ปะเหลียน ช่วยบำรุงสมอง ตั้งเป้าลดการนำเข้าและขยายการส่งออกสู่ตลาดสิงคโปร์ จีน และยุโรป

นายทรงกลด สว่างวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในการเปิดงาน “วันพริกไทยตรัง : Trang Pepper Day 2026 ว่าจังหวัดตรังเล็งเห็นความสำคัญของการส่งเสริมและยกระดับพืชเศรษฐกิจ “พริกไทยตรัง” จากสวนพริกไทยสู่การเป็นนวัตกรรมอาหารที่คนทั่วโลกต้องรู้จัก จึงได้มอบหมายให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดตรังดำเนินการจัดงาน “วันพริกไทยตรัง Trang Pepper Day 2026” ขึ้น เพื่อส่งเสริมการขยายตลาดพริกไทยตรังที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น  โดยย้ำว่าพริกไทยตรัง ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องเทศ แต่เป็น “มรดกทางเศรษฐกิจ” ซึ่งตอบโจทย์เทรนด์ที่กำลังเติบโตในตลาดโลก

“ในยุคที่ตลาดโลกให้ความสำคัญกับสุขภาพ พริกไทยตรังถือได้ว่าตอบโจทย์ เพราะมีทั้งเรื่องเล่า คือประวัติศาสตร์ของพริกไทยตรังที่เริ่มต้นมายาวนานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ประกอบกับการเป็นพืช Rare Item เพราะมีพื้นที่ปลูกจำกัด จึงทำให้พริกไทยตรังกลายเป็นสินค้า “Exotic” ที่เชฟระดับมิชลินสตาร์ หรือร้านอาหารทั่วโลก ต้องการนำไปใช้เพื่อสร้างความแตกต่าง โดยเฉพาะการขึ้นทะเบียนรับรองสินค้า GI และมีระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดพรีเมียมในยุโรปและญี่ปุ่นให้ความสำคัญสูงสุดด้วย รวมไปถึงมีงานวิจัยรองรับด้านประโยชน์ทางยา ผลวิจัยพบ Gamma-Linolenic Acid (GLA)  ในพริกไทยตรัง ซึ่งมีสรรพคุณช่วยสลายลิ่มเลือดในสมอง ทำให้ตอบโจทย์เทรนด์อาหารเป็นยา หรือ Functional Food ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ พริกไทยตรังยังมีรสชาติที่เผ็ด ร้อน จึงมีความเป็น Unique  ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนส่งเสริมสำคัญที่จะทำให้พริกไทยตรัง มีความโดดเด่นในตลาดเหนือกว่าคู่แข่งในระบบอุตสาหกรรมอย่างเวียดนามหรือบราซิล ซึ่งเป็นผู้ส่งออกเบอร์ต้นของโลกได้อย่างชัดเจน ซึ่งในงาน Thaifex Anuga Asia เราพบว่า ตลาดสิงคโปร์ ไต้หวัน และโซนยุโรป ให้ความสนใจพริกไทยตรังเป็นอย่างมาก เนื่องจากมองว่าเป็นสินค้า Rare Item ที่มีคุณภาพสูงกว่าพริกไทยอุตสาหกรรมทั่วไป”

ด้าน นางสาวสุภากิตติ์ เกลี้ยงสงค์ พาณิชย์จังหวัดตรัง กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงาน “วันพริกไทยตรัง  : Trang Pepper Day 2026” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-29 มีนาคม 2569 ณ ลานร้าน Occur Coffee ถนนศรีตรัง  โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและขยายโอกาสทางการตลาดของพริกไทยตรังสู่ระดับสากล และเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ สู่ปลายน้ำ อย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างภาพลักษณ์และมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าด้วยนวัตกรรมตามหลักการตลาดนำการผลิต โดยกิจกรรมภายในงาน จะมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าพริกไทยตรัง สินค้าเด่น บูทนวดตามภูมิปัญญาท้องถิ่น การเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น Trang Pepper Forum : เรื่องเล่าพริกไทยตรัง โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านพริกไทยตรังร่วมพูดคุยให้ความรู้เกี่ยวกับพริกไทยตรัง อาทิ ผศ.ดร.นภัสวรรณ เลี่ยมนิมิตร จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย, ร.ต.อ.วีศิลป์ กองฤทธิ์ เกษตรกรผู้สืบสานตำนานพริกไทยตรัง พันธุ์ปะเหลียน, คุณกันต์หทัย จิตรไมตรีเจริญ  เจ้าของแบรนด์พริกไทยตรัง Black Gold, คุณบัณฑิต ภิรมย์ทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัทบ้านสวนมรดกพริกไทยตรัง จำกัด, ดร.ธีรวัฒน์ วงศ์วรทัต ประธานสหพันธ์โลกเวลเนสและนวดไทย, คุณสุวัฒน์ รุ่งเรือง แพทย์แผนไทยชำนาญการ รพ.ห้วยยอด คุณปิยะนุช มุสิกพงศ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง  และตัวแทนจากแบรนด์พริกไทย “ง่วนสูน” และ “ไร่ทิพย์” นอกจากนี้ยังมีบูทให้คำปรึกษาด้านการค้าการส่งออก นิทรรศการเกี่ยวกับพริกไทยตรัง การรังสรรค์เมนูและ Workshop อาหารและสินค้าจากวัตถุดิบพริกไทยตรัง รวมไปถึงกิจกรรมเจรจาการค้าสร้างโอกาสทางธุรกิจ พร้อมดนตรีสดบรรยากาศในสวน โดยผู้ร่วมงานสามารถเลือกซื้อสินค้าคุณภาพจากผู้ผลิตได้โดยตรง

