ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เป็นประธานเปิดร้านโกลเด้น คอฟฟี่

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เป็นประธานเปิดร้านโกลเด้น คอฟฟี่

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เป็นประธานเปิดร้านโกลเด้น คอฟฟี่

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.34 น.

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯให้ราชเลขานุการในพระองค์ ฯ เป็นประธานเปิดร้านโกลเด้น คอฟฟี่ สาขาอาคารเมืองไทย-ภัทร คอมเพล็กซ์

23 มีนาคม 2569 เวลา 09.55 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นประธานเปิดร้านโกลเด้น คอฟฟี่ สาขาอาคารเมืองไทย-ภัทร คอมเพล็กซ์ ภายใต้แบรนด์โกลเด้น เพลซ ซึ่งดำเนินงาน

โดย บริษัท สุวรรณชาด จำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยเริ่มทดลองเปิดให้บริการมาตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ให้บริการกาแฟและเครื่องดื่มประเภทต่างๆที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีความโดดเด่นของโกลเด้น คอฟฟี่ คือ เมล็ดกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้า ที่ผ่านกรรมวิธีการผลิตแบบเปียก และผ่านการคั่วอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ได้กลิ่นที่หอมละมุน คงรสชาติความเป็นกรดคล้ายผลไม้อย่างชัดเจน และมีการพัฒนาคิดค้นเมนูใหม่ๆ

โดยผสมผสานกับวัตถุดิบท้องถิ่นในแต่ละสาขาอย่างมีเอกลักษณ์ ด้วยส่วนผสมหลักจากโครงการหลวง อาทิ เมล็ดกาแฟ  น้ำผลไม้เข้มข้น และน้ำผึ้งจากดอยคำ รวมทั้งยังจำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือ OTOP จากกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรต่าง ๆ  ผลิตภัณฑ์จากโครงการหลวง ขนมไทยโบราณ และอาหารพร้อมทาน 

ร้านโกลเด้น เพลซ เป็นร้านค้าที่บริหารงานโดยบริษัท สุวรรณชาด จำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์ ก่อตั้งโดยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 ที่มีพระราชประสงค์ที่จะสร้างต้นแบบร้านค้าปลีกของคนไทย เพื่อจำหน่ายสินค้าจากโครงการส่วนพระองค์ ตลอดจนผลิตผลทางการเกษตรจากกลุ่มเกษตรกรไทย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสืบสานพระราชปณิธาน และทรงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาร้านค้า โกลเด้น เพลซ ให้ทำหน้าที่เสมือน “ตู้เย็นของประชาชน”  ปัจจุบันมีสาขาทั้งหมด 21 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ

สกร.เปิดตลาดนัดการเรียนรู้ สร้างอาชีพ ส่งเสริมวิถีสุขภาพที่ยั่งยืน

สกร.เปิดตลาดนัดการเรียนรู้ สร้างอาชีพ ส่งเสริมวิถีสุขภาพที่ยั่งยืน

สกร.เปิดตลาดนัดการเรียนรู้ สร้างอาชีพ ส่งเสริมวิถีสุขภาพที่ยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.23 น.

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เชิญชวนประชาชน นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจ เข้าร่วมงาน “Learn & Earn Health Market : ตลาดนัดการเรียนรู้ คู่เกษตรธรรมชาติ” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ สร้างโอกาสต่อยอดอาชีพ และส่งเสริมวิถีสุขภาพที่ยั่งยืน ผ่านแนวคิด เรียนรู้เพื่อสร้างรายได้ (Learn & Earn)

ภายในงานพบกับกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การอบรมและสาธิตอาชีพด้านเกษตรธรรมชาติระยะสั้น , ตลาดนัดสินค้าและผลิตภัณฑ์เกษตรธรรมชาติจากเครือข่ายทั่วประเทศ , กิจกรรมศิลปวัฒนธรรม งานฝีมือ และอาหารไทย , นิทรรศการองค์ความรู้ด้านเกษตรธรรมชาติ , เวที Health & Nature Talks แลกเปลี่ยนประสบการณ์และแรงบันดาลใจจากผู้เชี่ยวชาญ โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 29 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 – 17.00 น. (วันเสาร์) และ 09.00 – 15.00 น. (วันอาทิตย์) ณ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ

จุฬาฯ สืบสานปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ คงสำเนียงเสียงทุ้ม นุ่มละมุน ตามแบบฉบับดั้งเดิม

จุฬาฯ สืบสานปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ คงสำเนียงเสียงทุ้ม นุ่มละมุน ตามแบบฉบับดั้งเดิม

จุฬาฯ สืบสานปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ คงสำเนียงเสียงทุ้ม นุ่มละมุน ตามแบบฉบับดั้งเดิม

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.22 น.

ดนตรีไทยเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติที่ผ่านการเวลามาอย่างยาวนาน จนเกิดเป็นองค์ความรู้และสอดแทรกอยู่ในสังคมและวิถีชีวิตไทยอย่างไม่สามารถแยกออกได้ สุ้มเสียงและท่วงทำนองของดนตรีไทยแต่ละประเภทมีที่มา เอกลักษณ์ และโอกาสในการใช้งานแตกต่างกันไป ทั้งวงมโหรี วงเครื่องสาย วงปี่พาทย์ เสียงระนาดและเครื่องดนตรีหลายชิ้นในวงปี่พาทย์อาจคุ้นหูหลายคน ที่มักได้ยินในงานพิธีกรรมต่างๆ และการแสดง เช่น ละคร โขน เป็นต้น แต่เมื่อกล่าวถึง ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อและไม่เคยได้รับฟัง

ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์เป็นการแสดงดนตรีที่เป็นนวัตกรรมสำคัญในสมัยรัชกาลที่ 5 ผ่านการผสมผสานแนวคิดอย่างยุโรป แต่บรรเลงและขับร้องอย่างดนตรีไทยแท้ เฟื่องฟูอย่างมากในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นการแสดงดนตรีเพื่อต้อนรับอาคันตุกะที่มาเยือนราชอาณาจักรสยามในสมัยนั้น แต่การเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยและสังคมทำให้เสียงของปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์แผ่วลงจนแทบจะหายไปโดยสิ้นเชิง กระทั่งเมื่อ 40 ปีที่แล้ว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยริเริ่มโครงการดนตรีไทยปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ขึ้น ด้วยความตั้งใจที่จะฟื้นฟูและสืบสานสำเนียงเสียงทุ้มนุ่มละมุนนี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เพื่อให้คนในชาติได้สัมผัสและชื่นชมมรดกทางวัฒนธรรมนี้ 

