AOT-TH ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ดูรั้วชายแดน เขื่อนกั้นทะเล พื้นที่ จันทบุรี-ตราด

AOT-TH ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ดูรั้วชายแดน เขื่อนกั้นทะเล พื้นที่ จันทบุรี-ตราด

AOT-TH ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ดูรั้วชายแดน เขื่อนกั้นทะเล พื้นที่ จันทบุรี-ตราด

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.12 น.

AOT-TH ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ดูรั้วชายแดน-เขื่อนกั้นทะเล พื้นที่ จันทบุรี-ตราด พร้อมฟังข้อเท็จจริงสถานการณ์ชายแดน จับตาการปฏิบัติตามข้อตกลง Joint Statement เตรียมจัดทำรายงานเสนอ AOT-HQ

เมื่อวันที่ 5 ก.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างวันที่ 1–2 ก.ค.2569 คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนประจำประเทศไทย (ASEAN Observer Team–Thailand: AOT-TH) ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนฝ่ายไทย และผู้แทนจากสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ (Republic of the Philippines) สาธารณรัฐอินโดนีเซีย (Republic of Indonesia) และประเทศมาเลเซีย (Malaysia) นำโดย พล.อ.ต.ชิตพล ก่อกิจสัมมากุล ผู้อำนวยการสำนักวิเทศสัมพันธ์ กรมข่าวทหาร พร้อมด้วย BG Gregorio Nieveras – OIC, AOT-TH จากสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายอาเซียน เดินทางลงพื้นที่สังเกตการณ์ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่และการปฏิบัติด้านความมั่นคงของฝ่ายไทย

ในการลงพื้นที่ คณะ AOT-TH ได้รับฟังการบรรยายสรุปจากหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรีเกี่ยวกับพื้นที่รูปตัว ก ซึ่งอยู่ระหว่างหลักเขตแดนที่ 64–65 บริเวณคลองตะเคียน อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ก่อนเดินทางไปสังเกตการณ์ ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด และจุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม โดยรับทราบการปฏิบัติงานของหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรีร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานฝ่ายพลเรือน ในการบริหารจัดการจุดผ่านแดนทั้งสองแห่ง เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศควบคู่กับการอำนวยความสะดวกด้านมนุษยธรรม

จากนั้น คณะฯ ได้ลงพื้นที่ในเขตรับผิดชอบของหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด โดยเดินทางไปยังบริเวณเขื่อนดักตะกอน ซึ่งเป็นพื้นที่โครงการก่อสร้างตามแผนพัฒนาคาสิโนเกาะกงของกัมพูชา เพื่อใช้เป็นท่าเทียบเรือและรองรับกิจกรรมทางการค้าบริเวณชายแดน พร้อมเยี่ยมชมศาลาราชการุณย์ จังหวัดตราด ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจในการช่วยเหลือผู้อพยพชาวกัมพูชา

นอกจากนี้ คณะฯ ได้เดินทางไปยังหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานนาวิกโยธิน เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปจากหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด และหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 2 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ตามแนวชายแดนระยะทาง 171 กิโลเมตร โดยได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ การปฏิบัติด้านความมั่นคง ตลอดจนการดำเนินงานด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

การลงพื้นที่สังเกตการณ์ครั้งนี้ ทำให้คณะ AOT-TH ได้รับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา รวมถึงข้อมูลกรณีที่ฝ่ายกัมพูชาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงตาม Joint Statement ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2568 โดยคณะผู้สังเกตการณ์ให้ความสนใจต่อข้อมูลที่ได้รับฟัง พร้อมซักถามรายละเอียดเกี่ยวกับการปฏิบัติของทั้งสองฝ่ายในประเด็นต่าง ๆ เพื่อประกอบการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน

ทั้งนี้ BG Gregorio Nieveras – OIC, AOT-TH จากสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายอาเซียน จะรวบรวมผลการสังเกตการณ์จากการลงพื้นที่ครั้งนี้ พร้อมจัดทำรายงานเสนอต่อ AOT-HQ เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

สุริยะ จ่อชงปรับเงินช่วยปลูกข้าว เพิ่มเป็นไร่ละ 2,000 บาท จำกัด 10 ไร่

สุริยะ จ่อชงปรับเงินช่วยปลูกข้าว เพิ่มเป็นไร่ละ 2,000 บาท จำกัด 10 ไร่

สุริยะ จ่อชงปรับเงินช่วยปลูกข้าว เพิ่มเป็นไร่ละ 2,000 บาท จำกัด 10 ไร่

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.35 น.

สุริยะ เผยผลสำเร็จโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ไร่ละ 1,000 บาท เข้าเป้าช่วยลดต้นทุนการผลิตและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 5 หมื่น 7 พันล้านบาท พร้อมเตรียมเสนอปรับเกณฑ์ช่วยเหลือเป็นไร่ละ 2,000 บาท ครอบคลุมไม่เกิน 10 ไร่ และเดินหน้ามาตรการส่งเสริมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนาไทยอย่างยั่งยืน

6 กรกฎาคม 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ล่าสุดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนิน โครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2567/68 หรือโครงการสนับสนุนไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 10 ไร่ เพื่อช่วยเสริมความพร้อมให้เกษตรกรในรอบการผลิตโดยให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของภาคเกษตรไทย

สำหรับโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ลดค่าใช้จ่ายในการเพาะปลูก และส่งเสริมให้การผลิตข้าวมีความคุ้มค่ามากขึ้น โดยกำหนดหลักเกณฑ์ สนับสนุนไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 10 ไร่ หรือไม่เกิน 10,000 บาทต่อครัวเรือน 

อย่างไรก็ตามจากผลการประเมิน พบว่า โครงการสามารถ โอนเงินสนับสนุนถึงมือเกษตรกร 4.515 ล้านครัวเรือน หรือร้อยละ 99.98 ของเป้าหมาย คิดเป็น วงเงินสนับสนุน 36,716.44 ล้านบาท ครอบคลุม พื้นที่ได้รับเงินสนับสนุน 36.71 ล้านไร่ สะท้อนว่าระบบการดำเนินงานสามารถเข้าถึงเกษตรกรได้อย่างครอบคลุม

ทั้งนี้ ผลประเมินยังพบว่า เงินสนับสนุนมีส่วนช่วยให้เกษตรกรจัดหาปัจจัยการผลิตที่จำเป็นได้มากขึ้น เช่น ปุ๋ย สารกำจัดศัตรูพืช การเตรียมดิน และเมล็ดพันธุ์ ทำให้ดูแลแปลงนาได้ดีขึ้น โดยพบว่า ค่าใช้จ่ายในการผลิตข้าวลดลงเฉลี่ย 463.02 บาทต่อไร่ หรือร้อยละ 12.22 ขณะที่ ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 79.29 กิโลกรัมต่อไร่ หรือร้อยละ 16.85 และ มูลค่าผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1,898.50 บาทต่อไร่ หรือร้อยละ 38.46 เมื่อประเมินประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยรวม จากค่าใช้จ่ายในการผลิตข้าวที่ลดลง และมูลค่าผลผลิตข้าวที่เพิ่มขึ้น พบว่า โครงการก่อให้เกิด ประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยรวมประมาณ 57,473.48 ล้านบาท หรือประมาณ 1.57 เท่าของวงเงินสนับสนุนโครงการ และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจได้รับผลจากปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น สภาพอากาศ ราคาข้าวในตลาด และการบริหารจัดการของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่

