มทร.ธัญบุรี อัปเกรด ‘สะค้าน’ สู่สุดยอดน้ำยากำจัดยุงลาย รางวัลนวัตกรรมโลก

มทร.ธัญบุรี อัปเกรด ‘สะค้าน’ สู่สุดยอดน้ำยากำจัดยุงลาย รางวัลนวัตกรรมโลก

มทร.ธัญบุรี อัปเกรด ‘สะค้าน’ สู่สุดยอดน้ำยากำจัดยุงลาย รางวัลนวัตกรรมโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไม่ต้องเสี่ยงกับสารเคมีตกค้างอีกต่อไป มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ประกาศความสำเร็จครั้งใหญ่ระดับสากล หลังเปิดตัวนวัตกรรมสายพันธุ์ใหม่เพื่อสาธารณสุขไทย “ผลิตภัณฑ์สูตรสารผสมกำจัดยุงลายจากเดลตาเมทรินและพิเพอรีน (สารสกัดจากสะค้าน)” ผลงานสำคัญของนักวิจัยคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.ธัญบุรี ที่ดึงเอาสรรพคุณของสมุนไพรและเครื่องเทศพื้นบ้านไทยมาสยบภัยเงียบอย่างยุงลายได้อย่างเด็ดขาด ปลอดภัย ไร้สารตกค้าง แถมฟอร์มเจ๋งกวาดรางวัลระดับโลกมาแล้วถึง 3 รางวัลใหญ่ในปี 2026

ล่าสุดจับมือเดินหน้าเซ็นสัญญา Exclusive License กับ บจก.โฟร์ทเคม เทรดดิ้ง เพื่อการพัฒนานวัตกรรมสมุนไพรไทยเพื่อควบคุมพาหะนำโรค สร้างมูลค่าเพิ่มเชิงพาณิชย์จากหิ้งสู่ห้างด้วยมูลค่าสัญญาถ่ายทอดเทคโนโลยีสูงถึง 2,000,000 บาท โดยเตรียมผลิตลุยตลาดทั้งในประเทศและส่งออก มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและกระจายรายได้สู่ชุมชนฐานราก

นับเป็นก้าวสำคัญของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.ธัญบุรี ในการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาวะที่ดีของประชาชน ยุติการแพร่ระบาดของโรคติดต่อนำโดยแมลง (เช่น ไข้เลือดออก) โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

รศ.ดร.ณัฐชยา คำรังษี อาจารย์สาขาวิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.ธัญบุรี เจ้าของไอเดียสุดเจ๋งนี้เล่าถึงจุดเริ่มต้นว่า อยากคิดค้นสิ่งใหม่ เพิ่มมูลค่าให้สมุนไพรไทย โดยสะค้านนั้นเป็นไม้เถาเลื้อยในวงศ์พริกไทย พบได้ในป่าดิบชื้น ซึ่งเถามีรสเผ็ดร้อน นิยมนำมาใช้เป็นเครื่องเทศเพื่อดับคาวและเพิ่มกลิ่นหอมในอาหารพื้นบ้าน เช่น แกงแค หรือเอาะหลาม รวมถึงเป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่ใช้ในการขับลมและบำรุงธาตุ นอกจากนั้นพบว่าสะค้านประกอบด้วยสาระสำคัญ “พิเพอรีน” (Piperine) ที่มีประสิทธิภาพกำจัดแมลงได้ ดังนั้นจึงนำพืชดังกล่าวมาวิจัยและพัฒนาสูตรสารผสมร่วมกับเดลตาเมทรินในระดับห้องปฏิบัติการจนประสบความสำเร็จ

“Pain Point ใหญ่ในตอนนี้คือ ยุงลายเริ่มเกิดการต้านทานต่อสารกำจัดแมลง ทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องเพิ่มปริมาณสารเคมีในอัตราที่สูงขึ้น และต้องนำเข้าสารเคมีราคาสูงจากต่างประเทศทุกปี แต่นวัตกรรมที่ได้รับจากงานวิจัยในครั้งนี้ใช้สารสกัดจากพืชเข้ามาช่วยแก้ปัญหา ที่สำคัญจากการทดสอบทางพิษวิทยาพบว่า สารออกฤทธิ์จากงานวิจัยนี้ไม่ส่งผลกระทบ (Side Effect) ต่อปลาม้าลายซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม” รศ.ดร.ณัฐชยา อธิบาย

นอกจากไม่มีผลกระทบต่อปลาชนิดดังกล่าวแล้ว ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวผ่านการรับรองประสิทธิภาพจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) นอกจากนั้นวิธีการใช้ผลิตภัณฑ์นี้ไม่มีความซับซ้อน โดยนำผลิตภัณฑ์ผสมน้ำตามฉลากที่ระบุแล้วนำไปฉีดพ่นตามผนังบ้าน จะออกฤทธิ์ป้องกันและกำจัดยุงลายได้ยาวนานประมาณ 1 เดือน

ความล้ำของผลงานชิ้นนี้ การันตีด้วยการเดินสายกวาดรางวัลบนเวทีโลกในปี 2026 มาแล้วถึง 3 รางวัล ได้แก่ รางวัลนวัตกรรมเหรียญทองจากงาน World Invent Singapore2024 , ITEX 2026 ที่สมาพันธรัฐมาเลเซีย รางวัล On-Stage Special Prize จากเกาหลีใต้ และรางวัล Special Prize จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช. / NRCT) โดยในปัจจุบันนี้ทีมวิจัยกำลังลุยเจรจากับต่างประเทศเพื่อจดอนุสิทธิบัตรและพัฒนาสูตรใหม่โกอินเตอร์เต็มตัว

ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันวิจัยและพัฒนา มทร.ธัญบุรี โทร. 0-2549-4682