“ปัจจุบันประเทศไทยมีการนำเข้าพริกไทยสูงถึง 1,596 ล้านบาท/ปี ในขณะที่พริกไทยตรังยังมีพื้นที่ปลูกจำกัดเพียง 200 ไร่ และให้ผลผลิตพริกไทยแห้งปริมาณ 20 ตัน/ปี จึงมีช่องว่างให้เติบโตได้อีกมหาศาล การจัดงานในครั้งนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากกลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอบการ  และหน่วยงานพันธมิตร เพื่อร่วมผลักดันให้พริกไทยตรังกลับมาเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัดตรังและประเทศไทยอีกครั้ง ซึ่งในงานครั้งนี้เราได้บรรลุเป้าหมายในการทำ MOU จับมือทำตลาดพรีเมียมพริกไทยตรัง ระหว่าง บริษัทบ้านสวนมรดกพริกไทยตรัง จำกัด และบริษัท ง่วนสูน พริกไทยและเครื่องเทศ จำกัด เจ้าของแบรนด์ พริกไทยตรามือที่ 1 แบรนด์พริกไทยชั้นนำของไทยด้วย”

การจัดงาน “วันพริกไทยตรัง  : Trang Pepper Day 2026”  นอกจากจะเป็นการส่งเสริมขยายตลาดให้กับพริกไทยตรังแล้ว สำนักงานพาณิชย์จังหวัดตรัง ยังนำเทรนด์ด้วยการส่งเสริมและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการ     จัดงานด้วยการทำ Carbon neutrality หรือการคำนวณค่าความเป็นกลางทางคาร์บอนจากการจัดกิจกรรมแล้วนำไปชดเชยด้วยการซื้อเครดิตคาร์บอนด้วย ซึ่งถือเป็นเทรนด์ใหม่ของการจัดงานแสดงสินค้า หรืออีเว้นท์ในปัจจุบัน ดังนั้น ประชาชน ที่เข้าร่วมงานครั้งนี้ จึงถือได้ว่ามีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพริกไทยตรัง พันธุ์ปะเหลียน สินค้า GI ตรังที่โด่งดังระดับโลก ได้ที่ : สำนักงานพาณิชย์จังหวัดตรัง โทรศัพท์ 075211488 เฟซบุ๊ก: สำนักงานพาณิชย์จังหวัดตรัง

วธ.เปิดตำนาน ‘นาคาแห่งลุ่มน้ำบูรพา’ มหากาพย์ ความรัก ความศรัทธา ใน ‘นาคราช เดอะมิวสิคัล’

วธ.เปิดตำนาน ‘นาคาแห่งลุ่มน้ำบูรพา’ มหากาพย์ ความรัก ความศรัทธา ใน ‘นาคราช เดอะมิวสิคัล’

วธ.เปิดตำนาน ‘นาคาแห่งลุ่มน้ำบูรพา’ มหากาพย์ ความรัก ความศรัทธา ใน ‘นาคราช เดอะมิวสิคัล’

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.45 น.

กองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมสนับสนุน “กลุ่มศิลปการแสดงภิวัฒน์” ส่งเสริมศักยภาพ พัฒนา และยกระดับบุคลากรในอุตสาหกรรมการแสดงรับศักราชใหม่  ผลิตผลงานละครเวทียิ่งใหญ่แห่งปี “นาคราช  เดอะมิวสิคัล”  ในรูปแบบศิลปะการแสดงร่วมสมัยในสาขาการละคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นโครงการนำร่องในการส่งเสริมศักยภาพ พัฒนา และสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพเข้าสู่วงการศิลปะและอุตสาหกรรมการแสดงในประเทศ โดยมี นายนภาดล กำปั่นทอง เป็นผู้ดำเนินโครงการ

ปี 2569 กลุ่มศิลปการแสดงภิวัฒน์ จัดทำนำเสนอผลงานละครเวทียิ่งใหญ่ “นาคราช เดอะ มิวสิคัล ” เรื่องราวของนาคาธิปดีผู้ปกครองบาดาลและดินแดนแห่งลุ่มน้ำบูรพา ที่ต้องเผชิญโศกนาฏกรรมรัก และสงครามแห่งนาคภิภพ…เมื่อความรักถูกโหมด้วยไฟริษยา และอสูรลมปะทุ หวังครองบัลลังก์บาดาล มหานาฏกรรมแห่งลุ่มน้ำบูรพา   จากตำนานส่งผ่านจิตวิญญาณสู่ละครเวที… จากความรักสู่ไฟแค้น… จากสันติ… สู่สงคราม  จึงเกิดมหากาพย์  ตำนานรักข้ามภพ  พลังศรัทธาที่อยู่เหนือกาลเวลา  “นาคราช เดอะมิวสิคัล” รวบรวมนักแสดงนำ อาทิ ปีเตอร์แพน ทัศน์พล วิวิธวรรธ์ , บิว จักรพันธ์ พุทธา ,มาริลิน เคท การ์ดเนอร์,  หมอก้อง สรวิชญ์ สุบุญ,  ชบา ณัฏฐามณี พิชญสุทธิศีล , สุริยา เยาวสังข์, กวินธร แสงสาคร, พัชรพล สันติพร ฯ  มาร่วมถ่ายทอดบทบาทของตัวละคร ด้วยจิตวิญญาณ แห่งศรัทธา

“นาคราช เดอะมิวสิคัล” พร้อมเปิดจำหน่ายบัตร!!  Early Bird Promotion  สำหรับแฟนละครเวทีตัวจริง !! กับโอกาสสุดพิเศษที่ไม่ควรพลาด!! เริ่ม 1 เมษายน นี้  Early Bird เปิดสิทธิ์จำนวนจำกัด *รับสิทธิพิเศษ VVIP กับของขวัญสุด Exclusive รวมมูลค่ากว่า 5,500บาท

1.รับบัตรชมละคร VIP Zone จำนวน 1 ที่นั่ง พร้อมส่วนลดทันที 500 บาท จากราคา 3,500 บาท

