ปธ.กมธ.สิ่งแวดล้อม ไล่กวดหน่วยงานราชการสระบุรี ปล่อยนายทุนลอยนวล ปล่อยน้ำเสียส่งกลิ่นฟุ้ง ปลาตาย

ปธ.กมธ.สิ่งแวดล้อม ไล่กวดหน่วยงานราชการสระบุรี ปล่อยนายทุนลอยนวล ปล่อยน้ำเสียส่งกลิ่นฟุ้ง ปลาตาย

ปธ.กมธ.สิ่งแวดล้อม ไล่กวดหน่วยงานราชการสระบุรี ปล่อยนายทุนลอยนวล ปล่อยน้ำเสียส่งกลิ่นฟุ้ง ปลาตาย

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.51 น.

ปธ.กมธ.สิ่งแวดล้อม ไล่กวดหน่วยงานราชการสระบุรี ปล่อยนายทุนอุตสาหกรรม ลอยนวล ปล่อยน้ำเสียส่งกลิ่นฟุ้ง ปลาตาย ชาวบ้านเดือดร้อนนับ 10 ปี รองผู้ว่าฯอ้างไม่มีอำนาจสั่งปิด กรมโรงงานฯ แผ่นเสียงตกร่องกำลังเร่งดำเนินการ สำนักนโยบายและแผนฯ เสือกระดาษ อ่านแต่รายงาน ไม่เคยสุ่มตรวจคุณภาพ

เมื่อวันที่ 14 ก.ค.2569 นางสาวกุลวลี นพอมรบดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสระบุรี พรรคภูมิใจไทย และประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ พร้อมคณะ เดินทางไปยังศาลากลางจังหวัดสระบุรี เพื่อประชุมหารือกับหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่จังหวัดสระบุรี กรณีปัญหาน้ำเน่าเสียจากการประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดสระบุรี

นางสาวกุลวลี ได้สอบถามรองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ถึงการประชุมคณะทำงานป้องกันแะแก้ไขน้ำเสีย และขอให้อุตสาหกรรมจังหวัดในฐานะเลขานุการคณะทำงานฯ ส่งผลการประชุมไปยังคณะกรรมาธิการ เพื่อจะได้พิสูจน์ว่ามีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด

ด้าน ประธานกรรมาธิการการตำรวจ ระบุว่า สถานการณ์น้ำเสียในพื้นที่ยังไม่ดีขึ้น และมีการร้องเรียนไปยังคณะกรรมาธิการชุดต่างๆในสภา ถ้าภายหลังจากที่คณะกรรมาธิการที่ดินฯ ลงพื้นที่ แล้วคุณภาพน้ำยังไม่ดีขึ้นอีก ก็จะมีคณะกรรมาธิการอีกหลายชุดลงมาติดตาม ทั้งคณะกรรมาธิการอุตสาหกรรม คณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ และคณะกรรมาธิการการตำรวจ ทั้งนี้ ตนขอบคุณ กรมควบคุมมลพิษและกรมอุตสาหกรรม เพราะทราบว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาได้สั่งหยุดกิจการบางส่วนในผู้ประกอบการบางราย และอีกบางรายได้สั่งให้หยุดกิจการทั้งหมด เพื่อให้สถานการณ์น้ำดีขึ้น แต่วันนี้ก็ยังไม่ดีขึ้น ฉะนั้น สถานการณ์จึงไปไกลกว่าการสั่งปิดบางส่วนแล้ว จึงเป็นที่มาของคณะกรรมาธิการได้ลงมาติดตามสถานการณ์

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการได้สอบถามกระบวนการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับการปล่อยน้ำเสียงลงแหล่งน้ำสาธารณะ จนทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยขอให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม ร่วมกับกรมป่าไม้ เปรียบเทียบแผนผังโรงงานผู้ประกอบการสมัยขอประกอบกิจการ กับสภาพปัจจุบัน ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร รวมถึงทางคณะกรรมาธิการยังขอให้รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ช่วยโพสต์ข้อมูลผลตรวจพบสารเคมีและโลหะหนัก ปนเปื้อนอยู่ในแหล่งน้ำ ทั้งคลองเกตุ คลองเพรียว คลองห้วยแห้ง หนองน้ำเขียว คลองห้วยตะเข้ พร้อมกับเรียกร้องให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยผลตรวจ 2 โรงงาน เพื่อเทียบเคียงกับผลตรวจของกรมควบคุมมลพิษ ว่าเชื่อมโยงกันหรือไม่

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการ ยังได้สอบถามกรณีผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม มีการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ เข้าไปใช้พื้นที่ไม่ตรงกับที่ทำเรื่องขอขยายพื้นที่ และขอให้กรมโรงงานอุตสากรรมแยกประเภทสารพิษประเภทต่างๆ และสำรวจหาสารทั้งในแนวตั้งและแนวนอน ควบคู่ไปกับการใช้สารเรืองแสง เพื่อตรวจหาว่ามีการปล่อยน้ำเสียที่จุดใด

นายเลิศชัย สกลเสาวภาคย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี กล่าวว่า จังหวัดได้ดำเนินการ ไม่ได้หยุดนิ่ง ได้ขอความร่วมมือจากส่วนกลางเข้ามาตรวจสอบ รวมถึงแจ้งให้อำเภอและอบต.ที่รับผิดชอบอยู่ ดำเนินการ พร้อมกับยืนยันว่าจังหวัดไม่ได้มีอำนาจไปตรวจจับ หรือไปกล่าวหาใคร เพราะเป็นอำนาจของผู้อนุญาต จังหวัดทำหน้าที่เพียงบำบัดทุกข์บำรุงสุข แก้ไขฟื้นฟู จังหวัดทำได้แต่รับเรื่องร้องเรียน ไม่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายใด และทำงานด้วยข้อมูลข้อเท็จจริง

