รัสเซีย-ยูเครน โจมตีโต้กันดับ 23 ศพ เจ็บอื้อ ก่อนถึงเวลาหยุดยิง

รัสเซีย-ยูเครน โจมตีโต้กันดับ 23 ศพ เจ็บอื้อ ก่อนถึงเวลาหยุดยิง

6 พ.ค. 2569 06:03 น.

รัสเซีย-ยูเครน โจมตีโต้กันดับ 23 ศพ เจ็บอื้อ ก่อนถึงเวลาหยุดยิง

รัสเซียกับยูเครนยังโจมตีทางอากาศเข้าใส่กันอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมมากกว่า 20 ศพในวันอังคาร ก่อนจะถึงเวลาที่ทั้งสองฝ่ายประกาศหยุดยิงระยะสั้น

เมื่อ 5 พ.ค. 2569 รัสเซียโจมตีในหลายพื้นที่ทั่วประเทศยูเครนระลอกใหม่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 20 ศพ ขณะที่ฝ่ายยูเครนก็ส่งโดรนโจมตีรัสเซียจนมีผู้บาดเจ็บหลายสิบราย ก่อนจะถึงกำหนดเวลาที่ทั้งมอสโกและเคียฟประกาศหยุดยิงแต่คนละช่วงเวลากัน

ทางการแคว้นซาปอริซเซียของยูเครนระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 12 ศพ จากการโจมตีทางอากาศของรัสเซีย ขณะที่ประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประณามเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “การโจมตีโดยผู้ก่อการร้ายที่โหดเหี้ยม” และเผยว่า มีผู้เสียชีวิตอีก 5 ศพที่เมืองครามาทอสค์ และอีก 4 ศพในเมืองดนิโปร

ทางด้านรัสเซีย รัฐบาลในสาธารณรัฐชูวัชรายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 2 ศพ และบาดเจ็บอีก 32 ราย จากการโจมตีด้วยโดรนของยูเครนเมื่อเช้าวันอังคาร

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทั้งรัสเซียและยูเครนต่างประกาศหยุดยิงเพียงฝ่ายเดียว ก่อนที่จะถึงวันรำลึกชัยชนะของสหภาพโซเวียตเหนือนาซีเยอรมนีในวันเสาร์นี้ โดยรัสเซียระบุว่าจะหยุดยิงในวันที่ 8-9 พ.ค. ส่วนยูเครนจะหยุดยิงตั้งแต่วันที่ 6 พ.ค.เป็นต้นไป และจะมีการตอบสนองต่อรัสเซียอย่างเท่าเทียมกันในช่วงเวลาหลังจากนั้น

การประกาศหยุดยิงทั้งสองรูปแบบนี้ดูเหมือนจะเป็นการดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งหมายความว่าทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้ตกลงกันในเรื่องเงื่อนไข ระยะเวลา หรือการตรวจสอบร่วมกัน

นายคีรีโล บูดานอฟ หัวหน้าคณะทำงานของประธานาธิบดีเซเลนสกี กล่าวว่า หากรัสเซียตอบรับการหยุดยิงตามที่ประธานาธิบดียูเครนประกาศ “เราก็จะปฏิบัติตามต่อไป… ขั้นตอนต่อไปขึ้นอยู่กับรัสเซียแล้ว”

ทั้งนี้ ก่อนที่จะถึงกำหนดการหยุดยิงในเที่ยงคืนวันพุธตามเวลาท้องถิ่น ยูเครนยังโจมตีทางอากาศต่อรัสเซียหลายครั้ง โดยพุ่งเป้าไปที่เขตอุตสาหกรรมในเมืองคิริชี แถบเลนินกราด และโรงงานผลิตชิ้นส่วนทางทหารในเมืองเชบอคซารี ในสาธารณรัฐชูวัช

เซเลนสกีระบุว่า มีการใช้ขีปนาวุธร่อน “ฟลามิงโก” (Flamingo) ที่ผลิตภายในประเทศ โจมตีโรงงานที่เมืองเชบอคซารี ซึ่งอยู่ห่างจากแนวหน้าประมาณ 1,500 กิโลเมตร ต่อมากระทรวงกลาโหมของรัสเซียยืนยันว่า สามารถยิงขีปนาวุธฟลามิงโกของยูเครนตก 6 ลูก รวมถึงโดรนอีก 601 ลำ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รูบิโอเผย หลายประเทศยินดีเข้าร่วม “Project Freedom”

รูบิโอเผย หลายประเทศยินดีเข้าร่วม “Project Freedom”

6 พ.ค. 2569 05:11 น.

รูบิโอเผย หลายประเทศยินดีเข้าร่วม “Project Freedom”

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เผยว่า มีหลายประเทศยินดีจะเข้าร่วม Project Freedom เพื่อพาเรือสินค้าต่างๆ เดินทางออกจากช่องแคบฮอร์มุซ หลังติดค้างตั้งแต่สงครามกับอิหร่านเริ่มขึ้น

เมื่อ 5 พ.ค. 2569 นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า มีหลายประเทศที่แสดงความจำนง ทั้งแบบเปิดเผยและเป็นการส่วนตัวว่า จะให้การสนับสนุน “โครงการเสรีภาพ” (Project Freedom) ซึ่งเป็นความพยายามที่นำโดยสหรัฐฯ เพื่อรักษาความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่เขาปฏิเสธที่จะระบุชื่อประเทศเหล่านั้น

“หลายประเทศพูดตรงกันว่า เราต้องลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้ไขปัญหานี้” รูบิโอบอกกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาว หลังถูกถามว่า มีกี่ประเทศที่เสนอตัวให้ความช่วยเหลือ และประเทศเหล่านั้นมีขีดความสามารถด้านใดบ้าง

“หลายประเทศจำเป็นต้องทำอะไรบางอย่าง” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าไม่ใช่ทุกประเทศจะมีกองทัพเรือ และบางประเทศที่มีก็บอกว่า “โอ้ เราจะเข้าร่วมด้วยนะ แต่เราจะเข้ามาหลังจากเรื่องนี้จบลงแล้ว”

รูบิโอชี้ให้เห็นว่า บางประเทศอาจให้การสนับสนุนในรูปแบบที่ไม่เป็นที่เปิดเผยนัก แต่เขาเน้นย้ำถึงความอ่อนไหวในการเปิดเผยรายละเอียด

