ออสเตรเลียฟ้อง Amazon ชี้ทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับผู้สมัครบริการ

ออสเตรเลียฟ้อง Amazon ชี้ทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับผู้สมัครบริการ

1 ก.ค. 2569 05:40 น.

ออสเตรเลียฟ้อง Amazon ชี้ทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับผู้สมัครบริการ

ทางการออสเตรเลียยื่นฟ้องร้องบริษัท Amazon โดยกล่าวหาว่า ทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับผู้สมัครบริการจำนวนมากกว่าหนึ่งล้านราย ด้วยการบังคับให้จ่ายเงินเพิ่มเพื่อเลี่ยงโฆษณาที่แต่เดิมไม่เคยมี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 30 มิ.ย. 2569 ว่า หน่วยงานกำกับดูแลผู้บริโภคของออสเตรเลียได้ยื่นฟ้องบริษัท แอมะซอน (Amazon) โดยอ้างว่ายักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีรายนี้ได้ใส่โฆษณาเข้ามาในบริการ “ไพรม์ วิดีโอ” (Prime Video) โดยใช้ข้อสัญญาที่ถูกกล่าวหาว่าไม่เป็นธรรม

คณะกรรมาธิการการแข่งขันทางการค้าและผู้บริโภคแห่งออสเตรเลีย (ACCC) ระบุว่า แอมะซอนได้ละเมิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคจากการทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับผู้สมัครบริการรายปีมากกว่าหนึ่งล้านราย ในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2566 ถึงเดือนสิงหาคม 2568

“ผู้บริโภคที่ต้องการหลีกเลี่ยงโฆษณาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อคงบริการในรูปแบบเดิมที่พวกเขาได้ลงทะเบียนสมัครไว้ตั้งแต่แรก” จีนา แคสส์-ก็อตต์ลีบ ประธาน ACCC กล่าว

เป็นเวลากว่าทศวรรษที่ Prime Video เป็นบริการสตรีมมิ่งแบบไม่มีโฆษณาคั่น ซึ่งรวมอยู่ในแพ็กเกจสมาชิก Amazon Prime ซึ่งขายเป็นเวอร์ชั่นอัปเกรดของบริการจัดส่งสินค้า ซึ่งเป็นบริการหลักของบริษัท

บริการ Prime เริ่มเปิดตัวในออสเตรเลียเมื่อปี 2561 แต่แอมะซอนเริ่มเปิดระบบโฆษณาในบริการนี้ทั่วโลกในปี 2567 และแจ้งแก่ผู้สมัครบริการในออสเตรเลียว่า หากต้องการใช้บริการแบบไม่มีโฆษณาต่อไป จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในแต่ละเดือน ส่งผลให้ราคาต่อเดือนพุ่งสูงขึ้นเป็น 12.99 ดอลลาร์ออสเตรเลีย

ณ จุดนั้น ACCC ระบุว่ามีประชาชนในออสเตรเลียมากกว่า 850,000 คนที่ได้จ่ายเงินล่วงหน้าสำหรับค่าบริการ Prime แบบรายปีไปแล้ว

“ผู้สมัครบริการเหล่านั้นกลับได้รับบริการ Prime Video ที่ถูกลดคุณภาพลงและมีโฆษณาคั่นตลอดช่วงเวลาที่เหลือของอายุสัญญาที่จ่ายเงินล่วงหน้าไป เว้นแต่พวกเขาจะยอมจ่ายเงินเพิ่มสำหรับตัวเลือกแบบไม่มีโฆษณา” ACCC ระบุเพิ่มเติมในเอกสารยื่นฟ้อง

ACCC ระบุว่า แอมะซอนกระทำการดังกล่าวโดยอาศัยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม 5 ข้อในสัญญาที่ทำกับลูกค้ามากกว่าหนึ่งล้านราย ซึ่งลงนามระหว่างวันที่ 1 พ.ย. 2566 ถึง 18 ส.ค. 2568

“สัญญาเหล่านั้นรวมข้อกำหนด 5 ข้อที่อนุญาตให้ [แอมะซอน ออสเตรเลีย] สามารถเปลี่ยนแปลงบริการของตนฝ่ายเดียวในลักษณะที่ส่งผลเสียอย่างร้ายแรง (ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงบริการ Prime Video) ตลอดจนข้อกำหนดที่ควบคุมบริการเหล่านั้น โดยที่ผู้สมัครบริการไม่มีสิทธิ์ตามสัญญาในการได้รับเงินคืนหรือการชดเชยที่สมน้ำสมเนื้อแต่อย่างใด” ACCC ระบุ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พฤติกรรมการปฏิบัติต่อผู้ใช้บริการของแอมะซอนถูกตรวจสอบโดยหน่วยงานภาครัฐ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหรัฐฯ (FTC) ได้ดำเนินคดีทางกฎหมายกับแอมะซอน จากข้อกล่าวหาว่าบริษัทแอบสมัครบริการ Prime ให้ผู้บริโภคโดยที่พวกเขาไม่ได้ยินยอม และจงใจทำให้ขั้นตอนการยกเลิกสมาชิกมีความยุ่งยากซับซ้อน

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา แอมะซอนเพิ่งตกลงที่จะจ่ายค่าปรับให้แก่ FTC เพื่อยุติข้อกล่าวหาว่าบริษัทได้สร้างกระบวนการที่ “ซับซ้อนและทารุณทางจิตใจราวกับหลุดมาจากนิยายของคาฟคา” สำหรับผู้ที่เป็นเหยื่อของการฉ้อโกงช้อปปิ้งออนไลน์

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอังกฤษก็เข้ามาตรวจสอบวิธีการจัดอันดับสินค้าเพื่อลงโฆษณาขายของแอมะซอน รวมถึงปัญหาการแพร่ระบาดของรีวิวสินค้าปลอมบนแพลตฟอร์มเช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับพุ่ง 1,943 ศพ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา พบเด็ก 3 ขวบรอดปาฏิหาริย์

ดับพุ่ง 1,943 ศพ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา พบเด็ก 3 ขวบรอดปาฏิหาริย์

1 ก.ค. 2569 05:03 น.