นางสาวรุ่งอรุณ ญาติบรรทุง ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยอมรับว่า เมื่อทางผู้ประกอบการโรงงานทำรายงานมอนิเตอร์ริ่ง ซึ่งกฎหมายกำหนดว่าต้องทำส่งปีละ 2 ครั้ง ทางสำนักงานจะอ่านตามรายงานที่เข้ามา เพราะแต่ละปีมีผู้ประกอบการส่งมากว่า 3,700 โครงการ ฉะนั้น จึงไม่สามารถลงตรวจคุณภาพโรงงานได้ทุกโครงการ และเป็นการลงพื้นที่สุ่มตรวจโดยยึดหลักว่าโรงงานใดมีเรื่องร้องเรียน อย่างไรก็ตาม อำนาจหน้าที่สำนักงานไม่สามารถบังคับโรงงานได้โดยตรง แต่หากพบว่าเมื่อโรงงานไม่ดำเนินการตามEIA จะส่งผลการปฏิบัติตามให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นผู้อนุญาต จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้แจ้งให้ผู้ประกอบการปรับปรุงคุณภาพน้ำที่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนด และเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมา พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงลักษณะบ่อฝั่งกลบ และ บ่อพักน้ำบำบัด ไปจากEIAเดิม

ในส่วนการชี้แจงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า โรงงานอุตสาหกรรมรายดังกล่าว แจ้งเปลี่ยนแปลงเพียงครั้งเดียว ส่วนเรื่องเนื้อที่ต้องรังวัด หากพบว่าใช้พื้นที่เกินคำขอ จะสั่งการตามกฎหมายโรงงาน สำหรับการที่จะให้ทางกรมเปิดเผยผลตรวจสารเคมีของโรงงานต่อสาธารณะหรือไม่นั้น จะต้องคำนึงการฟ้องร้องจากเอกชนที่ตามมาด้วย ขณะที่ กรมป่าไม้ แจ้งว่าจากกรณีที่โรงงานบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ได้แจ้งความดำเนินคดีเรียบร้อยแล้ว

ในส่วนของคุณภาพน้ำนั้น รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่าได้เก็บตัวอย่าง 13 จุดเพื่อตรวจสอบน้ำดำผิดปกติ และส่งตรวจโลหะหนัก พบการปนเปื้อนของโลหะหนัก ซึ่งน่าจะมาจากภาคอุตสาหกรรม ส่วนเรื่องตะกอนดินได้เก็บตัวอย่าง พบสารหนูเกินในห้วยตะเข้ และแจ้งกรมโรงงานฯรับทราบแล้ว และคิดว่าเป็นพฤติกรรมลักลอบปล่อยน้ำเสียงเป็นครั้งคราว สำหรับการตรวจน้ำผิวดิน สำนักน้ำบาดาล ได้เก็บตะกอนก้นคลอง และน้ำบ่อบาดาน คาดว่าผลตรวจจะออกในช่วงปลายเดือน ฟากฝั่งกรมชลประทาน มีการเก็บน้ำตัวอย่างไปตรวจเช่นกัน เป็นการวัด 6 ค่าคุณภาพน้ำเชิงชลประทานและการเกษตร พบว่าคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของกรมชลประทาน

ภายหลังการรับฟังคำชี้แจง นางสาวกุลวลี นำคณะกรรมาธิการ ลงพื้นที่ 4 จุด ของตำบลกุดนกเปล้า อำเภอเมืองสระบุรี 

ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่พบท่อปริศนาต่อออกมาจากโรงงานอุตสาหกรรม มุดลงใต้ดินเพื่อข้ามมาอีกฝั่งถนน รวมถึงพบว่ามีปลาตายในลำน้ำใกล้โรงงาน และจากการตรวจคุณภาพน้ำของกรมชลประทาน พบว่าค่าออกซิเจนตำกว่ามาตรฐาน

ตำรวจจ่อเอาผิด ‘หมวดนัท’ โผล่มั่วไฟไหม้โรงเบียร์ ลั่นหากแอบอ้าง-หิวแสง โดนคดีเด็ดขาด

ตำรวจจ่อเอาผิด 'หมวดนัท' โผล่มั่วไฟไหม้โรงเบียร์ ลั่นหากแอบอ้าง-หิวแสง โดนคดีเด็ดขาด

ตำรวจจ่อเอาผิด ‘หมวดนัท’ โผล่มั่วไฟไหม้โรงเบียร์ ลั่นหากแอบอ้าง-หิวแสง โดนคดีเด็ดขาด

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.31 น.

จากเหตุการณ์สลดไฟไหม้ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายราย และมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมาก ได้เกิดประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์ เมื่อมีชายคนหนึ่งปรากฏตัวในพื้นที่เกิดเหตุ โดยได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน และเข้าไปยืนให้ข้อมูลเป็นฉากๆ อย่างใกล้ชิดกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

ต่อมามีการตรวจสอบพบว่า ชายคนดังกล่าวคือ ว่าที่ ร.ท.ชิตพงศ์ ขัตตพงษ์ หรือที่รู้จักในชื่อ “หมวดนัท” ผู้สมัคร ส.ก.เขตพญาไท จากกลุ่มกรุงเทพบินได้

การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ล่าสุด วันนี้ (14 ก.ค. 2569) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีการเข้ามา “มั่วบ้านงาน” ของ ว่าที่ ร.ท.ชิตพงศ์ โดยระบุขั้นตอนการดำเนินการดังนี้ เบื้องต้นทุกคนที่ปรากฏตัวในสถานที่เกิดเหตุ จะถือเป็นพยานบุคคลที่พนักงานสอบสวนต้องเรียกมาสอบปากคำทั้งหมด เจ้าหน้าที่จะเร่งตรวจสอบชายที่แต่งกายคล้ายทหารคนดังกล่าวอย่างละเอียด ว่าเป็นทหารจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงบุคคลภายนอกที่แอบอ้างเข้ามา และข้อมูลต่างๆ ที่ชายคนนี้รายงานต่อนายกรัฐมนตรีและให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน จะถูกนำมาถอดเทปและคัดกรองอย่างละเอียด เพื่อดูเจตนาว่าเป็นการให้ข้อมูลเท็จที่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือไม่

บทลงโทษหากพบว่ากระทำผิดจริง

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ได้เน้นย้ำอย่างเด็ดขาดว่า หากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ใช่เจ้าหน้าที่จริง แต่แอบอ้างแต่งกายเข้ามาเพื่อสร้างสถานการณ์หรือทำไปเพราะความหิวแสง ตำรวจจะพิจารณาข้อกฎหมายทันทีว่าเข้าข่ายความผิดฐานใด และจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดแบบไม่มีข้อยกเว้น”

JIC ไทย ซัดเขมร บิดเบือนข้อเท็จจริง ปมกล่าวหายึดครองพื้นที่

JIC ไทย ซัดเขมร บิดเบือนข้อเท็จจริง ปมกล่าวหายึดครองพื้นที่

JIC ไทย ซัดเขมร บิดเบือนข้อเท็จจริง ปมกล่าวหายึดครองพื้นที่

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.14 น.

