รัฐบาลโชว์ผลงาน ปราบสินค้าผิดกฎหมายสรรพสามิต รอบ 11 เดือน ปีงบฯ 69 จับ 35,739 คดี เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.84 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

30 สิงหาคม 2569 เวลา 08:43 น.

30 สิงหาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป้ดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายสรรพสามิตอย่างต่อเนื่อง ตามข้อสั่งการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะการลักลอบนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่เถื่อน ยังคงเป็นสินค้าผิดกฎหมายที่ตรวจพบมากที่สุด สร้างความเสียหายต่อรายได้ของรัฐ ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ผลการดำเนินงานอย่างเข้มข้น ในรอบ 11 เดือน ปีงบประมาณ 2569 กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลังสามารถจับกุมดำเนินคดีได้รวม 35,739 คดี เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.84 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีการเปรียบเทียบปรับและประมาณการค่าปรับรวม 6,274.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.98 โดยสินค้ายาสูบยังเป็นสินค้าที่พบการกระทำผิดสูงสุด รองลงมาคือสุราและน้ำมัน

“รัฐบาล โดยกรมสรรพสามิต เดินหน้ายกระดับแนวทางการทำงานเชิงรุกขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data Driven Enforcement) โดยนำข้อมูลการจับกุม ข้อมูลพื้นที่ เส้นทางลำเลียงสินค้า ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเบาะแสจากประชาชน มาวิเคราะห์ วางแผนการทำงาน เพื่อประเมินความเสี่ยงและกำหนดมาตรการที่เหมาะสมกับลักษณะปัญหาในแต่ละพื้นที่ เปลี่ยแนวคิดจาก “มาตรการเดียวใช้ทั่วประเทศ” สู่ “พื้นที่ต่างกัน ความเสี่ยงต่างกัน มาตรการก็ต้องต่างกัน” (From One-Size-Fits-All to Tailored Enforcement) เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทและระดับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ มุ่งให้การปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายสรรพสามิตมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

รัฐบาล,สินค้าผิดกฎหมาย,สรรพสามิต,บุหรี่เถื่อน,

รัฐบาลดีเดย์ ก.ย.69 ค่าไฟโครงสร้างใหม่ ใช้น้อย จ่ายถูกลง 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท/หน่วย ลดภาระกว่า 21 ล้านครัวเรือน

30 สิงหาคม 2569 เวลา 08:37 น.

30 สิงหาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตั้งแต่รอบบิลเดือนกันยายน 2569 เป็นต้นไป ประชาชนจะเริ่มได้รับประโยชน์จากโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ ตามนโยบายรัฐบาลที่มุ่งลดภาระค่าครองชีพด้วยการแก้ปัญหาที่ต้นทุนและโครงสร้างค่าไฟฟ้าอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะผู้ใช้ไฟน้อยที่จะจ่ายในอัตราที่ถูกลง

สำหรับบ้านอยู่อาศัย ค่าไฟจะคิดในอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate) โดย 200 หน่วยแรก อัตราไม่เกิน 3.00 บาทต่อหน่วย หน่วยที่ 201–400 อัตรา 4.1584 บาทต่อหน่วย และตั้งแต่หน่วยที่ 401 ขึ้นไป อัตรา 4.3583 บาทต่อหน่วย เพื่อให้การคิดค่าไฟสะท้อนระดับการใช้จริงและช่วยครัวเรือนที่ใช้ไฟไม่มากเป็นลำดับแรก

พร้อมกันนี้ อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยทุกประเภท รวมค่า Ft จะลดจาก 3.95 บาท เหลือ 3.86 บาทต่อหน่วย หรือลดลง 9 สตางค์ต่อหน่วย และจะ แยกภาระค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลค่าไฟของประชาชน ช่วยลดภาระลงอีก 0.0634 บาทต่อหน่วย โดยคาดว่าประชาชนกว่า 21 ล้านครัวเรือนจะได้รับประโยชน์ คิดเป็นมูลค่าการประหยัดค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 18,000 ล้านบาท

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อีกการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการขยายสิทธิให้ครอบคลุมประชาชนที่อยู่อาศัยจริง แม้ยังไม่มีทะเบียนบ้านถาวร หากมีการใช้ไฟเพื่อการอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องและมีประวัติชำระค่าไฟไม่น้อยกว่า 6 เดือน ก็สามารถได้รับสิทธิอัตราค่าไฟใหม่ได้เช่นกัน

“หลักคิดชัดเจนคือ คนที่ใช้ไฟน้อยควรจ่ายน้อยลง และผู้ที่อยู่อาศัยจริงต้องเข้าถึงสิทธิได้ รัฐบาลต้องการให้การลดค่าไฟครั้งนี้เกิดผลกับบิลของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกับทำให้โครงสร้างค่าไฟมีความเป็นธรรมและยั่งยืนในระยะยาว” นางสาวรัชดา กล่าว

รัฐบาล,ค่าไฟ,ค่าไฟฟ้า,

เท้ง-มาร์คเร่งสุมไฟ สับคดีฮั้วสว. ต้นตอชิงกินรวบปท. จี้ส่งสำนวนไปศาลฎีกา

30 สิงหาคม 2569 เวลา 06:11 น.

เท้ง-มาร์คเร่งสุมไฟ สับคดีฮั้วสว. ต้นตอชิงกินรวบปท. จี้ส่งสำนวนไปศาลฎีกา กกต.ขอทุกฝ่ายเห็นใจ นัดประชุมลงมติ14ก.ย. ย้ำไม่มีใครมากดดันได้

เวทีผู้นำฝ่ายค้านกระหึ่ม! “เท้ง” ลั่นโกงฮั้ว สว. จุดเริ่มต้น “กินรวบประเทศ” พร้อมจับมือมาร์ค เร่งสุ่มไฟ จี้ส่งสำนวนไปให้ศาลฎีกาอ้างฝ่ายค้านใช้สิทธิ์ตามหน้าที่ไม่ปล่อยให้ลอยนวล ขณะที่ กกต.ยัน14 กันยายน ชี้ขาดมติเอกฉันท์ส่งศาลฎีกาคดีฮั้ว สว. หรือไม่ หลังพิจารณาครบทุกสำนวนแล้ว “ณรงค์”ลั่นไร้แรงกดดันตลอด 3 เดือน ขอประชาชนมั่นใจ

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 29 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา กลุ่มงานผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดโครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน ประจำปีงบประมาณ 2569 หัวข้อ”การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น : ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ”

โดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรกล่าวเปิดเวทีตอนหนึ่งว่า อาจมีความฉุกละหุกเล็กน้อย ที่ทำให้ต้องเปลี่ยนสถานที่จัดโครงการ”วิกฤตศรัทธาต่อการเมืองไทยของพี่น้องประชาชน”ซึ่งเกี่ยวข้องกับการถ่วงดุลตรวจสอบ หากพูดกันชัดๆ คือ การตรวจสอบการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งตรงกับการที่ตนได้ออกมาชี้ให้สังคมเห็นถึง”ระบอบสีน้ำเงิน” ครบ 100 วันพอดี

‘เท้ง’ซัดจุดเริ่มกินรวบปท.

“คำว่านิยามของระบอบสีน้ำเงินก็เหมือนตัวระบอบอำนาจนิยมที่ไม่ได้มีความเป็นประชาธิปไตย เพราะระบอบประชาธิปไตย คือ ระบอบที่ต้องการการถ่วงดุลตรวจสอบ ยึดโยงกับประชาชน แต่สิ่งที่เห็นในปัจจุบัน คือ องค์กรอิสระ มาจากการแต่งตั้งของสว.ที่อาจจะถูกจัดตั้ง หรือโกงเข้ามา ซึ่งมีความยึดโยงกับพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำรัฐบาลในขณะนี้ ทำให้เห็นตั้งแต่ตอนนั้นว่าระบบสีน้ำเงินกำลังกินรวบทั่วประเทศอยู่ และการแสดงความคิดเห็นของพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ในเวทีผู้นำฝ่ายค้านที่ผ่านมา มีหนังสือเล่มหนึ่งที่ชูขึ้นมา ทำให้เห็นภาพชัดว่า การโกง สว.คือจุดเริ่มต้นของการกินทั่วประเทศ”ผู้นำฝ่ายค้านฯย้ำ

นายณัฐพงษ์กล่าวอีกว่า ดังนั้น หมุดหมายที่สำคัญ มีเวทีอดีตผู้นำฝ่ายค้านฯซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นพรรคฝ่ายค้าน หรือฝ่ายรัฐบาลในปัจจุบัน คิดว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่จะช่วยกันส่งเสียงว่าอยากได้ระบบการเมืองที่มีความเป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่ระบบการเมืองแบบอำนาจนิยม ที่มีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มกินทั่วประเทศอยู่ อันนี้เป็นสิ่งน่าจะมาผลักดันร่วมกันและอยากชวนให้ทุกคนคิดเพิ่มเติม กรณีนักวิเคราะห์หลายคนบอกว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่จะเอาผิดคนโกง สว.ได้ยาก แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยเพราะคนที่เลือกกกต.ชุดใหญ่4ใน7คน ถูกเลือกมาจาก สว.ชุดปัจจุบัน และหลายๆ คนก็อยู่ในสำนวนที่จะถูกสั่งฟ้อง