จากความอยากรู้…สู่การค้นพบ ‘เห็ดโกงกางจิ๋วสิรินธร’ เห็ดชนิดใหม่ของโลก

จากความอยากรู้...สู่การค้นพบ ‘เห็ดโกงกางจิ๋วสิรินธร’ เห็ดชนิดใหม่ของโลก

จากความอยากรู้…สู่การค้นพบ ‘เห็ดโกงกางจิ๋วสิรินธร’ เห็ดชนิดใหม่ของโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นักวิจัย ม.เกษตรศาสตร์ เผย “การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ เริ่มต้นจากความช่างสังเกตและการกล้าตั้งคำถาม” เพราะบางครั้ง การค้นพบครั้งสำคัญของโลก ไม่ได้เริ่มต้นจากการวางแผนเริ่มต้นจากโครงการขนาดใหญ่ หรือใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ล้ำสมัย หากแต่เริ่มต้นจาก “ความอยากรู้” และการก้มลงมองสิ่งเล็กๆ ที่หลายคนอาจเดินผ่านไปโดยไม่ทันสังเกต

เรื่องราวเช่นนี้เกิดขึ้นกับ รศ.ดร.ปิยังกูล เหลืองเจริญกิจ อาจารย์ประจำภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเดิมตั้งใจเพียงขอติดตาม รศ.ดร.ฉัตรชัย เงินแสงสรวย อาจารย์ประจำภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลงพื้นที่สำรวจพรรณไม้ในป่าชายเลน ณ สวนพฤกษศาสตร์ป่าชายเลนนานาชาติรัชกาลที่ 9 จ.จันทบุรี เพื่อเรียนรู้วิธีการทำงานภาคสนามของนักพฤกษศาสตร์

ระหว่างการสำรวจพื้นที่ รศ.ดร.ปิยังกูล สังเกตเห็นเห็ดสีขาวดอกเปื้อนโคลนขนาดเพียงไม่กี่มิลลิเมตรที่ขึ้นอยู่บนฝักโกงกางที่ตายแล้วในเขตน้ำขึ้นน้ำลง ดอกเห็ดมีขนาดเล็กจิ๋วจนแทบมองไม่เห็น แต่ความผิดสังเกตเพียงเล็กน้อยกลับก่อให้เกิดคำถามง่ายๆ ว่า “มันคือเห็ดอะไร?”

คำถามสั้นๆนี้ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นพบครั้งสำคัญ รศ.ดร.ปิยังกูล จึงนำตัวอย่างกลับมาศึกษาอย่างละเอียด ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา ตั้งแต่การศึกษาลักษณะทางสัณฐานวิทยา โครงสร้างระดับจุลกายวิภาค การวิเคราะห์ข้อมูลพันธุกรรม ตลอดจนการเปรียบเทียบความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการ เพื่อยืนยันตัวตนของสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ โดยทีมวิจัยประกอบด้วย น.ส.อนันญา สหทิพยกุล และ น.ส.วาสนา ศุภผ่องศรี นิสิตระดับปริญญาโท ภายใต้การดูแลของ รศ.ดร.ปิยังกูล และได้รับความร่วมมือจาก ดร.อัมพวา ปินเรือน นักวิจัยจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ในการร่วมกันวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงวิวัฒนาการของเห็ดชนิดนี้ และเนื่องจากดอกเห็ดมีขนาดเล็กเพียงไม่กี่มิลลิเมตร ทีมวิจัยได้รับความร่วมมือจาก ดร.จิโรจน์ แสงรัตนประ เสริฐ และนายธีร์ธวัช อาวพิทักษ์ ครูและนักเรียนจากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ในการศึกษารายละเอียดโครงสร้างขนาดเล็กภายใต้กล้องจุลทรรศน์ จนได้ข้อมูลสำคัญที่ใช้ประกอบการแยกชนิด

ผลการศึกษายืนยันตรงกันว่า เห็ดชนิดนี้ไม่ตรงกับข้อมูลของเห็ดชนิดใดที่เคยมีรายงานมาก่อน จึงได้รับการรับรองให้เป็น เห็ดชนิดใหม่ของโลก และนับเป็นรายงานแรกของสกุล Calathella ที่ได้รับการบันทึกอย่างเป็นทางการในประเทศไทย

แม้จะมีขนาดเล็ก แต่เห็ดชนิดนี้กลับมีความสามารถในการดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายอย่างยิ่ง โดยขึ้นเฉพาะบนฝักของต้นโกงกางที่ตายแล้วในเขตน้ำขึ้นน้ำลงของป่าชายเลน ต้องเผชิญทั้งความเค็มของน้ำทะเล การจมน้ำ และการแห้งสลับกันเป็นประจำ การปรับตัวให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในระบบนิเวศเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ของวิวัฒนาการและความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในป่าชายเลน จนถึงปัจจุบัน ทีมวิจัยพบเห็ดชนิดนี้ใน 3 พื้นที่ ได้แก่ จันทบุรี เพชรบุรี และสมุทรสงคราม

เนื่องในโอกาสมหามงคลที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุครบ 70 พรรษา เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2568 วารสาร Tropical Natural History ได้จัดทำฉบับพิเศษรวบรวมผลงานการค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลกจากประเทศไทย เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติและน้อมถวายผลงานวิชาการแด่พระองค์ ผู้ทรงได้รับการยกย่องในฐานะ “เจ้าฟ้านักอนุกรมวิธานและความหลากหลายทางชีวภาพแห่งประเทศไทย” เห็ดชนิดใหม่ที่ค้นพบครั้งนี้ได้รับพระราชทานชื่อสามัญภาษาไทยว่า “เห็ดโกงกางจิ๋วสิรินธร” และพระราชทานให้ใช้คำว่า sirindhorniae เป็นชื่อเฉพาะในชื่อวิทยาศาสตร์ Calathella sirindhorniae เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การศึกษาวิจัย และการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง จนเป็นแรงบันดาลใจสำคัญต่อวงการอนุกรมวิธานและนักวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ

รศ.ดร.ปิยังกูล กล่าวว่า มากกว่าเห็ดชนิดใหม่ของโลก สำหรับนักวิทยาศาสตร์ การค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลกไม่ได้หมายถึงการเพิ่มชื่อสิ่งมีชีวิตอีกหนึ่งชื่อในฐานข้อมูลเท่านั้น แต่คือการเติมเต็มองค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความหลากหลายของระบบนิเวศสูง แต่ยังมีเชื้อราและจุลินทรีย์อีกจำนวนมากที่ยังไม่ถูกค้นพบหรือศึกษา โดยเฉพาะในป่าชายเลน ซึ่งเป็นระบบนิเวศที่มีความสำคัญต่อการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง การกักเก็บคาร์บอน และเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำหลากหลายชนิด

ในระบบนิเวศนี้ “เห็ดโกงกางจิ๋วสิรินธร” ทำหน้าที่เป็นผู้ย่อยสลาย ช่วยย่อยเศษซากพืชและหมุนเวียนธาตุอาหารกลับคืนสู่ธรรมชาติ ทำให้ป่าชายเลนสามารถดำรงสมดุลของระบบนิเวศได้ การค้นพบครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งหลักฐานว่า ธรรมชาติยังมีเรื่องราวอีกมากที่รอการค้นพบ

เมื่อย้อนมองถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องราว รศ.ดร.ปิยังกูล มองว่า การค้นพบครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการตั้งใจออกตามหาเห็ดชนิดใหม่ แต่เกิดจากการเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่และไม่มองข้ามรายละเอียดเล็กๆในธรรมชาติ หากวันนั้นไม่ได้ก้มลงมองเห็ดดอกจิ๋วบนฝักโกงกาง หรือคิดว่าเป็นเพียงเห็ดธรรมดา เราอาจไม่มีวันรู้เลยว่า สิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลกกำลังซ่อนตัวอยู่ตรงหน้า เพราะหลายครั้ง การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้เริ่มต้นจากห้องปฏิบัติการหรือเครื่องมืออันทันสมัย แต่เริ่มต้นจาก ความช่างสังเกต ความอยากรู้อยากเห็น และความกล้าที่จะตั้งคำถาม กับสิ่งเล็กๆรอบตัว ซึ่งอาจนำไปสู่การเติมเต็มองค์ความรู้ของโลกได้ในที่สุด

เอกสารอ้างอิง

Lueangjaroenkit, P., Sahathippayakul, A. , Supapongsri, V. , Aowpitak, T. , Sangrattanaprasert, J. , Ngernsaengsaruay, C. and Pinruan, U. 2025. Calathella sirindhorniae (Agaricales, Basidiomycota), A New Cyphelloid Fungus from Thailand. Tropical Natural History. 25, 8 (Nov. 2025), 460–471. DOI:https://doi.org/10.58837/tnh.25.8.267354.

ดัน มวยไทย สู่ยูเนสโก! เพชรบุรี จัดรวมพล 10 ชาติ 101 ชีวิต ผนึกสืบสานศิลปะการต่อสู้ของชาติ

ดัน มวยไทย สู่ยูเนสโก! เพชรบุรี จัดรวมพล 10 ชาติ 101 ชีวิต ผนึกสืบสานศิลปะการต่อสู้ของชาติ

ดัน มวยไทย สู่ยูเนสโก! เพชรบุรี จัดรวมพล 10 ชาติ 101 ชีวิต ผนึกสืบสานศิลปะการต่อสู้ของชาติ

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.49 น.

ดัน มวยไทย สู่ยูเนสโก! เพชรบุรี จัดรวมพล 10 ชาติ 101 ชีวิต ผนึกสืบสานศิลปะการต่อสู้ของชาติ สส.กระแต โชว์ลีลาแม่ไม้มวยไทย ชูเป็น ซอฟต์พาวเวอร์ ทรงพลัง เดินหน้าปั้นมาตรฐานสู่สากล

เมื่อวันที่ 5 ส.ค.2569 ที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 47 อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสัมมนามวยไทยนานาชาติ ประจำปี 2569 จัดขึ้นโดยสมาคมสยามยุทธกีฬาพื้นเมืองไทย ร่วมกับภาคีเครือข่ายหลายภาคส่วน เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ ยกระดับมาตรฐาน และขับเคลื่อนมวยไทยสู่เวทีสากล โดยการจัดสัมมนาฯมีตั้งแต่วันที่ 5-12 สิงหาคม 2569 หลังจากนั้นผู้เข้าร่วมสัมมนาที่มาจากต่างประเทศจะอยู่ท่องเที่ยวในประเทศไทยต่อเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้เข้าร่วมจากต่างประเทศจำนวน 101 คน จาก 10 ประเทศ รวมทั้งสมาชิกสมาคม ผู้ฝึกสอน นักกีฬา และผู้เกี่ยวข้องจากประเทศไทยเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง สะท้อนให้เห็นถึงกระแสความนิยมของมวยไทยที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในระดับนานาชาติ และความเชื่อมั่นของเครือข่ายมวยไทยทั่วโลกที่มีต่อการดำเนินงานของสมาคม ซึ่งมีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมเพิ่มขึ้นทุกปี 

นอกจากนั้น สีสันพิเศษของการจัดงานในปีนี้อยู่ที่ นางธิวัลรัตน์ หรือ สส.กระแต ได้สวมบทแม่ไม้มวยไทย ออกมาแสดงลีลาไหว้ครูมวยไทยให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับชมอย่างใกล้ชิด หลังจากเจ้าตัวเคยฝึกฝนศิลปะมวยไทยมาอย่างจริงจัง โดยทุกจังหวะการย่างสามขุม การร่ายรำ และท่วงท่าที่อ่อนช้อยแต่แฝงไว้ด้วยความเข้มแข็ง เรียกเสียงปรบมือและเสียงเชียร์จากผู้ร่วมงานอย่างกึกก้อง สร้างความฮือฮาและความประทับใจไปทั่วทั้งบริเวณ พร้อมสะท้อนให้เห็นว่า “มวยไทย” มิได้เป็นเพียงกีฬาการต่อสู้ หากยังเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่งดงามและทรงคุณค่าของชาติไทย

นางธิวัลรัตน์ กล่าวว่า มวยไทยไม่ใช่เพียงศิลปะการต่อสู้หรือกีฬาที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย แต่เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า สะท้อนจิตวิญญาณ ความกล้าหาญ ระเบียบวินัย และอัตลักษณ์ความเป็นไทยที่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศอย่างไรก็ตาม การสัมมนาครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนามาตรฐานการฝึกสอน และร่วมกันกำหนดแนวทางอนุรักษ์มวยไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์และคุณค่าดั้งเดิมไว้อย่างครบถ้วน

ประธานกมธ.การศาสนาฯ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการผลักดันมวยไทยในระดับนานาชาติว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อปี 2567 เห็นชอบให้เสนอ “มวยไทย (Muay Thai : Thai Traditional Boxing)” ขึ้นทะเบียนเป็นตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อองค์การยูเนสโก (UNESCO) และคาดว่า จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในปี พ.ศ.2571

นางธิวัลรัตน์ กล่าวด้วยว่า ยืนยันว่า ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการฯ จะเดินหน้าผลักดันและสนับสนุนการขึ้นทะเบียนดังกล่าวอย่างเต็มกำลัง เพื่อร่วมอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดคุณค่าของมวยไทย ทั้งในมิติทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก พร้อมเชื่อมั่นว่าความร่วมมือของทุกภาคส่วนจะเป็นพลังสำคัญในการยกระดับมวยไทยสู่มาตรฐานสากล และสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยหันมาออกกำลังกาย พร้อมภาคภูมิใจในศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาติ เพื่อส่งต่อมรดกทางภูมิปัญญานี้สู่คนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน นอกจากกิจกรรมการสัมมนาและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้แล้ว คณะผู้เข้าร่วมจากต่างประเทศยังมีกำหนดศึกษาดูงานและเยี่ยมชมแหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัดเพชรบุรี อาทิ วัดใหญ่สุวรรณาราม วรวิหาร พระนครคีรี (เขาวัง) พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน และแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์เมืองเพชร เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้แทนจากนานาประเทศได้สัมผัสคุณค่าของศิลปกรรม สถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ และวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่นของไทยอย่างใกล้ชิด

นางธิวัลรัตน์ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม การจัดกิจกรรมในครั้งนี้จึงไม่ได้มุ่งเพียงการพัฒนามาตรฐานมวยไทยในระดับนานาชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นการใช้มวยไทยเป็นสื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้มรดกทางศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดเพชรบุรี สร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมจากทั่วโลก และต่อยอดการประชาสัมพันธ์ทุนทางวัฒนธรรมของประเทศไทย ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและซอฟต์พาวเวอร์ไทยสู่เวทีนานาชาติ

ด่วน! แผ่นดินไหวขนาด 6.3 นอกชายฝั่งฟิลิปปินส์ ประชาชนแตกตื่น ยังไม่มีรายงานความเสียหาย

ด่วน! แผ่นดินไหวขนาด 6.3 นอกชายฝั่งฟิลิปปินส์ ประชาชนแตกตื่น ยังไม่มีรายงานความเสียหาย

5 ส.ค. 2569 13:53 น.

ด่วน! แผ่นดินไหวขนาด 6.3 นอกชายฝั่งฟิลิปปินส์ ประชาชนแตกตื่น ยังไม่มีรายงานความเสียหาย

เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.3 นอกชายฝั่งทางใต้ของประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อช่วงเที่ยงที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น โดย จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ห่างจากเกาะซารังกานี ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 32 กิโลเมตร

USGS ระบุว่า แผ่นดินไหวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 12.14 น. ตามเวลาท้องถิ่น และมีความลึกประมาณ 62 กิโลเมตร ขณะที่ยังไม่มีการประกาศเตือนภัยสึนามิ และยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือความเสียหายต่ออาคารและสิ่งปลูกสร้าง

ฮาร์ลี เซาโร เจ้าหน้าที่กู้ภัยบนเกาะซารังกานี เปิดเผยกับสำนักข่าว AFP ว่า ขณะเกิดแผ่นดินไหวมีประชาชนจำนวนมากรวมตัวกันอยู่ที่ศาลาประชาคม เพื่อรับเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ ส่งผลให้ผู้คนแตกตื่นและวิ่งหนีออกจากพื้นที่ด้วยความตกใจ แต่ทุกคนปลอดภัย พร้อมประเมินว่า จากประสบการณ์และการตรวจสอบเบื้องต้น ไม่น่าจะมีผู้เสียชีวิตหรือความเสียหายรุนแรงเกิดขึ้น

เหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลังจากเมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา ฟิลิปปินส์เผชิญแผ่นดินไหวรุนแรงบนเกาะมินดาเนา ซึ่งทำให้อาคารหลายแห่งพังถล่ม เกิดดินถล่ม และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 76 ราย โดยแรงสั่นสะเทือนครั้งนั้นยังทำให้พื้นทะเลยกตัวขึ้นถึง 2 เมตร ส่งผลกระทบต่อแนวปะการังและระบบนิเวศทางทะเล

ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์ตั้งอยู่บนแนว “วงแหวนแห่งไฟ” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดบ่อยครั้ง ทำให้ประเทศแห่งนี้เผชิญเหตุแผ่นดินไหวแทบทุกวัน.

ที่มา : channelnewsasia

เกาหลีเหนือขู่ใช้มาตรการทางทหาร ตอบโต้ที่ญี่ปุ่นเร่งเสริมกำลังป้องกันประเทศ

เกาหลีเหนือขู่ใช้มาตรการทางทหาร ตอบโต้ที่ญี่ปุ่นเร่งเสริมกำลังป้องกันประเทศ

5 ส.ค. 2569 12:20 น.