“ผลการประเมินครั้งนี้สะท้อนว่า มาตรการของภาครัฐสามารถช่วยเสริมสภาพคล่องให้เกษตรกรได้อย่างครอบคลุม และมีส่วนช่วยให้เกษตรกรบริหารจัดการการผลิตได้ดีขึ้น กระทรวงเกษตรฯ จะนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้พัฒนามาตรการให้ตอบโจทย์การลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับคุณภาพการผลิตข้าวของไทย เพื่อให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งมากขึ้นในระยะต่อไป” นายสุริยะ กล่าว

นายสุริยะ กล่าวด้วยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงผู้แทนเกษตรกร ได้เสนอในการกำหนดหลักเกณฑ์สนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ไร่ละ 2,000 บาท ครัวเรือนละ ไม่เกิน 10 ไร่ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวจากต้นทุนการผลิต ซึ่งที่ประชุมฯได้มอบหมายให้กระทรวงฯนำกลับมาทบทวนนั้น ในการประชุมอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต ที่จะมีขึ้นเร็วๆนี้ กระทระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้ง 

นอกจากนี้ยังมีมาตรการอื่นๆที่จะช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ ข้าวประณีต ข้าวเฉพาะทาง และการปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและไม่แน่นอนในปัจจุบัน

ปรับขึ้น 20 สตางค์/ฟอง!! พรุ่งนี้ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มอยู่ที่ 3.80 บาทต่อฟอง จากเดิม 3.60 บาท

ปรับขึ้น 20 สตางค์/ฟอง!! พรุ่งนี้ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มอยู่ที่ 3.80 บาทต่อฟอง จากเดิม 3.60 บาท

ปรับขึ้น 20 สตางค์/ฟอง!! พรุ่งนี้ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มอยู่ที่ 3.80 บาทต่อฟอง จากเดิม 3.60 บาท

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.38 น.

เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ 4 แห่ง ประกาศปรับราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเกษตรกรเป็นฟองละ 3.80 บาท จากเดิม 3.60 บาท มีผลพรุ่งนี้​ นับเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบกว่า 3 เดือน หลังตรึงราคามาตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม โดยผู้เลี้ยงระบุว่าผลผลิตยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ขณะที่ความต้องการบริโภคทยอยฟื้นตัว

เมื่อวันที่ 5 ก.ค.2569 เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ประกอบด้วย สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่-ลำพูน จำกัด และสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ลุ่มแม่น้ำน้อย จำกัด ออกประกาศแจ้งสมาชิกและเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ให้ใช้ราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มสำหรับไข่น้ำหนัก 20.5 กิโลกรัมขึ้นไปที่ฟองละ 3.80 บาท หรือ 114 บาทต่อแผง เพิ่มขึ้น 20 สตางค์ต่อฟองจากราคาเดิม โดยจะใช้จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงราคาในครั้งต่อไป

ขณะที่นายปราโมช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ กล่าวว่า ผลผลิตไข่ไก่ยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ แม้สภาพอากาศจะคลี่คลายจากช่วงฤดูร้อน แต่ยังมีความแปรปรวน ประกอบกับยังพบโรคไข่ลดในบางพื้นที่ ส่งผลให้แม่ไก่บางส่วนให้ผลผลิตลดลง ทำให้ปริมาณไข่ไก่ออกสู่ตลาดยังไม่นิ่ง

อย่างไรก็ตามแม้ว่าสถานการณ์ด้านพลังงานจะเริ่มคลี่คลาย แต่ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้นก่อนหน้านี้ยังไม่ปรับลดลง ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงไก่ไข่ยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม หากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับลดลงในระยะต่อไป ก็จะช่วยผ่อนคลายแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้

ขณะเดียวกัน ความต้องการบริโภคไข่ไก่ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงปิดภาคเรียนที่ผ่านมา หลังสถานศึกษากลับมาเปิดการเรียนการสอนตามปกติ ประกอบกับกำลังซื้อของผู้บริโภคเริ่มฟื้นตัว โดยมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส มีส่วนช่วยให้การบริโภคฟื้นตัว ส่งผลให้อุปสงค์และอุปทานในตลาดกลับมาใกล้เคียงกันมากขึ้น

ทั้งนี้ที่ผ่านมาผู้เลี้ยงพยายามประคับประคองราคาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมมาอย่างต่อเนื่อง และคาดหวังว่า​การปรับราคาแนะนำในครั้งนี้จะช่วยให้เกษตรกรสามารถดำเนินการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งพยายามรักษาระดับราคาดังกล่าวไว้ตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้ หากไม่มีปัจจัยผิดปกติเข้ามากระทบ

ปัจจัยด้านผลผลิตไข่ไก่ในช่วงนี้ยังได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน และการยังพบโรคไข่ลด (Egg Drop Syndrome: EDS) ในบางพื้นที่ ส่งผลให้แม่ไก่บางส่วนให้ผลผลิตลดลง ทำให้ปริมาณไข่ไก่ออกสู่ตลาดยังไม่สม่ำเสมอ ขณะที่กรมปศุสัตว์ยังคงดำเนินมาตรการเฝ้าระวังเชิงรุก พร้อมแนะนำผู้เลี้ยงให้เข้มงวดระบบความปลอดภัยทางชีวภาพภายในฟาร์ม เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรค โดยโรคดังกล่าวไม่ติดต่อสู่คน จึงไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการบริโภคไข่ไก่

ก่อนหน้านี้ เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ได้ปรับราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มจากฟองละ 3.20 บาท เป็น 3.40 บาท เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ก่อนขยับเป็นฟองละ 3.60 บาท ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2569 และตรึงราคาไว้เป็นเวลากว่า 3 เดือน เนื่องจากในช่วงปิดภาคเรียนกำลังซื้อของผู้บริโภคชะลอตัว อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเปิดภาคเรียน ประกอบกับมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐที่ช่วยเพิ่มกำลังซื้อและการบริโภค ส่งผลให้ความต้องการไข่ไก่ปรับตัวดีขึ้น ก่อนที่เครือข่ายฯ จะประกาศปรับราคาแนะนำขึ้นเป็นฟองละ 3.80 บาท ซึ่งมีผลวันที่ 6 กรกฎาคม 2569

เตรียมความพร้อม ‘Miss & Mister Earth Thailand 2026’ เปิดตารางประกวดรอบตัดสิน 30 ส.ค.นี้!

