เกิดอะไรขึ้น ทูตอิหร่านในปากีสถาน ลบโพสต์กะทันหัน หลังระบุคณะเจรจาจะถึงอิสลามาบัดคืนนี้

เกิดอะไรขึ้น ทูตอิหร่านในปากีสถาน ลบโพสต์กะทันหัน หลังระบุคณะเจรจาจะถึงอิสลามาบัดคืนนี้

9 เม.ย. 2569 15:09 น.

เกิดอะไรขึ้น ทูตอิหร่านในปากีสถาน ลบโพสต์กะทันหัน หลังระบุคณะเจรจาจะถึงอิสลามาบัดคืนนี้

ยังเป็นปริศนา หลังจู่ ๆ เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำปากีสถาน ก็ลบโพสต์บนโซเชียล ที่ระบุก่อนหน้านี้ว่า คณะผู้แทนอิหร่านจะเดินทางถึงกรุงอิสลามาบัดเพื่อเจรจากับสหรัฐฯ คืนนี้ โดยยังไม่มีคำชี้แจง

กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมาก หลังจากที่ เรซา อามิรี โมกฮาดัม เอกอัครราชทูตอิหร่าน ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อช่วงเช้าวันนี้ ระบุว่า คณะผู้แทนอิหร่านจะเดินทางถึงอิสลามาบัดในคืนนี้ เพื่อเข้าร่วมการเจรจาหยุดยิงกับฝ่ายสหรัฐฯ แต่จู่ ๆ โพสต์ดังกล่าวได้ถูกลบออกไป และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีคำอธิบายอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับสาเหตุของการลบข้อความดังกล่าว

รายงานจากกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันจากกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงรายละเอียดสำคัญของคณะผู้แทน ไม่ว่าจะเป็นใครจะเข้าร่วม, ใครจะเป็นหัวหน้าคณะ รวมถึงรูปแบบและประเด็นของการเจรจา

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ฝ่ายอิหร่านยืนยันว่า ข้อเสนอ 10 ประการ ที่ได้ยื่นให้สหรัฐฯ ไปก่อนหน้านี้ โดยมีปากีสถานเป็นตัวกลาง จะถูกใช้เป็นกรอบหลัก สำหรับการเจรจาครั้งนี้

การลบโพสต์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทำให้หลายฝ่ายจับตาว่า การเจรจาที่กำลังจะเกิดขึ้น จะเดินหน้าได้จริง หรือเผชิญอุปสรรคตั้งแต่ก่อนเริ่มต้น.

ที่มา : aljazeera

“ฮุน มาเนต” โพสต์ภาพคู่ “มาครง” ชูฝรั่งเศส-กัมพูชา เป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์”

"ฮุน มาเนต" โพสต์ภาพคู่ "มาครง" ชูฝรั่งเศส-กัมพูชา เป็น "หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์"

9 เม.ย. 2569 15:06 น.

“ฮุน มาเนต” โพสต์ภาพคู่ “มาครง” ชูฝรั่งเศส-กัมพูชา เป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์”

“ฮุน มาเนต” โพสต์ภาพคู่ ปธน. เอ็มมานูเอล มาครง ชู ฝรั่งเศส-กัมพูชา เป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” โดยนายมาครงยืนยันร่วมประชุมสุดยอดพหุภาคีกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสที่กัมพูชาเป็นเจ้าภาพเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระดับทวิภาคี

“ฮุน มาเนต” นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เผยภาพถ่ายคู่กับ ปธน. เอมมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส ลงในเฟซบุ๊ก โดยระบุใจความว่า:

 “ขอขอบคุณท่านประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง สำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและการหารือที่ประสบผลสำเร็จในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสองประเทศของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมการเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและฝรั่งเศสไปสู่ระดับ “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” ในอนาคตอันใกล้นี้

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ต้อนรับการเยือนอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีสู่ราชอาณาจักรกัมพูชา และการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสครั้งที่ 20 ซึ่งกัมพูชาจะเป็นเจ้าภาพในเดือนพฤศจิกายน 2026″

ด้านสื่อกัมพูชารายงานว่า นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส แสดงความเชื่อมั่นว่าการประชุมสุดยอดฟรังโกโฟนี (Francophonie Summit) หรือการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส ครั้งที่ 20 ซึ่งกัมพูชาได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในช่วงปลายปีนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างกัมพูชาและฝรั่งเศสให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น

ภายหลังการเข้าพบของฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ณ กรุงปารีส เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ผู้นำฝรั่งเศสระบุว่า “ต่อจากการประชุมสุดยอดที่วีแลร์-กอตเรต์ในปี 2024 การประชุมครั้งต่อไปจะจัดขึ้นที่กรุงพนมเปญ ซึ่งผมมีความยินดีอย่างยิ่งที่จะเดินทางไปเข้าร่วมในเดือนพฤศจิกายนนี้ นี่จะเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการกระชับสายสัมพันธ์ที่รวมพวกเราไว้ด้วยกันให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น”

ประธานาธิบดีมาครงยังได้ขอบคุณนายกรัฐมนตรีกัมพูชาที่เข้าร่วมการประชุม One Health Summit ณ เมืองลียง และการหารือร่วมกันในกรุงปารีส โดยย้ำว่าประวัติศาสตร์ระหว่างกัมพูชาและฝรั่งเศสนั้นหยั่งรากลึก และปัจจุบันยังคงขยายความร่วมมืออย่างต่อเนื่องในด้านสำคัญๆ เช่น พลังงาน สาธารณสุข และการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม

กัมพูชาเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดฟรังโกโฟนี ครั้งที่ 20 ในวันที่ 15-16 พฤศจิกายนนี้ ณ กรุงพนมเปญ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์สำคัญทางการทูตเนื่องจากเป็นการจัดประชุมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งที่ 2 ในรอบเกือบ 30 ปี ต่อจากกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อปี 1997 สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของกัมพูชาบนเวทีโลก

ปัจจุบันกัมพูชาเป็นหนึ่งใน 90 รัฐและรัฐบาลที่เป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส (OIF) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกสามัญ 53 ราย สมาชิกสมทบ 5 ราย และผู้สังเกตการณ์ 32 ราย โดยคาดการณ์ว่ามีประชากรที่พูดภาษาฝรั่งเศสทั่วโลกประมาณ 396 ล้านคน.

ที่มา Hun Manet /  Khmer Times

ยศชนัน ชูธง ความมั่นคงไซเบอร์ สร้างเอกราชด้านอาวุธ ลุยพัฒนาทุนมนุษย์แก้เหลื่อมล้ำ T-CAS

ยศชนัน ชูธง ความมั่นคงไซเบอร์ สร้างเอกราชด้านอาวุธ ลุยพัฒนาทุนมนุษย์แก้เหลื่อมล้ำ T-CAS

ยศชนัน ชูธง ความมั่นคงไซเบอร์ สร้างเอกราชด้านอาวุธ ลุยพัฒนาทุนมนุษย์แก้เหลื่อมล้ำ T-CAS

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.17 น.

ยศชนัน ชูธง ความมั่นคงไซเบอร์ สร้างเอกราชด้านอาวุธ ยันพร้อมทำหน้าที่ให้ดีสุด ลุยพัฒนาทุนมนุษย์แก้เหลื่อมล้ำ T-CAS 

เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2569 ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 วาระเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เป็นประธานในที่ประชุม นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ชี้แจงว่า ในภาวะวิกฤตต่าง ๆ จำเป็นต้องใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการช่วยเหลือให้ทันท่วงที ซึ่งมีการดำเนินการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว น่าจะได้เห็นแนวทางว่าปัจจุบันมีส่วนไหนที่ทำได้และทำไม่ได้บ้าง ซึ่งส่วนที่ทำไม่ได้และทำไม่ดีจะน้อมรับไว้ไปปรับปรุง

สำหรับนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจมูลค่าสูง เรามีความจำเป็นต้องเชื่อมโยงกับนโยบายต่างประเทศ สังคม สิ่งแวดล้อมภัยพิบัติ และบริการภาครัฐ โดยจะนำแนวทางการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบมาเป็นหนึ่งในกระดูกสันหลังที่ทำให้ประเทศสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ 

สำหรับความหวังในเรื่องนวัตกรรมของประเทศไทย   นวัตกรรมเกิดจากวิจัยเชิงลึกและสิ่งที่เอกชนมีอยู่แล้ว ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงวิจัยมาสู่นวัตกรรมต้องมีการเชื่อมเทคโนโลยีจากต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ ซึ่งสามารถใช้งบประมาณของกระทรวง อว. เงินร่วมสมทบจากภาคเอกชนและนักลงทุน ขณะที่เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เอกชนจะมาซื้อวิจัยที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญา จึงจะต้องมีการส่งเสริมไม่ให้นักวิจัยเสียโอกาสสามารถรับรายได้อย่างทั่วถึง ให้นักคิดและนักปฎิบัติทำร่วมกัน

ขณะที่นวัตกรรมสู่เศรษฐกิจ  เราต้องให้ความสำคัญกับพี่น้องรากหญ้าแต่ต้องไม่สูญเสียเอกราชทางเทคโนโลยีให้กับประเทศใด เราจะชูโรงเศรษฐกิจสุขภาพ เชื่อว่าประเทศไทยจะขึ้นเป็นอันดับ 1 ได้ เราจำเป็นต้องเพิ่มผลิตภาพเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิม ทั้งภาคส่วนการเกษตร อุตสาหกรรมบริการ และต้องตระหนักถึงเกษตรและบริการมูลค่าสูง เช่น สมุนไพรไทย ความมั่นคงทางอาหาร และอาหารแห่งอนาคต รวมถึงยกระดับอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ การใช้เซลล์และยีนในการบำบัดโรคที่ไม่มียารักษาเช่น ทาลัสซีเมีย พาร์กินสัน และ โรคมะเร็ง

ส่วนนโยบายด้านความมั่นคง จะทำอย่างไรให้เรามีเอกราชด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งกระทรวง อว.จะทำงานร่วมกับกระทรวงกลาโหม เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน ขณะที่ประเด็นความปลอดภัยทางไซเบอร์ ต้องเชื่อมโยงกับการสื่อสารเชิงควอนตัม ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ที่เราจำเป็นจะต้องรู้ อย่างไรก็ตามจะต้องทำ Open Data ให้เกิดความสำเร็จจริงต่อยอดไปสู่รัฐบาลดิจิทัล ส่งเสริมเรื่อง Green Energy Technology, Net Zero Technology และการใช้เทคโนโลยีในการป้องกันภัยพิบัติ

นายยศชนัน กล่าวต่อว่า เราจะพลิกโฉมมหาวิทยาลัยในทุกมิติ จะต้องรับทุกคนตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงผู้สูงอายุเพื่ออัปสกิลรีสกิล ศิษย์เก่าสามารถเข้ามาเรียนได้ พร้อมกับลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาคุณภาพของระบบ T-CAS ด้วย 

“ผมจะทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุดเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศไทย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อความหวังของคนไทย” นายยศชนัน กล่าว
 

สส.พรรคส้ม ยื่น คำขาด 1 เดือน จี้รัฐแก้ค่าไฟ น้ำมันเถื่อน ทำไม่ได้ นายกฯ รมต. ลาออกยกแผง

สส.พรรคส้ม ยื่น คำขาด 1 เดือน จี้รัฐแก้ค่าไฟ น้ำมันเถื่อน ทำไม่ได้ นายกฯ รมต. ลาออกยกแผง

สส.พรรคส้ม ยื่น คำขาด 1 เดือน จี้รัฐแก้ค่าไฟ น้ำมันเถื่อน ทำไม่ได้ นายกฯ รมต. ลาออกยกแผง

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.00 น.

วันนี้ 10 เม.ย. 2569 เมื่อเวลา 14.20 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาวาระที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 162  ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2

โดยนายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า ตนขอให้รัฐบาลออกมายกมือไหว้ขอโทษประชาชนต่อกรณีที่เคยกล่าวโทษประชาชนว่าเป็นต้นเหตุน้ำมันขาดแคลนเพราะประชาชนแห่เติมน้ำมัน นอกจากนั้นแล้วให้ยกมือไหว้ขอโทษที่ไม่สามารถแก้ปัญหาวิกฤติราคาน้ำมันและพลังงาน ที่รวมถึงค่าไฟฟ้าตามที่หาเสียงได้ เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่ารัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริงเพราะมัวแต่เกรงใจนายทุน

สส.พรรคส้ม

“หากรัฐบาลจริงใจ ต้องจับคนโกงน้ำมันให้ได้ภายใน 1 เดือน และนอกจากนั้นแล้วต้องมีกรอบเวลากำหนดผลงานภาคปฏิบัติที่ชัดเจนว่า ภายใน 1 เดือนจะทำเรื่องใดให้สำเร็จ โดยเฉพาะเปิดโควตาขายไฟคืนรัฐ 1 ล้านครัวเรือน  ภายใน 3 เดือนจะเห็นเรื่องใดที่ทำให้สำเร็จ เช่น เจรจากับภาคเอกชน ลดค่าความพร้อมจ่ายที่ประชาชนจ่ายฟรีให้โรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่อง หรือสมัยหน้าจะสนับสนุนการแก้ไขปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวกับพลังงาน หากไม่เป็นเช่นนั้น หรือทำไม่ได้ รัฐมนตรีค่อยมาลาออก หรือเดินไปจูงมือนายกรัฐมนตรี ลาออกไปจากสภาแห่งนี้” นายศุภโชติ อภิปราย

บิ๊กดุลย์ แจงรัฐสภา! ยันนโยบายยึดอธิปไตย-ความมั่นคงชาติ

บิ๊กดุลย์ แจงรัฐสภา! ยันนโยบายยึดอธิปไตย-ความมั่นคงชาติ

บิ๊กดุลย์ แจงรัฐสภา! ยันนโยบายยึดอธิปไตย-ความมั่นคงชาติ

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.56 น.

“บิ๊กดุลย์”แจงรัฐสภา! ยันนโยบายยึด”อธิปไตย-ความมั่นคงชาติ” ชูหัวใจ”ทหารอาสา”ยันต้องเกิดจาก”สมัครใจ” ลุยปรับวิธีคิดเดิมจากแค่เป็น”หน้าที่”เป็น”โอกาสที่สําคัญของชีวิต” ลั่น”ทําทันที รวมเป็นหนึ่ง จึงชนะ”

10 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มี นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 162 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดย พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ลุกขึ้นชี้แจงเป็นครั้งแรกในสภาฯ ว่า โลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความผันผวนไม่แน่นอน แบ่งขั้วกันชัดเจน ความมั่นคงแห่งชาติ คงไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การป้องกันประเทศ จากภัยคุกคามทางทหารเท่านั้น แต่คือความปลอดภัยของประชาชน และเสรีภาพของภูมิภาค และความสามารถของประเทศ ในการอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีในเวทีโลก กระทรวงกลาโหมจะขับเคลื่อนทุกนโยบาย โดยมีอธิปไตย และความมั่นคงแห่งชาติเป็นที่ตั้ง อาศัยความร่วมมือของประชาชน และการสนับสนุนของทุกภาคส่วนเป็นหลัก

พล.ท.อดุลย์ กล่าวต่อว่า ชายแดนของประเทศ ไม่ใช่แค่เส้นแบ่งเขตทางภูมิศาสตร์ แต่คือเส้นแห่งอธิปไตย แนวหน้าของความมั่นคง โดยรัฐบาลจะมุ่งเน้นให้ชายแดน มีความมั่นคง ปลอดภัย ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ ตนเองมีแนวคิดเรื่องความมั่นคง จากการที่อยู่ตามแนวชายแดนมาตั้งแต่เด็ก จนถึงเกษียณอายุราชการ กําลังพลที่อยู่ชายแดน มีความจําเป็นต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี ส่วนเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ ต้องตั้งอยู่บนกองทัพที่มีความพร้อมรบ กระทรวงกลาโหมจะพัฒนาศักยภาพกองทัพ ให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับภัยคุกคาม ในศตวรรษที่ 21 ทั้งมิติด้านเทคโนโลยี และการข่าว ขณะที่เรื่องการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมภายในประเทศ จะดําเนินการภายใต้ความคุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ ในลักษณะการพึ่งพาตนเองให้ได้ในระยะยาว

รมว.กลาโหม กล่าวชี้แจงนโยบายทหารอาสา ว่า ประสิทธิภาพต้องเกิดจากการอาสา หรือสมัครใจ ขอให้คิดว่า นั่นคือโอกาสที่สําคัญของชีวิต กองทัพไทยไม่ใช่เพียงแค่กำลังรบ แต่เป็นสถาบันที่สร้างคน รัฐบาลจะใช้ระบบพัฒนาทหารอาสา ให้เป็นเครื่องมือที่มีคุณค่า มีศักดิ์ศรี จากระบบที่เคยถูกมองว่า เป็นหน้าที่ และการเสียโอกาส เราจะยกระดับให้เป็นทหารที่ได้รับโอกาส ในการพัฒนาทักษะสร้างอาชีพ และสร้างอนาคต ทั้งการฝึกสมรรถภาพร่างกาย และระเบียบวินัย ค่าตอบแทน สวัสดิการ และเงินสะสม เพิ่มวุฒิการศึกษา และฝึกวิชาชีพที่ต้องการ และการเลือกอาชีพ หลังปลดประจําการ

“ทหารอาสา จะเป็นกําลังสําคัญ ในการสร้างเสริมความมั่นคงแห่งชาติ และเป็นทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพของประเทศในระยะยาว ผมยืนยันว่า จะตั้งคณะทํางานเพื่อพิจารณาเรื่องทหารอาสาอย่างรอบคอบ และประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งในและนอกกองทัพ กระทรวงกลาโหม พร้อมรับคําแนะนํา เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อเป็นทหารอาชีพ พร้อมทําหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตย และรักษาผลประโยชน์ของชาติ ยืนยันว่า กระทรวงกลาโหมจะทําหน้าที่อย่างเต็มกําลัง เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ และความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน ด้วยหลักการที่ว่า เราจะทําทันที รวมเป็นหนึ่งจึงชนะ” รมว.กลาโหม กล่าว

กกต.เคาะแล้ว 28 มิ.ย.นี้ เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-สก.-นายกเมืองพัทยา และสมาชิกเมืองพัทยา

กกต.เคาะแล้ว 28 มิ.ย.นี้ เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-สก.-นายกเมืองพัทยา และสมาชิกเมืองพัทยา

กกต.เคาะแล้ว 28 มิ.ย.นี้ เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-สก.-นายกเมืองพัทยา และสมาชิกเมืองพัทยา

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.43 น.

กกต.เคาะแล้ว 28 มิ.ย.นี้ เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-สก.-นายกเมืองพัทยา และสมาชิกเมืองพัทยา เนื่องจากดำรงตำแหน่งครบวาระ 

เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กกต. ได้มีมติเห็นชอบแผนการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมาชิกสภา เมืองพัทยา และนายกเมืองพัทยา กรณีดำรงตำแหน่งครบวาระ (28 มิ.ย.2569) เพื่อให้การดำเนินการจัดการเลือกตั้งเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 12

โดยสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้แจ้งให้ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร และผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชลบุรี ประสานปลัด กรุงเทพมหานคร และปลัดเมืองพัทยา เตรียมเสนอร่างประกาศให้มีการเลือกตั้งเพื่อให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานครและผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชลบุรี ให้ความเห็นชอบ และประกาศให้มีการเลือกตั้งต่อไป

ทั้งนี้ การกำหนดวันรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมาชิกสภาเมืองพัทยา และนายกเมืองพัทยา ระหว่างวันที่ 28 พ.ค. – 1 มิ.ย.2569 และวันเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย.2569 เวลา 08.00 – 17.00 น.

ทางสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงขอเชิญชวนผู้ที่ประสงค์จะสมัครรับเลือกตั้งศึกษาคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม และเตรียมเอกสารหลักฐานให้ครบถ้วน ก่อนที่จะสมัครรับเลือกตั้งต่อไป ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง http://www.ect goth สำนักงานคณะกรรม การการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานครและสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำชลบุรี หรือบริการสายด่วน 1444
 

สภาวุ่น! ลุงแท็กซี่ บุกถึงสระน้ำกลางรัฐสภา เจ้าตัวอ้าง โสภณ ส่งจดหมายมาหา

สภาวุ่น! ลุงแท็กซี่ บุกถึงสระน้ำกลางรัฐสภา เจ้าตัวอ้าง โสภณ ส่งจดหมายมาหา

สภาวุ่น! ลุงแท็กซี่ บุกถึงสระน้ำกลางรัฐสภา เจ้าตัวอ้าง โสภณ ส่งจดหมายมาหา

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.41 น.

“ลุงแท็กซี่” บุกถึงสระน้ำกลางสภาฯ ซ้ำรอย ขี่มอไซต์พุ่งขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า แม้ติดป้ายบุคคลเฝ้าระวังห้ามเข้าพื้นที่ เจ้าตัว อ้าง “โสภณ” ส่งจดหมายมาหา 

วันที่ 10 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศระหว่างการประชุมร่วมกันของรัฐสภา พบว่านายพงศ์พิชาญ ชายพิการสูงวัยสวมเสื้อแท็กซี่และหมวกนิรภัย ที่เคยขี่รถจักรยานยนต์ฝ่าด่านตำรวจเข้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล และก่อเหตุปั่นป่วนตามที่ทำการพรรคการเมืองหลายพรรค 

ล่าสุดนายพงศ์พิชาญ บุกเข้ามายังอาคารรัฐสภา ถึงบริเวณสระมรกตที่อยู่ใจกลางของอาคาร และโวยวายอ้างว่านายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งจดหมายมาถึงตน และยังบอกว่าเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยตลอดชีพ จนทำให้ตำรวจรัฐสภาเข้าควบคุมตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า หน้าจุดตรวจผ่านเข้าออกหลักของรัฐสภา ทั้งฝั่งสภาผู้แทนราษฎรและฝั่งวุฒิสภา มีการปิดกระดาษรูปภาพและข้อมูลของนายพงศ์พิชาญ ว่าเป็นบุคคลเฝ้าระวังห้ามเข้าพื้นที่

หมอวรงค์ แฉน้ำมันลม มีแต่ตัวเลข-เคลมเบิกกองทุน ขู่ รมต.ไม่สอบเอาถึงคุก

หมอวรงค์ แฉน้ำมันลม มีแต่ตัวเลข-เคลมเบิกกองทุน ขู่ รมต.ไม่สอบเอาถึงคุก

หมอวรงค์ แฉน้ำมันลม มีแต่ตัวเลข-เคลมเบิกกองทุน ขู่ รมต.ไม่สอบเอาถึงคุก

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.39 น.

“หมอวรงค์”จี้”อนุทิน-พิพัฒน์”แจงให้ชัด น้ำมันกว่า 700 ล้านลิตรหายจากระบบ หรือแค่ตัวลมเบิกชดเชยกองทุนน้ำมัน สร้างความเสียหายกว่าหมื่นล้านบาท หากยังเฉย รอตั้ง กมธ.สอบ ลั่นได้เห็นรัฐมนตรีติดคุกแน่

10 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี แถลงข่าวถึงกรณีความผิดปกติของปริมาณน้ำมันดีเซลในประเทศ ว่า ตนพบความผิดปกติอย่างร้ายแรงที่เข้าข่ายเป็นขบวนการทุจริตปล้นชาติ ในรูปแบบของน้ำมันที่หายไปจากระบบในช่วงวิกฤต โดยจากการตรวจสอบข้อมูลทางการจากกรมธุรกิจพลังงาน พบความผิดปกติในช่วงกลางเดือนถึงสิ้นเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งคาดการณ์ได้ว่ามีน้ำมันดีเซลหายไปจากระบบประมาณ 600 – 700 ล้านลิตร โดยมีหลักฐานเชิงสถิติระบุว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว มีการรายงานยอดการส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการทั่วประเทศสูงถึง 70 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งสูงกว่าภาวะปกติในเดือนม.ค.ที่มียอดจ่ายเพียง 51 ล้านลิตรต่อวันอย่างมาก ที่น่าสังเกตคือ ในช่วงที่ตัวเลขรายงานว่ามีการจ่ายน้ำมันสูงถึง 70 ล้านลิตร ประชาชนกลับหาเติมน้ำมันไม่ได้ ถูกจำกัดปริมาณการเติมเพียง 500 – 1,000 บาทต่อคัน แต่ในปัจจุบันที่ยอดจ่ายน้ำมันลดลงเหลือเพียง 37 – 46 ล้านลิตรต่อวัน แต่ประชาชนกลับเติมน้ำมันได้ตามปกติและไม่มีการขาดแคลน

“น้ำมันส่วนเกินปริมาณมหาศาลนี้อาจเป็นน้ำมันลม น้ำมันเก๊ หรือน้ำมันที่มีแต่ตัวเลขในบัญชีแต่ไม่มีตัวน้ำมันจริง เพื่อใช้เป็นช่องทางในการเบิกเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งในช่วงดังกล่าวมีการชดเชยสูงถึงลิตรละ 15 – 20 กว่าบาท หากคำนวณจากปริมาณ 600 ล้านลิตร จะคิดเป็นมูลค่าความเสียหายที่เกิดจากการปล้นภาษีประชาชนสูงถึงกว่าหมื่นล้านบาท” นพ.วรงค์ กล่าว

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ทรายว่าทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้รับเรื่องนี้ป็นคดีพิเศษ ซึ่งตนอยากแนะนำว่าไม่ใช่เพียงแค่การลงตรวจเส้นทางรถขนส่งน้ำมัน ตรวจจีพีเอส เหมือนที่คณะทำงานของกระทรวงพลังงานทำ ซึ่งตนมองว่าเหมือนเล่นปาหี่ ลแไม่เกิดประโยชน์ เพราะเหตุการณ์ผ่านมานานแล้ว สิ่งที่ควรทำคือการตรวจสอบทางบัญชี ระหว่างโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นน้ำ กลางน้ำหรือ คลังน้ำมัน และปลายน้ำคือสถานีบริการน้ำมัน ซึ่งจะทำให้เห็นความจริงได้ทันทีว่าใครเป็นคนโกง อย่างไรก็ตาม ตนยังไม่ไปยื่นหลักฐานต่อดีเอสไอ ทำได้เพียงให้คำแนะนำเท่านั้น และขอให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ในฐานะที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์สุ้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ให้มาชี้แจงในเรื่องนี้ เร็วที่สุดคือภายในวันนี้ เพราะหลังจากนี้ก็จะเป็นช่วงหยุดสงกรานต์แล้ว ต้องมาตอบตรงนี้ให้ชัดเจน ก็จะได้เคลียร์ไป หากไม่มา แล้วพอพวกตนเข้าสู่การตั้งกรรมาธิการตรวจสอบเรื่องนี้ ถึงตอนนั้นหลักฐานจะรัดแน่นจนดิ้นไม่หลุดและเห็นรัฐมนตรีติดคุกแน่นอน

เมื่อถามว่า รัฐมนตรีที่จะติดคุกนั้นเป็นเพราะบริหารจัดการเรื่องพลังงานผิดพลาด หรือเป็นเพราะการเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตน้ำมัน นพ.วรงค์ กล่าวว่า ตนดูกระบวนการนี้แล้ว ตนไม่เชื่อว่าฝ่ายการเมืองจะไม่รู้เรื่อง แต่ต้องยอมรับว่าข้อมูลที่ตนได้รับมายังไม่พอที่จะไปยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่สามารถสามารถคาดการณ์ได้ว่ามีขบวนการปล้นน้ำมันชาติ สังเกตว่าข้อมูลส่วนหนึ่งมาที่กรมธุกิจน้ำมันซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ แสดงว่าหน่วยงานว่าหน่วยงานรัฐก็เล่นกับเขาด้วย และตนเชื่อว่าเชื่อมโยงกับผู้จ่ายน้ำมันรายใหญ่ แน่นอนว่ารัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องไม่ทราบจริงๆ หรือที่ปล่อยให้ประชาชนขาดแคลนน้ำมันแล้วมาบอกว่าเป็นเพราะประชาชนกักตุนน้ำมัน เป็นไปไม่ได้ แต่ข้อมูลยังไม่แน่น เลยยังไม่ฟ้อง แต่เรียกร้องให้มาชี้แจง ตนแฟร์กับเขาอยู่แล้ว ถ้าเคลียร์ได้ก็โอเค ถ้าเคลียร์ไม่ได้ตนกจะทำหน้าที่ต่อ

เมื่อถามว่า มองอย่างไรกับมาตรการเปิด – ปิดสถานีบริการน้ำมันเป็นเวลาหลังวันที่ 20 เม.ย.เพื่อยืดอายุการใช้น้ำมันสำรอง นพ.วรงค์ กล่าวว่า ปัจจุบันการเติมน้ำมันเริ่มคล่องตัวแล้ว และปริมาณการจ่ายน้ำมันในตอนนี้ก็ต่ำกว่าช่วงเดือน ม.ค.แต่ประชาชนยังมีน้ำมันใช้เพียงพอ จึงเห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นต้องใช้มาตรการดังกล่าวในขณะนี้ เว้นแต่จะเกิดการขาดแคลนจริงในอนาคต พร้อมย้ำว่าการขาดแคลนในเดือน มี.ค.นั้นเป็นเรื่องผิดปกติอย่างยิ่ง

“ขบวนการนี้เปรียบเสมือนสมการการโกง ที่ประกอบด้วย นักการเมือง ข้าราชการระดับสูง และผู้บริหารระดับสูงของบริษัทน้ำมันรายใหญ่ หากรัฐบาลไม่สามารถเคลียร์ความโปร่งใสเรื่องน้ำมันหายนี้ได้ ก็อาจส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เมื่อมีการใช้อำนาจคณะกรรมาธิการตรวจสอบอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต” นพ.วรงค์ กล่าว

ภัทรพงษ์ อัดรัฐบาล หนีปัญหาทำงานไม่เป็น ถามแรงแก้ฝุ่น PM 2.5 ชาตินี้หรือชาติหน้า

ภัทรพงษ์ อัดรัฐบาล หนีปัญหาทำงานไม่เป็น ถามแรงแก้ฝุ่น PM 2.5 ชาตินี้หรือชาติหน้า

ภัทรพงษ์ อัดรัฐบาล หนีปัญหาทำงานไม่เป็น ถามแรงแก้ฝุ่น PM 2.5 ชาตินี้หรือชาติหน้า

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.37 น.

วันนี้ 10 เม.ย. 2569 เมื่อเวลา 12.50 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา162 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน อภิปรายตอนหนึ่งว่า สิ่งที่ขาดไปจากภัย4ด้านที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้แถลงเป็นนโยบายฯไป คือภัยจากรัฐบาลที่ทำงานไม่เป็น โดยเฉพาะเรื่องฝุ่นPM2.5 ตนพูดไปหมดแล้วตั้งแต่การแถลงนโยบายของรัฐบาลนายอนุทิน ช่วงปลายปี 2568 จนถึงวันนี้นายอนุทิน และรัฐบาลไม่ทำอะไรเลย ละเลยกับปัญหา จนทำให้รัฐบาลนายอนุทินชุดนั้นเป็นมลพิษไปเสียเอง ในคำแถลงนโยบายก็ไม่มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับมลพิษ แล้ววันนี้นายอนุทินยังหยิบเอามลพิษก้อนนั้นมาควบคุมมลพิษดูแลปัญสิ่งแวดล้อมต่อ คนคนนั้นคือนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

นายภัทรพงษ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้คนเหนือกำลังเจอกับฝุ่นพิษอย่างหนักจากไฟป่า แต่งบประมาณปี 69 เพื่อนำไปแก้ปัญหาดังกล่าวที่ถูกจัดสรรไปโดยรัฐบาลชุดก่อน มีไม่เพียงพอ ตนเคยเสนอให้นำงบกลางมาช่วย และปลดล็อคท้องถิ่นให้สามารถใช้งบฯมาแก้ปัญหา แต่นายสุชาติไม่ทำ ล่าสุดยังมีหน้ามาอ้างว่า ไฟป่าปีนี้ไม่ไหว เพราะไม่มีงบฯกลางแม้แต่บาทเดียว นายสุชาติลืมไปหรือไม่ว่าคือรัฐมนตรี ตนเคยบอกไปแล้ว ที่ไม่มีเงินในวันนี้ เพราะนายสุชาติไม่ทำงาน ผลสุดท้าย9จังหวัดภาคเหนือค่าฝุ่นพิษรุนแรงที่สุดของประเทศ เข้าเกณฑ์ประกาศเขตภัยพิบัติแล้ว เราต้องเจอกับปัญหานี้แบบไม่มีมาตรการรองรับ ยกตัวอย่างจังหวัดเชียงใหม่ พอประกาศเขตควบคุมมลพิษ ก็ทำตามแผน จัดประชุมท้องถิ่นทั่วจังหวัดแล้วตั้งคำของบกลางไปตั้งแต่เดือนพ.ย.68ก่อนยุบสภา สุดท้ายไม่มีเงินมาสักบาท การประกาศควบคุมมลพิษไม่ต่างกับกระดาษเอ4แผ่นเดียว แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะนายสุชาติทำงานไม่เป็น ประชาชนต้องสูดฝุ่นพิษหนัก ไม่มีเงินมาช่วย กระเป๋าเงินเดียวที่เหลืออยู่คือเงินจากการประกาศเขตภัยพิบัติ ตนแนะนำให้ประกาศฯทั้ง9จังหวัด แต่นายสุชาติ ยังมาอ้างว่าทำไม่ได้ เพราะจะกระทบการท่องเที่ยว 

ภัทรพงษ์

“นายสุชาติรู้หรือไม่ กระทรวงทรัพยากรฯเป็นผู้ออกหลักเกณฑ์ แล้วจะออกมาทำไมถ้ามันเข้าเกณฑ์แล้วไม่ยอมประกาศ ผมอยากถามรมว.การท่องเที่ยวฯด้วยว่า หากค่าฝุ่นมันทะลุ 700 มันกระทบการท่องเที่ยวด้วยหรือไม่ ตอบมาสิว่าไม่กระทบ นายสุชาติยังอ้างต่ออีกว่าไฟป่าไม่ได้ลามทุกพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ ประกาศเขตอัคคีภัยเฉพาะพื้นที่พอ วันนี้อากาศที่เราหายใจมันเป็นพิษ คนออกหลักเกณฑ์คือกระทรวงทรัยพากรฯ มาอ้างแบบนี้ได้อย่างไร นี่น่าจะเป็นโรคประจำตัวของนายสุชาติ คือโรคไม่ยอมรับความจริง” นายภัทรพงษ์ กล่าว 

นายภัทรพงษ์ กล่าวอีกว่า ฝุ่นพิษกระทบคนเหนือที่อาศัยอยู่ที่นั่น พวกเราไม่ได้มีเงินรวยเหมือนพวกท่าน ที่จะย้ายครอบครัวหนีฝุ่นได้ ที่แย่กว่านั้นคือการปรับค่าตอบแทนคนดับไฟป่าที่ต้องเฝ้าระวัง ลาดตระเวน ดับไฟป่า ที่ตั้งเกณฑ์แค่240บาทต่อคนต่อวัน ไม่มีปรับขึ้นเลย เอาสมองส่วนไหนคิด เวลาซื้อเสียง ยังต้องจ่ายกัน500-2,000บาทต่อคน จ้างคนไปกากบาทให้ได้อำนาจ เรื่องต่ำๆแบบนี้ยังทำกันได้ แล้วทำไมจ้างคนเสี่ยงชีวิตไปดับไฟป่าที่ได้แค่240บาทเพิ่มไม่ได้ แค่นั้นไม่พอยังต้องเห็นนายอนุทิน แต่งตั้งนายสุชาติ คนที่ล้มเหลวในการจัดการปัญหานี้ มาดูแลเรื่องนี้ต่อ ตนถามนายอนุทินตรงๆ คิดว่าจะแก้ปัญหานี้ได้เมื่อไหร่ ปีนี้หรือปีหน้า เพราะถ้าตั้งนายสุชาติมาแบบนี้ ชาติหน้าแน่นอน ส่วนร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด ตนขอเรียกร้องให้รัฐบาลเลิกหลบตอบคำถามนี้ และออกมายืนยันต่อประชาชนให้ชัดเจนว่าจะเอาอย่างไร จะหยิบมาพิจารณาภายในกรอบ 60 วัน หรือจะปล่อยให้ตกไป ขอให้เกิดความชัดเจนในวันนี้ มั่นใจว่าร่างกฎหมายอากาศสะอาดจะเป็นกลไกที่เติมเต็มในการแก้ไขปัญหานี้ 

ภัทรพงษ์

“นายอนุทิน ไม่กล้าที่จะนั่งบัญชาการแก้ไขปัญหาวิกฤตต่างๆให้ผ่านพ้นไปได้ ทั้งวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ วิกฤตฝนพิษในภาคเหนือ น้ำท่วมภาคใต้ไม่กล้าไปลงบัญชาการ เราไม่ต้องการเห็นผู้นำที่ฝุ่นพิษท่วมภาคเหนือ แต่ตัวเองไม่กล้าขึ้นมาจัดการด้วยตัวเอง เราไม่ต้องการเห็นผู้นำที่แต่งตั้งคนที่ทำงานไม่เป็นมาเป็นรัฐมนตรี จากคำแถลงนโยบายทั้งหมด และสิ่งที่นายกฯทำมาตลอด ที่เห็นชัดเจนคือวันนี้คุณไม่ได้ขาดอำนาจ แต่กลัวที่ต้องตัดสินใจอะไรสำคัญ และส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชน คุณหนีปัญหา ผลักความรับผิดชอบให้คนอื่นทุกครั้ง ทุกภัยพิบัติ มีใครเคยเห็นคนที่ชื่อนายอนุทิน มานั่งโต๊ะบัญชาการ เป็นผู้นำอย่างเด็ดขาด และพาประเทศพ้นวิกฤตบ้างหรือไม่ นี่คือต้นเหตุที่ว่าประเทศนี้เจอกับภัย รัฐบาลอนุทินที่ทำงานไม่เป็น” นายภัทรพงษ์ กล่าว

ภัทรพงษ์
ภัทรพงษ์
ภัทรพงษ์

เลขาฯ ป.ป.ช. แจงปม 44 สส. ก้าวไกลล่าช้า เหตุคำร้องขอความเป็นธรรมทำไทม์ไลน์เลื่อน

เลขาฯ ป.ป.ช. แจงปม 44 สส. ก้าวไกลล่าช้า เหตุคำร้องขอความเป็นธรรมทำไทม์ไลน์เลื่อน

เลขาฯ ป.ป.ช. แจงปม 44 สส. ก้าวไกลล่าช้า เหตุคำร้องขอความเป็นธรรมทำไทม์ไลน์เลื่อน

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.03 น.

วันนี้ 10 เมษายน 2569 ที่สำนักงานป.ป.ช. นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. กล่าวถึงมติ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด และส่งคำร้องไปยังศาลฎีกา  กรณี 44 สส.พรรคก้าวไกล เข้าข่ายผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรงจากการเข้าชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่า สิ่งที่ ป.ป.ช.ชี้มูลไม่ได้ดูจากสิทธิในการเสนอแก้ไขกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ แต่ดูจากเนื้อหาการกระทำว่าบุคคลที่ถูกกล่าวหาหรือถูกร้องมีพฤติกรรมในการดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร รวมถึงการแสดงออกของบุคคลที่มีตำแหน่งเช่นนี้ว่าควรจะมีมาตรฐานทางจริยธรรมที่สมควรกระทำหรือไม่สมควรกระทำหรือไม่  โดย ป.ป.ช.ดูจากเนื้อหาการกระทำ และศาลฎีกา เป็นผู้วินิจฉัยว่าสิ่งที่ป.ป.ช.ดูถูกต้องหรือไม่ แล้วก็จะมีคำพิพากษาออกมา ซึ่งก็ต้องรอดูคำพิพากษาของศาลฎีกา หลังจากที่ยื่นคำร้องไปเมื่อวานนี้

เมื่อถามว่าได้มีการนำกรณีการแสดงความคิดเห็นหรือ การร่วมขึ้นเวทีแสดงความเห็นทางการเมืองต่างๆของผู้ถูกร้อง บรรยายคำร้องให้ศาลฎีกาได้พิจารณาด้วยหรือไม่ เลขา ป.ป.ช. กล่าวว่า สิ่งเหล่านี้เป็นรายละเอียดที่อาจจะต้องนำสืบต่อศาลต่อไป  แต่ในหลักการได้บรรยายคำร้องไป ตนคิดว่ามีเนื้อหาครบถ้วน รวมถึงการแสดงความคิดเห็น และการร่วมขึ้นเวทีแสดงความเห็นทางการเมืองด้วย ยอมรับว่า เนื้อหาต่างๆ ที่ ปรากฏตามที่สื่อนำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการของศาลเมื่อวานนี้ เป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งที่อยู่ในคำบรรยายฟ้อง ที่ ป.ป.ช .ได้ส่งต่อศาลฎีกา 

เลขาฯ ป.ป.ช.

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดต้องมายื่นคำร้องต่อศาลฎีกาในช่วงที่มีการแถลงนโยบายของรัฐบาลเนื่องจาก 10 สส. พรรคประชาชน  ต้องปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบนโยบายรัฐบาล   นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ถ้าติดตามการทำงานของ ป.ป.ชเป็นระยะ  จะเห็นว่าป.ป.ช.มีไทม์ไลน์ทุกเรื่อง โดยเฉพาะคดีสำคัญๆ ซึ่งกรณีนี้มีการยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมเข้ามาเป็นระยะๆ ทำให้กระบวนการไต่สวนของป.ป.ช.เคลื่อนหรือล่าช้าออกไป มาประจวบเหมาะกับไทม์ไลน์ทางการเมือง ซึ่งไม่ได้เกิดจากการกระทำของ ป.ป.ช. แต่สิ่งหนึ่งที่คิดว่า การไปยื่นเมื่อวาน เนื่องจากกระบวนการยื่นคำร้อง มีเอกสารจำนวนมาก   ส่วนที่สื่อมวลชนสอบถามว่าเหตุใดต้องมีการถ่ายเอกสาร เป็นจำนวนถึง 200 ลัง หรือหมื่นๆแผ่นให้กับศาลนั้น   เนื่องจากเป็นเรื่องรายละเอียดของศาล และการจะยื่นเอกสาร คำร้องไปยังศาล จำเป็นจะต้องมีการประสาน กับทางศาลล่วงหน้า ซึ่งเป็นเรื่องทางธุรการ

” ไทม์ไลน์มันจะอยู่พอดีกับเรื่องทางการเมือง แต่ขอเรียนว่าการยื่นคำร้อง เป็นเรื่องทางธุรการ ที่เราเอาคำร้องไปยื่นต่อศาล ซึ่งศาลท่านต้องมีกระบวนการตรวจสอบคำร้อง ก่อนมีคำสั่งว่าจะรับคำร้องไว้พิจารณาหรือไม่ รวมถึงคำสั่ง ให้ทั้ง 10 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่ด้วยหรือไม่” นายสุรพงษ์ กล่าว 

เลขาฯ ป.ป.ช.

ส่วนกรณีที่ป.ป.ช.มีมติไม่ชี้มูลความผิดนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย คดีถือครองหุ้นในการ ยื่นแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้ สินต่อ ป.ป.ช. จะทำให้คดีอาญาจะต้อง ตกไปด้วยหรือไม่ นั้น เลขา ป.ป.ช.ชี้แจงว่า ป.ป.ช.ขอเวลาจัดทำรายละเอียดและจะแถลงต่อไป เพื่อทำความเข้าใจกับสังคม ที่ ป.ป.ช.ได้มีมติให้ตกไปแต่ในเบื้องต้นป.ป.ช.ได้ดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและดูข้อเท็จจริง อย่างกรณีจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ก็มีข้อเท็จจริงที่ไม่ได้อยู่ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยเรื่องหุ้นไปแล้ว  แต่ในทางอาญาข้อเท็จจริงบางส่วนยังไม่ได้ปรากฏ ดังนั้นการที่จะวินิจฉัยความผิดของบุคคล ต้องดูองค์ประกอบความผิดทางอาญาด้วย

เลขาฯ ป.ป.ช.