เกาหลีเหนือขู่ใช้มาตรการทางทหาร ตอบโต้ที่ญี่ปุ่นเร่งเสริมกำลังป้องกันประเทศ

คิม โย จอง น้องสาวคิม จอง อึน ประกาศกร้าว เกาหลีเหนือจะใช้มาตรการทางทหาร ตอบโต้ญี่ปุ่น หลังจากรมต. กลาโหมญี่ปุ่น แถลงจะเร่งเดินหน้าเสริมศักยภาพด้านความมั่นคง

สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) เผยแพร่แถลงการณ์ของ คิม โย จอง น้องสาวผู้ทรงอิทธิพลของผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จอง อึน เมื่อวันพุธ (5 ส.ค.) ระบุว่า ผู้นำเกาหลีเหนือจะกำหนดทางเลือกทางทหารเพิ่มเติม เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านความมั่นคงของญี่ปุ่น

คิม โย จอง ระบุว่า ญี่ปุ่นซึ่งเป็นรัฐอาชญากรสงคราม กำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นรัฐแห่งสงคราม้  โดยได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ พร้อมยกตัวอย่างการทดสอบยิงขีปนาวุธร่อนพิสัยไกล โทมาฮอว์ก (Tomahawk) ของญี่ปุ่น รวมถึงการเข้าร่วมการซ้อมรบร่วมกับสหรัฐฯ และฟิลิปปินส์เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ว่าเป็นหลักฐานของการขยายบทบาททางทหารในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

เธอยังกล่าวหาว่า ญี่ปุ่นกำลังผลักดันขีดความสามารถในการโจมตีเชิงป้องกันล่วงหน้า พร้อมย้ำว่าเกาหลีเหนือจะไม่ยืนดูเฉย ๆ หากการพัฒนาทางทหารของญี่ปุ่นก่อให้เกิดภัยคุกคามร้ายแรงต่อประเทศ

คำแถลงดังกล่าวมีขึ้นหลังจาก เก็น นากาทานิ รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น ระบุเมื่อวันอังคารว่า ญี่ปุ่นจำเป็นต้องเร่งเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพด้วยความรู้สึกเร่งด่วนและตระหนักถึงวิกฤต ภายหลังรายงานด้านความมั่นคงฉบับล่าสุดเตือนถึงภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากจีน รัสเซีย และเกาหลีเหนือ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้ทยอยปรับนโยบายด้านความมั่นคง โดยเพิ่มงบประมาณกลาโหม ขยายความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศกับพันธมิตร และติดตั้งระบบขีปนาวุธบนหมู่เกาะรอบนอก เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไปในภูมิภาค

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ญี่ปุ่นเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมในปี 2568 ขึ้น 9.7% เป็น 62,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 1.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2501

ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือกับญี่ปุ่นยังคงเปราะบางจากบาดแผลในประวัติศาสตร์ หลังญี่ปุ่นเคยปกครองคาบสมุทรเกาหลีจนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 2488 ขณะที่จีน ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของเกาหลีเหนือ ก็แสดงความกังวลต่อสิ่งที่เรียกว่าลัทธิทหารรูปแบบใหม่ของญี่ปุ่นเช่นกัน

นอกจากนี้ ความตึงเครียดในภูมิภาคยังเพิ่มสูงขึ้น หลังนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทากาอิจิ แสดงท่าทีว่าหากจีนใช้กำลังยึดไต้หวัน ญี่ปุ่นอาจจำเป็นต้องตอบสนองทางทหาร ขณะที่เกาหลีเหนือยังคงประกาศจุดยืนว่าเป็นรัฐนิวเคลียร์ที่ไม่อาจย้อนกลับได้ ภายหลังการเจรจากับประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ในปี 2562 ล้มเหลว จากความเห็นต่างเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์และการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร.

ที่มา : channelnewsasia

ไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” มุ่งหน้าญี่ปุ่น เตรียมขึ้นฝั่งโอกินาวะวันศุกร์ เตือนฝนหนัก ลมแรง กระทบไต้หวัน-จีน

ไต้ฝุ่น "ดอลฟิน" มุ่งหน้าญี่ปุ่น เตรียมขึ้นฝั่งโอกินาวะวันศุกร์ เตือนฝนหนัก ลมแรง กระทบไต้หวัน-จีน

5 ส.ค. 2569 11:44 น.

ไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” มุ่งหน้าญี่ปุ่น เตรียมขึ้นฝั่งโอกินาวะวันศุกร์ เตือนฝนหนัก ลมแรง กระทบไต้หวัน-จีน

ญี่ปุ่นเตรียมรับมือไต้ฝุ่นดอลฟิน ซึ่งกำลังเคลื่อนผ่านแปซิฟิกมุ่งหน้าหมู่เกาะโอกินาวะ โดยอุตุฯญี่ปุ่นระบุ เป็นพายุขนาดใหญ่และมีกำลังแรงมาก พร้อมเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงให้เตรียมรับมือ

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) ระบุว่า พายุไต้ฝุ่นดอลฟินเป็นพายุขนาดใหญ่และมีกำลังแรงมาก โดยพายุได้พัดผ่านหมู่เกาะโอกาซาวาระ หรือหมู่เกาะโบนิน ซึ่งเป็นพื้นที่แรกของญี่ปุ่นที่ได้รับอิทธิพลเมื่อวันอังคาร ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นยังคงติดตามเส้นทางพายุอย่างใกล้ชิด โดยคาดว่าในวันพุธจะยังส่งผลให้หมู่เกาะโอกาซาวาระเผชิญลมแรง ก่อนเคลื่อนเข้าใกล้หมู่เกาะไดโตะและหมู่เกาะอามามิในวันพฤหัสบดี และมีแนวโน้มขึ้นฝั่งที่เกาะโอกินาวะในเช้าวันศุกร์ พร้อมออกประกาศเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงให้เตรียมรับมือสภาพอากาศรุนแรง ทั้งลมกระโชกแรง ฝนตกหนัก คลื่นลมแรง รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดไฟฟ้าดับและการอพยพประชาชน

ข้อมูลจากเว็บไซต์ติดตามสภาพอากาศ Zoom Earth ระบุว่า เมื่อเวลา 05.00 น. GMT ของวันอังคาร (4 ส.ค.) ไต้ฝุ่นดอลฟินมีความเร็วลมสูงสุดประมาณ 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จัดอยู่ในระดับ “ไต้ฝุ่นกำลังแรงมาก” หลังพัฒนาตัวจากหย่อมความกดอากาศต่ำที่ก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ก่อนทวีกำลังเป็นพายุโซนร้อน พายุโซนร้อนกำลังแรง ไต้ฝุ่น และเคยเพิ่มความรุนแรงถึงระดับ ซูเปอร์ไต้ฝุ่น ระหว่างการเคลื่อนตัวข้ามมหาสมุทรหลายพันกิโลเมตร

เกาะโอกินาวะ ซึ่งมีประชากรราว 1.4 ล้านคน ได้รับคำแนะนำจากหน่วยงานท้องถิ่นให้เร่งเสริมความแข็งแรงของบ้านเรือน หลีกเลี่ยงพื้นที่ชายฝั่ง เตรียมสิ่งของจำเป็น และพร้อมอพยพหากมีคำสั่งจากทางการ ขณะที่เที่ยวบินและเรือโดยสารหลายเส้นทางอาจได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่เลวร้าย

นอกจากญี่ปุ่นแล้ว พายุไต้ฝุ่นดอลฟินยังคาดว่าจะส่งผลให้พื้นที่ตอนเหนือและตะวันออกของไต้หวันเผชิญฝนตกหนัก ลมกระโชกแรง และคลื่นสูง ส่วนพื้นที่ชายฝั่งทางตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ของจีนก็มีแนวโน้มเกิดฝนตกหนักเช่นกัน

สำหรับชื่อ “ดอลฟิน” มาจาก โลมาขาวจีนของฮ่องกง ซึ่งเป็นชื่อที่ฮ่องกงเสนอเข้าสู่บัญชีรายชื่อพายุหมุนเขตร้อนของคณะกรรมการไต้ฝุ่น ภายใต้องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) โดยชื่อพายุในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือจะใช้ชื่อที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ พืช และวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก

ทั้งนี้ แม้จะมีชื่อเรียกแตกต่างกัน แต่ ไต้ฝุ่น เฮอริเคน และ ไซโคลน ล้วนเป็นพายุหมุนเขตร้อนประเภทเดียวกัน โดยแตกต่างกันตามพื้นที่ที่ก่อตัวของพายุเท่านั้น ไต้ฝุ่นเกิดในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ เฮอริเคนเกิดในมหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิกตะวันออก ส่วนไซโคลนเกิดในมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกตอนใต้.

ที่มา : Aljazeera

จับชายติดอาวุธบุกสนามกอล์ฟ “โดนัลด์ ทรัมป์” พบปืน-กระสุน-ปืนไรเฟิลจู่โจม เร่งสอบแรงจูงใจ

จับชายติดอาวุธบุกสนามกอล์ฟ "โดนัลด์ ทรัมป์" พบปืน-กระสุน-ปืนไรเฟิลจู่โจม เร่งสอบแรงจูงใจ

5 ส.ค. 2569 10:28 น.

จับชายติดอาวุธบุกสนามกอล์ฟ “โดนัลด์ ทรัมป์” พบปืน-กระสุน-ปืนไรเฟิลจู่โจม เร่งสอบแรงจูงใจ

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จับกุมชายวัย 38 ปี พร้อมอาวุธปืนและเครื่องกระสุนจำนวนมาก ภายในสนามกอล์ฟของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เจ้าหน้าที่เร่งสอบสวนแรงจูงใจและพิจารณาดำเนินคดี

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จับกุมนายฌานีน จอห์น เทเล ชายวัย 38 ปี จากเมืองดาวนีย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย พร้อมอาวุธปืนและเครื่องกระสุนจำนวนมาก ภายในสนามกอล์ฟของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในเมืองแรนโช ปาลอส เวอร์เดส นครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย 

โดยการจับกุมมีขึ้นเมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบของรัฐบาลกลางสังเกตเห็นเขาเดินถ่ายภาพและบันทึกวิดีโอทั่วบริเวณสนามกอล์ฟ พร้อมมีพฤติกรรมคล้ายเฝ้าสังเกตมาตรการรักษาความปลอดภัยก่อนการเดินทางของประธานาธิบดี

ระหว่างควบคุมตัว เจ้าหน้าที่พบแม็กกาซีนบรรจุกระสุนขนาด 16 นัด พร้อมกระสุนหัวกลวง อยู่ในกระเป๋ากางเกงของผู้ต้องสงสัย ก่อนตรวจค้นรถยนต์และพบปืนพกที่บรรจุกระสุนแล้ว รวมถึงแม็กกาซีนพร้อมกระสุนหัวกลวงเพิ่มเติม

ต่อมาเจ้าหน้าที่สำนักงานนายอำเภอร่วมกับหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายของสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (FBI) เข้าตรวจค้นบ้านพักของผู้ต้องสงสัย และพบปืนไรเฟิลลักษณะจู่โจม ปืนพก เสื้อเกราะกันกระสุน แม็กกาซีนความจุสูง เครื่องกระสุน วิทยุสื่อสาร 2 เครื่อง และสมุดบันทึกหลายเล่มที่มีข้อความซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าน่ากังวล

ขณะนี้สำนักงานอัยการเทศมณฑลลอสแอนเจลิสอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะตั้งข้อหาผู้ต้องสงสัยหรือไม่ หลังได้รับสำนวนคดีจากพนักงานสอบสวนเมื่อเช้าวันอังคาร

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียง 2 วันก่อนที่ทรัมป์จะเดินทางมาร่วมงานระดมทุนของพรรครีพับลิกัน โดยทรัมป์เดินทางถึงสนามกอล์ฟด้วยเฮลิคอปเตอร์ในช่วงเย็นวันอังคาร เพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงระดมทุนของคณะกรรมการแห่งชาติพรรครีพับลิกัน แต่การเยือนครั้งนี้ปิดไม่ให้สื่อมวลชนเข้าทำข่าว 

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลด้านความปลอดภัย หลังทรัมป์ตกเป็นเป้าความพยายามลอบสังหารหลายครั้งนับตั้งแต่เปิดตัวลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกสมัย โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 เขาถูกมือปืนยิงระหว่างการปราศรัยหาเสียงที่รัฐเพนซิลเวเนีย กระสุนเฉี่ยวใบหูได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย และมีผู้ร่วมงานเสียชีวิต 1 ราย ขณะที่ต่อมายังมีชายติดอาวุธถูกจับกุมในสนามกอล์ฟของทรัมป์ที่รัฐฟลอริดา รวมถึงเหตุชายติดอาวุธพยายามบุกสถานที่จัดงานในกรุงวอชิงตันเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

การเยือนรัฐแคลิฟอร์เนียครั้งนี้ของทรัมป์ ซึ่งถือเป็นรัฐฐานเสียงสำคัญของพรรคเดโมแครต มีขึ้นเพื่อระดมทุนและผลักดันนโยบายก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ขณะที่ก่อนทรัมป์เดินทางถึงเพียงไม่กี่ชั่วโมง ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย กาวิน นิวซัม ได้เรียกร้องให้รัฐบาลกลางเร่งอนุมัติงบฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุไฟป่าครั้งใหญ่ในนครลอสแอนเจลิส พร้อมระบุว่าประเด็นดังกล่าวควรอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง.

