กลุ่มผู้ค้าเพชรเบลเยียมมอบแหวนทอง 18 กะรัตประดับเพชร 321 เม็ดให้ทรัมป์ หลังได้รับยกเว้นภาษีนำเข้า

กลุ่มผู้ค้าเพชรเบลเยียมมอบแหวนทอง 18 กะรัตประดับเพชร 321 เม็ดให้ทรัมป์ หลังได้รับยกเว้นภาษีนำเข้า

4 ก.ค. 2569 00:21 น.

กลุ่มผู้ค้าเพชรเบลเยียมมอบแหวนทอง 18 กะรัตประดับเพชร 321 เม็ดให้ทรัมป์ หลังได้รับยกเว้นภาษีนำเข้า

กลุ่มผู้ค้าเพชรเบลเยียม มอบแหวนทอง 18 กะรัตประดับเพชร 321 เม็ดให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ หลังอุตสาหกรรมเพชรเบลเยียมได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ จนถูกจับตาเรื่องความเหมาะสม

วันที่ 5 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวเอพีรายงานว่า ศูนย์เพชรโลกเมืองแอนต์เวิร์ป (Antwerp World Diamond Center: AWDC) ของเบลเยียม มอบแหวนทองคำ 18 กะรัตประดับอัญมณีให้แก่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปีการประกาศเอกราชของสหรัฐฯ

รายงานข่าวระบุว่า แหวนวงนี้ประกอบด้วยเพชร 321 เม็ด ไพลิน 56 เม็ด มรกต 13 เม็ด และทับทิม 6 เม็ด ออกแบบให้มีตัวอักษร T ขนาดใหญ่ 2 ตัว ธงชาติสหรัฐฯ ตัวเลข 1776 และ 2026 รวมถึงเลข 45 และ 47 ซึ่งสื่อถึงการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 45 และ 47 ของทรัมป์

นอกจากนี้ยังมีรูปนกอินทรีประดับเพชร พร้อมโล่ทับทิม กิ่งมะกอกประดับมรกต และสลักข้อความ “250 YEARS USA” บนตัวเรือนทองคำ ส่วนด้านในของแหวนสลักข้อความว่า “Crafted in Antwerp for Donald John Trump” หรือ “รังสรรค์ที่เมืองแอนต์เวิร์ปเพื่อโดนัลด์ ทรัมป์” ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านอัญมณีประเมินว่าแหวนวงนี้มีมูลค่าระหว่าง 25,000-35,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 810,000-1.13 ล้านบาท 

ทั้งนี้ การมอบของขวัญครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลังอุตสาหกรรมเพชรของเบลเยียมได้รับข่าวดี เมื่อสหรัฐฯ ยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าเพชรเจียระไนจากเมืองแอนต์เวิร์ป ซึ่งมีมูลค่าส่งออกไปสหรัฐฯ มากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมของของขวัญชิ้นนี้.

“ดิมิทรี เมดเวเดฟ” อดีตผู้นำรัสเซีย เดินทางเคารพศพอดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน ตอกย้ำสัมพันธ์สองประเทศ

"ดิมิทรี เมดเวเดฟ" อดีตผู้นำรัสเซีย เดินทางเคารพศพอดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน ตอกย้ำสัมพันธ์สองประเทศ

3 ก.ค. 2569 23:22 น.

“ดิมิทรี เมดเวเดฟ” อดีตผู้นำรัสเซีย เดินทางเคารพศพอดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน ตอกย้ำสัมพันธ์สองประเทศ

นายดมิทรี เมดเวเดฟ อดีตประธานาธิบดีรัสเซีย เดินทางถึงกรุงเตหะราน ของอิหร่านในฐานะ ทูตพิเศษของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เพื่อแสดงความเคารพต่อร่างของผู้นำสูงสุดอิหร่าน “อาลี คาเมเนอี” ที่เสียชีวิต 

วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวของอิหร่านรายงานว่า นายดมิทรี เมดเวเดฟ อดีตประธานาธิบดีรัสเซีย ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งรัสเซีย ได้เดินทางไปยังกรุงเตหะราน เพื่อแสดงความเคารพต่อร่างของอาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านที่เสียชีวิต

สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านระบุว่า นายเมดเวเดฟเดินทางมาในฐานะทูตพิเศษของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน โดยระหว่างการเยือนเขาได้เข้าพบนายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน และ อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน

การเดินทางครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างรัสเซียและอิหร่าน ซึ่งกระชับความร่วมมือทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะท่ามกลางแรงกดดันและมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก.

ฝ่ายกฎหมาย ชัชชาติ โต้ มัลลิกา ยกข้อกฎหมายแจงยิบ ปมไซซ์ป้ายหาเสียง

ฝ่ายกฎหมาย ชัชชาติ โต้ มัลลิกา ยกข้อกฎหมายแจงยิบ ปมไซซ์ป้ายหาเสียง

ฝ่ายกฎหมาย ชัชชาติ โต้ มัลลิกา ยกข้อกฎหมายแจงยิบ ปมไซซ์ป้ายหาเสียง

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.08 น.

ฝ่ายกฎหมาย ”ชัชชาติ“ โต้ ”มัลลิกา“ พาดพิงสื่อโฆษณาหาเสียงมีป้ายเกินขนาด-ผิดกฎหมาย แจงยิบปฏิบัติตามกฎหมายการหาเสียง และแจ้งต่อ กกต. ทุกกระบวนการ ชี้ สื่อโฆษณาติดรถสาธารณะ/ประตูรถไฟฟ้า/จอLED ไม่ใช่ป้ายหาเสียง ไม่มีข้อห้าม

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ทีมชัชชาติ ได้ชี้แจงกรณี นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวหาพาดพิงถึงสื่อโฆษณาหาเสียงของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มีป้ายเกินขนาด ผิดกฎหมาย ว่า

ตามที่ คุณมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14  ได้กล่าวหาในการบรรยายของสถาบันพระปกเกล้า เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา พาดพิงถึงสื่อโฆษณาหาเสียงของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่ามีป้ายเกินขนาด ผิดกฎหมายนั้น  ฝ่ายกฎหมายของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 ขอชี้แจงว่า

การหาเสียงของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับการหาเสียงทุกประการ และได้มีการหารือ สอบถาม และแจ้งต่อ กกต. ในทุกกระบวนการก่อนดำเนินการแล้ว 

โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. สื่อโฆษณาที่ติดบนรถสาธารณะและรถไฟฟ้าสีน้ำเงิน รวมถึงจออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ใช่ “แผ่นป้ายหาเสียง” หรือ “ประกาศหาเสียง” ตามนิยามของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 จึงไม่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดเรื่องขนาดและจำนวน        

ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 นั้น ได้กำหนดนิยาม “แผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง” ว่า แผ่นป้ายของผู้สมัครที่มีลักษณะเป็นกระดาษ กระดาน หรือวัสดุอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันและมีความแข็งแรงที่มีข้อความหรือรูปที่ผู้สมัครได้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง กล่าวคือ แผ่นป้ายหาเสียงเลือกตั้งจะต้องมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยม ถูกยึดไว้บนโครงไม้ โครงโลหะ หรือยึดไว้กับส่วนใดส่วนหนึ่งของอาคาร หรือสิ่งที่ยึดอยู่บนพื้นที่ 

ในส่วนของ “ประกาศหาเสียงเลือกตั้ง” ดังกล่าว ได้นิยามไว้ว่า “ประกาศเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง” หมายความว่า ประกาศของผู้สมัครที่มีลักษณะเป็นกระดาษหรือวัสดุอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันที่มีข้อความหรือรูปที่ผู้สมัครได้จัดทำเพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ดังนั้น ประกาศหาเสียงเลือกตั้งจึงต้องพิมพ์ลงในวัสดุที่เป็นกระดาษหรือวัสดุที่มีลักษณะคล้ายกระดาษ และใช้สำหรับการติดตั้งบนอาคาร แผ่นกระดาน หรือสิ่งที่ไม่อาจเคลื่อนที่ได้เท่านั้น

นอกจากนี้ ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งดังกล่าว ก็ไม่ได้ออกข้อห้ามไม่ให้มีการโฆษณาหาเสียงโดยวิธีการอื่น ดังจะเห็นได้จากการระบุให้ “เอกสาร” หรือ “วิดีทัศน์” ที่ใช้ในการหาเสียงต้องระบุชื่อผู้ผลิต ผู้จัดทำ และรายละเอียดอื่นๆ (ข้อ 23 ) 

เมื่อตีความระเบียบของกกต. ประกอบกับประกาศของ กกต. กรณีนี้จึงเห็นได้ว่า กฎหมายเลือกตั้งอนุญาตให้มีการหาเสียงโดยวิธีการอื่นนอกเหนือไปจากการผลิตป้ายและประกาศอย่างที่เคยยึดถือปฏิบัติกันมา ไม่จำกัดอยู่แต่เฉพาะการทำในรูปแบบของ “ประกาศ” หรือ “แผ่นป้าย” เท่านั้น

จากข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังกล่าวข้างต้น กรณีจึงเห็นได้ว่า สื่อโฆษณาที่ข้าพเจ้าติดตั้งบนรถโดยสารสาธารณะและรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินนั้น ซึ่งทำจากสติกเกอร์  ไม่ใช่กระดาษหรือแผ่นป้ายที่ยึดติดกับอาคาร หรือสถานที่ใดที่หนึ่ง แต่เป็นการปิดสื่อโฆษณาเข้ากับพาหนะซึ่งเคลื่อนที่ได้ ซึ่งไม่เข้าลักษณะของประกาศเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งและแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งแต่อย่างใด 

ด้วยเหตุนี้ สื่อโฆษณาที่ทีมงานนายชัชชาติ ติดบนรถสาธารณะและประตูรถไฟฟ้าสีน้ำเงิน รวมถึงบนจอภาพอิเล็กทรอนิกส์ จึงไม่ใช่แผ่นป้ายหาเสียง หรือ ประกาศหาเสียงตามนิยามของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 จึงไม่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดเรื่องขนาดและจำนวน และไม่มีประกาศหรือระเบียบใดๆบัญญัติถึงข้อห้ามหรือข้อกำหนดขนาดและจำนวนแต่อย่างใด 

2. ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ประเภทของค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 อนุญาตให้มีการหาเสียงในรูปแบบอื่นได้ เพียงแต่ต้องนำมารวมเป็นค่าใช้จ่ายเท่านั้น
ข้าพเจ้าขอเรียนต่อไปว่า นอกจากการติดตั้งสื่อประชาสัมพันธ์บนรถโดยสารสาธารณะจะไม่เข้านิยามของ “แผ่นป้ายหาเสียง” และ “ประกาศหาเสียง” ตามระเบียบ กกต. ที่อ้างแล้วนั้น ยังมีประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ประเภทของค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 ซึ่งให้ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งรวมถึง “…(4) ค่าโฆษณาในสื่อต่าง ๆ ได้แก่ ค่าสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ค่าผลิตสื่อเพื่อการออกอากาศ รวมถึงค่าโฆษณาอื่นที่เป็นการกระทำเพื่อการหาเสียงเลือกตั้ง (5) ค่าจัดทำป้าย เอกสาร สิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการโฆษณาหาเสียง…” 

กรณีจึงหมายความได้ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งได้อนุญาตให้มีการโฆษณาการหาเสียงเลือกตั้งในรูปแบบสื่ออื่นๆ นอกจากประกาศเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งและแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง เพียงแต่ต้องแจ้งค่าใช้จ่ายดังกล่าวต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งฝ่ายกฎหมายได้เคยทำหนังสือแจ้งรายละเอียดถึงการโฆษณาดังกล่าว ตามหนังสือเรื่อง แจ้งการโฆษณาหาเสียงด้วยวิธีการปิดสติกเกอร์บนรถโดยสารประจำทาง ฉบับลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ซึ่งได้ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งก็เคยมีหนังสือตอบกลับเกี่ยวกับการโฆษณาหาเสียงบนรถโดยสารสาธารณะว่า

“8. ข้อหารือที่ 7 ค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่โฆษณาบนยานพาหนะสาธารณะ ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องนำมารวมเป็นค่าใช้จ่ายด้วยหรือไม่ เห็นว่า ถือเป็นค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้ง ดังนั้น ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องนำมาคิดคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วย โดยต้องไม่เกินจำนวนค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดประกาศกำหนดตามมาตรา 60 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562

9. ข้อหารือที่ 8 และ 9 การติดป้ายโฆษณาหาเสียงบนรถโดยสารสาธารณะจะทำให้รถคันนั้นเข้าลักษณะเป็น “พาหนะที่ใช้ในการหาเสียง” ตามข้อ 23 (3) ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 ด้วยหรือไม่ และหากพิจารณาแล้วว่า รถโดยสารสาธารณะทั่วไปที่มีการปล่อยเช่าพื้นที่บนรถโดยสารเพื่อหาเสียงเลือกตั้งถือเป็น “พาหนะในการหาเสียง” ตามระเบียบดังกล่าว ในกรณีนี้ เจ้าของพาหนะ/ผู้ประกอบกิจการรถขนส่งสาธารณะซึ่งยังคงต้องประกอบอาชีพรับส่งผู้โดยสารเป็นการทั่วไป (เพียงแต่รับติดป้ายโฆษณาหาเสียง) จะสามารถนำพาหนะคันดังกล่าวออกประกอบอาชีพรับจ้างตามปกติได้หรือไม่ เห็นว่า การเช่าพื้นที่โฆษณาเพื่อหาเสียงเลือกตั้งบนยานพาหนะสาธารณะ อาจไม่เข้าข่ายมีลักษณะเป็นพาหนะที่ใช้ในการหาเสียง เป็นเพียงการเช่าพื้นที่โฆษณาเพื่อหาเสียงเลือกตั้งซึ่งผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องนำมาคิดคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วย เว้นแต่ ผู้สมัครรับเลือกตั้งประสงค์จะจ้างให้เป็นพาหนะที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยตรง ซึ่งต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของระเบียบดังกล่าว ทั้งนี้ ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานเจ้าของรถโดยสารสาธารณะด้วย เช่น องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เป็นต้น” 

ประกอบกับเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งและผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร ได้จัดให้มีการอบรมการเลือกตั้งเชิงสมานฉันท์แก่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เพื่อให้ผู้สมัครทุกรายหาเสียงถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่ง ว่าที่ร้อยตรี สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร ได้กรุณาให้คำตอบเกี่ยวกับการหาเสียงบนรถโดยสารสาธารณะเอาไว้อย่างชัดเจนว่า สามารถกระทำได้ และไม่ถือเป็นประกาศหรือแผ่นป้ายหาเสียงที่จำกัดขนาด เพียงแต่ต้องนำมารวมเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งด้วยเท่านั้น

จึงขอให้ทางผู้รับฟังบรรยายของคุณมัลลิกา ที่สถาบันพระปกเกล้า และสาธารณชนทั่วไป รับทราบและเข้าใจโดยทั่วกัน ว่าการหาเสียงของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ยึดมั่นและเป็นไปกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับการหาเสียงอย่างถูกต้องทุกประการทั้งสิ้น และขอให้ผู้พาดพิง ตรวจสอบข้อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องให้ถี่ถ้วนก่อนแสดงความเห็นใดๆ ออกสู่สาธารณะ

ประชาธิปัตย์ โร่เคลียร์ปม ’อภิสิทธิ์‘ ชง ปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ

ประชาธิปัตย์ โร่เคลียร์ปม ’อภิสิทธิ์‘ ชง ปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ

ประชาธิปัตย์ โร่เคลียร์ปม ’อภิสิทธิ์‘ ชง ปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.01 น.

‘ปชป.’ โร่เคลียร์ปม ’อภิสิทธิ์‘ ชง ’ปฏิรูประบบงบฯ‘ เพื่อยั่งยืน ไม่ใช่ล้มล้างสิทธิ์ขรก. ชี้ถูกบิดเบือน เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงถึงกรณีที่ มีสำนักข่าวนำข้อความไปบิดเบือน กับเนื้อหาการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จากการอภิปรายของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค โดยยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับสวัสดิการของบุคลากรภาครัฐและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศมาโดยตลอด

โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการปรับสวัสดิการ สิทธิรักษาพยาบาล และบำนาญของข้าราชการ สิ่งที่นายอภิสิทธิ์ได้อภิปรายในสภาฯ นั้น เป็นการเสนอแนะวิสัยทัศน์ด้วยความปรารถนาดี โดยมองว่าการจะไปเปลี่ยนแปลงสิทธิ์ของข้าราชการในปัจจุบันที่พวกเขาได้ตัดสินใจมารับราชการตั้งแต่วันแรก ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม แต่เพื่อเป็นการวางรากฐานและประหยัดงบประมาณของประเทศในระยะยาว จึงได้เคยเสนอแนวคิดในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ควรคิดค้น “ระบบใหม่สำหรับผู้ที่จะเข้ามารับราชการในอนาคต” ซึ่งน่าเสียดายที่แนวคิดเชิงสร้างสรรค์นี้ไม่ได้มีการสานต่อในรัฐบาลชุดต่อ ๆ มา

“ในการอภิปรายของท่านอภิสิทธิ์ ก็ไม่ได้มีการพูดว่าจะตัดบำนาญของข้าราชการเลย หากแต่มีการนำไปบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง และพวกเราไม่ได้นิ่งเฉย เราได้ให้ความคิดและข้อสังเกตไว้ในคณะรัฐมนตรีแล้ว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลังจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำแนวคิดนี้ไปพัฒนาต่อยอด เพื่อสร้างระบบที่เป็นธรรมและยั่งยืนกับทุกฝ่าย” นายพงศกร กล่าว

นายพงศกร กล่าวต่อว่า มุมมองเชิงสร้างสรรค์เกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณในภาพรวม โดยระบุว่า การลงทุนของประเทศไม่ควรพึ่งพาเพียงงบประมาณแผ่นดินอย่างเดียว แต่ต้องมุ่งเน้นการหารายได้เพิ่มและการร่วมทุนกับภาคเอกชน (PPP) ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีความห่วงใยต่อการกู้เงินล่าสุด 400,000 ล้านบาท ซึ่งครึ่งหนึ่งถูกนำไปใช้ในโครงการแจกเงิน ส่วนอีกครึ่งหนึ่งกลับเป็นเพียงการส่งเสริมการนำเข้าโซลาร์เซลล์และยานยนต์ไฟฟ้า ในขณะที่โครงการใหญ่อย่าง Land Bridge มูลค่า 1 ล้านล้านบาท ก็ยังไม่มีความคืบหน้าที่คุ้มค่า สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าประเทศกำลังติดหล่มงบประมาณที่บานปลาย และรอคอยการสะสางอย่างจริงจังเพื่อนำเงินภาษีของประชาชนไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นายพงศกร ยังได้กล่าวเพิ่มเติมในแง่ของความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน โดยแสดงความห่วงต่อพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติว่า ตนในฐานะที่ได้เคยลงพื้นที่ในช่วงน้ำท่วมหาดใหญ่ ก็มีความคาดหวังที่จะให้รัฐบาลได้ลงทุนเพื่อป้องกันภัยพิบัติอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่ให้ประชาชนต้องรอคอยรับเงินเยียวยา เพราะเมื่อถึงวันนั้นก็ถือว่าประเทศไทย และพี่น้องประชาชนได้เกิดความสูญเสียขึ้นแล้ว 