เตรียมความพร้อม 'Miss & Mister Earth Thailand 2026' เปิดตารางประกวดรอบตัดสิน 30 ส.ค.นี้!

เตรียมความพร้อม ‘Miss & Mister Earth Thailand 2026’ เปิดตารางประกวดรอบตัดสิน 30 ส.ค.นี้!

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.26 น.

ดร.น้อง สิริกานต์ นำทีมประชุมใหญ่เตรียมความพร้อม Miss & Mister Earth Thailand 2026 ปรับกลยุทธ์เข้มข้น มุ่งแก้ปัญหาสังคม-สิ่งแวดล้อมระดับโลก พร้อมเปิดตารางประกวดรอบตัดสิน 30 ส.ค. นี้!

องค์กรมิสเอิร์ธไทยแลนด์ จัดประชุมหารือเตรียมความพร้อมในการประกวด Miss & Mister Earth Thailand 2026 นำโดย ดร.น้อง-สิริกานต์ อ้นสนกราน ประธานองค์กรฯ และ คุณเนย-นฤภร นฤปิติ รองกรรมการองค์กรฯ พร้อมด้วย เมฆ-จิรกิตติ์ (ผู้จัดการกองประกวด), เต๋า ทีวีพูล, หมอเลิฟ-สุรางคนา ขุนเณร (Miss Earth Fire Thailand 2025) และทีมหนุ่มๆ มิสเตอร์เอิร์ธ 2025 นำโดย ภัค ปภังกร, บ๊อบบี้ ปณชัย, เอิร์ธ วรดร, เบิร์ธ ณัทธา, ธอม ทศวรรต และ Brand Ambassador ยศ ระวังพาล ร่วมระดมสมองปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญ

ดร.น้อง สิริกานต์ เปิดใจถึงทิศทางการประกวดในปีนี้ว่า ‘ยุคนี้ต้องมีการปรับกลยุทธ์เพื่อผลักดันให้ผู้เข้าประกวดได้แสดงสปิริตและทำโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อโลกอย่างแท้จริง โดยการประชุมครั้งนี้ได้ระดมไอเดียในประเด็นสำคัญ ทั้งการยกระดับคุณภาพชีวิตและเน้นย้ำเรื่องสถาบันครอบครัวเพื่อลดแรงกดดันของวัยทำงาน ตลอดจนปัญหาโลกร้อน, ฝุ่น PM 2.5 และการจัดการขยะล้นโลกที่ต้องทำให้ง่ายและลงมือทำได้จริง เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ พร้อมมุ่งเน้นการทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชนทุกภาคส่วน เพื่อให้ผู้เข้าประกวดเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประชาคมโลกและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

“หากเราไม่สนโลก โลกก็ไม่สนเรา การประกวดครั้งนี้ไม่ใช่แค่สีสัน แต่คือการสร้างความมั่นใจและให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการปกป้องโลกใบนี้ร่วมกัน” ดร.น้อง กล่าวทิ้งท้าย พร้อมเชิญชวนผู้สนใจสมัครเข้าประกวดตั้งแต่วันนี้ – 9 สิงหาคม 2569

เกาะติดตารางการประกวด Miss & Mister Earth Thailand 2026

วันนี้ – 9 สิงหาคม 2569 : เปิดรับสมัครผู้เข้าประกวด

3 สิงหาคม 2569 : งานแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ

16 สิงหาคม 2569 : รอบออดิชั่น (Audition)

19 – 23 สิงหาคม 2569 : กิจกรรมเก็บตัวรูปแบบไฮบริด (Hybrid)

24 – 28 สิงหาคม 2569 : กิจกรรมเก็บตัวเต็มรูปแบบ ณ โรงแรมเอ็นสิริ ลำลูกกา ปทุมธานี

26 สิงหาคม 2569 : การประกวดรอบชุดว่ายน้ำ (Swimsuit Round) ณ โรงแรมเอ็นสิริ ลำลูกกา ปทุมธานี

30 สิงหาคม 2569 : การประกวดรอบตัดสิน (Final Round) ณ CDC  crystal design center

เปิด “ขุมพลังอีสาน” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่าน Isan Creative Festival 2026 กับโปรแกรมห้ามพลาดพลิกโอกาสใหม่ของภูมิภาค

เปิด “ขุมพลังอีสาน” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่าน Isan Creative Festival 2026 กับโปรแกรมห้ามพลาดพลิกโอกาสใหม่ของภูมิภาค

เปิด “ขุมพลังอีสาน” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่าน Isan Creative Festival 2026 กับโปรแกรมห้ามพลาดพลิกโอกาสใหม่ของภูมิภาค

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.28 น.

เตรียมปักหมุดนับถอยหลังไปกับ “เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2569” หรือ ISAN Creative Festival 2026 (ISANCF2026) ภายใต้ธีม “นอร์ทอีสเดิ้น : NORTHEAST MODERN พร้อมสรรพ | ปรับตัว | ม่วนมิตร” ชวนค้นพบศักยภาพใหม่ของภาคอีสานที่เต็มไปด้วยความ “เดิ้น” ทั้งผู้คน ธุรกิจโลคัลที่พร้อมเปิดบ้าน และชุมชนที่รอต้อนรับอย่างม่วนมิตร พร้อมด้วยโปรแกรมสร้างสรรค์กว่า 200 โปรแกรม ครบเครื่องแบบปรุงจัด! ทั้งนิทรรศการที่ชวนตั้งคำถามถึงหน้าฝน ให้กลายเป็นแหล่งโอกาสทางธุรกิจ, เวทีที่ชวนแลกเปลี่ยนมุมมองธุรกิจที่พาให้ทุกคนรอด, Fine Dining จากวัตถุดิบอีสานจับคู่กับสุราพื้นถิ่น, นิทรรศการเศรษฐกิจแห่งการปรับตัว ผ่านกรณีศึกษาจาก 20 จังหวัดทั่วอีสาน, เวทีของทุกจังหวะโอกาสทางดนตรี และความร่วมมือกับนานาชาติกว่า 13 ประเทศ ระหว่างวันที่ 11 – 19 กรกฎาคม 2569 เวลา 11.00 – 21.00 น. ใน 4 พื้นที่หลักของจังหวัดขอนแก่น ได้แก่ TCDC ขอนแก่น, เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส, ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ศรีจันทร์ และศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติไคซ์ (KICE) ทั่วจังหวัดขอนแก่นและภาคอีสาน