วิธีการอนุรักษ์ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ที่ดีที่สุดคือการที่มหาวิทยาลัยนำเอาวิชาปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์มาบรรจุอยู่ในหลักสูตรของคณะศิลปกรรมศาสตร์เป็นรายวิชา นิสิตที่เรียนดุริยางคศิลป์ไทยทุกคนต้องเรียนและฝึกซ้อมเพื่อนำไปแสดงในวันที่ 26 มีนาคม ของทุกปี ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรรชิต จิตระทาน ผู้อำนวยการสำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ กล่าว

กรรชิตย้อนความทรงจำราว 40 ปีก่อนเมื่อครั้งเป็นนิสิตรุ่นที่ 2 ของภาควิชาดุริยางคศิลป์ไทย คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ว่า ตอนนั้น นิสิตต้องเข้าค่ายปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ผมต้องอยู่ในมหาวิทยาลัย 3 เดือน ทุกเช้าอาจารย์จะตีฆ้องโหม่งตอนตี 5 ให้ตื่นมาซ้อมเพลงและต่อเพลงจนถึง 7 โมงครึ่ง แล้วค่อยอาบน้ำแต่งตัวมาเรียนหนังสือ เย็นลงก็กลับไปซ้อมดนตรีต่อเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแสดงที่หอประชุมจุฬาฯ

แม้ปัจจุบันจะไม่มีค่ายปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ แต่นิสิตปัจจุบันและนิสิตเก่าด้านดุริยางคศิลป์ไทยก็ยังคงฝึกฝนการบรรเลงดนตรีอย่างจริงจังเพื่อการแสดงในวันสถาปนามหาวิทยาลัยครบรอบ 109 ปี ในวันที่ 26 มีนาคม 2569 ที่จะถึงนี้ โดยจะมีนักดนตรีและผู้ขับร้องกว่า 150 ชีวิต ร่วมในรายการแสดงดนตรีไทยปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ที่หาฟังและชมได้ยากยิ่ง

ปี่พาทย์เป็นวงดนตรีไทยที่มีมาแต่โบราณ ส่วน ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ นั้น เป็นนวัตกรรมที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ราวปี พ.ศ.2441 ภายหลังการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 1 ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในคณะผู้ติดตามการเสด็จประพาสยุโรปครั้งนั้น มีบุคคลสำคัญในราชสำนัก 2 ท่านโดยเสด็จพระราชดำเนินด้วย คือ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ผู้ทรงพระปรีชาด้านศิลปะหลายแขนง รวมถึงดนตรีไทย นอกเหนือไปจากพระปรีชาสามารถด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม ที่ทำให้พระองค์ได้รับการรับการยกย่องว่าเป็น นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม ส่วนเจ้านายอีกท่าน คือ เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร) ผู้ที่มีความสนใจในศิลปวิทยา และได้รับมอบหมายให้ควบคุมกรมที่เกี่ยวกับการแสดง ได้แก่ กรมมหรสพ กรมโขน กรมพิณพาทย์ กรมหุ่น กรมรำโคม 

ทั้ง 2 ท่านได้ชมการแสดงโอเปร่า ซึ่งมีลักษณะเด่น คือ เล่นเอง ร้องเอง ฉากเปลี่ยนตามท้องเรื่อง ลักษณะเช่นนี้แตกต่างจากละครไทย ที่ตัวละครจะรำ แสดงท่าทาง แต่ไม่ได้ร้องเอง เมื่อกลับมาเมืองไทย ทั้งสองท่านจึงดำริที่จะทำละครไทยตามลักษณะการแสดงอย่างโอเปร่าฝรั่งบ้าง ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 มีพระราชวงศ์และขุนนางต่างประเทศมาเข้าเฝ้าฯ เพื่อเจริญพระราชไมตรีบ่อยครั้ง ทางราชสำนักจำเป็นต้องจัดการแสดงต้อนรับราชอาคันตุกะอยู่เสมอ

สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงดำริว่าวงปี่พาทย์ไทยที่มีอยู่ไม่เหมาะกับการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองที่จัดขึ้นภายในอาคาร จึงทรงปรับวงปี่พาทย์ของไทยเสียใหม่ โดยตัดเครื่องดนตรีที่มีเสียงแหลมและดังออก เช่น ไม้ตีระนาดให้เปลี่ยนจากไม้แข็งเป็นไม้ทุ้ม เอาปี่ที่มีเสียงแหลมออกใช้ขลุ่ยแทน กลองทัดเปลี่ยนเป็นกลองตะโพน และทรงคิดเครื่องดนตรีใหม่ คือ ฆ้องหุ่ย 7 ใบ ที่ทำให้เกิดเสียงทุ้มน่าฟังในจังหวะที่เหมาะสม เพิ่มความไพเราะให้กับวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์” กรรชิต กล่าวและว่า เสียงทุ้มละมุนและนุ่มนวลคือเอกลักษณ์ของวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ที่มาจากองค์ประกอบของเครื่องดนตรี ได้แก่ ระนาดเอก (ตีด้วยไม้นวม), ระนาดทุ้มไม้ (ตีด้วยไม้นวม), ระนาดทุ้มเหล็ก (ตีด้วยไม้นวม), ฆ้องวงใหญ่ (ตีด้วยไม้นวม), ขลุ่ยเพียงออ, ขลุ่ยอู้, กลองตะโพน , ฆ้องหุ่ย 7 เสียง, ตะโพน, ซออู้, ฉิ่ง และกรับพวง นอกจากมีการปรับเสียงวงปี่พาทย์ให้รื่นหูสำหรับราชอาคันตุกะแล้ว ยังมีการสร้างสรรค์ละครรูปแบบใหม่อีกด้วย 

เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์คิดการแสดงและดนตรีแบบใหม่ โดยนำเรื่องรามเกียรติ์ อุณรุท จันทกินรี มาเล่าใหม่ ตัวละครจะไม่ได้รำอย่างเดียวแล้ว แต่มีการขับร้องบทละครเองด้วยเหมือนการแสดงโอเปร่า

เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์เป็นผู้มีความสนใจด้านการละครฟ้อนรำและการขับร้องเป็นทุนเดิม ท่านมีคณะละครที่เป็นมรดกตกทอดมาแต่บรรพบุรุษสายราชสกุลกุญชร และท่านก็ได้สร้างโรงละครโดยตั้งชื่อว่า โรงละครดึกดำบรรพ์ จึงทำให้การบรรเลงปี่พาทย์และการแสดงละครร้องแบบโอเปร่าที่จัดแสดงในโรงละครแห่งนี้ได้ชื่อตามโรงละครไปด้วยว่า ละครปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ โดย กรรชิต อธิบายว่าวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์และละครปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์นับได้ว่าเป็นของหลวง มักเล่นในเวลาที่มีพระมหากษัตริย์ประทับอยู่ ในโอกาสต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง แต่ไม่ได้อยู่ในวิถีชีวิตและการรับรู้ของประชาชนทั่วไป ผู้รู้และเล่นดนตรีและละครดึกดำบรรพ์จึงอยู่ในวงจำกัด

สมัยรัชกาลที่ 6 เป็นยุคเฟื่องฟูของการดนตรี พระองค์ทรงจัดตั้งวงเครื่องสายฝรั่งหลวง มีกรมโขน กรมมหรสพ กรมปี่พาทย์ ต่อมาเมื่อวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ไม่ค่อยได้บรรเลงกันเท่าไร คนเล่นก็น้อยลงไปเรื่อยๆ การที่ต้องเล่นเอง ร้องเอง นักแสดงหน้าตาดี ร้องได้ ฝึกรำมาตั้งแต่เด็ก คุณสมบัติครบเครื่องอย่างนี้ หาคนที่พอเหมาะสมก็ยาก นานวันเข้า เมื่อไม่ได้เล่น คนก็ลืมไป

เมื่อมาถึงสมัยรัชกาลที่ เป็นยุคสงครามโลก ข้าวยากหมากแพง ผู้คนย่อมคิดเรื่องปากท้องก่อนเรื่องงานดนตรีและศิลปะ และยิ่งเมื่อเข้าสู่ยุคเปลี่ยนแปลงการปกครองและสมัยรัฐนิยมที่มีการควบคุมการเล่นดนตรีไทย ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์จึงสร่างซาลงไปมาก

เสียงวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์และการแสดงละครดึกดำบรรพ์เงียบหายไปหลายทศวรรษ จนกระทั่งปี พ.ศ.2528 เมื่อจุฬาฯ ก่อตั้งคณะศิลปกรรมศาสตร์มาได้ 3 ปีเสียงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ในช่วงนั้นใกล้กับวาระโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบในปี พ.ศ. 2530 ทางมหาวิทยาลัยจึงคิดจะทำเรื่องศิลปวัฒนธรรมถวายในโอกาสครบ 60 พรรษา จึงริเริ่มโครงการดนตรีไทยปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ขึ้น โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเป็นองค์ประธานกิตติมศักดิ์

ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์เปิดการแสดงครั้งแรกใน พ.ศ.2530 มีการแสดง 2 วัน โดยสมเด็จพระกนิษฐาฯ เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรในวันแรก และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถฯ เสด็จฯ ทอดพระเนตรในวันที่สอง

จากปี พ.ศ. 2530 จนปัจจุบัน จุฬาฯยังคงจัดการแสดงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์เป็นประจำทุกปีในวันที่ 26 มีนาคม ซึ่งเป็นวันสถาปนามหาวิทยาลัย

การอนุรักษ์ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ให้คงอยู่ต่อไปได้นั้นขึ้นกับ ปัจจัยหลัก” กรรชิตกล่าว อย่างแรก จะต้องมีคนเล่นดนตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์จึงได้บรรจุวิชาปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์เป็นหลักสูตรให้นิสิตในคณะได้เรียน และเมื่อจบการศึกษาแล้วก็สามารถนำไปถ่ายทอดต่อที่อื่น ประการที่สอง ต้องมีผู้สนับสนุน มีงบประมาณ มีหน่วยงานนำไปสานต่อ และสุดท้าย ต้องมีผู้ฟัง

กรรชิตกล่าวถึงรูปแบบการแสดงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ที่จัดแสดงในวันสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยปีนี้ มีการแสดงประกอบด้วย 3 รายการ ได้แก่ 1.การบรรเลงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ “เพลงโหมโรงมหาจุฬาลงกรณ์” โดยนิสิตจากวงมหาดุริยางค์ไทยเยาวชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งประกอบด้วยนิสิตจากคณะครุศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์ 2.การอ่านทำนองเสนาะเนื่องในโอกาสครบ 109 ปีแห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยนิสิตคณะอักษรศาสตร์ การขับร้อง-บรรเลงเพลงโอ้ลาว สามชั้น และระบำนพรัตน์ โดยวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ และ 3.การขับร้องและบรรเลงดนตรีไทย รำลึกพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เรื่อง “พระผู้ให้” บทเพลงพระราชนิพนธ์และการแสดงพระราชทานในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

การแสดงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ในวันที่ 26 มีนาคมนี้ เป็นการแสดงที่หาชมได้ยาก นอกจากการบรรเลงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์แล้ว รายการแสดงสุดพิเศษ คือการได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ ทรงพระราชนิพนธ์เนื้อร้องและพระราชทานให้อาจารย์ ดร.สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ ศิลปินแห่งชาติและศิลปินของมหาวิทยาลัย ประพันธ์และบรรจุเพลง โดยพระองค์ท่านจะทรงดนตรีและทรงขับร้องร่วมกับวงสายใยจามจุรี ผสมผสานกับวงดนตรีสากลสโมสรนิสิต (CU Band) วงดนตรีพื้นเมืองล้านนา ร่วมด้วยการแสดงประกอบพระราชนิพนธ์ โดยภาควิชานาฏยศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ด้วย นับเป็นการปิดท้ายรายการปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ประจำปีที่มีความโดดเด่นและน่าสนใจ

ณ วันนี้ เสียงดนตรีจากวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ยังคงอยู่ แต่จะอีกนานเท่าไรจะต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปอย่างไรคุณกรรชิตกล่าวอย่างมีความหวังว่า โลกปัจจุบัน ความคลาสิกกลับมาได้รับนิยม จึงน่าจะเป็นโอกาสอันดีที่ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์จะกลับมาอยู่ในกระแสนิยมอีกครั้ง

หุ้น HYBE ร่วงกราว หลังยอดแฟนเพลงชมคอนเสิร์ตคัมแบ็ก BTS ต่ำกว่าคาด

หุ้น HYBE ร่วงกราว หลังยอดแฟนเพลงชมคอนเสิร์ตคัมแบ็ก BTS ต่ำกว่าคาด

23 มี.ค. 2569 15:05 น.

หุ้น HYBE ร่วงกราว หลังยอดแฟนเพลงชมคอนเสิร์ตคัมแบ็ก BTS ต่ำกว่าคาด

ราคาหุ้นของ HYBE ต้นสังกัดวง BTS ดิ่งลงเกือบ 15% แตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือน หลังจำนวนผู้ชมคอนเสิร์ตคัมแบ็กครั้งประวัติศาสตร์ที่จัตุรัสควางฮวามุน น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้กว่าครึ่ง ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดจากวงคู่แข่ง และกระแส “KPop Demon Hunters” จากฝั่งเน็ตฟลิกซ์

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (21 มี.ค.) วง BTS บอยแบนด์ระดับโลกได้เปิดฟรีคอนเสิร์ตที่จัตุรัสควางฮวามุน ในกรุงโซล ซึ่งถือเป็นการรวมตัวกันครบทั้ง 7 สมาชิก ได้แก่ จิน, ชูก้า, เจโฮป, อาร์เอ็ม, จีมิน, วี และ จองกุก เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ประกาศพักวงไปปฏิบัติภารกิจรับใช้ชาติเมื่อปี 2022

แม้จะเป็นคอนเสิร์ตเปิดเวิลด์ทัวร์ 82 รอบที่บัตรขายหมดเกลี้ยง แต่จำนวนผู้เข้าชมในสถานที่จริงกลับอยู่ที่ประมาณ 104,000 คน ซึ่งน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ว่าจะมีสูงถึง 260,000 คน ส่งผลให้ในวันนี้ (23 มี.ค.) ราคาหุ้นของ HYBE ร่วงลงทันทีเกือบ 15% เนื่องจากนักลงทุนกังวลต่อกระแสตอบรับที่ไม่เป็นไปตามเป้า

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า สาเหตุที่ยอดผู้ชมในพื้นที่จริงลดลงอาจมาจากมาตรการควบคุมฝูงชนที่เข้มงวดของทางการ รวมถึงการที่คอนเสิร์ตครั้งนี้มีการถ่ายทอดสดผ่านเน็ตฟลิกซ์ ไปยังกว่า 190 ประเทศทั่วโลก ทำให้แฟนคลับบางส่วนเลือกชมผ่านหน้าจอแทน อย่างไรก็ตาม ในด้านยอดขายอัลบั้มใหม่ “Arirang” ยังคงแข็งแกร่ง โดยทำสถิติขายได้ถึง 3.98 ล้านชุดภายในวันแรกที่วางจำหน่าย

ปัจจุบัน BTS และ HYBE กำลังเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้นกว่าปี 2019 อย่างมาก ไม่เพียงแต่จากวงคู่แข่งระดับแถวหน้าอย่าง Blackpink, Seventeen หรือ Stray Kids เท่านั้น แต่ยังมีคู่แข่งหน้าใหม่ที่มาแรงอย่าง “KPop Demon Hunters” วงไอดอลเสมือนจริงจากภาพยนตร์ยอดฮิตของเน็ตฟลิกซ์

มีรายงานว่าเน็ตฟลิกซ์กำลังวางแผนจัดเวิลด์ทัวร์ให้กับศิลปินจาก KPop Demon Hunters ในปีหน้า เพื่อต่อยอดความสำเร็จจากภาพยนตร์และโปรโมตภาคต่อ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่อาจมาแย่งส่วนแบ่งการตลาดและเวลาของแฟนคลับจากวงไอดอลที่มีตัวตนจริงในระยะยาว

สถานการณ์นี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของ HYBE เนื่องจาก BTS คือรายได้หลักของบริษัท ซึ่งในช่วงที่สมาชิกวงไปเกณฑ์ทหาร กำไรจากการดำเนินงานของบริษัทลดลงอย่างเห็นได้ชัด การคัมแบ็กครั้งนี้จึงถูกฝากความหวังไว้สูงมากว่าจะช่วยกู้สถานการณ์การเงินและอิทธิพลในตลาดเค-ป๊อป ให้กลับมาผงาดได้อีกครั้ง.

ที่มา BBC

อินโดนีเซียปัดไม่จ่าย 1 พันล้านดอลลาร์ ซื้อที่นั่ง “คณะกรรมการสันติภาพ” ของทรัมป์

อินโดนีเซียปัดไม่จ่าย 1 พันล้านดอลลาร์ ซื้อที่นั่ง "คณะกรรมการสันติภาพ" ของทรัมป์

23 มี.ค. 2569 14:48 น.

