เกาหลีใต้ยกฟ้อง หญิงทำแท้งครรภ์ 36 สัปดาห์ รอดคดีฆ่าทารกแรกเกิด

เกาหลีใต้ยกฟ้อง หญิงทำแท้งครรภ์ 36 สัปดาห์ รอดคดีฆ่าทารกแรกเกิด

24 ก.ค. 2569 01:25 น.

เกาหลีใต้ยกฟ้อง หญิงทำแท้งครรภ์ 36 สัปดาห์ รอดคดีฆ่าทารกแรกเกิด

ศาลอุทธรณ์เกาหลีใต้ยกฟ้อง หญิงสาวที่ก่อนหน้านี้ถูกตัดสินว่ามีความผิดข้อหาฆาตกรรมลูกของเธอที่เพิ่งคลอดในโรงพยาบาล เนื่องจากเธอต้องการยุติการตั้งครรภ์แม้อายุครรภ์จะมากถึง 36 สัปดาห์แล้ว

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 ก.ค. 2569 ศาลอุทธรณ์ในประเทศเกาหลีใต้มีคำตัดสินให้ยกฟ้อง จำเลยหญิงซึ่งมีนามสกุลว่า “ควอน” ที่ก่อนหน้านี้ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจากความผิดฐานฆาตกรรมลูกที่เพิ่งคลอดออกมาที่โรงพยาบาล โดยอ้างว่าเป็นการทำแท้งขณะมีอายุครรภ์ได้ 36 สัปดาห์

คดีนี้เริ่มต้นขึ้นในปี 2567 น.ส.ควอน อายุในช่วง 20 ปี โพสต์คลิปบน YouTube เกี่ยวกับการทำแท้งขณะตั้งครรภ์ได้ 36 สัปดาห์ (ประมาณ 8 เดือนกว่า) ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จนกระทรวงสาธารณสุขแจ้งความและตำรวจเข้าสืบสวน

ควอนอ้างว่า เธอเพิ่งรู้ตัวว่าตั้งท้องในตอนที่มีอายุครรภ์ถึง 7 เดือนแล้ว และต้องการทำแท้งเนื่องจากไม่มีรายได้ที่มั่นคง อีกทั้งกังวลว่าทารกอาจมีความพิการเพราะเธอดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ช่วงตั้งครรภ์

อย่างไรก็ตาม อัยการระบุว่า เด็กได้รับการผ่าคลอดออกมาโดยที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่เด็กกลับถูกนำไปแช่ในตู้แช่แข็งจนเสียชีวิต และมีการทำเอกสารเท็จว่าเป็นการคลอดบุตรตายในครรภ์

ศาลชั้นต้นมีคำตัดสินเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาว่า ควอนมีความผิดฐานร่วมฆาตกรรม และพิพากษาให้จำคุกเธอเป็นเวลา 3 ปี แต่ให้รอลงอาญา ขณะที่หมอผู้ผ่าตัดถูกตัดสินจำคุก 4 ปี และผู้อำนวยการโรงพยาบาลถูกจำคุก 6 ปี

แต่ล่าสุดในชั้นศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องกับข้อโต้แย้งของทนายฝ่ายจำเลยที่ว่า ควอนไม่รู้มาก่อนว่าทารกจะคลอดออกมาโดยที่ยังมีชีวิต และจะถูกฆ่าหลังผ่าตัด เนื่องจากนายหน้าจัดหาการทำแท้งบอกเธอว่าเด็กจะเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ศาลจึงตัดสินยกฟ้อง น.ส.ควอน

ส่วนแพทย์ทั้งสองคนยอมรับสารภาพว่าสังหารทารกจริง ศาลอุทธรณ์จึงยืนยันความผิดแต่ลดโทษจำคุก โดยแพทย์ผู้ผ่าตัดเหลือถูกจำคุก 2 ปีครึ่ง ขณะที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเหลือจำคุก 4 ปี

คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างมากในเกาหลีใต้ เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่มีการฟ้องร้องข้อหา “ฆาตกรรม” กับหญิงที่มาขอทำแท้งขณะอายุครรภ์มาก รวมถึงฟ้องแพทย์ที่เกี่ยวข้อง และเป็นคดีที่สะท้อนถึงช่องโหว่ในกฎหมายการทำแท้งของเกาหลีใต้ซึ่งไม่มีการกำหนดอายุครรภ์ชัดเจน

เกาหลีใต้ยกเลิกกฎหมายห้ามทำแท้งไปตั้งแต่ปี 2562 แล้ว โดยศาลรัฐธรรมนูญแนะนำให้รัฐสภาออกกฎหมายรองรับการทำแท้งได้ไม่เกิน 22 สัปดาห์ แต่ด้วยสถานการณ์ทางการเมือง และข้อโต้แย้งจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมและศาสนา ทำให้จนถึงตอนนี้รัฐสภาก็ยังไม่ได้ออกกฎหมายกำหนดอายุครรภ์ ทำให้เกิด “สุญญากาศทางกฎหมาย”

องค์กรนิรโทษกรรมสากล หรือ แอมเนสตี ออกมาแสดงความยินดีกับการยกฟ้อง น.ส.ควอน แต่ก็เรียกร้องให้รัฐบาลเกาหลีใต้เร่งออกกฎหมายคุ้มครองและจัดระเบียบการให้บริการทำแท้งอย่างปลอดภัยและชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฝนถล่มรัฐอัสสัม น้ำท่วมคร่าแล้ว 41 ศพ เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ฝนถล่มรัฐอัสสัม น้ำท่วมคร่าแล้ว 41 ศพ เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย

23 ก.ค. 2569 23:51 น.

ฝนถล่มรัฐอัสสัม น้ำท่วมคร่าแล้ว 41 ศพ เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย

รัฐอัสสัมของอินเดียกำลังเผชิญน้ำท่วมรุนแรงเนื่องจากฝนตกหนักในฤดูมรสุม ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 41 ศพ ในขณะที่หน่วยกู้ภัยกำลังเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยคนอื่นๆ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 ก.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ของประเทศอินเดียเปิดเผยว่า น้ำท่วมที่เกิดจากฝนมรสุมตกหนักส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 41 ศพในรัฐอัสสัม ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ในขณะที่หน่วยงานต่างๆ กำลังเร่งดำเนินการกู้ภัยและบรรเทาทุกข์

ทุกปีอินเดียมักเผชิญภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับน้ำท่วมในช่วงฤดูมรสุม ที่เกิดขึ้นหลังจากฤดูร้อนอันยาวซึ่งทำให้หลายพื้นที่ของประเทศต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำและภัยแล้ง

“เราสูญเสียชีวิตอันมีค่าไปแล้ว 41 รายจนถึงปัจจุบัน และปศุสัตว์หลายพันตัวถูกน้ำพัดพาไป” ฮิมันตา บิสวา ซาร์มา มุขมนตรีรัฐอัสสัม อัปเดตยอดผู้เสียชีวิตจากฝนมรสุมที่เริ่มตกมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน

“ภาวะฝนตกหนักฉับพลัน (Cloudbursts) ที่บริเวณต้นน้ำ ประกอบกับฝนตกหนักมากกว่าปกติถึง 436% ทำให้เกิดน้ำท่วมในหมู่บ้านที่ไม่เคยพบเจอความเสียหายร้ายแรงเช่นนี้มาก่อนในประวัติศาสตร์”

ซาร์มากล่าวว่า หน่วยงานทั้งหมด รวมถึงกองทัพอากาศอินเดีย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากกองกำลังตอบสนองภัยพิบัติแห่งรัฐ และกองกำลังตอบสนองภัยพิบัติแห่งชาติกำลัง “ปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง” ในการช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์ในรัฐอัสสัม

มุขมนตรีบอกอีกว่า ขณะนี้มีประชาชนกว่า 900,000 คนจากหมู่บ้านกว่า 1,800 แห่ง ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้จัดตั้งศูนย์บรรเทาทุกข์ไว้เกือบ 150 แห่ง และมีประชาชนราว 30,000 คนมาอาศัยพักพิงแล้ว

แถลงการณ์แยกอีกฉบับของรัฐบาลของรัฐอัสสัมที่เผยแพร่เมื่อดึกวันพุธระบุว่า เจ้าหน้าที่กำลังใช้ “โดรนขนส่งลำเลียง… เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้เข้าถึงพื้นที่ห่างไกล” และมีการนำเรือขนาดเล็กมากกว่า 50 ลำมาใช้ในพื้นที่น้ำตื้น ที่เรือทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ราคาน้ำมันโลกทะลุ 100 ดอลลาร์อีกครั้งแล้ว หลังฮูตียิงเรือน้ำมันซาอุฯ

ราคาน้ำมันโลกทะลุ 100 ดอลลาร์อีกครั้งแล้ว หลังฮูตียิงเรือน้ำมันซาอุฯ

23 ก.ค. 2569 22:50 น.

ราคาน้ำมันโลกทะลุ 100 ดอลลาร์อีกครั้งแล้ว หลังฮูตียิงเรือน้ำมันซาอุฯ

ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม หลังกบฏฮูตียิงเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย จุดชนวนความกังวลเกี่ยวกับอุปทานพลังงานทั่วโลกอีกครั้ง

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 ก.ค. 2569 ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงของตลาดโลก ปรับตัวสูงขึ้นมากกว่า 6% ในวันพฤหัสบดีจนทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้งแล้ว หลังจากที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลายวันจากการที่สหรัฐฯ ยกระดับการโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน

ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากกลุ่มติดอาวุธฮูตีในเยเมนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในทะเลแดงเมื่อช่วงเช้ามืดวันพฤหัสบดี (ตามเวลาท้องถิ่น) เสี่ยงกระทบต่อเส้นทางส่งออกสำคัญที่ซาอุดีอาระเบียใช้ในการเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซซึ่งถูกอิหร่านปิดกั้น

นอกจากนี้ ราคาก๊าซยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงเดือนที่ผ่านมา โดยราคาก๊าซอ้างอิงของสหราชอาณาจักรในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 150 เพนซ์ต่อเทิร์ม (therm) เพิ่มขึ้นจากประมาณ 98 เพนซ์ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน

ก่อนหน้านี้ ราคาน้ำมันเคยปรับตัวลดลงหลังจากมีการหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยลดลงสู่ระดับเดียวกับช่วงก่อนที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะเริ่มปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ.

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงหยุดยิงพังทลายลงเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน และความหวังในการกลับมาหยุดยิงยิ่งเลือนลางเมื่อในสัปดาห์นี้นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกมากล่าวว่า ผู้นำของอิหร่าน “ยังไม่พร้อมที่จะทำข้อตกลง”

ความขัดแย้งที่ดำเนินอยู่นี้เสี่ยงที่จะผลักดันอัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศให้สูงขึ้น ซึ่งรวมถึงสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ นำไปสู่ราคาสินค้าที่แพงขึ้นสำหรับผู้บริโภค

โดยทั่วไปแล้ว ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นมักจะทำให้ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลแพงขึ้นตามไปด้วย ขณะที่ผู้ขับขี่ได้รับผลกระทบโดยตรง ครัวเรือนต่าง ๆ ก็อาจเห็นราคาสินค้าอื่น ๆ เช่น อาหาร ปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากภาคธุรกิจส่งผ่านต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภค

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ชี้ ซาอุดีอาระเบียต้องรับรองอิสราเอล เพื่อแลกกับข้อตกลงนิวเคลียร์

ทรัมป์ชี้ ซาอุดีอาระเบียต้องรับรองอิสราเอล เพื่อแลกกับข้อตกลงนิวเคลียร์

23 ก.ค. 2569 22:00 น.

ทรัมป์ชี้ ซาอุดีอาระเบียต้องรับรองอิสราเอล เพื่อแลกกับข้อตกลงนิวเคลียร์

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยัน จะอนุมัติข้อตกลงนิวเคลียร์กับซาอุดีอาระเบีย แต่ซาอุฯ ต้องเข้าร่วมข้อตกลงอับราฮัม เพื่อรับรองรัฐอิสราเอล และสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 ก.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า การอนุมัติข้อตกลงนิวเคลียร์ครั้งสำคัญระหว่างสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบีย ซึ่งลงนามไปเมื่อวันพุธ จะขึ้นอยู่กับการที่รัฐบาลริยาดเข้าร่วมในข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) เพื่อรับรองการก่อตั้งรัฐอิสราเอลหรือไม่

“ข้อตกลงนิวเคลียร์เพื่อการพลเรือน (ไม่มีการเสริมสมรรถภาพแร่!) … เพื่อใช้งานในทางที่ไม่เกี่ยวข้องกับทางทหารเท่านั้น … จะได้รับการอนุมัติ แต่จะต้องขึ้นอยู่กับการที่ซาอุดีอาระเบียเข้าร่วมในข้อตกลงอับราฮัมอันเป็นที่ยอมรับและประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง” โพสต์ของทรัมป์ระบุ

โพสต์ของทรัมป์มีขึ้นหลังจากเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้เชี่ยวชาญว่า ข้อตกลงนี้อาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ในอนาคต ในภูมิภาคที่มีความสั่นคลอนอยู่แล้วอย่างตะวันออกกลาง

ยังไม่แน่ชัดว่า ซาอุดีอาระเบียจะมีท่าทีต่อไปอย่างไร แต่ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยระบุว่า จะไม่รับรองอิสราเอลหากยังไม่มีการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์

จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่า เงื่อนไขเรื่องการเข้าร่วมข้อตกลงอับราฮัมได้ถูกระบุไว้ในตัวร่างข้อตกลงนิวเคลียร์ดังกล่าวหรือไม่ หรือซาอุดีอาระเบียได้ตกลงตามเงื่อนไขดังกล่าวแล้ว หรือจะถูกบีบให้ต้องเข้าร่วมข้อตกลง