เปิดโปรแกรมไฮไลต์โชว์ความ “เดิ้น” พร้อมสรรพ ปรับตัว ม่วนมิตร

ภาพจำของ “ภาคอีสาน” ของใครหลาย ๆ คน อาจมองภูมิภาคนี้ด้วยข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์และถูกมองเป็นเพียงแหล่งแรงงานและพื้นที่เกษตรกรรม แต่อีสานในวันนี้ ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อ “พลังอีสาน” กำลังกลายเป็น “ขุมทรัพย์แห่งอนาคต” ของประเทศไทย CEA จึงเดินหน้าผลักดันวางตำแหน่งภาคอีสานให้เป็น “ขุมทรัพย์แห่งอนาคต” และหนึ่งใน Growth Engine สำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ ด้วยศักยภาพที่ครบครันทั้งทุนวัฒนธรรม ทำเลยุทธศาสตร์เชื่อมลุ่มแม่น้ำโขง และทุนมนุษย์ที่พร้อมสร้างสรรค์นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ ซึ่งสะท้อนผ่านการจัดเทศกาลฯ ในปีนี้ ทั้ง 3 แกนหลัก ได้แก่ 1. Creative Hub 2. Location Strategy และ 3. Human Capital ด้วยกิจกรรมไฮไลต์ที่น่าสนใจ ดังนี้

1. Creative Hub : แปลงทุนวัฒนธรรม สู่มูลค่าเศรษฐกิจใหม่

อีสานมีทุนทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น ทั้งอาหาร ดนตรี ภาษา งานหัตถกรรม งานออกแบบ ภาพยนตร์ คอนเทนต์ ศิลปะร่วมสมัย รวมถึงภาคเกษตรมูลค่าสูง ที่สามารถต่อยอดผ่านการออกแบบ นวัตกรรม การวิจัยและพัฒนา (R&D) และทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เพื่อสร้างสินค้า บริการ และประสบการณ์ร่วมสมัยมูลค่าสูง สะท้อนผ่านการจัดกิจกรรมต่าง ๆ

นิทรรศการ “เซิร์ฟอีสาน” (The Isan Server Exhibition) เปลี่ยนวิถีชีวิตและเรื่องเล่าพื้นบ้านสู่การออกแบบเกมอัตลักษณ์ระดับสากล เปิดพื้นที่เรียนรู้ประสบการณ์จริงจากผู้เล่นสู่ผู้สร้าง เพื่อเปลี่ยนไอเดียจากรากเหง้าสู่โครงร่างเกมที่จับต้องได้

นิทรรศการ“แซบ ซี๊ด เต็ม” (The ZAAP System Exhibition) นำเสนอการยกระดับภูมิปัญญาและถนอมอาหารอีสานสู่การสร้างมูลค่าในอุตสาหกรรมสากล พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับกลุ่มผู้ซื้อเพื่อขยายตลาดและเครือข่ายธุรกิจครบวงจร

นิทรรศการ “อีสานเรนนี่สีสัน” (The Isan Rainy Season Exhibition) พลิกฤดูฝนจาก Low Season สู่ Creative Opportunity ชวนค้นหาเสน่ห์ฤดูฝนที่จำลองธรรมชาติและสัมผัสประสาทสัมผัสทั้งสี่ เพื่อจุดประกายต่อยอดในบริบทธุรกิจและวิถีชีวิต

อีสานสตูดิโอโชว์เคส (Isan Studio Showcase) แพลตฟอร์มขยายธุรกิจสร้างสรรค์ ที่เปิดพื้นที่จัดแสดงผลงานจากกว่า 30 สตูดิโอที่มีความโดดเด่นและ “เดิ้น” เพื่อสร้างการรับรู้และแรงบันดาลใจ ผ่านเรื่องราวและไอเดียที่หยิบยกทุนทางวัฒนธรรมมานำเสนออย่างสร้างสรรค์ พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการสู่การต่อยอดทางธุรกิจอย่างยั่งยืน

ThaiBev x Special Recipe by Local Chef ยกระดับสุราขาวรวงข้าวและวัตถุดิบอีสานสู่สากล ผ่านเมนูอาหารและเครื่องดื่มต้นแบบโดยเชฟแกรนด์ – ดลวัฒน์ ศรีสำราญ (Melt Beef) ผู้เชี่ยวชาญด้าน Food R&D และ Fine Dining ประสบการณ์ต่างประเทศกว่า 8 ปีร่วมกับเชฟมิชลิน

CENTRAL x D-KAK MARKET, D-CRAFT & D-FOOD ตลาดสร้างสรรค์ที่รวบรวมสินค้าเด่น งานคราฟต์ และผลิตภัณฑ์จาก 20 จังหวัดอีสาน พร้อมยกระดับภูมิปัญญาและ Soft Power ท้องถิ่นสู่โอกาสใหม่ของตลาดสร้างสรรค์

2. Location Strategy : เชื่อมอีสานสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง

  อีสานกำลังก้าวสู่ Connectivity Hub ของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ด้วยศักยภาพด้านทำเล การเชื่อมโยงระบบคมนาคม การค้า การลงทุน และโครงสร้างพื้นฐานที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เชื่อมประเทศไทยกับ สปป.ลาว เวียดนาม และจีนตอนใต้ พร้อมตลาดกว่า 200 ล้านคน มีโปรแกรมที่น่าสนใจ เช่น

นิทรรศการ “นอร์ทอีส – เดิ้น” (The NORTHEAST MODERN Exhibition) เปิดมุมมองอีสานยุคใหม่ “Adaptive Economy หรือ เศรษฐกิจแห่งการปรับตัว” ผ่านกรณีศึกษาจาก 20 จังหวัดทั่วอีสาน ที่นำทุนทางวัฒนธรรมมาประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์และเดิ้นกว่าที่เคย 

อีสานดีลโลด X The Investor Talk in KHON KAEN by Canvas Ventures International เวที Pitching และ VC Mentoring เชื่อมสตาร์ทอัปกับนักลงทุน

KKU CHIC When Chinese Greet Isan จับคู่ธุรกิจกับนักลงทุนจีนและเครือข่ายโลจิสติกส์เพื่อการส่งออก

Isan Sync: Synchronizing Local Wisdom with Global Business แพลตฟอร์มจับคู่ธุรกิจ เชื่อมผู้ประกอบการอีสานกับผู้ซื้อและห้างค้าปลีกทั้งไทยและต่างประเทศ

The Secret Sauce Business Weekend อีสาน 2026 by THE STANDARD เวทีเชื่อมงานวิจัย มหาวิทยาลัย และภาคธุรกิจ สู่การพัฒนานวัตกรรมเชิงพาณิชย์

3. Human Capital : คนอีสาน พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต

หัวใจของการเติบโตคือ “คน” โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่กลับมาพัฒนาบ้านเกิด เทศกาลฯ จึงเป็นพื้นที่พัฒนาศักยภาพคน ผ่านการ Upskill และ Reskill เพื่อสร้างผู้ประกอบการและแรงงานสร้างสรรค์รุ่นใหม่

KUPPER ART FES 2026 UpForce: แฮงฮุ่ง เดชคะนอง by ISANCF x TCEB x KUPPER ART FES พื้นที่ศิลปะร่วมสมัยที่ชวนมองอีสานผ่านพลังของศิลปิน อัตลักษณ์ และการตีความใหม่ของวัฒนธรรมในยุคปัจจุบัน

ISAN Creative Talk เวทีเสวนาประจำเทศกาลฯ รวมผู้นำความคิด นักออกแบบ นักนวัตกรรม และนักขับเคลื่อนเมือง เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และต่อยอดโอกาส

AWESOME SKILL PROJECT (วัยรุ่น ’เทส’ ดี มาลอง ‘เทส’ ดิ) โครงการพัฒนาทักษะและเชื่อมโยงคนรุ่นใหม่กับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ทั้งภาพยนตร์ บรอดแคสต์ สิ่งพิมพ์ และเกม

OKMD x The Street Performance เวทีที่ต่อยอดศักยภาพเยาวชนดนตรีสร้างสรรค์ ผ่านการเรียนรู้ ฝึกฝน และเก็บประสบการณ์จริงบนเวทีเทศกาล “อีสาน” ภูมิภาคแห่งโอกาส ความหวัง และอนาคต

เมื่อพลังของวัฒนธรรม พื้นที่ และผู้คน ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ “พลังอีสาน” จะไม่ใช่เพียงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ แต่คือ Growth Engine ใหม่ของประเทศไทย ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2569 จึงไม่ใช่เพียงเทศกาลประจำปี แต่เป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของอีสาน จาก “ภูมิภาคแห่งแรงงาน” สู่ “ภูมิภาคแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์” พร้อมเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้ค้นหาโอกาสใหม่ สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ และร่วมกันขับเคลื่อนอนาคตของอีสานและประเทศไทยไปพร้อมกัน

พบกับเทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2569 หรือ Isan Creative Festival 2026 (ISANCF2026) ระหว่างวันที่ 11 – 19 กรกฎาคม 2569 เวลา 11.00 – 21.00 ณ จังหวัดขอนแก่น ครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ 4 แห่ง ได้แก่ TCDC ขอนแก่น, เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส, ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ศรีจันทร์ และศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติไคซ์ (KICE) รวมถึงพื้นที่สร้างสรรค์อื่น ๆ ทั่วภูมิภาคอีสาน

ติดตามรายละเอียดและความเคลื่อนไหวได้ที่

Website: www.Isancreativefestival.com

Facebook / Instagram: Isancreativefestival

#ISANCREATIVEFESTIVAL #เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ #ISANCF2026 #NORTHEASTMODERN

ท็อปส์ จับมือ สถานทูตอเมริกา พาเปิดแมปสัมผัสสีสันแห่งรสชาติและวัฒนธรรมอเมริกัน

ท็อปส์ จับมือ สถานทูตอเมริกา พาเปิดแมปสัมผัสสีสันแห่งรสชาติและวัฒนธรรมอเมริกัน

ท็อปส์ จับมือ สถานทูตอเมริกา พาเปิดแมปสัมผัสสีสันแห่งรสชาติและวัฒนธรรมอเมริกัน

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

ท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ร่วมกับ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย (United States Department of Agriculture; หรือ USDA in Thailand) ชวนคนไทยร่วมเฉลิมฉลองวันชาติสหรัฐอเมริกา ผ่านเทศกาล “Discover USA: The United Food of America” ที่รวบรวมรสชาติ วัตถุดิบ และสินค้าขึ้นชื่อจาก 5 ภูมิภาคทั่วสหรัฐอเมริกามาไว้ในที่เดียว ผ่านการคัดสรรสินค้า Made in USA และของดีประจำรัฐในแต่ละภูมิภาคของสหรัฐอเมริกากว่า 1,200 รายการ ครบครันทั้งวัตถุดิบระดับพรีเมียม เมนูสไตล์อเมริกัน และสินค้าไอคอนิกที่สะท้อนสีสันของ American Food & Culture

พร้อมพาผู้บริโภคออกเดินทางผ่านเรื่องราวความอร่อยจากทั้งภูมิภาคตะวันตก (West), ตะวันตกเฉียงเหนือ (Northwest), ตะวันตกตอนกลาง (Midwest), ตะวันออกเฉียงเหนือ (Northeast) และภาคใต้ (South) ของอเมริกา ตอกย้ำบทบาทของท็อปส์ในฐานะ Food Discovery Destination ที่รวบรวมรสชาติต้นตำรับจากทั่วทุกมุมโลกมาไว้ในที่เดียว ร่วมออกเดินทางได้ตั้งแต่วันนี้  – 7 กรกฎาคม 2569 ที่ท็อปส์, ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ สาขาที่ร่วมรายการ และท็อปส์ ออนไลน์

ภายในพิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก เอลิซาเบธ เจ. โคนิก อัครราชทูตที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน โดยมี อดัม เอ็ม แบรนสัน ที่ปรึกษาเอกอัครราชทูตฝ่ายการเกษตรภูมิภาค (ไทย พม่า ลาว), ดร. มาเรีย ราโฮฟสกายา และ  วิกตอริโน “มาโย”ฟลอโร รองที่ปรึกษาเอกอัครราชทูตฝ่ายการเกษตรภูมิภาค (ไทย พม่า ลาว), นงนุช เพ็ชรรัตน์  ผู้แทนการค้าไทย ให้เกียรติเข้าร่วมงาน

ในโอกาสนี้ คณะผู้บริหารเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล นำโดย ธนวัตร จิรจริยาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล, สุจิตา เพ็งอุ่น รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล และ จักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด, ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ต้อนรับ

ออกเดินทางสู่โลกแห่งวัฒนธรรมและรสชาติของชาวอเมริกัน พร้อมสัมผัสเสน่ห์ของแต่ละภูมิภาคผ่านอาหารจานดัง เมนูยอดนิยม และไลฟ์สไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ ราวกับได้ไปออกโร้ดทริป ที่พาไล่เช็กอินความอร่อยจาก East Coast ถึง West Coast พร้อมรวบรวมของดีจากทั่วสหรัฐอเมริกามาไว้ในที่เดียว

นอกจากนี้ ท็อปส์ยังยกระดับประสบการณ์ “Discover USA: The United Food of America” ผ่านเทศกาลอาหารสไตล์อเมริกัน ที่ TOPS FOOD HALL สาขาเซ็นทรัลชิดลม ซึ่งรวบรวมเมนูและรสชาติเด่นจากหลากหลายภูมิภาคของสหรัฐอเมริกามาให้ผู้บริโภคได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ตลอดช่วงระยะเวลาแคมเปญ ตั้งแต่วันนี้ – 7 กรกฎาคม 2569  ณ ท็อปส์ และท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ สาขาที่ร่วมรายการ และท็อปส์ ออนไลน์ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.TOPS.co.th, Facebook: TOPSThailand และ LINE Official: @TOPSThailand

93 ปี โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง และครบรอบ 21 ปี การก่อตั้งมูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง

93 ปี โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง และครบรอบ 21 ปี การก่อตั้งมูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง

93 ปี โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง และครบรอบ 21 ปี การก่อตั้งมูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.11 น.