อินโดนีเซียปัดไม่จ่าย 1 พันล้านดอลลาร์ ซื้อที่นั่ง “คณะกรรมการสันติภาพ” ของทรัมป์

ประธานาธิบดีอินโดนีเซียปฏิเสธข่าวลือเรื่องการจ่ายเงิน 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 32,965 ล้านบาท เพื่อเข้าร่วม “คณะกรรมการสันติภาพ” ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จัดตั้งขึ้น ย้ำจุดยืนส่งเพียงกองกำลังรักษาสันติภาพไปฉนวนกาซาเท่านั้น พร้อมขู่ถอนตัวทันทีหากผลประโยชน์ไม่ตกถึงมือชาวปาเลสไตน์

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต แห่งอินโดนีเซีย ออกแถลงการณ์ผ่านช่องยูทูบของทำเนียบประธานาธิบดีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (22 มี.ค.) เพื่อสยบกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักภายในประเทศ โดยยืนยันว่าอินโดนีเซียจะไม่จ่ายเงินค่าธรรมเนียม 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 32,965 ล้านบาท เพื่อเป็นสมาชิกถาวรของ “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ตามโครงการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ

ปราโบโวระบุว่า ข้อตกลงที่อินโดนีเซียทำไว้มีเพียงการส่งกองกำลังรักษาสันติภาพจำนวน 8,000 นายไปยังฉนวนกาซาเท่านั้น และปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาเรื่องความช่วยเหลือทางการเงินใดๆ ทั้งสิ้น

“คณะกรรมการสันติภาพ” ก่อตั้งขึ้นภายใต้การนำของรัฐบาลทรัมป์ โดยได้รับความร่วมมือจากกาตาร์และอียิปต์ หลังจากสามารถเจรจาหยุดยิงในสงครามกาซาที่ยืดเยื้อมานาน 2 ปีได้สำเร็จเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในเวอร์ชัน “Pay-to-Play” หรือการจ่ายเงินเพื่อซื้ออิทธิพล เนื่องจากมีการเรียกเก็บเงินสูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สำหรับประเทศที่ต้องการเป็นสมาชิกถาวร

นายปราโบโวเผชิญกับแรงต้านจากกลุ่มมุสลิมในอินโดนีเซียที่มองว่าการเข้าร่วมบอร์ดนี้อาจทำให้นโยบายต่างประเทศของอินโดนีเซียไขว้เขว แม้เขาจะเดินทางไปร่วมประชุมนัดแรกที่กรุงวอชิงตันเมื่อเดือนที่ผ่านมา แต่ล่าสุดเขาประกาศกร้าวว่า “พร้อมจะถอนตัวทันที” หากคณะกรรมการดังกล่าวไม่ได้สร้างประโยชน์ที่แท้จริงให้กับชาวปาเลสไตน์ หรือขัดกับผลประโยชน์แห่งชาติของอินโดนีเซีย

นอกจากนี้ แม้อินโดนีเซียจะเพิ่งลงนามในข้อตกลงด้านภาษีกับสหรัฐฯ เมื่อเดือนก่อน แต่ปราโบโวย้ำว่าเขาสามารถยกเลิกข้อตกลงใดๆ ก็ตาม หากการดำเนินงานนั้นคุกคามผลประโยชน์ของประเทศ

ขณะเดียวกัน สำนักข่าวอันตาราของรัฐบาลอินโดนีเซีย รายงานโดยอ้างคำพูดของโฆษกกระทรวงการต่างประเทศว่า ในขณะนี้การเจรจากับสหรัฐฯ เกี่ยวกับภารกิจรักษาสันติภาพในกาซาทั้งหมดได้ถูกสั่ง “ระงับไว้ก่อน” เพื่อรอความชัดเจนต่อไป.

ที่มา AFP

ระบบไฟฟ้าของคิวบากลับมาใช้ได้อีกครั้งหลังจากไฟดับไปกว่าหนึ่งสัปดาห์

ระบบไฟฟ้าของคิวบากลับมาใช้ได้อีกครั้งหลังจากไฟดับไปกว่าหนึ่งสัปดาห์

23 มี.ค. 2569 14:38 น.

ระบบไฟฟ้าของคิวบากลับมาใช้ได้อีกครั้งหลังจากไฟดับไปกว่าหนึ่งสัปดาห์

ทางการคิวบารายงานว่าระบบไฟฟ้าของคิวบากลับมาใช้งานได้อีกครั้งหลังจากไฟฟ้าทั้งประเทศคิวบาดับไปกว่าหนึ่งสัปดาห์ เนื่องจากปัญหาการกีดกั้นทางน้ำมันของสหรัฐอเมริกา 

ระบบไฟฟ้ากลับมาใช้งานได้อีกครั้งในพื้นที่สองในสามของเมืองหลวงฮาวานา ประเทศคิวบา หลังจากที่ไฟดับเป็นครั้งที่สองในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ประชากรกว่า 9.6 ล้านคนไม่มีไฟฟ้าใช้

เหตุการณ์ไฟดับครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลคอมมิวนิสต์ของคิวบากำลังเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งได้ประกาศปิดล้อมทางการค้าทำให้ไม่สามารถนำเข้าน้ำมันมาใช้ได้ในเดือนมกราคม และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ที่จะ “ยึดครอง” เกาะในทะเลแคริบเบียนแห่งนี้

นักการทูตระดับสูงของคิวบาคนหนึ่งกล่าวว่า กองทัพของประเทศกำลัง “เตรียมพร้อมสำหรับความเป็นไปได้ที่จะเกิดการรุกรานทางทหาร”

มานูเอล มาร์เรโร ครูซ นายกรัฐมนตรีของคิวบา โพสต์ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียว่า ขอบคุณเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าทุกคนที่เกี่ยวข้องที่ร่วมแรงร่วมใจกันทำให้ไฟฟ้าของคิวบากลับมาใช้งานได้อีกครั้ง

คาร์ลอส เฟอร์นันเดซ เดอ คอสซิโอ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า เราหวังอย่างยิ่งว่ามันจะไม่เกิดขึ้นและฮาวานายินดีที่จะเจรจากับวอชิงตันต่อไป แต่การหารือเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองนั้นอยู่นอกเหนือขอบเขต เขาทิ้งท้ายในการสัมภาษณ์ว่า คิวบาไม่มีข้อขัดแย้งกับสหรัฐฯ เรามีความจำเป็นและสิทธิที่จะปกป้องตนเอง แต่เรายินดีที่จะนั่งเจรจา

นับตั้งแต่ปี 2024 เกิดไฟฟ้าดับทั่วประเทศไปแล้ว 7 ครั้ง ทำให้ชีวิตของชาวคิวบาลำบากมากขึ้น อีกทั้งคิวบายังต้องเผชิญกับปัญหา การขาดแคลนอาหาร ยา และสิ่งจำเป็นพื้นฐานอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก ในบางครั้งประชาชนตัดสินใจประท้วงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยการทำเสียงดังรบกวนอย่างการเคาะหม้อในช่วงกลางคืน และประชาชนบางคนประท้วงโดยการบุกทำลายสำนักงานประจำจังหวัดของพรรคคอมมิวนิสต์คิวบา