“ยังมีวิธีอื่น ๆ ที่พวกเขาจะช่วยได้ เป็นวิธีเฉพาะตัวที่พวกเขาสามารถช่วยเราได้ และผมไม่อยากก้าวล่วงว่าประเทศเหล่านั้นคือใคร ด้วยเหตุผลที่ชัดเจนอยู่แล้ว (เรื่องความปลอดภัยและความมั่นคง)”

นอกจากนี้ รูบิโอยังเน้นย้ำว่าสหรัฐฯ จะเป็นผู้แบกรับภาระหลักในปฏิบัติการครั้งนี้ “ผมไม่อยากให้พวกคุณเข้าใจผิด ความรับผิดชอบหลักของโครงการเสรีภาพนี้ตกอยู่ที่สหรัฐฯ เพราะเราเป็นประเทศเดียวที่สามารถแผ่ขยายอำนาจในส่วนนั้นของโลกได้ในแบบที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้”

“นี่ถือเป็นการทำเพื่อโลก เพราะเรือที่ติดค้างอยู่นั้นก็คือเรือของประเทศพวกเขาทั้งสิ้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

รูบิโอเผย ปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ที่เริ่มเมื่อกุมภาพันธ์ “สิ้นสุดลงแล้ว”

รูบิโอเผย ปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ที่เริ่มเมื่อกุมภาพันธ์ “สิ้นสุดลงแล้ว”

6 พ.ค. 2569 03:39 น.

รูบิโอเผย ปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ที่เริ่มเมื่อกุมภาพันธ์ “สิ้นสุดลงแล้ว”

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่า ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านที่เริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ “สิ้นสุดลงแล้ว” และสหรัฐฯ กำลังให้ความสำคัญในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

เมื่อวันอังคารที่ 5 พ.ค. 2569 นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันอย่างชัดเจนว่า ปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านที่เริ่มขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ได้สิ้นสุดลงแล้ว พร้อมระบุว่าภารกิจสำคัญเร่งด่วนของสหรัฐฯ ในขณะนี้คือการเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

“ปฏิบัติการสิ้นสุดลงแล้ว ภารกิจ ‘อีปิก ฟิวรี’ (Epic Fury) ตามที่ประธานาธิบดีได้แจ้งต่อสภาคองเกรสถือว่าจบขั้นตอนนั้นไปแล้ว” รูบิโอกล่าวระหว่างการบรรยายสรุปที่ทำเนียบขาว

“ตอนนี้เรากำลังก้าวเข้าสู่ ‘โครงการแห่งเสรีภาพ’ (Project Freedom)” เขากล่าวต่อ โดยอ้างถึงโครงการริเริ่มของทรัมป์ในการส่งกองกำลังคุ้มกันเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำเนียบขาวได้แจ้งต่อสภาคองเกรสว่า สถานะการเผชิญหน้ากับอิหร่านได้ “ยุติลงแล้ว” เนื่องจากครบกำหนดระยะเวลา 60 วัน ซึ่งหากดำเนินการต่อจะต้องได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากฝ่ายนิติบัญญัติ

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีทรัมป์ยังไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่จะกลับมาเริ่มทิ้งระเบิดโจมตีอิหร่านอีกครั้ง หากการเจรจาล้มเหลวหรืออิหร่านละเมิดข้อตกลงหยุดยิงฉบับปัจจุบัน

รูบิโอกล่าวว่า ประเด็นคำถามเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งรวมถึงคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง จะถูกแก้ไขผ่านกระบวนการเจรจา

“ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเจรจา ผมคิดว่าท่านประธานาธิบดีแสดงออกชัดเจนว่า ส่วนหนึ่งของกระบวนการนั้นไม่ใช่แค่เรื่องการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเท่านั้น แต่รวมถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับวัตถุดิบเหล่านี้ที่ถูกเก็บซ่อนไว้ลึกมากในบางแห่งด้วย” รูบิโอกล่าว

“ผมไม่อยากให้การเจรจาต้องตกอยู่ในอันตราย แต่บอกได้เพียงว่าท่านประธานาธิบดีและทีมงานทุกคนตระหนักดีว่าประเด็นนี้คือหัวใจสำคัญ และมันจะต้องได้รับการจัดการไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”

รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ บอกอีกว่า ตัวแทนของสหรัฐฯ กำลังพยายามทำความเข้าใจในระดับหนึ่งว่า หัวข้อใดบ้างที่รัฐบาลเตหะรานยินดีจะนำมาเจรจา ซึ่งข้อตกลงที่อาจเกิดขึ้นในช่วงแรกนั้น อาจเป็นเพียงการทำความเข้าใจร่วมกันในประเด็นสำคัญระดับสูงเท่านั้น

“เราไม่จำเป็นต้องมีตัวร่างข้อตกลงที่เป็นลายลักษณ์อักษรในทันที” รูบิโอกล่าวเสริม “แต่เราต้องมีแนวทางแก้ไขทางการทูตที่ชัดเจนมากว่า หัวข้อใดที่พวกเขาพร้อมจะเจรจาด้วย รวมถึงขอบเขตและการยอมโอนอ่อนผ่อนตามที่พวกเขาพร้อมจะทำในช่วงเริ่มต้น เพื่อให้การเจรจาเหล่านั้นคุ้มค่าที่จะดำเนินต่อไป”

รูบิโอกล่าวว่า แม้ว่าที่ผ่านมาอิหร่านจะ “พูดอยู่เสมอว่าพวกเขาไม่ต้องการอาวุธนิวเคลียร์… แต่พวกเขาไม่ได้หมายความตามนั้นจริง ๆ”

เขากล่าวหาเตหะรานว่า “กำลังลงมือทำทุกวิถีทาง” แบบที่ประเทศหนึ่งจะทำหาก “ต้องการมีโครงการอาวุธนิวเคลียร์” โดยเขาตั้งข้อสังเกตถึงความพยายามของอิหร่านในการพัฒนานวัตกรรม “ขีปนาวุธส่งกำลังระยะไกล” และการสร้างเครื่องหมุนเหวี่ยงแยกอนุภาคไว้ใต้ดินเพื่อเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียม

รูบิโอกล่าวว่า ตอนนี้ถือเป็นโอกาสของอิหร่านที่จะ “แสดงให้เห็นชัดเจน” ว่าพวกเขาไม่ได้ต้องการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์จริงหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านประกาศกลไกใหม่ เพื่อควบคุมเรือที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อิหร่านประกาศกลไกใหม่ เพื่อควบคุมเรือที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

6 พ.ค. 2569 03:05 น.

