Science Update : ดาวเคราะห์น้อยไม่ชนดวงจันทร์แน่

Science Update : ดาวเคราะห์น้อยไม่ชนดวงจันทร์แน่

Science Update : ดาวเคราะห์น้อยไม่ชนดวงจันทร์แน่

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือนาซา ยืนยันอย่างเป็นทางการในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ดาวเคราะห์น้อย 2024 YR4 จะไม่พุ่งชนดวงจันทร์ในปี 2032 อย่างแน่นอน โอกาสเกิดการพุ่งชนตอนนี้ลดลงเหลือ 0% อ้างอิงข้อมูลล่าสุดจากการสังเกตการณ์ผ่านกล้องโทรทรรศน์อวกาศ เจมส์ เว็บบ์ (JWST) ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์คำนวณวงโคจรได้แม่นยำขึ้นมาก จนสามารถตัดความเป็นไปได้ทั้งหมดออกไปได้ คาดการณ์ว่า ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้จะบินผ่านดวงจันทร์ในระยะห่างประมาณ 21,200 กิโลเมตร ในวันที่ 22 ธันวาคม 2032

สำหรับดาวเคราะห์น้อย 2024 YR4 มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 60 เมตร หรือเทียบเท่าตึกสูง 15 ชั้น เดิมที มันเคยถูกประเมินว่ามีโอกาสชนดวงจันทร์สูงถึง 4.3% และก่อนหน้านั้นในช่วงต้นปี 2025 เคยถูกจับตาว่าอาจมีความเสี่ยงชนโลกด้วย แต่ความเสี่ยงต่อโลกถูกตัดออกไปก่อนแล้วตั้งแต่ปีที่ผ่านมา

แม้จะไม่มีการชนเกิดขึ้น แต่เหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศ เจมส์ เว็บบ์ ในภารกิจป้องกันดาวเคราะห์น้อย เพื่อติดตามวัตถุขนาดเล็กที่จางมากได้อย่างแม่นยำ แต่หากหากดาวเคราะห์น้อยดวงนี้พุ่งชนดวงจันทร์จริง นักวิทยาศาสตร์คาดว่าจะเกิดการระเบิดที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจากโลก และอาจส่งเศษซากมาทำให้เกิดฝนดาวตกบนโลกได้

Photo of the week : 22 มีนาคม 2569

Photo of the week : 22 มีนาคม 2569

Photo of the week : 22 มีนาคม 2569

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แอบส่องภาพวิถีชีวิตของชาวเกาหลีเหนือในพื้นที่พรมแดนที่ติดกับประเทศจีน หลังจากการบริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศ ซึ่งเชื่อมระหว่างเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน กับกรุงเปียงยางของเกาหลีเหนือเริ่มเปิดให้บริการอีกครั้งในสัปดาห์ที่ผ่านมา เส้นทางรถไฟดังกล่าว ซึ่งเปิดให้บริการเป็นครั้งแรกในปี 1954 ได้ถูกระงับการเดินรถลงเมื่อเดือนมกราคม 2020 ในช่วงการแพร่ระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19

สกู๊ปพิเศษ : ความหวังใหม่ผู้ป่วย SMA ไทย ตั้งสมาคม SMA หนุนเข้าถึงการรักษาต่อเนื่อง

สกู๊ปพิเศษ : ความหวังใหม่ผู้ป่วย SMA ไทย ตั้งสมาคม SMA หนุนเข้าถึงการรักษาต่อเนื่อง

สกู๊ปพิเศษ : ความหวังใหม่ผู้ป่วย SMA ไทย ตั้งสมาคม SMA หนุนเข้าถึงการรักษาต่อเนื่อง

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ประเด็นการเข้าถึงการรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหายากยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย หนึ่งในนั้นคือ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอสเอ็มเอ (Spinal Muscular Atrophy: SMA) โรคร้ายแรงทางพันธุกรรมจากการกลายพันธุ์ของยีน SMN1 ซึ่งพบในเด็กแรกเกิดทั่วโลกประมาณ 1 ต่อ 6,000–10,000 ราย

โดยข้อมูลจาก Orphanet และ The Lancet Neurology ระบุอุบัติการณ์ของโรคในระดับใกล้เคียงกันในหลายภูมิภาค ขณะที่ข้อมูลการศึกษาทางพันธุศาสตร์ในประชากรเอเชีย รวมถึงประเทศไทย พบอัตราพาหะเฉลี่ยประมาณ 1 ใน 40–60 คน และในคนไทยราว 1 ใน 36–56 คน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยด้านเวชพันธุศาสตร์ในประเทศ หากพ่อและแม่เป็นพาหะทั้งคู่ บุตรมีโอกาสป่วยร้อยละ 25

SMA ไม่ใช่เพียง “โรคหายาก” แต่คือโรคร้ายแรงทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของยีน SMN1 ส่งผลให้เซลล์ประสาทควบคุมกล้ามเนื้อเสื่อมลงอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยจะสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหว การกลืน และการหายใจ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในทารกหากรักษาไม่ทันท่วงที โดยความรุนแรงแบ่งตามช่วงอายุที่เริ่มแสดงอาการ ตั้งแต่ระยะทารกแรกเกิดไปจนถึงวัยทำงาน

ปัจจุบันการดูแลผู้ป่วย SMA ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรักษา แต่รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายที่ครอบคลุมทั้งอุปกรณ์และโภชนาการ งานวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จึงเสนอให้รัฐเร่งสร้างระบบสนับสนุนที่ยั่งยืน โดย น.ส.นงลักษณ์ ยอดมงคล ผู้ช่วยเลขาธิการ สปสช เปิดเผยว่า สปสช. กำลังพิจารณาการอนุมัติการรักษาโรค SMA ให้บรรจุอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ (บัตรทอง) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มการเข้าถึงยานวัตกรรมใหม่ สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐที่มีความพยายามสร้างสมดุลเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลแบบองค์รวมอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ แนวทางการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคหายากของ สปสช. เน้นการดูแลแบบองค์รวม ตั้งแต่การคัดกรอง การวินิจฉัย การรักษา และการฟื้นฟูสมรรถภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยโรค SMA เข้าถึงบริการอย่างต่อเนื่องและครบวงจร ลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวทั้งในรูปตัวเงินและต้นทุนทางสังคม พร้อมสนับสนุนคุณภาพชีวิตและศักยภาพการพัฒนาของผู้ป่วยในระยะยาว

ในมาเลเซีย งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Orphanet Journal of Rare Diseases ปี 2022 ระบุว่า แม้ SMA จะเป็นหนึ่งในโรคพันธุกรรมทางระบบประสาทที่พบบ่อยที่สุด แต่ระดับการรับรู้เรื่อง SMA ในหมู่ประชาชนทั่วไปและแม้แต่ผู้ให้บริการสุขภาพยังอยู่ในระดับต่ำมาก ส่งผลต่อการวินิจฉัยที่ล่าช้า ในอินโดนีเซีย งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน European Journal of Medical Research ปี 2023 พบว่า อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยที่ถูกสงสัยว่าเป็น SMA คือ 24 เดือน แต่การวินิจฉัยยืนยันด้วยการตรวจยีนเกิดขึ้นเมื่ออายุ 36 เดือน ซึ่งช้ามาก และล่าช้ากว่าช่วงเวลาทองไปนานแล้ว

พญ.พิมพ์ชนก กุลศิริชวโรจน์ อาจารย์แพทย์สาขาวิชาโรคระบบประสาทวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อธิบายว่า SMA เป็นโรคที่ต้องแข่งกับเวลา ยิ่งวินิจฉัยและรักษาเร็วเท่าไหร่ ผลลัพธ์ยิ่งดีมาก โดยเฉพาะในช่วงเวลาทอง 6 เดือนแรก ซึ่งเป็นช่วงที่เซลล์ประสาทยังไม่ถูกทำลายมากนัก การรักษาในช่วงนี้จะช่วยรักษาการทำงานของกล้ามเนื้อ ลดภาวะแทรกซ้อนทางระบบทางเดินหายใจ และทำให้ผู้ป่วยมีสมรรถภาพในการเคลื่อนไหวที่ดีกว่าในระยะยาว เป้าหมายของการรักษาในปัจจุบันไม่ใช่แค่การมีชีวิตอยู่ แต่คือการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งต้องอาศัยทีมสหสาขาวิชาชีพและบทบาทสำคัญของครอบครัว

ท่ามกลางความยากลำบากที่ครอบครัวผู้ป่วย SMA ในไทยเผชิญอยู่ ล่าสุดมีความคืบหน้าสำคัญ 2 ประการที่ให้ความหวัง คือ 1.การริเริ่มก่อตั้งสมาคมผู้ป่วยโรคเอสเอ็มเอ (SMA) แห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นพื้นที่สำคัญในการสนับสนุนระหว่างผู้ป่วยและครอบครัว การแลกเปลี่ยนประสบการณ์จริง การแบ่งปันทรัพยากรที่จำเป็น และการรวมพลังเพื่อขับเคลื่อนเชิงนโยบาย ซึ่งเป็นไปตามแนวทางที่องค์การอนามัยโลกได้ให้การรับรองไว้ในปฏิญญาทางการเมืองขององค์การสหประชาชาติเกี่ยวกับ UHC (Universal Health Coverage) ปี 2019 ที่ข้อความสุดท้ายรวมเอาโรคหายากไว้ด้วย และให้คำมั่นว่า ทุกรัฐบาลจะเสริมสร้างความพยายามในการจัดการโรคหายากในแผนการบรรลุ UHC และ 2.สปสช. กำลังพิจารณาการอนุมัติการรักษาโรค SMA ให้บรรจุอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ (บัตรทอง) ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วย SMA ทั่วประเทศ โดยเฉพาะครอบครัวที่ไม่มีกำลังทรัพย์ สามารถเข้าถึงการรักษาอย่างต่อเนื่อง ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว

การยกระดับการดูแลผู้ป่วย SMA ของประเทศไทย จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งด้านนโยบาย แพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วย ครอบครัว และภาคเอกชน ควบคู่กับการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคอย่างต่อเนื่องและการรณรงค์เพื่อส่งเสริมการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อสร้างระบบการดูแลผู้ป่วย SMA ที่เข้มแข็งและยั่งยืน

ตะลอนเที่ยว : Wrocław วรอดสวัฟ เมืองโรแมนติกแห่งโปแลนด์

ตะลอนเที่ยว : Wrocław วรอดสวัฟ เมืองโรแมนติกแห่งโปแลนด์

ตะลอนเที่ยว : Wrocław วรอดสวัฟ เมืองโรแมนติกแห่งโปแลนด์

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สาธารณรัฐโปแลนด์มีเมืองที่ขึ้นชื่อว่าน่ารัก เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ ชวนให้เข้าไปท่องเที่ยวอยู่หลายเมือง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Wrocław วรอดสวัฟ เมืองใหญ่อันดับสี่ของโปแลนด์ ขอยืนยันว่าถ้าหากอ่านออกเสียงแบบภาษาอังกฤษจะไม่มีวันออกเสียงตามชาวโปแลนด์ได้เป็นอันขาด

เมืองนี้อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ โดยอยู่ไม่ไกลจากพรมแดนด้านทิศตะวันออกของสาธารณรัฐเชก ใครก็คามที่ได้ไปเยือนวรอตสวัฟแล้วต้องยอมรับโดยพลันว่าเป็นเมืองเจ้าเสน่ห์ เพราะเต็มไปด้วยศิลปวัฒนธรรมและอารยธรรม เรียกได้ว่ามีประวัติศาสตร์ในทุกพื้นที่ของเมือง แต่เมืองนี้จะคล้าย ๆ กรุงเทพฯ ในแง่ที่ว่ามีแม่น้ำลำคลองอยู่ทั่วเมือง เพราะฉะนั้น จึงทำให้เมืองนี้มีสะพานข้ามน้ำเป็นร้อยแห่ง จึงได้รับสมญานามว่าเมืองแห่งสะพาน (The city of bridges) และอีกสมญานามหนึ่งคือ Venice of Poland 

เขตใจกลางเมืองวรอตสวัฟ คือเขตเมืองเก่า มีอายุตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 10 ดังนั้นจึงมีโบสถ์วิหาร และ ศาสนสถานโบราณอยู่หลายแห่ง ศิลปและสถาปัตยกรรมก็จะเป็นรูปแบบบาโรก และกอธิค ที่งดงามและแสนคลาสสิก ดูกี่ครั้งก็ไม่รู้สึกเบื่อหน่ายเลยแม้แต่น้อย 

นอกจากอาคารต่าง ๆ ในเมืองวรอตสวัฟจะมีเอกลักษณ์ตามแบบฉบับของบาโรกแล้ว ยังมีจุดเด่นที่ทุกคนที่ไปเยือนต้องกล่าวถึงคือ รูปหล่อคนแคระ (Wrocław Dwarfs) ซึ่งมีทั้งหมดกว่า 600 ตัว โดยมีเรื่องเล่าขานว่าคนแคระทั้งหมดที่ถูกหล่อขึ้นนี้คือตัวแทนของการต่อต้านระบอบคอมมิวนิสต์สตาลินแห่งสหภาพโซเวียตรัสเซีย  

สำหรับรูปภาพในคอลัมน์ประจำสัปดาห์นี้คือ St. Elizabeth’s Church ที่สร้างตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14 หอคอยแห่งเดิมของโบสถ์นี้สูงถึง 130 เมตร แต่หลังจากถูกไฟไหม้จึงลดความสูงเหลือเพียง 91.5 เมตรในปัจจุบัน

ที่บริเวณลานด้านหน้าโบสถ์มีรูปหล่อคนแคระในอิริยาบทต่าง ๆ วางไว้ด้วย ซึ่งแต่ตัวก็จะแสดงบทบาทแตกต่างกันไป 

สำหรับผู้เข้าไปกราบนมัสการรูปเคารพและอธิษฐานในโบสถ์อลิซาเบธไม่ต้องเสียค่าเข้า แต่หากจะขึ้นไปชมวิวของเมืองบนหอคอยต้องซื้อบัตรเข้าชม แต่แนะนำว่าผู้ที่ต้องการจะขึ้นบนหอคอยต้องสามารถเดินขึ้นบันไดที่ค่อนข้างชันและแคบได้ เพราะไม่มีลิฟต์ให้บริการ

หากคุณ ๆ สนในจะไปเที่ยวชมศิลปะ สถาปัตยกรรม รวมถึงประวัติศาสตร์ของเมืองวรอตสวัฟ โปแลนด์ แบบกลุ่มเล็ก ๆ จำนวนสมาชิกไม่เกิน 12 คน กรุณาติดต่อ Mr. Flower ที่หมายเลข 0917233615

‘เจ้าชายน้อย’ฉบับภาษาบาลี จากวรรณกรรมโลกสู่ภาษาพระ

‘เจ้าชายน้อย’ฉบับภาษาบาลี จากวรรณกรรมโลกสู่ภาษาพระ

‘เจ้าชายน้อย’ฉบับภาษาบาลี จากวรรณกรรมโลกสู่ภาษาพระ

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“เราจะมองเห็นแจ่มชัดด้วยหัวใจเท่านั้น สิ่งสำคัญนั้นไม่อาจเห็นได้ด้วยดวงตา”ประโยคที่จำขึ้นใจของเหล่าคนรักวรรณกรรมแปลเรื่อง “เจ้าชายน้อย” (The Little Prince) หรือในภาษาฝรั่งเศส คือ Le Petit Prince เป็นวรรณกรรมคลาสสิกระดับโลกผลงานของ อ็องตวน เดอ แซ็งแตกซูว์เปรี (Antoine de Saint-Exupéry) นักบินและนักเขียนชาวฝรั่งเศส ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1943 และได้รับการแปลมากกว่า 500 ภาษาทั่วโลกรวมถึงล่าสุด มีฉบับแปลเป็น “ภาษาบาลี” อักษรไทย  ซึ่งจะเปิดตัวใน งาน เจ้าชายน้อย @วัดโพธิ์” ในวันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569 เวลา 13.00 – 18.00 น. ณ โรงเรียนสุขุมาลย์ธัมมุทิส  วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์ ท่าเตียน กรุงเทพมหานคร)

ภายในงานพบกับ

• กิจกรรมการอ่านเจ้าชายน้อยเป็นภาษาฝรั่งเศส – ไทย – บาลี

• เสวนา เรื่อง “เจ้าชายน้อย ในแสงแห่งพุทธธรรม”

• พิเศษ ! ท่านสามารถเป็นเจ้าของ หนังสือเจ้าชายน้อย ฉบับภาษาบาลี” ก่อนใคร เฉพาะในงานนี้เท่านั้น

“พี่พจน์” คุณสุพจน์ โล่คุณสมบัติ คนรักวรรณกรรมเรื่อง “เจ้าชายน้อย” และเป็นนักสะสมหนังสือเจ้าชายน้อยจากทั่วโลก มีโอกาสได้พบกับ “ฌอง-มาร์ก พร็อพสต์” เจ้าของมูลนิธิ ฌอง-มาร์ก พร็อพสต์ ซึ่งมอบทุนให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลก จัดพิมพ์หนังสือ “เจ้าชายน้อย” เป็นภาษาท้องถิ่น  โดยพี่พจน์ได้ดำเนินการร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาต่างๆ ในประเทศไทย จัดพิมพ์เจ้าชายน้อยมาแล้ว 5 ภาษา คือ ภาษาล้านนา (อักษรธรรมล้านนา)  ภาษาปาเกอะญอ (อักษรไทย) ภาษาเขมรสุรินทร์  ภาษามลายู (อักษรยาวี) และภาษามอร์แกน จนล่าสุด คือ ฉบับภาษาบาลี ที่กำลังจะมีการเปิดตัวครั้งนี้ ในชื่อหนังสือ “จุลฺลราชปุตฺตวัตฺถุ”