สถานการณ์ความไม่สงบทวีความรุนแรงขึ้นนับตั้งแต่ นิโคลัส มาดูโร ผู้นำสังคมนิยมของเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักในภูมิภาคและผู้จัดหาน้ำมันรายใหญ่ของคิวบา ถูกจับกุมในการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ เมื่อเดือนมกราคม ทำให้ไม่มีน้ำมันส่งมาถึงคิวบา

เหตการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อภาคพลังงาน ขณะที่ระบบขนส่งสาธารณะลดลง และสายการบินต่างๆ ลดเที่ยวบินไปยังคิวบา ซึ่งเป็นผลกระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยวภายในคิวบา 

ทางการระบุว่า เหตุไฟฟ้าดับครั้งล่าสุดเกิดจากหน่วยผลิตไฟฟ้าขัดข้องในโรงไฟฟ้าพลังความร้อนเก่าแก่แห่งหนึ่งของประเทศ ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องไปทั่วเครือข่ายการผลิตไฟฟ้า 

ด้านรัฐบาลคิวบารายงานว่า เราต้องดำเนินการเชิงรุกให้มากที่สุดเพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ เเละเราหวังว่าเชื้อเพลิงพลังงานเเละน้ำมันจะเดินทางมาถึงคิวบาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และการคว่ำบาตรที่สหรัฐฯ กำลังดำเนินการอยู่นั้นจะไม่ยืดเยื้อและหาทางออกกับเรื่องนี้ได้.

ที่มา : CNA

รถพยาบาล 4 คันถูกลอบเผาในกรุงลอนดอน ตร.ชี้อาจเป็น “อาชญากรรมจากความเกลียดชังชาวยิว”

รถพยาบาล 4 คันถูกลอบเผาในกรุงลอนดอน ตร.ชี้อาจเป็น "อาชญากรรมจากความเกลียดชังชาวยิว"

23 มี.ค. 2569 14:10 น.

รถพยาบาล 4 คันถูกลอบเผาในกรุงลอนดอน ตร.ชี้อาจเป็น “อาชญากรรมจากความเกลียดชังชาวยิว”

ตำรวจลอนดอนเร่งล่าตัว 3 ผู้ต้องสงสัย ก่อเหตุลอบวางเพลิงรถพยาบาลหน่วยกู้ชีพอาสาสมัครชาวยิว 4 คันรวด กลางดึกคืนที่ผ่านมา (23 มี.ค.) คาดแรงจูงใจมาจากการเหยียดเชื้อชาติและความเกลียดชังทางศาสนา

สื่อต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุลอบวางเพลิงรถพยาบาล 4 คันของ กลุ่มฮัตโซลาห์ (Hatzolah) หน่วยอาสาสมัครกู้ชีพของชุมชนชาวยิวในพื้นที่ทางตอนเหนือของกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในช่วงกลางดึกคืนที่ผ่านมา (23 มี.ค) ขณะนี้ตำรวจนครบาลลอนดอนกำลังเร่งสืบสวนหาผู้กระทำผิดโดยพุ่งเป้าไปที่ประเด็น “อาชญากรรมจากความเกลียดชังต่อชาวยิว” (Antisemitic hate crime)

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 01.40 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงลอนดอน โดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้รถพยาบาลบริเวณไฮฟิลด์ คอร์ต (Highfield Court) ในย่านโกลเดอร์ส กรีน (Golders Green) ซึ่งเป็นย่านที่มีชาวยิวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก แรงระเบิดจากถังแก๊สภายในตัวรถส่งผลให้หน้าต่างอาคารพักอาศัยบริเวณใกล้เคียงแตกเสียหาย เจ้าหน้าที่ต้องสั่งอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ทันทีเพื่อความปลอดภัย ก่อนจะสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ในเวลา 03.06 น. โดยที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ตำรวจในพื้นที่เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางตำรวจกำลังเร่งตามหาผู้ต้องสงสัย 3 ราย ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ รวมถึงกำลังตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด และคลิปวิดีโอที่ถูกแชร์ไปในโลกออนไลน์ด้วยเช่นกัน

ด้านผู้อยู่อาศัยในละแวกนั้นให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว BBC ว่าเขาและคนอื่น ๆ สะดุ้งตื่นขึ้นมาช่วงหลังตีหนึ่งครึ่งจากเสียงระเบิดที่ดังสนั่น ก่อนจะพบว่ารถพยาบาลกำลังถูกไฟลุกท่วม

โดยรถพยาบาลทั้ง 4 คันที่ถูกเผา เป็นของกลุ่ม “ฮัตโซลาห์” องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ให้บริการด้านการช่วยเหลือฉุกเฉินและเคลื่อนย้ายผู้ป่วยชาวยิวส่งโรงพยาบาลโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งได้เริ่มก่อตั้งและดูแลชุมชนในย่านโกลเดอร์ส กรีน มาตั้งแต่ปี 1979

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความหวาดกลัวให้กับคนในชุมชนอย่างมาก ทางการจึงได้สั่งเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ออกตรวจตราอย่างเข้มงวด และประสานงานอย่างใกล้ชิดกับผู้นำทางศาสนาในพื้นที่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย พร้อมขอความร่วมมือให้ผู้ที่มีเบาะแสเข้าให้ข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่โดยด่วน.

ที่มา: BBC

ยักษ์พลังงานกัมพูชา “โซคีเม็กซ์” ประกาศหยุดขายก๊าซ LPG ชั่วคราว ผลสงครามตะวันออกกลาง

ยักษ์พลังงานกัมพูชา "โซคีเม็กซ์" ประกาศหยุดขายก๊าซ LPG ชั่วคราว ผลสงครามตะวันออกกลาง

23 มี.ค. 2569 13:40 น.