“JIC ไทย”ซัดเขมร บิดเบือนข้อเท็จจริง ปมกล่าวหายึดครองพื้นที่ ยืนยันวางกำลังเป็นไปตามข้อตกลงร่วม ย้ำไม่รุกรานประเทศข้างเคียง

14 กรกฎาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) กล่าวปฏิเสธข้อกล่าวหาจากข่าวสารนิเทศของกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ที่อ้างว่ากองทัพไทยใช้กำลัง “ยึดครองพื้นที่อย่างผิดกฎหมาย” จนเป็นเหตุให้ประชาชนชาวกัมพูชาไม่สามารถกลับเข้าที่อยู่อาศัยได้

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า การวางกำลังของไทยเป็นไปตามข้อตกลงร่วมและถ้อยแถลงร่วมที่เกี่ยวข้อง โดยยึดหลักการ “คงการวางกำลัง” (maintain current troop deployments) ตามข้อ 2 ของถ้อยแถลงร่วม เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ทั้งนี้ การดำเนินการของไทยทั้งหมดมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และความปลอดภัยของประชาชน พร้อมยืนยันว่าไทยไม่มีนโยบายรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน และไม่ยอมรับการบิดเบือนการปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยให้กลายเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

สำหรับกรณีประชาชนที่ได้รับผลกระทบหรือไม่สามารถกลับเข้าที่อยู่อาศัยได้ พล.อ.อ.ประภาส ระบุว่า จำเป็นต้องมีการตรวจสอบอย่างโปร่งใสและเป็นกลาง ทั้งในด้านสาเหตุ จำนวน พื้นที่ และช่วงเวลา ไม่ควรนำข้อมูลหรือตัวเลขจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาใช้กล่าวโทษโดยปราศจากหลักฐานที่พิสูจน์ได้

พล.อ.อ.ประภาส ย้ำว่า ประเทศไทยยึดมั่นในแนวทางสันติ การลดความตึงเครียด และการแก้ปัญหาผ่านกลไกที่ตกลงร่วมกัน พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า “ข้อกล่าวหาไม่ใช่ข้อเท็จจริง และสันติภาพที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนความจริงที่ตรวจสอบได้”

ครม.ไฟเขียว ต่อใบอนุญาตแรงงาน 3 สัญชาติ ลาว-เมียนมา-เวียดนาม อุ้มกำลังผลิต 7.7 แสนคน

ครม.ไฟเขียว ต่อใบอนุญาตแรงงาน 3 สัญชาติ ลาว-เมียนมา-เวียดนาม อุ้มกำลังผลิต 7.7 แสนคน

ครม.ไฟเขียว ต่อใบอนุญาตแรงงาน 3 สัญชาติ ลาว-เมียนมา-เวียดนาม อุ้มกำลังผลิต 7.7 แสนคน

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.50 น.

ครม.เห็นชอบต่ออายุใบอนุญาตทำงานแรงงานสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนาม พร้อมร่างประกาศที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ สานต่อมาตรการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว รักษาความต่อเนื่องของกำลังแรงงานกว่า 7.7 แสนคน พร้อมมอบหมายกรมการจัดหางานเร่งประชาสัมพันธ์ เพื่อให้นายจ้างและแรงงานดำเนินการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

14 กรกฎาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้แก่คนต่างด้าวสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนาม พร้อมเห็นชอบร่างประกาศที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่อให้การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง รองรับความต้องการกำลังแรงงานของภาคการผลิตและภาคบริการ ตลอดจนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มติดังกล่าวเป็นการสานต่อมาตรการที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบไว้เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 โดยกำหนดแนวทางการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งมาตรการเดิมจะครบกำหนดในวันที่ 11 ธันวาคม 2569 อย่างไรก็ตาม ยังมีแรงงานต่างด้าวจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถดำเนินการตามเงื่อนไขที่กำหนดให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด หากไม่มีมาตรการรองรับ อาจส่งผลให้แรงงานมีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กระทบต่อการบริหารจัดการแรงงานของภาครัฐ รวมถึงการดำเนินกิจการของผู้ประกอบการ จึงมีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาการอนุญาตให้อยู่และทำงาน เพื่อให้การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 มีแรงงานต่างด้าวที่อยู่ภายใต้มาตรการดังกล่าวรวมประมาณ 770,000 คน การต่ออายุใบอนุญาตทำงานในครั้งนี้จึงช่วยให้แรงงานกลุ่มดังกล่าวสามารถดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายได้อย่างต่อเนื่อง ลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจที่ยังมีความจำเป็นต้องใช้แรงงานต่างด้าว และช่วยรักษาความต่อเนื่องของกำลังแรงงานในระบบเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบ 1. ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ และ 2. ร่างประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวทำงานในราชอาณาจักรเป็นการเฉพาะ เพื่อให้การดำเนินมาตรการดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกันและเกิดความชัดเจนในการปฏิบัติ

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะรัฐมนตรียังมอบหมายให้กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน เร่งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แก่ผู้ประกอบการ นายจ้าง แรงงานต่างด้าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้รับทราบหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และระยะเวลาดำเนินการอย่างทั่วถึง อำนวยความสะดวกในการดำเนินการตามกฎหมาย และยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวของประเทศ

เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.28 น.