ดับพุ่ง 1,943 ศพ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา พบเด็ก 3 ขวบรอดปาฏิหาริย์

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวในเวเนซุเอลาเพิ่มขึ้นเป็น 1,943 ศพแล้ว แต่ทีมกู้ภัยยังพบผู้รอดชีวิต โดยสามารถช่วยเหลือเด็กวัย 3 ขวบจากซากปรักหักพังได้สำเร็จแม้จะผ่านไป 6 วันแล้ว

เมื่อวันอังคารที่ 30 มิ.ย. 2569 ทีมกู้ภัยจากประเทศจอร์แดนเปิดเผยว่า สามารถช่วยเหลือเด็กชายวัย 3 ขวบขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย หลังจากติดอยู่ใต้ซากตึกนานถึง 6 วัน นับตั้งแต่เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งซ้อนในประเทศเวเนซุเอลาเมื่อสัปดาห์ก่อน

คลิปวิดีโอเผยให้เห็นนาทีที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยต่างโห่ร้องด้วยความดีใจขณะดึงตัวเด็กชายออกจากซากปรักหักพังในรัฐลาไกวรา โดยนางเดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลาระบุว่า เด็กคนนี้มีชื่อว่า คลีเบอร์ โมรัน (Klieber Morán) และการช่วยเหลือเขาได้เปรียบเสมือน “ห้วงเวลาแห่งความหวัง”

เหตุปาฏิหาริย์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางคำเตือนจากองค์การสหประชาชาติ (UN) ว่า ประชาชนหลายแสนคนกำลังตกอยู่ในภาวะขาดแคลนอาหารและที่อยู่อาศัยอย่างรุนแรง

ในปัจจุบัน จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.2 และ 7.5 เมื่อสัปดาห์ที่แล้วพุ่งสูงขึ้นเป็น 1,943 ศพแล้ว ในขณะที่จำนวนผู้บาดเจ็บก็เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 10,000 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกหลายหมื่นคน

ด้านความเสียหายทางโครงสร้าง จากการประเมินข้อมูลดาวเทียมเบื้องต้นของนาซา (NASA) คาดว่าแรงสั่นสะเทือนอันรุนแรงได้สร้างความเสียหายหรือทำลายอาคารบ้านเรือนไปแล้วราว 58,870 หลัง

ส่วนอาการของเด็กชายวัย 3 ขวบ ทีมกู้ภัยของจอร์แดนระบุว่า เด็กชายคลีเบอร์ได้รับการปฐมพยาบาลและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว โดยสัญญาณชีพยังคงปกติ ด้านนายฮอร์เก โรดริเกซ ประธานสภาผู้แทนราษฎรเวเนซุเอลา กล่าวว่า ขณะนี้เด็กชายกำลังเข้ารับการรักษาตัวในกรุงการากัส เมืองหลวงของประเทศ

ทั้งนี้ รัฐลาไกวราเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุด โดยชาวบ้านในพื้นที่จำนวนมากต้องพยายามดำเนินภารกิจกู้ภัยกันเอง

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) แถลงผ่านเว็บไซต์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า พื้นที่รัฐลาไกวรากำลังเผชิญกับการขาดแคลนอาหารเป็นวงกว้าง ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานพังทลาย และการสื่อสารส่วนใหญ่ถูกตัดขาด “ความตึงเครียดในชุมชนเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากช่องทางการเข้าถึงความช่วยเหลือยังคงถูกจำกัด”

UNHCR ระบุอีกว่า ในเบื้องต้นจำเป็นต้องใช้เงินทุนจำนวน 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อ “ยกระดับการคุ้มครอง จัดหาเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น และสนับสนุนที่พักพิงชั่วคราวให้แก่ผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว 30,000 คน ตลอดระยะเวลา 6 เดือน”

ตอนนี้ความช่วยเหลือจากนานาชาติเริ่มเดินทางมาถึงเวเนซุเอลาแล้ว โดยโฆษกองค์การสหประชาชาติ (UN) เปิดเผยว่า สิ่งของบรรเทาทุกข์ทางมนุษยธรรมน้ำหนักรวม 47 ตันได้ส่งถึงประเทศเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งประกอบด้วยชุดอุปกรณ์การแพทย์ฉุกเฉินสำหรับการดูแลรักษาพยาบาลอย่างเร่งด่วน อุปกรณ์สำหรับการทำคลอดอย่างปลอดภัย การดูแลทารกแรกเกิด และการป้องกันโรคระบาด

ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนว่าระบบบริการสาธารณสุขกำลังเผชิญกับ “แรงกดดันอย่างหนักหน่วง” เนื่องจากมีความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้นที่จะเกิดการแพร่ระบาดของโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน เช่น โรคหัดและโรคคอตีบ เนื่องจากอัตราการได้รับวัคซีนของประชากรในพื้นที่ยังอยู่ในระดับต่ำ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัฐบาล UK เผย อาจขวางดีล Paramount ซื้อกิจการ Warner Bros.

รัฐบาล UK เผย อาจขวางดีล Paramount ซื้อกิจการ Warner Bros.

1 ก.ค. 2569 02:29 น.

รัฐบาล UK เผย อาจขวางดีล Paramount ซื้อกิจการ Warner Bros.

รัฐมนตรีสหราชอาณาจักรออกมาเผยว่า อาจเข้าแทรกแซงความพยายามของ พาราเมาต์ ที่จะเข้าซื้อกิจการของ วอร์เนอร์ บราเธอส์ โดยได้ยื่นหนังสือให้ทางบริษัทชี้แจงในเรื่องที่รัฐบาลเป็นกังวลแล้ว

รัฐบาลอังกฤษเปิดเผยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (30 มิ.ย. 2569) ว่า รัฐบาลมีแนวโน้มที่จะยื่นคัดค้านการที่บริษัท พาราเมาต์ สกายแดนซ์ (Paramount Skydance) เข้าซื้อกิจการของ วอร์เนอร์ บราเธอส์ ดิสคัฟเวอรี (Warner Bros. Discovery) ซึ่งอาจส่งผลให้การบรรลุข้อตกลงควบรวมกิจการมูลค่า 1.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐนี้ มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น

ลิซา แนนดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมของอังกฤษ ระบุในแถลงการณ์ว่า เธอ “มีแนวโน้มที่จะเข้าแทรกแซง” (minded to intervene) ในความพยายามของพาราเมาต์ที่จะเข้าซื้อกิจการของ CNN, HBO, สตูดิโอภาพยนตร์วอร์เนอร์ บราเธอส์ รวมถึงสินทรัพย์อื่น ๆ ของ วอร์เนอร์ บราเธอส์ ดิสคัฟเวอรี เพราะกังวลเรื่องผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความหลากหลายของสื่อ