ยักษ์พลังงานกัมพูชา “โซคีเม็กซ์” ประกาศหยุดขายก๊าซ LPG ชั่วคราว ผลสงครามตะวันออกกลาง

“โซคีเม็กซ์” (Sokimex) ผู้จัดจำหน่ายพลังงานรายใหญ่ในกัมพูชา เตรียมระงับการขายก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนนี้ หลังเผชิญปัญหาขาดแคลนซัพพลายจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ด้านรัฐบาลกัมพูชาโร่แจงประชาชนอย่าตื่นตระหนก ยันกระทบตลาดเพียง 3%

บริษัท โซคีเม็กซ์ อินเวสต์เมนต์ กรุ๊ป (Sokimex Investment Group) ผู้จัดจำหน่ายเชื้อเพลิงรายใหญ่ที่มีสถานีบริการกว่า 500 แห่งทั่วประเทศกัมพูชา ออกแถลงการณ์เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา  (22 มี.ค.) ว่าทางบริษัทจำเป็นต้อง “ระงับการจัดจำหน่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เป็นการชั่วคราว โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2026 เป็นต้นไป”

นายเดียป เช็ง เฮง รองประธานบริษัทโซคีเม็กซ์ หนึ่งในผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและก๊าซรายใหญ่ที่สุดของกัมพูชา ออกแถลงการณ์ว่า ความขัดแย้งและความไม่สงบที่ยืดเยื้อในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบการขนส่งและห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั่วโลก

เขาระบุว่ากัมพูชาเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ทำให้บริษัท “ไม่สามารถนำเข้าก๊าซ LPG ได้เลยนับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2026” ส่งผลให้ปริมาณสำรองไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด และจำเป็นต้องประกาศระงับการจำหน่ายก๊าซ LPG เป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

จากข้อมูลของบริษัทระบุว่า วิกฤตครั้งนี้ทำให้ราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลวในกัมพูชาพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ราคาขายปลีกขยับขึ้นไปอยู่ที่ 3,200 เรียล (ประมาณ 26.35 บาท) ต่อลิตร เพิ่มขึ้นถึง 60% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงครามในตะวันออกกลางที่เคยอยู่ที่เพียง 2,000 เรียล (ประมาณ 16.47 บาท) ต่อลิตรเท่านั้น

ก่อนหน้านี้เมื่อวันเสาร์ (21 มี.ค.) นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนว่า รัฐบาลกำลังเร่งแบ่งเบาภาระค่าครองชีพด้วยมาตรการทางภาษีและงบประมาณอุดหนุน โดยรัฐบาลจะช่วยจ่ายค่าส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซินและดีเซล 2.31 บาทต่อลิตร และจะเพิ่มให้อีก 0.33 บาท หากราคาน้ำมันโลกพุ่งเกิน 90 ดอลลาร์สำหรับน้ำมันเบนซิน หรือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สำหรับน้ำมันดีเซล

สำหรับมาตรการภาษี จะมีการปรับลดภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มของน้ำมันเบนซินและดีเซลลงเหลือ 0% นอกจากนั้น จะมีการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินเหลือเพียง 4.96 บาทต่อลิตร และปรับลดเป็น 0% สำหรับน้ำมันดีเซล

ด้านนายแก้ว รัตนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของกัมพูชา ได้ออกแถลงการณ์ผ่านวิดีโอในวันนี้ (23 มี.ค.) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยระบุว่าการระงับการขายของโซคีเม็กซ์ส่งผลกระทบต่อสัดส่วนการตลาด LPG ในประเทศเพียงประมาณ 3% เท่านั้น

นายแก้วกล่าวว่า “ขอให้พี่น้องประชาชนอย่ากังวล เนื่องจากยังมีบริษัทผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่อีก 6 แห่งที่ยังคงนำเข้าและจำหน่ายก๊าซ LPG ได้ตามปกติ” 

นอกจากนี้ รัฐมนตรีพลังงานยังใช้โอกาสนี้รณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้ “หม้อหุงข้าวไฟฟ้าและเตาไฟฟ้า” เพื่อช่วยประหยัดการใช้ก๊าซหุงต้ม ในขณะที่รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการจัดหาแหล่งนำเข้าพลังงานใหม่ ๆ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศในระยะยาว.

ที่มา Khmer Times

เครื่องบินแอร์แคนาดาพุ่งชนรถดับเพลิงในสนามบินนิวยอร์ก นักบินดับ 2 ศพ

เครื่องบินแอร์แคนาดาพุ่งชนรถดับเพลิงในสนามบินนิวยอร์ก นักบินดับ 2 ศพ

23 มี.ค. 2569 12:40 น.

เครื่องบินแอร์แคนาดาพุ่งชนรถดับเพลิงในสนามบินนิวยอร์ก นักบินดับ 2 ศพ

เกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝันที่สนามบินลาการ์เดีย นครนิวยอร์ก เมื่อเครื่องบินโดยสารของสายการบินแอร์แคนาดาเอ็กซ์เพรส พุ่งชนกับรถดับเพลิงขณะกำลังมุ่งหน้าเข้าอาคารผู้โดยสาร ส่งผลให้นักบินและนักบินผู้ช่วยเสียชีวิต และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายราย ท่ามกลางสภาพอากาศแปรปรวน สนามบินต้องประกาศระงับเที่ยวบินด่วน

นักบินและผู้ช่วยนักบินของเครื่องบินโดยสารประจำภูมิภาคของสายการบินแอร์แคนาดาเอ็กซ์เพรส เสียชีวิตหลังจากเครื่องบินชนกับรถดับเพลิงขณะลงจอดที่สนามบินลาการ์เดียในนิวยอร์ก เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 23:40 น. ของคืนวันอาทิตย์ (22 มี.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น เครื่องบินแบบ Bombardier CRJ-900 ของสายการบินแอร์แคนาดาเอ็กซ์เพรส ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท Jazz Aviation เที่ยวบินจากเมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา ได้พุ่งชนกับรถดับเพลิงของหน่วยตำรวจท่าอากาศยาน บริเวณรันเวย์ 4 ของสนามบินลาการ์เดีย 

โดยเอ็นบีซีนิวส์ ซึ่งรายงานเรื่องการเสียชีวิตดังกล่าว ระบุว่ามีผู้บาดเจ็บอีกหลายสิบคนจากเหตุการณ์นี้ และรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า รถดับเพลิงคันดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำอยู่ ก่อนหน้านี้เอ็นบีซีนิวส์ได้รายงานว่า จ่าสิบเอกและเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งได้รับบาดเจ็บกระดูกหักและอาการทรงตัวแล้วที่โรงพยาบาล

ข้อมูลจาก Flightradar24 ระบุว่า ขณะเกิดเหตุเครื่องบินกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 39 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แรงกระแทกส่งผลให้ส่วนจมูกของเครื่องบินได้รับความเสียหายอย่างหนักและเชิดขึ้นเหนือพื้นดิน ตามภาพที่ปรากฏในโซเชียลมีเดีย

ส่วนบนเครื่องบินมีผู้โดยสาร 72 คน และลูกเรือ 4 คน รายงานระบุว่าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาวยิวออร์โธดอกซ์จากพื้นที่นิวยอร์ก โดยเจ้าหน้าที่ทีมแพทย์กำลังเร่งประเมินอาการและดูแลความปลอดภัยของผู้โดยสารทุกคน

หลังเกิดเหตุ สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (FAA) ได้สั่งระงับการขึ้นลงของเครื่องบินทุกลำ ที่สนามบินลาการ์เดียทันที โดยเที่ยวบินที่กำลังมุ่งหน้ามายังลาการ์เดียต้องถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยังสนามบินอื่น หรือบินวนกลับไปยังจุดเริ่มต้น

เบื้องต้นมีรายงานว่าขณะเกิดเหตุมีสภาพอากาศแปรปรวนและมีพายุฝนในพื้นที่ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยแทรกซ้อนที่นำไปสู่อุบัติเหตุครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม FAA และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งตรวจสอบหาสาเหตุที่แน่ชัดว่าเหตุใดรถดับเพลิงและเครื่องบินถึงเข้าไปอยู่ในเส้นทางเดียวกันจนเกิดการชนกันได้.

ที่มา Reuters / New York Post

หุ้นเอเชียดิ่งระนาว หลัง ‘ทรัมป์’ ขู่ถล่มโรงไฟฟ้าอิหร่านหากยังปิดช่องแคบฮอร์มุซ

หุ้นเอเชียดิ่งระนาว หลัง ‘ทรัมป์’ ขู่ถล่มโรงไฟฟ้าอิหร่านหากยังปิดช่องแคบฮอร์มุซ

23 มี.ค. 2569 12:16 น.

หุ้นเอเชียดิ่งระนาว หลัง ‘ทรัมป์’ ขู่ถล่มโรงไฟฟ้าอิหร่านหากยังปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดร่วงหนัก หลังทรัมป์ยื่นคำขาดให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซใน 48 ชม. หากไม่ทำตามสหรัฐฯ จะเข้าถล่มโรงไฟฟ้าทั่วประเทศ ด้านอิหร่านขู่กลับ พร้อมทำลายโครงสร้างพื้นฐานทั้งภูมิภาค

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 ของการสู้รบ ส่งผลให้ตลาดหุ้นสำคัญในเอเชียดิ่งลงอย่างหนักในการเปิดตลาดช่วงเช้าวันนี้ (23 มีนาคม) โดยดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นร่วงลงกว่า 3.4% ขณะที่ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ทรุดลงเกือบ 5% ส่วนตลาดหุ้นฮ่องกงและไต้หวันต่างปรับตัวลดลงกว่า 2%

ชนวนเหตุครั้งล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความทางออนไลน์เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา (21 มีนาคม) เวลา 23.44 น. (GMT) หรือ วันอาทิตย์ เวลา 06.44 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยยื่นคำขาดให้อิหร่านเปิดแคบฮอร์มุซเพื่อเดินเรืออย่างเต็มรูปแบบภายใน 48 ชั่วโมง มิเช่นนั้นกองทัพสหรัฐฯ จะปฏิบัติการโจมตีเพื่อทำลายโรงผลิตไฟฟ้าทั่วประเทศอิหร่าน โดยจะเริ่มจากโรงไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับแรก ซึ่งคำขู่ครั้งนี้ของทรัมป์เป็นการขู่เพื่อตอบโต้หลังอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธโจมตีเมืองดีโมนา (Dimona) และเมืองอารัด (Arad) ของอิสราเอล 

ทางด้านนายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ (Mohammad Bagher Ghalibaf) ประธานรัฐสภาอิหร่าน ได้ออกมาตอบโต้ทันทีว่า หากสหรัฐฯ โจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่าน อิหร่านก็จะทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและระบบผลิตน้ำจืดทั่วภูมิภาคให้สิ้นซากเช่นกัน

ทั้งนี้อิหร่านได้ทำการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกมาตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา หลังจากถูกสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตี โดยปกติแล้วช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ถึง 20% ของปริมาณการค้าโลก การปิดเส้นทางดังกล่าวจึงส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

นายฟาติห์ บิโรล (Fatih Birol) ผู้อำนวยการองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) กล่าวระหว่างการแถลงที่กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลียว่า โลกกำลังเผชิญกับวิกฤติพลังงานที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายทศวรรษ โดยเป็นสถานการณ์ที่รุนแรงกว่าวิกฤติน้ำมันในช่วงปี 1970 และรุนแรงกว่าผลกระทบจากการบุกรุกยูเครนของรัสเซียในปี 2022 เสียอีก

สำหรับราคาซื้อขายน้ำมันในตลาดโลกยังคงทรงตัวที่ระดับสูง โดยน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) มีราคาอยู่ที่ประมาณ 112 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,700 บาท) ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบในประเทศสหรัฐฯ มีการปรับขึ้นจากเดิม 0.2% ทำให้มีราคาซื้อขายอยู่ที่ 98.57 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,250 บาท) ต่อบาร์เรล

ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ถือเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในภูมิภาค เนื่องจากประเทศทั้งสองต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก ความยืดเยื้อของสงครามและความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น รวมถึงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานตามที่สหรัฐและอิหร่านข่มขู่ จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจและภาคการผลิตในภูมิภาคเอเชียอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้.

ที่มา: BBC