“ที่สำคัญที่สุด หากไม่มีแผนการดำเนินการอะไร รัฐบาลปล่อยไปเช่นนี้ จะทำให้กระทบกับสิทธิของผู้พิการ ผู้สูงอายุ และเด็ก อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนสุดท้ายรัฐบาล ต้องใช้วิธีการกู้อีก หรือขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้ประชาชนเดือดร้อนเป็นวงกว้าง”นายพงศกร กล่าว

เอกนิติ เผย รัฐบาล ชูนโยบายปีแห่งการลงทุน Thailand FastPass ดึงเม็ดเงิน 1 ล้านล้านบาท

เอกนิติ เผย รัฐบาล ชูนโยบายปีแห่งการลงทุน Thailand FastPass ดึงเม็ดเงิน 1 ล้านล้านบาท

เอกนิติ เผย รัฐบาล ชูนโยบายปีแห่งการลงทุน Thailand FastPass ดึงเม็ดเงิน 1 ล้านล้านบาท

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.37 น.

“เอกนิติ”เผยรัฐบาลดันนโยบายปีแห่งการลงทุนต่อเนื่องแม้สัดส่วนเม็ดเงินลงทุนในงบประมาณลดลง เร่งดันเม็ดเงิน FDI แตะ 1 ล้านล้านบาท พร้อมชู “Thailand Fast Pass” เร่งลงทุนได้จริง ดึงเม็ดเงินลงทุนรัฐวิสาหกิจ 2.7 แสนล้านลงระบบเศรษฐกิจ 

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ที่ รร.รอยัลริเวอร์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวในงานครบรอบ 29 ปี สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติว่า รัฐบาลยังคงผลักดันนโยบายสำคัญที่กำหนดให้ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 จะมีสัดส่วนงบลงทุนลดลง แต่รัฐบาลสามารถเพิ่มการลงทุนโดยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนผ่านการขับเคลื่อนการลงทุนนอกงบประมาณ เช่น การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) และการดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อลดภาระการกู้เงินของภาครัฐโดยตรง

นายเอกนิติ กล่าวว่าในฐานะประธานบอร์ดของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้ตั้งเป้าหมายผลักดันเม็ดเงินลงทุนจริง (FDI) ในโครงการ “Thailand Fast Pass”  ให้ได้ประมาณ  9 แสนล้านถึง 1 ล้านล้านบาท เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการดันเศรษฐกิจไทยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของประเทศ

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า กลยุทธ์สำคัญคือการเปลี่ยนผ่านโดยกำหนดให้ Thailand Fast Pass กำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับการส่งเสริมการลงทุนต้องลงเม็ดเงินจริงอย่างน้อย 20% ภายในปีนี้  นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นโครงการ Skill Bridge หรือสะพานเชื่อมทักษะ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงานไทยรองรับอุตสาหกรรมใหม่

นายเอกนิติ กล่าวว่าสำหรับข้อจำกัดของงบประมาณที่มีการจัดสรรงบลงทุนต่ำกว่าเดิม เนื่องจากปัจจุบันงบประมาณแผ่นดินมีอยู่อย่างจำกัด และสัดส่วนงบลงทุนที่ดูน้อยลงเกิดจากการปรับปรุงความโปร่งใส ที่สำคัญสาเหตุที่เห็นว่างบลงทุนในปีนี้ดูน้อยกว่าปีที่แล้ว เป็นเพราะรัฐบาลยกระดับความโปร่งใส โดยการเปิดเผยค่าใช้จ่ายประจำที่เคยถูกหมกเม็ดไว้ให้ชัดเจน ส่งผลให้สัดส่วนงบประจำสูงขึ้นและงบลงทุนดูน้อยลงในเชิงตัวเลขแต่ก็สามารถเพิ่มการลงทุนให้เพิ่มขึ้นจากการลงทุนของภาคเอกชน และการลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลจะเข้าไปขับเคลื่อนในเรื่องนี้อย่างจริงจังต่อไป 

‘แก้วตา’เปิดวอร์’ใบตองแห้ง’ ขยี้พวกโดนพรรคส้มทิ้ง โดนตอกพรรคกระจอกแพ้มัลลิกา

'แก้วตา'เปิดวอร์'ใบตองแห้ง' ขยี้พวกโดนพรรคส้มทิ้ง โดนตอกพรรคกระจอกแพ้มัลลิกา

‘แก้วตา’เปิดวอร์’ใบตองแห้ง’ ขยี้พวกโดนพรรคส้มทิ้ง โดนตอกพรรคกระจอกแพ้มัลลิกา

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.49 น.

นายอธึกกิต แสวงสุข หรือ ที่รู้จักกันดีในนาม ใบตองแห้ง คอลัมนิสต์และพิธีกรชื่อดัง 

4 ก.ค.69 เฟซบุ๊ก ธิษะณา ชุณหะวัณ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก พร้อมแชร์โพสต์ นายอธึกกิต แสวงสุข หรือ ที่รู้จักกันดีในนาม ใบตองแห้ง คอลัมนิสต์และพิธีกรชื่อดัง โดยได้ระบุข้อความแสดงความคิดเห็น ว่า ” แต่เอาคนแบบสุรพล แบบคนมีคดีข่มขืนกระทำชำเราลงสส? ไปเทียบกับคนได้ไปต่อที่ไร้ผลงานใดๆ อภิปรายไม่ถึงสิบหนผ่านมาสามปี ไม่มีแม้แต่อุดมการณ์ เรียกได้ว่าไม่ทำงานเลยก็ว่าได้เดินบนถนนคนไม่รู้เป็นสสมีนับร้อย 555 #สสกดปุ่ม แบบนี้เรียกทำงานเป็นทำงานเก่ง ?

และไม่ต้องมา “สงสาร” พรรคกระจอกลูกไล่อนุทินมีแต่โจรข่มขืนเต็มพรรคคนออกมาได้ถือว่ามีบุญ และมันเป็นคนมา “ขอ” ให้ดิฉันไปลงให้ไม่เคยคิดสมัครไปเองเลยตอนปี 66 เพราะไม่มีคนลงให้กระจอกเกินจนไม่มีคนมาสมัครลงสสครบทุกเขตในกทม. ณ ตอนนั้น

เสีย กทม. รอบนี้โดยได้เสียงไม่ถึงครึ่งหนึ่ง (25 เขต) ทั้งที่ตอนเลือกตั้งใหญ่ชนะทุกเขต แพ้มัลลิกาย่อยยับ มันจะแพ้เลือกตั้งใหญ่รอบหน้าอีกแน่นอนกระจอกอย่างพวกมัน
ได้ให้เท่าอดีตพรรคชาติพัฒนาก่อนเทียบกับครอบครัวดิฉันยังได้แค่ฝันลมๆ แล้งๆ ” 

ทำไมทำค่าครองชีพประชาชนยังไม่ลด ‘พร้อมพงศ์’ จี้ รื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ

ทำไมทำค่าครองชีพประชาชนยังไม่ลด 'พร้อมพงศ์' จี้ รื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ

ทำไมทำค่าครองชีพประชาชนยังไม่ลด ‘พร้อมพงศ์’ จี้ รื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.25 น.

“พร้อมพงศ์” จี้ รื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ ไม่เข้าใจราคาน้ำมันไทย ไม่ลดตามตลาดโลก ย้ำ กมธ.งบประมาณ 70 ตรวจสอบการใช้เงินภาครัฐอย่าอิงแค่เอกสาร ต้อง พุ่งเป้าตอบโจทย์ชีวิตจริง ทำค่าครองชีพประชาชนลดลง

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสถานการณ์ค่าครองชีพของประชาชนในปัจจุบันว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มอ่อนตัวลง แต่ประชาชนยังตั้งคำถามว่า เหตุใดค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง ค่าขนส่ง และราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน ยังไม่ลดลง ประเทศไทยมีระบบบริหารจัดการด้านพลังงานที่ครบถ้วน ถึงเวลาที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทบทวนโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ ขอเสนอ 3 วาระเร่งด่วนเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์

1.การรื้อสูตรราคาพลังงานทั้งระบบ วางมาตรการเชิงรุกเพื่อให้เมื่อราคาพลังงานโลกปรับตัวลง คนไทยจะได้รับประโยชน์อย่างเหมาะสมและรวดเร็ว ภายใต้กรอบกฎหมายและวินัยการเงินการคลัง

2.การเปิดเผยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ปรับปรุงโครงสร้างข้อมูลราคาพลังงานที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่ายและสื่อสารต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่องเพื่อความโปร่งใส

3.การผูกงบประมาณเข้ากับปากท้อง ในจังหวะที่ร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีพ.ศ.2570 ผ่านความเห็นชอบวาระแรกและกำลังอยู่ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ทุกฝ่ายควรทบทวนนโยบายจัดสรรงบประมาณให้พุ่งเป้าไปที่การลดต้นทุนชีวิตของประชาชนเป็นอันดับแรก เพราะงบประมาณที่ดีต้องตอบโจทย์ชีวิตจริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขในเอกสาร

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า การเมืองที่ดีไม่ใช่การเมืองที่แข่งกันพูด แต่คือการเมืองที่แข่งกันลดต้นทุนชีวิตของประชาชน งบประมาณที่ดีที่สุด ไม่ใช่งบที่ใช้หมด แต่คืองบที่ทำให้ค่าครองชีพของประชาชนลดลงอย่างเป็นรูปธรรม 

“ความเชื่อมั่นของประชาชน ไม่ได้เกิดจากคำชี้แจงที่ยาวขึ้น แต่ต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นจริง ประชาชนไม่ได้คาดหวังให้รัฐบาลกับฝ่ายค้านเอาชนะกัน แต่คาดหวังให้ทุกฝ่ายร่วมกันเอาชนะปัญหาค่าครองชีพของประชาชน ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ตัดสินผลงานของนักการเมือง ไม่ใช่เวทีอภิปรายหรือวาทกรรมทางการเมือง แต่คือคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน” นายพร้อมพงศ์กล่าว

มธ. ปั้น แพทย์แผนจีนอินเตอร์ ดันไทยชิงเค้กโลก 5.5 แสนล้านดอลลาร์

มธ. ปั้น แพทย์แผนจีนอินเตอร์ ดันไทยชิงเค้กโลก 5.5 แสนล้านดอลลาร์

มธ. ปั้น แพทย์แผนจีนอินเตอร์ ดันไทยชิงเค้กโลก 5.5 แสนล้านดอลลาร์

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.17 น.

มธ. ปั้น ‘แพทย์แผนจีนนานาชาติ’ ดัน ‘ไทย’ ลุยตลาดโลก ชิงเค้ก 5.5 แสนล้านดอลลาร์

ในอนาคตอันใกล้ “การแพทย์แผนจีน” ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานมากกว่า 2,000 ปี จะไม่ได้เป็นเพียงแค่การแพทย์ทางเลือก แต่จะเป็นหนึ่งในการแพทย์เพื่อสร้างทางรอด ที่ใช้รักษาควบคู่กับแพทย์แผนปัจจุบัน

มธ.

“บางเคสกินยาแผนปัจจุบันแล้วเจอผลข้างเคียง เลยอยากใช้ยาสมุนไพรจีนแทน เราจะให้ปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบันก่อน จากนั้นค่อยมาดูว่าทางศาสตร์แพทย์แผนจีนมีวิธีไหนที่จะช่วยรักษาได้บ้าง” ผศ. ดร.ภารดี แสงวัฒนกุล อาจารย์ประจำหลักสูตรการแพทย์แผนจีนบัณฑิต วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ ระบุ และว่า ผลลัพธ์การรักษาที่ดีที่สุดจะเกิดขึ้นจากการผสานระหว่างการแพทย์แผนจีน (ตะวันออก) เข้ากับองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ของการแพทย์แผนปัจจุบัน (ตะวันตก) 

“ไม่ใช่ไปบอกกับคนไข้ว่า ไม่ต้องไปหาแพทย์แผนปัจจุบันนะ ให้มารักษาด้วยแผนจีนอย่างเดียว แบบนี้เราไม่ทำ ไม่ถูกต้อง สิ่งที่ถูกต้องคือการรักษาแบบผสมผสานเพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ดีที่สุด” ผศ. ดร.ภารดี เน้นย้ำ

จากรายงานการตลาด Traditional Chinese Medicine Hospitals in China ของ IBISWorld ที่เผยแพร่เมื่อปี 2567 ได้สะท้อนภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมการแพทย์แผนจีน ซึ่งพบว่ามีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากปัจจัยการสนับสนุนของภาครัฐ และความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากผู้ป่วย โดยในช่วงระหว่างปี 2562-2567 มีอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CAGR) อยู่ที่ 5.7%

ขณะที่ข้อมูลจาก Business Research Insights เมื่อปี 2569 พยากรณ์ขนาดของตลาดการแพทย์แผนจีน (TCM) ทั่วโลก อยู่ที่ 2.89 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมคาดการณ์ว่าในช่วง 10 ปีจากนี้ คือปี 2569-2578 จะมีอัตราการเติบโต CAGR อยู่ที่ 7.4% ส่งผลให้มูลค่าตลาดก้าวขึ้นไปเป็น 5.51 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2578

มธ.

มากไปกว่านั้น พบว่าหลายประเทศทั่วโลกกำลังขยายการใช้ประโยชน์ด้านการรักษาและสร้างเศรษฐกิจจากระบบนิเวศการแพทย์แผนจีน ตั้งแต่ประเทศในเอเชีย ไปจนถึงยุโรป หรือแม้แต่ในสหรัฐอเมริกาที่ปัจจุบันมีผู้ที่มีใบประกอบวิชาชีพมากกว่า 4 หมื่นราย หรือในเยอรมนี ที่มีการนำบริการแพทย์แผนจีนบรรจุเข้าอยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพ ฯลฯ 

ในความเป็นจริงแล้ว การแพทย์แผนจีนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และย้อนกลับไปในปี 2562 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้บรรจุหมวดการแพทย์ดั้งเดิม (Traditional Medicine Chapter) เข้าไปในบัญชีจำแนกโรคสากล (ICD-11) ซึ่งเป็นระบบที่ใช้กันทั่วโลกด้วย

ความต้องการของผู้คนที่อยากดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและอิงกับธรรมชาติ เพื่อลดการพึ่งพายาเคมี หรือการรักษาที่มากเกินความจำเป็น คือปัจจัยหลักที่ทำให้มูลค่าตลาดการแพทย์แผนจีนเติบโตขึ้น และยังจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากการเข้ามาของเทรนด์การมีอายุยืนยาวแบบมีสุขภาพที่ดี (Longevity) 

นี่จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะสร้างเศรษฐกิจและเข้าไปมีส่วนร่วมในการชิงส่วนแบ่งทางการตลาดในตลาดระดับโลก

มธ.

“มีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากที่รู้จักและเคยรักษาด้วยการแพทย์แผนจีนมาก่อน เมื่อเข้ามาในประเทศไทยก็พยายามมองหาการแพทย์แผนจีน ฉะนั้นหากประเทศไทยยกระดับเรื่องนี้จริงจัง ก็จะยิ่งทำให้นโยบาย Medical Hub และ Wellness Tourism มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น” ผศ. ดร.ภารดี ระบุ

ที่ผ่านมา หน่วยงานในประเทศไทยก็เดินหน้าผลักดันการแพทย์แผนจีนอยู่ไม่น้อย ทั้งการทำระบบการรับรองและออกใบอนุญาตผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีน รวมถึงการจัดสรรตำแหน่งในระบบบริการสุขภาพภาครัฐ และล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2569  มีมติอนุมัติให้ข้าราชการพลเรือนสามัญสายงานแพทย์แผนจีน ตำแหน่งแพทย์แผนจีน ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการรักษาประชาชน มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาการระดับชำนาญการ และชำนาญการพิเศษ เดือนละ 3,500 บาท และ 5,600 บาท อีกด้วย

แม้ว่ามาตรการเหล่านี้จะทำให้มีคลินิกด้านการแพทย์แผนจีนเปิดให้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในภาครัฐและเอกชน แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นควบคู่กันก็คือ ทุกวันนี้จำนวนแพทย์แผนจีนในไทยยังคงมีอยู่จำกัด และถือว่าขาดแคลนหากเทียบกับความต้องการ ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ที่ได้รับใบอนุญาตฯ เพียงกว่า 2,000 คน ขณะที่ในแต่ละปีมีผู้ได้รับใบอนุญาตเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 300 คน

เพื่อเติมเต็มช่องว่างด้านกำลังคน และสร้างศักยภาพให้ประเทศไทย วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ (CICM) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จึงทำความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตู (Chengdu University of Traditional Chinese Medicine) เพื่อพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนแพทย์แผนจีนขึ้น ซึ่งเป็น “แห่งแรกของประเทศไทย” ที่เป็นหลักสูตรนานาชาติ

มธ.

มากไปกว่านั้นคือ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจะได้รับปริญญาการแพทย์แผนจีนบัณฑิต 2 ใบ (Dual Degree) คือจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 1 ใบ และมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตู อีก 1 ใบ

อาจมีคำถามว่า เมื่อต้องการเรียนการแพทย์แผนจีน เหตุใดจึงไม่ไปเรียนจากประเทศจีนที่เป็นต้นกำเนิดของศาสตร์การรักษานี้

ผศ. ดร.ภารดี อธิบายว่า นอกจากองค์ความรู้สากลในระดับนานาชาติแล้ว สิ่งสำคัญที่จะได้จากการเรียนที่ธรรมศาสตร์คือสายสัมพันธ์ (คอนเนคชัน) บุคลากรทางการแพทย์ในไทยและจีน ที่สามารถนำไปใช้ในการประกอบวิชาชีพได้จริง ตลอดจนความเข้าใจในบริบท ระบบสุขภาพ ระบบกฎหมาย และระบบนิเวศการแพทย์แผนจีนทั้งหมดในประเทศไทย

นอกจากนี้ CICM ได้ร่วมกับโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติในการเปิดคลินิกการแพทย์แผนจีน ซึ่งจะทำให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์จากการได้ตรวจ และดูแลรักษาผู้ป่วยจริงๆ ภายใต้การกำกับของอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนจีน 

นำไปสู่การเปิดโอกาสทางการประกอบอาชีพได้อย่างหลากหลาย เช่น แพทย์แผนจีนในโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชน ผู้ประกอบการคลินิกการแพทย์แผนจีน ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู นักวิจัยด้านการแพทย์และสมุนไพร อาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา นักพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพ ที่ปรึกษาด้านสุขภาพ ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพและสมุนไพร ฯลฯ 

มธ.

ที่สำคัญคือ สามารถเลือกทำงานได้ทั้งในไทย จีน และประเทศอื่นๆ ได้อย่างกว้างขวาง ตัวอย่างเช่น ประเทศสหรัฐฯ เนื่องจากมีการรับรองปริญญาด้านการแพทย์แผนจีนของมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตูให้สามารถสอบเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้ 

สำหรับการเรียนการสอนจะใช้เวลาทั้งหมด 6 ปี แบ่งเป็น การเรียนที่ธรรมศาสตร์ 3 ปี ได้แก่ ปี 1 เรียนวิชาพื้นฐาน ปี 3 และ ปี 4 เรียนเนื้อหาวิทยาศาสตร์การแพทย์ และทฤษฎีการแพทย์แผนจีน และเรียนที่มหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตู 3 ปี คือ ปี 2 เรียนภาษาจีน ปี 5 และ ปี 6 เรียนเนื้อหาด้านการแพทย์แผนจีน พร้อมกับปฏิบัติจริงกับผู้ป่วย

ผศ. นพ.พีระพงค์ กิติภาวงค์ คณบดีวิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มธ. อธิบายว่า ปัจจุบันมีนักศึกษาที่จบจากหลักสูตรการแพทย์แผนจีนจาก CICM ไปแล้ว 3 รุ่น และกว่า 90% สอบผ่านได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีน

สำหรับแผนอนาคต CICM ผศ. นพ.พีระพงค์ บอกว่า มีอยู่ 3 เรื่องที่วางแผนเอาไว้ ได้แก่ 1. การเปิดหลักสูตรปริญญาโทแบบ Dual Degree 2. การพัฒนางานวิจัยด้านการแพทย์แผนจีนร่วมกับนักวิจัยของจีนมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างระบบนิเวศทางการวิจัย และกรุยทางไปสู่การสร้างนวัตกรรมในอนาคต และ 3. อยากจะผลักดันการผลิตยาสมุนไพรจีนได้เอง พร้อมกับให้มีการตั้งบริษัทภายใต้มหาวิทยาลัย เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงยาสมุนไพรจีนที่มีคุณภาพที่ผลิตโดยไทยเอง รวมถึงลดการนำเข้าสมุนไพรจีน ซึ่งมีราคาค่อนข้างสูง โดยหากเป็นไปได้อาจใช้สมุนไพรไทยมาทดแทน เนื่องจากมีสมุนไพรไทยหลายชนิดที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับสมุนไพรจีน และมีศักยภาพในการศึกษาวิจัยเพื่อใช้ทดแทนในบางตำรับ 

มธ.

อีกทั้งในเชิงการหนุนเสริมระบบบริการสุขภาพโดยตรง ขณะนี้ก็กำลังเดินหน้าทำให้เกิดการผสานศาสตร์การแพทย์แผนจีนเข้ากับการดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคองให้กับศูนย์ธรรมศาสตร์ธรรมรักษ์ และอาจต่อยอดไปถึงการพัฒนาเป็นแนวทางการดูแลรักษาผู้สูงอายุด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน พร้อมกับผลักดันให้ทาง สธ. มีการนำไปใช้จริงทั่วประเทศ เพื่อเป็นแนวทางการดูแลรักษาทางเลือกสำหรับรองรับกับสังคมผู้สูงอายุของไทยที่กำลังจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ในปี 2573 

ขณะเดียวกัน หากเป็นไปได้ ผศ. นพ.พีระพงค์ บอกว่า อยากให้รัฐบาล และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ผลักดันเรื่องการแพทย์แผนจีนควบคู่ไปกับการแพทย์แผนไทยด้วย ทั้งในแง่การผลักดันบุคลากรให้เข้าไปสู่ในระบบภาครัฐ รวมถึงบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีเพียงบริการฝังเข็ม 20 ครั้งต่อปีสำหรับฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยระยะกลาง (IMC) เท่านั้น

โลกเปลี่ยนไทยต้องเปลี่ยน รัฐบาลเร่งปรับโครงสร้างพลังงาน เพิ่มพลังงานหมุนเวียนรับยุค ไฟฟ้าสะอาด

โลกเปลี่ยนไทยต้องเปลี่ยน รัฐบาลเร่งปรับโครงสร้างพลังงาน เพิ่มพลังงานหมุนเวียนรับยุค ไฟฟ้าสะอาด

โลกเปลี่ยนไทยต้องเปลี่ยน รัฐบาลเร่งปรับโครงสร้างพลังงาน เพิ่มพลังงานหมุนเวียนรับยุค ไฟฟ้าสะอาด

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.43 น.

โลกเข้าสู่ยุคไฟฟ้าสะอาด รัฐบาลเร่งปรับโครงสร้างพลังงานไทย ลดฟอสซิล เพิ่มพลังงานหมุนเวียน สร้างความมั่นคงทางพลังงานและโอกาสเศรษฐกิจใหม่

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่การแข่งขันครั้งใหม่ ที่ไม่ได้แข่งขันกันเพียงด้านเทคโนโลยีหรือการผลิต แต่แข่งขันกันว่าใครจะสามารถผลิตไฟฟ้าสะอาดได้มากกว่า เพราะพลังงานสะอาดกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุน การส่งออก และการสร้างงานในอนาคต รัฐบาลจึงเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

รัชดา ธนาดิเรก

ข้อมูลจากรายงานทบทวนสถิติโลกด้านพลังงาน (Statistical Review of World Energy) ฉบับล่าสุดของสถาบันพลังงาน (Energy Institute) ระบุว่า ในปี 2025 (พ.ศ. 2568) พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์รวมกันกลายเป็นแหล่งพลังงานใหม่ที่เพิ่มเข้าสู่ระบบไฟฟ้าของโลกมากที่สุดเป็นครั้งแรก ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และกำลังผลิตใหม่ส่วนใหญ่มาจากพลังงานคาร์บอนต่ำ โดยพลังงานลมและแสงอาทิตย์เติบโตถึงร้อยละ 18.3 ในปีเดียว สะท้อนว่าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคไฟฟ้าสะอาดอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องของความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพราะอุตสาหกรรมยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมอาหาร หรือภาคการส่งออก ต่างต้องการไฟฟ้าที่มั่นคง มีต้นทุนเหมาะสม และสอดคล้องกับมาตรฐานการลดการปล่อยคาร์บอนที่เข้มงวดขึ้นทั่วโลก หากประเทศไทยเตรียมความพร้อมไม่ทัน ก็อาจสูญเสียโอกาสในการดึงดูดการลงทุนและขยายตลาดส่งออกในอนาคต

ไฟฟ้าสะอาด

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

นายกรัฐมนตรีจึงให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ และมอบหมายให้ทุกหน่วยงานเร่งขับเคลื่อนมาตรการอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน การผลักดันโครงการโซลาร์ภาคประชาชน การสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ระบบกักเก็บพลังงาน ระบบบริหารจัดการพลังงาน รวมถึงการเตรียมใช้เงินตามพระราชกำหนดกู้เงินด้านพลังงาน เพื่อสนับสนุนโครงการที่ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่วัดผลได้

พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานยุคใหม่ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการสร้างโรงไฟฟ้า แต่รวมถึงการพัฒนาระบบสายส่งอัจฉริยะ ระบบกักเก็บพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานรองรับยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีบริหารจัดการพลังงาน เพื่อให้ประเทศไทยมีระบบไฟฟ้าที่มั่นคง มีประสิทธิภาพ และรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นางสาวรัชดา ย้ำว่า “รัฐบาลต้องการให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ไม่ใช่เฉพาะภาครัฐหรือภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ประชาชนสามารถเริ่มต้นจากการติดตั้งโซลาร์ภาคประชาชนเพื่อลดค่าไฟ ชุมชนสามารถพัฒนาระบบพลังงานของตนเอง ภาคธุรกิจสามารถลดต้นทุนและยกระดับมาตรฐานการผลิต ขณะที่ภาครัฐจะเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อให้ประเทศไทยมีระบบพลังงานที่มั่นคง ทันสมัย และแข่งขันได้ในระยะยาว”

“โลกไม่ได้กำลังจะเปลี่ยนในอีกสิบปีข้างหน้า แต่กำลังเปลี่ยนอยู่ในเวลานี้ ประเทศที่เตรียมระบบไฟฟ้าสะอาดได้ก่อน จะเป็นประเทศที่ดึงดูดการลงทุน สร้างงาน และแข่งขันได้มากกว่า รัฐบาลจึงเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของไทยตั้งแต่วันนี้ เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนให้กับคนไทยในระยะยาว” นางสาวรัชดา กล่าว

กู้เงินฟรีดอก รัฐบาลจัดให้เกษตรกรจำนำของไม่เสียดอกเบี้ยนาน 1 เดือน รับฤดูเพาะปลูก

กู้เงินฟรีดอก รัฐบาลจัดให้เกษตรกรจำนำของไม่เสียดอกเบี้ยนาน 1 เดือน รับฤดูเพาะปลูก

กู้เงินฟรีดอก รัฐบาลจัดให้เกษตรกรจำนำของไม่เสียดอกเบี้ยนาน 1 เดือน รับฤดูเพาะปลูก

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.21 น.

รัฐบาล สั่งโรงรับจำนำรัฐทั่วประเทศ ฟรีดอกเบี้ย 1 เดือนเต็ม ไม่จำกัดวงเงินตลอดเดือนกรกฎาคมนี้ให้เกษตรกรไทย หวังลดภาระค่าครองชีพในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก ที่จำเป็นต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนสูงในการสร้างผลผลิต ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จึงได้จับมือกับสำนักงานธนานุเคราะห์ หรือโรงรับจำนำของรัฐ จัดโครงการ “เคียงข้างเกษตรกร ฟรีดอกเบี้ย” โดยมอบสิทธิพิเศษฟรีดอกเบี้ยนานถึง 1 เดือน สำหรับทุกวงเงินจำนำ ตลอดทั้งเดือนกรกฎาคม 2569 นี้ เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้กับเกษตรกรและอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบฐานราก

ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร

สำหรับเงื่อนไขการเข้ารับสิทธิ์นั้น รัฐบาลได้ปรับลดขั้นตอนให้ง่ายที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อประชาชน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มลูกค้าใหม่ ที่ยังไม่เคยมีประวัติตั๋วจำนำกับสำนักงานธนานุเคราะห์  ให้นำบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง คู่กับบัตรประจำตัวเกษตรกร หรือสมุดทะเบียนเกษตรกร เข้าไปติดต่อก็รับสิทธิ์ฟรีดอกเบี้ย 1 เดือนได้ทันที ส่วนกลุ่มลูกค้าเดิม ที่เคยแจ้งอาชีพเกษตรกรไว้ในระบบของสำนักงานธนานุเคราะห์อยู่แล้ว ก็ไม่ต้องเตรียมเอกสารให้ยุ่งยาก แค่ยื่นบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง เพื่อยืนยันตัวตน ก็รับสิทธิ์ได้เลย

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งหวังช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้แก่เกษตรกรทั่วประเทศ ในช่วงที่เกษตรกรจำเป็นต้องใช้เงินทุนหมุนเวียน เพื่อซื้อปัจจัยการผลิต เช่น เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย หรือยาปราบศัตรูพืช ซึ่งเกษตรกรผู้สนใจสามารถเข้าร่วมโครงการได้ที่สถานธนานุเคราะห์ หรือ โรงรับจำนำของรัฐ ทุกสาขาทั่วประเทศ ในวันและเวลาราชการ (08.00 – 16.30 น.) โดยจะเปิดให้บริการต่อเนื่องในช่วงพักเที่ยงด้วย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการทุกคน

ดอกเบี้ย

ภาพประกอบไม่เกี่ายวข้องกับข้อมูล