อิหร่านประกาศกลไกใหม่ เพื่อควบคุมเรือที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อิหร่านประกาศกลไกใหม่ในการควบคุมเรือที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังพยายามพาเรือที่ติดค้างอยู่นานกว่า 2 เดือนออกมา

เมื่อ 5 พ.ค. 2569 สถานีโทรทัศน์ “เพรสทีวี” (Press TV) ของรัฐบาลอิหร่าน รายงานว่า อิหร่านประกาศใช้กลไกใหม่ในการกำกับดูแลการสัญจรทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ในขณะที่สหรัฐฯ เริ่มโครงการพาเรือสินค้าที่ติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซียนับตั้งแต่สงครามเริ่ม ออกจากน่านน้ำแห่งนี้

รายงานระบุว่า ภายใต้ระบบใหม่เรือทุกลำที่มีความประสงค์จะเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะได้รับอีเมลจากที่อยู่ติดต่อที่เชื่อมโยงกับ หน่วยงานกำกับดูแลช่องแคบอ่าวเปอร์เซีย (PGSA) เพื่อแจ้งให้ทราบถึงกฎระเบียบและข้อบังคับใหม่ในการสัญจร

นอกจากนี้ เรือทุกลำจำเป็นต้อง ขอใบอนุญาตสัญจร (Transit Permit) ก่อนที่จะเดินทางข้ามเส้นทางน้ำดังกล่าว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของโลกสำหรับการขนส่งน้ำมัน

รายงานระบุทิ้งท้ายว่า แผนการดังกล่าวถูกอธิบายว่าเป็น “ระบบการกำกับดูแลตามอำนาจอธิปไตย และขณะนี้ได้เริ่มมีผลบังคับใช้งานแล้วในช่องแคบฮอร์มุซ”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเริ่ม “โครงการเสรีภาพ” (Project Freedom) โดยส่งเรือของกองทัพเข้าไปในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อพาเรือสินค้าที่ติดค้างอยู่นับตั้งแต่สงครามกับอิหร่านเริ่มขึ้น ออกมา ขณะที่อิหร่านประกาศจะตอบโต้อย่างหนัก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

WHO เตือน ไวรัสฮันตาอาจแพร่กระจายแบบคนสู่คนบนเรือสำราญ

WHO เตือน ไวรัสฮันตาอาจแพร่กระจายแบบคนสู่คนบนเรือสำราญ

6 พ.ค. 2569 01:42 น.

WHO เตือน ไวรัสฮันตาอาจแพร่กระจายแบบคนสู่คนบนเรือสำราญ

องค์การอนามัยโลกระบุว่า อาจกำลังมีการแพร่กระจายของไวรัสฮันตาแบบคนสู่คน บนเรือสำราญที่ตอนนี้จอดอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก แต่ยืนยันว่า ความเสี่ยงต่อสาธารณะยังอยู่ในระดับต่ำ

เมื่อ 5 พ.ค. 2569 องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่า อาจเกิดการแพร่เชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) จากคนสู่คน ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นได้ยาก บนเรือสำราญสัญชาติดัตช์ลำหนึ่ง ซึ่งมีรายงานผู้โดยสารเสียชีวิตแล้ว 3 ศพ และต้องทอดสมออยู่กลางทะเลเนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเทียบท่า

“เราเชื่อว่าอาจมีการแพร่เชื้อจากคนสู่คนเกิดขึ้นในกลุ่มผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกันมาก” ดร. มาเรีย แวน เคอร์โคฟ เจ้าหน้าที่จากองค์การอนามัยโลกกล่าว และทาง WHO สันนิษฐานว่าผู้ป่วยรายแรกอาจได้รับเชื้อไวรัสก่อนที่จะขึ้นเรือ

โดยปกติแล้วไวรัสชนิดนี้จะแพร่กระจายจากสัตว์จำพวกหนูสู่คน แต่ WHO ระบุว่าในกรณีนี้ เชื้ออาจแพร่กระจายในกลุ่ม “ผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกันมาก” บนเรือ “เอ็มวี ฮอนดิอุส” (MV Hondius) อย่างไรก็ตาม ทางองค์กรเน้นย้ำว่าความเสี่ยงต่อสาธารณชนทั่วไปยังอยู่ในระดับต่ำ

บริษัท Oceanwide Expeditions ซึ่งเป็นผู้บริหารจัดการเรือสำราญลำนี้ระบุว่า ลูกเรือ 2 ราย เป็นชาวอังกฤษ 1 ราย และชาวดัตช์ 1 ราย จะถูกเคลื่อนย้ายทางอากาศเพื่อไปรักษาตัวที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลังจากเริ่มมี “อาการทางเดินหายใจเฉียบพลัน” นอกจากนี้ บุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับชาวเยอรมันที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้ ก็มีกำหนดจะถูกอพยพออกไปเช่นกัน

เรือ MV Hondius ออกเดินทางจากประเทศอาร์เจนตินาเพื่อล่องข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเมื่อประมาณหนึ่งเดือนที่แล้ว และขณะนี้จอดทอดสมออยู่ใกล้กับประเทศเคปเวิร์ด (Cape Verde) บริเวณชายฝั่งตะวันตกของทวีปแอฟริกา

นายทาริก ยาซาเรวิช โฆษกของ WHO ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า ทีมแพทย์จากเคปเวิร์ดภายใต้การสนับสนุนของ WHO ได้ขึ้นไปบนเรือเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยแล้ว และกำลังดำเนินการตรวจหาเชื้อในผู้โดยสารและลูกเรือรายอื่นๆ ที่เริ่มแสดงอาการ

บริษัท Oceanwide ระบุว่า ยังมีผู้คนอีกประมาณ 149 คนจาก 23 ประเทศที่ยังคงอยู่บนเรือภายใต้ “มาตรการป้องกันที่เข้มงวด” และนอกจากลูกเรือที่กำลังจะได้รับการอพยพแล้ว ยังมีชาวอังกฤษอีก 22 คนที่อยู่บนเรือลำนี้ด้วย

จากรายงานสถานการณ์ล่าสุดของ WHO ระบุว่า จนถึงขณะนี้ตรวจพบผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตาที่ยืนยันผลแล้ว 2 ราย และเป็นผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้ออีก 5 ราย

สำหรับผู้ป่วยที่ยืนยันผลแล้ว 2 ราย ได้แก่ หญิงชาวดัตช์ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิต และชายชาวอังกฤษวัย 69 ปี ซึ่งถูกส่งตัวไปรักษาที่ประเทศแอฟริกาใต้ก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ สามีของหญิงชาวดัตช์ที่เสียชีวิตไปก่อนนั้น ยังไม่ได้รับการยืนยันผลว่าติดเชื้อ เช่นเดียวกับชาวเยอรมันที่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ก็ยังไม่ถูกนับเป็นเคสที่ยืนยันผลแล้วเช่นกัน

WHO ระบุว่า ประเทศสเปนได้อนุญาตให้เรือลำดังกล่าวเข้าเทียบท่าที่หมู่เกาะคะเนรี (Canary Islands) แล้ว เพื่อทำการประเมินความเสี่ยงและติดตามอาการทางการแพทย์เพิ่มเติมได้

แต่ต่อมา กระทรวงสาธารณสุขของสเปนกลับออกมาปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าวว่ายังไม่มีการยืนยันเรื่องการรับเรือลำนี้เข้าเทียบท่า

“การตัดสินใจเกี่ยวกับจุดจอดที่เหมาะสมลำดับถัดไป จะขึ้นอยู่กับข้อมูลทางระบาดวิทยาที่รวบรวมได้จากบนเรือในขณะที่เรือลำนี้แล่นผ่านประเทศเคปเวิร์ด” กระทรวงสาธารณสุขของสเปนระบุในแถลงการณ์ “จนกว่าจะถึงเวลานั้น กระทรวงสาธารณสุขจะยังไม่ตัดสินใจใดๆ ตามที่เราได้ชี้แจงต่อทาง WHO ไปแล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ลั่นน้ำมันแพง เป็นราคาเล็กน้อยที่ต้องจ่าย เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ใหญ่กว่า

ทรัมป์ลั่นน้ำมันแพง เป็นราคาเล็กน้อยที่ต้องจ่าย เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ใหญ่กว่า

5 พ.ค. 2569 23:58 น.

ทรัมป์ลั่นน้ำมันแพง เป็นราคาเล็กน้อยที่ต้องจ่าย เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ใหญ่กว่า

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า การที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงเพราะการทำสงครามกับอิหร่าน เป็นราคาเล็กน้อยที่ต้องจ่าย เพื่อบรรลุเป้าหมายในการป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

เมื่อ 5 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี ออกมากล่าวลดความสำคัญของผลกระทบที่รุนแรง จากความขัดแย้งกับอิหร่านที่มีต่อผู้บริโภคชาวอเมริกันอีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นนั้นเป็น “ราคาเพียงเล็กน้อยที่ต้องจ่าย” เพื่อกำจัดความพยายามของอิหร่านในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

ทรัมป์ระบุว่าราคาเสนอขายน้ำมันดิบต่อบาร์เรลนั้น ไม่ได้พุ่งสูงขึ้นมากเท่าที่เขาคาดการณ์ไว้ในตอนแรก

“ผมเคยคิดว่าน้ำมันจะพุ่งไปถึง 200, 250 หรืออาจจะ 300 ดอลลาร์ด้วยซ้ำ และผมรู้ดีว่ามันจะเป็นเพียงผลกระทบในระยะสั้น” ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าว และเสริมว่า “วันนี้ผมดูราคามันอยู่ที่ประมาณ 102 (ดอลลาร์) ซึ่งถือเป็นราคาที่น้อยมากสำหรับการกำจัดอาวุธนิวเคลียร์ไปจากน้ำมือของคนจิตไม่ปกติเหล่านั้น”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวเสริมว่า เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ราคาน้ำมันก็จะ “กลับเข้าสู่ภาวะปกติเอง”

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากสมาคมรถยนต์อเมริกัน (AAA) ระบุว่า ปัจจุบันราคาน้ำมันเบนซินตามปั๊มในสหรัฐฯ เฉลี่ยอยู่ที่ 4.48 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 31 เซนต์ในสัปดาห์นี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันเฉลี่ยพุ่งสูงขึ้นรวมแล้วประมาณ 50% นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มเปิดฉากขึ้นเมื่อ 28 ก.พ.

ผู้นำสหรัฐฯ ยังปฏิเสธที่จะระบุอย่างชัดเจนว่า การกระทำในลักษณะใดจะถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังจากนายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมยืนยันว่าข้อตกลงหยุดยิงยังมีผลอยู่ แม้ในวันจันทร์ อิหร่านยิงเข้าใส่เรือหลายลำในอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงเรือของสหรัฐฯ และโจมตีเข้าใส่ดินแดนของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อีกครั้ง

“เดี๋ยวพวกคุณก็รู้ เพราะผมจะเป็นคนบอกเอง … พวกเขารู้ดีว่าต้องทำอะไร และรู้ว่าอะไรที่ไม่ควรทำ” ทรัมป์กล่าวภายในห้องทำงานรูปไข่ และว่าขณะนี้อิหร่านกำลัง “มองหาเรือลำเล็ก ๆ เพื่อพยายามจะมาแข่งกับกองทัพเรือที่ยิ่งใหญ่ของเรา”

ทรัมป์ยืนยันว่า ไม่มีใครกล้าท้าทายปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในการปิดล้อมไม่ให้เรือเข้าและออกจากท่าเรือของอิหร่าน และอ้างด้วยว่า ฝ่ายอิหร่านต้องการที่จะทำข้อตกลง

“พวกเขาแค่เล่นเกมไปอย่างนั้น แต่ขอบอกพวกคุณไว้เลยว่า พวกเขาอยากทำข้อตกลงใจจะขาด และใครล่ะจะไม่อยากทำ ในเมื่อกองทัพของคุณพังพินาศไปหมดแล้ว”

ทรัมป์บอกด้วยว่าเขาต้องการเห็นระบบการเงินของอิหร่านล่มสลาย “ก็คงอย่างนั้น เพราะเรากำลังทำให้มันล่มสลายอยู่ … ผมหวังให้มันพังพินาศไปเลย คุณรู้ไหมว่าเพราะอะไร? เพราะผมต้องการชัยชนะยังไงล่ะ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กลาโหมสหรัฐฯ ยืนยัน การหยุดยิงกับอิหร่านยังมีผล ลั่นไม่ได้หาเรื่อง

กลาโหมสหรัฐฯ ยืนยัน การหยุดยิงกับอิหร่านยังมีผล ลั่นไม่ได้หาเรื่อง

5 พ.ค. 2569 22:52 น.

กลาโหมสหรัฐฯ ยืนยัน การหยุดยิงกับอิหร่านยังมีผล ลั่นไม่ได้หาเรื่อง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ยืนยันว่า ข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านยังมีผลอยู่ หลังจากเกิดการยิงตอบโต้กันในน่านน้ำอ่าวเปอร์เซียเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ในขณะที่สหรัฐฯ พยายามพาเรือออกจากช่องแคบ

เมื่อ 5 พ.ค. 2569 นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ยืนยันว่า อิหร่านยังไม่ได้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางระหว่างทั้งสองฝ่าย หลังจากเรือของสหรัฐฯ กับอิหร่านยิงตอบโต้กันเมื่อวันจันทร์ ในขณะที่กองทัพสหรัฐฯ พยายามเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

ก่อนหน้านี้กองทัพสหรัฐฯ แถลงว่า ได้ทำลายเรือลำเล็กของอิหร่านจำนวน 6 ลำ รวมถึงขีปนาวุธร่อนและโดรน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งกองทัพเรือเข้าคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันที่ตกค้างอยู่ให้ผ่านช่องแคบดังกล่าว ในปฏิบัติการที่เขาเรียกว่า “โครงการแห่งเสรีภาพ” (Project Freedom)

นายพีท เฮกเซธ กล่าวว่า ปฏิบัติการเพื่อปกป้องเรือพาณิชย์นี้เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว และข้อตกลงหยุดยิงที่ดำเนินมานาน 4 สัปดาห์นั้นยังไม่สิ้นสุดลง “เราไม่ได้พยายามหาเรื่อง” เขากล่าวในการแถลงข่าว “ในตอนนี้ข้อตกลงหยุดยิงยังคงมีผลอยู่แน่นอน แต่เราจะเฝ้าจับตาดูอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ”

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธใส่เรือของสหรัฐฯ และโจมตีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักในภูมิภาคตะวันออกกลางของวอชิงตันด้วยขีปนาวุธและโดรน โดยหลังจากที่นายเฮกเซธแถลงได้ไม่นานในวันอังคาร กระทรวงกลาโหมของ UAE ก็ออกมาระบุว่า ระบบป้องกันทางอากาศกำลังรับมือกับการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนที่มาจากอิหร่านอีกครั้ง

ทางด้าน นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน กล่าวว่า การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงโดยสหรัฐฯ และพันธมิตร ได้ส่งผลให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซตกอยู่ในอันตราย

“เราทราบดีว่าการปล่อยให้สถานการณ์ปัจจุบันดำเนินต่อไปนั้นเป็นเรื่องที่สหรัฐฯ ยากจะแบกรับไหว ในขณะที่พวกเรายังไม่ได้เริ่มลงมือจริง ๆ เลยด้วยซ้ำ” เขาระบุในโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์

ทั้งนี้ นายเฮกเซธกล่าวว่า สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการคุ้มกันเส้นทางผ่านน่านน้ำสำคัญนี้ และขณะนี้มีเรือพาณิชย์หลายร้อยลำกำลังเข้าแถวรอเพื่อเดินทางผ่าน

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา มีรายงานเหตุระเบิดหรือเพลิงไหม้บนเรือสินค้าหลายลำในบริเวณอ่าว และท่าเรือน้ำมันในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพอากาศขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ถูกไฟไหม้จากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน ส่งผลให้ในวันอังคาร UAE ต้องประกาศใช้มาตรการจำกัดการบินเหนือน่านฟ้าอีกครั้ง

กองทัพสหรัฐฯ ระบุด้วยว่า มีเรือสินค้าของสหรัฐฯ 2 ลำ สามารถเดินทางผ่านช่องแคบไปได้ภายใต้การสนับสนุนของเรือพิฆาตของกองทัพ แต่ทางการอิหร่านตอบโต้ว่า ไม่มีเรือลำใดผ่านไปได้ แม้ว่าบริษัทเดินเรือ เมอส์ก (Maersk) จะยืนยันว่า เรือของพวกเขาเดินทางผ่านช่องแคบไปได้ภายใต้การคุ้มกันของกองทัพสหรัฐฯ ก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กัมพูชาประกาศ ใช้กลไก “ไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” หลังไทยถอนตัว MOU44

กัมพูชาประกาศ ใช้กลไก “ไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” หลังไทยถอนตัว MOU44

5 พ.ค. 2569 21:48 น.

กัมพูชาประกาศ ใช้กลไก “ไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” หลังไทยถอนตัว MOU44

(ภาพจาก AFP PHOTO / AGENCE KAMPUCHEA PRESS / AKP)

กัมพูชาประกาศใช้กลไก “การไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) แก้ไขข้อพิพาททางทะเลไทย-กัมพูชา หลังไทยถอนตัว MOU44

เมื่อวันอังคารที่ 5 พ.ค. 2569 สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาโพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กของตัวเอง ประกาศดำเนินตามกลไก “การไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” (Compulsory Conciliation) ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อหาข้อยุติเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา หลังไทยถอนตัว MOU44

“เรียน พี่น้องร่วมชาติที่เคารพรัก ในวันนี้ รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาได้ตัดสินใจที่จะดำเนินการตามกลไก “การไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อหาข้อยุติโดยสันติวิธีตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ สำหรับพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนทางทะเลระหว่างกัมพูชาและไทย หลังจากที่ประเทศไทยได้ประกาศถอนตัวจากบันทึกความเข้าใจระหว่างกัมพูชาและไทย หรือที่รู้จักกันในชื่อ MOU 2544 (หรือที่ฝ่ายไทยเรียกว่า MOU 44) อย่างเป็นทางการแต่เพียงฝ่ายเดียว”

“ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปีที่ผ่านมา บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ได้ทำหน้าที่เป็นกรอบการทำงานระดับทวิภาคีที่เห็นชอบร่วมกันของทั้งสองฝ่ายในการจัดการกับพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนทางทะเล การมีผลบังคับใช้ของบันทึกความเข้าใจฉบับนี้สะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์แห่งความร่วมมือและความปรารถนาดีต่อกัน”

“เป็นเรื่องที่น่าเสียใจที่ประเทศไทยได้ตัดสินใจถอนตัวจากบันทึกความเข้าใจฉบับนี้แต่เพียงฝ่ายเดียว สำหรับกัมพูชา เราได้ให้ความสำคัญกับกลไกทวิภาคีตามแนวทางของบันทึกความเข้าใจนี้มาโดยตลอดในการจัดการกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล การถอนตัวเพียงฝ่ายเดียวในครั้งนี้ถือเป็นการปฏิเสธข้อตกลงทวิภาคีเพียงฉบับเดียว ที่ทั้งสองฝ่ายได้ยึดถือร่วมกันมานานกว่าสองทศวรรษ”

“ในกรณีนี้ ในฐานะรัฐที่เคารพและยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศและการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีอย่างเคร่งครัด กัมพูชาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพึ่งพากฎหมายระหว่างประเทศและอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลไก “การไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” ภายใต้อนุสัญญาฉบับนี้”

“ในโอกาสนี้ ข้าพเจ้าขอชี้แจงว่ากลไก “การไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” นี้ ถูกจัดตั้งขึ้นโดย UNCLOS เพื่อช่วยเหลือรัฐภาคีในการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติและสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น การตัดสินใจของกัมพูชาจึงสะท้อนถึงความหวังอันจริงใจของเราที่ว่า ทั้งสองประเทศจะสามารถบรรลุทางออกที่ยุติธรรมและยั่งยืนตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อให้ประชาชนของเราทั้งสองฝ่ายสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข มีเสถียรภาพ และมีความสมานฉันท์สืบไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook

มือปราบปลากระป๋อง! ณัฐชาโร่เทพิสูจน์โชว์สื่อ เจอไม่ตรงปก

มือปราบปลากระป๋อง! ณัฐชาโร่เทพิสูจน์โชว์สื่อ เจอไม่ตรงปก

มือปราบปลากระป๋อง! ณัฐชาโร่เทพิสูจน์โชว์สื่อ เจอไม่ตรงปก

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.01 น.

“ณัฐชา”สวมบทมือปราบปลากระป๋อง! โร่เทพิสูจน์โชว์สื่อ เจอปลาไม่ตรงปก เหน็บ”กรมประมง”บอกเป็น”ปลานิล”ใช้ FishAI ตรวจสอบหรือไม่ ข้องใจโรงงานผลิตอยู่ในพื้นที่แพร่ระบาด”ปลาหมอคางดำ” เตรียมส่ง”นักวิจัยมหาลัย”ตรวจคู่ขนานรัฐบาล

6 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) แถลงกรณีที่มีการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับปลากระป๋อง ที่ระบุเป็นปลาแมคเคอเรล หรือปลาซาร์ดีน แต่เมื่อเปิดกระป๋องออกมากลับพบว่าเป็นปลาชนิดอื่น โดยก่อนที่จะมีการแถลง นายณัฐชา ได้นำปลากระป๋องชนิดอื่นที่สุ่มซื้อจากพื้นที่ จ.สมุทรสาคร มา 2 กระป๋อง โดยมีฉลากข้างปลากระป๋องระบุว่าเป็นปลาซาร์ดีน แต่เมื่อเทออกมาแล้วนั้นพบว่าเป็นปลาชนิดอื่น อย่างไรก็ตาม การนำปลากระป๋องมาทดลองในวันนี้ เป็นคนละยี่ห้อกับยี่ห้อที่เป็นข่าว

นายณัฐชา กล่าวว่า มีการเปิดเผยว่ามีการซื้อปลากระป๋องโดยฉลากด้านข้างระบุว่าเป็นปลาแมกเคอเรล หรือปลาซาดีน แต่เมื่อเปิดกระป๋องออกมาแล้ว เห็นเป็นปลาชนิดอื่น หากแอพพลิเคชั่นของกรมประมงใช้ได้เร็วกว่านี้ ก็คงถ่ายรูปมาแล้วจะขึ้นได้ แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมาได้มีการตรวจสอบและเป็นกระแสในสังคมออนไลน์ว่าปลาชนิดดังกล่าวเป็นปลาชนิดใดกันแน่ มีการตั้งคำถาม 2 ประเด็น คือ ปลานิล ซึ่งองค์ประกอบโดยรวมครบองค์ประกอบที่เป็นปลานิล หรือเป็นปลาหมอคางคำ แต่ก็ไม่สามารถดูได้ด้วยเปล่า เนื่องจากปลาในกระป๋องมีการตัดหัวออกไป ซึ่งปลานิลและปลาคางดำนั้นเป็นปลาที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน จะมีความต่างบริเวณแก้มของปลาหมอคางดำจะมีแถบสีดำขึ้นมา ถ้าตัดหัวออกผ่าท้องขายแดดเดียวก็แยกไม่ออกระหว่างปลานิลหรือปลาหมอคางดำ

นายณัฐชา กล่าวต่อว่า ในเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภคก็ว่ากันไป ในเรื่องกระบวนการกฎหมายที่บริษัทที่ดำเนินการผลิต ผลิตภัณฑ์ชนิดนั้นออกมาต้องดำเนินการ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือเรื่องของสายพันธุ์ปลา ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าโรงงานผู้ผลิตในบริเวณเหล่านั้น เป็นพื้นที่การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ตนไม่ได้บอกว่าปลาคางหมอน่ากลัว ทานไม่ได้ หรือแปรรูปไม่ได้ แต่ตนบอกว่าถ้าจะมีกระบวนการดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องปลาคางดำอย่างหนึ่งอย่างใด ควรที่จะออกประกาศให้ชัดเจนและมีมาตรการรองรับให้ชัดเจน เพราะถึงแม้จะมีกระบวนการนำหรือแอบนำไปแปรรูป ขั้นตอนขณะนี้ก็ยังผิดกฎหมายอยู่ เพราะปลาคางดำเป็นสัตว์คุ้มครองพิเศษ ห้ามโยกย้าย ห้ามแปรรูป หากไม่ได้รับการอนุญาต