14 กรกฎาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งประจำวันอังคารที่ 14 กรกฎาคม 2569 ดังนี้

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงวัฒนธรรม เสนอแต่งตั้งข้าราชการ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม ดังนี้

1. กรณีการสับเปลี่ยนหมุนเวียน จำนวน 2 ราย ดังนี้

(1) นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา ตำแหน่ง อธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ไปดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงวัฒนธรรม

(2) นางโชติกา อัครกิจโสภากุล ตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง)สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงวัฒนธรรม ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

2. กรณีการต่อเวลาการดำรงตำแหน่งนายพนมบุตร จันทรโชติ ตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร ต่อไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570

เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ รวม 8 คน เนื่องจากประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสามปี ดังนี้

1. นายศรัณย์ โปษยะจินดา ประธานกรรมการ

2. นายกิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

3. นายธรณินทร์ ไชยเรืองศรี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

4. นายธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

5. นายพิชัย สนแจ้ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

6. นายสรุจ ทิพเสนา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

7. นางสุดคนึง ขัมภรัตน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

8. นายสุพจน์ เตชวรสินสกุล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (กระทรวงคมนาคม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก จำนวน 6 คน เนื่องจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสองปี ดังนี้

1. พลตำรวจตรี ดำรงศักดิ์ สว่างงาม ด้านการวางแผนจราจร

2. นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ด้านวิศวกรรมจราจร

3. นายวิจารย์ สิมาฉายา ด้านวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม

4. นายรุธิร์ พนมยงค์ ด้านเศรษฐศาสตร์

5. นางปานทิพย์ ศรีพิมล ด้านเศรษฐกิจการคลัง

6. นางวรรณพร พรประภา ด้านการผังเมือง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

กลุ่มธรรมาภิบาลฯ ร้องนายกฯ สอบปธ.บอร์ด-ผอ.สลากฯ ฮั้วโควตาคนพิการ

กลุ่มธรรมาภิบาลฯ ร้องนายกฯ สอบปธ.บอร์ด-ผอ.สลากฯ ฮั้วโควตาคนพิการ

กลุ่มธรรมาภิบาลฯ ร้องนายกฯ สอบปธ.บอร์ด-ผอ.สลากฯ ฮั้วโควตาคนพิการ

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.13 น.

กลุ่มธรรมาภิบาลฯ ร้องนายกฯสอบปธ.บอร์ด-ผอ.สลากฯ ฮั้วโควตาคนพิการ ชี้ปล่อยขบวนการหาผลประโยชน์โกยเงินส่วนเกินปีละ 5 หมื่นล้านบาท พร้อมแฉปมสอดไส้จัดสรรโควตาไม่เป็นธรรม ริดรอนสิทธิผู้พิการ-อดีตนักกีฬาทีมชาติ จี้ฟันอาญา ม.157  

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. กลุ่มธรรมาภิบาล เครือข่ายภาคประชาชนต้านทุจริตและคอร์รัปชัน นำโดยนายสุนทร บุญยิ่ง หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายกลุ่มธรรมาภิบาลเครือข่ายภาคประชาชนต้านทุจริตคอรัปชั่น พร้อมกับเครือข่ายผู้ด้อยโอกาส สมาชิกชมรมกรีฑาคนพิการ เดินทางมายังศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กรณีการจัดสรรโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ไม่เป็นธรรม และความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา

นายสุนทร กล่าวว่า กลุ่มธรรมาภิบาล เครือข่ายภาคประชาชนต้านทุจริตและคอร์รัปชั่น ได้รับข้อมูลจากเครือข่ายผู้ด้อยโอกาส, ผู้พิการผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล และสมาชิกชมรมกรีฑาคนพิการไทยลู่และลานผู้ค้าสลาก ว่าการแก้ไขปัญหาการขายสลากเกินราคาของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ไม่มีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังแต่อย่างใด สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลปล่อยปละละเลยให้มีกลุ่มขบวนการหาประโยชน์จากการขายสลากเกินราคา ทำให้ประชาชนซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลในราคาแพงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดมาโดยตลอด ทั้งยังมีการจัดสรรโควตาสลากให้แก่ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการทางการเห็นและกลุ่มอดีตนักกีฬาคนพิการทีมชาติไทยในสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยเพื่อให้ไปจำหน่ายเป็นอาชีพ ไม่เป็นธรรม ไม่ถูกต้องและไม่เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาจมีกลุ่มขบวนการหาประโยชน์ในสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลร่วมกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลภายนอกกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อการจัดสรรโควตาสลากให้กับผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการทางการเห็น และกลุ่มอดีตนักกีฬาคนพิการทีมชาติไทยในสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย

จากปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานแต่ยังไม่มีรัฐบาลใดกล้าหรือพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างแท้จริง กลุ่มธรรมาภิบาลฯ จึงใคร่ขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีดำเนินการตรวจสอบและมีข้อสั่งการถึงสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาดังต่อไปนี้

1. ให้แก้ไขปัญหาการขายสลากที่แพงเกินจริงอย่างแท้จริง

2. ให้มีข้อสั่งการถึงสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อให้มีการจัดสรรโควตาจำหน่ายสลากให้แก่ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการทางการเห็นและกลุ่มอดีตนักกีฬาคนพิการทีมชาติไทยในสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยอย่างถูกต้องเป็นธรรมและเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ให้ขบวนการกลุ่มผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องหรือกระทำการริดรอนสิทธิการได้รับสลากอีกต่อไป

3. ให้ตรวจสอบการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการควบคุมดูแลกิจการและการวางนโยบายของนายลวรณ แสงสนิท ประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลและคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งหมดที่ปล่อยปละละเลย เพิกเฉย ไม่ควบคุมดูแลกิจการและไม่มีการวางนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาการขายสลากเกินราคาอย่างแท้จริงว่าเป็นการกระทำที่เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จนเกิดความเสียหายต่อสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือไม่

4. ให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของ พันโทหนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งปฏิบัติหน้าที่มาอย่างยาวนาน มีหน้าที่โดยตรงในการควบคุม กำกับ ดูแล และจัดระเบียบการขายสลากให้เป็นไปตามราคาที่กฎหมายกำหนด และรู้และทราบดีว่ามีกลุ่มขบวนการผลประโยชน์ทำให้สลากมีราคาขายที่สูงเกินจริง แต่กลับปล่อยปละละเลย เพิกเฉย ไม่แก้ไขปัญหา เกิดผลประโยชน์ส่วนเกินจากการขายสลากเกินราคางวดละ 2,100 ล้านบาท เดือนละ 4,200 ล้านบาทและปีละประมาณ 50,000 ล้านบาท ทำให้รัฐต้องขาดรายได้และประชาชนต้องซื้อสลากที่แพงเกินจริง ถือว่าเป็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และหากพบว่าเป็นกรณีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ขอให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

‘สุริยะ’ สั่ง ชป. ลุยช่วยเหลือเกษตรกร บรรเทาภัยแล้ง ป้องกันน้ำท่วม

‘สุริยะ’ สั่ง ชป. ลุยช่วยเหลือเกษตรกร บรรเทาภัยแล้ง ป้องกันน้ำท่วม

‘สุริยะ’ สั่ง ชป. ลุยช่วยเหลือเกษตรกร บรรเทาภัยแล้ง ป้องกันน้ำท่วม

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.32 น.

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า แม้ประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว แต่ในหลายพื้นที่ยังคงประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง ทำให้แหล่งน้ำธรรมชาติมีน้ำไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก ขณะที่บางพื้นที่กลับได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขัง จึงสั่งการให้กรมชลประทานเร่งบริหารจัดการน้ำอย่างรอบด้าน มีการส่งเครื่องจักรกลและเครื่องสูบน้ำเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและลดผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร

ด้านกรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 12 ได้ติดตามและสนับสนุนการปฏิบัติงานเครื่องสูบน้ำในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดอุทัยธานีอย่างใกล้ชิด โดยระดมเครื่องสูบน้ำเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่ที่ยังมีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำ รวมทั้งพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมขัง หวังส่งน้ำเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูกและเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

ปฏิบัติการดังกล่าว ครอบคลุมพื้นที่ของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าโบสถ์ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโพธิ์พระยา โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชัณสูตร และโครงการชลประทานอุทัยธานี มีการติดตามการทำงานของเครื่องสูบน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปรับแผนการช่วยเหลือให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนยันว่า จะไม่ทอดทิ้งพี่น้องเกษตรกร พร้อมสั่งการให้กรมชลประทานเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดตลอดฤดูฝน แม้หลายพื้นที่จะมีฝนตกต่อเนื่อง แต่ยังคงมีบางพื้นที่ที่มีฝนตกน้อย ส่งผลให้ปริมาณน้ำไม่เพียงพอและมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ ขณะเดียวกัน ได้กำชับให้บริหารจัดการน้ำในพื้นที่ที่มีฝนตกหนักหรือน้ำท่วมขังอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ลดผลกระทบต่อภาคการเกษตร และสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง

สุริยะ กางโรดแมป เกษตรนวัตกรรม ปลุกกระแส ตลาดนำการวิจัย

สุริยะ กางโรดแมป เกษตรนวัตกรรม ปลุกกระแส ตลาดนำการวิจัย

สุริยะ กางโรดแมป เกษตรนวัตกรรม ปลุกกระแส ตลาดนำการวิจัย

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.05 น.

“สุริยะ” กางโรดแมป “เกษตรนวัตกรรม” ปลุกกระแส “ตลาดนำการวิจัย” เปลี่ยนงานวิจัยบนหิ้งสู่พื้นที่จริง เร่งแก้ฝุ่น PM 2.5 สู้วิกฤตโลกเดือด พร้อมดันไทยเป็นศูนย์กลาง Agri-Wellness ระดับสากล

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานมอบรางวัลและมอบนโยบายในงานสัมมนา “ผลงานวิจัยกับการนำไปใช้ประโยชน์” ภายใต้แนวคิด “วิจัยใช้ประโยชน์ ตอบโจทย์ตลาด สร้างมูลค่า สู่รายได้ยั่งยืน” ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มุ่งขับเคลื่อนนโยบาย “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” โดยยึดแนวทาง “ตลาดนำการวิจัย เกษตรปลอดภัยมูลค่าสูง” เป็นฟันเฟืองสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร

ทั้งนี้โดย ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โรคพืชอุบัติใหม่ ปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากการเผาพื้นที่เกษตร ตลอดจนมาตรการกีดกันทางการค้าและปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย โดยกระทรวงเกษตรฯ ตั้งเป้าหมายหลักให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยีปุ๋ยชีวภาพและชีวภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริงในพื้นที่ เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มมูลค่าสินค้าเชิงพาณิชย์ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯ ยังประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออก โดยเฉพาะ “ทุเรียนสด” ซึ่งในครึ่งแรกของปี 2569 สามารถสร้างมูลค่าส่งออกสูงกว่า 100,000 ล้านบาท และคาดว่าจะพุ่งทะลุ 150,000 ล้านบาทในช่วงสิ้นปี ขณะเดียวกันยังเร่งเปิดตัวยุทธศาสตร์อนาคต “Agri-Wellness” ยกระดับสมุนไพรไทยสู่ตลาดสุขภาพระดับโลกภายใต้แนวคิด “Longevity and Wellness” ผ่านความร่วมมือครั้งสำคัญกับโรงพยาบาลศิริราช เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านเกษตรและสุขภาพในระดับนานาชาติ ซึ่งจะนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตนี้ไปร่วมจัดแสดงศักยภาพในงานมหกรรมพืชสวนโลก จ.อุดรธานี พ.ศ. 2569 เพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยสมุนไพรไทยสู่ตลาดสุขภาพระดับโลก

ขณะเดียวกันยังได้ร่วมมือกับภาคเอกชนผ่านเวทีเสวนา “ตลาดนำการวิจัย สู่คุณค่าทางธุรกิจ” โดยผู้แทนจาก 8 สมาคมเกษตรชั้นนำของประเทศ เพื่อระดมความคิดเห็นในการขับเคลื่อนงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการไปสู่การสร้างมูลค่าทางธุรกิจที่ตอบโจทย์ตลาดโลก พร้อมทั้งมอบรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่บุคลากรในการสร้างสรรค์นวัตกรรม ตามเป้าหมายสูงสุดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการบูรณาการทุกหน่วยงานในสังกัดเพื่อนำเทคโนโลยีและผลงานวิจัยลงไปขยายผลให้เกิดประโยชน์จริงในพื้นที่และง่ายต่อการเข้าถึงใช้ได้จริง ลดต้นทุนได้จริง และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้อย่างยั่งยืนด้วย

เด็กไทยคว้า 37 รางวัล เวที ‘ESOLIO 2026’ สะท้อนความสามารถ-ความมุ่งมั่น ของเยาวชนไทยอย่างภาคภูมิใจ

เด็กไทยคว้า 37 รางวัล เวที ‘ESOLIO 2026’ สะท้อนความสามารถ-ความมุ่งมั่น ของเยาวชนไทยอย่างภาคภูมิใจ

เด็กไทยคว้า 37 รางวัล เวที ‘ESOLIO 2026’ สะท้อนความสามารถ-ความมุ่งมั่น ของเยาวชนไทยอย่างภาคภูมิใจ

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.20 น.

ไมราห์ อินเตอร์ กรุ๊ป (Miraah Inter Group) องค์กรเชี่ยวชาญการส่งเสริมศักยภาพด้านวิชาการระดับชาติ และระดับนานาชาติ และเป็นผู้ดำเนินการคัดเลือกอย่างเข้มข้น ตามมาตรฐานเพื่อส่งนักเรียนผู้แทนประเทศไทย เข้าร่วมการแข่งขันวิชาการระดับนานาชาติ ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนผู้แทนประเทศไทย ที่สร้างผลงานได้อย่างน่าภาคภูมิใจ จากการเข้าร่วมการแข่งขัน English for Speakers of Other Languages International Olympiad (ESOLIO) 2026 พร้อมขอขอบคุณผู้ปกครอง โรงเรียน และคณะครูทั่วประเทศที่ให้ความไว้วางใจและร่วมส่งเสริมศักยภาพของเยาวชนไทย ตั้งแต่การเข้าร่วมสอบระดับประเทศ ผ่านโครงการ ASMOPSS (แอสมอพส์) และโครงการ AETIS (เอทิส) เพื่อคัดเลือกนักเรียนเข้าสู่รอบคัดเลือกผู้แทนประเทศเพื่อสอบ ESOLIO 2026 ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ เมืองบาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย

ดร.ธนากร แผลงเดช (ครูป้อม) นายกสมาคมผู้บริหารสถานศึกษาเอกชนนอกระบบ (APANE) และเป็นผู้บริหารของสถาบันในเครือข่าย ไมราห์ เอ็ดดูเคชั่น (Miraah Education) เปิดเผยว่า ในการแข่งขัน ESOLIO 2026 ณ เมือง บาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมการแข่งขันรอบนานาชาติจำนวนกว่า 99 คน จาก 7 ประเทศ ประกอบด้วย ประเทศไทย บังกลาเทศ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ฮ่องกง และอินโดนีเซีย “สำหรับ ESOLIO ถือเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงออกถึงศักยภาพด้านภาษาอังกฤษ ตามมาตรฐานสากล ทั้งการฟัง การอ่าน การเขียน และการสื่อสาร พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และวัฒนธรรมกับผู้เข้าแข่งขันจากนานาประเทศ ซึ่งในปีนี้ ต้องขอแสดงความยินดีกับนักเรียนตัวแทนประเทศไทย ที่สามารถทำผลงานได้อย่างโดดเด่น และสามารถคว้ารางวัลรวมทั้งสิ้น 37 รางวัล ได้แก่ รางวัลประเภทบุคคล โดยนักเรียนไทย สามารถคว้ามาได้ 5 เหรียญทอง 8 เหรียญเงิน 10 เหรียญทองแดง และรางวัลชมเชย 5 รางวัล รวม 28 เหรียญรางวัล รวมถึงรางวัลประเภทการเขียนยอดเยี่ยม มาถึง 5 รางวัล ราวัลประเภทการพูดยอดเยี่ยม 2 รางวัล และ รางวัลคะแนนรวมทุกทักษะสูงสุด อีก 2 รางวัล

“เรารู้สึกประทับใจอย่างมากที่ได้เห็นเด็กไทยของเราแสดงความสามารถด้านทักษาะภาษาอังกฤษของแต่ละคนออกมาได้อย่างดี ทั้งการสื่อสาร การเขียน และการพูด รวมถึง ทุกคนยังได้เป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่วัฒนธรรมของไทยให้นักเรียนชาวต่างชาติได้รู้จัก โดยครั้งนี้ อาจเรียกได้ว่า เกินความคาดหมายที่เราตั้งเป้าหมายเอาไว้มาก เพราะเด็กนักเรียนไทย ทั้งหมดที่เราส่งไปแข่งขันสามารถคว้าเหรียญรางวัลมาได้ทุกคน ขณะที่การแข่งขันดังกล่าว นักเรียนตัวแทนประเทศไทย ยังได้เข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม พร้อมๆ กับการสร้างมิตรภาพกับเยาวชนต่างประเทศ และพัฒนาทักษะการสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นอีกประสบการณ์ในการเตรียมความพร้อมสู่การศึกษา และการทำงานในอนาคต” ดร.ธนากร กล่าว

ด้าน ด้าน อาจารย์มีนา มัญชุมาศ บุญชู โกคิง เลขาธิการสมาคมผู้บริหารสถานศึกษาเอกชนนอกระบบ และ CEO มาเลนท์ดีเทคทีฟ จำกัด กล่าวเสริมว่า “ผลการแข่งขันดังกล่าว ถือเป็นการสะท้อนถึงความสามารถของเยาวชนไทย ที่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันกับนักเรียนจากหลายประเทศได้อย่างภาคภูมิใจ ซึ่งเป็นผลมาจากความมุ่งมั่นของนักเรียน และการสนับสนุนจากผู้ปกครอง โรงเรียน และครูผู้สอน ตั้งแต่การประสานงาน และส่งเสริมในเชิงวิชาการเพื่อร่วมพัฒนานักเรียนก้าวไปสู่ระดับสากล เป็นการตอกย้ำให้เห็นว่าการศึกษาในทุกวันนี้ต้องเกิดจากความร่วมมือทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษาในทุกระดับ และร่วมกันพัฒนาศักยภาพทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง และการศึกษาได้เชื่อมต่อภาคธุรกิจอื่นๆอย่างแท้จริง”

เด็กหญิง ณัฐณิชา ตันศิริ จากโรงเรียนสองภาษาลาดพร้าว ซึ่งคว้าด้วยกันถึง 4 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลเหรียญทอง ประเภทบุคคล รางวัลคะแนนรวมสูงสุดของระดับชั้น รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทักษะการพูดยอดเยี่ยม รางวัลชนะเลิศโครงงานประเภททีม และ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 กิจกรรมประเภททีม กล่าวว่า “การแข่งขันครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของหนู ซึ่งทำให้ได้เจอกับเพื่อนชาวต่างชาติเยอะมาก รวมถึงได้ทำกิจกรรมสนุกๆอีกด้วย ตอนแรกหนูก็ใม่คิดว่า จะคว้ารางวัลมาได้เยอะขนาดนี้ แต่พอทำได้ ก็รู้สึกภูมิใจ กับความสำเร็จที่เกิดขึ้น และหากปีหน้ามีการแข่งขันแบบเดียวกันนี้อีก หนูก็อยากจะไปร่วมการแข่งขันค่ะ”

เด็กชายติณณภพ รัตนสุภา จากโรงเรียนแสงทองวิทยา คว้า 3 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลเหรียญทองประเภทบุคคล รางวัลชนะเลิศ โครงงานประเภททีม และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 กิจกรรมประเภททีม กล่าวเช่นกันว่า “ดีใจมากที่ได้เหรียญรางวัลจากการแข่งขันครั้งนี้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือผมประทับใจมาก ที่ได้เจอเพื่อนใหม่ๆ จากต่างประเทศตลอด 4 วัน และทำให้ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่จะช่วยให้เราพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษได้มากขึ้น”

เด็กชายณธีร์ เกียรติเดชปัญญา จาก D-PREP International School ซึ่งคว้ามาได้ถึง 2 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลเหรียญทองประเภทบุคคล และ รางวัลคะแนนรวมสูงสุดระดับชั้น กล่าวว่า “รู้สึกภูมิใจมาก ที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันที่อินโดนีเซีย โดยเฉพาะการได้รับรางวัลกลับมา นอกจากนี้ ยังได้เจอกับเพื่อนใหม่ และสนุกกับกิจกรรมที่ทำในระหว่างการแข่งขัน”

เด็กชายจิรภัทร อุทารวุฒิพงศ์ จากโรงเรียน กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย คว้า 2 รางวัล คือ รางวัลเหรียญทองประเภทบุคคล และ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 โครงงานประเภททีม กล่า วว่า “การแข่งขันครั้งนี้ นอกจากจะทำให้เราได้ประสบการณ์การใช้ภาษาอังกฤษ จริงๆ แล้ว ยังทำให้เราได้เจอกับเพื่อนชาวต่างชาติ อีกด้วย และยิ่งไปกว่านั้น ผมภูมิใจกับรางวัลที่ได้ด้วย”

เด็กหญิง อชิรญา อรรถวรากรณ์ จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ คว้า 2 รางวัล คือ รางวัลเหรียญทองประเภทบุคคล และ รางวัลชนะเลิศโครงงานประเภททีม กล่าวว่า “ตอนแรกที่ได้รับคัดเลือกให่ไปแข่งขัน ก็มีความกังวลว่า เราจะทำได้ดีมากแค่ไหน ยิ่งได้เจอกับเพื่อนต่า งชาติที่เก่งๆ ก็พยายามบอกกับตัวเองว่า เราก็ต้องทำได้ และต้องแสดงความสามารถออกมาให้ดีที่สุด ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ก็สามารถคว้ารางวัลมาได้ในที่สุด”

อย่างไรก็ดี ดร.ธนากร แผลงเดช ยังกล่าวด้วยว่า “เราจะยังคงมุ่งมั่นสร้างโอกาสให้นักเรียนไทยได้ก้าวสู่เวทีวิชาการระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง อีกหลายโครงการแข่ง เพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษาเชื่อมโยงและประสานเครือข่ายทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม พัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทย และสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ ก้าวสู่การเป็นพลเมืองโลกที่มีคุณภาพ ซึ่งความสำเร็จในเวที ESOLIO 2026 ครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า เมื่อเยาวชนไทยได้รับโอกาสและการสนับสนุนที่เหมาะสม ก็สามารถแสดงศักยภาพและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศได้อย่างสง่างามบนเวทีนานาชาติ”

ไม่ดื่มก็เสี่ยง! ‘โรคมะเร็งตับ’ ภัยเงียบคนยุคใหม่ เบาหวาน–อ้วน–ไขมันพอกตับ ทำร้ายตับแบบไม่ต้องดริงก์

ไม่ดื่มก็เสี่ยง! ‘โรคมะเร็งตับ’ ภัยเงียบคนยุคใหม่  เบาหวาน–อ้วน–ไขมันพอกตับ ทำร้ายตับแบบไม่ต้องดริงก์

ไม่ดื่มก็เสี่ยง! ‘โรคมะเร็งตับ’ ภัยเงียบคนยุคใหม่ เบาหวาน–อ้วน–ไขมันพอกตับ ทำร้ายตับแบบไม่ต้องดริงก์

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.45 น.

หลายคนเชื่อว่า “มะเร็งตับ” เป็นโรคของคนดื่มแอลกอฮอล์หนัก ๆ เท่านั้น แต่ความจริงแล้วยังมีคนอีกหลายกลุ่มที่เสี่ยงโรคนี้ เพราะมะเร็งตับเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งไวรัสตับอักเสบ ภาวะไขมันพอกตับ ไปจนถึงพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ที่กำลังทำร้ายตับไม่รู้ตัว โดยข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า มะเร็งตับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย ผู้ชายเป็นอันดับ 1 และผู้หญิงเป็นอันดับ 4 ซึ่งตัวเลขที่น่ากังวลนี้เกิดจากการที่มะเร็งตับมักไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้คนส่วนใหญ่กว่าจะรู้ตัวก็เข้าสู่ระยะรุนแรงแล้ว

พญ. สาวินี จิริยะสิน แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน ให้ข้อมูลควรรู้สาเหตุของมะเร็งตับที่มีมากกว่าการดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมชวนกลุ่มเสี่ยงปรับการใช้ชีวิตก่อนสาย

มะเร็งตับ เกิดจากการที่เซลล์ในตับกลายพันธุ์และแบ่งตัวผิดปกติจนกลายเป็นก้อนเนื้องอก พบบ่อยในช่วงอายุ 50–70 ปี เพราะมะเร็งตับไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่ค่อย ๆ ก่อตัวจากการอักเสบเรื้อรังสะสม เมื่อเซลล์ตับถูกทำลายและซ่อมแซมซ้ำ ๆ ก็เพิ่มโอกาสกลายพันธุ์เป็นมะเร็งในที่สุด โดยผู้ชายมีความเสี่ยงกว่าผู้หญิงราว 2–3 เท่า เพราะผู้ชายมีอัตราการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบและมีแนวโน้มการดื่มแอลกอฮอล์สูงกว่า อีกทั้งยังมีข้อมูลที่เชื่อว่าฮอร์โมนเพศชายอาจไปกระตุ้นเซลล์มะเร็งได้

เปิดลิสต์ปัจจัยใกล้ตัวเสี่ยง “โรคมะเร็งตับ” ที่ไม่ดื่มก็เป็นได้

การดื่มหนักเป็นเพียงหนึ่งในหลายสาเหตุของมะเร็งตับ เพราะยังมีปัจจัยเสี่ยงอีกมากที่คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ พญ.สาวินี จิริยะสิน อธิบายว่า “ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งตับมีหลายอย่าง ทั้งไวรัสตับอักเสบบีที่พบมากที่สุดในคนไทย ไวรัสตับอักเสบซี ภาวะไขมันพอกตับ ตับแข็ง โรคทางพันธุกรรม การได้รับสารอะฟลาท็อกซินจากอาหารที่ขึ้นรา และผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งตับ นอกจากนี้ยังมีภาวะไขมันพอกตับจากเมตาบอลิก (MASLD) ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้คนอายุน้อยเป็นมะเร็งตับกันมากขึ้น เพราะสัมพันธ์กับโรคฮิตของคนยุคใหม่ อาทิ โรคอ้วน เบาหวาน ภาวะลงพุง รวมถึงพฤติกรรมกินหวาน กินอาหารแปรรูป และการไม่ค่อยออกกำลังกาย จึงเป็นเรื่องน่ากังวลเพราะหลายคนกำลังใช้ชีวิตตามปกติโดยไม่รู้เลยว่าตับกำลังมีปัญหา”

อย่ารอให้มีอาการ “โรคมะเร็งตับ” ภัยเงียบที่ปล่อยไว้นานยิ่งอันตราย

มะเร็งตับนับเป็นภัยเงียบเพราะระยะแรกมักไม่แสดงอาการ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่รู้ตัวว่าเป็นอยู่ และมักตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจคัดกรอง ซึ่งอาจเป็นช่วงที่โรคลุกลามแล้ว พญ.สาวินี จิริยะสิน จึงย้ำว่าถ้ามีโอกาสให้ไปตรวจได้ทันที ไม่ต้องรอให้มีอาการ โดยเฉพาะคนที่มีความเสี่ยงควรตรวจคัดกรองทุก 6 เดือน เพราะยิ่งพบเร็ว โอกาสรักษาให้หายก็ยิ่งสูง อย่างไรก็ตาม หากเริ่มมีอาการ เช่น เบื่ออาหาร น้ำหนักลดไม่มีสาเหตุ คลำเจอก้อนหรือปวดบริเวณชายโครงขวา ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือท้องโตจากการมีน้ำในช่องท้อง อาจเป็นสัญญาณว่ามะเร็งอยู่ในระยะลุกลามแล้ว ควรรีบพบแพทย์ทันที

“โรคมะเร็งตับ” ตรวจพบไว รักษาได้ ด้วยแผนการรักษาที่เหมาะกับแต่ละคน

ปัจจุบันโรงพยาบาลวิมุตดูแลผู้ป่วยมะเร็งตับโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Team) ทั้งอายุรแพทย์โรคตับ ศัลยแพทย์ แพทย์รังสี และแพทย์โรคมะเร็ง พร้อมเทคโนโลยีการวินิจฉัย เช่น อัลตราซาวนด์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยแนวทางรักษามีหลายวิธีตามระยะโรคและสภาพตับ ตั้งแต่การผ่าตัด การจี้ก้อนมะเร็งด้วยคลื่นความร้อน การรักษาผ่านสายสวนหลอดเลือด ไปจนถึงยามุ่งเป้าและภูมิคุ้มกันบำบัด โดยหากตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก ผู้ป่วยมีโอกาสหายขาดได้ อย่างไรก็ตาม แม้รักษาหายแล้วก็ยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคตับเรื้อรังหรือตับแข็ง จึงควรติดตามอาการกับแพทย์และตรวจตับตามนัดอย่างสม่ำเสมอ

“อยากให้ทุกคนมองว่าการดูแลตับเป็นเรื่องใกล้ตัว ไม่ใช่แค่เรื่องของคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ เพราะหลายคนที่ดูแข็งแรงดีก็อาจมีความเสี่ยงอยู่โดยไม่รู้ตัว จริง ๆ แล้วการป้องกันเริ่มได้จากเรื่องใกล้ตัว ทั้งการรักษาน้ำหนักตัวให้สมดุล การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ และการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำร้ายตับ อาทิ การดื่มแอลกอฮอล์และอาหารแปรรูป ส่วนใครที่เป็นกลุ่มเสี่ยงก็อยากให้ตรวจคัดกรองสม่ำเสมอ อย่ารอให้มีอาการก่อน เพราะการตรวจพบโรคไวคือโอกาสสำคัญที่จะรักษาได้ทัน และได้ดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้” พญ.สาวินี จิริยะสิน กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการของโรค สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน เปิดให้บริการทุกวัน โทรศัพท์ 02-079-0054 นอกจากนี้ ยังสามารถดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อทำนัดหมายแพทย์ล่วงหน้า หรือเลือกใช้บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) ผ่านทาง Line @vimuttelemed หรือ ViMUT Application เพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้นจากแพทย์ผู้ชำนาญการได้อย่างสะดวก รวมถึงติดตามผลหลังการรักษาได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเดินทาง ซึ่งช่วยให้การดูแลต่อเนื่องในทุกขั้นตอน