เนื่องในโอกาสครบรอบ 93 ปี โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง และครบรอบ 21 ปี การก่อตั้งมูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง ในวันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2569 โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงกำหนดจัดพิธีทางศาสนาขึ้น โดยมี พลอาการตรี สุพิชัย สุนทรบุระ รองเลขาธิการพระราชวัง เป็นประธานในพิธี สำหรับฤกษ์ดีวันนี้เริ่มด้วย พิธีสงฆ์ เวลา 08.00 น. จัดขึ้นภายในโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง จากนั้น เวลา 09.09 น. จัดพิธีบวงสรวง ขึ้น ณ บริเวณด้านหน้าโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง ต่อด้วย การแสดงรำบวงสรวง ชุด เทพมารดาประทานพร แสดงโดยนักแสดงโขนศาลาเฉลิมกรุง ซึ่งเป็นการอัญเชิญเทพมารดาทั้ง 7 องค์ ได้แก่ พระอุมา พระลักษมี พระสุรัสวดี พระสุชาดา พระธรณี พระคงคา และพระโพสพ มาประทานพรชัยและความเป็นสิริมงคลแก่โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงและผู้เข้าร่วมพิธีให้มีความเจริญรุ่งเรืองสืบไป


 
จากนั้น เป็นพิธีมอบทุนจาก กองทุนนาฏดุริยางคศิลปไทย “มูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง” จำนวน 1 ทุน ให้แก่ นางวัชรมณฑ์ อรัณยะนาค ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีไทย(เครื่องสาย) วิทยาลัยนาฏศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เป็นทุนค่ารักษาพยาบาล และมอบทุนค่ารักษาพยาบาลให้แก่นักแสดงอาวุโสที่ประสบปัญหาด้านสุขภาพ จำนวน 4 ทุน ผู้แทน นางน้ำเงิน บุญหนัก, นางกานดา นามแย้มแป้น, ผู้แทน นายชูศักดิ์ สุธีรธรรม และนายคมกฤช ยุตติยงค์ เพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาลต่อไป


 
“ศาลาเฉลิมกรุง” เป็นโรงมหรสพหลวงพระราชทานแห่งแรกของประเทศไทย ครั้งฉลองพระนครครบ 150 ปี พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์กว่า 9 ล้านบาท เป็นทุนในการจัดสร้างโรงภาพยนตร์สำหรับฉายภาพยนตร์เสียงขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศไทย เป็นโรงภาพยนตร์ที่ทันสมัย เป็นที่เชิดหน้าชูตาของประเทศไทย เพราะยุคนั้นสื่อบันเทิงที่เฟื่องฟู มากที่สุดคือ “ภาพยนตร์” เพื่อให้พสกนิกรมีความเพลิดเพลินสนุกสนานจากภาพยนตร์และการแสดงอื่นๆ ที่มีขึ้น ณ โรงมหรสพหลวงแห่งนี้ การก่อสร้างอาคารศาลาเฉลิมกรุง เริ่มขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 1 กรกฎาคม 2473 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้หม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร สถาปนิกผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันชั้นนำของประเทศฝรั่งเศส เป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง และพระราชทานนามเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ออกแบบ และเป็นอนุสรณ์แห่งงานฉลองพระนครครบ 150 ปี นามว่า “ศาลาเฉลิมกรุง” เปิดทำการครั้งแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 กรกฎาคม 2476 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานนามบริษัทที่ดูแลและบริหารงานศาลาเฉลิมกรุงว่า “สหศีนิมา” จำกัด (The United Cinema Company Limited) อันหมายถึง “มีความแข็งแรงขึ้นร่วมกัน” เพื่อสืบสานพระราชปณิธานสืบต่อไป

อาคารศาลาเฉลิมกรุงจัดได้ว่าเป็นอาคารที่ทันสมัยที่สุดในเอเชีย เป็นโรงมหรสพแห่งแรกของเมืองไทยที่ใช้เครื่องปรับอากาศ เป็นศูนย์รวมของผู้เกี่ยวข้องในวงการภาพยนตร์ไทย ตั้งแต่ผู้สร้าง ผู้กำกับ นักแสดง ตัวประกอบ ทีมงานพากย์ นักร้อง นักเขียนโปสเตอร์ และเป็นสถาบันการผลิตบุคลากรทางภาพยนตร์ โขน ละครและนาฏศิลป์ไทย จากนั้นได้ดำเนินกิจการให้ความบันเทิงแก่ประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน


 
เมื่อปี 2568 ในโอกาสโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงครบ 92 ปี วันที่ 2 กรกฎาคม 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ทำการบูรณะปรับปรุงอาคารตลอดจนปรับภูมิทัศน์โดยรอบ และเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ส่งผลให้โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงมีความสง่างาม สมความเป็นโรงมหรสพหลวงแห่งแรกของประเทศไทย เป็นสถาบันแห่งการแสดงศิลปวัฒนธรรม และเป็นโบราณสถานที่สำคัญของชาติที่เปิดดำเนินการมาถึง 93 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชทานการแสดงทางวัฒนธรรมและการแสดงโขนสำหรับนักท่องเที่ยว จัดแสดงอย่างต่อเนื่อง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม เสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรการแสดงเฉลิมพระเกียรติ Edelweiss : พราวพร่างกลางดวงใจ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2569 เวลา 19.10 น. ณ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงแห่งนี้ สร้างความปลาบปลื้มให้แก่ศิลปิน นักร้อง นักแสดง นักดนตรี คณะกรรมการจัดการแสดงต่างรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระราชทานแก่โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงและวงการศิลปวัฒนธรรมทุกแขนงของชาติ


 
ปัจจุบันโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงมีการจัดการแสดงโขน “ชุดหนุมาน” ซึ่งเป็นการแสดงสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ให้มีโอกาสได้ชื่นชมและสัมผัสความวิจิตรงดงามของ “โขน” นาฏศิลป์ชั้นสูงของไทย โดยมีหนุมานเป็นตัวละครเอกนำเข้าสู่เรื่องราวของรามเกียรติ์ ผ่านการแสดงความยาวรอบละ 25 นาที กำกับการแสดงโดยรองศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ) แสดงโดยนักแสดงโขนศาลาเฉลิมกรุง เปิดการแสดงอย่างต่อเนื่อง ทุกวันจันทร์ – วันศุกร์ วันละ 3 รอบการแสดง รอบ 13.00 น. รอบ 14.30 น. และรอบ 16.00 น. คนไทยบัตรราคา 100 บาท (เด็กอายุไม่เกิน 12 ปี ชมฟรี!) นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติบัตรราคา 400 บาท จำหน่ายบัตรที่ศาลาเฉลิมกรุง