ที่มา : channelnewsasia

เนปาลจัดพิธีไว้อาลัย 10 นักปีนเขา เหยื่อหิมะถล่ม “บรอดพีก” ในปากีสถาน สูญเสียครั้งใหญ่ของวงการ

เนปาลจัดพิธีไว้อาลัย 10 นักปีนเขา เหยื่อหิมะถล่ม "บรอดพีก" ในปากีสถาน สูญเสียครั้งใหญ่ของวงการ

5 ส.ค. 2569 10:16 น.

เนปาลจัดพิธีไว้อาลัย 10 นักปีนเขา เหยื่อหิมะถล่ม “บรอดพีก” ในปากีสถาน สูญเสียครั้งใหญ่ของวงการ

ชุมชนนักปีนเขาเนปาล พร้อมด้วยคณะนักการทูตจากหลายประเทศ ร่วมกันจัดพิธีจุดเทียนไว้อาลัยที่กรุงกาฐมาณฑุ เพื่อรำลึกถึงนักปีนเขา 10 คน ที่เสียชีวิตจากเหตุหิมะถล่มบนยอดเขา “บรอดพีก” ในปากีสถาน

พระสงฆ์ในศาสนาพุทธร่วมสวดมนต์อุทิศส่วนกุศล ขณะที่ผู้เข้าร่วมต่างจุดเทียนและร่วมภาวนาเพื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุหิมะถล่มบนยอดเขา “บรอดพีก” ในปากีสถาน ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า

ทุล ซิงห์ กูรัง ไกด์ภูเขาจากสมาคมไกด์ภูเขาแห่งชาติเนปาลกล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ ไม่เพียงต่อวงการนักปีนเขา แต่ยังรวมถึงประเทศเนปาลทั้งหมด

โศกนาฏกรรมครั้งนี้สร้างความสะเทือนใจให้กับวงการปีนเขาทั่วโลก เนื่องจากหนึ่งในผู้เสียชีวิตคือ นีร์มัล “นิมส์” ปูร์จา นักปีนเขาชาวเนปาลระดับตำนาน เจ้าของสถิติพิชิตยอดเขาที่สูงกว่า 8,000 เมตรครบทั้ง 14 ยอดของโลกภายในเวลาเพียง 6 เดือน 6 วัน ซึ่งสร้างชื่อเสียงไปทั่วโลกจากโครงการ “Project Possible” และสารคดีของ Netflix อีกทั้งยังเป็นอดีตทหารหน่วยรบพิเศษของกองทัพอังกฤษ ผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันวงการปีนเขาเนปาลให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ การเสียชีวิตของเขาพร้อมเพื่อนร่วมคณะอีก 9 คน จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดของวงการนักปีนเขาในรอบหลายปี

โศกนาฏกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ในพื้นที่กิลกิต-บัลติสถาน ทางตอนเหนือของปากีสถาน เมื่อหิมะถล่มพัดกวาดทีมนักปีนเขาซึ่งประกอบด้วยผู้ร่วมคณะจากเนปาล โอมาน ปากีสถาน จีน สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา โดยสมาคมอัลไพน์แห่งปากีสถานระบุว่า นี่เป็นหนึ่งในอุบัติเหตุปีนเขาที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ปากีสถานยังคงระดมทีมกู้ภัยเดินเท้าค้นหาร่างผู้เสียชีวิตบนยอดเขาซึ่งมีความสูงเป็นอันดับ 12 ของโลก หลังสภาพอากาศเลวร้ายทำให้เฮลิคอปเตอร์ไม่สามารถขึ้นบินได้

จนถึงขณะนี้ ทีมกู้ภัยพบร่างผู้เสียชีวิตแล้ว 8 ราย และสามารถลำเลียงร่างลงจากภูเขาได้อย่างน้อย 3 รายตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ขณะที่ปฏิบัติการค้นหาและกู้ร่างผู้เสียชีวิตที่เหลือยังคงดำเนินต่อไป.

ที่มา : AP

กรุงโซล เกาหลีใต้ ประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนระดับสูงสุดเป็นครั้งแรก คาดอุณหภูมิแตะ 38 องศา

กรุงโซล เกาหลีใต้ ประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนระดับสูงสุดเป็นครั้งแรก คาดอุณหภูมิแตะ 38 องศา

5 ส.ค. 2569 09:44 น.

กรุงโซล เกาหลีใต้ ประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนระดับสูงสุดเป็นครั้งแรก คาดอุณหภูมิแตะ 38 องศา

กรุงโซล ของเกาหลีใต้ ออกคำเตือนคลื่นความร้อนระดับสูงสุดเป็นครั้งแรก คาดอุณหภูมิช่วงกลางวันพุ่งถึง 38 องศาเซลเซียส ขณะยอดผู้ป่วยจากความร้อนสะสมเพิ่มเป็น 185 ราย เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวยอนฮัปรายงานว่า กรมอุตุนิยมวิทยาเกาหลี ออกคำเตือนคลื่นความร้อนระดับร้ายแรง (Serious Heat Wave Warning) สำหรับบางพื้นที่ของกรุงโซลเป็นครั้งแรก เมื่อเวลา 11.00 น. วันอังคารที่ 4 สิงหาคม หลังคลื่นความร้อนทวีความรุนแรงขึ้น และคาดว่าอุณหภูมิในกรุงโซลจะสูงถึง 38 องศาเซลเซียส โดยคำเตือนระดับสูงสุดครอบคลุมพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้และตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงโซล ส่งผลให้เขตปกครอง 11 แห่ง รวมถึงเขตคังนัม เขตซงพา เขตคังซอ และเขตกวานัก อยู่ภายใต้คำเตือนฉบับนี้