2.รับ Photo Story book “นาคราช เดอะ มิวสิคัล”  จำนวน 1 เล่ม มูลค่า 599 บาท รวบรวมภาพนักแสดงเบื้องหลัง และโมเมนต์สุดพิเศษที่นี่เท่านั้น

 3.รับสร้อยข้อมือ หินมงคล “นาคราช”  จำนวน 1 เส้น  มูลค่า 1,499 บาท   แรงบันดาลใจจากพลังแห่งราชานาค สื่อถึงพลังชีวิต ความกล้าหาญ และการเติบโตของจิตใจ ผ่านการร้อยเรียงหินธรรมชาติอย่างมีความหมาย ทั้งหมด   ในราคาเพียง 3,000 บาท เท่านั้น

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่ละครเวที แต่คือ การเดินทางสู่โลกแห่งพญานาคที่เต็มไปด้วยพลังแห่งศรัทธา เรื่องราวและความรู้สึกที่คุณจะไม่มีวันลืม… มากกว่าการแสดง นั่นคือประสบการณ์ที่ได้สัมผัส

หมายเหตุ : Early Bird เปิดสิทธิ์สุดพิเศษ  เริ่ม 1 – 27 เมษายน 2569 เท่านั้น !!!

จองก่อน ได้ก่อน  ของแถม มีจำนวนจำกัด จองบัตรได้ที่ ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ ทุกสาขา  หรือ โทร 02-2623456

กลับมาอีกครั้งกับงาน! ‘วัฒนธรรมสองฝั่งเจ้าพระยา มหาเจษฎาบดินทร์’69’ ส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่น

กลับมาอีกครั้งกับงาน! ‘วัฒนธรรมสองฝั่งเจ้าพระยา มหาเจษฎาบดินทร์’69’ ส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่น

กลับมาอีกครั้งกับงาน! ‘วัฒนธรรมสองฝั่งเจ้าพระยา มหาเจษฎาบดินทร์’69’ ส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่น

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.41 น.

งานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเทิดทูนพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า พร้อมทั้งส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่น เศรษฐกิจชุมชน และการท่องเที่ยวของจังหวัดนนทบุรี โดยเปิดพื้นที่ให้ประชาชน นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการได้ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของวัฒนธรรมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่วันนี้ถึง 2 เมษายน 2569 ณ บริเวณอุทยานเฉลิมกาญจนาภิเษก ต.บางศรีเมือง อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี และบริเวณท่าน้ำนนทบุรี

ภายในงานพบกับกิจกรรมมากมาย อาทิ คอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง , การแสดงศิลปวัฒนธรรม แสง สี เสียง สุดตระการตา , การแสดงพื้นบ้าน และการละเล่นย้อนยุค , งานแฟร์สินค้า ของดีของเด่นจังหวัดนนทบุรี , อาหารพื้นถิ่น ขนมโบราณ และสินค้า OTOP และโซนถ่ายภาพและกิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยว

นอกจากนี้ ภายในงานยังนำเสนอแนวคิดการจัดงานที่สะท้อน อัตลักษณ์ “นนทบุรีสองฝั่งเจ้าพระยา” โดยเน้นบรรยากาศย้อนยุคการแต่งกายชุดไทยย้อนยุค และชุดไทยร่วมสมัย อาหารพื้นบ้าน งานหัตถศิลป์ และวิถีชุมชนที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด

การจัดงานในปีนี้ยังได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่ เพื่อสร้างเทศกาลวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ และส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตควบคู่กับการท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสบรรยากาศการจัดงานทั้ง สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งบริเวณอุทยานเฉลิมกาญจนาภิเษก และฝั่งท่าน้ำนนทบุรี ที่มีการจำลองบรรยากาศงานวัดย้อนยุค ร้านค้า อาหาร การแสดง และกิจกรรมมากมายให้ได้ร่วมสนุกฟรีตลอดงาน

ถือเป็นอีกหนึ่งเทศกาลสำคัญที่สะท้อนเสน่ห์ของเมืองนนทบุรี และเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสวัฒนธรรมไทยริมแม่น้ำเจ้าพระยา

อาจารย์โต้ง เปิดเบื้องลึกปมเลิกจ้าง ยันเดินหน้าทวงความยุติธรรม ท้า ม.รังสิต ตั้งโต๊ะแถลง

อาจารย์โต้ง เปิดเบื้องลึกปมเลิกจ้าง ยันเดินหน้าทวงความยุติธรรม ท้า ม.รังสิต ตั้งโต๊ะแถลง

อาจารย์โต้ง เปิดเบื้องลึกปมเลิกจ้าง ยันเดินหน้าทวงความยุติธรรม ท้า ม.รังสิต ตั้งโต๊ะแถลง

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.23 น.

“อาจารย์โต้ง”เปิดเบื้องลึกปมเลิกจ้าง ยันเดินหน้าทวงความยุติธรรม คดีขนดิน 140 คันรถ ท้าตั้งโต๊ะแถลงงัดหลักฐานชนมหาวิทยาลัย

2 เมษายน 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล หรือ อาจารย์โต้ง นักอาชญาวิทยา เดินทางมายื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กรณีข้อพิพาทกับมหาวิทยาลัยรังสิต ภายหลังเกิดเหตุการณ์สั่งพ้นสภาพบุคลากรอย่างกะทันหัน

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าวว่า สาเหตุหลักของการถูกเลิกจ้างไม่ได้มาจากความบกพร่องในหน้าที่ แต่เป็นผลพวงมาจากการทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการลักลอบขนย้ายดินออกจากพื้นที่มหาวิทยาลัยกว่า 140 คันรถ

“จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เกิดจากการที่ตนได้รับมอบหมายจากอธิการบดีท่านก่อนหน้า ให้ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาลงโทษทางวินัยกรณีดังกล่าว โดยคณะกรรมการชุดนี้ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิหลายฝ่าย ทั้งรองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี ผู้อำนวยการสำนักงานบุคคล นิติกร และผู้แทนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ”

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าวว่า จากการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรัดกุม ทั้งภาพถ่าย คลิปจากกล้องวงจรปิด พยานบุคคล และพยานเอกสารที่มีความเชื่อมโยง คณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดระเบียบของมหาวิทยาลัยจริง และยืนยันว่าสิ่งที่ถูกขนออกไปคือดิน นอกจากนี้ ยังพบหลักฐานสำคัญคือ บริษัทที่มีการขนดินออกไปได้ทำบันทึกรับสารภาพกับทางมหาวิทยาลัยไว้แล้ว รวมถึงมีพยานบุคคลยืนยันว่ารองผู้อำนวยการท่านหนึ่งเป็นผู้อนุญาตให้ปล่อยรถบรรทุกดินออกไป เนื่องจากรถบรรทุกถูกสกัดกั้นไว้ในตอนแรก

“อดีตรองอธิการบดีฝ่ายความปลอดภัย เปิดเผยต่อว่า ในช่วงเวลานั้น อธิการบดีได้มอบอำนาจให้ทนายความเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ปากคลองรังสิต ในข้อหาลักทรัพย์นายจ้าง ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดินที่ไม่สามารถยอมความได้ แต่ปรากฏว่าคดีกลับไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร ไม่มีการเรียกคนขับรถบรรทุกนับร้อยคันมาสอบปากคำ ไม่มีการตรวจสอบเส้นทางรถ จุดทิ้งดิน หรือตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ที่เกี่ยวข้อง”

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา ตนได้ทำหนังสือสอบถามความคืบหน้าไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา แต่ยังไม่ได้รับคำตอบเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งตนถูกสั่งเลิกจ้าง ล่าสุด จึงได้เดินทางไปยื่นหนังสือติดตามความคืบหน้าคดีต่อ ผบ.ตร.เป็นครั้งที่ 2 เพื่อทวงถามความยุติธรรมในฐานะประชาชนที่ต้องการเห็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญว่า เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยได้มีการเปลี่ยนตัวอธิการบดี โดยให้เหตุผลเรื่องการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ และต่อมาได้รับทราบข้อเท็จจริงว่ามีการไปถอนแจ้งความร้องทุกข์ในคดีดังกล่าว โดยพนักงานสอบสวนมองว่าเมื่อมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ และมองว่าไม่ได้รับความเสียหาย จึงไม่มีการดำเนินการต่อ

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองทางกฎหมาย รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าวว่า ข้อหาลักทรัพย์นายจ้างเป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดิน แม้จะมีการถอนแจ้งความ กระบวนการสอบสวนก็ต้องดำเนินต่อไป ไม่สามารถยุติได้เพียงเพราะผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ

สำหรับกรณีที่ทางมหาวิทยาลัยออกมาชี้แจงว่าสิ่งที่ขนออกไปคือขยะ ไม่ใช่ดิน และกล่าวหาว่าข้อมูลของตนเป็นความเท็จนั้น รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ยืนยันว่า ตนมีหลักฐานครบถ้วนทุกประการ ทั้งภาพจากกล้องวงจรปิด และระบบตรวจจับป้ายทะเบียน (License Plate Recognition – LPR) ที่บันทึกวันเวลาและทะเบียนรถทุกคันที่เข้าออกมหาวิทยาลัยได้อย่างแม่นยำ

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบเอกสารใบเบิกเงิน 2 ฉบับ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารในขณะนั้น ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจเซ็นอนุมัติ ได้ยืนยันชัดเจนว่า “ไม่มีการอนุมัติหรืออนุญาตให้มีการขนดินหรือขยะใดๆ ทั้งสิ้น” พร้อมประกาศท้าให้มหาวิทยาลัยตั้งโต๊ะแถลงข่าวร่วมกัน เพื่อเปิดเผยหลักฐานทีละประเด็น โดยเชิญตัวแทนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจมาร่วมรับฟัง เพื่อพิสูจน์ความโปร่งใสและแสดงให้เห็นถึงหลักธรรมาภิบาล

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าวอีกว่า การทำหน้าที่ตรวจสอบความไม่โปร่งใสอื่นๆ โดยระบุว่า ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนไปยังกระทรวง อว.ถึง 4 ครั้ง (16 ก.ค.ปีที่แล้ว, 1 ธ.ค.ปีที่แล้ว, 6 ม.ค.ปีนี้ และ 23 ก.พ.ปีนี้) ในประเด็นเรื่องการดำรงตำแหน่งที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ และการแต่งตั้งผู้บริหารชุดใหม่ที่ไม่เป็นไปตามระเบียบ แต่ทางกระทรวง อว.กลับตอบสนองเพียงว่า มหาวิทยาลัยได้ชี้แจงว่าตรวจสอบแล้วและทำถูกต้องทุกขั้นตอน โดยไม่ได้ลงลึกในการตรวจสอบข้อเท็จจริง

ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ยอมรับว่า ตนทราบดีถึงความขัดแย้งภายในโครงสร้างผู้มีอำนาจของมหาวิทยาลัย และเคยถูกคนใกล้ชิดตักเตือนแล้ว แต่ที่ตัดสินใจดำเนินการตรวจสอบ เพราะได้รับคำสั่งโดยตรงจากอธิการบดีท่านเดิม ที่เชื่อมั่นในความตรงไปตรงมาและประสบการณ์การทำงานในฐานะอดีตข้าราชการตำรวจของตน

“ถึงแม้มหาวิทยาลัยจะไม่เคยเห็นคุณงามความดีที่ผมก่อตั้งคณะอาชญาวิทยามาเมื่อ 17 ปีที่แล้ว หรือการที่ผมมาปฏิรูประบบความปลอดภัยให้ ท่านมาทุบผมแบบนี้ไม่เป็นไร แต่ท่านอย่ามาทุบความยุติธรรมของคนในประเทศนี้ ตอนนี้ผมตกงาน แต่ความยุติธรรมไม่เคยตกไปจากหัวใจผม” รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าว

มาครงเตือน ใช้กำลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ ชี้ต้องคุยกับอิหร่าน

มาครงเตือน ใช้กำลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ ชี้ต้องคุยกับอิหร่าน

3 เม.ย. 2569 06:29 น.