โทร. 0-2224-4499 สำหรับนักท่องเที่ยวที่ซื้อบัตรเข้าชมพระบรมมหาราชวัง บัตรราคา 500 บาท ณ จุดจำหน่ายบัตรพระบรมมหาราชวัง และ www.royalgrandpalace.th สามารถนำบัตรมาเข้าชมการแสดงโขนได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) จัดตั้งโรงครัวพระราชทานประกอบอาหารแจกผู้สักการะพระศพ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) จัดตั้งโรงครัวพระราชทานประกอบอาหารแจกผู้สักการะพระศพ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) จัดตั้งโรงครัวพระราชทานประกอบอาหารแจกผู้สักการะพระศพ

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.00 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จัดตั้งโรงครัวพระราชทาน และตั้งรถประกอบอาหาร บริเวณหน้าประตูอนงคลีลา ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อประกอบอาหารเมนู “ข้าวเหนียวไก่ทอด” สูตรพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และน้ำดื่ม สำหรับมอบให้กับประชาชนที่ถวายสักการะพระศพฯ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ระหว่างวันที่ 3 – 31 กรกฎาคม 2569 วันละ 2,500 ชุด ตั้งเเต่เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป สนองพระปณิธาน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ประธานกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ประธานกรรมการมูลนิธิฯ ในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตสร้างขวัญกำลังใจแก่ประชาชนในยามยาก

ทั้งนี้ เมนูข้าวเหนียวไก่ทอด เป็นสูตรอาหารที่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงใส่พระทัยในทุกขั้นตอนการผลิต เพื่อให้ได้อาหารที่สะอาด ถูกสุขอนามัย และมีรสชาติอร่อย รับประทานง่าย โดยมี คุณหญิงจันทนี ธนรักษ์ ผู้ช่วยราชเลขานุการในพระองค์ และกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ,วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย,สายสม วงศาสุลักษณ์ กรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และผาณิต พูนศิริวงศ์ กรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ตลอดจนอาสาสมัครจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน, จิตอาสา 904 อาสาสมัครยุวกาชาด สภากาชาดไทย ตลอดจนหน่วยงานภาคเอกชน มาร่วมมอบอาหารพระราชทานแก่ประชาชนด้วย ยังความซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

ครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนวัตถุดิบในการประกอบอาหารฯสนับสนุนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ตลอดการจัดโรงครัวพระราชทาน

  • ข้าวเหนียวหอมมะลิเกรดดี จากทุ่งกุลาร้องไห้ จ.ร้อยเอ็ด จำนวน 4 ตัน
  • ไก่สดจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ วันละ 500 กิโล
  • น้ำมันพืชหยก บ.ล่ำสูง จำนวน 400 ปี๊บ

โรงแรมเฮอริเทจ เชียงรายฯ เปิดแคมเปญ “Stay Longer, Feel Chiang Rai” รับเทรนด์ท่องเที่ยวพักยาว–Workation

โรงแรมเฮอริเทจ เชียงรายฯ เปิดแคมเปญ “Stay Longer, Feel Chiang Rai” รับเทรนด์ท่องเที่ยวพักยาว–Workation

โรงแรมเฮอริเทจ เชียงรายฯ เปิดแคมเปญ “Stay Longer, Feel Chiang Rai” รับเทรนด์ท่องเที่ยวพักยาว–Workation

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.02 น.

โรงแรม The Heritage Chiang Rai Hotel and Convention เปิดตัวแคมเปญ “Stay Longer, Feel Chiang Rai” ตอบรับกระแสการท่องเที่ยวพักผ่อนระยะยาว (Long Stay) และการทำงานจากที่ใดก็ได้ (Workation) ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งนำเสนอประสบการณ์การพักผ่อนที่ผสมผสานความสะดวกสบาย การใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ และเสน่ห์ทางวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงรายเข้าไว้ด้วยกัน

เชียงรายถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ได้รับความสนใจจากทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ด้วยเอกลักษณ์ด้านศิลปวัฒนธรรม ธรรมชาติอันงดงาม วิถีชีวิตที่เรียบง่าย และค่าครองชีพที่เหมาะสม ทำให้เป็นเมืองที่ตอบโจทย์ทั้งนักเดินทาง ผู้เกษียณอายุ และกลุ่มคนทำงานที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศจากเมืองใหญ่

ภายใต้แคมเปญดังกล่าว โรงแรมนำเสนอห้องพักดีลักซ์พร้อมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน ในราคาพิเศษสำหรับการเข้าพักระยะยาว ได้แก่ พัก 7 คืน ราคา 12,600 บาท พัก 14 คืน ราคา 24,500 บาท และพัก 30 คืน ราคา 51,000 บาท

ผู้เข้าพักยังได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม อาทิ ส่วนลดค่าอาหารและเครื่องดื่ม (ไม่รวมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์) และส่วนลดบริการซักรีด เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายสำหรับผู้ที่วางแผนพำนักต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน

ด้วยทำเลที่ตั้งใกล้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดเชียงราย ไม่ว่าจะเป็นวัดร่องขุ่น วัดร่องเสือเต้น สิงห์ปาร์ค เชียงราย และชุมชนท้องถิ่นที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ โรงแรมจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการใช้เวลาอย่างคุ้มค่าในการค้นพบวิถีชีวิตและประสบการณ์ใหม่ในภาคเหนือของประเทศไทย

โปรโมชั่น “Stay Longer, Feel Chiang Rai” เปิดให้จองและเข้าพักตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 โดยเป็นไปตามเงื่อนไขที่โรงแรมกำหนด

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองห้องพัก โทร. 052 055 888

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การจัดการสุขภาพกายใจในบรรยากาศการทำงานที่เป็นพิษ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การจัดการสุขภาพกายใจในบรรยากาศการทำงานที่เป็นพิษ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การจัดการสุขภาพกายใจในบรรยากาศการทำงานที่เป็นพิษ

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.56 น.

ในชีวิตการทำงาน เชื่อว่าทุกท่านก็ต้องประสบปัญหาทั้งเรื่องงานและเรื่องคน สัปดาห์นี้เลยขอเล่าถึงปัญหาที่อาจมีสาเหตุมาจากองค์กร หรือเพื่อนร่วมงานที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งอาจส่งผลต่อภาวะทางจิตใจและอารมณ์ เช่น โรควิตกกังวลจากการทำงาน เริ่มมีอาการกลัวหรือเบื่อการไปทำงาน ใจสั่นทุกครั้งที่เห็นชื่อเพื่อนร่วมงานคนนั้นทักไลน์หรืออีเมลมา หรือรู้สึกผวาเมื่อต้องเข้าห้องประชุม ภาวะหมดไฟและซึมเศร้า ความเป็นพิษที่สะสมจะค่อยๆ กัดกินความมั่นใจในตัวเอง จนรู้สึกว่าตัวเองไร้ความสามารถ หมดพลัง ไม่อยากตื่นมาทำงาน และอาจดิ่งจนกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้ในที่สุด ภาวะเครียดเฉียบพลันหรือสะสม อารมณ์แปรปรวนง่าย หงุดหงิดกลับไปบ้าน และไม่มีความสุขกับชีวิตส่วนตัว 

นอกจากนี้ยังอาจส่งผลต่อภาวะทางร่างกาย อาทิ โรคนอนไม่หลับ สมองรีเพลย์ถึงเหตุการณ์  คำพูดร้ายๆ หรือเหตุการณ์แย่ๆ ในที่ทำงานซ้ำไปซ้ำมาในตอนกลางคืน ทำให้นอนหลับยากหรือตื่นกลางดึกแล้วนอนต่อไม่ได้ ออฟฟิศซินโดรมและปวดหัวเรื้อรัง ความเครียดทำให้กล้ามเนื้อบ่า ไหล่ และขมับเกร็งตัวตลอดเวลา นำไปสู่โรคไมเกรนหรือปวดหัวจากความเครียด ระบบย่อยอาหารพัง เครียดลงกระเพาะ กรดไหลย้อนกำเริบ หรือลำไส้แปรปรวน ทานอะไรไม่ลงในวันที่มีประชุมร่วมกับคนที่เป็นพิษ  

หลายคนเมื่อเครียด นอนไม่หลับ หรือเริ่มรู้สึกซึมเศร้าไม่อยากทำอะไรเลย ก็ไปหาซื้อยาบรรเทาอาการเหล่านั้นจากร้านยามากินตามอาการได้ แต่ข้อเท็จจริงก็คือ ยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ไม่ใช่ยาที่ซื้อทานเองได้ ซึ่งยาในกลุ่มนี้ เป็นยาที่เข้าไปปรับสารสื่อประสาทในสมองให้กลับมาสมดุล การใช้ยาต้องอยู่ภายใต้การวินิจฉัยและสั่งจ่ายโดยแพทย์ ดังนั้นหากคุณผู้อ่านเริ่มรู้สึกว่าความสตรองที่มีมันรับไม่ไหวแล้ว อาการเครียดเริ่มกระทบกับประสิทธิภาพงานเช่น สมาธิสั้นลง ทำงานผิดพลาดบ่อย หรือกระทบกับความสัมพันธ์รอบตัว การพบจิตแพทย์เพื่อประเมินและใช้ยาควบคู่ไปด้วย จะช่วยประคองให้คุณผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ โดยยาที่มักใช้ ได้แก่  กลุ่มยาต้านเศร้า ตัวเลือกหลักมักเป็นยาในกลุ่มที่ช่วยปรับสารสื่อประสาทในสมอง ช่วยลดความไวต่อสิ่งเร้าที่เป็นพิษรอบตัว ทำให้เรานิ่งขึ้น อารมณ์มั่นคงขึ้น และลดอาการดิ่ง โดยยาในกลุ่มนี้ไม่ได้กินปุ๊บหายปั๊บ ต้องกินต่อเนื่องอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์จึงจะเริ่มเห็นผลการรักษาที่ชัดเจน หรือแพทย์อาจสั่งจ่าย กลุ่มยาคลายกังวลและยานอนหลับ ออกฤทธิ์ช่วยคลายสมองที่กำลังคิดวนเวียน ลดความตื่นตระหนก และช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายเพื่อให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น ยานี้มักใช้ในระยะสั้น เนื่องจากมีโอกาสดื้อยาหากใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน  

ในกรณีที่มีอาการปวดหัว ไม่ว่าโรคไมเกรน หรือปวดหัวจากความเครียด ซึ่งมีวิธีแยกแยะประเภทอาการปวดหัวเพื่อการใช้ยาที่เหมาะสม โดยพิจารณาได้จากลักษณะการปวด ปวดหัวจากความเครียด จะปวดตื้อๆ มึนๆ เหมือนมีสายรัดรอบศีรษะหรือขมับ สัมพันธ์กับกล้ามเนื้อบ่า ไหล่ ขมับที่เกร็งตัว ขณะที่โรคไมเกรน  จะปวดตุ้บๆ ตามจังหวะชีพจร มักปวดข้างเดียว มักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ร่วมกับไวต่อแสงจ้า เสียงดัง หรือกลิ่นฉุน บางรายอาจเห็นแสงระยิบระยับเตือนก่อนปวด แต่ไม่ว่าจะปวดหัวแบบใด เราควรใช้พาราเซตามอลก่อนเพื่อบรรเทาอาการขั้นแรก เพราะมีความปลอดภัยสูง หากพาราเซตามอลไม่ได้ผล หรือปวดรุนแรงปานกลางถึงมาก แล้วค่อยขยับไปกลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ที่เรียกว่า NSAIDs (เช่น Ibuprofen, Naproxen) โดยต้องทานหลังอาหารทันทีเพื่อป้องกันการระคายเคืองกระเพาะ สำหรับกรณีไมเกรนยังมีเทคนิคทำให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้นโดย รีบทานยาแก้ปวดทันทีที่เริ่มปวดหรือมีสัญญาณเตือน จะระงับอาการได้ดีที่สุด และนอนพักในห้องที่มืด เงียบ และเย็น เพื่อลดความไวต่อสิ่งเร้าของสมอง เลี่ยงปัจจัยที่ทำให้กำเริบ เช่น แสงจ้า เสียงดัง ความเครียด และการนอนดึก หากปวดรุนแรงและบ่อย (เกิน 2-3 ครั้งต่อเดือน) ควรพบแพทย์เพื่อรับยาป้องกันโรค ไม่ควรซื้อยาแก้ปวดทานเองติดต่อกันเป็นเวลานาน 

อย่างไรก็ตาม ยาก็เป็นเพียงตัวช่วย เราคงไม่อยากทำงานจนป่วย แล้วเอาเงินที่ได้จากการทำงานมารักษาตัวจากโรคที่ได้จากการทำงาน ดังนั้น ในการทำงานเราคงต้องปรับตัว รู้เห็นตามความเป็นจริง ยอมรับว่ามนุษย์มความต่างพัฒนาตนทำให้เราแข็งแกร่งมากพอที่จะอยู่ต่อในที่ทำงานที่มีแต่ปัญหาได้ ต้องไม่ไปใส่อารมณ์ เติมเชื้อไฟ คุยกันเฉพาะเรื่องงานไม่ทะเลาะโต้เถียงกันในเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง รวมถึงจำกัดการทำงานเฉพาะในเวลางาน ไม่เอางานมาทำในเวลาพักผ่อน เพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้มีเวลารีเซ็ต ให้พร้อมรับแรงกระแทกจากหน้าที่การงานในอนาคต 

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ 
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย