ผู้พิพากษาสหรัฐฯ สั่งถอนฟ้อง “โกตัม อาดานิ” มหาเศรษฐีอินเดีย

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ สั่งถอนฟ้อง “โกตัม อาดานิ” มหาเศรษฐีอินเดีย

12 ส.ค. 2569 02:00 น.

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ สั่งถอนฟ้อง “โกตัม อาดานิ” มหาเศรษฐีอินเดีย

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ สั่งถอนฟ้องคดีติดสินบนและฉ้อโกงของ โกตัม อาดานิ มหาเศรษฐีอินเดียตามคำขอของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ แล้ว แต่ตั้งข้อสังเกตว่า มีความ “ไม่ปกติ” อย่างยิ่งในกระบวนการถอนฟ้อง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 11 ก.ย. 2569 ว่า ผู้พิพากษาศาลสหรัฐฯ ได้สั่งยกฟ้องคดีอาญาข้อหาติดสินบนและฉ้อโกงของ โกตัม อาดานิ มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลของอินเดียแล้ว หลังถูกกล่าวหามาตั้งแต่ปี 2567 ว่ายึดส่วนแบ่งโครงการพลังงานหมุนเวียนผ่านการจ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่อินเดีย และบิดเบือนข้อมูลต่อนักลงทุนชาวอเมริกัน ซึ่งอาดานิปฏิเสธมาตลอด

ผู้พิพากษาเขต นิโคลัส การอฟิส อนุมัติคำร้องของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ให้ถอนฟ้องคดีแบบ “With Prejudice” (ห้ามนำคดีเดิมกลับมาฟ้องใหม่อีก)

แม้จะอนุมัติ แต่ผู้พิพากษาการอฟิสได้ วิจารณ์กระบวนการถอนฟ้องอย่างรุนแรง ว่ามีความ “ไม่ปกติอย่างยิ่ง” โดยระบุว่า อาร์. เทรนต์ แมคคอตเตอร์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงยุติธรรม ได้ทำข้อตกลงร่วมกับทีมทนายของอาดานิ โดยข้ามหัวอัยการและเจ้าหน้าที่สอบสวนที่รับผิดชอบคดีโดยตรง

กระทรวงยุติธรรมให้เหตุผลในการขอถอนฟ้องว่า พฤติกรรมความผิดส่วนใหญ่เกิดขึ้นนอกสหรัฐฯ ดำเนินคดีได้ยาก และไม่ตรงกับความสำคัญเร่งด่วนของกระทรวงอีกต่อไป

การถอนฟ้องเกิดขึ้นหลังจากอาดานิว่าจ้างทีมกฎหมายใหม่ นำโดย โรเบิร์ต เจ จิฟฟรา จูเนียร์ ทนายความส่วนตัวของโดนัลด์ ทรัมป์

ผู้พิพากษาตั้งข้อสังเกตถึงคำสัญญาของอาดานีเมื่อพฤศจิกายน 2567 ที่จะเข้ามาลงทุนในสหรัฐฯ เป็นเงิน 10,000 ล้านดอลลาร์ และสร้างงาน 15,000 ตำแหน่ง แม้ทนายของอาดานียืนยันว่าการลงทุนไม่ได้ทำเพื่อแลกกับการถอนฟ้อง และผู้พิพากษาสรุปว่าไม่มีหลักฐานเชื่อมโยง แต่เขาระบุว่าสาธารณชนสามารถวิเคราะห์เองได้ว่าการหารือลักษณะนี้กระทบต่อความยุติธรรมอย่างไร

นายอาดานิแสดงความยินดีต่อคำตัดสินผ่าน X โดยระบุว่าเขายอมรับคำตัดสินด้วยความถ่อมตน และยึดมั่นในความถูกต้อง ความเป็นธรรม และหลักนิติธรรมมาโดยตลอด

ด้านคดีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เมื่อเดือนพฤษภาคม อาดานีตกลงจ่ายเงิน 6 ล้านดอลลาร์ และหลานชาย (สาการ์ อาดานี) จ่าย 12 ล้านดอลลาร์ เพื่อยุติคดีกับคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ (SEC) ของสหรัฐฯ เกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลสำคัญของบริษัทจดทะเบียนให้นักลงทุนและสาธารณชนทราบ โดยไม่ต้องรับผิดหรือปฏิเสธข้อกล่าวหา

ขณะเดียวกัน บริษัท Adani Enterprises ยินยอมจ่ายเงิน 275 ล้านดอลลาร์เพื่อยุติความรับผิดทางแพ่งกรณีละเมิดมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐฯ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เรือสินค้า 2 ลำ ถูกโจมตีในอ่าวโอมาน-ทะเลแดง ลูกเรือเสียชีวิต 4 ศพ

เรือสินค้า 2 ลำ ถูกโจมตีในอ่าวโอมาน-ทะเลแดง ลูกเรือเสียชีวิต 4 ศพ

11 ส.ค. 2569 23:28 น.

เรือสินค้า 2 ลำ ถูกโจมตีในอ่าวโอมาน-ทะเลแดง ลูกเรือเสียชีวิต 4 ศพ

กบฏฮูตีโจมตีเรือสินค้าลำหนึ่งในทะเลแดง ทำให้มีลูกเรือเสียชีวิตแล้ว 4 ศพ ขณะที่มีเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ถูกโจมตีในอ่าวโอมาน โดยคาดว่าเป็นฝีมือเฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐฯ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุโจมตีเรือสินค้าในน่านน้ำสำคัญสองแห่ง โดยมีรายงานการโจมตีของกลุ่มฮูตีในทะเลแดง ทำให้มีลูกเรือเสียชีวิต 4 ศพ ขณะเดียวกันมีรายงานเรือคอนเทนเนอร์บริเวณอ่าวโอมานนอกชายฝั่งปากีสถาน ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธ และต้องสงสัยว่าเป็นฝีมือของสหรัฐฯ

เหตุโจมตีในทะเลแดง เรือสินค้าขนาดเล็กชื่อว่า “ติฮามาห์” (Tihamah) ของอียิปต์ ถูกโจมตีบริเวณช่องแคบ บับเอลมันเดบ ส่งผลให้ลูกเรือเสียชีวิต 4 ราย เป็นชาวปากีสถาน 3 ราย และชาวอินโดนีเซีย 1 ราย และทำให้เรือสูญเสียการควบคุม

นอกจากนั้น ยังมีเจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่งเยเมนถูกโดรนโจมตีจนได้รับบาดเจ็บ 3 นาย ขณะพยายามเข้าช่วยเหลือลูกเรือด้วย