มาครงเตือน ใช้กำลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ ชี้ต้องคุยกับอิหร่าน

เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสออกโรงเตือนว่า การใช้กำลังเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้น ไม่สามารถทำได้จริง ต้องพูดคุยกับอิหร่านเท่านั้นจึงจะมีโอกาสสำเร็จ

เมื่อ 2 เม.ย. 2569 ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศสกล่าวว่า การเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารเพื่อบังคับให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้นเป็นเรื่องที่ “ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง” หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ท้าทายให้บรรดาพันธมิตรหาทางเปิดเส้นทางเดินเรือดังกล่าวด้วยตัวเอง

การโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ กับอิสราเอลเมื่อ 28 ก.พ.จนถึงตอนนี้ คือชนวนเหตุให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีอิสราเอล ฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศอ่าวอาหรับ และปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่ขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 1 ใน 5 ของโลก

“มีบางคนสนับสนุนแนวคิดเรื่องการปลดปล่อยช่องแคบฮอร์มุซด้วยกำลังผ่านปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งเป็นจุดยืนที่สหรัฐฯ เคยแสดงออกมาในบางครั้ง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างก็ตาม” มาครงกล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างการเดินทางเยือนเกาหลีใต้

“นี่ไม่เคยเป็นทางเลือกที่เราสนับสนุน เพราะมันไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง” เขากล่าว “มันจะกินเวลานานไม่จบสิ้น และจะทำให้ใครก็ตามที่ล่องเรือผ่านช่องแคบต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติ รวมถึงขีปนาวุธนำวิถีด้วย”

มาครงย้ำว่า เรื่องนี้จะสำเร็จได้ด้วยการพูดคุยกับอิหร่านเท่านั้น “สิ่งที่เราพูดมาตั้งแต่ต้นคือ ช่องแคบนี้จะต้องถูกเปิดใช้งานอีกครั้ง เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการไหลเวียนของพลังงาน ปุ๋ย และการค้าระหว่างประเทศ แต่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการหารือร่วมกับอิหร่านเท่านั้น”

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์พันธมิตร NATO และคำขู่ที่จะถอนสหรัฐฯ ออกจากกลุ่มพันธมิตร มาครงกล่าวว่า “ผมไม่อยากจะมาคอยวิพากษ์วิจารณ์ปฏิบัติการที่ชาวอเมริกันตัดสินใจทำร่วมกับอิสราเอลด้วยตัวเอง พวกเขาอาจจะตัดพ้อที่ไม่มีใครช่วย แต่นั่นไม่ใช่ปฏิบัติการของเรา เราต้องการให้สันติภาพเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

“นี่ไม่ใช่การแสดง” มาครงกล่าวเสริม “เรากำลังพูดถึงเรื่องสงครามและสันติภาพ… จริงจังกันหน่อย และอย่าพูดอย่างหนึ่งในวันนี้ แล้วกลับไปพูดอีกอย่างในวันรุ่งขึ้น” เขากล่าวโดยไม่ได้ระบุเจาะจงว่าหมายถึงทรัมป์หรือไม่

ส่วนประเด็นคำขู่ของทรัมป์ที่จะถอนสหรัฐฯ ออกจากกลุ่มพันธมิตร NATO มาครงให้ความเห็นว่า “กลุ่มพันธมิตรอย่าง NATO ดำรงความแข็งแกร่งอยู่ได้จากสิ่งที่ไม่ต้องพูดออกมา นั่นคือความไว้วางใจที่อยู่เบื้องหลัง หากคุณสร้างความสงสัยในข้อตกลงพันธสัญญาของตัวเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน คุณก็กำลังทำลายแก่นแท้ของมันให้ว่างเปล่า”

นอกจากนี้ ผู้นำฝรั่งเศสยังกล่าวว่า การแสดงความคิดเห็นของทรัมป์ที่ล้อเลียนตัวเขาและภริยานั้น “ไม่มีความสง่างาม และไม่เหมาะสม” กับสถานการณ์ในขณะนี้เลยแม้แต่น้อย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สหรัฐฯ ยกเลิกคว่ำบาตร “เดลซี โรดริเกซ” ผู้นำรักษาการเวเนซุเอลา

สหรัฐฯ ยกเลิกคว่ำบาตร “เดลซี โรดริเกซ” ผู้นำรักษาการเวเนซุเอลา

3 เม.ย. 2569 04:08 น.

สหรัฐฯ ยกเลิกคว่ำบาตร “เดลซี โรดริเกซ” ผู้นำรักษาการเวเนซุเอลา

สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลาแล้ว ตอกย้ำความสัมพันธ์ที่พัฒนาไปในทางบวกระหว่างทั้งสองประเทศ

เมื่อ 2 เม.ย. 2569 สหรัฐอเมริกายกเลิกมาตรการคว่ำบาตรที่บังคับใช้กับ เดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลาแล้ว 3 เดือนหลังจากทหารสหรัฐฯ บุกจับกุมตัว นิโกลัส มาดูโร อดีตผู้นำเผด็จการของเวเนซุเอลาถึงที่บ้านพักในกรุงการากัส และนำตัวเขาไปยังนิวยอร์กเพื่อดำเนินคดีในข้อหาลักลอบค้ายาเสพติด

โรดริเกซ ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของมาดูโรและเคยดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีของเขา เคยถูกขึ้นบัญชีคว่ำบาตรในปี 2561 โดยสหรัฐฯ กล่าวหาว่าเธอมีส่วนในการบ่อนทำลายประชาธิปไตย

โรดริเกซสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี เพียงไม่กี่วันหลังจากการบุกจู่โจมของสหรัฐฯ โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เคยบอกว่าเธอเป็น “บุคคลที่ยอดเยี่ยมมาก” อีกด้วย

ล่าสุด โรดริเกซออกมาแสดงความยินดีที่ชื่อของเธอถูกถอดออกจากบัญชีบุคคลที่ถูกกำหนดเป็นพิเศษ (SDN List) โดยบุคคลที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีดังกล่าวจะถูกระงับทรัพย์สินในสหรัฐฯ และพลเมืองสหรัฐฯ จะถูกสั่งห้ามไม่ให้ทำธุรกิจร่วมด้วย

โรดริเกซโพสต์ข้อความผ่าน X ว่า นี่คือ “ก้าวย่างที่สำคัญและมาถูกทางในการทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเรากลับคืนสู่สภาวะปกติและเข้มแข็งยิ่งขึ้น”

ด้านแอนนา เคลลี โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่าความเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าที่เกิดขึ้น “ระหว่างสองประเทศ ในการส่งเสริมเสถียรภาพ สนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และผลักดันการปรองดองทางการเมืองในเวเนซุเอลา”

อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักกิจกรรมฝ่ายค้านในกรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา กลับวิพากษ์วิจารณ์ความเคลื่อนไหวดังกล่าว โดยแย้งว่าสหรัฐฯ ควรใช้แรงกดดันต่อโรดริเกซเพื่อให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองทั้งหมดที่ยังคงถูกคุมขังอยู่ในคุกทั่วประเทศมากกว่า

อนึ่ง การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณล่าสุดที่บ่งชี้ถึงความสัมพันธ์ที่อบอุ่นขึ้น ระหว่างรัฐบาลทรัมป์และทีมงานของโรดริเกซ

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ เปิดสถานเอกอัครราชทูตในกรุงการากัสอย่างเป็นทางการอีกครั้ง หลังจากที่สั่งปิดไปนานถึง 7 ปี ขณะเดียวกัน คณะทูตของเวเนซุเอลาก็ได้ถูกส่งตัวไปยังสหรัฐฯ เพื่อเปิดสถานเอกอัครราชทูตในกรุงวอชิงตันเช่นกัน

ในช่วงหลายเดือนนับตั้งแต่มาดูโรถูกขับออกจากตำแหน่ง มีคณะผู้แทนระดับสูงจากสหรัฐฯ หลายชุดเดินทางไปยังเวเนซุเอลา เพื่อหารือถึงแนวทางที่สหรัฐฯ จะสามารถขยายการเข้าถึงทรัพยากรน้ำมันและแร่ธาตุอันมั่งคั่งของเวเนซุเอลาได้

อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์โรดริเกซต่างรู้สึกผิดหวังต่อความจริงที่ว่า แทบจะไม่มีการพูดถึงเรื่องการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเลย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์สั่งปลด “แพม บอนดี” พ้นตำแหน่งรัฐมนตรียุติธรรมสหรัฐฯ

ทรัมป์สั่งปลด “แพม บอนดี” พ้นตำแหน่งรัฐมนตรียุติธรรมสหรัฐฯ

3 เม.ย. 2569 03:29 น.

ทรัมป์สั่งปลด “แพม บอนดี” พ้นตำแหน่งรัฐมนตรียุติธรรมสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งปลด แพม บอนดี ออกจากตำแหน่งอัยการสูงสุด หรือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และว่าบอนดีจะไปรับบทบาทในภาคเอกชนแทน แต่ไม่มีการเปิดเผยว่าคือตำแหน่งอะไร

เมื่อ 2 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งปลด แพม บอนดี หนึ่งในพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของเขาและผู้ปกป้องรัฐบาลอย่างเหนียวแน่น พ้นจากตำแหน่งอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นตำแหน่งเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายระดับสูงสุดของอเมริกา

ทรัมป์ชื่นชมบอนดีผ่านโพสต์บน Truth Social โดยระบุว่าเธอจะ “เปลี่ยนผ่าน” ไปรับบทบาทในภาคเอกชนแทน

ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา การดำรงตำแหน่งผู้นำกระทรวงยุติธรรมของบอนดีถูกบดบังด้วยเรื่องการเปิดเผยเอกสารคดี เจฟฟรีย์ เอปสตีน อันยุ่งเหยิง รวมถึงการสืบสวนเกี่ยวกับตัวผู้กระทำความผิดทางเพศรายนี้

บอนดีถือเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนที่สองในรัฐบาลทรัมป์ที่ถูกปลดจากตำแหน่งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ต่อจาก คริสตี โนเอม ที่ถูกถอดออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิในเดือนมีนาคม โดย ทอดด์ แบลนช์ อดีตรองอัยการสูงสุด จะเข้ามารับตำแหน่งแทนบอนดี

บอนดีกล่าวว่าเธอจะ “ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย” เพื่อส่งต่องานให้แก่แบลนช์ พร้อมเสริมว่าการได้ดำรงตำแหน่งนี้ถือเป็น “เกียรติสูงสุด” ในชีวิต และว่าเธอจะ “เดินหน้าต่อสู้เพื่อประธานาธิบดีทรัมป์และรัฐบาลนี้ต่อไป” ในบทบาทใหม่ของเธอในภาคเอกชน (ซึ่งเธอไม่ได้ระบุว่าคืออะไร)

การประกาศครั้งนี้มีขึ้นไม่ถึง 2 เดือน หลังจากบอนดีถูกไต่สวนในสภาคองเกรสอย่างดุเดือด โดยเธอถูกระดมยิงคำถามใส่จนบางช่วงถึงขั้นกลายเป็นการตะโกนโต้เถียงกัน โดยเธอได้เรียกสมาชิกพรรคเดโมแครตรายหนึ่งว่า “คนขี้แพ้ที่ตกอับ”

เมื่อช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทรัมป์ยังคงออกโรงปกป้องบอนดี โดยกล่าวว่า “เธอเป็นคนที่ยอดเยี่ยมและกำลังทำหน้าที่ได้ดี” ทว่าเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ทรัมป์กลับประกาศเรื่องการปลดบอนดีออกจากตำแหน่งผ่าน Truth Social และว่าบทบาทใหม่ในภาคเอกชนของเธอนั้นจะมีการ “ประกาศในเร็วๆ นี้”

ในโพสต์ดังกล่าว ทรัมป์ได้ยกย่องผลงานของบอนดีในขณะดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด โดยกล่าวว่าเธอได้ทำ “หน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมในการดูแลการปราบปรามอาชญากรรมครั้งใหญ่ทั่วประเทศ”

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าทรัมป์เริ่มมีความขัดแย้งและหงุดหงิดในตัวบอนดีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะประเด็นการจัดการเรื่อง “สำนวนคดีเอปสตีน”

เมื่อครั้งที่เธอสาบานตนเข้ารับตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 บอนดีได้ให้คำมั่นว่าจะสร้างความโปร่งใสในคดีเอปสตีน และรับปากว่าจะเปิดเผยรายชื่อบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นลูกค้าของมหาเศรษฐีผู้ฉาวโฉ่รายนี้ แต่ในเวลาต่อมา กระทรวงยุติธรรมกลับแถลงว่า ไม่มีรายชื่อดังกล่าว

ในท้ายที่สุด เอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีเอปสตีนจำนวนหลายล้านฉบับก็ถูกเผยแพร่ออกมา แต่เป็นการเปิดเผยเนื่องจากถูกกดดันอย่างหนักจากหลายฝ่าย รวมถึงจากกลุ่มผู้สนับสนุนของนายทรัมป์เอง และเกิดขึ้นหลังจากที่สภาคองเกรสผ่านกฎหมายบังคับให้กระทรวงยุติธรรมต้องเปิดเผยบันทึกที่ไม่มีสถานะความลับต่อสาธารณะ

สมาชิกรัฐสภาบางส่วนกล่าวว่า บอนดีและกระทรวงยุติธรรมได้ใช้วิธีการปกปิดรายชื่อเหยื่อตามที่กฎหมายกำหนด แต่บางส่วนกลับมองว่ากระทรวงฯ ล้มเหลวในการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างครบถ้วน และมีการกักเอกสารบางส่วนไว้อย่างไม่เหมาะสม ซึ่งทางกระทรวงฯ ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้

หน่วยงานและตัวบอนดีเองต้องเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งสองพรรคการเมือง โดยบรรดาสมาชิกรัฐสภาต่างตำหนิกระทรวงยุติธรรมว่า ล้มเหลวในการปกปิดข้อมูลที่ระบุตัวตนของผู้รอดชีวิต แต่กลับพยายามปกป้องตัวตนของบุคคลอื่นที่ไม่ใช่เหยื่อในคดีนี้

ล่าสุด คณะกรรมการรัฐสภาได้ออกหมายเรียกบอนดีอย่างเป็นทางการ เพื่อให้มาตอบคำถามเกี่ยวกับการจัดการการสืบสวนคดีเอปสตีนของเธอ โดยเดิมทีเธอมีกำหนดการที่จะต้องปรากฏตัวต่อหน้าคณะกรรมการภายในเดือนนี้

ภายใต้การนำของเธอ กระทรวงยุติธรรมได้ดำเนินการสืบสวนคู่ปรับทางการเมืองของประธานาธิบดีทรัมป์หลายราย รวมถึง อดัม ชิฟฟ์ สมาชิกวุฒิสภาจากรัฐแคลิฟอร์เนีย, เลทิเทีย เจมส์ อัยการสูงสุดนิวยอร์ก และ เจมส์ โคมีย์ อดีตผู้อำนวยการ FBI

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทรัมป์ได้กดดันให้บอนดีสืบสวนคู่แข่งทางการเมืองของเขาอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น โดยเขาได้โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียถึงบอนดีโดยตรงว่า: “เราไม่สามารถรอช้าได้อีกต่อไปแล้ว มันกำลังทำลายชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของเรา”

นอกจากนี้ กระทรวงยุติธรรมภายใต้การดำรงตำแหน่งของเธอ ยังต้องเผชิญกับคำถามเกี่ยวกับการจัดการสืบสวนกรณีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลาง ยิงสังหารประชาชน 2 ราย ระหว่างการปะทะกันในเมืองมินนีแอโพลิส ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงไปทั่วประเทศเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ-อิสราเอล ถล่มสะพานอิหร่าน ดับ 8 ศพ ทรัมป์โวยังมีตามมาอีก

สหรัฐฯ-อิสราเอล ถล่มสะพานอิหร่าน ดับ 8 ศพ ทรัมป์โวยังมีตามมาอีก

3 เม.ย. 2569 02:19 น.

สหรัฐฯ-อิสราเอล ถล่มสะพานอิหร่าน ดับ 8 ศพ ทรัมป์โวยังมีตามมาอีก

สื่ออิหร่านเผย สหรัฐฯ กับอิสราเอลโจมตีสะพานสายสำคัญใกล้กรุงเตหะรานจนสะพานพังลงมาบางส่วน และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 8 ศพ ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า จะยังมีตามมาอีกมาก

สำนักข่าว ฟาร์ส (Fars) สื่อกึ่งทางการของอิหร่านรายงานว่า การโจมตีโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลที่พุ่งเป้าไปยังสะพานสำคัญบริเวณชานกรุงเตหะราน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ศพ ขณะที่ตัวสะพานซึ่งเป็นเส้นทางสายใหม่ที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างเชื่อมระหว่างเมืองหลวงของอิหร่านกับเมืองคาราจต้องขาดสะบั้นลง

เจ้าหน้าที่ความมั่นคงในพื้นที่ระบุว่า มีการโจมตีหลายระลอกเกิดขึ้นที่สะพาน B1 ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงเตหะรานไปทางทิศตะวันตกประมาณ 40 กิโลเมตร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (2 เม.ย.) ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 8 ศพ และบาดเจ็บอีก 95 ราย

ผู้เสียชีวิตประกอบด้วย “ชาวบ้านในหมู่บ้านบิลกัน (Bilqan), นักเดินทางที่ผ่านมาพอดี และครอบครัวที่อยู่ในพื้นที่เพื่อเฉลิมฉลองวันแห่งธรรมชาติ (Nature Day)” ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของเทศกาลนอรูซ (Nowruz) หรือวันขึ้นปีใหม่ของเปอร์เซีย

ขณะที่สำนักข่าว มิซาน (Mizan) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับฝ่ายตุลาการของอิหร่าน ระบุว่าสะพานแห่งนี้ถือเป็น “สะพานที่สูงที่สุดในตะวันออกกลาง” โดยได้รับการออกแบบมาเพื่อลดระยะเวลาการเดินทางระหว่างกรุงเตหะรานและเมืองคาราจ จาก 1 ชั่วโมงให้เหลือเพียง 10 นาที และสื่อท้องถิ่นยังยกย่องว่าสะพานแห่งนี้เป็น “ความภาคภูมิใจของวิศวกรชาวอิหร่าน”

ด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์คลิปวิดีโอวินาทีที่สะพานสายนี้ถูกโจมตีจนขาดลงบน Truth Social พร้อมกับข้อความว่า “จะมีตามมาอีกมาก” และอิหร่านควรยอมทำข้อตกลง “ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป”

“สะพานที่ใหญ่ที่สุดในอิหร่านพังทลายลงมาแล้ว และจะไม่มีวันได้ใช้งานอีก — และจะมีตามมาอีกมาก! ถึงเวลาแล้วที่อิหร่านจะต้องทำข้อตกลงก่อนที่จะสายเกินไป และไม่เหลืออะไรที่ยังพอจะกลายเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ได้บ้าง!”

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นฝีมือของสหรัฐฯ หรืออิสราเอล โดยกองทัพสหรัฐฯ ยังไม่แสดงความเห็น ส่วนกองทัพอิสราเอลระบุว่า พวกเขาไม่ทราบว่าฝ่ายอิสราเอลมีการโจมตีที่สะพานแห่งนี้หรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อาร์เจนตินาสั่งขับไล่อุปทูตอิหร่าน ฉุนโดนวิพากษ์ปม IRGC

อาร์เจนตินาสั่งขับไล่อุปทูตอิหร่าน ฉุนโดนวิพากษ์ปม IRGC

3 เม.ย. 2569 01:31 น.

อาร์เจนตินาสั่งขับไล่อุปทูตอิหร่าน ฉุนโดนวิพากษ์ปม IRGC

(ฆาบิเอร์ มิเลอี ประธานาธิบดีอาร์เจนตินา)

อาร์เจนตินาสั่งขับไล่อุปทูตอิหร่านออกจากประเทศ หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่แดนฟ้าขาวขึ้นบัญชี กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน เป็นองค์กรก่อการร้าย

เมื่อ 2 เม.ย. 2569 อาร์เจนตินามีคำสั่งให้อุปทูตประจำสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านเดินทางออกนอกประเทศภายใน 48 ชั่วโมง หลังจากที่รัฐบาลเตหะราน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อาร์เจนตินา กรณีที่ประกาศขึ้นทะเบียนกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เป็นองค์กรก่อการร้าย

กระทรวงการต่างประเทศของอาร์เจนตินาได้ประกาศให้ นายโมเซน โซลตานี เตหรานี เป็น “บุคคลไม่พึงปรารถนา” พร้อมระบุว่าอิหร่านได้กล่าวหาอาร์เจนตินาและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศด้วย “ข้อกล่าวหาที่เป็นเท็จ ก้าวร้าว และไม่มีมูลความจริง”

“อาร์เจนตินาจะไม่ยอมทนต่อการดูหมิ่นหรือการแทรกแซงจากรัฐที่ล้มเหลวในการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศอย่างเป็นระบบ และยังคงขัดขวางกระบวนการยุติธรรม” กระทรวงต่างประเทศระบุ

ในแถลงการณ์ที่ออกโดยสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศอุรุกวัยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา อิหร่านได้วิจารณ์การตัดสินใจของอาร์เจนตินาที่ประกาศให้ IRGC เป็นองค์กรก่อการร้ายว่า “ผิดกฎหมายและไม่มีมูลความจริง” พร้อมเตือนว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะทำลายความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสองประเทศ

นอกจากนี้ อิหร่านยังกล่าวว่า ประธานาธิบดีฆาบิเอร์ มิเลอี แห่งอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นพันธมิตรของทรัมป์ และรัฐมนตรีต่างประเทศ ปาโบล กีร์โน ได้กลายเป็น “ผู้สมรู้ร่วมคิดในอาชญากรรมที่เกิดขึ้น และจบลงด้วยการอยู่ผิดฝั่งของประวัติศาสตร์” จากการเลือกยืนข้างสหรัฐฯ และอิสราเอลในการโจมตีอิหร่าน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn