‘อนุทิน’ลั่นคนไทยไม่ต้องกังวลจีน ยันส่งอาวุธให้กัมพูชาแค่ซื้อขาย เชิงพาณิชย์ ไม่ได้ให้มาสู้รบไทย

'อนุทิน'ลั่นคนไทยไม่ต้องกังวลจีน ยันส่งอาวุธให้กัมพูชาแค่ซื้อขาย เชิงพาณิชย์ ไม่ได้ให้มาสู้รบไทย

‘อนุทิน’ลั่นคนไทยไม่ต้องกังวลจีน ยันส่งอาวุธให้กัมพูชาแค่ซื้อขาย เชิงพาณิชย์ ไม่ได้ให้มาสู้รบไทย

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.28 น.

“นายกฯ” ชี้ ครบ 1 ปี เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา เดินหน้ารักษาอธิปไตย  ย้ำไม่ต้องกังวลจีนให้อาวุธเขมรโจมตีไทย

วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เวลา 16.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการครบรอบหนึ่งปีเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ไม่มีอะไรที่ควรจะต้องยินดีหรือเฉลิมฉลอง เราเดินหน้ารักษาอธิปไตย ซึ่งวันนี้มีโอกาสได้พบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของจีน ที่เดินทางเยือนประเทศไทย ตนได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ ที่จีนส่งไปยังประเทศกัมพูชา ก็เป็นเพียงแค่การซื้อขายในเชิงพาณิชย์สนับสนุนด้านกำลังทหาร แต่ไม่ได้ให้มาสู้รบกับประเทศไทย

ซึ่งเรื่องนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจีน ยืนยันสอดคล้องกับนายสี จิ้น ผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ได้ให้คำยืนยันกับตน ตอนที่เดินทางไปยังกรุงปักกิ่ง ก็ยังคงขอย้ำว่า ไม่มีเรื่องอะไรที่ทำให้ประชาชนไทยต้องกังวล ไม่ว่าทุกคนจะวางแผนในการใช้ชีวิตหรือดำเนินธุรกิจ จะวางแผนดำเนินการอะไร ก็ให้คิดเหมือนว่าประเทศไทยไม่ได้มีอันตราย หรืออยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยง จากการที่ข้อขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน ยืนยันสถานการณ์ปกติแล้ว ส่วนการแก้ไขเจรจา การฟื้นฟูความสัมพันธ์ขึ้นอยู่กับการเจรจาหารือ ต้องให้เป็นไปตามข้อตกลง ซึ่งเป็นเรื่องในอนาคต ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศไทยไม่ได้มีอะไรที่ทำให้เราเดือดร้อนหรือเสียประโยชน์ใด ๆ 

เมื่อถามถึงการเยียวยาความเสียหาย อย่างกรณีเจ้าของปั๊มน้ำมัน ที่ถูกจรวด BM-21 ในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ออกมาเรียกร้องว่ายังไม่ได้รับเงินเยียวยา นายอนุทิน กล่าวว่า มันมีกฎหมายอยู่ ทางรัฐบาลจะเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ ซึ่งบางทีต้องอาศัยกฎหมาย ที่ต้องไปใช้กับบริษัทประกันภัย เพราะบางทีบริษัทประกัน มีข้อยกเว้น เช่น ไม่รวมในเรื่องของการก่อเหตุจราจล (Riots) หรือ เหตุการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ (Act of Gods) ซึ่งทางบริษัทก็พยายามที่จะตีความ โดยเรามีหน่วยงานในการกำกับดูแลอย่าง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่ต้องไปดำเนินการ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลต้องทำให้ได้ เพราะถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบในเรื่องของความเสียหาย

เศรษฐา กลับทำเนียบรอบ 2 ปี อนุทิน บอกอดีตนายก มีความสามารถ คุยกันได้ทุกเรื่องปกติ

เศรษฐา กลับทำเนียบรอบ 2 ปี อนุทิน บอกอดีตนายก มีความสามารถ คุยกันได้ทุกเรื่องปกติ

เศรษฐา กลับทำเนียบรอบ 2 ปี อนุทิน บอกอดีตนายก มีความสามารถ คุยกันได้ทุกเรื่องปกติ

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.16 น.

‘นายกฯอนุทิน’มอบรางวัล Zero Dropout ให้ ‘อดีตนายกฯเศรษฐา’ในฐานะผู้เริ่มโครงการ ปลื้มบอก ‘เป็นสิริมงคลที่ท่านมาเยี่ยมออฟฟิศเก่า’ก่อนพาเยี่ยมชมห้องทำงานบนตึกไทย ขอบคุณอดีตนายกฯ ริเริ่มสานต่อโครงการ ช่วยลดจำนวนเด็กไทยหลุดออกนอกระบบการศึกษาจาก 1 ล้านคน เหลือ 6 แสนคน

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 24 กรกฎาคม 2569  ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล Prime Minister’s Thailand Zero Dropout Plus Awards (TZD+) ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยมี นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ารับรางวัลเกียรติยศเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติ ในฐานะผู้ริเริ่มผลักดันโครงการ Thailand Zero Dropout ให้เป็นวาระแห่งชาติ คืนโอกาสและอนาคตให้เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาไทย 

โดยทันทีที่นายเศรษฐาเดินทางมาถึงในเวลา 15.15 น. ได้ถ่ายรูปร่วมกับรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย และพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ประธานกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็ก และเยาวชนนอกระบบการศึกษาระดับชาติ (คกศ.) บริเวณหน้าแบ็กดรอป ก่อนจะเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ไปพบกับนายอนุทิน ซึ่งนายอนุทินได้พานายเศรษฐาไปที่ห้องทำงาน จากนั้น เวลา 15.30 น. นายอนุทิน และนายเศรษฐา ได้เดินลงจากตึกไทยคู่ฟ้าด้วยกันโดยมีสีหน้ายิ้มแย้ม เพื่อเข้าร่วมงานที่ตึกภักดีบดินทร์ ซึ่งนายอนุทิน หันมาหาผู้สื่อข่าว และถามว่า “นี่ใครมา” โดยชี้ไปที่นายเศรษฐา ก่อนที่นายอนุทิน และนายเศรษฐา จะเดินไปนั่งด้วยกันทั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2567 ที่นายเศรษฐา เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล หลังจากพ้นตำแหน่ง