หากได้รับการยืนยัน นี่จะเป็นครั้งแรกที่มีลูกเรือสินค้าเสียชีวิตจากการโจมตีของกบฏฮูตีในเยเมน นับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. แต่จนถึงตอนนี้ กลุ่มฮูตียังไม่ได้ออกมาอ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้

ส่วนเหตุโจมตีในอ่าวโอมาน เรือคอนเทนเนอร์ “เบลา โนบา” (Vela Nova) สัญชาติปานามา ถูกยิงด้วยขีปนาวุธห่างจากชายฝั่งปากีสถานประมาณ 71 ไมล์ทะเล

สำนักข่าว วอลล์สตรีทเจอร์นัล (Wall Street Journal) รายงานว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นฝีมือของเฮลิคอปเตอร์กองทัพสหรัฐฯ ที่ยิงขีปนาวุธ “เฮลล์ไฟร์” (Hellfire) ใส่หางเสือเรือ หลังเรือลำดังกล่าวพยายามหลบเลี่ยงมาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ

หากได้รับการยืนยัน นี่จะนับเป็นเรือลำที่ 12 ที่ถูกกองกำลังสหรัฐฯ โจมซีนับตั้งแต่ประกาศมาตรการปิดล้อมในเดือนเมษายน

ทั้งนี้ สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางทำให้ปริมาณการเดินเรือผ่านช่องแคบ บับเอลมันเดบ และทะเลแดงลดลงมากกว่า 50% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า และยิ่งซบเซาลงเหลือเฉลี่ยเพียง 32 ลำต่อวันหลังจากกลุ่มฮูตีประกาศปิดล้อม

สภาพการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซวิกฤตหนักยิ่งกว่า โดยเมื่อวันจันทร์มีเรือแล่นผ่านเพียง 6 ลำ ซึ่งลดลงอย่างมากจากระดับก่อนเกิดสงครามที่เคยสูงถึง 130–140 ลำต่อวัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ศาลซีเรียตัดสินประหารชีวิต บาชาร์ อัล-อัสซาด อดีตผู้นำที่หนีไปรัสเซีย

ศาลซีเรียตัดสินประหารชีวิต บาชาร์ อัล-อัสซาด อดีตผู้นำที่หนีไปรัสเซีย

11 ส.ค. 2569 22:46 น.

ศาลซีเรียตัดสินประหารชีวิต บาชาร์ อัล-อัสซาด อดีตผู้นำที่หนีไปรัสเซีย

ศาลซีเรียมีคำตัดสินลับหลังจำเลย ให้ประหารชีวิต บาชาร์ อัล-อัสซาด อดีตผู้นำเผด็จการซึ่งขณะที่พำนักอยู่ในรัสเซีย ในข้อหาก่ออาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

เมื่อวันอังคารที่ 11 ส.ค. 2569 ศาลซีเรียมีคำตัดสินแบบลับหลังจำเลย ให้ลงโทษประหารชีวิตนายบาชาร์ อัล-อัสซาด อดีตผู้นำเผด็จการผู้ถูกโค่นอำนาจในข้อหาก่ออาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติระหว่างสงครามกลางเมืองที่ดำเนินมานานนับสิบปี

นี่ถือเป็นคำตัดสินลงโทษครั้งแรกต่อนายอัสซาด นับตั้งแต่เขาและครอบครัวหลบหนีออกจากกรุงดามัสกัสไปพักพิงในกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย หลังระบอบการปกครองของตระกูลอัสซาดที่คงอยู่มายาวนานกว่า 5 ทศวรรษ ล่มสลายลงเมื่อเดือนธันวาคม 2567

นอกจากนายอัสซาดแล้ว ศาลยังตัดสินประหารชีวิตนายอาเตฟ นาจิบ ลูกพี่ลูกน้องของเขา และอดีตหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงทางการเมืองในจังหวัดเดราอา (Deraa) ในข้อหาฆาตกรรม, เจตนาสังหารเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี และการทรมานจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยเขาปรากฏตัวต่อหน้าศาลในชุดนักโทษในกรงขัง

ส่วนนายมาเฮอร์ อัล-อัสซาด น้องชายของอัสซาด และอดีตผู้บังคับบัญชากองพลที่ 4 ของกองทัพซีเรีย กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารและความมั่นคงอีกหลายนาย รวมถึง ฟาฮัด อัล-เฟรจ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ก็ถูกตัดสินประหารชีวิตแบบลับหลังจำเลยเช่นกัน โดยนายมาเฮอร์หลบหนีไปรัสเซียแล้ว

ทั้งนี้ เมืองเดราอาถือเป็นจุดเริ่มต้นของการลุกฮือเมื่อเดือนมีนาคม 2554 หลังจากวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งถูกจับกุมและทรมานเนื่องจากพ่นสีสเปรย์ต่อต้านรัฐบาล นำไปสู่การประท้วงและการปราบปรามอย่างโหดเหี้ยมจากฝั่งรัฐบาล จนบานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมืองที่พรากชีวิตผู้คนไปหลายแสนคน

บริเวณหน้าอาคารศาล ประชาชนจำนวนมากรวมตัวกันแสดงความยินดี ถือภาพถ่ายของญาติพี่น้องที่เสียชีวิตจากฝีมือของระบอบอัสซาด พร้อมร่วมร้องเพลง บีบแตรรถยนต์ และโบกธงชาติ

ตัวแทนฝ่ายอัยการระบุว่า ประชาชนรอคอยความยุติธรรมนี้มานานถึง 15 ปี และยืนยันว่าซีเรียยุคใหม่จะไม่มีผู้ใดอยู่เหนือกฎหมายอีกต่อไป

อนึ่ง ปัจจุบันซีเรียอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลชั่วคราวซึ่งนำโดย ประธานาธิบดีอาห์เหม็ด อัล-ชารา โดยรัฐบาลของเขากำลังเร่งส่งตัวอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตาม ยังคงเป็นเรื่องยากในการประสานงานส่งตัวอัสซาดและเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่น ๆ กลับมาจากรัสเซีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับพุ่ง 224 ศพ แผ่นดินไหวโคลอมเบีย ระดมกำลังค้นหาผู้รอดชีวิต

ดับพุ่ง 224 ศพ แผ่นดินไหวโคลอมเบีย ระดมกำลังค้นหาผู้รอดชีวิต

11 ส.ค. 2569 21:43 น.