“หลังจากได้พูดคุยกับฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและทำการศึกษาข้อมูลอย่างเป็นอิสระแล้ว ในวันนี้ทางกระทรวงของฉันได้ส่งหนังสือในนามของฉันไปยังเจ้าของปัจจุบันและผู้เสนอซื้อกิจการของ วอร์เนอร์ บราเธอส์ ดิสคัฟเวอรี เพื่อแจ้งให้ทราบว่าฉันมีแนวโน้มที่จะเข้าแทรกแซง” แนนดีระบุในแถลงการณ์

ทั้งนี้ ในสหราชอาณาจักร คำว่า “minded to” (มีแนวโน้มที่จะ…) เป็นคำที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลใช้เพื่อประกาศทิศทางการดำเนินการล่วงหน้า ก่อนที่จะเริ่มขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ

แนนดีกล่าวว่าเธอยังไม่ได้ทำการ “ตัดสินใจขั้นเด็ดขาดในการแทรกแซงในระยะนี้” โดยบริษัทต่าง ๆ มีเวลา 1 สัปดาห์ในการตอบกลับหนังสือของเธอ

อย่างไรก็ตาม เป็นที่แน่ชัดว่าแนนดีมีเจตนาที่จะเข้าแทรกแซง และหากเดินหน้าต่อ การตรวจสอบในครั้งนี้จะเป็นอุปสรรคสำคัญที่พาราเมาต์ต้องข้ามไปให้ได้ โดย ออฟคอม (Ofcom) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลสื่อของอังกฤษ จะได้รับมอบหมายให้ประเมินข้อตกลงนี้ นอกเหนือไปจากการตรวจสอบของหน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันทางการตลาด (CMA) ที่กำลังดำเนินการอยู่แล้วในปัจจุบัน

แนนดีระบุเพิ่มเติมว่า เธอพิจารณาเรื่องการเข้าแทรกแซงโดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก ซึ่งรวมถึง การสร้างหลักประกันว่า “สื่อสิ่งพิมพ์และสำนักข่าวจะมีความหลากหลายของมุมมองที่เพียงพอ” และรับรองว่าจะมี “จำนวนบุคคลที่เพียงพอและเหมาะสมในการเข้ามาควบคุมกิจการสื่อสารมวลชน” เพื่อไม่ให้เกิดการผูกขาด

ด้านโฆษกของพาราเมาต์บอกกับสำนักข่าว CNN ว่า พวกเขามีความมั่นใจว่าข้อเสนอการทำธุรกรรมของบริษัทจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาด้านความหลากหลายของสื่อในสหราชอาณาจักร และยังคงเชื่อมั่นในกรอบเวลาการทำธุรกรรมตามที่ได้ระบุไว้

พาราเมาต์ระบุว่าบริษัทคาดว่าข้อตกลงนี้จะมีผลบังคับใช้ในไตรมาสที่สามของปีนี้ ซึ่งหมายถึงภายในสิ้นเดือนกันยายน โดยการประชุมระดับองค์กรเกี่ยวกับวิธีการผนวกรวมพาราเมาต์และ WBD เข้าด้วยกันนั้นได้ดำเนินมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว

ทั้งนี้ หน่วยงานกำกับดูแลในสหภาพยุโรป (EU) ก็เข้ามาตรวจสอบข้อตกลงนี้เช่นกัน แต่คาดว่าคณะกรรมาธิการยุโรปจะไม่เข้ามาขัดขวาง

นอกจากนี้ พาราเมาต์ได้ผ่านอุปสรรคด้านกฎระเบียบในประเทศอื่น ๆ อีกหลายประเทศแล้ว รวมถึงในสหรัฐอเมริกา ซึ่งกระทรวงยุติธรรมได้ร่วมลงนามอนุมัติข้อตกลงไปเมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาโดยไม่มีการเรียกร้องข้อแลกเปลี่ยนใด ๆ

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยออกมากล่าวหาพาราเมาต์ว่า พยายามเข้าหาและเอาใจรัฐบาลของทรัมป์เพื่อหวังได้รับการปฏิบัติที่เป็นประโยชน์จากกระทรวงยุติธรรม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ช็อกปากีสถาน หลังคาสถาบันกวดวิชาพังถล่ม เด็กดับ 14 ศพ

ช็อกปากีสถาน หลังคาสถาบันกวดวิชาพังถล่ม เด็กดับ 14 ศพ

1 ก.ค. 2569 01:49 น.

ช็อกปากีสถาน หลังคาสถาบันกวดวิชาพังถล่ม เด็กดับ 14 ศพ

เกิดเหตุหลังคาของสถาบันกวดวิชาแห่งหนึ่งในปากีสถานพังถล่มลงมาทับเด็กๆ ที่อยู่ภายใน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 14 ศพ โดยตำรวจจับกุมตัวผู้ที่อาจต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้ได้แล้ว 2 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอังคารที่ 30 มิ.ย. 2569 ว่า เกิดเหตุหลังคาของสถาบันกวดวิชาเอกชนแห่งหนึ่ง ในเมืองลาฮอร์ ทางตะวันออกของประเทศปากีสถานพังถล่มลงมา ทับเด็กนักเรียนที่อยู่ภายใน ส่งผลให้มีเด็กเสียชีวิตแล้ว 14 ศพ

นาย ฟารุก อาเหม็ด โฆษกหน่วยบริการฉุกเฉิน Rescue 1122 ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า ทางหน่วยได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลา 16:45 น. ของเมื่อวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น โดยเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกู้ภัยเสร็จสิ้นภายในเวลา 1 ชั่วโมง โดยผู้ประสบภัยส่วนใหญ่ที่ได้รับการช่วยเหลือออกมามีอายุระหว่าง 7 ถึง 11 ปี

ขณะที่นาย ไฟซาล คัมรัน เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง ระบุว่า มีเด็กอีก 8 รายได้รับบาดเจ็บและกำลังเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล พร้อมเสริมว่าเจ้าหน้าที่ได้เข้าจับกุมเจ้าของสถาบันกวดวิชาดังกล่าวและบุคคลอื่นอีกหนึ่งรายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นายคัมรันบอกอีกว่า สถาบันกวดวิชาแห่งนี้ตั้งอยู่ในอาคารที่ค่อนข้างเก่า และโครงสร้างหลังคาของชั้นสองที่ยังสร้างไม่เสร็จได้พังถล่มลงมา ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากคุณภาพการก่อสร้างที่ต่ำกว่ามาตรฐาน