นายณัฐชา กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องน่ากังวล เพราะเรามีมาตรการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ แต่เราไม่มีวิธีการดำเนินการเพื่อที่ให้ปลาหมอคางดำหมดลงไป และเพราะเหตุใดบริเวณโดยรอบพื้นที่ ที่เป็นโรงงานผลิตปลากระป๋อง ยี่ห้อไหนก็แล้วแต่บริเวณนั้นเป็นพื้นที่อันดับหนึ่งของการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ทั้ง จ.สมุทรสาคร และ จ.สมุทรสงคราม ล้วนแล้วแต่เป็นพื้นที่แพร่ระบาดของปลาหมอคางดำลำดับต้นๆ โดยไม่ได้รับการแก้ไขหรือพัฒนาปรับปรุงแก้ไขสถานการณ์นี้แต่อย่างใด จนถึงเหตุการณ์พบเจอเรื่องของชนิดอื่น ที่อยู่ในผลิตภัณฑ์แปรรูปของสัตว์น้ำ ควรหยิบยกขึ้นมาพูดคุย วันนี้มีการประกาศโดยกรมประมงว่าปลาชนิดนี้ได้มีการตรวจสอบผ่านกระบวนการของกรมประมงแล้ว คือปลานิล แต่มีนักวิชาการกรมประมงออกมาให้ข่าวเมื่อช่วงสายว่า การพิสูจน์ปลาหมอคางดำหรือปลานิลนั้น ยังไม่ทราบว่ากรมประมงใช้วิธีใด ในการเทียบดีเอ็นเออย่างไร แต่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเพราะเหตุใด ทำไมบริษัทปลากระป๋องถึงต้องใช้ปลานิลจิ๋ว หรือปลานิลขนาดเล็ก

นายณัฐชา กล่าวว่า ปลาหมอคางดำในช่วงที่มีการแพร่ระบาดและมีการกวาดล้างมีมาตรการในการกวาดรับซื้อของกรมประมง ปลาหมอคางดำที่พบเจอคือขนาดประมาณ 2 – 3 นิ้ว จึงเป็นข้อสังเกตว่าสุดท้ายแล้วรัฐไทยแก้ไขปัญหาไม่ได้ และมีการแอบหรือปกปิดกระบวนการในการทำลายปลาหมอคางดำในช่วงเวลาที่ผ่านมาหรือไม่ เราไม่นิ่งนอนใจและจะติดตามการตรวจสอบของกรมประมงว่าสุดท้ายใช้วิธีใดในการตรวจสอบดีเอ็นเอ หรือใช้แอพพลิเคชั่นล่าสุด FishAI ท่านอาจจะใช้ถ่ายปลากระป๋องอันนี้ แล้วออกมาเป็นปลานิลหรือไม่ แต่พวกเรา สส.จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะจะเกิดผลกระทบ 2 ด้าน ทางผู้ประกอบการที่ทำถูกต้อง ทำดีมาตลอดจะได้รับผลกระทบด้วย ต้องให้ความเป็นธรรมกับกลุ่มผู้ผลิตปลากระป๋องที่ผลิตถูกต้องตามกระบวนการ และเป็นแบรนด์ที่เชื่อถือได้อยู่ในพื้นที่เช่นกัน แต่วันนี้ได้รับผลกระทบแล้ว ส่วนแบรนด์ที่ไม่ได้รับมาตรฐานหรือแบรนด์ที่มีปัญหานั้น ในสื่อบอกว่าเก็บหมดแล้ว 2 กระป๋องนี้ เป็นเพียง 2 กระป๋องในหนึ่งลังที่ทาง สส.ได้ไปหาซื้อมาในร้านค้าทั่วไปในพื้นที่ และตรวจสอบพบว่ามีอีกหลายแบนที่มีการสุ่มเปิดมาแล้วเป็นเช่นนี้ จึงอยากให้เข้มงวดกวดขันมากกว่านี้

ด้าน นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม สส.สมุทรสาคร พรรคประชาชน กล่าวว่า เรื่องนี้ถ้าไม่เกิดความชัดเจน จะสร้างความเสียหายให้กับผู้ประกอบการที่เขาทำถูกต้อง รวมถึงภาพลักษณ์ในจังหวัดที่เป็นแหล่งผลิต ทำให้ผู้บริโภคตั้งคำถามว่า จะเป็นเหมือนกันหมดหรือไม่ ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการที่เขาทำถูกต้อง และขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลว่า เรื่องนี้ต้องเกิดการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด ฉลากและของในผลิตภัณฑ์ต้องตรงกัน ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น ส่วนใครที่ทำไม่ถูกต้องก็ต้องเร่งดำเนินการจับกุมแก้ไข และใครที่ทำถูกก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขา

ภายหลังการแถลงข่าว นายณัฐชา พร้อมด้วย สส.พรรคประชาชน ได้ตักปลากระป๋องขึ้นมาให้ผู้สื่อข่าวดูอีกครั้ง ก่อนที่ นายอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย สส.สมุทรสงคราม พรรคประชาชน จะตักปลากระป๋องวางบนฝ่ามือ และหยิบก้างโชว์ให้ผู้สื่อข่าวได้ดูว่า ปลาในกระป๋องไม่ใช่ปลาซาร์ดีน เพราะก้างมีลักษณะใหญ่และแข็งกว่าปลาแมคเคอเรลทั่วไป ก่อนจะชิมและกล่าวว่า “ทานได้ แต่ไม่ตรงปก ข้างกระป๋องเขียนว่าปลาซาร์ดีน แต่ปลาในกระป๋องไม่เหมือนกับที่เราเคยกิน เนื้อจะนิ่มกว่าปลาซาร์ดีน หรือปลาแมคเคอเรล”

อย่างไรก็ตาม นายณัฐชา ระบุว่า จะส่งปลากระป๋องที่เหลือไปให้นักวิจัยตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นการตรวจสอบคู่ขนานกับการตรวจสอบของรัฐบาลด้วยต่อไป

ดร.สามารถ ถอดรหัสแลนด์บริดจ์! จาก เสี่ยงเจ๊ง สู่ คุ้มทุน

ดร.สามารถ ถอดรหัสแลนด์บริดจ์! จาก เสี่ยงเจ๊ง สู่ คุ้มทุน

ดร.สามารถ ถอดรหัสแลนด์บริดจ์! จาก เสี่ยงเจ๊ง สู่ คุ้มทุน

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.59 น.