บี้กกต.เร่งส่งสำนวนไปศาล

“ดังนั้นจะคาดหวังได้อย่างไร กับการใช้อำนาจบอกว่ามันมีมูลนะ บอกได้ว่ามีการโกงสว.นะจากคนที่ถูกเลือกเข้ามาเพราะมันมีผลประโยชน์ทับซ้อนตรงๆ หลายๆ คนจึงบอกว่ามันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่ผมอยากให้ทุกคนมองแบบนี้ ผมเชื่อว่านักการเมืองหลายๆคน รวมถึงตัวผมเอง เราเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้กลายเป็นสิ่งที่พวกเขาปฏิเสธไม่ได้ การทำงานการเมืองคือการที่ต้องผลักดันสังคมไปข้างหน้า ถ้าพูดอยู่แค่ในกรอบของกฎหมาย ความคิดเดิมๆ เป็นไปไม่ได้ สุดท้ายสังคมก็ไม่ได้เดินหน้าไปไหน แต่ผมเชื่อว่าการที่เราจัดเวทีในลักษณะนี้ทุกวัน เรากำลังทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้เขาปฏิเสธไม่ได้ มากขึ้นทุกวัน” นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า หน้าที่ของ กกต.ไม่ใช่การชี้ถูกชี้ผิด แต่กฎหมายเขียนไว้ค่อนข้างชัด ว่า แค่ควรเชื่อได้ว่า มีการโกง สว.เกิดขึ้น หน้าที่ของ กกต คือการส่งสำนวนต่อไปให้ศาลฎีกา ดังนั้น ก็ถือว่าเป็นโอกาสดีที่ อย่างน้อยๆ กกต.ก็เลื่อนออกไปเป็นวันที่ 14 ก.ย.ก็จะได้ใช้โอกาสในเวทีนี้ ทำให้สิ่งที่ดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้ ให้เขาปฏิเสธไม่ได้มากยิ่งขึ้น

อภิสิทธิ์รับตรวจสอบยาก

ต่อมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตผู้นำฝ่ายค้านฯที่ได้ร่วมเสวน กล่าวตอนหนึ่ง แสดงความเป็นห่วงกังวลอย่างมากต่อสภาพบ้านเมืองระบบในปัจจุบันโดยชี้ให้เห็นว่าสังคมไทยเคยกลัวเรื่องการรวบอำนาจผ่านเสียงข้างมากในสภาที่ทำให้กลไกสภาดูไร้ความหมาย ซึ่งต่างจากต่างประเทศที่ระบบรัฐสภาจะมีการแบ่งประเด็นชัดเจน เช่น เรื่องงบประมาณหรือการไม่ไว้วางใจที่ต้องเข้มงวดตามมติพรรค แต่ในเรื่องอื่นๆ ควรเปิดให้เห็นต่างได้โดยไม่ต้องบีบบังคับด้วยมติพรรคเหมือนที่ปรากฏในประเทศไทยเกือบทุกครั้งที่มีการลงมติ นอกจากนี้ ยังระบุถึงการนำกลไกตรวจสอบถ่วงดุลออกไปไว้นอกสภา ผ่าน”องค์กรอิสระ”ที่สร้างขึ้นมาหวังให้เป็นกลาง แต่เมื่อต้องยึดโยงกับประชาชนผ่านวุฒิสภากลับพบปัญหาว่าวุฒิสภา ไม่ได้เป็นกลางและมีการสร้างเครือข่ายอำนาจขึ้นมา

กังขาทฤษฎีสมคบคิด

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า วันนี้ที่น่ากลัวคือมันไปไกล จนเราเห็นปรากฏการณ์หลายอย่างลุกลามไปถึงกระบวนการยุติธรรม ทำให้การตรวจสอบ ทำได้ยากมาก พร้อมยกเหตุการณ์สมมติว่า หากพรรคการเมืองสามารถยึดวุฒิสภาได้และส่งคนเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระ เมื่อรัฐบาลทำผิดองค์กรเหล่านั้นก็จะไม่ตรวจสอบ และไม่มีใครสามารถตรวจสอบองค์กรอิสระซึ่งตั้งคำถามว่าสภาพการณ์เช่นนี้เปรียบเสมือนการใช้สิทธิเสรีภาพสมคบกันล้มล้างการปกครองหรือไม่ ตนจึงไม่ทราบว่าทำไม นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย จึงต้องมาตอบตน ไปกินอะไรมาไม่ทราบ ช่วยให้ท้องท่านเย็นหน่อยก็ดี

นายอภิสิทธิ์ยืนยันว่า ไม่กังวลในการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายค้านในอดีตที่ตนต่อสู้กับพรรคเพื่อไทยมีหลายสถานการณ์ที่ต้องบอกว่าใหญ่โตมากทั้งในสภาฯและหลายๆอย่าง แต่เราคงไม่รื้อฟื้นเรื่องเก่าๆแต่สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์เราพูดเสมอ คือ เราต้องทำหน้าที่ เพราะฉะนั้น ตนไม่อยากให้กังวลในการทำหน้าที่ เครื่องมือที่มีตามกฎหมาย สิทธิที่มีตามรัฐธรรมนูญ เราต้องใช้ให้ถึงที่สุด ก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ เพราะเชื่อว่ามันไม่มีใครยอมปล่อยให้บ้านเมืองอยู่บนความไม่ถูกต้องได้ตลอดไป

สับเละเตือนวิกฤต“ฮั้วสว.-สสร.”

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงวิกฤตองค์อิสระกกต.และการเลือกสว.ว่าการร่วมเวทีเดียวกันไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกันทุกเรื่อง พร้อมอ้างถึงคำเตือนของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับวิกฤตขององค์กรอิสระ โดยเปรียบเทียบว่าก่อนปี2540ที่ยังไม่มีองค์กรเหล่านี้ แทบไม่มีประวัติศาสตร์การลงโทษผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาล และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในอดีตมักถูกออกแบบให้ฝ่ายรัฐบาลเป็นเสียงข้างมาก ซึ่งตนไม่ได้สรุปว่าไม่ควรมีองค์กรอิสระเพียงแต่ต้องระมัดระวังในการสรุปผลเนื่องจากในต่างประเทศมักใช้กระแสสังคมเป็นกลไกจัดการผู้กระทำผิดแม้จะเป็นหัวหน้าพรรคก็ตาม

นายอภิสิทธิ์ระบุว่าตนสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) แต่ขอเตือนให้ระวังการเกิด”ฮั้วสสร.”ซึ่งจะเป็นการเขียนกติกาใหม่เพื่อรับรองสิ่งที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันให้หนักหนายิ่งขึ้น พร้อมเสนอให้ผู้นำฝ่ายค้าน ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราควบคู่กันไป โดยเฉพาะในส่วนของวุฒิสภาและองค์กรอิสระ โดยดึงภาคสังคมเข้าร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลง

เตือน กกต.อย่าลอยตัว

ในส่วนของประเด็นการฮั้ว สว.นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่ามีความกังวลต่อกระแสข่าวการเลี้ยงฉลองล่วงหน้าว่าทุกคนจะรอดพ้น ในวันที่ 14 กันยายนนี้ พร้อมตั้งคำถามถึงเกณฑ์”หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า”ที่กกต.จะใช้ส่งให้ศาลพิจารณา โดยจากการตรวจสอบพบว่านายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.เคยเตือนผู้สมัครโดยอ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาว่าเพียงแค่การพูดคุยแลกเปลี่ยนกันก็เป็นความผิดแล้ว

นายอภิสิทธิ์ กล่าว แต่ภายหลังกลับเปลี่ยนแนวทาง เน้นองค์ประกอบความผิดเรื่องการเสนอผลประโยชน์ทั้งที่จริงแล้วคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อเดือนสิงหาคม กันยายนและพฤศจิกายนปี2568 วินิจฉัยชัดเจนว่าลำพังเพียงบทสนทนาผ่านแอปพลิเคชัน LINEหรือการแลกคะแนนกันโดยไม่มีพฤติกรรมอื่นก็ถือว่ามีความผิดตามมาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสว.แล้ว

พร้อมยังตั้งคำถามไปถึงกกต.ว่าเหตุใดจึงไม่มีการส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาทั้งที่มีบรรทัดฐานจากศาลฎีกาและพฤติกรรมที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงเป็นขบวนการมากกว่ากรณีในอดีต

ยัน14ก.ย.นี้ไม่จบโดนเช็กบิลแน่

“ถ้าใครคิดว่าวันที่ 14 กันยายนนี้ จะจบนั้น มันไม่จบ เพราะยังมีข้อมูลอีกเยอะ และมีข้อเท็จจริงอื่นๆที่ปรากฏมาในภายหลังซึ่งกกต.จะกล้าปฏิเสธหรือไม่ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับการที่ท่านจะต้องใช้ดุลยพินิจเพียงแค่หาหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ต่อให้ท่านบอกว่าเรื่องนี้จบแล้ว สำหรับสว.และเรื่องของท่านไม่จบแน่ เราต้องดำเนินการกับท่าน โดยใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย เดี๋ยวนายศุภชัย ใจสมุทรจะเข้าใจผิดเพราะนี่เป็นการใช้สิทธิ์ตามกฎหมายสุจริตของพวกผม”นายอภิสิทธิ์กล่าว พร้อมย้ำอีกว่า เรื่องนี้จะไม่จบลงในวันที่ 14 กันยายน แน่นอนและเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องติดตามตรวจสอบต่อไป

‘ชัยธวัช‘ซัดวิกฤตตั้งแต่ยุค‘คสช.’