ทั้งนี้ ในปี 2563 ทรัมป์เป็นตัวกลางในการเจรจาข้อตกลงอับราฮัม เพื่อให้ชาติอาหรับรับรองการก่อตั้งรัฐอิสราเอล และสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต โดยในตอนแรกมีประเทศที่เข้าร่วมคือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และบาห์เรน ก่อนที่ ซูดาน, โมร็อกโก, และคาซัคสถาน จะร่วมลงนามในเวลาต่อมา

ด้านอิสราเอลออกมาแสดงความยินดีต่อถ้อยแถลงของนายทรัมป์ โดยสำนักนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู โพสต์ข้อความบน X ว่า การที่ซาอุดีอาระเบียเข้าร่วมข้อตกลงอับราฮัม “จะเป็นก้าวสำคัญครั้งประวัติศาสตร์สู่สันติภาพในตะวันออกกลาง”

แถลงการณ์ดังกล่าวไม่ได้เอ่ยถึงข้อตกลงนิวเคลียร์ อย่างไรก็ตาม นีร์ บาร์กัต รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของอิสราเอล เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า ประเทศของเขาสามารถ “รับได้” หากซาอุดีอาระเบียจะมีพลังงานนิวเคลียร์เพื่อใช้อย่างสันติ

อนึ่ง เป็นที่เชื่อกันอย่างกว้างขวางว่า อิสราเอลเองมีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในการครอบครอง แต่รัฐบาลอิสราเอลไม่เคยออกมาตอบรับหรือปฏิเสธในเรื่องนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ครบ 1 ปี เหตุปะทะไทย-กัมพูชา 3 เหล่าทัพ พร้อมรับสถานการณ์ เตรียมจัดงานรำลึก 25 ก.ค.

ครบ 1 ปี เหตุปะทะไทย-กัมพูชา 3 เหล่าทัพ พร้อมรับสถานการณ์ เตรียมจัดงานรำลึก 25 ก.ค.

ครบ 1 ปี เหตุปะทะไทย-กัมพูชา 3 เหล่าทัพ พร้อมรับสถานการณ์ เตรียมจัดงานรำลึก 25 ก.ค.

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.48 น.

ผบ.ทอ. ระบุ 3 เหล่าทัพ เตรียมความพร้อมทุกสถานการณ์รับมือชายแดนไทย-กัมพูชา ปกป้องประชาชน ขณะ “มทภ.2” เตรียมจัดงานรำลึกวีรกรรมและสดุดีวีรชน ยุทธการ ยุทธบดินทร์ ศตวรรษ  พรุ่งนี้

วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ  พล.อ.อ. เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ(ผบ.ทอ.) เปิดเผยถึง วาระครบ 1 ปี เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา กองทัพได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งบทเรียน ประสบการณ์ รวมถึงข้อผิดพลาดบางประการ ซึ่งได้นำมาปรับปรุงแก้ไข และเตรียมความพร้อมให้ดียิ่งขึ้น

โดยเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ได้ใช้เวลาเป็นปี แต่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน ดังนั้น กองทัพจำเป็นต้องก้าวให้ทันและรู้เท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่ หากไม่สามารถพัฒนาได้ด้วยตัวเอง ก็ต้องพูดคุยและทำความเข้าใจกับผู้ที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อนำองค์ความรู้มาปรับใช้ ก่อนที่จะพัฒนาไปสู่การพึ่งพาตัวเองได้ในสิ่งที่กองทัพเชื่อมั่น

ขณะนี้ ทั้ง 3 เหล่าทัพ ได้เตรียมความพร้อมเป็นอย่างดี หน้าที่ของฝ่ายความมั่นคง ไม่ใช่การมองโลกในแง่ดี แต่ต้องตั้งสมมติฐานอยู่เสมอว่า หากเกิดเหตุการณ์ขึ้นในวันนี้ นาทีนี้ หรือชั่วโมงนี้ จะสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างไร โดยเฉพาะการปกป้องพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดน รวมถึงการดูแลกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ ไม่ให้ตกเป็นฝ่ายถูกกระทำหรือปล่อยให้สถานการณ์ลุกลามเข้ามายังพื้นที่ด้านใน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้ง 3 เหล่าทัพตระหนักและเตรียมการอยู่ตลอดเวลา

โดยในวัน25 ก.ค.นี้ พล.ท.วีรยุทธ์ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เตรียมจัดพิธี รําลึกวีรกรรมและสดุดีวีรชน ยุทธการ ยุทธบดินทร์ ศตวรรษ ที่ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา เนื่องในวันครบรอบ 1ปี เหตุปะทะชายแดนไทยกัมพูชา

‘อดีตบิ๊กศรภ.’ ชี้ปราบโจรใต้ ต้องฟัน ‘เจ้าของโจร-ข้าราชการชั่วบางคน’ที่รับสินบน

‘อดีตบิ๊กศรภ.’ ชี้ปราบโจรใต้ ต้องฟัน ‘เจ้าของโจร-ข้าราชการชั่วบางคน’ที่รับสินบน

‘อดีตบิ๊กศรภ.’ ชี้ปราบโจรใต้ ต้องฟัน ‘เจ้าของโจร-ข้าราชการชั่วบางคน’ที่รับสินบน

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.29 น.

วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  ข่าวโจรใต้ผู้ชายหลายคน มีทั้งแต่งหญิงบ้าง แต่งชายบ้าง รุมฆ่าทหารพรานนั้น น่าเศร้าจริงๆเลย  อยากบอกว่า ถ้าอยากจะปราบโจรเหล่านี้ จริงๆไม่ยากหรอกครับ เพราะโจรเหล่านี้มีเจ้าของ ถึงแอบอยู่ในหมู่บ้านข่มขู่ชาวบ้านได้ ชาวบ้านที่มีลูกมีหลานและพอมีกำลังเงินบ้าง ก็ต้องส่งลูกเข้ามาเรียนในกรุงเทพ หรือไปเรียนเมืองนอก ส่วนคนจนก็ต้องทนอยู่ในหมู่บ้านต่อไป ดังนั้นถ้าอยากปราบปรามโจรจริง ก็ต้องปราบ “เจ้าของโจร” และ “ข้าราชการชั่วบางคน” รับสินบนเจ้าของโจรเสียก่อน ครับ 

วิธีปราบก็ไม่ยาก ถ้าเพียงข้าราชการ ส่วนหนึ่งเกิดจิตสำนึกรักชาติรักบ้านเมืองขึ้นมา ไม่ยอมรับสินบนจากพวกค้ายาเสพติด พวกค้าของเถื่อน ค้ามนุษย์ ฯลฯ ซึ่งบางครั้งคนเหล่านี้ก็ขนชาวอุยกูร์ ลักลอบเข้ามาในประเทศ อุยกูร์บางคนหน่วยก้านดี  หรือเคยทำงานก่อการร้ายมาก่อน นายทุนก็ส่งมาให้มาเป็นโจรใต้ก็มี ฯลฯ ดังนั้น ถ้าขาดนายทุนเหล่านี้ ขาดข้าราชการที่เห็นแก่เงินบางคน พวกโจรก็จะขาดที่พึ่งพิง ไปต่อไม่เป็น ต้องเลิกไปเอง 

อีกวิธีหนึ่ง คือ ต้องทำให้ ข้าราชการปราบกันเองก่อน การรับสินบนก็จะลดน้อยลง 

ที่พูดมานั้น ฟังเหมือนง่าย แต่ก็เป็นเรื่องทำได้ยากทั้ง 2 เรื่องครับ ลองปราบกันเอง ควบคู่ไปกับงานปราบโจรด้วย สำเร็จแน่ๆ

ภาวุธ ส่งทนายยื่น DSI ขอเลื่อนพบพนักงานสอบสวนคดี Forex อ้างติดภารกิจ-หมายเรียกกระชั้นชิด

ภาวุธ ส่งทนายยื่น DSI ขอเลื่อนพบพนักงานสอบสวนคดี Forex อ้างติดภารกิจ-หมายเรียกกระชั้นชิด

ภาวุธ ส่งทนายยื่น DSI ขอเลื่อนพบพนักงานสอบสวนคดี Forex อ้างติดภารกิจ-หมายเรียกกระชั้นชิด

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.03 น.

“ภาวุธ”ส่งทนาย ยื่นเอกสารขอเลื่อนหมายเรียกผู้ต้องหา DSI ครั้งที่ 1 คดีหลอกลงทุนเทรดเงินตราต่างประเทศ Forex ให้เหตุผลติดภารกิจอื่น-ได้รับหมายเรียกกระชั้นชิด ยันมีหลักฐานการทำธุรกรรมเทรดทองคำกับบริษัท QRS ครบถ้วน พร้อมชี้แจงพนักงานสอบสวนภายในต้นเดือน ส.ค.69 ย้ำชัด”สส.ป้อม”ไม่รู้จักกับใครในแผนผังสืบสวน DSI ยันไม่สนิท”ฟิล์ม รัฐภูมิ”และไม่รู้จัก”มานิตย์” IB ผู้แนะนำการลงทุน

จากกรณีเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพืเศษ (ดีเอสไอ) คดีซื้อขายฟอเร็กซ์ (Forex) โดยไม่ได้รับอนุญาต ยื่นศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พิจารณาออกหมายจับบุคคลและนิติบุคคล ในฐานความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 แต่ปรากฏว่าศาลมีคำสั่งยกคำร้องการขออนุมัติออกหมายจับรายชื่อนักการเมืองและนักแสดงที่สังคมให้ความสนใจ 2 ราย คือ 1.นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ หรือ ป้อม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน 2.นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือ ฟิล์ม รวมอยู่ด้วย และให้พนักงานสอบสวนไปออกหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหารวม 22 ราย แทน โดยศาลได้พิจารณาอนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาเพียง 2 ราย คือ 1.น.ส.มัลลิกา มากสลุด ผู้บริหารและกรรมการบริษัท คิวอาร์เอส เอ็ดดูเคชั่น จำกัด (บริษัทผู้ดำเนินการ QRS Global ในไทย) และ 2.นายธีรพงษ์ คงแก้ว หรือ โค้ชเจมส์ ซึ่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็ได้มีการนำตัวขอฝากขังและศาลไม่อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวทั้งคู่ จึงอยู่ระหว่างการฝากขังระหว่างภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และทัณฑสถานหญิงกลาง นั้น

ล่าสุดวันนี้ (24 ก.ค.69) เวลา 10.10 น.ที่ศูนย์ราชการฯ อาคารซี (C) ชั้น 2 โถงดีเอสไอ ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ได้พิจารณาออกหมายเรียกผู้ต้องหาทั้ง 22 รายนั้น ล่าสุดพบว่า นายภิรัช ตรีเพชร ทนายความประจำตัวของ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ได้เดินทางเข้าพบคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ เพื่อยื่นเอกสารขอเลื่อนหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 1

ต่อมาเวลา 10.20 น. ทนายภิรัช เปิดเผยหลังเข้ายื่นหนังสือขอเลื่อนหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ของ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ หรือ สส.ป้อม ว่า วันนี้ตนได้รับมอบหมายจากลูกความให้เข้ายื่นหนังสือขอเลื่อนหมายเรียกรับทราบข้อกล่าวหากับดีเอสไอ เนื่องด้วยลูกความได้รับหมายเรียกกระทันหันอย่างมาก และวันนี้ยังติดภารกิจอื่นอีกด้วย โดยลูกความได้รับหมายเรียกเมื่อช่วงบ่ายวานนี้ (23 ก.ค.69) จึงขอให้มาเลื่อนหมายเรียกวันนี้ออกไปเป็นช่วงต้นเดือน ส.ค.69 แทน ซึ่งพนักงานสอบสวนก็อนุญาต อีกทั้งลูกความยังคงอยู่ระหว่างการเตรียมเอกสารให้ครบทุกประเด็น ทั้งนี้ เรายืนยันว่ามีความพร้อมที่จะเข้ามาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในทุกประเด็น รวมไปถึงเอกสารหลักฐานไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายการเดินบัญชีธนาคารย้อนหลัง (Statement) ที่ได้มีการประสานขอกับสถาบันการเงิน หรือการทำธุรกรรมต่างๆ ตามที่พนักงานสอบสวนตั้งประเด็นไว้ จะได้นำมาประกอบการชี้แจงกับพนักงานสอบสวน อย่างไรก็ดี ในเรื่องของพฤติการณ์การเทรดทองคำที่ลูกความถูกดีเอสไอแจ้งข้อเท็จจริงนั้น เราก็สามารถชี้แจงได้ และมีคำชี้แจงไว้ให้อยู่แล้ว แต่รายละเอียดเชิงลึก ตนต้องขอสงวนไว้ให้เป็นเรื่องของคดีและข้อกฎหมาย

ทนายภิรัช เผยอีกว่า ตนขอยืนยันว่าลูกความไม่เคยรู้จักหรือสนิทสนมกับใครที่ปรากฏในแผนผังการสืบสวนของดีเอสไอ รวมไปถึงกรณีของนักแสดงชายชื่อดังด้วย (นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือ ฟิล์ม) หรือแม้กระทั่งกรณีของนายมานิตย์ (ผู้แนะนำโบรกเกอร์ หรือ ไอบี) ลูกความของตนก็ไม่ได้รู้จักหรือสนิทด้วย ถึงแม้ว่าข่าวที่ปรากฏในหน้าสื่อก่อนหน้านี้ จะมีการระบุว่าลูกความของตนเคยมีการเดินทางไปเที่ยวประเทศฝรั่งเศส (ปารีส) ด้วยกัน หรืออ้างว่ามีภาพร่วมงานประชุมสัมมนากันนั้น ยังคงยืนยันว่าลูกความไม่รู้จักกับนายมานิตย์ แม้แต่น้อย ส่วนที่อ้างว่าได้มีการเดินทางไปเที่ยวประเทศฝรั่งเศส หรือมีภาพร่วมงานประชุมสัมมนากัน ก็อาจเนื่องด้วยทั้งคู่ถือเป็นผู้เทรดเหมือนกัน แต่ที่สำคัญ คือ ลูกความของตนก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในวันนั้น นายมานิตย์ ได้ไปประเทศฝรั่งเศสด้วยหรือไม่ เพราะว่าพวกเขาไม่ได้รู้จักกัน แต่การไปนั้นก็เพราะบริษัท (บริษัท QRS) มีการจัดงานการแลกของสมนาคุณสำหรับผู้เทรด จึงได้ไปร่วมงานดังกล่าว ซึ่งก็เป็นไปตามที่ลูกความเคยได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไปก่อนหน้านี้แล้ว

ทนายภิรัช ยังยอมรับว่า ลูกความค่อนข้างได้รับผลกระทบจากการเป็นข่าว และการเป็นคดี แต่อย่างไรแล้วระหว่างนี้ ก็ต้องไปรวบรวมพยานหลักฐานและเอกสาร เพื่อใช้ชี้แจงตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป พร้อมเน้นย้ำว่า เราจะนำเอาพยานหลักฐานทุกอย่างมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหากับพนักงานสอบสวนทุกประเด็น

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นอกจาก นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ หรือ สส.ป้อม ที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ได้นัดหมายให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้วนั้น ยังมีกรณีของ นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือ ฟิล์ม ดาราชายชื่อดัง ที่พนักงานสอบสวนนัดหมายในช่วงบ่ายโมงวันนี้ โดยล่าสุดมีเพียงนายภาวุธ ที่ส่งทนายความขอเลื่อนหมายเรียกผู้ต้องหาในช่วงเช้า ส่วนนายรัฐภูมิ หรือ ฟิล์ม ยังไม่มีทนายความมาประสานขอเลื่อนหมายเรียกแต่อย่างใด และนอกจากนี้ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีการออกหมายเรียกผู้ต้องหาแก่ทั้ง 22 ราย ครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว โดยนัดหมายให้แต่ละรายเข้าพบตามกำหนด หรือหากผู้ใดต้องการขอเลื่อนหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ก็สามารถส่งเอกสารขอเลื่อนการรับทราบข้อกล่าวหาได้เช่นเดียวกัน

โปรดพระราชทานสมณศักดิ์ พระราชวัชราทร วัดไก่เตี้ย เป็น พระครูวัชราทร

โปรดพระราชทานสมณศักดิ์ พระราชวัชราทร วัดไก่เตี้ย เป็น พระครูวัชราทร

โปรดพระราชทานสมณศักดิ์ พระราชวัชราทร วัดไก่เตี้ย เป็น พระครูวัชราทร

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.56 น.

วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศพระราชทานสมณศักดิ์พระครูสัญญาบัตร 

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสมณศักดิ์ให้ พระราชวัชราทร วัดไก่เตี้ย กรุงเทพมหานคร เป็น พระครูวัชราทร เพื่อความเหมาะสมต่อการปฏิบัติศาสนกิจ 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 23 ก.ค. 2569 

ประกาศ ณ วันที่ 24 ก.ค. 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

นายกฯ ประชุมหัวหน้าส่วนราชการนัดแรก ยัน รัฐบาลมีเสถียรภาพ สั่ง ขรก.ห้ามเกียร์ว่าง

นายกฯ ประชุมหัวหน้าส่วนราชการนัดแรก ยัน รัฐบาลมีเสถียรภาพ สั่ง ขรก.ห้ามเกียร์ว่าง

นายกฯ ประชุมหัวหน้าส่วนราชการนัดแรก ยัน รัฐบาลมีเสถียรภาพ สั่ง ขรก.ห้ามเกียร์ว่าง

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.02 น.

นายกฯ ประชุมหัวหน้าส่วนราชการนัดแรก ยันรัฐบาลมีเสถียรภาพ อยู่ได้ด้วยผลงาน ไม่ดำรงอยู่ด้วยอำนาจรัฐ ลั่นเป็นครม.ของทุกคน ชม ขรก.วางตัวดี ไม่เอียงข้างช่วงเลือกตั้ง กำชับใกล้เกษียณอย่าปล่อยเกียร์ว่าง ทดเวลาไปถึงเกียร์ 10 เที่ยงคืน 1 ต.ค.69 ชี้ ฟื้นสัมพันธ์กัมพูชาอยู่บนเงื่อนไขไทยกำหนด ขอเชื่อมั่นรบ.-มั่นคง

เมื่อวันที่ 24 ก.ค.2569 ที่สำนักข่าวกรองแห่งชาติ วังปารุสกวัน ถนนราชดำเนินนอก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 1/2569 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง 

เมื่อมาถึงนายกฯเยี่ยมชมพระตำหนักวังปารุสกวัน ก่อนถ่ายภาพร่วมกับคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า และผู้บริหารสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ที่บริเวณหน้าพระตำหนักฯ

จากนั้นนายกฯกล่าวมอบนโยบายคณะหัวหน้าส่วนราชการฯ ว่า  วันนี้ต้องถือว่าเป็นโอกาสดีอันหนึ่งที่ตนได้มีโอกาสมาพบกับทุกท่าน ภายหลังจากการเข้ามาปฎิบัติหน้าที่ในการบริหารประเทศอีกวาระหนึ่ง ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่มีการดำเนินการข้อตกลงและมีการดำเนินนโยบายต่างๆมากมายในช่วงนี้ และเท่าที่ตนจำได้ เราเพิ่งพบกันครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2568 หลังจากนั้น 3 วันก็ยุบสภา พบกันก็คงไม่น่าจะมีอะไรเช่นนั้น เพราะสภาก็ปิดไปแล้วอย่างที่เรียนว่ารัฐบาลของตนได้เข้ามาทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่คราวที่แล้วตราบจนมาถึงปัจจุบันนี้ ตนต้องขอขอบคุณในความร่วมมือของปลัดกระทรวงและหัวหน้าส่วนราชการทุกท่านตลอดจน ผู้บัญชาการเหล่าทัพต้องกราบเรียนด้วยความซาบซึ้งและจริงใจว่าตนได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกท่าน ไม่ว่าจะสภาพของการบริหารงานของรัฐบาลเป็นอย่างไรก็ตาม

ในวาระอนุทิน 1 ทุกท่านคงทราบว่า ตอนนั้นรัฐบาลมีสถานะเป็นเสียงข้างน้อย หลายคนปรามาสว่าจะเข้ามาทำอะไรได้ นอกจากมารอวันยุบสภาตามข้อตกลงเอ็มโอยูกับฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ตั้งแต่เข้ามาเมื่อปลาย ส.ค.2568 ก็มีเหตุการณ์ต่างๆ มากมายที่ทำให้ความเป็นรัฐบาลไม่ว่าจะอยู่ในสภาพใดก็ตามก็ต้องทำการบริหารประเทศในภาวะสงคราม ภาวะความขัดแย้ง ภาวะอุทกภัยตั้งแต่เข้ามามีเรื่องเยอะแยะมากมาย เราต้องประสบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ของประเทศคือการสูญเสียสมเด็จพระพันปีหลวงทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นนั้น ถ้ารัฐบาลไม่ได้รับความร่วมมือร่วมใจจากท่าน เราก็คงไม่สามารถที่จะบริหารสถานการณ์ให้ผ่านพ้นไปได้ รวมถึงมีวิกฤตการณ์น้ำท่วม มีวิกฤตการณ์ถนนถล่ม และยังมีเรื่องอื่นๆอีกมากมาย

นายกฯ กล่าวว่า ตนได้เห็นการสนับสนุนของทุกฝ่าย ตนไม่ได้รู้สึกว่าเราได้แต่เพียงแต่ประคับประคองสถานการณ์แต่เราได้เข้าไปดำเนินการแก้ไขเรื่องกลไกของภาครัฐที่มีอยู่ และเมื่อเราบูรณาการงานร่วมกันสิ่งที่มีความเป็นความกังวล และสิ่งที่เป็นภัยก็ได้รับการบริหารและคลี่คลายลงไปด้วยความรวดเร็ว  สิ่งเหล่านี้ตนต้องขอกราบเรียนทุกท่านว่าในใจของตนทั้งหมด ตนทำงานกับทุกท่าน คงทราบว่าเรียกว่าศรีษะชนศีรษะกันเลย เวลาเราลงพื้นที่สภาพความเป็นนายกฯ เป็นรัฐมนตรีเป็นปลัดกระทรวง เรามีความเป็นข้าราชการที่ต้องลงไปดูแลสารทุกข์สุกดิบของประชาชน ตราบจนผ่านพ้นการเลือกตั้ง ตนก็ต้องขอชื่นชมและชมเชยหัวหน้าส่วนราชการทุกท่าน ที่ได้วางตัวได้อย่างเหมาะสม การที่วางตัวได้อย่างเหมาะสม ก็หมายความว่าในการเลือกตั้งไม่ได้ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้สึกถึงความได้เปรียบเสียเปรียบ ไม่มีคำติฉินทาหรือวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลถึงแม้ว่าจะยุบสภาไปแล้ว ก็ได้ใช้กลไกหรือต่างๆเพื่อก่อให้เกิดความได้เปรียบ ทุกคนวางตัวเป็นอย่างดี การวางตัวของท่านทำให้เกิดความเข้าใจ ในความเกรงอกเกรงใจ สังเกตได้ว่าตนไม่เคยกล้าไปหา ไปกวนพวกท่านให้ไปร่วมงานใดๆที่มีความคาบเกี่ยว เราต้องจัดวาระงานราชการลงไป แต่หลังเวลาราชการเราต้องลงพื้นที่หาเสียงลงพื้นที่ปราศรัย ตนเชื่อว่าท่านเข้าใจรัฐบาลและรัฐบาลจะไม่บอกให้ท่านมายืนแอบข้างหลัง ลองสังเกตดูว่าใครจะมา ใครจะไปไม่มี ถึงจุดนั้นเราต่างคนต่างไปปฏิบัติหน้าที่ของเรา ทำให้การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาผ่านพ้นไปได้ด้วยดี และตัวของตนสามารถกลับมาจัดตั้งรัฐบาล เพื่อมาบริหารราชการแผ่นดินและมาร่วมงานกับทุกท่านอีกครั้ง 

นายกฯ กล่าวอีกว่า ในฐานะนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลการบริหารราชการแผ่นดินและรับผิดชอบเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในประเทศนี้ ขอให้คำยืนยันกับท่านว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่มีความเข้มแข็ง มีความแข็งแรง มีเสถียรภาพ มีความเข้าใจกัน แม้กระทั่งในรัฐมนตรีที่มาจากพรรครวมรัฐบาล ในสภาผู้แทนราษฎร ในหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เราเน้นในเรื่องของภารกิจหน้าที่เป็นหลักไม่ได้เน้นเรื่องของการดำรงไว้ หรือดำรงอยู่ของการควบคุมอำนาจของรัฐ  ทั้งนี้ สำหรับตัวของตนท่านที่ได้สัมผัสและทำงานร่วมกับตนคงทราบว่าตนเป็นผู้ที่มีความเชื่อว่ารัฐบาลจะมีเสถียรภาพอยู่ได้หรืออยู่ไม่ได้อยู่ที่ผลงานของรัฐบาลเท่านั้น ซึ่งผลงานของรัฐบาลหลายๆอย่าง หลายส่วนต้องมาจากความร่วมมือ ของหัวหน้าส่วนราชการ ตนเชื่อว่าการรับนโยบายไปปฏิบัตินั้นสำหรับตน ตนมอบหมายให้กับพวกท่าน ตนไม่เคยมอบหมายข้ามสายงาน ข้ามศรีษะ ตนลงไปสั่งการด้วยตัวเอง เพราะว่าตนถือว่าการที่พวกท่านเป็นระดับหัวหน้าส่วนราชการแล้ว ตนมอบนโยบาย และแนวปฏิบัติไปกับท่าน  ตนก็ติดตามและให้การสนับสนุนในการทำนโยบายของรัฐบาลให้ประสบความสำเร็จ อย่างที่เรียนที่ผ่านมาถึงแม้ว่าเราจะมีสิ่งที่ต้องบริหารจัดการมากมาย แต่เมื่อใดก็ตามที่ท่านได้รับนโยบายไปแล้ว ท่านก็ได้ให้ความร่วมมือ จนทุกอย่างประสบความสำเร็จผ่านพ้นวิกฤตการณ์ทั้งด้านเศรษฐกิจ ในเรื่องที่เรามีส่วนเกี่ยวข้องและเรื่องที่เราไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เราก็สามารถที่จะแก้ไขสถานการณ์ทุกอย่างไปได้ เพราะฉะนั้นเลยทำให้ตนมีความเชื่อมั่นในตัวท่านมากๆ

นายกฯ กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องความมั่นคงทางตำรวจทางฝ่ายเจ้าพนักงานทางการทหารและเรื่องของการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมต่างๆตนได้เรียนไปยังหัวหน้าศูนย์ฝ่ายความมั่นคงว่าตนไม่เข้าใจว่า ตนไม่เข้าใจทำไมท่านมีคนที่เก่งมาก เก่งจนพอท่านบอกว่าเรื่องนี้มอบหมายให้คนนี้ให้นายพลคนนี้รับผิดชอบดูแลดำเนินการ ตนไม่เคยต้องกังวลว่าเรื่องนั้นจะไม่ประสบผลสำเร็ว เรื่องของการจัดการปราบสแกมเมอร์ทหารจัดการได้อย่างดี เรื่องของการดำเนินคดีต่อเนื่องขยายผลตำรวจจัดการได้อย่างดีเรื่องยาเสพติดทุกฝ่ายก็บูรณาการดำเนินได้เป็นอย่างดีทุกอย่าง รวมถึงมีกลไกต่างๆที่เราสามารถไปขับเคลื่อน แทนที่จะทำให้มันเป็นเรื่องการตรวจสอบระหว่างองค์กรอิสระกับหน่วยงานของรัฐบาลเราแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของความตั้งใจและความเป็นมืออาชีพ จนเดี๋ยวนี้ถ้ามีคดีใหญ่ๆองค์กรอิสระต่างๆยังทำเรื่องมาขอความร่วมมือว่าเรื่องการสนับสนุนด้านบุคลากร ด้านข้อมูลข่าวสารต่างๆจากหน่วยงานที่สำคัญกับรัฐบาล ก็แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจและความไว้เนื้อเชื่อใจในรัฐบาลของตนได้แสดงให้เห็นอย่างเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าถ้ามันคือเรื่องประโยชน์ของพี่น้องประชาชน เรื่องประโยชน์ของชาติ ขอให้ท่านได้มั่นใจรัฐบาลไม่มีสิทธิ์ที่จะมองเห็นประโยชน์ส่วนตนหรือประโยชน์ในทางการเมืองหรือประโยชน์ในการถือครองอำนาจรัฐเอาไว้เหนือกว่าประโยชน์ของประเทศและประชาชน

“ผมคิดว่าท่านทั้งหลายที่ทำงานร่วมกับผมคงได้เห็นแนวทางการทำงานของผมอย่างชัดเจน พวกเรา ทุกคนในห้องนี้ ถ้าไม่อยู่ในสถานะทางการเราก็เรียกพี่ เรียกน้องกันทุกคน  ผมไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ในวาระแต่งตั้งผบ.ตร.คนใหม่ ผมบอกให้เชื่อมั่นในดุลพินิจของผม  ผมยึดมั่นในเรื่องของคุณสมบัติที่ท่านทั้งหลายได้ปฏิบัติมาโดยตลอดรวมไปถึงหัวหน้าส่วนราชการทุกคน สิ่งที่ผมจะขอความร่วมมือจากทุกท่านคือ ณ ขณะนี้ ถ้าท่านติดตามข่าวสารหรือมีโอกาสร่วมคณะกับผมในการเดินทางไปเยือนนานาประเทศท่านคงได้เห็นถึงสถานะ (positions ) ของประเทศไทยในสายตานานา ประเทศเราไม่ได้ต้องการไปแค่ไปเช็คแฮนด์ ยืนยิ้มแต่ประเทศไทยได้กลับสู่จอร์เรด้า ซึ่งหมายถึงเมื่อไปที่ไหนจะต้องมีหัวข้อมีความร่วมมือ มีการทำบันทึกข้อตกลง และการลงทุนต่างๆ ทุกท่านจะเห็นว่าประเทศไทยเปิดตัวกับนานาประเทศมากขึ้น เพราะเรามีความพร้อม ซึ่งรัฐบาลในอดีตวางรากฐานที่ดี แม้กระทั่งรัฐบาล คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่วางรากฐานในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆมา แต่กว่าจะพร้อมใช้เวลา 7-10 ปี ถือว่ารัฐบาลนี้โชคดีที่ได้มาบริหารประเทศในขณะที่โครงสร้างพื้นฐานต่างๆเกิดความพร้อมมีความชัดเจนจับต้องได้ ทำให้การตัดสินใจต่างๆของมิตรประเทศเกิดขึ้น

นายกฯ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน เราก็ยังมีความเข้าไม่เข้าใจกับประเทศเพื่อนบ้านของเรา เป็นสิ่งที่เราไม่ได้อยากให้เกิดขึ้น แต่เรามีเกียรติภูมิ มีอธิปไตยของประเทศที่ต้องนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณา  ยืนยันว่าทุกครั้งที่ได้พบกับผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน มีการพูดคุยกันในแนวโน้มที่ดี ทราบถึงความรู้สึกได้ว่าผู้นำของประเทศเพื่อนบ้านก็ไม่ได้ต้องการให้มีสภาพเช่นนี้ แต่ด้วยความที่ประเทศไทยยืนหยัดในนโยบายว่าเราไม่เคยรุกรานใครก่อน เราก็เคารพอธิปไตยของผู้อื่น และไม่ต้องการให้มีความขัดแย้ง แต่ถ้าโดนคุกคามถูกเอาเปรียบ ถูกทำร้าย ประเทศไทยก็ต้องตอบโต้ด้วยความเฉียบขาดเด็ดขาด  ดังนั้นในขณะนี้ที่เราได้ควบคุมสถานการณ์ทั้งหมด การที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ ตนได้แจ้งผู้นำกัมพูชาไปว่าขึ้นอยู่กับท่านแล้ว ประเทศไทยพร้อมที่จะเจรจา แต่เจรจาบนพื้นฐานที่ประเทศไทยได้วางเอาไว้ ส่วนไหนที่เรายอมได้แล้วไม่เกิดผลเสียต่อประเทศก็มาคุยกัน แต่ส่วนไหนที่เป็นการต่อรองกัน เพื่อให้มาพบกันตรงจุดใดจุดหนึ่งแล้วเกิดผลเสียกับประเทศไทย ตรงนี้ก็ต้องขอสงวนสิทธิ์ว่าอย่าเอาเข้ามาในวาระ สิ่งเหล่านี้มีความชัดเจน 

นายกฯ กล่าวอีกว่า ตนได้แจ้งกับที่ประชุมทุกครั้งกับทั้งภาครัฐ และเอกชน หรือหน่วยงานไหนก็ตาม ว่าตนมั่นใจในหน่วยงานความมั่นคงของประเทศไทยที่ได้ปกป้องพิทักษ์ความเป็นเอกราชของประเทศด้วยความเรียบร้อย ไม่มีสิ่งที่น่ากังวลใดๆ การวางแผนสิ่งต่างๆทางการลงทุนขยายกิจการต่างๆ ก็ขอให้ถือว่าเหตุการณ์ในประเทศนี้มีความเป็นปกติมีความปลอดภัย ตนได้เน้นย้ำกับความมั่นคงว่าให้ประชาชนรู้ว่าอธิปไตยของเขามีความปลอดภัย ประเทศของเขาปลอดภัย  ซึ่งหน่วยงานความมั่นคงก็ให้คำยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งตนในหัวหน้ารัฐบาลก็มีความมั่นใจ ทั้งนี้ ในส่วนของภาคพลเรือนการให้บริการประชาชน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข ความมั่นคงภายในประเทศ ขอให้ฝ่ายปกครองดำเนินการอย่างเต็มที่ ในการอำนวยความสะดวกกับพี่น้องประชาชน ให้มีการบูรณาการร่วมกัน หัวหน้าส่วนราชการราชต้องเคลียร์ทุกประเด็นให้หมด อย่าไปมองแบบแยกกระทรวงหรือรักษาผลประโยชน์เฉพาะกระทรวง เพราะปัจจุบันเป็นไปไม่ได้แล้ว เหมือนที่ตนเคยบอกว่าคณะรัฐมนตรี(ครม.) ของตนไม่ใช่ครม. รัฐบาลผสมภูมิใจไทย เพื่อไทย แต่เป็นครม.ของประเทศไทย ครม.ของทุกคนในการแสวงหาความร่วมมือ เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งวันนี้เรามีความพร้อมในทุกๆด้าน 

นายกฯ กล่าวด้วย ส่วนการเดินหน้าเรื่องการเจรจากับต่างประเทศ ต้องใช้ความร่วมมือจากทุกกระทรวง และทุกหน่วยงาน เพราะเกี่ยวพันกันหมด จึงหนีไม่พ้นที่หัวหน้าคณะเจรจาของเรา ก่อนที่จะเดินทางไปเจรจา หัวหน้าส่วนราชการทุกท่านต้องติดอาวุธการเจรจาเข้าไปให้พร้อม เมื่อไปถึงถ้าท่านบอกว่าขอกลับไปปรึกษาก่อน ความเสียหายความเสียเปรียบจะเกิดขึ้นอย่างมหาศาล ดังนั้น เมื่อท่านได้รับความเห็นชอบจากครม.แล้วในการเจรจา ถือว่าได้รับความเห็นชอบ และไปในนามรัฐบาล แทนที่เราจะได้เปรียบจะทำให้บทสรุปหายไป คู่เจรจาจะจับไต๋เราได้หมด ซึ่งจะทำให้เราเสียเปรียบ เราจึงต้องบริหารราชการด้วยศักยภาพ ด้วยความร่วมมือบูรณาการอย่างเต็มที่ตราบใดที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ ตนจะประชุมจนท่านเบื่อ ตนมีความสุขมากในการพูดคุยเรื่องต่างๆ จะไม่ใช่แค่มาเปิดแล้วมาปิดการประชุม ตนยินดีให้เวลาอย่างเต็มที่เพื่อที่ประเทศจะก้าวหน้าไปได้ เราควรจะประชุมกันสองเดือนครั้งเป็นอย่างต่ำ เพราะถ้าเจอกันทุกเดือนคงไม่ได้มีโอกาสที่จะอำนวยมากขนาดนั้น แต่

“ผมพูดเสมออายุราชการของท่านคือเที่ยงคืนวันที่ 1 ต.ค.69 ไม่ใช่ตอนนี้ไม่ใช่เดือนก.ค. ที่บอกว่าเริ่มทดเกียร์ห้า เกียร์สี่ เกียร์สามหรือบางคนปล่อยเกียร์ว่างไม่ได้ อยู่เกียร์ห้าแล้วยังคงต้องทดไปถึงเกียร์สิบ เผลอๆผมอาจจะต้องขอท่านมาช่วยงานต่อด้วยซ้ำ ก็ขอให้พวกท่านตระหนักถึงประเด็นนี้ด้วยว่าหน้าที่ของท่านคือ 24 ชั่วโมง” นายกฯ กล่าว

‘ธนกร’แย้ง’อภิสิทธิ์’ ทุกข้อเสนอแนะรัฐบาลหยิบไปพิจารณา แจงอาจไม่ทันใจฝ่ายค้านบ้าง เพราะบางเรื่องต้องใช้เวลา

'ธนกร'แย้ง'อภิสิทธิ์' ทุกข้อเสนอแนะรัฐบาลหยิบไปพิจารณา แจงอาจไม่ทันใจฝ่ายค้านบ้าง เพราะบางเรื่องต้องใช้เวลา

‘ธนกร’แย้ง’อภิสิทธิ์’ ทุกข้อเสนอแนะรัฐบาลหยิบไปพิจารณา แจงอาจไม่ทันใจฝ่ายค้านบ้าง เพราะบางเรื่องต้องใช้เวลา

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.48 น.

“ธนกร”แย้ง“อภิสิทธิ์” ทุกข้อเสนอแนะรัฐบาลหยิบไปพิจารณา แจงอาจไม่ทันใจฝ่ายค้านบ้าง เพราะบางเรื่องต้องใช้เวลา เผยนายกฯ ไม่เคยนิ่งนอนใจ สั่งการใกล้ชิด ห้ามทอดทิ้งประชาชน

24 กรกฎาคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่ารัฐบาลเคยประกาศว่าจะเอาจริงเอาจังกับการปรับโครงสร้างพลังงาน แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏกลับพบว่าราคาน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ว่า ต้องขอบคุณความเห็นของนายอภิสิทธิ์ เพราะพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นชื่อเรื่องการเป็นฝ่ายค้านมืออาชีพที่ตรวจสอบโครงการต่างๆ อย่างเข้มข้นอยู่แล้ว ดังนั้น รัฐบาลจะนำข้อเสนอแนะเหล่านี้ไปพิจารณาอย่างแน่นอน เพียงแต่นายอภิสิทธิ์ก็ทราบดีว่า เรื่องบางเรื่อง นโยบายบางนโยบายนั้นต้องใช้เวลาในการดำเนินการบ้าง นอกจากนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็พูดชัดเจนว่า ให้รัฐมนตรีทุกคนเร่งทำผลงานเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน ดังนั้น หากรัฐมนตรีท่านไหนทำหน้าที่ไม่ได้ เชื่อว่าท่านนายกฯ ย่อมมีวิธีดำเนินการต่อไปอยู่แล้ว ทั้งการตักเตือนไปจนถึงวิธีการอื่นๆ

ส่วนกรณีที่นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ข้อเรียกร้องของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งเรื่องการทบทวนภาษีสรรพสามิต และการดึงภาคเอกชนที่ได้รับผลประโยชน์จากภาวะความผันผวนของราคาน้ำมันเข้ามาร่วมแบ่งรับภาระกลับเงียบหายไปนั้น นายธนกร กล่าวว่า ทุกข้อเรียกร้องรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องย่อมต้องนำไปพิจารณาอยู่แล้ว เพียงแต่อาจจะไม่ได้ประกาศเป็นข่าวออกมา หรืออาจจะไม่ทันใจฝ่ายค้านบ้างก็เท่านั้นเอง แต่คงไม่ถึงกับเงียบหายไปแน่นอน ส่วนการที่เสนอให้ดึงภาคเอกชนที่ได้รับผลประโยชน์จากภาวะความผันผวนของราคาน้ำมันมาร่วมด้วยนั้น เรื่องนี้ละเอียดอ่อน เพราะไม่ใช่เรื่องที่อยู่ๆ จะไปชี้ว่าบริษัทเอกชนรายนั้นรายนี้ว่าเขาได้ประโยชน์ เชื่อว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคงกำลังพิจารณารายละเอียดเพื่อความรอบคอบอยู่ ขอให้นายอภิสิทธิ์ใจเย็นๆ เพราะรัฐบาลเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้แน่นอน

“รัฐบาลเข้าใจดีว่า ปัญหาเศรษฐกิจในขณะนี้ ปัจจัยหนึ่งอาจจะมาจากต้นทุนทางด้านพลังงาน ซึ่งท่านนายกฯ เองก็สั่งการอย่างใกล้ชิด และมีนโยบายต่างๆ ทยอยออกมา เช่น มาตรการลดค่าไฟฟ้าสำหรับประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าน้อย เป็นต้น เพียงแต่เรื่องบางเรื่องต้องดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน อาจจะใช้เวลาบ้าง แต่รัฐบาลไม่มีวันทอดทิ้งพี่น้องประชาชนแน่นอน” นายธนกร กล่าว