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก  ถอดรหัสแลนด์บริดจ์: จาก “เสี่ยงเจ๊ง” สู่ “คุ้มทุน”

ผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ระบุว่า โครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร “คุ้มทุน” แต่กลับขัดแย้งกับผลการศึกษาของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยศึกษา และสรุปว่า “ไม่คุ้มทุน”
คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า… แลนด์บริดจ์จะคุ้มทุนได้จริงหรือ? จะช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้จริงแค่ไหน เมื่อเทียบกับการขนส่งผ่านช่องแคบมะละกา?

1. ประเด็นที่น่ากังขาจากผลการศึกษาของ สนข.

(1) แลนด์บริดจ์จะช่วยประหยัดเวลาได้ 4 วัน จริงหรือ?
ผลการศึกษาระบุว่า การขนส่งผ่านแลนด์บริดจ์จะช่วยลดเวลาขนส่งสินค้าได้ถึง 4 วัน เมื่อเทียบกับการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา
แต่คำถามคือ… ได้มีการรวม “เวลาขนถ่ายสินค้า” เข้าไปแล้วหรือยัง?
เพราะในความเป็นจริง สินค้าจะถูกขนจากเรือสู่รถไฟ และ/หรือ รถบรรทุกที่ฝั่งหนึ่ง จากนั้นต้องขนส่งข้ามแผ่นดิน แล้วจึงขนถ่ายกลับขึ้นเรืออีกฝั่งหนึ่ง กระบวนการเหล่านี้ล้วนต้องใช้เวลา ต้องใช้แรงงาน และมีต้นทุนเพิ่มเติมทั้งสิ้น
หากนำเวลาทั้งหมดมาคำนวณอย่างครบถ้วน หลายฝ่ายจึงตั้งข้อสงสัยว่า แลนด์บริดจ์อาจไม่ได้เร็วกว่าเส้นทางผ่านช่องแคบมะละกาอย่างที่กล่าวอ้าง แต่อาจใช้เวลามากกว่าด้วยซ้ำ

(2) ปริมาณสินค้าที่คาดว่าจะใช้แลนด์บริดจ์ สูงเกินจริงหรือไม่?
สมมติฐานเรื่อง “ประหยัดเวลาได้ 4 วัน” นำไปสู่ข้อสรุปอีกข้อว่า จะมีเรือจำนวนมากหันมาใช้บริการท่าเรือระนองและชุมพร เพราะถ้าประหยัดเวลาได้ ก็ย่อมลดต้นทุนได้เช่นกัน
ผลการศึกษาคาดการณ์ว่าในปี 2602 หรือ 30 ปีหลังเปิดใช้บริการ (เปิดปี 2573) จะมีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่าเรือทั้งสองฝั่งรวมกันถึง 19.92 ล้านตู้ (Twenty-foot Equivalent Unit หรือ TEU)
ตัวเลขนี้น่าสนใจมาก เมื่อเทียบกับท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2534 ในปี 2564 หรือ 31 ปีหลังเปิดใช้งาน ท่าเรือแหลมฉบังมีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์เพียงแค่ 8.34 ล้านตู้ TEU
นั่นหมายความว่า สนข.กำลังคาดการณ์ว่า ท่าเรือระนองและชุมพรมีปริมาณคอนเทนเนอร์มากกว่าท่าเรือแหลมฉบังถึง 139%
คำถามสำคัญคือ… การคาดการณ์นี้อยู่บนพื้นฐานที่สมเหตุสมผลหรือไม่?

(3) ผลตอบแทน “คุ้มทุน” มาจากสมมติฐานที่น่าเชื่อถือหรือไม่?
เมื่อการศึกษาคาดการณ์ว่า จะมีปริมาณสินค้าเข้ามาใช้บริการแลนด์บริดจ์จำนวนมาก ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (ประเทศและประชาชนได้รับ) และผลตอบแทนทางการเงิน (ผู้ลงทุนได้รับ) จึงออกมาสวยงาม และสรุปว่า “คุ้มทุน”
แต่หากสมมติฐานเรื่องเวลาและปริมาณสินค้าคลาดเคลื่อน ผลตอบแทนทั้งหมดก็จะเปลี่ยนไปทันที
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผลการศึกษาของ สนข.ขัดแย้งกับผลการศึกษาของ สศช. ซึ่งสรุปว่าโครงการนี้ “ไม่คุ้มทุน”

2. นักลงทุนจะเชื่อผลการศึกษานี้หรือไม่?
แม้ผลการศึกษาจะออกมาดูดี แต่คำถามสำคัญคือ นักลงทุนจะเชื่อหรือไม่? เพราะโครงการนี้ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลกว่า 1 ล้านล้านบาท นักลงทุนระดับโลกย่อมไม่ตัดสินใจจากรายงานที่รัฐทำเพียงอย่างเดียว แต่จะทำการศึกษาของตนเองอย่างละเอียดรอบคอบ และตรงไปตรงมา หากผลการศึกษาชี้ว่าโครงการไม่คุ้มทุน เขาก็จะไม่เข้ามาลงทุน

3. ต่อให้เอกชนลงทุน… ประเทศก็ยังมีความเสี่ยง
บางคนมองว่า หากเอกชนเป็นผู้ลงทุน รัฐก็ไม่น่ากังวล เพราะไม่ใช่เงินภาษีของประชาชนโดยตรง แต่ในความเป็นจริง ประเทศยังต้องสูญเสียอีกหลายอย่าง เช่น ค่าเวนคืน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีค่ายิ่ง ซึ่งเมื่อสูญเสียไปแล้ว ยากที่จะแก้ไขให้กลับคืนมาเหมือนเดิมได้ รวมทั้งโอกาสในการใช้พื้นที่และงบประมาณกับโครงการอื่นที่จำเป็นกว่า และหากโครงการเดินหน้าไปแล้ว แต่สุดท้ายไปต่อไม่ไหวเหมือนบางโครงการในอดีต สิ่งที่อาจเหลืออยู่ก็คือ “ซากโครงการ” ที่ถูกทิ้งไว้กลางทาง!

คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่แค่ “คุ้มทุนหรือไม่” แต่คือ… เราต้องการรับความเสี่ยงนั้นจริงหรือ?