จากนั้นนายชัยธวัช ตุลาธน อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อดีตผู้นำฝ่ายค้านฯกล่าวตอนหนึ่งว่า ถามว่า กังวลหรือไม่กับวิกฤตความเชื่อมั่นของกลไกตรวจสอบถ่วงดุลจากกรณีโกง สว.ต้องบอกว่า ส่วนตัวกังวลมาตั้งแต่การมีรัฐประหารปี 2557 กังวลตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญปี 2560 กังวลตั้งแต่ คสช. ตั้ง สว.จากการแต่งตั้งครั้งแรก และมีอำนาจแต่งตั้งองค์กรอิสระเหมือนกัน เลือกนายกฯได้ด้วย ตนถามว่าทำไมพึ่งจะมากังวลกัน ก่อนหน้านี้ไม่ต้องโกงให้เหนื่อยก็สามารถตั้งได้ดื้อๆ เลย ตนทวนความจำให้ไอไม่ไม่โกงตั้งเอาดื้อๆ ไม่กังวลหรือ ถ้าจะพูดเรื่องโกงสว.หรือ วิกฤตกลไกตรวจสอบถ่วงดุล ตนคิดว่าจะเข้าใจเรื่องนี้ต้องพูดในบริบทของพัฒนาทางการเมืองไทย ที่อย่างน้อยนับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา เพราะมันเป็นเรื่องเดียวกัน

“พูดง่ายๆ ถ้าถามตนว่าคดีโกงสว.ทำให้ผมกังวล เกิดวิกฤตความเชื่อมั่นต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุลหรือไม่ ผมคิดว่าไม่ได้กังวลในแง่นั้น แต่กังวลใหญ่กว่านั้น ผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้มันไม่ใช่วิกฤต แค่กลไกตรวจสอบถ่วงดุลเท่านั้น คดีโกงสว.เป็นหนึ่งสิ่งที่แสดงถึงวิกฤตระบอบประชาธิปไตยไทย จากภัยคุกคามของระบอบสีน้ำเงินที่เป็นพัฒนาการล่าสุดของระบอบการเมืองนับตั้งแต่รัฐประหารปี 2557 และรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นต้นมา ผมคิดว่าถ้าเราจะเข้าใจเรื่องนี้เราต้องมองภาพใหญ่กว่านั้น“ นายชัยธวัช กล่าว

ระบบน้ำเงินครอบงำองค์กรอิสระ

นายชัยธวัช กล่าวต่อว่า พูดถึงองค์กรตรวจสอบทวง ถ่วงดุลการใช้อำนาจที่ควรจะเป็นในระบอบประชาธิปไตยแต่องค์กรอิสระรวมไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ วุฒิสภาภายใต้ระบอบการเมืองหลังหลังรัฐประหารปี2557 และหลังมีรัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อเป็นกลไกตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ แต่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นกลไกในการกำกับควบคุมสภาผู้แทนราษฎรและฝ่ายบริหารที่มามาจากการเลือกตั้ง เป็นกลไกกำกับควบคุมอำนาจที่มาจากประชาชนให้เชื่องต่อผู้มีอำนาจในระบอบสีน้ำเงินดังนั้นไม่แปลกกลไกเหล่านี้จึงทำงานบ้างไม่ทำงานบ้าง ป.ป.ช.จะเลือกฟ้องนักการเมืองคนไหนมันแล้วแต่ว่าตอนนั้นยอมถูกกวาดต้อนมาอยู่กับผู้มีอำนาจหรือไม่ ใครเชื่องรอด ใครไม่เชื่องตัดสิทธิ์ยุบพรรค

‘ชัยธวัช’ชงเลิกมรดกรัฐประหาร

นายชัยธวัชกล่าวช่วงหนึ่งว่าหากเราผลักดันจนสามารถได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีเหตุผลอะไรที่จะคงวุฒิสภาไว้อีก หากตอบไม่ได้ ก็ไม่ควรจะมี เราถูกสอนที่เชื่อว่า สว.เป็นสิ่งที่จำเป็นจำเป็นต้องมีในระบบรัฐสภาของไทย เอาเข้าจริง สว.แบบที่เรารู้จัก เป็นผลผลิตของการรัฐการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญครั้งแรก เมื่อปี 2490 เป็นการตั้งใจทำให้เป็นองค์กรแต่งตั้งตั้งแต่แรก เพื่อไปควบคุมสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง

ท้ากกต.ส่งฟ้องฮั้วสว.ทั้ง 229คน

นายชัยธวัช ฝากคำถามไปยัง กกต.ว่า เป็นเหตุเป็นผลกันอย่างไรว่าจะต้องดำเนินคดีกับคนที่เอาเอกสารสำนวนสอบสวนของ กกต.ออกมาเปิดเผย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับการทำงานของ กกต. เป็นเหตุเป็นผลกันหรือไม่ ตนคิดว่าวันนี้ การที่มีคนกล้าเอาเอกสารพยานหลักฐานมาเปิดเผย เพราะทนไม่ได้ และไม่มีความเชื่อมั่นกับ กกต. ดังนั้น ถ้าต้องการไม่ให้มีใครเอาเอกสารหลักฐาน หรืออะไรก็แล้วแต่ที่กกต.คิดอยู่ คิดว่าอยู่ในสำนวนของตัวเองมาเปิดเผยวันที่ 14 กันยายนนี้ ก็ส่งฟ้องทั้ง 229 คน ให้เหตุผลว่าต้องแสวงหา แต่ข้อเท็จจริง คือต้องเพิ่มเติมอีก นายอภิสิทธิ์ก็บอกแล้วว่ายังมีพยานหลักฐานที่ DSI อีกกำหนดไม่น้อย ที่กกต.ไม่ยอมมา ขอเอาไปรวมอยู่ในการพิจารณาสำนวนของ กกต.หรือDSI เสนอไปแล้ว ก็ไม่เอา 14 วันนี้ ขอให้ช่วยเอาไปดูด้วย ตนเข้าใจว่ามีเส้นเงินเพิ่มขึ้นอีกหลายเส้นจะได้เข้าใจว่าเหตุผลเป็นเช่นนั้นจริงๆ

ชลน่านอ้างพท.ไฟเขียวร่วมเสวนา

ขณะที่ นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและอดีตผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้ขึ้นกล่าวบนเวทีเสวนาดังกล่าวโดยระบุถึงเหตุผลที่ตัดสินใจมาร่วมเวทีในครั้งนี้ว่า แม้ตนเองจะเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่การมาร่วมงานได้รับความเห็นชอบจากพรรคแล้วและมาในฐานะราษฎรเต็มขั้นที่มีประสบการณ์ ในฐานะอดีตผู้นำฝ่ายค้าน ตนมีความคุ้นเคยกับทีมงานกลุ่มงานผู้นำฝ่ายค้านเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอดีตผู้บริหารกลุ่มงานที่เกษียณอายุไปแล้วแต่ยังมาช่วยงาน รวมถึงได้รับการประสานข้อมูลเพิ่มเติมจากนายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ ซึ่งประเด็นที่พูดคุยกันในวันนี้เป็นเรื่องของระบบและกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลที่บ้านเมืองกำลังเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่น

สะท้อนวิกฤตการเมืองทำเชื่อมั่นลด

นายแพทย์ชลน่านชี้ให้เห็นว่าวิกฤตความเชื่อมั่นในปัจจุบันเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการเมืองต้องเผชิญโดยผลการวิจัยสะท้อนชัดเจนว่าความเชื่อมั่นลดลงตามลำดับซึ่งตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดคือคำถามจากสังคมว่า”บ้านเมืองจะไปไหวหรือไม่” โดยตนเองมองว่าความยั่งยืนของการเมืองวัดได้จากคนรุ่นลูกหลานในอีก 50 ปีข้างหน้า หากคนรุ่นหลังไม่ก่นด่าว่าบรรพบุรุษทำบ้านเมืองเสียหายแต่สามารถอยู่ได้อย่างมีอิสรเสรีภาพและมีความสุข นั่นคือความยั่งยืนที่แท้จริง ทั้งนี้ การเข้าสู่เวทีของตนวันนี้หวังว่าจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้โลกการเมืองมากขึ้นว่าแม้จะอยู่ต่างฝ่ายแต่ก็สามารถเปิดกว้างแสดงความคิดเห็นร่วมกันได้ ซึ่งตนต้องขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ไม่ปิดกั้นและเข้าใจในบทบาทการมาร่วมเวทีตรวจสอบถ่วงดุลครั้งนี้

ชี้ตรวจสอบไม่ได้หวันปค.ล่มสลาย

ในส่วนของกลไกการตรวจสอบ นายแพทย์ชลน่านมองว่าหลักการแบ่งแยกอำนาจทั้งนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการต้องมีความเป็นอิสระ แต่ต้องตรวจสอบถ่วงดุลกันได้ เพื่อให้ระบอบประชาธิปไตยอยู่รอด ข้อกังวลที่สำคัญที่สุด คือ หากกลไกการใช้และการตรวจสอบอำนาจรัฐไม่เป็นไปตามตัวบทกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ ระบอบการปกครองอาจล่มสลายได้ วิกฤตความเชื่อมั่นกับระบบที่อ่อนแอนั้น ส่งผลกระทบซึ่งกันและกันเหมือน ไก่กับไข่ เมื่อระบบตรวจสอบถูกทำให้อ่อนแอเพื่อประโยชน์ของคนบางกลุ่ม ก็จะนำไปสู่ความเชื่อมั่นที่ลดลงจนกลายเป็นวิกฤตศรัทธา และสุดท้ายวิกฤตนี้จะถูกนำไปอ้างเพื่อเปลี่ยนระบบการปกครอง ดังนั้นการแก้ไขจึงต้องทำทั้งระบบ โดยเฉพาะการทำให้กระบวนการตัดสินทุกอย่างจบลงด้วยความยุติธรรมและเป็นธรรมตามตัวบทกฎหมาย

อุปมาสภาโหวต”หมาเป็นแมว”

นายแพทย์ชลน่าน ระบุว่า”มิติทางการเมือง ความเชื่อคือความจริง ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เรื่องจริง ยกตัวอย่างสมมุติ ท่านอภิสิทธิ์สามารถอภิปรายในสภาบอกว่านี่คือแมว อภิปรายคุณลักษณะต่าง ๆ จนทำให้ทุกคนเชื่อว่าเป็นแมวได้ และเมื่อตัดสินด้วยเสียงข้างมากตามระบอบประชาธิปไตย ทุกคนต้องโหวตให้เป็นแมว ทั้ง ๆ ที่เป็นสุนัข แต่เมื่อโหวตออกมาเสียงบอกว่าเป็นแมวชนะ ก็ต้องเป็นแมวครับ แต่คนตัดสินที่แท้จริงคือพี่น้องประชาชนในวันเลือกตั้ง ว่าสิ่งที่เถียงกันมานั้นส่งผลร้ายหรือไม่ ถ้าส่งผลร้ายเขาก็ตัดสินไม่เลือกคุณเข้ามาทำหน้าที่ต่อ”

พร้อมย้ำอีกว่าสภาคือหมุดหมายสำคัญที่ตัวแทนประชาชนกว่า 67ล้านคนต้องมีส่วนร่วมและการตรวจสอบรัฐบาลไม่ใช่เพื่อล้มรัฐบาล แต่เป็นการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินที่มีทั้งมิติการสนับสนุนและคัดค้าน

เตือนระวัง“โจรขมองเพชร”

ในช่วงท้ายนายแพทย์ชลน่านได้แสดงความกังวลถึงพฤติกรรมการเข้าสู่อำนาจในยุคปัจจุบันว่าในยุคดิจิทัลสังคมกลับดูเหมือนจะเพิกเฉยต่อการได้มาซึ่งอำนาจที่ไม่ชอบธรรม เมื่อเทียบกับยุคก่อนรัฐธรรมนูญปี2540ปัจจุบันนโยบายและผลงานอาจมีค่าเท่ากับศูนย์หาก สส.ไม่ลงพื้นที่และผลการเลือกตั้งถูกตัดสินด้วยปัจจัยเรื่อง”กระแส”และ “กระสุน”รวมถึงความชาญฉลาดในการบริหารจัดการฐานคะแนนและสร้างบริบทต่างๆสร้างกลุ่มก้อน เพื่อปูทางสู่การเมือง ซึ่งตนเรียกว่าเป็นวิธีการแบบ”โจรขมองเพชร”ซึ่งน่ากลัวมาก หากความฉลาดเหล่านี้ถูกใช้ไปในทางที่ไม่ดีบ้านเมืองจะลำบาก แต่หากใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติก็จะเกิดความเจริญรุ่งเรือง จึงวิงวอนให้ทุกฝ่ายร่วมกันสร้างระบบการเมืองที่โปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา

กกต.ยัน14กย.ชี้ขาดคดีฮั้วสว.

วันเดียวกันนายณรงค์ รักร้อย กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ให้สัมภาษณ์ถึงคดีฮั้ว สว.ที่กกต.จะมีมติส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกาหรือไม่ในวันที่ 14 ก.ย.โดยยืนยันว่าจะมีมติในวันที่ 14 กันยายนจริง โดยเราพิจารณาไปหมดแล้วเมื่อวานพิจารณาทุกสํานวน ที่เป็นปัญหาของสว.และทางกกต.มีมติเป็นเอกฉันท์ เพราะตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่เราทำ เราพิจารณามาโดยตลอด อาจจะมีบางสัปดาห์ที่ไม่ได้ประชุม เนื่องมาจากว่ามีภารกิจอื่น ก็เรียบร้อยแล้วเมื่อวานนี้

เมื่อถามว่ามีอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่ นายณรงค์ กล่าวว่า อาจจะมีข้อมูลเพิ่มเติมบางประเด็น ที่ต้องสอบถาม

เมื่อถามว่ามีกลุ่มภาคประชาสังคมหรือฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ออกมาเคลื่อนไหว จำเป็นต้องมอนิเตอร์ด้วยหรือไม่ นายณรงค์ กล่าวว่า”อ๋อ ไม่หรอกครับ เป็นเรื่องที่สามารถที่จะทำได้อยู่แล้ว เราก็ทำตามสํานวนของเรา พร้อมย้ำว่าต้องว่าไปตามข้อกฎหมาย ตามระเบียบแบบแผน มีข้อกฎหมายอยู่”

เมื่อถามว่าตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมาไม่ได้อยู่ภายใต้การกดดันอะไรใช่หรือไม่ นายณรงค์ กล่าวว่า”ไม่เคยมีอะไรกดดัน ขอให้มั่นใจครับ มั่นใจพวกเรา กกต. ทั้ง 7 คน ขอบคุณครับ”

จี้ส่งสำนวนไปศาลฎีกาต้นตอชิงกินรวบประเทศฝ่ายค้านมาร์คสับคดีฮั้วสว.เท้งเร่งสุมไฟ

รบ.จัดเต็มครม.สัญจร สงขลาคึกคัก ต่อยอดซอฟต์พาวเวอร์ ชูเมนูเด็ดท่องเที่ยวใต้

30 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

รบ.จัดเต็มครม.สัญจร
สงขลาคึกคัก
ต่อยอดซอฟต์พาวเวอร์
ชูเมนูเด็ดท่องเที่ยวใต้

จังหวัดสงขลาจัดเต็มรับครม.สัญจร เตรียมเสิร์ฟอาหารถิ่นของดีภาคใต้ขึ้นโต๊ะต้อนรับ ครม.สัญจร ถ่ายทอด อัตลักษณ์ท้องถิ่นและต่อยอดสู่ Soft Power ด้านอาหารของภาคใต้ ด้านสำนักโฆษก นำสื่อลงพื้นที่โปรโมทล่วงหน้า ขณะที่ที่ม็อบหนุน-ต้าน“นิคมอุตสาหกรรมจะนะพรึบ รับครม.สัญจร “นิพนธ์”แย้ง ควรยึดผลการศึกษา SEAที่ครม.เห็นชอบแล้ว

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จังหวัดสงขลาพร้อมจัดประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม–1 กันยายน 2569 เตรียมนำอาหารท้องถิ่น เสิร์ฟบนโต๊ะอาหารให้คณะรัฐมนตรี ผู้เข้าร่วมประชุมได้สัมผัสความ อร่อยของดีจังหวัดสงขลา เพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่นและต่อยอดสู่ Soft Power ด้านอาหารของภาคใต้

เตรียมเมนูเด็ดสงขลา

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า อาหารที่จังหวัดสงขลาจัดเตรียมไว้ แบ่งออกเป็น ดังนี้

1.เมนูอาหารว่าง (หรอยหนัด) ประกอบด้วย ต้มสามเหลี่ยมไส้ไก่หยองไข่แดงเค็ม ขนมไข่เตาถ่าน และเมล่อนทองระโนด

2.เมนูอาหารเช้า (หรอยแรงใต้แรงอก) ประกอบด้วย ข้าวต้มปลากะพง 3 น้ำ จากกลุ่มแม่น้ำทะเลสงขลา ปลาท๋องโก๋ สังขยาหรือนมข้น และเค้กสะหวา

3.เมนูอาหารกลางวัน (หรอยจังฮู้) ประกอบด้วย แกงส้มปลากะพง 3 น้ำ มะม่วงเบาสำรับสงขลา 2 วัตถุดิบ GI ขนานแท้ ปลากระบอกทองหอม ใบเหลียงผัดไข่ ก๋วยเตี๋ยวถนัดศรี ไก่ทอดหาดใหญ่ ข้าวมันไก่เบตงสำรับรสแห่งไก่สายพันธุ์ใต้ และลูกตาลกะทิสด ไอติมไทย-ไท

4.เมนูฮาลาล ประกอบด้วย ซุปเนื้อฮาลาล ข้าวมันไก่ฮาลาล ก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋นสูตรต้นตำรับ และลูกตาลกะทิสด ไอติมไทย-ไท

“จังหวัดสงขลาบูรณาการการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงาน เพื่อให้การเป็นเจ้าภาพจัดประชุม ครม.สัญจร เป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมใช้โอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพของจังหวัดสงขลา ผลักดันโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ขับเคลื่อนย่านเมืองเก่าสงขลาสู่เมืองมรดกโลก และส่งเสริมเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

พาสื่อลงพื้นที่ล่วงหน้า

สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เตรียมจัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร (PRESS TOUR) นำคณะสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาลจากสถานีโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และสื่อออนไลน์กว่า 30 คน ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม – 1 กันยายน 2569 เพื่อติดตามศักยภาพของจังหวัดสงขลาและกลุ่มจังหวัดภาคใต้ รวมถึงผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลด้านการท่องเที่ยว การส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก การอนุรักษ์อัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่น และการสร้างโอกาสทางรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ ก่อนติดตามการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2569 โดยกิจกรรมครั้งนี้นำโดย นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ และร้อยเอกหญิง ดร. ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

วันที่ 30 สิงหาคม 2569 คณะสื่อมวลชนจะลงพื้นที่ตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา เยี่ยมชมวัดแหลมพ้อ สักการะองค์พระนอน แลนด์มาร์กสำคัญของเกาะยอ พร้อมสัมผัสผลิตภัณฑ์ชุมชน อาทิ จำปาดะและอาหารท้องถิ่น สะท้อนการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับสินค้าและรายได้ของคนในพื้นที่ จากนั้น เยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้ผ้าทอเกาะยอ วัดโคกเปี้ยว เรียนรู้การอนุรักษ์และต่อยอดภูมิปัญญา “ผ้าทอเกาะยอ” สู่ผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของชุมชน

ยกระดับท่องเที่ยว

ช่วงบ่าย คณะสื่อมวลชนจะติดตามผลการดำเนินงานด้านการยกระดับการท่องเที่ยวและบริการของจังหวัดสงขลาและกลุ่มจังหวัดภาคใต้ ณ สถาบันทักษิณคดีศึกษา พร้อมเยี่ยมชมห้องจัดแสดงเพื่อเรียนรู้ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น ก่อนลงพื้นที่แหลมสนอ่อนและหาดสมิหลา ศึกษาการพัฒนาพื้นที่สาธารณะและแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งมีทั้งประติมากรรมพญานาคพ่นน้ำ จุดชมวิวทะเลสาบสงขลา และ “นางเงือกทอง” สัญลักษณ์คู่เมืองสงขลา

วันที่ 1 กันยายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2569 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลา โดยจังหวัดสงขลาเตรียมจัดผ้าพื้นถิ่นและผลิตภัณฑ์ผ้าบาติกที่สะท้อนอัตลักษณ์ของจังหวัดสำหรับคณะรัฐมนตรี เพื่อประชาสัมพันธ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นและคุณค่าของงานหัตถกรรมจากชุมชน

กิจกรรมครั้งนี้มุ่ง “พาสื่อไปเห็น พาเรื่องราวจากพื้นที่ไปสู่ประชาชน” ถ่ายทอดศักยภาพของสงขลาในมิติการท่องเที่ยว วัฒนธรรม วิถีชีวิต และเศรษฐกิจชุมชน พร้อมสะท้อนแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงทุนทางวัฒนธรรมกับเศรษฐกิจฐานราก เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ และกระจายโอกาสสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ตอกย้ำว่าสงขลาไม่ได้มีเพียงทะเล หาดสมิหลา และเกาะยอ แต่ยังมีทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สามารถต่อยอดสู่ “การท่องเที่ยวคุณภาพ” และเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจชุมชน

เผยม็อบ2กลุ่มชุมนุม

นายนิพนธ์ ขิตมณี ปลัดอำเภอ รักษาราชการแทนนายอำเภอจะนะ รายงานด่วนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ถึงการเคลื่อนไหวของพลังมวลชน เพื่อเตรียมรับมือความเคลื่อนไหวในช่วงการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร ที่จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 31 ส.ค. – 1 ก.ย. 2569

รายงานข่าวกรองในพื้นที่พบการเคลื่อนไหว 2 ฝ่ายเกี่ยวกับโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ 2 ฝ่าย ฝ่ายแรก กลุ่มคัดค้านนำโดยเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น เตรียมจัดเวทีเสวนาใหญ่ที่ ม.อ.หาดใหญ่ ในวันที่ 30 ส.ค. ก่อนประเมินสถานการณ์ว่าจะเข้ายื่นหนังสือคัดค้านต่อนายกฯ ในวันประชุม ครม.สัญจรหรือไม่

ขณะที่อีกฝ่าย กลุ่มชุมชนจะนะต้นแบบ ประกาศระดมมวลชน 500-1,000 คน เตรียมบุกยื่นหนังสือสนับสนุนโครงการนิคมฯ จะนะ ต่อศูนย์ดำรงธรรมส่วนหน้าในวันประชุม ครม. 1 ก.ย.นี้ พร้อมยื่นเงื่อนไขต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนา ไม่เช่นนั้นจะเปลี่ยนจุดยืนเป็นคัดค้านทันที

นิพนธ์เบรคอยู่เฉยๆ

ด้านนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรมช.มหาดไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยในการจัดม๊อบไม่ว่าสนับสนุนหรือคัดค้าน เพราะโครงการได้ผ่านการทำSEA โดย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.)ใช้เวลาในการศึกษาร่วม 4 ปี ใช้งบประมาณเดือบ30ล้านบาท ผ่านเวทีประชาคมร่วม7,000คนกว่า50เวที จนเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย สภาพัฒน์เจ้าของงบประมาณผู้ว่าจ้างได้เสนอเข้าครม. และครม.ได้ให้ความเห็นชอบแล้วเมื่อเดือน มิย.ที่ผ่านมา

“วันนี้จึงต้องให้ทุกฝ่ายปฎิบัติตามSEA เท่านั้น ไม่ควรกลับไปสู่จุดเดิมเมื่อ5-6ปีที่แล้ว” นิพนธ์ กล่าว

ตรวจวัตถุต้องสงสัย

วันเดียวกัน หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 42 ได้ขอรับการสนับสนุนชุดเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (EOD) ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ ในพื้นที่บ้านปาลัส หมู่ที่ 1 ตำบลควน อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี โดยเจ้าหน้าที่ได้ประชุมชี้แจงและวางแผนการปฏิบัติก่อนเข้าพื้นที่

ต่อมา เจ้าหน้าที่ EOD เข้าตรวจสอบและพบวัตถุต้องสงสัย จึงดำเนินการยิงทำลายตามขั้นตอนอย่างปลอดภัย ผลการตรวจสอบพบกล่องเหล็กขนาดประมาณ 14 × 5 × 2 เซนติเมตร พร้อมเชื้อประทุและลูกบอลแบริ่งขนาด 8 มิลลิเมตร โดยไม่พบแผงวงจรหรือระบบจุดระเบิด

เบื้องต้น คาดว่าเป็นการนำวัตถุดังกล่าวมาวางเพื่อก่อกวนและสังเกตการณ์การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตรวจสอบและเคลียร์พื้นที่เรียบร้อยแล้ว ประชาชนสามารถใช้เส้นทางดังกล่าวสัญจรได้ตามปกติ

ต่อยอดซอฟต์พาวเวอร์สงขลาจัดเต็มรับครม.สัญจร

‘หมอชลน่าน’ ขอโทษรัฐธรรมนูญ 60 เปิดช่องโหว่ที่มาสว.แบบนี้ หนุนแก้ไขรายมาตรา

29 สิงหาคม 2569 เวลา 22:02 น.

‘หมอชลน่าน’ ขอโทษรัฐธรรมนูญ 60 เปิดช่องโหว่ที่มาสว.แบบนี้ หนุนแก้ไขรายมาตรา พร้อมวอนสว. ทำหน้าที่อย่างสุจริตเที่ยงธรรม

วันที่ 29 สิงหาคม 2569  ที่รัฐสภา นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีต สส.เพื่อไทย กล่าวถึงกรณีฮั้ว สว.ว่า ส่วนตัว มองว่าขณะนี้เรามีสว. 200 กว่าคน ทำหน้าที่อยู่ในสภาแม้บางส่วนมีข้อสงสัยว่าฮั้ว ว่าโกง ซึ่งต้องพิสูจน์กันต่อไป สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดตนไม่โทษคนจัดการ ไม่โทษสว.เพราะฟัง สว.บางคน ตนก็เห็นใจท่าน ว่า “สว.ชุดปัจจุบันทำอะไรที่เสียหายต่อบ้านเมืองหรือไม่” ดังนั้นตนจะพูด 2 เรื่อง คือ ที่มาและการทำหน้าที่ โดยในส่วนของที่มานั้นตนไม่โทษสว. เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 เปิดช่องให้เข้ามาได้ ถ้าจะโทษก็ต้องโทษที่ตัวรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เปิดช่องเปิดโอกาสตรงนี้ เปิดกลไกให้ได้มาซึ่งสว.แบบที่เราเห็นอยู่ หลายคนบอกว่าที่มาแบบนี้จะวิกฤติ และมันจะไปไม่รอด


นพ.ชลน่าน กล่าวต่อว่า คนเราอยู่ไม่ถึงร้อยปีดังนั้น คนที่ทำหน้าที่กำกับ ดูแลบ้านเมืองทุกคนถ้ามองเห็นประโยชน์ของประเทศชาติ ประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักจริงๆ แล้วเชื่อว่าทุกอย่างคลี่คลายได้ บางเรื่องเราไม่ว่าถ้าท่านทำเพื่อการอยู่รอด เราพออภัยให้ได้ แต่ อย่าเกินเลยไปจนทำให้ภาพรวมเสียหาย ดังนั้นการใช้อำนาจของสว.ขอให้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ซื่อสัตย์สุจริตตามรัฐธรรมนูญ ตามที่ท่านได้ปฏิญาณตนต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ขณะเข้าทำหน้าที่ ว่าจะทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเป็นไปตามรัฐธรรมนูญทุกประการ คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติโดยรวม ตนคิดว่าก็จะแก้ได้ จึงฝากสว. ในมุมที่ทำหน้าที่ของท่าน


นพ.ชลน่าน กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาบ่านเมืองมี 2 ส่วน คือส่วนของคน และระบบ ซึ่งการแก้คนนั้นแก้ได้ แต่แก้ยาก ส่วนการแก้ำขระบบนั้นแก้ได้ แต่จะดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับบริบทสภาพแวดล้อม และสิ่งที่คนกังวลคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ถ้าคนแก้ คนที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องยังเป็นระบบเดิม ก็หวังได้ยากว่า รัฐธรรมนูญจะออกมาตามที่ต้องการ ดังนั้นการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่มาของสสร.ก็ดี คนที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ดี ต้องคิดให้รอบคอบปิดช่องว่างช่องโหว่ที่จะทำให้เกิดการบิดเบือนบิดพลิ้วให้มากที่สุด และตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หีงหน้าพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่าแก้ไขรายมาตรานั้น ตนก็เห็นด้วยเพราะบางอย่างต้องรีบดำเนินการ เพราะการจะหวังเบ็ดเสร็จเด็ดขาดมันยาก อะไรที่ทำได้ต้องทำไปก่อน วันนี้ประชามตออกมาแล้ว 21 ล้านเสียง ให้ดำเนินการได้ เพื่อนำมาสู่รัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชน การใช้อำนาจ เข้าสู่อำนาจแ ละการตรวจสอบเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมือง

“สิ่งสำคัญคือฝากถึงนายกฯ และผู้ใช้อำนาจ เมื่อท่านได้โอกาสจากประชาชน แล้วใช้โอกาสนั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด ความกล้าหาญทางการเมือง เจตนารมณ์ทางการเมืองอันนี้สำคัญ ปกป้องคุ้มครองสถาบันหลักของบ้านเมือง ปกป้องประชาชน ทำประโยชน์ให้กับประเทศการบ้านเมือง ขอเถอะครับให้ใช้ความกล้าหาญทางการเมืองมาช่วยกันทำตรงนี้ ถ้า 3 องค์ประกอบนี้ไปด้วยกัน ผมว่าแก้ได้ขอให้ช่วยกัน แม้ผมจะเป็นประชาชนคนธรรมดาก็มาช่วยกัน ผมก็ยินดีทำให้ทุกคนมีคุณภาพที่ดีขึ้นมา อย่าทิ้งใครเอาไว้ข้างหลัง ทุกคนมีความสำคัญ” นพ.ชลน่าน กล่าว.

ชลน่าน ศรีแก้วสว.ฮั้วสว.

วิโรจน์ โต้ อนุทิน บอก ‘เหล็กยังขึ้นสนิมได้ แต่ไอศกรีมไม่ขึ้นสนิม’

29 สิงหาคม 2569 เวลา 20:21 น.

วันที่ 29 สิงหาคม 2569 จากกรณีนาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ได้แชร์โพสต์ของผู้ใช้งานเฟซบุ๊กที่วิพากษ์วิจารณ์การแสดงความเห็นของ ไอติม – นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อ้างว่าแพ้น็อคให้กับ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักรัฐมนตรี

พร้อมทั้ง พิมพ์ข้อความสั้น ๆ ด้วยว่า “Iron doesn’t melt. Ice cream does.” ซึ่งแปลได้ว่า “เหล็กไม่ละลาย แต่ไอศกรีมละลาย” อ่านข่าว (สั้น ๆ แต่เจ็บจี๊ด! ‘อนุทิน’ ปล่อยวลีเด็ดเปรียบเทียบ หลังแชร์บทวิเคราะห์ศึก ‘นภินทร-ไอติม’)

ล่าสุด นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเป็นภาษาอังกฤษสั้นๆ ระบุว่า “Iron rusts. Ice cream doesn’t.” ซึ่งแปลได้ว่า “เหล็กขึ้นสนิม แต่ไอศกรีมไม่ขึ้นสนิม”

การเมืองนภินทร ศรีสรรพางค์พริษฐ์ วัชรสินธุวิโรจน์ ลักขณาอดิศรอนุทิน ชาญวีรกูล

นายกฯหนู โพสต์คลิปหอมแก้มลูกสาว ต้นสน นัยน์ภัค เติมพลังใจหลังลุยตรวจไฟไหม้คลองถม

29 สิงหาคม 2569 เวลา 19:51 น.

Photo : Anutin Charnvirakul

29 สิงหาคม 2569 หลังจากที่เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ลงตรวจสอบพื้นที่บริเวณเหตุไฟไหม้คลองถมเซ็นเตอร์

โดยหลังจากลงพื้นที่คลองถม นายกฯอนุทิน ได้ออกมาโพสต์คลิปผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Anutin Charnvirakul” โดยเป็นคลิปที่ นายกฯอนุทิน กอดและหอมแก้ม ลูกสาวคนโต ‘ต้นสน’ นัยน์ภัค ชาญวีรกูล พร้อมแคปชั่น “เติมสน เต็มถัง พลังสูง”

โดยหลังจากที่ นายกฯอนุทิน ได้โพสต์คลิปดังกล่าวออกไปนั้น โซเชียลได้แห่เข้าไปกดไลก์ พร้อมทั้งคอมเมนต์เป็นจำนวนมาก

Anutin Charnvirakulต้นสน นัยน์ภัคนายกรัฐมนตรีนายกฯอนุทินอนุทิน ชาญวีรกูล

‘ยิ่งชีพ ไอลอว์’ขู่อีกแล้ว! บอกมีพยาน ‘ฮั้ว สว.’ ระดับเทียร์ 1 ยังไม่เปิดหน้าอีกเพียบ ที่เผยเป็นเบอร์รองแค่ 5%

29 สิงหาคม 2569 เวลา 19:36 น.