หลังเกิดเหตุ บรรยากาศภายนอกโรงพยาบาลและในชุมชนแถบชานเมืองลาฮอร์ ซึ่งเป็นจุดที่สถาบันกวดวิชาเอกชนแห่งนี้ตั้งอยู่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า ในขณะที่มีการส่งมอบร่างของเด็ก ๆ คืนให้แก่ครอบครัว พ่อแม่ต่างหลั่งน้ำตาให้กับความสูญเสีย ขณะที่แม่และญาติผู้หญิงคนอื่น ๆ ร้องไห้คร่ำครวญและทุบอกตัวเองด้วยความอาลัย

ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นเด็กที่อาศัยอยู่ในละแวกใกล้เคียง โดยคาดว่าจะมีการจัดพิธีสวดภาวนาในพิธีศพในช่วงค่ำวันอังคาร

ต่อมา ความโศกเศร้าได้แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น เมื่อชาวบ้านในพื้นที่ต่างเรียกร้องให้มีการลงโทษเจ้าของสถาบันกวดวิชาอย่างเด็ดขาด โดยตำหนิว่าเป็นความผิดของเขาที่เปิดการเรียนการสอนในอาคารที่เก่าและไม่ปลอดภัยเช่นนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : abcnews

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ให้รัฐต่างๆ ห้ามนักกีฬาข้ามเพศแข่งกีฬาผู้หญิงได้

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ให้รัฐต่างๆ ห้ามนักกีฬาข้ามเพศแข่งกีฬาผู้หญิงได้

30 มิ.ย. 2569 23:52 น.

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ให้รัฐต่างๆ ห้ามนักกีฬาข้ามเพศแข่งกีฬาผู้หญิงได้

ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ตัดสินว่า รัฐต่างๆ สามารถห้ามไม่ให้นักกีฬาข้ามเพศลงแข่งขันในกีฬาของผู้หญิงได้ หลังเกิดการฟ้องร้องในรัฐเวสต์เวอร์จิเนียและรัฐไอดาโฮ

เมื่อวันอังคารที่ 30 มิ.ย. 2569 ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำตัดสินว่ารัฐต่าง ๆ สามารถสั่งห้ามไม่ให้นักกีฬาข้ามเพศเข้าร่วมการแข่งขันในทีมกีฬาประเภทเด็กหญิงและสตรีได้ ซึ่งคำตัดสินที่มีผลผูกพันเป็นวงกว้างครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อสิทธิของกลุ่มคนข้ามเพศทั่วสหรัฐอเมริกาอย่างแน่นอน

ผู้พิพากษาศาลสูงสุดสหรัฐฯ ลงมติด้วยคะแนน 6 ต่อ 3 พิพากษายืนตามกฎหมายของรัฐเวสต์เวอร์จิเนียและรัฐไอดาโฮ ที่จำกัดการเข้าร่วมแข่งขันกีฬาในโรงเรียนของนักกีฬาข้ามเพศ 2 คนคือ เบคกี้ เปปเปอร์-แจ็กสัน นักเรียนมัธยมปลายจากรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย และ ลินด์เซย์ เฮค็อกซ์ นักศึกษามหาวิทยาลัยในรัฐไอดาโฮ ทำให้คดีดังกล่าวเป็นที่รู้จักในชื่อคดี West Virginia v. B.P.J. และคดี Little v. Hecox

ผู้พิพากษา เบรตต์ คาวานอฮ์ เป็นผู้เขียนคำแถลงในนามเสียงข้างมาก โดยระบุว่าภายใต้กฎหมายไทเทิลไนน์ (Title IX) ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญที่กำหนดให้มีความเท่าเทียมกันในโอกาสทางการกีฬา และบทบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิที่เท่าเทียมกันของรัฐธรรมนูญ โรงเรียนต่าง ๆ สามารถกำหนดคุณสมบัติการเข้าร่วมทีมกีฬาสำหรับผู้หญิงและเด็กหญิงโดยอิงตามเพศสภาพทางชีววิทยาได้

“เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย Title IX และบทบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิฯ เราจึงมีคำตัดสินว่า รัฐต่าง ๆ สามารถคงไว้ซึ่งกีฬาสำหรับผู้หญิงและเด็กหญิงไว้ให้กับเพศหญิงทางชีววิทยาได้ พวกเขาสามารถกำหนดคุณสมบัติสำหรับกีฬาผู้หญิงและเด็กหญิงโดยอิงตามเพศสภาพทางชีววิทยา” คาวานอฮ์ระบุในคำแถลง

“รัฐธรรมนูญและกฎหมาย Title IX ไม่ได้กำหนดให้ต้องมีการรื้อระบบกีฬาสำหรับผู้หญิงและเด็กหญิงทั่วอเมริกา”

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาฝ่ายเสรีนิยมทั้ง 3 ท่านได้แสดงความเห็นแย้งต่อข้อวินิจฉัยของเสียงข้างมากในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิฯ โดยระบุว่าศาลยังไม่ควรตัดสินชี้ขาดในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากยังมีประเด็นข้อเท็จจริงบางประการที่ยังไม่ได้ข้อสรุป

ทว่า ในส่วนของกฎหมาย Title IX นั้น ฝ่ายเสรีนิยมของศาลกลับเห็นพ้องกับฝ่ายอนุรักษนิยม ทั้งนี้ ผู้พิพากษา โซเนีย โซโตมายอร์ ได้อ่านสรุปคำแถลงแย้งของเธอจากบัลลังก์ ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงความไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรงต่อคำวินิจฉัยของเสียงข้างมาก

“ในท้ายที่สุด สำหรับศาลแห่งนี้ ข้อเท็จจริงต่าง ๆ กลับไม่มีความหมายเลย แม้ว่าผลลัพธ์ที่ตามมาจะร้ายแรงก็ตาม การสั่งห้ามนี้มีผลโดยเด็ดขาด ส่งผลให้ บี.พี.เจ. ไม่สามารถร่วมฝึกซ้อมในทีมเด็กหญิงได้ ต่อให้เธอจะไม่ไปแย่งที่ของใครในการแข่งขันจริงก็ตาม ต่อให้ทุกคนที่มาคัดตัวจะผ่านเข้ารอบทั้งหมดก็ตาม และต่อให้โอกาสในการได้มีส่วนร่วมนี้จะช่วยเยียวยาภาวะทุกข์ใจในเพศสภาพ (gender dysphoria) ของ บี.พี.เจ. ได้อย่างมหาศาลก็ตาม” เธอระบุในคำแถลง