ดับพุ่ง 224 ศพ แผ่นดินไหวโคลอมเบีย ระดมกำลังค้นหาผู้รอดชีวิต

เจ้าหน้าที่ของโคลอมเบียกำลังเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ โดยล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้ว 224 ศพ และจำนวนอาจเพิ่มสูงขึ้นอีกเมื่อเวลาผ่านไป

เมื่อวันอังคารที่ 11 ส.ค. 2569 ปฏิบัติการค้นหาผู้รอดชีวิตหลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.4 ในภาคตะวันตกของโคลอมเบีย ดำเนินมาเป็นวันที่ 2 แล้ว โดยล่าสุดมีผู้เสียชีวิตได้รับการยืนยันแล้วอย่างน้อย 224 ศพ แต่คาดว่าจำนวนจะเพิ่มสูงขึ้นอีกเมื่อการค้นหาดำเนินต่อไป

แผ่นดินไหวสร้างความเสียหายอย่างหนักในหลายเมือง เช่นที่เมืองกาลิ (Cali) ในจังหวัดบาเย เดล เกากา (Valle del Cauca) มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 85 ศพ อาคารพังทลายจำนวนมาก รวมทั้งชั้นบนของโรงพยาบาลซึ่งเป็นแผนกกุมารเวชกรรมพังลงมา จนต้องอพยพคนไข้ และต้องรักษาผู้ป่วยราว 600 คนริมถนน

ที่เมืองเปเรรา (Pereira) เมืองเอกของจังหวัดริซารัลดา (Risaralda) มีผู้เสียชีวิต 66 ศพ อาคารที่อยู่อาศัยหลายแห่งพังทลาย ขณะที่อาคารสนามบินก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก

ส่วนที่จังหวัดโชโก (Choco) ซึ่งอยู่ใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว มีผู้เสียชีวิต 13 ศพ ขณะที่เมืองมานิซาเลส (Manizales) เมืองเอกของจังหวัดกัลดาส (Caldas) มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ศพ หอคอยของอาสนวิหารประวัติศาสตร์ได้รับความเสียหาย

ทีมกู้ภัย ตำรวจ ทหาร และอาสาสมัครต้องขุดค้นเศษซากอาคารตลอดทั้งคืน โดยบางจุดต้องใช้มือเปล่าในการขุดเพื่อเร่งหาผู้รอดชีวิตที่ยังติดอยู่ใต้ซาก

นายอาเบลาร์โด เด ลา เอสปริเอยา ประธานาธิบดีโคลอมเบีย สั่งการให้เจ้าหน้าที่ความมั่นคง 1,000 นาย เข้าตรึงกำลังในเมืองกาลิเพื่อควบคุมสถานการณ์หลังมีรายงานการปล้นสะดม พร้อมทั้งมีการประกาศเคอร์ฟิวในเมืองกาลิ และเมืองเปเรราด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เปิดผลสอบปมทุจริตสอบท้องถิ่น พบบกพร่องเกือบทุกขั้นตอน ชงดำเนินคดีเด็ดขาด

เปิดผลสอบปมทุจริตสอบท้องถิ่น พบบกพร่องเกือบทุกขั้นตอน ชงดำเนินคดีเด็ดขาด

เปิดผลสอบปมทุจริตสอบท้องถิ่น พบบกพร่องเกือบทุกขั้นตอน ชงดำเนินคดีเด็ดขาด

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.21 น.

เปิดผลสอบปมทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น​ พบ​ บกพร่องตั้งแต่​TOR​- บรรจุอัตราเกินร้องขอกว่าเท่าตัว​ -​ แก้คะแนนช่วยคนสอบตก​ พร้อมชงดำเนินคดีเด็ดขาด

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานรองนายกรัฐมนตรี นายปกรณ์ นิลประพันธ์​ มีหนังสื่อที่ กงน.(กร​6)​ 0030 / 2569​ วันที่ 6 สิงหาคม 2569​ เรื่องงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีการทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568​
ถึงนายกรัฐมนตรี

ตามที่มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 263/2569 ลงวันที่ 6  กรกฎาคม 2569  เรื่องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568​ โดยให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568​ รายงานเสนอต่อนายกรัฐมนตรีภายใน 30  วันนั้น

บัดนี้ คณะกรรมการดำเนินการเสร็จและขอกราบเรียนสรุปผลการดำเนินการ ดังนี้

1. คณะกรรมการตรวจสอบได้ตรวจสอบตั้งแต่ขั้นตอน (1) การกำหนดอัตราว่างที่จะสอบบรรจุ (2) การอนุมัติให้มีการสอบ (3) การจัดทำ TOR เพื่อจัดหาผู้รับจ้างดำเนินการสอบ (4) การจัดหาผู้รับจ้าง (5) การดำเนินการของผู้รับจ้างในการจัดสอบและการตรวจผลการสอบ (6) การจัดทำและประกาศผลการสอบ (7) การเรียกบรรจุ และ (8) การดำเนินการของผู้เกี่ยวข้องเมื่อเกิดการจับกุมขบวนการทุจริตและพบช่องว่างที่เอื้อต่อการทุจริตและมีลักษณะที่ส่อไปในทางที่อาจขัดต่อกฎหมายในเกือบทุกขั้นตอน

2. การกำหนดอัตราว่างที่จะสอบบรรจุ พบว่า ก. กลาง อนุมัติอัตราว่างอันเป็นที่มาของการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเพียง 8,548 อัตรา แต่มีการบรรจุจริงถึง 15,520  อัตรา โดย ก. กลาง มีมติให้ ทั่วไปแก่ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. ที่จะเรียกบรรจุได้เองหากมีอัตราว่าง โดยให้เรียกจากบัญชีที่มีการขึ้นทะเบียนไว้​ โดยไม่ต้องผ่าน ก. กลาง อีก ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักปฏิบัติของหน่วยทั่วไปในการควบคุมค่าใช้จ่ายเงินเดือน ประโยชน์ตอบแทนอื่น และค่าจ้าง โดยจะมีการบรรจุตามอัตราว่างที่ได้รับอนุมัติเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้อาจไม่สอดคล้องกับการควบคุมค่าใช้จ่ายเงินเดือน ประโยชน์ตอบแทนอื่น และค่าจ้าง ซึ่งต้องไม่เกินร้อยละ 40 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นด้วย ซึ่งกระทรวงมหาดไทยต้องตรวจสอบให้เป็นไปตามกฎหมายต่อไป

3.  การอนุมัติให้มีการจัดสอบ พบว่า ก.สถ. อนุมัติให้มีการจัดสอบโดยให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เป็นผู้ดำเนินการ และไม่ปรากฏว่ามีการนำประเด็นการทุจริตเรียกรับสอบอันเป็นเหตุให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเคยมีคำสั่งให้ยกเลิกการสอบครั้งก่อนมาพิจารณาเพื่อกำหนดแนวทางการป้องกันการทุจริตด้วยทั้งที่เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

4.การจัดทำ TOR เพื่อจัดหาผู้รับจ้างดำเนินการสอบ พบว่า ก.สถ.มีมติให้ฝ่ายเลขานุการ (สถ.) เป็นผู้ดำเนินการ โดยมิได้พิจารณารายละเอียดของ TOR เอง ทั้งที่เป็นองค์กรที่มีหน้าที่และอำนาจในการจัดให้มีการสอบที่ต้องรับผิดชอบความถูกต้อง เป็นธรรม และเที่ยงธรรมในการสอบซึ่งเป็นความบกพร่องชัดเจน นอกจากนี้ TOR ยังกำหนดให้ผู้รับจ้างรับผิดชอบข้อสอบด้วย​ ทำให้ก.สถ.ไม่​สามารถควบคุมคุณภาพของข้อสอบซึ่งควรต้องมีมาตรฐานด้านคุณภาพไม่ต่ำกว่าคุณภาพข้อสอบเข้ารับของสำนักงาน ก.พ. ด้วย และ ก. สถ.ต้องมีระบบงานที่เข้มงวดในการควบคุมและกำกับการดำเนินงานของผู้รับจ้าง แต่กรณีนี้ไม่มีระบบที่ชัดเจนซึ่งต่างไปจากการจัดการสอบของหน่วยงานอย่างมาก

อนึ่ง แม้ TOR จะกำหนดให้ผู้รับจ้างเป็นผู้รับผิดชอบการสอบทั้งหมด​ ในลักษณะ​เบ็ดเสร็จเด็ดขาด​ ทั้งทางแพ่ง อาญา และปกครอง ก็ไม่ทำให้ ก.สถ. พ้นจากความรับผิดชอบอันเป็นหน้าที่และอำนาจ​กฎหมายไปได้ ทั้งนี้ การพิจารณาความรับผิดชอบในรายละเอียดของ ก.สถ. และกลุ่มผู้จัดทำ​TOR.เป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยที่จะต้องดำเนินการตรวจสอบต่อไป

5. การจัดหาผู้รับจ้าง พบว่า เป็นไปตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง

6 . การดำเนินการของผู้รับจ้างในการจัดสอบและการตรวจผลการสอบ พบว่าผู้รับจ้างดำเนินการรับจ้างช่วงเป็นผู้ตรวจผลการสอบ และเจ้าหน้าที่ของผู้รับจ้างมีการสั่งให้ผู้รับจ้างช่วง​สำเนาข้อมูลผลการสอบเพิ่มเติมอีก 1 ชุดให้แก่ตน อันเป็นความเสี่ยงที่จะเกิดการทุจริต และเมื่อ TOR  กำหนดให้ผู้รับจ้างเป็นผู้รับผิดชอบการสอบทั้งหมดในลักษณะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทำให้ ก.สถ. ไม่เคร่งครัดที่จะตรวจสอบการดำเนินการของผู้รับจ้าง จึงเป็นข้อบกพร่องที่ต้องตรวจสอบต่อไปว่าเกิดขึ้นโดยเจตนาหรือไม่  แต่ไม่ว่าอย่างไร ก.สถ. ซึ่งมีหน้าที่และความรับผิดชอบตามกฎหมายในกรณีนี้ก็ไม่อาจยกขึ้นปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาได้

7. การจัดทำและประกาศผลการสอบ พบว่า ผลการตรวจทันทีภายหลังการสอบภาค ก. และ ข. ไม่ตรงกับผลสอบภาค ก. และ ข. ที่มีการประกาศ และในการรับรองผลการสอบ ก.สถ. ไม่ได้พิจารณาในรายละเอียดโดยอ้างเหตุว่าเป็นเรื่องลับทั้งที่เป็นผู้กำหนดชั้นความลับเอง  เป็นองค์กรที่มีหน้าที่และอำนาจในการจัดการสอบและต้องรับผิดชอบผลการสอบด้วย คงจำนวนผู้สอบได้ตามที่ฝ่ายเลขานุการนำเสนอเท่านั้น ถือเป็นความบกพร่องร้ายแรง นอกจากนี้ ยังปรากฏจาก digital footprint และการให้ปากคำของผู้เกี่ยวข้องว่ามีการสั่งการและประสานงานให้เจ้าหน้าที่ สถ.แก้ไขข้อมูลผลการสอบหลายครั้ง และจากการให้ถ้อยคำของผู้เกี่ยวข้อง พบว่าผู้เกี่ยวข้องบางรายได้
มอบหมายและประสานกับ “บุคคลภายนอก” ที่มิได้มีหน้าที่และอำนาจใด ๆ ในการแก้ไขผลการสอบที่มีการประกาศนั้นด้วย อันเป็นพฤติกรรมที่ผิดปกติและทุจริตอย่างชัดแจ้ง ปราศจากความละอาย และไม่เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ สำหรับการแก้ไขคะแนน มีทั้งการแก้ไขคะแนนจากผู้สอบตกให้เป็นผู้สอบได้ และการแก้คะแนนผู้สอบได้อยู่แล้ว ให้มีคะแนนมากขึ้นซึ่งจะส่งผลต่อลำดับของการขึ้นทะเบียนเพื่อเรียกบรรจุ

8. การเรียกบรรจุ พบว่า มีการบรรจุอัตราว่าว่างตามที่กราบเรียนแล้วใน​ข้อ 2. ซึ่งต้องมีการตรวจสอบต่อไปว่าเป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการหรือไม่ ถ้าไม่ชอบจะต้องมีการแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

9. การดำเนินการของผู้เกี่ยวข้องเมื่อเกิดการจับกุมขบวนการทุจริต พบว่า ก.สถ. ยังมีการเรียกบรรจุเพิ่มแม้จะปรากฏว่ามีการจับกุมขบวนการทุจริตโดยไม่คำนึงถึงข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้มีอำนาจกำกับดูแลการดำเนินการของ ก. กลาง และ ก.สถ. รวมทั้ง สถ. โดยอ้างเหตุว่า เกรงจะถูกฟ้องร้อง และหลังจากนั้นกลับมีคำสั่งให้บรรจุ โดยไม่กลัวถูกฟ้อง​ ถือเป็นเรื่องผิดปกติ

ทั้ง 32 กระบวนการเกณฑ์คุณภาพข้อสอบ หรือการใช้ผลภาค ก. ของ ก.พ. รวมทั้งให้ขึ้นบัญชีเท่ากับจำนวนตำแหน่งว่างที่เปิดรับ และเสนอข้อมูลผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตให้สำนักงาน ก.พ. เพื่อรวบรวมเป็นฐานข้อมูลกลางป้องกันมิให้สมัครสอบเข้ารับราชการหรือหน่วยงานของรัฐอื่นได้อีก  และมีความล่าช้าในการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทำความจริงให้ปรากฏและการตรวจสอบความต้องของการจัดการสอบครั้งนี้ ซึ่งผิดไปจากปกติของหน่วยงานของรัฐที่จะต้องเร่งรีบตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้น อันเป็นผลให้สาธารณชนขาดความเชื่อมั่นในระบบราชการโดยรวม (Trust in Government)สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ระบบราชการทั้งระบบ ซึ่งต้องตรวจสอบเชิงลึกต่อไปถึงแรงจูงใจในความบกพร่องดังกล่าว โดยเฉพาะการไม่ปฏิบัติตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และความล่าข้าในการจัดการกับเรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงปัญหาในระบบการสั่งการและบังคับบัญชาของกระทรวงมหาดไทย

ทั้งนี้ รายละเอียดปรากฏตามรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568​ จำนวน 1เอกสารภาคผนวก จำนวน 11 เล่ม ที่แบบเสนอมาพร้อมนี้ในการนี้ คณะกรรมการขอกราบเรียนข้อเสนอแนะเพื่อสั่งการ ดังนี้

1. กระทรวงมหาดไทย (มท.) และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)

1.1 ดำเนินคดีกับบุคคลตามข้อ 4.2 (ตามที่ปรากฏในรายงานผลการตรวจสอบฯ (หน้าที่​ 20-36) ทั้งทางแพ่ง อาญา ปกครอง และมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างเด็ดขาดทุกราย

1.2 ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่ามีผู้เกี่ยวข้องกับการพูดอีกหรือไม่ เพราะการทุจริตครั้งนี้มีลักษณะการทำเป็นขบวนการอย่างชัดเจน และให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินคดีแพ่ง อาญา ปกครองและมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างเด็ดขาดทันที

1.3 ทบทวนว่าควรให้ ก.สถ. จัดสอบต่อไปหรือไม่ เพราะสาธารณชนเห็นว่าความเชื่อมั่นในการจัดสอบของ ก.สถ. พังทลายลงแล้ว หรือสมควรมอบหมายหน่วยงานอื่น และในการจัดการต่อไป จะต้องมีกลไกและโครงสร้างการจัดการที่มีธรรมาภิบาล

2. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)

2.1 ในฐานะเลขานุการ กสถ. จัดทำคะแนนและบัญชีรายชื่อผู้สอบผ่านภาค ก. และภาค ข. ใหม่จากฐานข้อมูล OMR โดยคัดแยกผู้ที่ปรากฎหลักฐานว่ามีการแก้ไขคะแนนดิบโดยมิชอบออก และเสนอ
กสถ. ทบทวนมติการรับรองผลการสอบ (ครั้งที่ 16/2568  และครั้งที่ 4/2569 ) และเพิกถอนการประกาศผลการขึ้นบัญชี หรือการบรรจุแต่งตั้งผู้ไม่มีสิทธิ พร้อมติดตามเรียกเงินเดือนและค่าตอบแทนคืน เพื่อบรรเทาความเสียหายแก่ราชการโดยเร่งด่วน ทั้งนี้ ตามแนวคำวิจฉัยศาลปกครองสูงสุด (ที่ประชุมใหญ่) ในคดีหมายเลขแดงที่ อบ.418/2565 

2.2 ในฐานะคู่สัญญาจ้างกับ มศว ดำเนินการตามสัญญาจ้าง และกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง เนื่องจากบุคลากรของคู่สัญญามีส่วนร่วมอย่างชัดแจ้งในการทุจริตขั้นตอนหลังสอบข้อเขียนที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลและจัดทำบัญชีผู้สอบผ่าน

2.3 ใช้งานระบบ LHR บันทึกและปรับปรุงข้อมูลอัตราตำแหน่งว่างให้ครบถ้วน ถูกต้องเป็นปัจจุบัน เพื่อเป็นฐานข้อมูลกลาง พร้อมกำหนดมาตรการทางปกครองบังคับกรณี อปท. ละเลย

2.4 ในฐานะเลขานุการ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. เสนอปรับปรุงแก้โจมาตรฐานที่ไปฯการสอบแข่งขัน พ.ศ. 2560  ให้ชัดเจนครอบคลุมทั้งกรอบอัตรากำลัง ขอบเขตอำนาจและชั้นตอนของ กสถ.

3. สำนักงาน ก.พ. เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำระบบและฐานข้อมูลกลางผู้ทุจริตการสอบเข้าราชการ ให้หน่วยงานต่างๆ ตรวจสอบได้ เพื่อตัดกลุ่มผู้ทุจริตออกตั้งแต่ขั้นตอนการสมัครสอบ

4. สำนักงาน ป.ป.ท. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงาน ปปง. บูรณาการความร่วมมือในการสืบสวนและขยายผลกับบุคคลหรือเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในครั้งนี้อย่างจริงจัง และสนับสนุนการไต่สวนของสำนักงาน ป.ป.ช. ในส่วนที่อยู่ระหว่างการใช้อำนาจตามกฎหมาย

5. กรมบัญชีกลาง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำมาตรฐานกลางในการกำหนด TOR สำหรับการจัดจ้างดำเนินการสอบครอบคลุมทุกกระบวนงาน ความมั่นคงปลอดภัยของระบบไอที การคุ้มครองข้อมูล การควบคุมการเข้าถึง การจัดทำ Audit Log และการตรวจสอบผลคะแนน แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีให้หน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติ

6. สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ป.ป.ท. สตช. มท. และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ร่วมกันศึกษาและจัดทำ ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม ฐานความผิด และบทกำหนดโทษสำหรับการทุจริตในการสอบแข่งขันเข้ารับราชการหรือหน่วยงานของรัฐให้ชัดเจนและเหมาะสมกับลักษณะการกระทำผิดในปัจจุบัน

จึงกราบเรียนมาเพื่อกรุณาพิจารณา หากเป็นการชอบด้วยดำริ ขอได้ไปรดมีข้อสั่งการตามที่เสนอ และให้ส่งรายงานนี้ให้แก่กระทรวงมหาดไทย สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ป.ป.ท. สตช. มท.​ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป และรายงานนายกรัฐมนตรีทราบทุกสามเดือน

ชัยชนะ โต้ลือ อดีตรัฐมนตรี ตบ รอง ผกก.ทุ่งใหญ่ ยันไม่จริง ย้ำสัมพันธ์ปึ้ก เคารพนับถือกันมายาวนาน

ชัยชนะ โต้ลือ อดีตรัฐมนตรี ตบ รอง ผกก.ทุ่งใหญ่ ยันไม่จริง ย้ำสัมพันธ์ปึ้ก เคารพนับถือกันมายาวนาน

ชัยชนะ โต้ลือ อดีตรัฐมนตรี ตบ รอง ผกก.ทุ่งใหญ่ ยันไม่จริง ย้ำสัมพันธ์ปึ้ก เคารพนับถือกันมายาวนาน

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.09 น.

‘ชัยชนะ‘ โต้ลือ ’อดีตรัฐมนตรี‘ ตบ ’รอง ผกก.ทุ่งใหญ่‘ ยันไม่จริง ย้ำสัมพันธ์ปึ้ก เคารพนับถือกันมายาวนาน เชื่อโดน ’ดิสเครดิตการเมือง‘  

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกระแสข่าวที่มีการเชื่อมโยง เป็นบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างเป็นอดีตรัฐมนตรีบ้านใหญ่จังหวัดนครศรีธรรมราช ตบรองผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราชว่า ขอปฏิเสธ ว่าไม่จริง ข้อเท็จจริง ตนก็ทราบจากข่าว และทางผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรทุ่งใหญ่ ก็ออกมายืนยันแล้วว่าไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ตนและรองผู้กำกับฯ ที่เป็นข่าว มีความเคารพนับถือกันมาอย่างยาวนาน ไม่มีเหตุอะไรที่ไม่สบายใจกัน และภรรยาของรองผู้กำกับนายดังกล่าวก็เป็นญาติกับตน ข่าวที่ออกมาตนก็ไม่ทราบว่ามาจากช่องไหน อย่างไร เพราะทางเจ้าตัวเองก็ออกมายืนยันแล้วว่าไม่มีอะไร 

เมื่อถามว่ากระแสข่าวดังกล่าวจะเป็นการดิสเครดิตทางการเมืองหรือไม่ เนื่องจากนายชัยชนะ เป็นกรรมาธิการการตำรวจ สภาฯ นายชัยชนะ กล่าวว่า ยอมรับว่าหากจะมองเป็นเรื่องการเมืองก็มองได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็ถูกเล่นงานในลักษณะเช่นนี้มาตลอด แต่ก็ท้ายที่สุดก็สามารถพิสูจน์ด้ว่าไม่เป็นความจริง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดสื่อสำนักดังกล่าวจึงไม่นำเสนอ แต่ตนขอย้ำในข้อเท็จจริงว่าเมื่อตนและเจ้าตัวไม่มีอะไร แล้วจะมีข้อเท็จจริงอะไรไปมากกว่านี้ เราก็รักและเคารพกันมาอย่างยาวนาน การพูดจากันในงาน ทักทายกัน นั่งทานข้าวด้วยกัน ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นผิดปกติ ซึ่งเมื่อวานนี้เอง ตนก็ได้ไปงานศพ และได้พบกับรองผู้กำกับนายดังกล่าว ยังมีการถ่ายรูปครอบครัวกันแล้วจะมีอะไรไปมากกว่านี้ 

เมื่อถามว่าแต่มีการมองไปถึงว่ารองผู้กำกับนายดังกล่าวไม่ลงมาช่วยหาเสียงในช่วงการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา นายชัยชนะ กล่าวว่า ยืนยัน ว่าไม่มี 

เมื่อถามว่าจะมีการเอาผิดต่อสื่อรายดังกล่าวหรือไม่ นายชัยชนะ กล่าวว่า ในทางกฎหมายเอาผิดได้ยาก เนื่องจากไม่มีการเอ่ยชื่อ จึงทำให้มีการคาดเดากันไป

ผกก.นครฯออกโรงแจง ข่าวอดีตรมต. ตบ รองผกก. เผยเจ้าตัวปฎิเสธไม่ถูกทำร้าย เป็นเครือญาติสนิทสนมกัน

ผกก.นครฯออกโรงแจง ข่าวอดีตรมต. ตบ รองผกก. เผยเจ้าตัวปฎิเสธไม่ถูกทำร้าย เป็นเครือญาติสนิทสนมกัน

ผกก.นครฯออกโรงแจง ข่าวอดีตรมต. ตบ รองผกก. เผยเจ้าตัวปฎิเสธไม่ถูกทำร้าย เป็นเครือญาติสนิทสนมกัน

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.35 น.

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 พ.ต.อ.พงศ์พิชาญ ชยานนท์พิริย ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ชี้แจงถึงกรณีกระแสข่าวที่ระบุว่า อดีตรัฐมนตรี บ้านใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ตบรองผู้กับกับฯ ว่า ตนเองไม่ได้รับรายงานเรื่องการถูกทำร้ายร่างกายจากรองผู้กำกับการสืบสวนที่เป็นข่าว และไม่มีประชาชนคนใดเข้ามาแจ้งว่าพบเห็นเหตุการณ์กระทำความผิดดังกล่าวแต่อย่างใด แต่จากการที่ได้สอบถามข้อมูลกับทางรองผู้กำกับการสืบสวนโดยตรง 

เจ้าตัวได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่าเรื่องการถูกทำร้ายร่างกายตามข่าวนั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด พร้อมทั้งให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ตนเองรู้จักคุ้นเคยกับ อดีตรัฐมนตรี บ้านใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช มานานหลายปี เป็นเครือญาติกัน มีความสนิทสนมและเคารพนับถือกันเป็นพี่น้องกัน ซึ่งตนในฐานะผู้บังคับบัญชา ในเมื่อผู้ที่ข่าวอ้างว่าถูกกระทำเป็นผู้ให้ข้อมูลยืนยันเช่นนี้ ก็จำเป็นต้องรับฟังข้อมูลของเจ้าตัว เพราะว่า ตนเองไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งในข่าวระบุว่าเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2-3 วันที่ผ่านมา จึงได้สอบถามเจ้าตัว ก็ยืนยันหนักแน่นว่าข่าวที่ออกไปไม่เป็นความจริง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : อดีตรมต.บ้านใหญ่ ตบบ้องหู ‘รองผู้กำกับ’ ต่อหน้าคนในงานศพ ด่าลั่น ‘มึงไม่ช่วยหาเสียง’

อนุทิน ติดใจ เที่ยวชิลงานโอทอปวันที่ 4 ใช้วันหยุดปล่อยอารมณ์ ร้องเพลงกับวงเดอะพาเลซ-ปชช.

อนุทิน ติดใจ เที่ยวชิลงานโอทอปวันที่ 4  ใช้วันหยุดปล่อยอารมณ์ ร้องเพลงกับวงเดอะพาเลซ-ปชช.

อนุทิน ติดใจ เที่ยวชิลงานโอทอปวันที่ 4 ใช้วันหยุดปล่อยอารมณ์ ร้องเพลงกับวงเดอะพาเลซ-ปชช.

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.15 น.

“อนุทิน” ติดใจ เที่ยวชิลงานโอทอปวันที่ 4  ใช้วันหยุดปล่อยอารมณ์ ร้องเพลงกับวงเดอะพาเลซ – ปชช.

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 เวลา 15.00 น. ที่ศูนย์การแสดงสินค้า อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินชมงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ปี 2569 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8–16 ส.ค.นี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี เป็นครั้งที่ 4  หลังจากที่เดินทางไปตรวจความเรียบร้อยเมื่อวันเสาร์-อาทิตย์ และเปิดงานอย่างเป็นทางการเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

โดยนายกรัฐมนตรี ขึ้นเวทีกลางร้องเพลงร่วมกับวงเดอะพาเลซ และร้องเพลงยุค 80-90 โดยมีทั้งการยื่นไมโครโฟนให้ประชาชนได้ร้องเพลง และเต้นกับเยาวชนที่มาเที่ยวชมงานอย่างเป็นกันเอง 

รัฐบาลแจงมาตรการคุมปืน ย้ำจัดการทั้งปืนเถื่อน-ปืนมีทะเบียน เข้มการครอบครอง พกพา ใช้งาน ซื้อขาย

รัฐบาลแจงมาตรการคุมปืน ย้ำจัดการทั้งปืนเถื่อน-ปืนมีทะเบียน เข้มการครอบครอง พกพา ใช้งาน ซื้อขาย

รัฐบาลแจงมาตรการคุมปืน ย้ำจัดการทั้งปืนเถื่อน-ปืนมีทะเบียน เข้มการครอบครอง พกพา ใช้งาน ซื้อขาย

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.40 น.

รองโฆษกรัฐบาลแจงมาตรการคุมปืน ย้ำจัดการทั้งปืนเถื่อน–ปืนมีทะเบียน เข้มการครอบครอง พกพา และใช้อาวุธ เพื่อความปลอดภัยประชาชน

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อวิพากษ์วิจารณ์แนวทางควบคุมอาวุธปืนของรัฐบาลว่า รัฐบาลรับฟังทุกข้อเสนอแนะ รวมถึงข้อกังวลเรื่องสิทธิในการป้องกันตนเองและผลกระทบต่อนักกีฬายิงปืน แต่ขอให้แยกข้อเท็จจริงออกจากการตีความ เพราะขณะนี้รัฐบาลยังอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดกฎหมายใหม่ การสรุปล่วงหน้าว่ารัฐบาลจะ “ห้าม 100%” ในทุกกรณี หรือจะตัดสิทธิประชาชนในการป้องกันตนเอง จึงยังไม่ใช่ข้อสรุปของกฎหมายที่ประกาศใช้แล้ว

รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า หลักคิดสำคัญของนายกรัฐมนตรีคือการทำให้การครอบครอง การพกพา และการใช้อาวุธปืนอยู่ภายใต้การควบคุมที่เข้มงวดมากขึ้น โดยต้องแยกให้ชัดระหว่าง “สิทธิในการครอบครอง” กับ “สิทธิในการพกพาและใช้อาวุธ” ซึ่งไม่ใช่สิทธิเดียวกัน การมีอาวุธปืนที่มีทะเบียนถูกต้อง ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำปืนออกไปพกพาในที่สาธารณะหรือหยิบมาใช้ได้ตามใจ

“ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะเลือกจัดการปืนถูกกฎหมายหรือปืนเถื่อนก่อน เพราะรัฐบาลต้องจัดการทั้งสองอย่าง ปืนเถื่อนผิดกฎหมายอยู่แล้วก็ต้องปราบปรามอย่างเด็ดขาด ส่วนปืนที่อยู่ในระบบก็ต้องตรวจสอบและควบคุมการพกพาและการใช้อย่างจริงจัง ขึ้นชื่อว่าเป็นอาวุธปืน ต้องมีระบบควบคุม เพราะเมื่อปืนถูกนำไปใช้ก่อเหตุ สิ่งที่เดิมพันไม่ใช่ใบทะเบียน แต่คือชีวิตของประชาชน” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว

นางสาวลลิดากล่าวว่า เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการระงับโครงการปืนสวัสดิการใหม่ การระงับและตรวจสอบการออกใบอนุญาตซื้ออาวุธปืน หรือ ป.3 การจัดระเบียบใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง การตรวจสอบผู้ค้าอาวุธปืนและเครื่องกระสุน การตรวจสอบอาวุธและกระสุนในสนามยิงปืน การเชื่อมโยงฐานข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนการปราบปรามอาวุธปืนผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด

“ดังนั้น การตั้งคำถามว่าทำไมรัฐบาลไม่ไปจัดการปืนเถื่อน อาจยังมองมาตรการไม่ครบ เพราะรัฐบาลกำลังทำทั้งสองด้านพร้อมกัน เราต้องไม่ปล่อยปืนเถื่อน และขณะเดียวกันก็ต้องไม่ปล่อยให้คำว่า ‘ปืนมีทะเบียน’ กลายเป็นความเข้าใจว่าพกไปไหนหรือใช้เมื่อไรก็ได้” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว

สำหรับข้อเสนอให้ยกระดับการคัดกรองผู้ครอบครองอาวุธปืน ตรวจสอบประวัติ พัฒนาฐานข้อมูล และปราบปรามปืนเถื่อน รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า รัฐบาลรับฟัง และหลายส่วนเป็นแนวทางเดียวกับมาตรการที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่แล้ว ส่วนข้อเสนอเรื่องการตรวจสุขภาพกาย สุขภาพจิต หรือการ Set Zero เรียกผู้ครอบครองอาวุธปืนทั้งหมดกลับเข้าสู่กระบวนการคัดกรองใหม่ เป็นข้อเสนอที่สามารถนำมาศึกษาได้ แต่จำเป็นต้องพิจารณาทั้งข้อกฎหมาย ผลกระทบ ความพร้อมของหน่วยงาน และหลักเกณฑ์ที่เป็นธรรมก่อนนำไปใช้จริง

“เรื่องความปลอดภัยของประชาชนไม่จำเป็นต้องแข่งกันว่าใครเสนออะไรได้แรงกว่า หากข้อเสนอใดดีและทำได้จริง รัฐบาลพร้อมรับฟัง แต่ก่อนจะบอกว่ารัฐบาลใช้อารมณ์ อยากให้ดูมาตรการทั้งหมดก่อน เพราะสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำมีทั้งการจัดการใบอนุญาต ผู้ค้า กระสุน ฐานข้อมูล ปืนในระบบ และปืนเถื่อน เป็นการจัดการตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว

ส่วนข้อกังวลว่าประชาชนจะไม่สามารถใช้อาวุธปืนป้องกันตนเองแม้กระทั่งภายในบ้านนั้น รองโฆษกรัฐบาลย้ำว่า แนวนโยบายของรัฐบาลไม่ได้ลบล้างหลักกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยหลักการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ยังคงมีผล การจะวินิจฉัยว่าการใช้กำลังหรืออาวุธในเหตุการณ์ใดชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและความพอสมควรแก่เหตุเป็นรายกรณี

“จึงไม่ควรทำให้ประชาชนเข้าใจไปก่อนว่ารัฐบาลกำลังออกกฎหมายห้ามป้องกันตัวเองในบ้าน เพราะยังไม่มีตัวบทกฎหมายใหม่ที่กำหนดเช่นนั้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง การอ้างว่ามีปืนไว้ป้องกันตัว ก็ไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลเปิดช่องให้การพกปืนในพื้นที่สาธารณะกลายเป็นเรื่องปกติ เพราะเราไม่สามารถรู้ได้จากการเห็นคนถือปืนว่าใครพกเพื่อป้องกันตัว ใครพกเพื่อข่มขู่ หรือใครกำลังเตรียมก่อเหตุ” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว

สำหรับนักกีฬายิงปืน รัฐบาลรับทราบข้อกังวลและจะพิจารณารายละเอียดให้เหมาะสมกับการใช้งานเพื่อการกีฬา โดยแนวคิดที่นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงเรื่องการตรวจสอบและจัดเก็บอาวุธและเครื่องกระสุนในสถานที่ที่เหมาะสม เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบ ไม่ใช่ข้อสรุปว่ารัฐบาลจะยุติการเล่นกีฬายิงปืนหรือปิดโอกาสทางการกีฬา

ส่วนการนำประเด็นนโยบายกัญชามาเปรียบเทียบกับการควบคุมอาวุธปืน รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า ควรแยกพิจารณาตามข้อเท็จจริงและกฎหมายของแต่ละเรื่อง หากพบร้านค้าหรือผู้ประกอบการกัญชารายใดฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ ขอให้ส่งข้อมูลและหลักฐานให้หน่วยงานที่รับผิดชอบตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย รัฐบาลพร้อมตรวจสอบข้อร้องเรียน แต่การนำเหตุเฉพาะรายมาใช้สรุปแทนผลการดำเนินนโยบายทั้งหมด หรือใช้เป็นเหตุผลตัดสินล่วงหน้าว่ามาตรการควบคุมปืนจะล้มเหลวเช่นเดียวกัน อาจไม่เป็นธรรมต่อข้อเท็จจริงของทั้งสองเรื่อง

รองโฆษกรัฐบาลกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลเห็นด้วยว่าการออกกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ภาครัฐต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจอย่างชัดเจนด้วยว่า การครอบครอง การพกพา การเคลื่อนย้าย และการใช้อาวุธปืนแบบใดสามารถทำได้ และแบบใดเป็นความผิด พร้อมส่งเสริมให้ประชาชนช่วยกันแจ้งเบาะแสปืนผิดกฎหมาย

“เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่ทำให้คนดีกลัวกฎหมาย แต่ต้องการทำให้ทุกคนตระหนักว่า การมีปืนมาพร้อมข้อจำกัดและความรับผิดชอบที่สูงมาก ปืนไม่ควรเป็นสิ่งที่พกติดตัวไปในชีวิตประจำวันหรือหยิบออกมาแสดงเพื่อข่มขู่กันได้ง่าย ๆ”

“รัฐบาลจะคุมตั้งแต่ต้นทาง คุมการครอบครอง คุมการพกพา คุมการใช้ คุมการค้าและเครื่องกระสุน พร้อมปราบปรามปืนเถื่อนอย่างจริงจัง เพราะเป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่การเอาชนะข้อถกเถียงทางการเมือง แต่คือทำอย่างไรให้ปืนออกจากชีวิตประจำวันของประชาชนให้มากที่สุด และทำให้สังคมไทยปลอดภัยขึ้น” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว

‘อนุทิน’ โพสต์ภาพครอบครัว เนื่องในวันแม่แห่งชาติ บอก ขอบคุณสรวงสวรรค์ ที่ยังมีพ่อแม่อยู่เคียงข้าง

'อนุทิน' โพสต์ภาพครอบครัว เนื่องในวันแม่แห่งชาติ บอก ขอบคุณสรวงสวรรค์ ที่ยังมีพ่อแม่อยู่เคียงข้าง

‘อนุทิน’ โพสต์ภาพครอบครัว เนื่องในวันแม่แห่งชาติ บอก ขอบคุณสรวงสวรรค์ ที่ยังมีพ่อแม่อยู่เคียงข้าง

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.18 น.

‘อนุทิน’ โพสต์ภาพพร้อมหน้าครอบครัวเนื่องในวันแม่ ขอบคุณสรวงสวรรค์ที่ยังมีพ่อแม่อยู่เคียงข้าง เผยอายุครบแซยิดปีนี้ไม่เคยอยากได้อะไรมากไปกว่านี้

วันที่ 12 สิงหาคม 2569  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย โพสต์ภาพถ่ายร่วมกับครอบครัวผ่านเฟซบุ๊กเนื่องในวันแม่ โดยมีนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดา พร้อมด้วย นางทัศนีย์ ชาญวีรกูล มารดา และน้องชาย น้องสาว 

โดยระบุข้อความว่า อายุครบแซยิดปีนี้ ยังมีพ่อมีแม่อยู่ไม่เคยอยากได้อะไรมากกว่านี้ #ขอบอก #ขอบคุณสรวงสวรรค์ #วันแม่๒๕๖๙