นอกจากนี้ กรุงโซลได้กำหนดสถานที่ประมาณ 4,000 แห่งให้เป็นศูนย์พักพิงคลายร้อน เช่น ศูนย์ชุมชน ศูนย์ผู้สูงอายุ และศูนย์สวัสดิการ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าไปพักหลบร้อนได้ ขณะเดียวกัน กระทรวงมหาดไทยและความปลอดภัยของเกาหลีใต้ได้ส่งข้อความแจ้งเตือนประชาชน ขอให้หลีกเลี่ยงการออกจากบ้านและทำกิจกรรมกลางแจ้ง ดื่มน้ำให้เพียงพอ พักในสถานที่ที่มีอากาศเย็น และดูแลความปลอดภัยของสมาชิกในครอบครัวอย่างใกล้ชิด

รายงานข่าวระบุว่า คำเตือนคลื่นความร้อนระดับร้ายแรงเพิ่งถูกบรรจุเข้าในระบบแจ้งเตือนคลื่นความร้อนของเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยจะประกาศใช้เมื่ออุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกได้สูงสุดแตะหรือเกิน 38 องศาเซลเซียส หรืออุณหภูมิสูงสุดของวันแตะหรือเกิน 39 องศาเซลเซียส ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกได้ตั้งแต่ 35 องศาเซลเซียสขึ้นไปติดต่อกันอย่างน้อย 2 วัน

ข้อมูลของทางการระบุว่า เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา พบผู้ป่วยจากโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อนในกรุงโซลเพิ่มอีก 18 ราย ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยสะสมตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม เพิ่มเป็น 185 ราย โดยมีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ ทางการกรุงโซลระบุว่า กำลังติดตามสถานการณ์ผู้ป่วยจากความร้อนอย่างใกล้ชิด และระดมมาตรการรับมืออย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการฉีดพ่นน้ำบนถนนเพื่อลดอุณหภูมิ และการดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ในที่พักอาศัยขนาดเล็กและแออัด.

ที่มา Yonhap

ภูเขาไฟกัวเตมาลาปะทุรุนแรง เข้าสู่ระยะ “ระเบิดขั้นวิกฤต” ทางการเร่งอพยพประชาชนกว่า 1,600 คน

ภูเขาไฟกัวเตมาลาปะทุรุนแรง เข้าสู่ระยะ "ระเบิดขั้นวิกฤต" ทางการเร่งอพยพประชาชนกว่า 1,600 คน

5 ส.ค. 2569 09:16 น.

ภูเขาไฟกัวเตมาลาปะทุรุนแรง เข้าสู่ระยะ “ระเบิดขั้นวิกฤต” ทางการเร่งอพยพประชาชนกว่า 1,600 คน

ภูเขาไฟ “ฟูเอโก” ในกัวเตมาลา ปะทุรุนแรง พ่นลาวา เถ้าถ่าน กระแสเถ้าร้อนลงสู่พื้นที่โดยรอบ ผู้เชี่ยวชาญชี้เข้าสู่ระยะ “ระเบิดขั้นวิกฤต” ทางการเร่งอพยพประชาชนกว่า 1,600 คน กระทบกว่า 29,000 คน

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ภูเขาไฟฟูเอโก (Fuego) ในประเทศกัวเตมาลาปะทุอย่างรุนแรง ส่งผลให้ทางการต้องอพยพประชาชนจากเมืองและชุมชนใกล้เคียงอย่างน้อย 1,699 คน หลังการปะทุเข้าสู่ “ระยะระเบิดขั้นวิกฤต” และมีกระแสไพโรคลาสติก (pyroclastic flows) หรือเถ้าร้อน ไหลลงมาตามหุบเขาและร่องน้ำรอบภูเขาไฟ

นายเอ็ดวิน โรฮัส ผู้อำนวยการสถาบันแผ่นดินไหว ภูเขาไฟ อุตุนิยมวิทยา และอุทกวิทยาแห่งชาติของกัวเตมาลา เปิดเผยว่า กลุ่มเถ้าถ่านจากภูเขาไฟพุ่งสูงเกิน 5,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และกระจายไปไกลถึง 120 กิโลเมตรโดยกิจกรรมของภูเขาไฟฟูเอโกยังคงอยู่ในระยะระเบิดขั้นวิกฤต 

ทางด้านสำนักงานประสานงานเพื่อลดผลกระทบจากภัยพิบัติแห่งชาติของกัวเตมาลา ระบุว่า ประชาชนมากกว่า 29,000 คนได้รับผลกระทบจากเถ้าถ่านที่ตกปกคลุมพื้นที่ ขณะที่สำนักงานการบินพลเรือนกัวเตมาลาได้ออกประกาศเตือนนักบินว่า เถ้าภูเขาไฟส่งผลกระทบต่อน่านฟ้าทางตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ของภูเขาไฟ ไปจนถึงแนวชายแดนเม็กซิโก อย่างไรก็ตาม ท่าอากาศยานนานาชาติหลักของกัวเตมาลายังคงเปิดให้บริการตามปกติ

ขณะเดียวกัน อย่างน้อย 3 เขตประกาศเตือนภัยระดับสีแดง ซึ่งเป็นระดับสูงสุด เพื่อเร่งให้ประชาชนอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงและเข้าพักในศูนย์พักพิง และขณะนี้มีชุมชนได้รับผลกระทบจากควันและเถ้าถ่านแล้วอย่างน้อย 18 แห่ง แต่ยังไม่พบกระแสลาวาไหลเข้าสู่พื้นที่ชุมชน หรือความเสียหายต่อบ้านเรือน

ทั้งนี้ ภูเขาไฟฟูเอโกเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่มีความเคลื่อนไหวมากที่สุดในภูมิภาคอเมริกากลาง ัตั้งอยู่ห่างจากกรุงกัวเตมาลาซิตี เมืองหลวงของกัวเตมาลา ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 50 กิโลเมตร  โดยการปะทุครั้งใหญ่เมื่อปี 2561 ทำให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายหลายร้อยคน.

ที่มา AP