โดยนายกฯ กล่าวว่า ต้องบอกว่าตื่นเต้นวันนี้ผู้บังคับบัญชามาเยือนตนถือว่าอย่างไรเสีย ตนเคยเป็นคณะรัฐมนตรีร่วมอยู่ในคณะรัฐมนตรี(ครม.)ของนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ ซึ่งตัวของตนได้รับความไว้วางใจจากท่านให้ได้รับมอบหมายภารกิจดูแลด้านกระทรวงมหาดไทยและในขณะนั้นกระทรวงศึกษาธิการ มีพล.ต.อ.เพิ่มพูน ทำหน้าที่ศึกษาธิการ ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่มาจากการริเริ่มของนายเศรษฐา และกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้นได้ดำเนินการสานต่อเพื่อให้นโยบายนี้บรรลุผลสัมฤทธิ์และในที่สุดต้องขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ได้รับรางวัลในวันนี้ ซึ่งท่านได้พิสูจน์แล้วว่าเมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกันเราสามารถที่จะชีวิตของเด็กเยาวชนและเปลี่ยนอนาคตประเทศรัฐบาลให้ความสำคัญกับการความเสมอภาคทางการศึกษา เพราะเราเชื่อว่าทรัพยากรที่สำคัญที่สุดคือศักยภาพของประชาชน ประเทศที่เจริญก้าวหน้า และเจริญก้าวหน้าในโลกล้วนพัฒนาเสริมพัฒนาการตั้งแต่ก่อนวัยการศึกษาการพัฒนาทักษะและการเรียนรู้ตลอดชีวิตประเทศไทย จึงต้องลงทุนในทุกมิติและในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาที่เราต้องช่วยกันแก้ไขปัญหาให้กับเด็กและเยาวชนที่หลุดออกนอกระบบการศึกษาให้หมดไป เพราะเด็กที่หลุดิอกจากระบบการศึกษา ไม่ได้หลุดออกจากห้องเรียน แต่กำลังหลุดออกจากโอกาส ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงได้ดำเนินการสานต่อสนับสนุนนโยบายดังกล่าว ซึ่งไม่ได้มองเพียงแต่จะพาเด็กกลับเข้าสู่ห้องเรียนเท่านั้น แต่ต้องพาพวกเขาไปสู่อนาคตที่มั่นคงมีทักษะที่เป็นความต้องการของตลาดแรงงานต่างๆให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่าง เป็นกำลังในการพัฒนาประเทศต่อไปตนยินดีที่ได้ทราบว่าจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนจำนวนเด็กและเยาวชนที่เข้าระบบการศึกษานี้จากเดิมหลุดออกจากการศึกษา 1 ล้านคน ลดเหลือ 600,000 คน ช่วงเวลา 2-3 ปีที่เราได้ทำการลดจำนวนเด็กเหล่านี้จนเกือบจะถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนที่มี คือผลลัพธ์ของการลงมือทำอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่าเมื่อสังคมไทยร่วมมือกันพวกเราก็จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมได้ ทั้งนี้ ขอขอบคุณนายเศรษฐา ที่ร่วมทำนโยบายนี้และขอขอบคุณนายประเสริฐ  ซึ่งได้นำนโยบายนี้มาสานต่ออย่างต่อเนื่อง โดยตนได้มอบหมายพล.ต.อ.เพิ่มพูน  อดีตรมว.ศึกษาธิการในสมัยนั้น ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็ก และเยาวชนนอกระบบการศึกษาระดับชาติ (คกศ.)  เพราะถือว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ดี โดยหัวใจสำคัญคือการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับนโยบายในระดับพื้นที่ จึงขอให้ผวจ.ทุกจังหวัดในฐานะประธานคณะกรรมการระดับจังหวัดได้บูรณาการทุกหน่วยงานค้นหาเด็กไม่ถึงกับต้องได้เป็นรายบุคคล แต่เชื่อมโยงการช่วยเหลือติดตามอย่างต่อเนื่องเพื่อปลดล็อคทุกอุปสรรคที่ขัดขวางการเรียนรู้ของเด็กนอกจากนี้

นายกฯ กล่าวอีกว่า ขอฝากให้นายกเหล่ากาชาดจังหวัด ท่านไม่ได้เป็นข้าราชการก็จริง แต่ท่านเป็นภรรยาและเป็นคู่สมรสของผวจ.ขอแถมงานให้นิดนึงช่วยเหลือคู่ชีวิตของท่านในการทำสิ่งดีๆเพราะท่านดำรงสถานะในการเป็นนายกเหล่ากาชาดบทบาทที่จะต้องทำคือการดูแลเด็กและครอบครัวอย่างใกล้ชิดทางด้านความเป็นอยู่สุขภาพบริการและการคุ้มครองทางสังคมถือเป็นการให้บริการทางสังคมในการทำจิตอาสาอย่างหนึ่งซึ่งพวกเราทุกคนมีความพร้อมด้วยความเต็มใจอยู่แล้ว และขอเชิญชวนภาคเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วมลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและถือว่าสิ่งที่ทำเป็นการลงทุนระยะยาวเพราะการช่วยเหลือให้เด็กคนหนึ่งมีการศึกษามีทักษะและมีงานทำมีโรงเรียนให้เรียนเท่ากับการเพิ่มกำลังคนที่มีคุณภาพให้กับประเทศขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลในวันนี้และขอให้ทุกท่านได้เห็นว่ารางวัลเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจและเป็นการแสดงความชื่นชมยินดีความเคารพศรัทธาในความมุ่งมั่นตั้งใจของท่านจนนำมาสู่ความสำเร็จจุดนี้ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของภารกิจที่เรามีร่วมกันเพราะอนาคตของชาติขึ้นอยู่กับเด็กและเยาวชนและอนาคตของเด็กและเยาวชนนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของคนในสังคมที่ต้องร่วมกันประคับประคอง เพื่ออนาคตของประเทศไทยที่เข้มแข็ง 

“ขอบคุณนายเศรษฐาที่กรุณาให้เกียรติมาร่วมในงานนี้ ถือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดีและมีความหมายเป็นอย่างยิ่ง และเป็นแรงบันดาลใจให้ผม สำหรับผมที่ท่านมาเยี่ยมออฟฟิศเก่าถือว่าเป็นสิริมงคล ต่อตัวของผมเอง ถือว่ามีความสำคัญที่ผมให้ความนับถือท่านมาตลอด และยังให้คำแนะนำที่ดีต่างๆในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ และให้ข้อคิดอย่างสม่ำเสมอตลอดมา ก็ขอให้ทุกท่านรับทราบว่าทำไมต้องพูดถึงท่านบ่อยๆ เพราะว่านี่คือสิ่งที่ผมได้รับจากท่าน“ นายกฯ กล่าว

จากนั้น เวลา 16.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการพูดคุยกับนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เข้ามาร่วมงานพิธีมอบรางวัล Prime Minister’s Thailand Zero Dropout Plus (TZD+) ประจำปี พ.ศ. 2569 ที่ทําเนียบรัฐบาล ว่า  ก็พูดคุยกัน วันนี้นายเศรษฐามารับรางวัลในโครงการที่ท่านได้ริเริ่ม ในสมัยที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี คือโครงการThailand Zero Dropout ที่ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนไทยให้ได้รับการศึกษา ไม่ถูกทอดทิ้ง พอมาในยุคของตน ถือเป็นโครงการที่ดี ตนจึงนํามาสานต่อ โดยให้ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ประธานกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็ก และเยาวชนนอกระบบการศึกษาระดับชาติ(คกศ.) ที่ในอดีตเป็นรมว.ศึกษาธิการ มาการดูแลโครงการนี้ที่เป็นประโยชน์  ไม่ว่าจะมาจากรัฐบาลใดก็ตาม โครงการไหนที่เป็นระเบียบเราพร้อมที่จะนํามาสานต่อ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด 

เมื่อถามว่า มีการพูดคุยกันเรื่องการเมืองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนกับนายเศรษฐา ตั้งแต่ท่านพ้นจากตําแหน่ง ก็มีการพบกันหลายโอกาส เรามีความสัมพันธ์ที่ดีกันมาตลอดอยู่แล้ว รู้จักกันตั้งแต่อยู่ในมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องปกติที่เราจะพูดคุยกันทุกเรื่อง หลายๆอย่างที่เป็นประโยชน์ เพราะท่านมีความเชี่ยวชาญ ความสามารถในเรื่องของมุมมอง ในเรื่องเศรษฐกิจ และธุรกิจ ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งกันและกันตลอดเวลา 

ขณะที่ นายเศรษฐา เปิดเผยภายหลังรับรางวัลถึงการกลับเข้าทำเนียบครั้งแรกในรอบ 2 ปี ว่าอบอุ่นดี นายอนุทินให้การต้อนรับเป็นอย่างดี 

 ส่วนได้มีโอกาสแนะนำแนวทางการทำงานกับนายอนุทินบ้างหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า “ไม่มีหรอกครับ ท่านโอเคแล้ว เป็นพี่น้องมากกว่า”

ทรัมป์เล่นมุกใส่สื่อ แต่ถูกวิจารณ์ยับ หลังลั่นกลางงานทำเนียบขาว “ที่นี่รวมคนเกลียดทรัมป์มากที่สุด”

ทรัมป์เล่นมุกใส่สื่อ แต่ถูกวิจารณ์ยับ หลังลั่นกลางงานทำเนียบขาว "ที่นี่รวมคนเกลียดทรัมป์มากที่สุด"

25 ก.ค. 2569 12:41 น.

ทรัมป์เล่นมุกใส่สื่อ แต่ถูกวิจารณ์ยับ หลังลั่นกลางงานทำเนียบขาว “ที่นี่รวมคนเกลียดทรัมป์มากที่สุด”

โดนัลด์ ทรัมป์ ถูกวิจารณ์ยับ หลังขึ้นเวทีเล่นมุกแซวสื่อกลางงานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาว ลั่นที่นี่รวมคน “เป็นโรคเกลียดทรัมป์” มากที่สุด

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กลายเป็นประเด็นร้อน หลังขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในงานเลี้ยงของสมาคมผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาว (WHCA) เมื่อคืนวันศุกร์ (24 ก.ค.) โดยตั้งใจใช้เวทีนี้หยอกล้อและเหน็บแนมสื่อมวลชน แต่กลับถูกวิจารณ์ว่า “มุกแป้ก” “ไม่ตลก” และ “น่าเบื่อ” จนกลายเป็นกระแสในสื่อและโลกออนไลน์

แม้งานดังกล่าวจะมีธรรมเนียมให้ผู้นำสหรัฐฯ และสื่อมวลชนล้อเลียนกันอย่างมีอารมณ์ขัน แต่หลายฝ่ายมองว่าการกล่าวสุนทรพจน์ของทรัมป์ครั้งนี้แตกต่างออกไป เพราะใช้เวลานานเกือบ 1 ชั่วโมง เต็มไปด้วยการโจมตีสื่อและคู่แข่งทางการเมือง มากกว่าการสร้างเสียงหัวเราะ

โดยหนึ่งในประโยคที่กลายเป็นไวรัลคือ “ที่นี่น่าจะเป็นสถานที่ที่รวมคนเป็น ‘Trump Derangement Syndrome’ มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา” ซึ่งคำว่า Trump Derangement Syndrome เป็นคำที่ฝ่ายสนับสนุนทรัมป์ใช้เรียกผู้ที่ต่อต้านหรือวิจารณ์เขาอย่างรุนแรง โดยเปรียบเปรยว่าคนเหล่านั้นหมกมุ่นกับการเกลียดทรัมป์จนสูญเสียการใช้เหตุผล

ทรัมป์ยังพูดติดตลกว่า “บางครั้งผมก็คิดจริง ๆ ว่าพวกคุณบางคนไม่ชอบผม” และแซวว่า “เมื่อผมเลิกเล่นการเมือง พวกคุณคงจนกันหมด” พร้อมเรียกสื่อบางแห่งว่า “Fake News” 

แม้ทรัมป์ตั้งใจเล่นมุก แต่สื่ออเมริกันหลายสำนัก รวมถึงผู้ที่อยู่ในงาน มองว่าการแสดงครั้งนี้ แทบไม่มีจังหวะที่เรียกเสียงหัวเราะได้ หลายช่วงห้องจัดงานเงียบกว่าที่คาดไว้ และหลังจบงาน นักข่าว ผู้ดำเนินรายการ และผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมากต่างวิจารณ์ว่าเป็นหนึ่งในสุนทรพจน์ที่ฝืด ที่สุดของงาน WHCA

สำนัก CNN ถึงกับวิเคราะห์ว่า สิ่งที่น่าสนใจกว่ามุกตลก คือการที่สื่อสามารถวิจารณ์ประธานาธิบดีได้อย่างเปิดเผยผ่านทั้งรายการโทรทัศน์และโซเชียลมีเดีย ซึ่งสะท้อนหลัก เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังกล่าวยกย่องเจ้าหน้าที่หน่วยอารักขาประธานาธิบดี ที่ช่วยหยุดมือปืนในเหตุการณ์เมื่อเดือนเมษายน พร้อมประณามความรุนแรงทางการเมือง 

แต่หลังจากนั้น เขาก็กลับมาเล่นมุกอีกครั้ง โดยแซวแขกในงานว่า หลายคนไม่ยอมใส่เสื้อเกราะกันกระสุน เพราะ ยอมตายดีกว่าดูอ้วนขึ้นอีก 20 ปอนด์ ซึ่งเป็นอีกประโยคที่ถูกวิจารณ์ว่าไม่เหมาะสม เนื่องจากงานจัดขึ้นหลังเกิดเหตุคนร้ายพยายามบุกยิงในงานเดียวกันเมื่อ 3 เดือนก่อน.

ที่มา : CNN

โรงงานอุตสาหกรรมระเบิดสนั่น หลังไฟลามถึงปุ๋ย เกิดลูกไฟยักษ์-อพยพชาวบ้าน ประกาศเหตุฉุกเฉินครั้งใหญ่

โรงงานอุตสาหกรรมระเบิดสนั่น หลังไฟลามถึงปุ๋ย เกิดลูกไฟยักษ์-อพยพชาวบ้าน ประกาศเหตุฉุกเฉินครั้งใหญ่

25 ก.ค. 2569 12:12 น.

โรงงานอุตสาหกรรมระเบิดสนั่น หลังไฟลามถึงปุ๋ย เกิดลูกไฟยักษ์-อพยพชาวบ้าน ประกาศเหตุฉุกเฉินครั้งใหญ่

เกิดเหตุระเบิดและเพลิงไหม้รุนแรงที่โรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในมณฑลเอสเซกซ์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษ หลังเปลวเพลิงลุกลามไปยังพื้นที่เก็บปุ๋ย ส่งผลให้ต้องประกาศเหตุฉุกเฉินและอพยพครั้งใหญ่ 

สำนักงานดับเพลิงและกู้ภัยมณฑลเอสเซกซ์ ระบุว่า ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้เมื่อเวลาประมาณ 16.50 น. ตามเวลาท้องถิ่น บริเวณถนน Southend Road ใกล้หมู่บ้าน Rettendon ทางตอนใต้ของเมืองเชล์มสฟอร์ด ก่อนระดมเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 100 นาย เข้าควบคุมสถานการณ์

ระหว่างการปฏิบัติงาน เปลวเพลิงได้ลุกลามไปยังอาคารที่เก็บปุ๋ย ส่งผลให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง จนลูกไฟขนาดใหญ่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า แรงระเบิดทำให้ประชาชนในหลายพื้นที่ของเอสเซกซ์ได้ยินเสียงและรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน

เดฟ บอนด์ เจ้าหน้าที่ของสำนักงานดับเพลิงฯ กล่าวว่าขณะเจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติงาน ปุ๋ยที่อยู่ภายในอาคารแห่งหนึ่งเกิดระเบิด ทำให้ประชาชนทั่วทั้งมณฑลรายงานว่าได้ยินเสียงและรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน

เขายืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุผลที่ต้องประกาศเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินครั้งใหญ่ แต่ในขณะนี้ไม่มีความเสี่ยงเพิ่มเติมต่อประชาชนในวงกว้าง และเจ้าหน้าที่ทุกคนในพื้นที่ปลอดภัย ขณะที่ประชาชนที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุได้รับการอพยพออกจากพื้นที่แล้ว

คลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์เผยให้เห็นวินาทีที่เกิดลูกไฟขนาดมหึมาพุ่งขึ้นจากโรงงาน ท่ามกลางประชาชนที่รีบวิ่งหนีออกจากพื้นที่ ขณะที่พยานหลายคนให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า เสียงระเบิดดังเหมือนระเบิดลูกใหญ่และคล้ายเสียงโซนิกบูมที่สามารถได้ยินจากระยะไกล

ไฟไหม้ยังสร้างความเสียหายให้กับอาคารหลายหลังและยานพาหนะที่อยู่ภายในพื้นที่การเกษตรใกล้เคียง โดยเจ้าหน้าที่คาดว่าไฟอาจยังคงลุกไหม้ต่อเนื่องไปจนถึงวันเสาร์

ทางการยังขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ ปิดประตูและหน้าต่าง เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากกลุ่มควันจำนวนมากที่ลอยปกคลุมพื้นที่

ด้านหน่วยรถพยาบาล East of England Ambulance Service เปิดเผยว่า ได้ส่งทีมรับมือเหตุอันตราย พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าร่วมปฏิบัติการในพื้นที่ด้วย

จนถึงช่วงค่ำวันศุกร์ ยังไม่มีการยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิตหรือผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงระบุว่า แม้จะยังมีควันจำนวนมาก แต่สามารถจำกัดวงเพลิงไว้ได้แล้ว และจะเร่งสอบสวนหาสาเหตุของเพลิงไหม้ต่อไป.

ที่มา : BBC

ญี่ปุ่นผ่านกฎหมายตั้งเมืองหลวงสำรอง รับมือภัยพิบัติ หากโตเกียวได้รับผลกระทบหนัก

ญี่ปุ่นผ่านกฎหมายตั้งเมืองหลวงสำรอง รับมือภัยพิบัติ หากโตเกียวได้รับผลกระทบหนัก

25 ก.ค. 2569 10:29 น.

ญี่ปุ่นผ่านกฎหมายตั้งเมืองหลวงสำรอง รับมือภัยพิบัติ หากโตเกียวได้รับผลกระทบหนัก

รัฐสภาญี่ปุ่นผ่านร่างกฎหมายจัดตั้ง “เมืองหลวงสำรอง” เพื่อให้รัฐบาลยังสามารถบริหารประเทศได้ หากกรุงโตเกียวได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งใหญ่ โดยร่างกฎหมายผ่านด้วยคะแนนเฉียดฉิว 123 ต่อ 121 เสียง

วันที่ 26 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วุฒิสภาญี่ปุ่นมีมติเห็นชอบและประกาศใช้ร่างกฎหมายจัดตั้ง “เมืองหลวงสำรอง” (Secondary Capital) เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับกรณีที่กรุงโตเกียวไม่สามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการบริหารประเทศได้จากภัยพิบัติครั้งใหญ่

โดยร่างกฎหมายผ่านความเห็นชอบด้วยคะแนน 123 ต่อ 121 เสียง ซึ่งกฎหมายฉบับนี้กำหนดให้รัฐบาลคัดเลือกจังหวัดที่มีความเหมาะสมให้เป็นศูนย์กลางการปฏิบัติงานของรัฐบาลในยามฉุกเฉิน โดยจะพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น จำนวนประชากร ขนาดเศรษฐกิจ และความพร้อมในการจัดตั้งเขตการปกครองพิเศษในลักษณะเดียวกับ 23 เขตของกรุงโตเกียว

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการพิเศษของวุฒิสภายังผ่านมติเพิ่มเติมกำหนดให้รัฐบาลเตรียมมาตรการอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้การเลือกตั้งท้องถิ่นซ้อนทับกับการทำประชามติ หากมีการจัดตั้งเขตการปกครองพิเศษตามกฎหมายฉบับนี้ในอนาคต.

ที่มา NHK

ระทึกกลางลอนดอน เรือเร็วตำรวจพุ่งชนสะพานเวสต์มินสเตอร์ ตำรวจ 5 นาย กระเด็นตกแม่น้ำเทมส์

ระทึกกลางลอนดอน เรือเร็วตำรวจพุ่งชนสะพานเวสต์มินสเตอร์ ตำรวจ 5 นาย กระเด็นตกแม่น้ำเทมส์

25 ก.ค. 2569 09:16 น.

ระทึกกลางลอนดอน เรือเร็วตำรวจพุ่งชนสะพานเวสต์มินสเตอร์ ตำรวจ 5 นาย กระเด็นตกแม่น้ำเทมส์

เรือของหน่วยตำรวจน้ำอังกฤษพุ่งชนสะพานเวสต์มินสเตอร์ ส่งผลให้ตำรวจ 5 นายได้รับบาดเจ็บ และหลายคนกระเด็นตกลงไปในแม่น้ำเทมส์ ท่ามกลางความตกใจของนักท่องเที่ยวและประชาชนจำนวนมาก

ตำรวจนครบาลลอนดอนเปิดเผยว่า เหตุเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 14.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยเรือของหน่วยตำรวจน้ำ หรือ Marine Policing Unit พุ่งชนสะพานเวสต์มินสเตอร์ ซึ่งอยู่ใกล้อาคารรัฐสภาอังกฤษและหอนาฬิกาบิ๊กเบน ส่งผลให้เจ้าหน้าที่หลายนายตกลงไปในแม่น้ำ ก่อนจะได้รับการช่วยเหลือขึ้นจากน้ำโดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยและเรือที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวอย่างปลอดภัย 

เจ้าหน้าที่กู้ชีพเร่งให้การรักษาผู้บาดเจ็บบนเรือยาง ขณะที่เฮลิคอปเตอร์ตำรวจบินวนเหนือพื้นที่เกิดเหตุ และมีรถพยาบาล รถดับเพลิง รวมถึงหน่วยกู้ภัยหลายหน่วยเข้าปฏิบัติการ ส่งผลให้สะพานเวสต์มินสเตอร์ต้องปิดการจราจรชั่วคราว และมีประชาชนจำนวนมากมามุงดูเหตุการณ์ ก่อนที่ตำรวจจะกันพื้นที่ออกจากจุดเกิดเหตุ 

ต่อมาตำรวจนครบาลลอนดอนระบุว่า ในจำนวนผู้บาดเจ็บทั้งหมด 4 นายยังคงรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยอาการสาหัส แต่คาดว่าจะรอดชีวิต ส่วนอีก 1 นายได้รับบาดเจ็บไม่รุนแรง ขณะที่ไม่มีประชาชนได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้ 

เบื้องต้นยังไม่มีการยืนยันสาเหตุของอุบัติเหตุ อย่างไรก็ตาม พยานหลายคนให้ข้อมูลสอดคล้องกันว่า ก่อนเกิดเหตุเห็นเรือตำรวจ 2 ลำแล่นด้วยความเร็วสูง และได้ยินเสียงดังสนั่น ก่อนที่เรือลำหนึ่งจะพุ่งชนฐานสะพาน โดยพยานบางรายเชื่อว่าเรือลำหลังอาจได้รับผลกระทบจากคลื่นที่เรือลำหน้าแล่นผ่าน จนเสียการควบคุมและชนเข้ากับสะพาน แต่ข้อมูลดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันจากทางการ 

สื่อหลายสำนักรายงานเพิ่มเติมว่า ขณะเกิดเหตุเรือตำรวจกำลังเดินทางไปในภารกิจกู้ภัย หลังได้รับแจ้งว่ามีบุคคลตกลงไปในแม่น้ำเทมส์ ก่อนประสบอุบัติเหตุเสียเอง 

ด้านสำนักงานท่าเรือลอนดอน ระบุว่า ได้เข้าช่วยบริหารจัดการการสัญจรทางน้ำร่วมกับตำรวจนครบาลและหน่วยยามฝั่ง พร้อมยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือในการสอบสวนอย่างเต็มที่ ขณะที่ตำรวจนครบาลยืนยันว่าจะมีการตรวจสอบและทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง.

ที่มา : AP

SpaceX ทดสอบ Starship ครั้งที่ 13 สำเร็จ ปล่อยดาวเทียม Starlink รุ่นใหม่ 20 ดวง

SpaceX ทดสอบ Starship ครั้งที่ 13 สำเร็จ ปล่อยดาวเทียม Starlink รุ่นใหม่ 20 ดวง

25 ก.ค. 2569 08:56 น.

SpaceX ทดสอบ Starship ครั้งที่ 13 สำเร็จ ปล่อยดาวเทียม Starlink รุ่นใหม่ 20 ดวง

SpaceX ทดสอบจรวด Starship ครั้งที่ 13 สำเร็จ โดยสามารถปล่อยดาวเทียม Starlink V3 รุ่นใหม่จำนวน 20 ดวงขึ้นสู่อวกาศตามแผน เตรียมให้ Starship เข้าสู่การให้บริการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบในสิ้นปีนี้

จรวด Starship ซึ่งมีความสูงราว 122 เมตร หรือประมาณตึก 40 ชั้น ถูกปล่อยขึ้นจากฐานปล่อยจรวดในรัฐเท็กซัส เมื่อเวลาประมาณ 18.50 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ภารกิจครั้งนี้มีการนำดาวเทียม Starlink V3 จำนวน 20 ดวงขึ้นไปทดสอบ โดยดาวเทียมรุ่นใหม่นี้มีประสิทธิภาพสูงกว่ารุ่นเดิม ทั้งด้านแบนด์วิดท์และความเร็วอินเทอร์เน็ต หลังจากเชื่อมต่อกับเครือข่าย Starlink ได้สำเร็จ ดาวเทียมทั้งหมดก็เข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกตามวิถีที่กำหนดและเผาไหม้จนหมด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการทดสอบ

ระหว่างการบิน กล้องที่ติดตั้งบนตัวจรวดสามารถบันทึกภาพโลกจากระดับความสูงราว 190 กิโลเมตร พร้อมภาพพายุฝนฟ้าคะนองและสายฟ้าที่ปรากฏอยู่เบื้องล่าง ขณะที่วิศวกรของ SpaceX ที่ศูนย์ปฏิบัติการในเมืองฮอว์ธอร์น รัฐแคลิฟอร์เนีย ต่างส่งเสียงเชียร์ทุกช่วงสำคัญของภารกิจ และมีการตะโกนว่า “สหรัฐอเมริกา” เพื่อแสดงความยินดี

เที่ยวบินครั้งนี้ยังเป็นการทดสอบ Starship รุ่นใหม่ ซึ่งมีความสำคัญต่อแผนระยะยาวของ SpaceX ไม่ว่าจะเป็นการขยายเครือข่ายอินเทอร์เน็ต Starlink การส่งนักบินอวกาศขององค์การนาซาไปยังดวงจันทร์ภายในปี 2028 รวมถึงการนำส่งดาวเทียมประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ (AI) จำนวนหลายพันดวงขึ้นสู่วงโคจรในอนาคต

หลังใช้เวลาปฏิบัติภารกิจประมาณ 1 ชั่วโมง Starship ได้กลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก โดยแผ่นป้องกันความร้อน ได้รับความเสียหายน้อยกว่าการทดสอบครั้งก่อน ถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญสู่เป้าหมายของ อีลอน มัสก์ ที่ต้องการให้จรวดสามารถบินและกลับมาลงจอดได้เป็นประจำเช่นเดียวกับเครื่องบิน

ตัวจรวดส่วนบนได้จุดเครื่องยนต์อีกครั้งเพื่อปรับทิศทางก่อนลงสู่มหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเป็นการจำลองการลงจอดในภารกิจจริงที่ตั้งเป้าจะให้ลงจอดบนพื้นดินในรัฐเท็กซัสในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การทดสอบไม่ได้ราบรื่นทั้งหมด โดยจรวดบูสเตอร์ Super Heavy ซึ่งเป็นจรวดขั้นแรก ไม่สามารถกลับลงสู่โลกได้ตามแผน หลังจากเครื่องยนต์ 5 เครื่องไม่สามารถจุดติดอีกครั้งเพื่อชะลอความเร็ว ทำให้พุ่งกระแทกอ่าวเม็กซิโกด้วยความเร็วสูงกว่าที่คาดไว้

แดน ฮูโอต์ โฆษกของ SpaceX กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าให้บูสเตอร์ลงสู่ผิวน้ำอย่างนุ่มนวล แต่ผลที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่ายังคงมีความเร็วเหลืออยู่มากในช่วงก่อนสัมผัสน้ำ

ก่อนหน้านี้ในการทดสอบเมื่อเดือนพฤษภาคม เครื่องยนต์ของบูสเตอร์ก็เคยจุดติดไม่ครบเช่นกัน ส่งผลให้ตกกระแทกอ่าวเม็กซิโกในลักษณะใกล้เคียงกัน

SpaceX ตั้งเป้าว่า ภายในสิ้นปี 2026 จะเริ่มใช้จรวด Starship ในการส่งดาวเทียม Starlink V3 จำนวนมากขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพของเครือข่ายให้เพียงพอสำหรับการให้บริการ Direct-to-Cell หรือการเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือทั่วไปเข้ากับดาวเทียมได้โดยตรง แม้อยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณเครือข่ายโทรศัพท์มือถือบนพื้นดิน.

ที่มา : channelnewsasia

ทรัมป์ร่วมงานเลี้ยงผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว ที่นัดจันขึ้นใหม่ 3 เดือนหลังเกิดเหตุพยายามลอบสังหารปธน.

ทรัมป์ร่วมงานเลี้ยงผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว ที่นัดจันขึ้นใหม่ 3 เดือนหลังเกิดเหตุพยายามลอบสังหารปธน.

25 ก.ค. 2569 07:10 น.

ทรัมป์ร่วมงานเลี้ยงผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว ที่นัดจันขึ้นใหม่ 3 เดือนหลังเกิดเหตุพยายามลอบสังหารปธน.

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าร่วมงานเลี้ยงผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวที่กลับมาจัดใหม่ หลังเลื่อนเพราะเหตุกราดยิงเมื่อเดือนเมษายน ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ยังตึงเครียดระหว่างรัฐบาลกับสื่อมวลชน  

วันที่ 26 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า งานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาว (White House Correspondents’ Dinner) ที่เลื่อนมาจากเดือนเมษายน เนื่องจากเหตุกราดยิง ได้กลับมาจัดขึ้นอีกครั้งในคืนวันศุกร์ ที่ผ่านมา โดยเปลี่ยนสถานที่และช่วงเวลาจัดงาน พร้อมลดจำนวนผู้เข้าร่วมและเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยประธานาธิบดีได้เข้าร่วมงานและมีกำหนดกล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้าสื่อมวลชน ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ยังตึงเครียด หลังรัฐบาลของเขาเดินหน้าใช้มาตรการหลายอย่างที่ถูกมองว่าเพิ่มแรงกดดันต่อสื่ออิสระ

นางแคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า สุนทรพจน์ของทรัมป์จะมีทั้งเนื้อหาที่สร้างความเป็นเอกภาพและการวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือด ควบคู่กับอารมณ์ขัน พร้อมยืนยันว่าจะเป็นการกล่าวสุนทรพจน์ที่น่าติดตาม

ด้านสมาคมผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาว ระบุว่า ตัวแทนสื่อจะขึ้นกล่าวย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับที่ 1 ซึ่งคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพสื่อ โดยมีทรัมป์นั่งรับฟังอยู่ภายในงาน ขณะที่นักอ่านใจและนักมายากลชื่อดัง ออซ เพิร์ลแมน รับหน้าที่เป็นผู้แสดงหลักของค่ำคืนนี้

อย่างไรก็ตาม บุคคลสำคัญหลายคนไม่ได้เข้าร่วมงานในครั้งนี้ ได้แก่ นางเมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดี และนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งทำเนียบขาวระบุว่าติดภารกิจด้านกำหนดการ

ขณะที่รัฐมนตรีกลาโหม นายพีต เฮกเซธ รักษาการอัยการสูงสุด นายทอดด์ บลานช์ ผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) และนายแคช พาเทล และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลอีกหลายคน เข้าร่วมงานด้วย

ทั้งนี้ งานเลี้ยงผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวเป็นธรรมเนียมสำคัญของกรุงวอชิงตันมาหลายทศวรรษ แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอดว่าเป็นเวทีที่ผู้บริหารสื่อ บรรณาธิการ ผู้สื่อข่าว และเจ้าหน้าที่รัฐบาลมาพบปะกัน แม้รัฐบาลชุดนี้จะมีท่าทีมองสื่อเป็นฝ่ายตรงข้ามก็ตาม

ไฟป่ามาดริดวิกฤตหนัก สเปนเร่งอพยพประชาชน ฝรั่งเศสหนีกว่า 1.4 แสนคน

ไฟป่ามาดริดวิกฤตหนัก สเปนเร่งอพยพประชาชน ฝรั่งเศสหนีกว่า 1.4 แสนคน

25 ก.ค. 2569 06:21 น.

ไฟป่ามาดริดวิกฤตหนัก สเปนเร่งอพยพประชาชน ฝรั่งเศสหนีกว่า 1.4 แสนคน

ไฟป่าทางตะวันตกของกรุงมาดริด ประเทศสเปน ลุกลามเกินควบคุม หลังไฟ 3 จุดรวมเป็นผืนเดียว ทางการสเปนประกาศภาวะฉุกเฉิน ขณะที่สเปนและฝรั่งเศสอพยพประชาชนรวมกว่า 140,000 คน รับมือวิกฤตไฟป่าครั้งใหญ่

วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สถานการณ์ไฟป่าทางตะวันตกของกรุงมาดริด ประเทศสเปน ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง หลังไฟป่า 3 จุดได้ลุกลามมาบรรจบกันจนกลายเป็นเพลิงไหม้ขนาดใหญ่ ส่งผลให้รัฐบาลสเปนประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติ และสั่งอพยพประชาชนอย่างน้อย 30,000 คน

นางอิซาเบล ดิอัซ อายูโซ ประธานแคว้นมาดริด ระบุว่า นี่เป็นไฟป่าที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมาดริด พร้อมอธิบายว่า พื้นที่กำลังเผชิญพายุสมบูรณ์แบบ จากอุณหภูมิที่สูง ลมกระโชกแรงต่อเนื่อง และแนวไฟหลายจุดที่รวมตัวเข้าด้วยกัน

ด้านนายคาร์ลอส โนบิโย หัวหน้าหน่วยบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินของแคว้นมาดริด กล่าวว่า ขณะนี้ไฟป่ารุนแรงเกินกว่าศักยภาพที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะควบคุมได้ ทำให้ไม่สามารถเข้าดับไฟในบางพื้นที่ได้โดยตรง และต้องเปลี่ยนมาใช้มาตรการป้องกันเพื่อจำกัดความเสียหายแทน

รายงานข่าวระบุว่า รัฐบาลสเปนได้ส่ง หน่วยทหารรับมือเหตุฉุกเฉินลงพื้นที่เพื่อสกัดการลุกลามของเปลวเพลิง โดยมุ่งปกป้องพื้นที่ใกล้เมือง เอล เอสโกเรียล เป็นหลัก ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังจับตาไฟป่าอีกจุดในจังหวัด อาบีลา เนื่องจากเกรงว่าไฟป่าขนาดใหญ่ในเมือง บูร์โกออนโด อาจลุกลามมารวมกับไฟป่ามาดริด ซึ่งจะทำให้สถานการณ์รุนแรงยิ่งขึ้น ขณะที่นายเฟอร์นันโด กรานเด-มาร์ลัสกา  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสเปน กล่าวว่า เจ้าหน้าที่กำลังทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันไม่ให้ไฟป่าทั้งสองจุดเชื่อมต่อกัน

ทางการเปิดเผยว่า มีประชาชนในแคว้นมาดริดได้รับผลกระทบแล้วมากกว่า 60,000 คน โดยในจำนวนนี้ 30,000 คน ต้องอพยพออกจากพื้นที่ และอีก 20,000 คน ถูกสั่งให้อยู่ภายในบ้านเพื่อความปลอดภัย พร้อมเตือนว่าตัวเลขผู้ได้รับผลกระทบอาจเพิ่มขึ้น เนื่องจากกระแสลมพัดพาเศษไฟปลิวไปได้ไกลหลายกิโลเมตร ทำให้ไฟสามารถลุกลามข้ามพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว.

รัสเซียถล่มงานแสดงโดรนใกล้กรุงเคียฟ ดับ 10 ศพ ยูเครนเตือนอาจถูกโจมตีระลอกใหม่

รัสเซียถล่มงานแสดงโดรนใกล้กรุงเคียฟ ดับ 10 ศพ ยูเครนเตือนอาจถูกโจมตีระลอกใหม่

25 ก.ค. 2569 05:32 น.

รัสเซียถล่มงานแสดงโดรนใกล้กรุงเคียฟ ดับ 10 ศพ ยูเครนเตือนอาจถูกโจมตีระลอกใหม่

รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มงานแสดงเทคโนโลยีโดรนใกล้กรุงเคียฟ เสียชีวิต 10 ศพ บาดเจ็บราว 100 คน ขณะที่เซเลนสกีเผยข่าวกรองชี้รัสเซียอาจเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่อีกภายใน 48 ชั่วโมง

วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพรัสเซียเปิดฉากโจมตียูเครนด้วยขีปนาวุธหลายระลอก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ศพ โดยส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้ใส่งานแสดงเทคโนโลยีโดรนใกล้กรุงเคียฟ ซึ่งมีบุคลากรสำคัญในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเข้าร่วมจำนวนมาก

นายโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เปิดเผยผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า การโจมตีในช่วงกลางวันครั้งนี้ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บประมาณ 100 คน พร้อมระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงตรวจสอบว่าเหตุใดจึงมีการจัดงานในลักษณะนี้ และมีมาตรการรักษาความปลอดภัยเพียงพอหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีผู้เสียชีวิตอีก 5 ศพ จากการโจมตีด้วยระเบิดร่อนของรัสเซียในเมือง สโลเวียนสก์ ทางภาคตะวันออกของยูเครน

ด้านโฆษกกองทัพอากาศยูเครน เปิดเผยว่า รัสเซียยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้ทั้งหมด 3 ลูก โดยระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดได้เพียง 1 ลูก ขณะที่กระทรวงกลาโหมรัสเซียยอมรับว่าเป็นผู้โจมตี พร้อมอ้างว่า ใช้อาวุธนำวิถีความแม่นยำสูงโจมตีสถานที่จัดแสดงโดรน ซึ่งรัสเซียระบุว่าเป็นเวทีสาธิตอากาศยานไร้คนขับที่ใช้โจมตีเป้าหมายพลเรือนในรัสเซีย และมีผู้ผลิตโดรน รวมถึงเจ้าหน้าที่กองกำลังโดรนและหน่วยข่าวกรองของยูเครนเข้าร่วม

รายงานระบุว่า นับเป็นอย่างน้อยครั้งที่ 3 นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบเมื่อปี 2565 ที่งานแสดงเทคโนโลยีโดรนลักษณะนี้ตกเป็นเป้าหมายโจมตี ขณะที่สังคมยูเครนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า การจัดงานซึ่งเปิดเผยต่อสาธารณะอาจเพิ่มความเสี่ยงด้านความมั่นคง

ขณะเดียวกัน กองทัพยูเครนได้เปิดปฏิบัติการตอบโต้ โดยโจมตีเมือง คีรอฟ ของรัสเซีย ซึ่งอยู่ห่างจากแนวหน้ามากกว่า 1,000 กิโลเมตร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 6 ศพ บาดเจ็บ 26 ราย อีกทั้งยังโจมตีคลังสินค้าของ ไวลด์เบอร์รีส์  ผู้ค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ที่สุดของรัสเซียอีกด้วย.