ยิ่งชีพ’ ขู่ ยังมีพยาน คดีฮั้วสว. ระดับเทียร์ 1 ยังไม่เปิดหน้าอีกเพียบ บอกที่เปิดไปเป็นเบอร์รองแค่ 5% ระบุ 2 ปีหายข้องใจผู้สมัครใส่เสื้อเหลืองเป็นแก๊ง ส่งสัญญาณ ‘คนกันเอง’ ขณะ ชยพล แฉ ชีวะภาพ- ภาณุพงษ์ เปิดดีลลับ แตงโมเงินหมื่น บอกภูมิใจไทยจ่าย 5 หมื่นให้โหวตเตอร์เลือก สว.ระดับประเทศ

วันที่ 29 สิงหาคม 2569 เวลา 15.30 น. ที่รัฐสภา กลุ่มงานผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดโครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน ประจำปีงบประมาณ 2569 หัวข้อ “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น : ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ” โดยในช่วงบ่ายเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รับฟังปัญหาข้อร้องเรียน

โดยนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชน (iLaw) กล่าวว่า วันนี้ไม่ได้จะเปิดข้อมูลอะไรใหญ่ๆ เพราะใหญ่สุดเปิดไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ขอชี้แจงให้ตรงใจกันว่าข้อมูลที่เรามี ไม่ได้มี 9 หมื่นหน้า ซึ่งตนมีแค่ราวๆ 5,000-6,000 หน้า จริงๆ แล้วการโกงเรื่องสว.ใหญ่มากจริง ที่ตัวเองมีเอกสารมีคำให้การของพยาน แม้หลายคนไม่ตอบ หรืออาจจะโกหก อย่างไรก็ตามที่ข้อมูลที่เราเปิดมานั้นคิดเป็นแค่ 5% ของข้อมูล 5,000 กว่าหน้า ส่วนพยานมีหลายร้อยปาก ส่วนใหญ่ยังอยู่ที่ระดับ เทียร์ 2 เทียร์ 3 เท่านั้น ส่วนระดับเทียร์ 1 แบบ 10 เต็ม 10 ยังไม่ได้เปิดเลย และเขาก็ไม่มาด้วย ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรส่วนหนึ่งอาจกลัวความปลอดภัยของตัวเอง แต่พร้อมให้การในชั้นศาล อย่างไรก็ตาม จากนี้ หากเราเรียบเรียงข้อมูลอะไรเสร็จก็จะทยอยเปิด จากคิดว่ากกต. จะ มีมติในวันจันทร์ที่ 24 ส.ค. เลยรีบทำข้อมูล แต่สุดท้ายมีรายงานว่าจะสั่งในวันที่ 14 ก.ย.ซึ่งคิดว่าน่าจะชัวร์แล้ว น่าจะสั่งแล้ว หรือจะเลื่อนอีกก็ไม่รู้


นายยิ่งชีพ กล่าวพร้อมแสดงเอกสารฉบับหนึ่งว่า ตนมีเอกสารฉบับหนึ่ง เป็นรายงานการประชุมที่อ่านแล้วเจ็บปวด คือทำไมผู้สมัครจำนวนหนึ่ง ใส่เสื้อสีเหลืองเป็นแก๊ง รายงานชุดนี้ระบุว่า ผู้สมัครรายใดไม่ใส่เสื้อสีเหลือง หากมีการขออนุญาตไปเข้าห้องน้ำหรือไปที่ไหน จะมีเจ้าหน้าที่กกต.เดินประกบตลอดเวลา แต่ถ้าใส่เสื้อสีเหลืองก็จะเข้าใจได้ว่าเป็นกลุ่มเดียวกัน เหมือนเจ้าหน้าที่กกต. ดังนั้นผ่านแล้วความเจ็บปวดที่มีมา 2 ปีก็คลี่คลาย เพราะนอกจากคนเสื้อเหลืองจะได้ไปเข้าห้องน้ำโดยไม่มีคนตามแล้ว ก็ต้องรู้ลาวงหน้าว่าวันนั้นคนกกต.จะใส่เสื้อสีอะไร จึงใส่เหมือนกัน

นายชยพล สท้อนดี สส.กทม พรรคประชาชน กล่าวว่า จากการติดตาม คดีฮั้ว สว. พบว่าในจังหวัดสิงห์บุรี มีการข่มขู่คนที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องส.ว. โดยเป็นกลุ่มมือปืนจากอุทัยธานี ตระเวนหาคนที่รู้เรื่องนี้ ไม่ให้ออกมาพูด ซึ่งตนจะพูดถึง ดีลลับแตงโม เงินหมื่น โดยเป็นเรื่องของนายชีวะภาพ ชีวะธรรม และ นายภาณุพงษ์ เต็งวงษ์วัฒนะ สว. สิงห์บุรี มีการนัดรับประทานอาหารและสัญญาว่าจะให้เงิน หาที่พักให้ จัดทำโพย โดยอ้างถึงผู้ใหญ่พรรคภูมิใจไทย เป็นสปอนเซอร์ให้เงินมากถึง คนละ 50,000 บาท ซึ่งส.ว. ทั้ง2 คนก็ยอมรับว่ามีการนัดรับประทานอาหารจริง แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นคนเริ่มต้นนัด ไม่มีค่าใช้จ่ายและไม่มีการทำโพย แต่ตนขอเปิดไทม์ไลน์ 4 วัน ก่อนเลือก สว. ระดับประเทศ วันที่ 26 มิ.ย 2567 เริ่มจาก 21 มิ.ย มีการรับประทานอาหารระหว่าง 2 สว. และ ผู้มีสิทธิ์เลือกระดับประเทศ ที่ร้านบ้านสวนแม่ลาการ้อง อ. บางระจัน ชึ่ง นายชีวะภาพ เป็นเจ้าของร้าน และบอกกับทุกคนว่าในการเลือกระดับประเทศเราไม่รู้จักใคร ต้องมีคนช่วยดูแล โดยนายชีวะภาพ ไปหาผู้ใหญ่พรรคภูมิใจไทย และนายภาณุพงษ์ ก็ไปติดต่อด้วยกัน และบอกกับทุกคนว่า วันที่ 24 มิ.ย ตอนบ่าย พวกเรา ต้องไปนครนายก เพื่อเอาเอกสาร ไปให้คนของพรรคเขียนแนะนำตัว และในวันที่ 25 มิ.ย ถึงจะเดินทางไปพักใกล้เมืองทองธานี โดยพรรคภูมิใจไทยจะให้คนละ 5 หมื่นบาท วันแรกให้ 2 หมื่นบาท ส่วนวันเลือกให้ 3 หมื่นบาท

นายชยพล กล่าวว่า การนัดหมายในวันที่ 24 มิถุนายน ให้ทุกคนไปที่ วังยาวริเวอร์ไชด์รีสอร์ท โดยมีการทำโพยกันอยู่ที่นี่ และมีทีมงานชื่อแตงโม และภรรยา ของนายภาณุพงษ์ รอต้อนรับ และมอบเงิน 2หมื่นบาทให้พร้อมกุญแจห้องพัก ซึ่งพบว่าแตงโมเป็นทีมงานของนายชีวะภาพ ขณะที่ 25 มิ.ย ไปพักที่ โรงแรม ปาณิ บูติก รีสอร์ท จ.ปทุมธานี โดย แตงโมเป็นผู้ดำเนินการทุกอย่าง จากนั้น 26 มิ.ย หลังเสร็จสิ้นการเลือก สว. ได้ค่าตอบแทนคนละ 30,000 บาท บางคนได้เป็นเงินสด บางคนได้รับโอนผ่าน บัญชี ฟอร์เรส แอนด์ แลนด์ ซึ่ง แตงโม หรือ น.ส รุ่งรัฎฎิกาล โพธิ์ไกร เป็นหุ้นส่วนบริษัทดังกล่าว และยังเป็นที่ปรึกษากิติศักดิ์ คณะกรรมาธิการทรัพยากรทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่นายชีวะภาพเป็นประธานคณะกรรมาธิการ แต่แตงโมกลับปฎิเสธว่า ไม่สนิท กับนายชีวะภาพ ซึ่งนายชีวะภาพก็บอกว่าเป็นเพียงคนรู้จักกันเท่านั้น แต่ภายหลังพบหลักฐานเป็นวีดีโอที่ลงในโชเชียล ว่าทั้ง 2 คนมีความเกี่ยวข้องกัน

นอกจากนั้น นายชยพล ยังชี้ให้เห็นว่าเหตุผลที่ไปพัก ที่วังยาวรีสอร์ท เพราะเป็นของตระกูลกิตติธเนศวร โดยนายวุฒิชัย กิตติธเนศวร เป็น ผู้ สมัคร สส. นครนายก พรรคภูมิใจไทย และยังพบว่า นายโชคชัย กิตติธเนศวร น้องชายนายวุฒิชัย เป็นส.ว. ชี้ให้เห็นว่า เป็นเครือข่ายเดียวกัน และที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทย จะไปทำกิจกรรมที่โรงแรมนี้เป็นประจำ ทั้งนายกรัฐมนตรี และ นายโสภณ ซารัมย์ ก็เคยไปโรงแรมนี้ อีกทั้งนายโชคชัย ยังเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม และเป็นรุ่นน้องมหาวิทยาลัยเดียวกันของนายชีวะภาพ

พร้อมกันนี้ในเวทีดังกล่าวยังมีการเปิดเผยข้อมูลการทำงานในการค้นหาหลักฐานพยานต่างๆ เป็นรายจังหวัด ว่ามีความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย เช่น อำนาจเจริญ อ่างทอง อุทัยธานี ภายหลังถูกเปิดเผยปิดบัญชีบัญชีโซเชียลมีเดีย ดังนั้น จึงขอฝากประชาชนช่วยกันอัพสกิลนักสืบโซเชียล หาความเชื่อมโยง ขบวนการฮั้ว สว.กับผู้เกี่ยวข้องรวมถึงพรรคการเมือง

ยิ่งชีพ ไอลอว์ฮั้ว สว.

‘วรศิษฎ์’ เตรียมชง ‘ครม.สัญจร’ ยกระดับสตูล เป็น World Class Southern Border, Thailand. The Rivera of South East Asia

29 สิงหาคม 2569 เวลา 18:05 น.

“วรศิษฎ์” เตรียมนำเสนอที่ประชุม ครม.สัญจร ยกระดับสตูลเป็น “World Class Southern Border, Thailand. The Rivera of South East Asia” ดันขยายเวลาเปิดด่านศุลกากรวังประจัน พร้อมจุดผ่อนปรนทางการค้า “Free Flow Zone” กระตุ้นการค้าไทย-มาเลเซีย ชูสตูลเป็นจุดหมายปลายทางนักท่องเที่ยวมุสลิม

วันที่ 29 สิงหาคม 2569 เวลา 13.15 น. นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจติดตามโครงการยกระดับและพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดสตูล ในโอกาสตรวจราชการก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/69 ณ ด่านศุลกากรวังประจัน และอุทยานแห่งชาติทะเลบัน อ.ควนโดน จ.สตูล โดยมี นายคณิต คงช่วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล น.ส.ดุษฎี พฤกษเศรษฐ นายดำรงศักดิ์ แก้วดวง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล น.อ.จักรพงษ์ อภิมหาธรรม ร.น. รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการบูรณาการการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศอ.บต. นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยว ร่วมลงพื้นที่

นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ เป็นการตรวจติดตามโครงการยกระดับและพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดสตูลให้เป็น “World Class Southern Border, Thailand. The Rivera of South East Asia” ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นการขับเคลื่อนที่จะนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ครั้งที่ 1/69 (ครม.สัญจร) ที่จะมีการประชุมในวันที่ 1 ก.ย. 69 นี้ เพื่อขออนุมัติหลักการในการยกระดับการท่องเที่ยวจังหวัดสตูลในหลากหลายมิติ

“เป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้จังหวัดสตูลเป็นจุดหมายปลายทางที่เป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวมุสลิม “Muslim friendly destination” โดยอาศัยจุดแข็งของสตูลที่มีประชากรเป็นมุสลิมร้อยละ 70-80 มีทรัพยากรธรรมชาติที่โดดเด่น และมีทำเลที่ตั้งใกล้กับประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นทิศทางที่ช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การพัฒนาเส้นทางเชื่อมต่ออำเภอมะนังกับอำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง รวมถึงเส้นทางบาโร-ทุ่งตำเสา โดยคาดว่าเส้นทางบาโร-ทุ่งตำเสาจะได้รับการอนุมัติงบประมาณสำหรับการสำรวจ ออกแบบ และศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570″ นายวรศิษฎ์ กล่าว

นายวรศิษฎ์ กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับประเด็นความร่วมมือระหว่างประเทศ เรื่องจุดผ่อนปรนทางการค้า (Free Flow Zone) และการขยายเวลาเปิดทำการ “ด่านศุลกากรวังประจัน” อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล ซึ่งเป็นด่านพรมแดนทางบกที่สำคัญที่เชื่อมต่อกับรัฐปะลิส ประเทศมาเลเซีย และมีบทบาทหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชายแดน รองรับทั้งการขนส่งสินค้ามูลค่าสูงและการเดินทางข้ามประเทศที่มีผู้คนและยานพาหนะผ่านเข้าออกเป็นจำนวนมากในแต่ละปี ซึ่งทั้งฝ่ายไทยและมาเลเซียต่างมีความเห็นพ้องตรงกันในหลักการ แม้ก่อนหน้านี้จะมีข้อจำกัดเรื่องกรอบเวลาที่ยังไม่สอดคล้องกัน เบื้องต้นทางจังหวัดสตูลเตรียมจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ และจะมีการเดินทางไปเยือนประเทศมาเลเซียเพื่อหารือกับผู้กำหนดนโยบายต่อไป รวมทั้งได้มีการหารือร่วมกับ ศอ.บต. ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวด้วย เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนของทั้งสองประเทศ สามารถเดินเท้าเข้ามาจับจ่ายใช้สอยได้อย่างสะดวกคล่องตัว เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและการท่องเที่ยวชายแดน

“นอกจากนี้ ยังมีแผนการพัฒนาด้านการคมนาคมเพิ่มเติมผ่านโครงการเครื่องบินทะเล “Sea plane” เพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสูง รวมถึงโครงการพัฒนาท่าเรือรองรับเรือบรรทุกรถยนต์ (Ro-Ro Ferry) เพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือระหว่างรัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซีย และจังหวัดสตูล ซึ่งจะส่งผลกระทบเชิงบวกอย่างมากในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นและประเทศ ลดความแออัดจากการขนส่งผ่านด่านสะเดาและปาดังเบซาร์ ตลอดจนช่วยสร้างงานและขยายโอกาสทางธุรกิจให้กับคนในพื้นที่ต่อไป” นายวรศิษฎ์ กล่าวเพิ่มเติม

ด้านนายคณิต คงช่วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล กล่าวว่า จังหวัดสตูลมีศักยภาพในการพัฒนาสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกภายใต้แนวคิด “World Class Southern Border, Thailand. The Rivera of South East Asia” เนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ มีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายทั้งเชิงนิเวศและธรณีวิทยา โดยเป็นที่ตั้งของอุทยานธรณีโลกแห่งแรกของประเทศไทย อีกทั้งยังมีความพร้อมด้านการท่องเที่ยวฮาลาลและสังคมพหุวัฒนธรรม

จังหวัดสตูล ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่สำคัญในระเบียงทางเศรษฐกิจที่ 2 (EC2) ภายใต้กรอบความร่วมมือ IMT-GT ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงดินแดนฝั่งอันดามันระหว่างไทยกับมาเลเซีย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาด้านการเกษตร การท่องเที่ยว และฮาลาล สอดรับกับวิสัยทัศน์ของจังหวัดที่มุ่งสู่การเป็น “สตูลเมืองแห่งความผาสุกที่ยั่งยืน” เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานราก กระจายความเจริญ และสร้างความสมดุลด้วยการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

ธนกร ยก อนุทิน ติดดิน-จริงใจ-ให้เกียรติผู้อื่น ยึดมั่นสถาบันฯ ก่อน ‘พี่หนู’ คอมเมนต์ส่งหัวใจให้

29 สิงหาคม 2569 เวลา 17:51 น.

วันที่ 29 สิงหาคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้โพสต์ภาพเดินคู่ กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อข้อความระบุว่า “พี่หนู” ที่ผมรู้จัก

เป็นคนติดดิน ให้เกียรติผู้อื่น จริงใจกับคนทำงาน และยึดมั่นใน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์มาก

ผมรู้จักพี่หนูมานาน และมีโอกาสทำงานร่วมกันมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จนถึงวันนี้ ความเป็นกันเองและความจริงใจที่พี่หนูมีให้ผมไม่เคยเปลี่ยน

ผมยังเชื่อมั่นใน อนุทิน ชาญวีรกูล

ไม่ใช่เพราะคำพูดของใคร

แต่เพราะผมได้เห็นการทำงาน เห็นความมุ่งมั่น และเห็นความตั้งใจที่จะทำเพื่อประเทศชาติและประชาชนมาตลอด

ความเชื่อมั่นของผมไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่เกิดจากสิ่งที่ได้เห็นและสัมผัสมาตลอดหลายปี

วันนี้ผมขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้ท่านนายกรัฐมนตรี เดินหน้าทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อประเทศชาติและพี่น้องประชาชนครับ

ขณะเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ได้ส่งรูป GIF เป็นรูปหัวใจ ให้อีกด้วย

ธนกร วังบุญคงชนะพรรคภูมิใจไทยอนุทิน ชาญวีรกูล