ทั้งนี้ คำตัดสินของศาลสูงสุดจะช่วยคุ้มครองกฎหมายในลักษณะเดียวกันนี้ใน 27 รัฐ ซึ่งถูกตราขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้กรณีข่าวดังที่มีนักกีฬาข้ามเพศเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาประเภทเด็กหญิงและสตรี

เมื่อปี 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร ห้ามไม่ให้โครงการทางการศึกษาที่รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง อนุญาตให้ผู้หญิงข้ามเพศลงเล่นในทีมกีฬาของผู้หญิง

นอกจากนี้ สมาคมกีฬามหาวิทยาลัยแห่งชาติ (NCAA) และคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ก็ได้ปรับปรุงนโยบายคุณสมบัติของผู้เข้าแข่งขันเช่นกัน โดยจำกัดให้การแข่งขันในประเภทหญิงสงวนไว้สำหรับนักกีฬาที่เป็นเพศหญิงโดยกำเนิดเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian , cbsnews

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ยืนยันสิทธิ์สัญชาติโดยแดนเกิด ปัดตกคำสั่งของทรัมป์

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ยืนยันสิทธิ์สัญชาติโดยแดนเกิด ปัดตกคำสั่งของทรัมป์

30 มิ.ย. 2569 23:02 น.

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ยืนยันสิทธิ์สัญชาติโดยแดนเกิด ปัดตกคำสั่งของทรัมป์

ผู้พิพากษาศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีมติสนับสนุนการให้สิทธิ์ผู้ที่เกิดในแผ่นดินสหรัฐฯ ให้ได้รับสัญชาติอเมริกัน และปฏิเสธคำสั่งฝ่ายบริหารของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่พยายามยกเลิกสิทธิ์ดังกล่าว

เมื่อวันอังคารที่ 30 มิ.ย. 2569 ผู้พิพากษาศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีมติเสียงแตกแต่เห็นพ้องให้คงแนวคิดวงกว้างเกี่ยวกับ “สัญชาติโดยแดนเกิด” (birthright citizenship) เอาไว้ พร้อมทั้งปฏิเสธคำสั่งฝ่ายบริหารของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ประกาศว่าเด็กที่เกิดจากบุคคลที่พำนักอยู่ในสหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมายหรืออยู่เพียงชั่วคราว จะไม่มีสิทธิ์ได้รับสัญชาติอเมริกัน

คณะผู้พิพากษาได้อิงตามแนวทางความเข้าใจที่ยึดถือกันมาอย่างยาวนานเกี่ยวกับบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 (14th Amendment) ซึ่งประกาศใช้หลังยุคสงครามกลางเมือง รวมถึงกฎหมายรัฐบาลกลางฉบับหลัง ๆ โดยมีคำตัดสินว่า บุคคลใดก็ตามที่เกิดในประเทศนี้ ย่อมถือเป็นพลเมืองอเมริกัน โดยข้อยกเว้นมีอยู่อย่างจำกัดมากเท่านั้น

“สัญชาติ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน คือสิทธิ์ในการที่จะมีสิทธิ์ ต่าง ๆ — คือการมีส่วนร่วมในชุมชนทางการเมืองของเราอย่างเสรี ผู้ร่วมร่างบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 ได้ขยายคำมั่นสัญญานั้นไปยัง “บุคคลที่เกิดมาเป็นอิสระทุกคนบนแผ่นดินนี้”” ประธานศาลฎีกา จอห์น โรเบิร์ตส์ เขียนในคำแถลงในนามของศาล โดยอ้างอิงจากการอภิปรายในรัฐสภาเกี่ยวกับบทบัญญัติดังกล่าว “และในวันนี้ เรายังคงรักษาคำมั่นสัญญานั้นไว้”

อย่างไรก็ดี มีผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษนิยม 3 ท่านที่เห็นควรให้ข้อจำกัดของทรัมป์มีผลบังคับใช้ได้

“ในวันนี้ ศาลได้ดำเนินการที่ไม่ปกติ ด้วยการตัดสินว่าคำสั่งของประธานาธิบดีที่ยกเว้นไม่ให้สัญชาติแก่บุตรของชาวต่างชาติที่มาพำนักชั่วคราวและผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายนั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้งในตัวเอง” ผู้พิพากษา คลาเรนซ์ โทมัส ระบุในคำแถลงโต้แย้งที่มีความยาวถึง 91 หน้า ซึ่งยาวกว่าคำแถลงของโรเบิร์ตส์กว่าสามเท่า

“การทำเช่นนี้ ศาลได้เพิ่มหน้าประวัติศาสตร์อันน่าเศร้าให้แก่บทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 ซึ่งเดิมทีถูกออกแบบและเข้าใจกันว่ามีไว้เพื่อรับประกันสิทธิ์อันเท่าเทียมให้กับคนผิวดำที่ได้รับอิสรภาพ แต่กลับถูกนำมาเปลี่ยนวัตถุประสงค์เพื่อโครงการทางการเมืองที่รัฐสภาในยุคฟื้นฟูประเทศไม่ได้ให้การสนับสนุน”

ทั้งนี้ คำสั่งยกเลิกการให้สัญชาติโดยแดนเกิด เป็นหนึ่งในคำสั่งที่ทรัมป์ลงนามในวันแรกของการรับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 และเป็นหนึ่งในนโยบายหลักในการปราบปรามผู้อพยพของเขา แต่คำสั่งนี้ถูกศาลระดับรองลงมาหลายศาลขัดขวางเอาไว้ และยังไม่มีผลบังคับใช้ในพื้นที่ใดเลยในสหรัฐฯ

ในระหว่างการไต่สวนเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทั้งผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษนิยมและฝ่ายเสรีนิยมต่างตั้งคำถามถึงความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งดังกล่าว ในคดีครั้งสำคัญนี้ซึ่งทวีความตึงเครียดขึ้นจากการที่ทรัมป์เดินทางมาเข้าร่วมรับฟังในห้องพิจารณาคดีด้วยตัวเองอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

คดีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งการใช้อำนาจฝ่ายบริหารอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนของ โดนัลด์ ทรัมป์ และเป็นบททดสอบสำหรับศาลสูงสุดสหรัฐฯ ที่ผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษ์นิยมครองเสียงข้างมาก และมักตัดสินเข้าข้างประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้นี้

เรื่องสัญชาติโดยแดนเกิดนี้ถือเป็นนโยบายด้านการตรวจคนเข้าเมืองคดีแรกของทรัมป์ที่เดินทางไปถึงศาลฎีกาเพื่อการตัดสินชี้ขาด โดยก่อนหน้านี้ คณะผู้พิพากษาเคยสั่งคว่ำมาตรการจัดเก็บภาษีศุลกากรทั่วโลกที่ทรัมป์ประกาศใช้ภายใต้กฎหมายอำนาจฉุกเฉิน ซึ่งไม่เคยมีใครนำมาใช้ในลักษณะนี้มาก่อน

ทรัมป์แสดงท่าทีโกรธเกรี้ยวอย่างรุนแรงต่อคำตัดสินเรื่องภาษีศุลกากรเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยกล่าวว่าเขารู้สึกอับอายในตัวผู้พิพากษาที่ตัดสินตรงข้ามกับเขา พร้อมทั้งตราหน้าคนเหล่านั้นว่าไม่รักชาติ

อนึ่ง จากรายงานวิจัยของสถาบันนโยบายการย้ายถิ่นฐาน และสถาบันวิจัยประชากรของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียสเตต ระบุว่า หากคำสั่งบริหารนี้มีผลบังคับใช้ จะส่งผลกระทบต่อทารกที่เกิดในสหรัฐฯ มากกว่า 250,000 คนในแต่ละปี

นอกจากนั้น ข้อจำกัดเรื่องสัญชาติโดยแดนเกิดนี้ จะถูกนำมาใช้บังคับกับบุคคลที่พำนักอยู่ในสหรัฐฯ อย่างถูกกฎหมายด้วยเช่นกัน ซึ่งรวมไปถึงกลุ่มนักศึกษาต่างชาติและผู้ที่กำลังยื่นขอใบอนุญาตถิ่นที่อยู่ถาวร (Green Card) ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

น้ำท่วมเมืองหลวงกานา ดับแล้ว 13 ศพ พายุจ่อเข้าอีกลูก

น้ำท่วมเมืองหลวงกานา ดับแล้ว 13 ศพ พายุจ่อเข้าอีกลูก

30 มิ.ย. 2569 22:09 น.

น้ำท่วมเมืองหลวงกานา ดับแล้ว 13 ศพ พายุจ่อเข้าอีกลูก

เกิดน้ำท่วมฉับพลันในเมืองหลวงของประเทศกานา หลังจากมีฝนตกลงมาอย่างหนัก เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 13 ศพ ในขณะที่ทางการยังเตือนประชาชนให้ขึ้นที่สูง เนื่องจากจะมีพายุเข้าอีกลูก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 30 มิ.ย. 2569 ว่า เกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลันในกรุงอักกรา เมืองหลวงของประเทศกานา หลังจากมีฝนตกอย่างหนักเมื่อคืนวันอาทิตย์ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 13 ศพ ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ว่า จะมีฝนตกเพิ่มขึ้นจากพายุลูกใหญ่ที่กำลังเคลื่อนตัวมาจากทางทิศตะวันออก

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้รัฐบาลกานาประกาศเตือนให้ประชาชนอาศัยอยู่แต่ในที่พักอาศัยหรืออพยพไปยังที่สูง แม้ว่าน้ำส่วนใหญ่จะเริ่มลดระดับลงแล้วก็ตาม ขณะที่สำนักงานดับเพลิงแห่งชาติกานา (GNFS) เตือนว่าจำนวนผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากปฏิบัติการกู้ภัยยังไม่เสร็จสิ้น

เหตุน้ำท่วมดังกล่าวส่งผลกระทบต่อพื้นที่ราบลุ่มมากที่สุด โดยวิดีโอที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์แสดงให้เห็นบ้านเรือนและยานพาหนะจมอยู่ใต้น้ำ ขณะที่อาคารหลายแห่งพังเสียหาย

ด้านทีมตอบสนองเหตุฉุกเฉินของตำรวจ, หน่วยดับเพลิง, กองทัพ และองค์การจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ ถูกส่งลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์และปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยเจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้แล้วมากกว่า 470 คน

น้ำท่วมยังส่งผลให้เกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่โรงงานยางแห่งหนึ่งในกรุงอักกราด้วย

ทั้งนี้ ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่ากรุงอักกรามีปริมาณน้ำฝนตกลงมาสูงถึง 140 มม.ในคืนวันอาทิตย์ เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา ปริมาณน้ำฝนสูงสุดที่บันทึกได้ในวันเดียวอยู่ที่ประมาณ 56 มม. เท่านั้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นนี้เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สำนักงานอุตุนิยมวิทยากานาเตือนว่า คาดว่าจะมีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่ตอนใต้ของประเทศ รวมถึงกรุงอักกรา ตั้งแต่ช่วงเช้าวันอังคารไปจนถึงช่วงบ่าย เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมซ้ำซ้อน โดยแนะนำว่า “ให้หลีกเลี่ยงการหลบฝนใต้ต้นไม้ ระวังสายไฟที่หลุดลุ่ย และอย่าเดินหรือขับรถลุยน้ำท่วม”

ปัญหาน้ำท่วมในกรุงอักกราทวีความรุนแรงขึ้นจากระบบระบายน้ำที่ย่ำแย่ รวมถึงท่อระบายน้ำที่อุดตัน และการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างผิดกฎหมายกีดขวางทางน้ำ ซึ่งประธานาธิบดี จอห์น มาฮามา แห่งกานาออกแถลงการณ์ประณามว่า “การกระทำที่ขาดความรับผิดชอบของคนเพียงไม่กี่คน ส่งผลให้ทั้งชุมชนต้องตกอยู่ในความเสี่ยง”

และหลังจากเดินทางตรวจสถานการณ์ทางอากาศรอบเมืองหลวงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีมาฮามาก็ออกคำสั่งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างผิดกฎหมายทั้งหมดที่กีดขวางทางน้ำทันที

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรงศักดิ์ ยัน ไทยไม่ใช่ทางผ่าน ยาเสพติด บอกคนกล้าทำผิด เพราะโทษเบา เสนอ แก้ กม.เพิ่มโทษ

ทรงศักดิ์ ยัน ไทยไม่ใช่ทางผ่าน ยาเสพติด บอกคนกล้าทำผิด เพราะโทษเบา เสนอ แก้ กม.เพิ่มโทษ

ทรงศักดิ์ ยัน ไทยไม่ใช่ทางผ่าน ยาเสพติด บอกคนกล้าทำผิด เพราะโทษเบา เสนอ แก้ กม.เพิ่มโทษ

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.14 น.

ทรงศักดิ์ ยัน ไทยไม่ใช่ทางผ่าน ยาเสพติด ชี้ หากรู้มีช่องโหว่ตรงไหนต้องบังคับใช้กฎหมายเข้ม บอกคนกล้าทำผิด เพราะโทษเบา เสนอ ถอดบทเรียน- แก้กฎหมายเพิ่มโทษยาเสพติด

เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลการปราบปรามยาเสพติด ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นการสู้รบบริเวณชายแดนไทย- เมียนมา อ.แม่สอด จ.ตาก เป็นสาเหตุทำให้มียาเสพติดทะลักเข้ามาในประเทศไทยหรือไม่ว่า ส่วนตัวมองว่าเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบเรื่องนี้ ปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด ซึ่งยิ่งเรามีข้อมูลการเล็ดรอดของยาเสพติดตามแนวชายแดนยิ่งต้องไปเฝ้าระวัง จึงมองว่าไม่ได้เป็นประเด็นอะไร อยู่ที่การปฏิบัติหน้าที่ 

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ขณะนี้มีการใช้คำถึงขั้นว่าประเทศไทยเป็นประเทศทางผ่านของยาเสพติด นายทรงศักดิ์ ตอบกลับทันทีว่า ”เป็นทางผ่านไม่ได้หรอก“ ถ้าเรามีมาตรการป้องกันให้มันดี มันไม่สามารถผ่านไปได้ ยกเว้น การมีช่องที่ปล่อยปละละเลย ซึ่งในหลักการทุกคนต้องปฏิบัติตามกฏหมายอยู่แล้ว 

“ผมมีความคิดของผมว่าคนที่กล้ากระทำสิ่งเหล่านี้ สืบเนื่องมาจากที่เรียกว่าระวางโทษ จึงต้องไปทบทวนดูว่า ระวางโทษเรื่องนี้เบาไปหรือไม่ ทำให้คนไม่เกรงกลัวบทบัญญัติของกฎหมาย ถ้าคนมันกลัวกฎหมายจนไม่กล้าทำ ก็คงไม่มี รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ ถ้าโทษหนักจนรับไม่ไหวก็คงไม่มีคนกล้าทำ แต่ถ้าโทษยังรับไหว ยังมีช่องว่าง การกระทำความผิดก็เกิดขึ้นอย่างแน่นอน“ 

นายทรงศักดิ์ กล่าวด้วยว่า วันนี้หากมาดูตัวเลขของราคายาเสพติด ราคาไม่ได้แพงเหมือนเมื่อก่อน เนื่องจากปริมาณมีมาก ราคาจึงถูก จึงขอย้ำว่าต้องดูเรื่องของโทษว่าเบาไปหรือไม่ จึงทำให้คนไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย และต้องมาถอดบทเรียนในเรื่องนี้ 

เมื่อถามว่า มีการเสนอกฎหมายเพิ่มโทษหรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า มีการพูดกันอยู่ในหลายเวที แต่ก็ต้องไปแก้ที่ตัวกฎหมาย อย่างคนที่เข้าสู่กระบวนการบำบัดยาเสพติด แต่ก็ยังกลับเข้าไปสู่วังวนเดิม เท่ากับตัวเลขยังไม่ได้ลดลง เราจึงต้องไปถอดบทเรียนในเรื่องนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเกิดการแก้ไข 

ทรงศักดิ์ ยัน เดินหน้าฟ้อง กฤต แม้ขอโทษ-รับผิดปมคลิปเสียงแล้ว ลั่นจะใช้สิทธิ์ตาม กม.ถึงที่สุด

ทรงศักดิ์ ยัน เดินหน้าฟ้อง กฤต แม้ขอโทษ-รับผิดปมคลิปเสียงแล้ว ลั่นจะใช้สิทธิ์ตาม กม.ถึงที่สุด

ทรงศักดิ์ ยัน เดินหน้าฟ้อง กฤต แม้ขอโทษ-รับผิดปมคลิปเสียงแล้ว ลั่นจะใช้สิทธิ์ตาม กม.ถึงที่สุด

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.36 น.

ทรงศักดิ์ ยังไม่จบ! ยืนยันเดินหน้าฟ้อง นายกฤต แม้ออกมาขอโทษและยอมรับไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคลิปเสียง ชี้ ถูกแอบอ้างชื่อจนเสียหาย กระทบความน่าเชื่อถือ ย้ำความจริงต้องได้รับการพิสูจน์ และจะใช้สิทธิ์ตามกฎหมายถึงที่สุด

เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาลนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์อีกครั้งภายหลังจากนายพงศกร เสาร์ทน หรือ “นายกฤต” ออกมายอมรับว่าตนเองไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องคลิปเสียงที่มีการแอบอ้างชื่อ ว่า เท่าที่ทราบ “นายกฤต” ได้ให้ข้อมูลนี้ กับ ป.ป.ช. ด้วย ซึ่งเป็นไปตามคลิปที่ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวช่องหนึ่ง

เมื่อถามว่าทราบเรื่องที่ “นายกฤต“ ออกมาขอโทษแล้วใช่หรือไม่ พร้อมระบุ นายทรงศักดิ์ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า เขาพูดไปตามทำนองแบบนั้น แต่ตนยังไม่สบายใจ เพราะคนที่พูดไปทำให้ตนเสียหายแล้ว แล้วมากลับคำพูดสังคมที่ติดตามอยู่เขาจะเชื่อหรือไม่ ซึ่งตนคิดว่าสังคมยังคลางแคลงใจในตัวของตนอยู่ แต่ก็ขอยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน ตนจึงพยายามเรียกร้องสิทธิ์ของตัวเอง ว่าเมื่อถูกเอ่ยชื่อไปให้เสียหายแล้วจะได้รับความเป็นธรรมจากสิ่งเหล่านี้อย่างไร

“ยืนยันว่า การยื่นฟ้องแจ้งความ นายกฤต ก่อนหน้านี้ ยังคงเดินหน้าต่อไป การขอใช้สิทธิ์ดังกล่าว เพราะมีคนนำชื่อตนไปอ้างให้เสียหาย ซึ่งความเสียหายคือเรื่องไม่จริงที่เกิดขึ้น จึงต้องดำเนินการกับบุคคลที่ทำให้เกิดความเสียหายอย่างถึงที่สุด และผมเชื่อว่าเวลามีข่าวแบบนี้ ร้อยทั้งร้อย พันทั้งพัน ล้านทั้งล้าน เขาจะมีความเชื่อว่าใช่ อันนี้ เป็นความรู้สึกที่กระทบกระเทือนจิตใจ ผมไปเกี่ยวข้องตรงไหน และเมื่อเกิดความเสียหาย แค่คำขอโทษเท่านั้นใช่ไหม และสังคม ประชาชนที่รับรู้ว่ามีชื่อผม เค้าไปหักล้างได้มากน้อยแค่ไหน ตอนข่าวไม่ดีคนจะรู้เยอะ ตอนข่าวดีคนจะรู้น้อยมาก“

เลขาฯ สภาพัฒน์ เผย ถกอนุฯ แลนด์บริดจ์ ศุกร์นี้ ประเมินความคุ้มค่า 3 ด้าน-ข้อกม. ยันรับฟังเสียงปชช.

เลขาฯ สภาพัฒน์ เผย ถกอนุฯ แลนด์บริดจ์ ศุกร์นี้ ประเมินความคุ้มค่า 3 ด้าน-ข้อกม. ยันรับฟังเสียงปชช.

เลขาฯ สภาพัฒน์ เผย ถกอนุฯ แลนด์บริดจ์ ศุกร์นี้ ประเมินความคุ้มค่า 3 ด้าน-ข้อกม. ยันรับฟังเสียงปชช.

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.23 น.

ดนุชา เผยอนุกรรมการฯ ประเมินความคุ้มค่าแลนด์บริดจ์ประชุมศุกร์นี้ รับฟังความเห็นเอกชน นักวิชาการ สายเดินเรือ ก่อนสรุปรายงานส่งนายกฯ ส.ค.นี้ ส่วน พ.ร.บ. SEC เตรียมประเมินความจำเป็นกฎหมาย หากต้องมีรัฐบาล จะไม่ใช้ร่างกฎหมายฉบับเดิม แต่รับฟังเสียงประชาชน-ความต้องการคนในพื้นที่ ทั้งรูปแบบกฎหมายและการพัฒนาอุตสาหกรรม  

เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) เปิดเผยว่าในวันศุกร์ที่ 3 ก.ค.นี้ ได้นัดหมายคณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อรับฟังข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน และนักวิชาการที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องของการขนส่ง รวมทั้งมีข้อมูลเรื่องสายการเดินเรือมาประชุมร่วมกัน เพื่อรับฟังข้อมูลเพื่อสรุปความเห็นอย่างรอบคอบที่สุดก่อนเสนอรายงานให้กับนายกรัฐมนตรีในเดือน ส.ค.นี้

ทั้งนี้คณะอนุกรรมการฯ ให้ความสำคัญในการประเมินความคุ้มค่ามี 3 ด้าน ประกอบด้วย 1.ด้านพาณิชย์ โดยพิจารณาความสมเหตุสมผลของปริมาณสินค้าที่จะเข้ามาใช้บริการตามสมมติฐานที่วางไว้
2.ด้านการขนส่งถ่ายลำสินค้า โดยต้องวิเคราะห์ขีดความสามารถในการดึงดูดสายการเดินเรือให้มาใช้บริการท่าเรือในโครงการ เนื่องจากในภูมิภาคนี้มีท่าเรือขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพสูงดำเนินการอยู่แล้ว
และ 3.ด้านการปฏิบัติงาน โดยประเมินกระบวนการยกขนและส่งผ่านสินค้าจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง ทั้งในแง่ของต้นทุน ระยะเวลา และประสิทธิภาพการบริหารจัดการโครงการ

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากผลการศึกษาออกมาแล้วโครงการแลนด์บริดจ์สามารถเดินหน้าได้ โครงการจะยังไม่เสร็จในเร็วๆนี้ใช่หรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่าโครงการแลนด์บริดจ์เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการนาน และต้องมีความละเอียดรอบคอบในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การประเมินความคุ้มค่าไปจนถึงการออกหนังสือเชิญชวนเอกชน (RFP) เนื่องจากเป็นโครงการระดับใหญ่ที่ต้องอาศัยการประเมินรอบด้าน โดยคณะกรรมการชุดนี้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรวบรวมข้อมูลจากทั้งภาควิชาการ เอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่สะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด

เมื่อถามถึงข้อกังวลของประชาชนในพื้นที่เรื่องการเชื่อมโยงโครงการแลนด์บริดจ์กับร่าง พรบ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC ) นายดนุชา กล่าวว่าคณะกรรมการฯแลนด์บริดจ์จะนำร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวมาประเมินความจำเป็นด้วยว่าจำเป็นต้องมีกฎหมายฉบับนี้ที่เป็นกฎหมายใหม่หรือไม่ เพราะอาจไม่จำเป็นต้องมีการร่างกฎหมายฉบับใหม่ขึ้นมาเสมอไป

“ส่วนตัวคณะกรรมการฯ ไม่ได้มีแนวคิดว่าต้องร่างกฎหมายเฉพาะขึ้นมาใหม่เสมอไป เพราะกฎหมายปัจจุบันหลายฉบับอาจนำมาปรับใช้ได้ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับผลการศึกษาว่าโครงการแลนด์บริดจ์มีความคุ้มทุนหรือไม่”นายดนุชา กล่าว  

เมื่อถามว่ากรณีที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคมบอกกับผู้ชุมนุมว่าจะไม่ใช้ร่าง พ.ร.บ. SEC ฉบับเดิม นายดนุชากล่าวว่าในเรื่องนี้ก็จะทำให้การทำงานของคณะกรรมการฯง่ายขึ้น  ทั้งนี้ในการดำเนินการของรัฐบาลทั้งในเรื่องของโครงการแลนด์บริดจ์ และร่างกฎหมาย SEC รัฐบาลให้ความสำคัญในการรับฟังความคิดเห็นประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก รวมทั้งแนวทางการพัฒนาควรเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ส่วนรูปแบบการพัฒนาอุตสาหกรรมหรือแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ ต้องเป็นรูปแบบที่คนในพื้นที่ยอมรับและช่วยสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

“นโยบายของรัฐบาลพร้อมรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชน โดยมีการพูดคุยกับกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อนำรายละเอียดมาพิจารณาร่วมกับความเหมาะสมของโครงการและตัวกฎหมาย ซึ่งประเด็นด้านกฎหมายนี้จะถูกบรรจุลงในรายงานที่จะเสนอต่อนายกรัฐมนตรีด้วย” นายดนุชา กล่าว