พี่พจน์ ในฐานะ ผู้ก่อตั้งโครงการเจ้าชายน้อยภาษาถิ่น แปลเล่าว่า  ฉบับภาษาบาลีนี้ แปลโดย พระมหาสฐิรวิช สมฺภโว วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหารเล่มนี้พิมพ์ออกมาแล้วจะแจกจ่ายไปตามวัด เพื่อให้ผู้ศึกษาเปรียญธรรมได้มีทางเลือกในการฝึกภาษาบาลีผ่านวรรณกรรมดีๆ และเนื้อหาของเจ้าชายน้อยเองก็เทียบได้กับหลักธรรมหลายข้อฉบับนี้ทำร่วมกับ สมาคมครูภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทยฯ และวัดโพธิ์ เป็นฉบับทูลเกล้าฯ ถวาย เนื่องในปีเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วยโดยฉบับนี้ จะจัดพิมพ์ออกมาเป็น  2 ปก ปกแรก ออกแบบโดย อาจารย์ยักษ์ – สมศักดิ์ ศุภลักษณ์อำไพพร นายช่างประณีตศิลป์ สำนักช่างสิบหมู่ อาจารย์เป็นคนออกแบบพระบรมโกศในหลวง ร.9 กับ พระพันปี อีกปก มีชื่อว่า โสกันต์ ออกแบบโดย อาจารย์หทัย บุนนาค จิตรกรรุ่นใหญ่ผู้เชี่ยวชาญงานไทยและพุทธศิลป์ ผู้ได้รับการประกาศยกย่องให้เป็น ครูศิลป์ของแผ่นดินพี่พจน์บอกว่า ถ้าใครอยากได้ มาซื้อได้ที่งานเปิดตัววันอังคารที่ 24 มี.ค.69 เวลา 13.00 – 18.00 น. ณ โรงเรียนสุขุมาลธมฺมุทิส ในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ หลังจากนี้ยังไม่มีแผนจะวางขาย

ประวัติของ อ็องตวน เดอ แซ็งแตกซูว์เปรี

นักบินผู้รักการเขียน: อ็องตวนเกิดที่เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ. 1900 เขาหลงรักการบินตั้งแต่อายุ 12 ปี และต่อมาได้เข้าประจำการในกองทัพอากาศฝรั่งเศส

ประสบการณ์เฉียดตาย: ในปี ค.ศ. 1935 เขาและช่างเครื่องประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกกลาง ทะเลทรายซาฮารา พวกเขาต้องเดินเท้าอย่างสิ้นหวังท่ามกลางความร้อนและภาพหลอนอยู่นานถึง 3 วัน ก่อนจะได้รับความช่วยเหลือจากชาวเบดูอิน ประสบการณ์นี้กลายเป็นรากฐานสำคัญของฉากเริ่มต้นในเรื่องเจ้าชายน้อย

เที่ยวบินสุดท้าย: ในปี ค.ศ. 1944 ระหว่างปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในสงครามโลกครั้งที่ 2 อ็องตวนหายสาบสูญไปพร้อมกับเครื่องบินเหนือทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายที่เขาไม่มีโอกาสได้เห็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของหนังสือเล่มนี้ในฝรั่งเศส

 เบื้องหลังการเขียน “เจ้าชายน้อย”

เขียนขณะลี้ภัย: อ็องตวนเขียนเรื่องนี้ในช่วงปี ค.ศ. 1942 ขณะพำนักอยู่ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เพื่อลี้ภัยจากสงคราม เขาเขียนขึ้นตามคำแนะนำของสำนักพิมพ์ที่อยากให้เขาลองเขียนวรรณกรรมสำหรับเด็ก         
แรงบันดาลใจจากตัวละคร

เจ้าชายน้อย: สันนิษฐานว่าสร้างมาจากตัวเขาเองในวัยเด็ก หรือเป็น “ร่างจำลอง” (Alter-ego) ที่สะท้อนความไร้เดียงสา

ดอกกุหลาบ: ได้แรงบันดาลใจจาก กอนซวยโล (Consuelo) ภรรยาของเขาที่มีความสัมพันธ์ทั้งรักและขัดแย้งกันบ่อยครั้ง

สุนัขจิ้งจอก: เชื่อว่าได้รับอิทธิพลจากสุนัขจิ้งจอกพันธุ์เฟนเนกที่เขาเคยพยายามฝึกให้เชื่องตอนอยู่ที่แอฟริกาเหนือ

การวาดภาพประกอบ: อ็องตวนเป็นผู้วาดภาพประกอบสีน้ำด้วยตัวเองทั้งหมด เขาให้ความสำคัญกับภาพวาดมากถึงขั้นแก้ไขซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้สื่อความหมายได้ตรงใจที่สุด

หนังสือถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 1943 และกลายเป็นหนังสือที่ได้รับการแปลมากที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก เพื่อย้ำเตือนให้ผู้ใหญ่ทุกคนอย่าลืม “ความเป็นเด็ก” ในหัวใจตนเอง       
สรุปเนื้อหาสำคัญ

จุดเริ่มต้น: เรื่องราวเล่าผ่านมุมมองของนักบินที่เครื่องบินเสียอยู่กลางทะเลทรายซาฮารา และได้พบกับ “เจ้าชายน้อย” เด็กชายผู้เดินทางมาจากดาวเคราะห์ดวงเล็กชื่อว่า B-612

การผจญภัย: เจ้าชายน้อยออกเดินทางไปยังดาวต่าง ๆ และได้พบกับผู้คนที่มีนิสัยแปลกประหลาด (ซึ่งสะท้อนถึงกิเลสและมุมมองของผู้ใหญ่) เช่น พระราชาผู้บ้าอำนาจ, ชายผู้หลงตัวเอง, นักธุรกิจผู้บ้าตัวเลข ฯลฯ

มิตรภาพบนโลก: เมื่อมาถึงโลก เขาได้พบกับ สุนัขจิ้งจอก ที่สอนให้เขารู้จักความหมายของ “การสร้างความผูกพัน” (Taming) และทำให้เขาตระหนักถึงความรักที่มีต่อ ดอกกุหลาบ บนดาวของเขา        
ข้อคิดที่ตราตรึงใจ

1. หัวใจสำคัญมองไม่เห็นด้วยตา: “สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยตา แต่ต้องมองด้วยหัวใจ” (What is essential is invisible to the eye)

2. ความรับผิดชอบต่อความสัมพันธ์: เมื่อเราสร้างความผูกพันกับใครแล้ว เราต้องรับผิดชอบต่อสิ่งนั้นตลอดไป

3. มุมมองของผู้ใหญ่ vs เด็ก: หนังสือวิพากษ์วิจารณ์ผู้ใหญ่ที่มักจะสนใจแต่เรื่องตัวเลข ชื่อเสียง และอำนาจ จนหลงลืมจินตนาการและความสุขที่เรียบง่าย
ใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของหนังสือ “เจ้าชายน้อย” ไม่ควรพลาดการสะสมหรือครอบครอง “ฉบับภาษาบาลี” นี้ โดยเด็ดขาด.
 

คุณสุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ กับ ฌอง-มาร์ก พร็อพสต์

คุณสุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ กับ ฌอง-มาร์ก พร็อพสต์

นนนี่ ควงสามีเคลียร์ดรามา ท้องก่อนแต่ง เผย แม่แอน สิเรียม บอก ท้องก็เลี้ยง

นนนี่ ควงสามีเคลียร์ดรามา ท้องก่อนแต่ง เผย แม่แอน สิเรียม บอก ท้องก็เลี้ยง

นนนี่ ควงสามีเคลียร์ดรามา ท้องก่อนแต่ง เผย แม่แอน สิเรียม บอก ท้องก็เลี้ยง

วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.35 น.

“นนนี่” ควงสามีเคลียร์ดราม่า “ท้องก่อนแต่ง” เผย “แม่แอน สิเรียม” บอก “ท้องก็เลี้ยง” เล่าวิกฤตกินยาเกินขนาดเพราะป่วยซึมเศร้า ปมความเหงาในวัยเด็ก 

 “นนนี่ นนลนีย์” ลูกสาวคนสวยนางเอกระดับตำนาน “แอน สิเรียม” วันนี้อุ้มท้องมาเปิดใจครั้งแรก หลังควงแฟนหนุ่มนอกวงการแต่งงานสุดชื่นมื่น  เผยสาเหตุโพสต์ตัดพ้อ รู้สึกไม่มีบ้าน หันไปไม่เจอใคร พร้อมเผยป่วยซึมเศร้าหนักมาก จนคิดฆ่าตัวตายมาแล้ว ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ช่อง One31 ที่มี “ดีเจพุฒ พุฒิชัย”  และ “ธัญญ่า ธัญญาเรศ” เป็นพิธีกรดำเนินรายการ 

ตอนนี้อายุครรภ์เท่าไหร่?

นนนี่ : “6 เดือนกว่าๆ ค่ะ”

มารายการคุยแซ่บโชว์รายการแรก ทราบเพศแล้ว?

นนนี่ : “ได้ลูกสาวค่ะ หนูไม่ได้คิดว่าอยากได้ผู้หญิงหรือผู้ชาย ได้หมดเลยค่ะ ไม่ติดเลยค่ะ”

สามีล่ะ?

นนนี่ : “เหมือนกัน แต่ดูเหมือนเขาอยากได้ลูกสาวมากกว่า วันนี้เขาก็มาแต่ไม่ออกกล้อง เขินค่ะ (หัวเราะ)”

สามีชื่ออะไร?

นนนี่ : “คุณอาร์ค่ะ”

คุณอาร์อยากได้ลูกสาวเพราะอะไร?

อาร์ : “เราเป็นผู้ชายก็รู้นิสัยผู้ชาย คิดว่าถ้ามีลูกสาวน่าจะเลี้ยงง่ายกว่ามั้ง (หัวเราะ)” 

ไปพบรักกันได้ยังไง?

นนนี่ : “จริงๆ เราสองคนทำงานอยู่บริษัทเดียวกัน ตอนนั้นนนนี่อยู่เชียงใหม่ อาร์อยู่สุวรรณภูมิ และเจอกันที่อบรมสัมมนาของบริษัทค่ะ ไม่มีใครจีบใครค่ะ เราเป็นเพื่อนกัน”

เริ่มสปาร์กกันตอนไหน?

นนนี่ : “เหมือนคุยกันไปเรื่อยๆ รู้สึกว่าถูกใจค่ะ”

ถูกใจอะไรในตัวคุณอาร์?

นนนี่ : “เขาเป็นคนซื่อๆ ขี้อายด้วยค่ะ”

 จริงมั้ยอาร์?

นนนี่ : “เปล่า เราโดนหลอก (หัวเราะ)”

อาร์ :  “ตามนั้นแหละครับ ผมตามเขาไม่ค่อยทันหรอกครับ (หัวเราะ)”

นนนี่ : “ไม่ (หัวเราะ) ต่างคนต่างตามกันไม่ทันไง” 

อาร์ชอบนนนี่ตรงไหน?

อาร์ : “ชอบคนขาวครับ แล้วเขานิสัยดี ยิ้มง่ายตลอดเลย พูดอะไรก็ยิ้ม หัวเราะ เลยหลงเสน่ห์ครับ”

รักทางไกลส่งผลมั้ย?

นนนี่ : “มันก็ไม่ได้ไกลขนาดนั้น เดี๋ยวนี้ตั๋วเครื่องบินก็ชม.เดียวเอง”

บินหากันบ่อยมั้ย?

นนนี่ : “หนูก็ติดเขานะ หนูไปหาเขาแทบทุกอาทิตย์ เขามาเดือนละครั้ง ที่เหลือหนูบินไป ชม.เดียว ศุกร์-อาทิตย์”

บินไปบินมาจนวันนึงเกิดเหตุ วันที่เรารู้ว่าตั้งครรภ์?

นนนี่ : “ตอนนั้นย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ แล้วค่ะ เรารู้สึกว่าเหมือนมีอะไรสักอย่างผิดปกติ ก็คิดว่าราท้องหรือเปล่า เราก็เลยตรวจ แค่นั้นเอง เริ่มกินเยอะ เริ่มโหย เหมือนอารมณ์แปรปรวน อารมณ์ไม่เหมือนเดิม ก็ตรวจ แต่ไม่ได้คิดว่าจะท้อง พอท้องก็ไม่ได้ตกใจมากนะคะ ก็บอกเขาเป็นคนแรกค่ะ”

อาร์รู้ว่านนนี่ท้อง รู้สึกยังไง?

อาร์ : “การที่มีเด็กคนนึงเกิดมาก็เป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว เราไม่ได้ทำอะไรผิด เขาท้อง เราก็ต้องรับผิดชอบในส่วนนั้นไป จริงๆ ไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอกครับ เราอายุ 30 ไปแล้ว พร้อมเป็นคุณพ่อครับ”

ฝั่งแม่แอนว่าไงบ้าง?

นนนี่ : “แม่บอกว่าท้องก็เลี้ยง แค่นี้เลยค่ะ”

ตอนแรกพอรู้ว่าท้องจะไม่จัดงานแต่งยิ่งใหญ่อลังการ?

นนนี่ : “ต้องเข้าใจก่อนว่า พอเราท้องแล้วพอเราจัดงานแต่งงาน ถ้าเป็นตัวเราเองมันก็สนุกได้ไม่เต็มที่เนอะ เราก็ยังรับแขกได้ไม่เต็มที่ ไม่สามารถใส่ส้นสูงเต็มที่อะไรขนาดนั้น ดื่มก็ไม่ได้ ก็คิดว่าไม่จัดดีมั้ย แต่พอผู้ใหญ่สองฝั่งมานั่งคุยกัน เขาอยากให้จัด ก็ไม่ได้เป็นงานที่ใหญ่ขนาดนั้น บรรยากาศก็อบอุ่น ส่วนใหญ่เป็นเพื่อนแม่ งานเป็นสไตล์เรียบง่าย เพื่อนแม่ พี่ป้าน้าอามาช่วยกันร้องเพลง เป็นงานเล็กๆ ค่ะ“ 

พอปล่อยภาพแต่งงานออกไป นนนี่ก็บอกเลยว่าตัวเองท้องได้ 4 เดือนแล้ว?

นนนี่ : “ก็ต้องบอกแล้วล่ะ เพราะมันขึ้นมาเยอะมาก คนก็ดูรู้อยู่แล้ว เราไม่ได้มีเหตุผลต้องปิดบังอะไร ยังไงก็ต้องรู้อยู่แล้ว” 

ได้ปรึกษาแม่แอนก่อนมั้ย?

นนนี่ : “ไม่ได้ปรึกษาค่ะ ตัดสินใจเองเลย เพราะมองว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรด้วยค่ะ”

มีกระแสอะไรกลับมามั้ย?

นนนี่ : “หนูโดนดีเอ็มด่าว่าท้องก่อนแต่ง หน้าไม่อายเหรอ หนูก็โดนเหมือนกัน เราก็ตอบว่าไม่ได้ผิดนี่ แล้วยังไง เมื่อก่อนไม่เคยตอบเลยเรื่องนี้ แต่วันนึงอยู่ในจุดที่ไม่อยากทนแล้ว ทำไมมีคนมาด่าเราฟรีๆ ตลอดเลย แต่ก็เป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่คอมเมนต์ในทางบวก เราก็รับพลังบวกดีกว่า”

หลังแต่งปุ๊บ คนส่องไอจีนนนี่ พอแต่งแล้วรูปคู่กับอาร์หายไปไหนหมดเลย?

นนนี่ : “มีคนเอาไปลงว่าเตียงหัก เลยแก้ข่าวว่าเตียงเราไม่ได้หัก เตียงเราสั่น (หัวเราะ)”

เกิดอะไรขึ้น?

นนนี่ : “เรื่องทะเลาะที่ไร้สาระมาก แล้วก็เป็นเรื่องเล็กมากด้วยนะ จนหนูจำไม่ได้แล้วว่าเรื่องอะไร หนูไม่ได้ลบด้วยนะ หนูแค่ซ่อนเฉยๆ อาร์เขามีอินสตาแกรมที่เป็นแอ็กหลุม เอาไว้ส่องหนูคนเดียว เขาเห็นว่ารูปคู่หาย เขาก็บอกว่าทำไมต้องเอารูปคู่ออกด้วย แค่นั้นเอง เราก็ตอบว่าไม่อยากเก็บ (หัวเราะ) ก็งอนกันนั่นแหละ”

งอนนานมั้ย?

นนนี่ : “ไม่นานค่ะ เราจะไม่ปล่อยให้ยืดเยื้อ ปกติก็ผลัดกันง้อ รอบนี้ที่รูปหายก็จำไม่ได้แล้ว คิดว่าเป็นทุกคนนะที่งอนกัน”

รูปที่ซ่อนไว้ เอากลับมาหรือยัง?

นนนี่ : “กลับมานานแล้วค่ะ ไปส่องได้เลยปกติค่ะ”

โพสต์ตัดพ้อเหมือนกัน ล่าสุดบอกว่าไม่เคยมีสิ่งที่เรียกว่าบ้านเลย มันเกิดอะไรขึ้น?

นนนี่ : “เป็นอารมณ์น้อยใจ หนูก็ตอบไม่ได้ว่าจากฮอร์โมนหรือเปล่า อารมณ์นี้ก่อนท้องไม่มีค่ะ เราอยากระบายแต่ไม่รู้จะระบายกับใคร เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ ทำไมเราไม่เอาเวลาไปทำอย่างอื่น เราก็เห็นคนโพสต์ไอจีกันเยอะแยะนี่นา ทำไมเราจะโพสต์ไม่ได้ คิดว่าพอลูกคลอดคงไม่ได้มีเวลามาโพสต์แล้วล่ะ ก็ขอโพสต์สัก 5 อันได้มั้ย แล้วจะไม่โพสต์แล้ว”

สามีเห็นภรรยาโพสต์แบบนี้ ให้กำลังใจกันยังไง?

อาร์ : “นนเขาเป็นคนที่ถ้าเขาโกรธ เขาจะไม่ค่อยบอก จะเก็บไว้คนเดียว เราก็ไม่สามารถรับรู้ได้ ต้องรอให้มันหายไปเอง ถึงมาคุย เขาถึงจะเปิดว่าเป็นแบบนี้ๆ นอนกรนบ้างอะไรบ้าง เยอะแยะไปหมด มันก็หลายเรื่อง ผมคิดว่าเป็ฯฮอร์โมนคนท้องด้วยแหละ ก่อนท้องยิ้มง่ายมาก พูดอะไรก็ยิ้ม พอท้องปุ๊บเปลี่ยนเลย หน้ามือเป็นหลังมือ”

นนนี่ : “พอแล้วๆ”

อาร์ : “ผมหายใจก็ผิด (หัวเราะ)” 

พอเจอข้อความแบบนี้อยากบล็อกภรรยามั้ย?

อาร์ : “ไม่เลยครับ ไม่คิดจะบล็อกภรรยาเลย ผมเข้าใจ” 

ต้องระวังภาวะหลังคลอด มาม่าบลูอีก?

นนนี่ : “ยังมีอีกเหรอคะ”

สาเหตุที่โพสต์ตัดพ้อยาวๆ เป็นเพราะก่อนหน้านั้นป่วยเป็นโรคซึมเศร้าด้วย?

นนนี่ : “ใช่ค่ะ ต้องเท้าความก่อนว่านนนี่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามาประมาณ 4-5 ปีแล้ว อันนี้เป็นเรื่องที่ผิดมากนะคะ ห้ามทำเด็ดขาด การกินยาไม่สม่ำเสมอ ต้องกินยาให้สม่ำเสมอตามที่แพทย์แนะนำ และต้องไปพบแพทย์ตามนัดตลอด ด้วยความที่เราอยู่ เชียงใหม่ กรุงเทพฯไปๆ มาๆ ต้องยอมรับว่าก่อนท้อง เราใช้ชีวิตเต็มที่เต็มเหนี่ยวเหมือนกัน ทำให้เราละเลยการกินยา การพบแพทย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดี เราควรไปตลอด กินยาให้สม่ำเสมอ พอผ่านไปเรื่อยๆ เราไม่ได้ดีขึ้น อาการเริ่มดิ่งลงๆๆ”

ครั้งแรกที่รู้สึกว่าเราแปลกๆ ต้องพบแพทย์?

นนนี่ : “รู้สึกว่าไม่อยากทำอะไรเลย อยู่ดีๆ ก็เบื่อทุกอย่าง อยู่ดีๆ ก็ร้องไห้โดยไม่มีสาเหตุอะไรเลย นอนไม่หลับเลยค่ะ ก็เริ่มไปหาหมอ แต่ไปหาหมอไม่ปะติดปะต่อด้วย เปลี่ยนรพ.ไปเรื่อยๆจริงๆ มันไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือเรื่องที่รู้สึกผิด เราไม่สบายก็ไปหาหมอ จะป่วยกายหรือป่วยใจก็ป่วยอยู่ดี ไปหาหมอดีกว่า”

การไม่ได้ไปหาหมอต่อเนื่อง ถึงขั้นทำให้เราทำร้ายร่างกาย?

นนนี่ : “ด้วยความที่แย่มาก ตอนไปหาหมอ หมอพูดว่านนนี่ไม่มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ เลยทำให้มันเคว้ง พอเคว้งมันก็ดิ่ง อาการแย่ลงๆ ถึงจุดที่เราคิดสั้นด้วย แต่เป็นการกระทำที่ไม่ควรอย่างมาก”

ลงมือไปแล้วด้วย?

นนนี่ : “ใช่ค่ะ ตอนนั้นเราไม่รู้เรากินยาเกินขนาด เรากินยาที่มีเข้าไปหมดเลย กินจนค่าตับปาเข้าไป 3-4 พัน ต้องนอนแอดมิตเป็นอาทิตย์ค่ะ”

รอดได้ยังไง?

นนนี่ : “คุยกับแฟนนี่แหละ เขารู้สึกว่ามันไม่ได้ปกติ เขารู้สึกว่าเราน่าจะดาวน์หรือเปล่า เขาเรียก 1669 ไปตามขั้นตอน ล้างท้อง อยู่ไอซียู เรารู้ทุกอย่าง แต่มันขยับไม่ได้ รู้ทุกอย่างว่าเขาล้างท้อง ทำอะไรเกิดขึ้น แล้วอย่าทำเลย ไม่เวิร์ก วิธีล้างท้องเขาใส่สายสอดเข้าไปในจมูกถึงกระเพาะ เอาชาโคลสูบขึ้นมา เราต้องคาสายเอาไว้เป็นวันข้ามคืน มันทรมาน ไม่สบายตัวเลย และเจ็บค่ะ”

พอล้างท้องเสร็จแล้ว?

นนนี่ : “ต้องอยู่ไอซียู หมดค่ารักษาเป็นแสน ก็เป็นบทเรียน ไม่ทำแล้ว เจอค่ารักษาหายเลย (หัวเราะ) มันไม่ดีเลย จริงๆ เข้าใจแหละทุกคนต้องมีช่วงเวลาอ่อนแอ เราเป็นหนึ่งในคนที่ไม่รู้จะหาทางออกยังไงด้วย”

วินาทีที่รู้ว่านนนี่ทำแบบนี้ ส่งรพ.รู้สึกยังไง?

อาร์ :   “เป็นห่วงมากเลยครับ ตอนนั้นเขาอยู่เชียงใหม่คนเดียว ผมอยู่กรุงเทพฯ เราอยากไปหาเดี๋ยวนั้นเลย แต่คงเป็นไปไม่ได้ ก็บอกให้เขาใจเย็นๆ ก่อน โทรเรียก 1669 ให้เขาพานนไปรพ.ให้ไวที่สุด ตอนแรกนนจะไม่ไปด้วย อาจด้วยภาวะซึมเศร้าหรือเปล่า สุดท้ายแล้วพูดไปพูดมากล่อมได้ ก็เลยสามารถพาไปได้ ณ ตอนนั้นผมก็ดิ่งเหมือนกัน ทำอะไรไม่ถูกเลยตอนนั้น”

นนนี่ : “เชื่อมั้ยเขาจับผิดอะไรถูกทุกอย่างเลย น่ากลัวมากเลย”

ถ้าไม่รู้สึกว่าแฟนตัวเองผิดปกติ เราอาจไม่ได้นั่งคุยอยู่ตรงนี้ก็ได้อาร์ให้กำลังใจนนนี่ยังไง?

อาร์ : “บอกว่าเราต้องตั้งสติ ใจเย็นๆ มีอะไรอย่าเก็บไว้คนเดียว ให้หาคนปรึกษา คนคุย คนที่ไว้ใจได้ เพราะถ้าคุณเก็บไว้คนเดียว แน่นอนแหละ เหมือนแบกโลกทั้งใบ”

นนนี่ : “หนูมีอะไรจะไม่พูด ชอบเก็บไว้คนเดียว”

พอรู้ว่าเกิดเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น คุณแม่ได้พูดอะไรมั้ย?

นนนี่ : “เขาก็ไม่ได้คุยอะไรกับหนู หนูว่าเขาก็คงเสียใจ คนเป็นแม่ก็คงเสียใจทุกคน เขาก็เลยคุยกับอาร์แทน” 

เขาอัปเดตอะไรกับอาร์ ตอนลูกสาวอยู่ไอซียู?

อาร์ : “คุณแม่เขาเป็นห่วงมากเลยครับ โห คนเป็นแม่เนอะ ไม่มีใครอยากเห็นลูกเข้าไอซียูหรอกครับ เขาก็เสียใจ เหมือนทำอะไรไม่ถูกตอนนั้น เหตุการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มันดูเป็นเรื่องใหญ่ แต่แม่ก็โอเค เขาติดภารกิจ ติดงาน ไม่สามารถมาดูได้จริงๆ ผมก็เลยไปดูแทน อย่างน้อยเขาจะได้อุ่นใจว่ายังมีคนดูแลเขาอยู่ หลังจากนั้นก็คีฟคอนแทคกันมาตลอดเลย”

นนนี่ : “เพราะส่วนใหญ่ถ้าเป็นแม่ลูกคุยกันจะชอบตีกัน”

เขาเป็นห่วงเรามาก แค่ไม่ได้เดินมาบอกเราตรงๆ พอได้ฟังรู้สึกยังไง?

นนนี่ : “หนูรู้อยู่แล้วว่าแม่ก็ต้องเป็นห่วงลูกทุกคน แม่ก็รักลูกทุกคน หนูก็รักแม่เหมือนกัน แต่ว่าบางทีการสื่อสารของเรา มันเหมือนคุยกันได้สองสามคำก็ชอบตีกัน (หัวเราะ) มันเริ่มเป็นตั้งแต่อายุ 14-15 ค่ะ” 

ตอนนี้อาการทุกอย่างเป็นปกติหรือยัง?

นนนี่ : “มันก็อาจมีผลข้างเคียงในอนาคต ซึ่งร่างกายเราไม่รู้หรอกเพราะในนั้นได้รับสารพิษต่อให้ได้รับการล้างท้อง แต่เอฟเฟกต์ก็คงอยู่แหละ”

โรคซึมเศร้าไม่ได้หายขาด?

นนนี่ : “ต้องใช้เวลารักษานาน เราชอบคิดว่าดีแล้ว นนนี่กินยาวันละ 5-6 เม็ด พอท้องกินอะไรก็อยากอ้วก เราไม่อยากกิน ยานอนหลับก็พยายามไม่กินแล้ว เขาจะบอกว่าถ้านอนไม่หลับจริงๆ ค่อยกินนะ ตอนนี้ลูกเราเริ่มดิ้นแล้ว พอเรากินยาลูกเราไม่ดิ้น เราใจหาย เพราะตัวยาที่กินค่อนข้างแรง เรากินเรายังเบลอเลย” 

นนนี่สงสัยว่าเป็นจุดกำเนิดของโรคซึมเศร้าหรือเปล่า เป็นเพราะปมในวัยเด็ก?

นนนี่ : “ที่คุยกับหมอ มันก็ค่อนข้างเกี่ยว กว่าจะป่วยเป็นซึมเศร้าได้ ไม่ใช่ 2-3 วันเป็นเลย มันเป็นอะไรที่ค่อนข้างสะสมมา 25 ปี ทำให้เป็นโรคซึมเศร้า”

ปมนั้นคืออะไร?

นนนี่ : “เรารู้สึกว่าเราเหงา เราเคว้ง หันไปแล้วไม่มีใครเลย ไม่รู้จะคุยกับใคร ช่วงเด็กๆ แม่ทำงานเยอะค่ะ มันสะสมมาหลายปีค่ะ”

พอมองย้อนกลับไป เราเข้าใจ?

นนนี่ : “เราเข้าใจ แต่ไม่ใช่เราไม่รู้สึกอะไรเลย แต่เราก็เข้าใจว่าถ้าไม่ทำงานจะเอาเงินที่ไหนใช้ ค่าเรียน ค่าเลี้ยงดู ค่าโน่นค่านี่ เขายิ่งเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวก็ยิ่งต้องทำงานหนัก 2-3 เท่าอีก พอโตมาเราก็เข้าใจ แต่ตอนนั้น 5-6 ขวบ เราก็รู้สึกว่าเงินไม่ได้สำคัญ เราอยากได้เวลา อยากมีเพื่อนเล่น อยากมีเพื่อนคุย อยากไปโน่นไปนี่ แต่เราไม่มี เราก็เหงา”

เข้าใจแม่ช่วงไหน?

นนนี่ : “ประมาณ 20 กว่าๆ” 

สิ่งที่ขาดไปตอนเด็ก ก็ส่งผลตอนโต ตอนนี้เราเป็นแม่แล้ว จะชดเชยอะไร?

นนนี่ : “อะไรที่เราขาดไป ก็ไม่อยากให้ลูกขาด รู้สึกว่าขาดเวลา ก็จะมีเวลาให้ลูก”

วางแผนการเลี้ยงยังไง?

นนนี่ : “จริงๆ ไม่มีแผนอะไรเลย ไม่เคยมีลูก ยากจัง (หัวเราะ)”

เชื่อว่าแม่ได้ดูเทปนี้ มีอะไรอยากบอกแม่?

นนนี่ : “เชื่อแล้วค่ะว่าเป็นแม่เหนื่อยมากเลย (หัวเราะ) ขนาดยังไม่คลอดออกมา อะไรที่หนูทำผิดพลาดไป หนูขอโทษนะคะ หนูขออย่าให้ลูกดื้อเหมือนหนูเลย (หัวเราะ) เขาพูดเสมอว่าทำอะไรไว้กับฉัน เดี๋ยวรอดูนะ (หัวเราะ)”

ช่วงวัยเด็ก ความดื้อกับแม่ ขนาดไหน?

นนนี่ : “ทุกคนพูดเหมือนกันหมดว่าดื้อเงียบ จะไม่พูด ไม่แสดงออก แต่ไม่ทำ จะเดาไม่ถูกกัน แม่ไม่เคยตีเลยนะคะ แม่ใจดีมาก”

อายุ 20 กว่าถึงคุยกันรู้เรื่อง?

นนนี่ : “เป็นช่วงที่ไปเรียนที่อังกฤษด้วย แม่ก็จะมาหา มาอยู่ด้วย เวลาไปไหนก็เหมือนเพื่อนกัน ไปช้อปปิ้ง ไปกินข้าว ไปดื่ม ไปดริ๊งค์”

แม่ลูกไม่เคยคุยกันดีๆ เลย เคยทะเลาะหนักสุด ไม่คุยกันนานมั้ย?

นนนี่ : “เป็นเดือนค่ะ จำเรื่องราวไม่ได้แล้ว คงพูดกันไม่เข้าหูนี่แหละ ไม่มีใครง้อใคร อยู่ดีๆ ก็กลับมาคุยกันเอง หนูก็ไม่ง้อ เขาก็ไม่ง้อ มีแต่คนบอกเรานิสัยเหมือนกัน ถึงไม่พูดแต่เราก็รัก ไม่จำเป็นต้องพูด แต่ก็รู้ว่ารัก”

ท้อง 6 เดือนแล้ว ได้ปรึกษาแม่แอนมั้ย?

นนนี่ : “ไม่มีเลยค่ะ เขาบอกเขาลืมแล้วค่ะ มัน 30 ปีแล้ว เขาพูดประโยคนี้ประโยคเดียวเลย หนูเลยไม่พูดอะไรต่ออีกเลย เขาบอกจำไม่ได้แล้ว มันนานไป (หัวเราะ)”

ท้องนี้ต้องสู้กับอาการเจ็บป่วยหนักมาก มีปวดหัวไมเกรนด้วย?

นนนี่ : “อาการปวดหัวไมเกรนเพิ่งเป็นตอนท้อง ไม่เคยเป็นเลยค่ะ หนูไปหาหมอหลายรอบมาก ไปทุกอาทิตย์เลย สามวันไปที เขาก็ตอบไม่ได้ ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนให้ แต่ที่แน่ๆ มันกินยาไม่ได้ ฉีดยาไม่ได้ ที่ทำได้แล้วดีขึ้นเลยคือฝังเข็ม หายเลยค่ะ” 

เวลาเป็นปีก็ฝังเข็ม?

นนนี่ : “ใช่ค่ะ แต่ตอนนี้ไม่ได้เป็นแล้ว เปลี่ยนมาเป็นปลายประสาทอักเสบแทน เวลาเดินจะเจ็บช่วงอุ้งเชิงกราน มันไม่ถึงกับเดินไม่ได้ แต่เดินแล้วเจ็บ เลยทำให้ไม่อยากเดิน”

ถ้าฝืนเดิน มีอันตรายมั้ย?

นนนี่ : “มีแย่ไปกว่านั้น มีภาวะรกเกาะต่ำ ซึ่งเขาไม่ให้เดินเยอะด้วย มันเยอะมาก (หัวเราะ)”

โรคปลายประสาทอักเสบเกิดจากอะไร?

นนนี่ : “เขาก็ไม่ได้บอก พอท้องใหญ่ขึ้น อาจไปกดทับเส้นประสาทหรือเปล่า ตอนนี้เดินแล้วเจ็บแปร๊บขึ้นมา แล้วมันร้าว เป็นตอน 2-3 อาทิตย์หลังค่ะ”

สามีดูแลยังไง?

อาร์ : “เราไม่ใช่หมอเนอะ พาไปรพ.อย่างเดียวเลย บางทีเห็นแล้วก็อยากช่วย แต่ทำอะไรไม่ได้ เราไม่รู้จริงๆ ว่าเกิดจากอะไร ต้องให้หมอดูให้”

นนนี่ : “เปลี่ยนมา 4 หมอ”

ต้องมีรถเข็นมั้ย?

นนนี่ : “อย่าเลย เรายังชอบเดินอยู่ ใช้รถเข็นก็ลำบากอยู่นะ”

เดี๋ยวท้องใหญ่ขึ้น มันก็อาจเป็นทางเลือกที่ดี?

นนนี่ : “เราไม่อยากนั่งรถเข็น เราอยากเดิน ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันแล้วกัน”

คุณหมอให้ดูแลอะไรเป็นพิเศษมั้ย?

นนนี่ : “เขาไม่ให้ทำงานหนัก ไม่ให้ออกกำลังกาย งดอะไรที่ใช้ร่างกายเยอะๆ ขับรถเจ็บ พอเราเกร็งเท้าปุ๊บมันจะจี๊ดขึ้นมา”

เบรกงานแล้ว?

นนนี่ : “ลาหยุดค่ะ”

มีภาวะรกเกาะต่ำด้วย ส่งผลอะไรบ้าง?

นนนี่ : “เห็นหมอบอกว่าต้องผ่าคลอด ไม่ให้เดินเยอะค่ะ ไม่ได้แพลนจะคลอดเองค่ะ กลัว (หัวเราะ) จะผ่าอยู่แล้ว ไม่มีดูฤกษ์ เอาเป็นฤกษ์ที่ลูกอยากออกมาเลย มาตอนไหนก็ตอนนั้นเลยค่ะ เราไม่มูเลย แฟนก็ไม่มูเหมือนกัน เอาที่สะดวกค่ะ ส่วนสาเหตุเกิดจากอะไร เชื่อว่าแชต GPT ต้องมีคำตอบค่ะ” 

มีเตรียมใจขนาดไหนใกล้คลอดแล้ว?

นนนี่ : “สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น แต่หลายคนพูดว่าเหนื่อยแน่ๆ ก็แพลนเลี้ยงกันเอง มีแม่อาร์ช่วยเลี้ยง”

 พุฒ : “ตอนแรกเราอยากเห็นทุกพัฒนาการของลูก เราอยากเลี้ยงเอง พอกลับไปอยู่บ้านเท่านั้นแหละ ที่รักเราหาพี่เลี้ยงเถอะ ไม่งั้นจะเป็นเราสองคนที่ตีกัน (หัวเราะ)”

นนนี่ : “เพื่อนหนูมีลูกก่อนหนู อายุเท่าๆ กัน ก็ไม่แพลนที่จะเลี้ยงเองเลย จ้างพี่เลี้ยงตั้งแต่อีก 3 เดือนคลอด แล้วเตือนเลยว่าต้องจ้าง ก็รอก่อน ถ้าไม่เวิร์กก็ค่อยว่ากัน”

ชื่อใครคิด?

นนนี่ : “ช่วยๆ กันคิดค่ะ ชื่อเล่นมีชื่อเดียวเลย ชื่อจริงก็ยากมากเลย ให้คุณยายเป็นคนตั้ง แต่เราปัดตกไปหลายทีแล้ว”  

ชื่อเล่นช่วยคิดมั้ย?

อาร์ : “ผมชื่ออาร์ แม่ชื่อแอน ตระกูลนนเขาตระกูล อ. หมดเลย ก็เลย เป็น อ. นี่แหละ อัยย์มาเป็นชื่อแรกเลย และผ่านเลย”

นนนี่ : “จริงๆ อยากมีลูกสองคน อยากได้ผู้ชาย บ้านผู้หญิงเยอะแล้ว”

อาร์ : “ผมไม่ติดเลย ผู้หญิงก็ได้ ผู้ชายก็ดีครับ”

มีอะไรอยากบอกสามี?

นนนี่ : “อยากบอกว่ารักทุกวัน บางทีอาจงี่เง่าไปบ้าง ขี้งอนไปบ้าง เหวี่ยงบ้าง โมโหบ้าง แต่ก็รักค่ะ อยากบอกว่าเขาก็เป็นผู้ชายที่ดีที่สุดที่เข้ามาในชีวิตเรา”

อยากบอกอะไรคุณภรรยา?

อาร์ : “รักเสมอครับ รักไม่เปลี่ยนแปลง เป็นเหมือนวันแรกที่เจอกัน ยันวันสุดท้ายของชีวิตครับ”

นนนี่ : “(ยิ้มหวานกอดสามี)”

ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.30-12.30 น.  ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

ชาดา โพสต์ระบายอาการป่วย รอบนี้หนักจริง แต่ทิ้งภาระประชาชนไม่ลง

ชาดา โพสต์ระบายอาการป่วย รอบนี้หนักจริง แต่ทิ้งภาระประชาชนไม่ลง

ชาดา โพสต์ระบายอาการป่วย รอบนี้หนักจริง แต่ทิ้งภาระประชาชนไม่ลง

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.57 น.

วันนี้ 22 มีนาคม 2569 กลายเป็นโพสต์ที่ทำเอาโซเชียลแห่แชร์และเข้ามาส่งกำลังใจกันอย่างล้นหลาม เมื่อ ชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวโพสต์ข้อความระบายความรู้สึกถึงอาการป่วยและภาระหน้าที่ที่แบกไว้บนบ่า โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “เมื่อวันที่ 19 ที่ผ่านมา ทำให้นึกถึงตอนที่เลือกคุณพิธาเป็นนายกฯ ผมอภิปรายวันนั้นปี 66 ชีวิตผมเปลี่ยนไป แต่วันนั้นเป็นช่วงที่ปวดคอมากแทบตั้งคอไม่ได้ มีสื่อเอารูปผมไปทำท่าสบัดคอ เอาไปล้อว่าเมาของเมายา ผมสวนก็ไปบ้าง แต่ความจริงมันก็ยึกยักจริง ที่ผ่านมา 2 ปี กว่า 3 ปี เลือกนายกฯ หมาแก่อย่างเราไร้ความหมายนั่งดู แต่วันนี้ไม่ยึกยักแล้ว แต่คอแข็งหันไม่ได้เลย เวลาหันต้องหันทั้งตัวทรมานมากหนักกว่าปี 66 เยอะ แต่ไม่โดนแซว วันนี้อยากบอกว่าผมหนักจริงๆ ไม่รู้ว่าจะได้เห็นปี 70 หรือไม่ แต่สิ่งสำคัญคือภาระหน้าที่ และคะแนนที่ทุกท่านมอบให้นั้นมันยิ่งใหญ่ และมันเป็นสิ่งพูดไม่ออก มันจุกในหัวอก มันตื้อไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ คิดได้แต่บอกมึงตายไม่ได้ ดา เอ้ย ภาระต่อพี่น้องประชาชนยังมีอีกมากมาย สู้หน่อยสู้นะจ๊ะ (ปวดคอนอนบ่หลับ)”

ชาดา ไทยเศรษฐ์

หลังจากโพสต์ของ ชาดา ไทยเศรษฐ์ เผยแพร่ออกไป บรรดาแฟนคลับและประชาชนต่างเข้ามาคอมเมนต์แสดงความห่วงใยและให้กำลังใจกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง เช่น

“ขอบคุณและเป็นกำลังใจให้สุขภาพแข็งแรงไวๆ​ นะครับ​ ช่วงนี้อะไรพักได้ก็พักก่อนนะครับ​ อย่าไปฝืนตัวเอง​ ร่างกายเรามันซื่อสัตย์เสมอ​ ใจมันแบกร่างกายไม่ได้ ขอบคุณอีกครั้งที่สร้างมาตรฐานดีๆหลายๆอย่างให้สังคมได้เห็น​ ท่านใช้ชีวิตได้อย่างสมภาคภูมิแล้วครับ ลูกๆของท่านจะสานต่อได้อย่างดีแน่นอน”

“ท่าน สส เป็นคนเก่งและแกร่งอยู่แล้ว เป็นกำลังใจให้ท่านครับ ทำงานเพื่อประชาชนจริงๆครับ”

“เป็นกำลังใจให้หลานะคะ จากเด็กตัวน้อยๆ ที่เห็นความจริงใจของหลากับพี่น้องประชาชน มาตั้งแต่เด็กๆ”

“ดูแลประชาชน ดูแลครอบครัว อย่าลืมดูแลสุขภาพค่ะท่านฯชาดา หายไว ไว นะคร้าาาาา”

“หายไวๆๆครับท่าน “

“หายเป็นปกติไวไวนะคะพี่ชาดา”

“เป็นกำลังใจให้ครับ”

“อัลลอฮฺคุ้มครอง ขอให้หายเร็วๆครับกากา”

“สู้ๆ ทำความดีเพื่อบ้านเราต่อไป”

ชาดา ไทยเศรษฐ์
ชาดา ไทยเศรษฐ์
ชาดา ไทยเศรษฐ์
ชาดา ไทยเศรษฐ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Chada Thaised 

น้ำมันสำรอง 103 วัน พลังงาน กางแผนขนส่ง-อัดฉีดเติมปั๊มด่วน

น้ำมันสำรอง 103 วัน พลังงาน กางแผนขนส่ง-อัดฉีดเติมปั๊มด่วน

น้ำมันสำรอง 103 วัน พลังงาน กางแผนขนส่ง-อัดฉีดเติมปั๊มด่วน

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.54 น.

22 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงข่าวประจำวัน โดย นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน แถลงผลการดำเนินงานของกรมธุรกิจพลังงาน ว่า สถานภาพน้ำมันเบนซินที่ผลิตภายในประเทศ ณ วันนี้ ใน 5 โรงกลั่น ประกอบด้วย โรงกลั่นบางจาก โรงกลั่นบางจากศรีราชา โรงกลั่นไออาร์พีซี โรงกลั่นเอสพีอาร์ซี และโรงกลั่นไทยออยล์ ที่มีปริมาณการผลิตรวม ณ วันนี้ อยู่ที่ 35.28 ล้านลิตร โดยเป็นน้ำมันเบนซินที่เติมเอทานอล ผสมโดยผู้ค้าน้ำมันทั้ง 5 โรงกลั่นดังกล่าว และผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 อาทิ เชลล์ สตาร์ฟีเวอร์ และโออาร์ ซึ่งจะทําให้น้ำมันเพิ่มขึ้น 43.40 ล้านลิตรต่อวัน และจะส่งไปผู้ค้ารายใหญ่ตามมาตรา 7 ทั้งสิ้น 14 ราย เพื่อจําหน่ายผ่านทางปั๊มน้ำมันที่มีแบรนด์เป็นหลัก 28.78 ล้านลิตร ส่วนที่เหลือจะขายให้กับผู้ค้ารายย่อย ตามมาตรา 10 หรือจ็อบเบอร์ ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมธุรกิจพลังงาน และบางส่วนก็เป็นจ็อบเบอร์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ที่ขายน้ำมันไม่ถึง 36 ล้านลิตรต่อปี

นายสราวุธ กล่าวต่อว่า ส่วนสถานการณ์ ปริมาณการผลิตและจําหน่ายน้ำมันดีเซล มีโรงกลั่น ทั้งสิ้น 6 โรง ประกอบด้วย บางจาก บางจากศรีราชา โรงกลั่นไออาร์พีซี โรงกลั่นพีทีทีจีซี โรงกลั่นเอสพีอาร์ซี และโรงกลั่นไทยออยล์ โดยเมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา ผลิตดีเซลพื้นฐาน 79.9 ล้านลิตร และจําหน่ายไปยังภาคอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า และเรือเดินทะเล และโรงกลั่นก็จะส่งไปยังผู้ค้าเพื่อผสมกับไบโอดีเซล จนเป็นน้ำมันดีเซลที่จําหน่ายในประเทศ เรียกว่าดีเซลหมุนเร็ว ซึ่งมีทั้งหมด 11 ราย โดยผู้ค้าผลิตน้ำมันรีเซลออกมารวมทั้งสิ้น 66.8 ล้านลิตร ณ วันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา และส่งให้ผู้ค้ารายย่อยมาตรา 10 หรือจ็อบเปอร์ และส่งให้ผู้ค้าจําหน่ายดีเซลหมุนเร็วรายใหญ่ที่มีสถานีบริการน้ำมัน 15 ราย ปริมาณที่จําหน่าย 71 ล้านลิตร ณ วันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการดึงสต็อกเก่ามาใช้ โดยปริมาณการใช้ดีเซล ปกติอยู่ที่ประมาณ 67 – 70  ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งตอนนี้สูงขึ้นกว่าปกติ มีบางช่วงที่ผ่านมาในบางวัน ขึ้นไปถึง 100 ล้านลิตร

เมื่อถามถึงกรณีความคืบหน้าการตรวจสอบบริษัทจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแห่งหนึ่งใน จ.อ่างทอง ที่มีการกักตุนน้ำมัน นายสราวุธ กล่าวว่า เบื้องต้นได้มีการจัดเก็บตัวอย่างน้ํามัน 3 ประเภท คือ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และดีเซล มาตรวจคุณภาพ ซึ่งผลตรวจอยู่ระหว่างการจัดส่งให้เจ้าหน้าที่ตํารวจดําเนินการ และจากการตรวจสอบพบว่าใบกำกับการขนส่ง ของบริษัท ไออาร์พีซี ที่จะส่งไปยังบริษัทแห่งหนึ่ง ระบุการจัดส่งไปยังสถานที่ปลายทาง คือกรุงเทพมหานคร แต่น้ำมันดังกล่าว กลับไปพบที่ จ.อ่างทอง ซึ่งก็ยังคงต้องให้เจ้าหน้าที่ตํารวจสืบและดูว่าเกิดอะไรขึ้น โดยเบื้องต้นมีความผิดฐานใบกํากับการขนส่งไม่ถูกต้อง

นายสราวุธ กล่าวต่อว่า ในช่วง 2 วันที่ผ่านมาได้รับคําสั่งจากนายกรัฐมนตรี ให้กระทรวงพลังงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่อนผันข้อจํากัดเพื่อเร่งนําน้ำมันเข้าสู่ระบบ และเร่งกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการให้เร็ว อย่างไรก็ตาม ณ ปัจจุบัน ปริมาณการสํารองน้ำมันสำหรับการใข้ ไม่น้อยกว่า 103 วัน โดยมีน้ำมันสํารองเพื่อการค้า 1,504 ล้านลิตร ใช้ได้ 15 วัน น้ำมันสํารองตามกฎหมาย 3,389 ล้านลิตร อยู่ได้ 25 วัน น้ำมันอยู่ระหว่างการขนส่ง 4,206 ล้านลิตร อยู่ได้ 33 วัน น้ำมันที่ยืนยันการจัดหาแล้วจากทุกเส้นทาง 3,700 ล้านลิตร อยู่ได้ 30 วัน ข้อมูลอ้างอิง ณ วันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา

นายสราวุธ ยังกล่าวถึงการบริหารจัดการน้ำมันอย่างเหมาะสมและอย่างรวดเร็ว จะดึงสต๊อกน้ำมันกระจายไปยังปั๊มต่างๆ ได้ภายในกี่สัปดาห์ ว่า ได้มีการปลดล็อคเวลาขนส่งน้ำมันเข้าพื้นที่ในเขตเมืองแล้ว ได้มีการผ่อนผันดีเซลอย่างน้อย 130 ล้านลิตร เข้ามาในระบบ ต้องรีบกระจายตัวไปยังจุดต่างๆ รวมถึงสถานีบริการ

เมื่อถามว่า จะเสร็จสิ้นภายใน 1 – 2 สัปดาห์ หรือไม่ นายสราวุธกล่าวว่า เบื้องต้นถ้าส่งน้ำมันได้เร็วขึ้น 10 ล้านลิตรในทุกวัน ช่วงสัปดาห์จะถึงน่าจะผ่อนคลายสถานการณ์ไปในทางที่ดี

เมื่อถามถึงสถานการณ์ปัจจุบันมีความต้องการของประชาชนเกินขีดความสามารถในการจัดส่งใช่หรือไม่ นายสราวุธ กล่าวว่า น้ำมันดีเซลบางช่วงมีปริมาณความต้องการผ่านปั๊มถึง 100 ล้านลิตรต่อวัน สถานการณ์วันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา สูงกว่ากว่าปกติถึง 71 ล้านลิตร มีการดึงสต๊อกออกมาใช้ จึงต้องรีบกระจายตัวให้เร็วที่สุด

ตะวันออกกลางยังรุนแรง! กต.ขอคนไทยในพื้นที่เสี่ยงเร่งออกนอกพื้นที่

ตะวันออกกลางยังรุนแรง! กต.ขอคนไทยในพื้นที่เสี่ยงเร่งออกนอกพื้นที่

ตะวันออกกลางยังรุนแรง! กต.ขอคนไทยในพื้นที่เสี่ยงเร่งออกนอกพื้นที่

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.42 น.

กต.ขอคนไทยในพื้นที่เสี่ยงเร่งออกนอกพื้นที่ เหตุสู่รบตะวันออกกลางยังรุนแรงต่อเนื่อง เผยช่วยคนไทยแล้วทั้งหมด 1,475 คน

22 มีนาคม 2569 ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยถึงสถานการณ์ตะวันออกกลาง ว่า ยังรุนแรงต่อเนื่องเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 โดยการปะทะระหว่างคู่ขัดแย้งหลัก รวมถึงกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมขยายเป้าหมายโจมตีไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน กระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจและความมั่นคงพลังงานโลก ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังตึงเครียด แม้อิหร่านยืนยันเปิดทางเดินเรือภายใต้เงื่อนไขล่วงหน้า ขณะที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเรียกร้องให้เปิดเส้นทางภายใน 48 ชั่วโมง และมี 22 ประเทศร่วมผลักดันการเดินเรืออย่างปลอดภัย

นายปาณิดล กล่าวว่า ขณะที่พลังงาน สหรัฐฯ อนุญาตระยะสั้นให้จำหน่ายน้ำมันอิหร่านที่ค้างอยู่บนเรือ คาดเพิ่มอุปทานเข้าสู่ตลาดโลกกว่า 140 ล้านบาร์เรล เพื่อลดภาวะขาดแคลน ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศย้ำให้คนไทยในพื้นที่เสี่ยงเร่งออกนอกพื้นที่ ติดตามข้อมูลจากทางการอย่างใกล้ชิด และลงทะเบียนกับสถานทูต

นายปาณิดล กล่าวว่า สำหรับการช่วยเหลือคนไทย พบแรงงานไทยในอิสราเอลเสียชีวิต 1 ราย จากสะเก็ดระเบิด โดยสถานทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ เตือนเพิ่มความระมัดระวัง ขณะที่ในอิหร่าน และตุรกี อยู่ระหว่างอพยพคนไทย 11 คนกลับประเทศ เป็นแรงงานไทย 4 คน และนักศึกษาอีก 7 คน ทั้งนี้ นับตั้งแต่เกิดเหตุ มีคนไทยได้รับความช่วยเหลือออกจากพื้นที่ตะวันออกกลางแล้วรวม 1,475 คน ยืนยันเดินหน้าช่วยเหลือคนไทยให้พ้นพื้นที่อันตรายอย่างปลอดภัยโดยเร็วที่สุด

ไทยพบดับ 3 ราย ไข้กาฬหลังแอ่น รัฐสั่งจับตาใกล้ชิดหลังระบาดในยุโรป

ไทยพบดับ 3 ราย ไข้กาฬหลังแอ่น  รัฐสั่งจับตาใกล้ชิดหลังระบาดในยุโรป

ไทยพบดับ 3 ราย ไข้กาฬหลังแอ่น รัฐสั่งจับตาใกล้ชิดหลังระบาดในยุโรป

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.43 น.

รัฐบาลเตือนเฝ้าระวัง “ไข้กาฬหลังแอ่น” ใกล้ชิด หลังพบระบาดในอังกฤษ เผยพบผู้ป่วยในไทยเสียชีวิต 3 ราย

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมอบหมายกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้กาฬหลังแอ่นในสหราชอาณาจักรอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้  จากข้อมูลของหน่วยงานสาธารณสุขระหว่างประเทศ อาทิ UKHSA และ ECDC พบว่า การระบาดในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศมีลักษณะเกิดขึ้นในกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา ข้อมูล ณ วันที่ 18 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสมประมาณ 20 ราย (ยืนยันแล้ว 9 ราย) และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย

สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 17 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสม 5 ราย และมีผู้เสียชีวิต 3 ราย โดยยังไม่พบความเชื่อมโยงกับการระบาดจากต่างประเทศ แม้จำนวนผู้ป่วยจะอยู่ในระดับต่ำ กรมควบคุมโรคยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นโรครุนแรงและต้องรายงานตามกฎหมาย โดยหากพบผู้ป่วยต้องสงสัยจะต้องรายงานทันที และหากยืนยันว่าป่วยแม้เพียง 1 ราย เจ้าหน้าที่จะเร่งสอบสวนโรคโดยเร็วเพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดต่อไป 

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ผู้ป่วยไข้กาฬหลังแอ่น มักมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะรุนแรง คอแข็ง ซึม และบางรายอาจมีจุดเลือดออกหรือผื่นเลือดออกตามผิวหนัง หากมีอาการดังกล่าวควรรีบไปพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางหรือการสัมผัสเสี่ยง เช่น พื้นที่ที่มีการรายงานโรค หรือมีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วย ซึ่งโรคนี้สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ และมีวัคซีนป้องกันเป็นทางเลือก โดยเฉพาะผู้ที่จำเป็นต้องเดินทางไปประเทศที่มีความเสี่ยง ควรปรึกษาหน่วยบริการสาธารณสุขก่อนรับวัคซีนป้องกันล่วงหน้าอย่างน้อย 10 วันก่อนการเดินทาง โดยเฉพาะวัคซีนสายพันธุ์ MenB ทั้งนี้ กลุ่มเสี่ยงที่ควรพิจารณาเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็ก วัยรุ่น ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ และผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศเป็นประจำ

“รัฐบาลแนะนำให้ประชาชนป้องกันตนเอง โดยแนะนำให้ล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้า สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่แออัด และหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดผู้ที่มีอาการทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ไอ จาม เนื่องจากโรคติดต่อผ่านละอองฝอย และการใช้สิ่งของร่วมกัน ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอย่างเคร่งครัด หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค