6 แสน URL รัฐบาลลุยปิดเว็บพนันออนไลน์ช่วงบอลโลก

6 แสน URL รัฐบาลลุยปิดเว็บพนันออนไลน์ช่วงบอลโลก

6 แสน URL รัฐบาลลุยปิดเว็บพนันออนไลน์ช่วงบอลโลก

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.18 น.

รัฐบาลลุยสกัดเว็บพนันออนไลน์ ก่อนเทศกาล “บอลโลก 2026” เผย 8 เดือน ปิดกั้นแล้วกว่า 6 แสน URLs เตือนอินฟลู หยุดปัก-แปะ -ปั่นคอนเทนต์ชวนเล่นพนัน สั่งการดำเนินโทษเด็ดขาด

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำให้แก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคม พร้อมสั่งการให้ยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URL ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการปราบปรามและปิดกั้นเว็บไซต์พนันออนไลน์ และ URL ที่เกี่ยวข้อง

พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รัฐบาล โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)  ได้ดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URL ที่เกี่ยวข้องกับการพนันผิดกฎหมาย ตามคำสั่งศาล และประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์ม ในปีงบประมาณ 2569 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 31 พฤษภาคม 2569 (ระยะเวลา 8 เดือน) แล้ว จำนวน 673,699  รายการ โดยแยกเป็นการปิดกั้นตามคำสั่งศาล จำนวน 635,717 รายการ และประสานงานแพลตฟอร์มทำการปิดกั้น (ประเภทหลอกลวง/พนันออนไลน์) จำนวน 37,982 รายการ ทั้งนี้ เฉพาะเดือนพฤษภาคม 2569 สามารถปิดกั้น URL การพนันผิดกฎหมายได้จำนวน 78,796 รายการ (ตามคำสั่งศาล 68,571 รายการ/ ประสานงานแพลตฟอร์ม 10,225 รายการ)

รัฐบาลสั่งการกระทรวงดีอีให้เฝ้าระวังและดำเนินการปิดกั้น ยกระดับการปิดกั้น URL ที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่จะเริ่มขึ้นในเดือนมิถุนายนนี้ พร้อมทั้งสั่งการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรม ทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้เฝ้าระวังและป้องกันเยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลฟุตบอลโลกอย่างเข้มข้น โดยการนำเทคโนโลยี AI ช่วยตรวจจับทำให้การสกัดกั้นทำได้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น

“เตือนประชาชนให้ระมัดระวังการเผยแพร่เนื้อหาที่เข้าข่ายผิดกฎหมายบนสื่อดิจิทัล และโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะในกลุ่มเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการพนัน รวมทั้งการหลอกลวงออนไลน์ต่างๆ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งอาจเข้าข่ายการกระทำความผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ.คอมฯ มาตรา 14  ย้ำเตือนอินฟลูเอนเซอร์ที่ชักชวนเล่นพนันออนไลน์ทุกรูปแบบ  อย่าปักตะกร้า อย่าแปะลิงก์ อย่าปั่นคอนเทนต์เชิญชวน จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด” นางสาวพลอยทะะล ย้ำ

จบปัญหาล่าช้ากว่า 10 ปี รัฐบาลเร่งเครื่องติดตั้งระบบ ILS สนามบินขอนแก่น

จบปัญหาล่าช้ากว่า 10 ปี รัฐบาลเร่งเครื่องติดตั้งระบบ ILS สนามบินขอนแก่น

จบปัญหาล่าช้ากว่า 10 ปี รัฐบาลเร่งเครื่องติดตั้งระบบ ILS สนามบินขอนแก่น

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.14 น.

รัฐบาลเร่งยกระดับสนามบินขอนแก่นสู่มาตรฐานสากล เดินหน้าติดตั้งระบบ ILS หลังล่าช้ากว่า 10 ปี เพิ่มความปลอดภัยการบิน–รองรับการเติบโตเศรษฐกิจและท่องเที่ยวอีสาน

วันนี้ (6 มิถุนายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและการบินอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับความปลอดภัย เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับการเดินทาง และส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในภูมิภาค

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

โดยนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของท่าอากาศยานขอนแก่น พร้อมหารือร่วมกับกรมท่าอากาศยาน บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด หน่วยงานในพื้นที่ และภาคเอกชน เพื่อเร่งผลักดันการพัฒนาท่าอากาศยานขอนแก่นให้เป็นประตูการเดินทางสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

รองโฆษกฯ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมได้เร่งรัดเป็นพิเศษ คือ การติดตั้งระบบเครื่องช่วยการเดินอากาศ ILS/DME (Instrument Landing System/Distance Measuring Equipment) ซึ่งเป็นระบบสำคัญที่ช่วยให้อากาศยานสามารถขึ้น-ลงได้อย่างแม่นยำและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่มีหมอก ฝนตกหนัก หรือสภาพอากาศที่มีทัศนวิสัยต่ำ ช่วยลดปัญหาเที่ยวบินล่าช้าและการบินวนรอก่อนลงจอด

“โครงการนี้ล่าช้ามานานกว่า 10 ปี ส่งผลให้จังหวัดขอนแก่นและประเทศสูญเสียโอกาสในการแข่งขันด้านการบินและการพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาค รัฐบาลจึงเร่งผลักดันให้เกิดความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว” รองโฆษกฯ กล่าว

ทั้งนี้ นายภัทรพงศ์ได้เร่งประสานและหารือกับกองทัพบก เพื่อขอใช้พื้นที่ศูนย์พัฒนากีฬา กรมทหารราบที่ 8 ค่ายสีหราชเดโชชัย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมสำหรับการติดตั้งระบบดังกล่าว พร้อมกำชับให้กรมท่าอากาศยานและบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด เร่งดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าได้โดยเร็วที่สุด

สนามบินขอนแก่น

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้แองกับข้อมูล

รองโฆษกฯ กล่าวว่า นอกจากการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินแล้ว กระทรวงคมนาคมยังได้หารือถึงแนวทางเพิ่มศักยภาพของท่าอากาศยานขอนแก่นในหลายมิติ ทั้งการรองรับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น การเตรียมความพร้อมเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศ การเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะแบบไร้รอยต่อ และการสร้างความร่วมมือกับสายการบินและภาคธุรกิจ เพื่อเพิ่มจำนวนเที่ยวบินตรงสู่เมืองหลักและเมืองท่องเที่ยวสำคัญ

ขณะเดียวกัน ยังได้เชิญชวนภาคเอกชนเข้าร่วมโครงการ “Fly and Drive” ซึ่งกระทรวงคมนาคมดำเนินการร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว เชื่อมโยงการเดินทางทางอากาศกับการเดินทางภาคพื้น และสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาคให้เติบโตมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันท่าอากาศยานขอนแก่นสามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุดประมาณ 5 ล้านคนต่อปี และรองรับอากาศยานทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอยู่ระหว่างดำเนินโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลายด้าน รวมถึงการปรับปรุงอาคารที่พักผู้โดยสารให้สะท้อนอัตลักษณ์และวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569

“รัฐบาลมุ่งยกระดับสนามบินภูมิภาคให้มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล เพื่อเพิ่มความปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นให้กับสายการบินและผู้โดยสาร ตลอดจนสนับสนุนการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวของจังหวัดขอนแก่นและภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว.

ยึดหลักโปร่งใสและเป็นธรรม รัฐบาลสั่ง สพฐ. ตรวจสอบเข้มกระบวนการคัดเลือกลูกจ้างชั่วคราว

ยึดหลักโปร่งใสและเป็นธรรม รัฐบาลสั่ง สพฐ. ตรวจสอบเข้มกระบวนการคัดเลือกลูกจ้างชั่วคราว

ยึดหลักโปร่งใสและเป็นธรรม รัฐบาลสั่ง สพฐ. ตรวจสอบเข้มกระบวนการคัดเลือกลูกจ้างชั่วคราว

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.06 น.

รัฐบาลวางมาตรการเชิงรุก ติดตามกรณีการคัดเลือกลูกจ้างชั่วคราว สพฐ. สั่งตรวจสอบข้อร้องเรียน-พิจารณาแนวทางดูแลผู้ได้รับผลกระทบ ยึดหลักกฎหมาย ความโปร่งใส และความเป็นธรรม

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินการกรณีมีผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับการสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อจัดจ้างเป็นลูกจ้างชั่วคราวปฏิบัติงานในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 7,588 อัตรา ว่า รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว และได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร

โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้มีข้อสั่งการให้ สพฐ. เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ติดตามข้อร้องเรียนที่เกิดขึ้น และรายงานผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายว่ากระบวนการดำเนินการเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และหลักธรรมาภิบาล

ทั้งนี้ ภายหลังได้รับทราบข้อกังวลของอดีตลูกจ้างชั่วคราวบางส่วนที่ไม่ผ่านการคัดเลือก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้กำชับให้เขตพื้นที่การศึกษาที่เกี่ยวข้องตรวจสอบรายละเอียดของกระบวนการคัดเลือกอย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานเป็นไปด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรมกับผู้สมัครทุกคน

นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้ สพฐ. พิจารณาแนวทางดูแลและรองรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างเหมาะสม ภายใต้กรอบของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงประสบการณ์ ความรู้ความสามารถ และประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาเป็นสำคัญ

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า การดำเนินการคัดเลือกในครั้งนี้เป็นการดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายและระเบียบภาครัฐ ซึ่งกำหนดให้มีการเปิดรับสมัครเป็นการทั่วไปและประกาศต่อสาธารณะ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส เปิดโอกาสให้ผู้มีคุณสมบัติเข้าถึงตำแหน่งงานอย่างเท่าเทียม และสามารถตรวจสอบได้

ดังนั้น ในการคัดเลือกครั้งนี้จึงมีทั้งบุคลากรเดิมที่มีประสบการณ์และผู้สมัครรายใหม่ที่มีศักยภาพผ่านการคัดเลือกตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับทั้งโอกาส ความเสมอภาค และความเป็นธรรมต่อผู้สมัครทุกคน

ทั้งนี้ รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการยืนยันว่าจะติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด พร้อมรับฟังข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และดำเนินการทุกอย่างภายใต้หลักกฎหมาย ความโปร่งใส และความเป็นธรรม เพื่อรักษาประโยชน์สูงสุดของระบบการศึกษาและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

เจมส์ อนุชา ลุยเอง ปชป. ปล่อย MV เพลงใหม่ กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร ลงพื้นที่จริง ถ่ายทำจริง ไม่ใช้ตัวแทน ชมคลิป

เจมส์ อนุชา ลุยเอง ปชป. ปล่อย MV เพลงใหม่ กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร ลงพื้นที่จริง ถ่ายทำจริง ไม่ใช้ตัวแทน ชมคลิป

เจมส์ อนุชา ลุยเอง ปชป. ปล่อย MV เพลงใหม่ กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร ลงพื้นที่จริง ถ่ายทำจริง ไม่ใช้ตัวแทน ชมคลิป

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.57 น.

“ประชาธิปัตย์”ปล่อย MV แรปแฉปัญหาเมือง “เจมส์ อนุชา” ลุยเดินเท้าตั้งแต่เช้ามืด ชวนคนกรุงเทพฯ ตั้งคำถาม “กทม.ดีพอแล้วหรือยัง?

6 มิ.ย.2569 พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเกมรุกศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ปล่อยมิวสิกวิดีโอเพลงแรปสุดมันส์ “กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร” สะท้อนอินไซด์และปัญหาจริงของคนกรุงเทพฯ โดยส่ง “เจมส์-อนุชา บูรพชัยศรี” ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 5 ลงพื้นที่ถ่ายทำจริง จำลองชีวิตคนเมืองตั้งแต่เช้ามืดถึงเย็น ย้ำแนวคิด “เมืองฟ้าอมร and more” เพื่อพิสูจน์ว่ากรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้

อนุชา บูรพชัยศรี

เจาะเบื้องหลัง MV ไม่มีเซ็ตฉาก: “เจมส์ อนุชา” เดินจริง เจอจริง ร่วมเผชิญปัญหาคนกรุงเทพฯ

ไฮไลต์สำคัญของ MV “กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร” คือความเรียล (Real) ที่ให้นายอนุชา บูรพชัยศรี ลงพื้นที่สำรวจกรุงเทพฯ โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงเช้ามืด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ตื่นมาต่อสู้กับชีวิต เพื่อถ่ายทอดให้เห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า ในหนึ่งวันคนกรุงเทพฯ  ต้องเผชิญกับอุปสรรคและปัญหาอะไรบ้าง

อนุชา บูรพชัยศรี

เนื้อหาใน MV ได้ร้อยเรียงภาพปัญหาจริงของเมืองเข้ากับ 5 นโยบายหลักของพรรคประชาธิปัตย์ผ่านท่วงทำนองเพลงแรปที่เข้าถึงง่าย โดยมีคนรุ่นใหม่อย่าง วีร์ ศรีวราธนบูลย์ รับหน้าที่ทั้งแต่งเนื้อร้องและร้องเพลงนี้ด้วยตนเอง และยังได้ร่วมปรากฏตัวในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาช่วยบอกเล่าและสะท้อนปัญหาของคนเจเนอเรชันใหม่ไปพร้อมกัน

หลังจากการปล่อย MV นี้ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 5 ได้ส่งสารตรงถึงพี่น้องชาวกรุงเทพมหานคร ชวนให้ทุกคนหยุดคิดและตั้งคำถามสำคัญร่วมกันหลังจากดู MV นี้จบว่า “กรุงเทพฯ ของเราวันนี้ดีพอแล้วหรือยัง!!” เพราะสำหรับตนเองและพรรคประชาธิปัตย์ เชื่อมั่นอย่างสุดใจว่ากรุงเทพฯ สามารถพัฒนาและเป็นได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

อนุชา บูรพชัยศรี

นายอนุชา ยืนยันว่าความต้องการของคนกรุงเทพฯ ไม่ได้ซับซ้อน และพร้อมที่จะเปลี่ยนภาพปัญหาใน MV ให้กลายเป็นนโยบายที่ทำได้จริงผ่าน 5 แกนหลัก เพื่อให้คนกรุงเทพฯ 

เดินทางสะดวก: แก้ไขระบบขนส่งมวลชนและการจราจรอย่างไร้รอยต่อ

อนุชา บูรพชัยศรี

เมืองสะอาด: จัดการขยะ สิ่งแวดล้อม และพื้นที่สีเขียวอย่างเป็นระบบ

ใช้ชีวิตสบาย: ความปลอดภัยในชีวิต ทัศนียภาพเมือง และทางเท้าที่เอื้อต่อทุกคนมีรายได้มากขึ้น: กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างโอกาสทำกินใหม่ๆ ให้คนกรุงตรวจสอบได้หมด: ทุกเม็ดเงินและทุกโครงการต้องโปร่งใส ไร้ทุจริต

อนุชา บูรพชัยศรี

“ถ้าเราอยากเห็นสิ่งใหม่ๆ เราต้องกล้าเปลี่ยนคน แล้วเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง มาร่วมทำให้กรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้”  เลือกเจมส์ อนุชา เบอร์ 5 เป็นผู้ว่าฯ กทม.

อนุชา บูรพชัยศรี
อนุชา บูรพชัยศรี

นายกฯมอบ’สีหศักดิ์’ นำทีมถก UNCLOS

นายกฯมอบ'สีหศักดิ์' นำทีมถก UNCLOS

นายกฯมอบ’สีหศักดิ์’ นำทีมถก UNCLOS

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายกฯมอบ’สีหศักดิ์’ นำทีมถก UNCLOS

นายกฯ มอบ “สีหศักดิ์” นำทีมคุย UNCLOS บอกเรื่องอื่นต้องหยุดหมด ลั่นไม่เปิดด่าน ชี้เขมรดิ้นหาความชอบธรรม เพราะไม่มีความชอบธรรม ด้านสว.ยันไทยไม่เสียเปรียบเขมร ชมบัวแก้วอธิบายทูตนานาชาติ จ่อเชิญทูตEUร่วมคุยสร้างความเข้าใจ ด้าน กองทัพสยบข่าวลือเขมรเคลื่อนรถถัง-อาวุธชายแดน

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ เข้ารายงานต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ภายหลังเดินทางกลับจากประเทศฝรั่งเศส ในกรณีที่นายฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชา ยื่นหนังสือถึงไทย และเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อเริ่มต้นกระบวนการประนอมภาคบังคับ ตามอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea : UNCLOS) รวมถึงปรึกษานายกฯ เกี่ยวกับกรณีที่จะต้องมีคณะประนอมฝั่งไทย 2 คน ซึ่งมีรายงานเบื้องต้นว่ามีชื่อเตรียมพร้อมไว้แล้ว เพราะคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่ากัมพูชา จะใช้แนวทางนี้

‘สีหศักดิ์’แจงทูตถกUNCLOS

ขณะที่ก่อนหน้านี้นายสีหศักดิ์ ได้ปรึกษาหารือกับคณะผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศของไทย ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศส และชาวอังกฤษ ที่มีประสบการณ์และเป็นที่ยอมรับในเวทีกฎหมายระหว่างประเทศมาแล้ว ถึงแนวทางการดำเนินการของฝั่งไทย ซึ่งคาดว่าจะรายงานแนวทางนี้ให้นายกฯ รับทราบเช่นกัน

จากนั้นเวลา 14.00 น.นายสีหศักดิ์ ได้บรรยายกรณีกัมพูชา แจ้งการใช้การประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติฯ แก่คณะทูตที่กระทรวงการต่างประเทศ ก่อนจะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

นายกฯมอบ‘สีหศักดิ์’นำทีม

ส่วนนายอนุทิน กล่าวว่า ได้หารือเรื่อง UNCLOS ที่จะมีตัวแทนประเทศไทยเข้าไป เพราะเรากำลังเข้าสู่กระบวนการ โดยมีนายสีหศักดิ์ เป็นผู้ดำเนินการ เพราะเรื่องนี้ต้องให้คนที่ดูแลเรื่องการต่างประเทศที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดำเนินการ

เมื่อถามว่าจะเดินเกมเชิงรุกอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เราไม่ได้คิดว่าใครรุกใคร แต่ประเทศไทยต้องไม่เสียประโยชน์อะไรที่เรามีอยู่เดิม และต้องเป็นเรื่องอธิปไตย สิทธิ และเรื่องอะไรต่างๆ เราต้องรักษาประโยชน์ของเราให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้

ชี้ไร้กังวลมั่นใจความชอบธรรม

ต่อข้อถามว่าคาดหวังเกี่ยวกับการเข้ากระบวนการ UNCLOS อย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นกระบวนการและยังมีอีกหลายขั้นตอนในรายละเอียด เมื่อถึงเวลาอันควรนายสีหศักดิ์ จะชี้แจง เพราะเป็นความชำนาญเฉพาะด้าน มีทั้งข้อกฎหมายสนธิสัญญาระหว่างประเทศ เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่เพราะที่ผ่านมากัมพูชา ชอบช่วงชิงพื้นที่ในเวทีโลก นายอนุทิน กล่าวว่า เราไม่ได้ทำผิด ทำไมต้องกังวล เราจะมัวไปวิ่งตามคนนั้นคนนี้ไม่ได้ เพราะเรามีอธิปไตยของเรา และมีขีดความสามารถในการปกป้องอธิปไตย และรักษาดินแดนของเราไว้ ไม่ต้องไปหวั่นไหว ตามหลักแล้วคนที่ต้องวิ่งไปโน่นไปนี่ แสดงว่าเขากำลังหาความชอบธรรม แล้วทำไมเขาต้องหาความชอบธรรม เพราะมีความไม่ชอบธรรมอยู่ แต่เรามั่นใจในความชอบธรรมของเรา ก็ไม่ต้องวิ่งไปหาที่ไหน เพราะเราอธิบายทุกคนทุกฝ่ายได้ แม้กระทั้งอธิบายคนในประเทศของเราได้

ย้ำไม่คุยเรื่องอื่น-ไม่เปิดด่าน

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีกัมพูชา ร้ององค์การสหประชาชาติ ว่าไทยยกเลิก MOU 44 ฝ่ายเดียว แสดงว่าเขาไม่ยอมรับกระบวนการ UNCLOS ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าไม่ยอมรับ UNCLOS ก็ไปไหนต่อไม่ได้ เขาเป็นคนบอกว่ายอมรับ ว่าจะใช้แนวทาง UNCLOS ก็จบแล้ว และทั้งสองประเทศต่างเป็นภาคีของ UNCLOS ก็ใช้กระบวนการนี้เดินเรื่องต่อไป ถ้าบอกว่าเรายกเลิก MOU 44 มันไม่ใช่ เพราะกระบวนการไม่ได้ไปไหน ก็บอกว่าหาทางเจรจาใหม่ หากรอบใหม่มาเจรจา เขาบอกไม่เจรจา เขาขอไป UNCLOS เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ไป UNCLOS จากนี้ก็คุย UNCLOS ก่อน เรื่องอื่นไม่คุย คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไม่คุย ความร่วมมืออื่นๆ ยังไม่ต้องคุย การฟื้นฟูความสัมพันธ์ ยังไม่ต้องคุย การเปิดด่านไม่มีวันเปิด นี่คือท่าทีของเรา

สว.ชมบัวแก้วใช้กรอบUNCLOS

ด้านนายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ พิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา กล่าวถึงการเจรจาเรื่องข้อพิพาททางทะเลกับกัมพูชา ว่าขอชื่นชมถ้อยแถลงของกระทรวงการต่างประเทศ ที่มีความชัดเจนเกี่ยวกับขั้นตอนการเข้าสู่กรอบ UNCLOS 1982 ในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง

เผยถ้าตกลงกันได้ปัญหาก็จบ

ทั้งนี้ ขั้นตอนปกติทั่วไป เมื่อมีการยกเลิก MOU 44 และทางกัมพูชารับทราบแล้ว ขั้นตอนแรกที่ทั้งสองประเทศต้องทำ คือการเปิดเจรจาหารือกันในระดับทวิภาคี โดยนำหลักเกณฑ์ตามกฎหมายสากล UNCLOS 1982 มาใช้ในการลากเส้นแบ่งเขตไหล่ทวีป ซึ่งหากเจรจาแล้วสามารถตกลงกันได้แบบกรณีพื้นที่ทางทะเลระหว่างไทย-เวียดนามในอดีต ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนก็จะจบลงทันที หรือหากพบว่ามีพื้นที่ทับซ้อนเกิดขึ้น แต่ตกลงกันได้ ก็สามารถร่วมกันทำ MOU เพื่อบริหารจัดการผลประโยชน์ร่วมกัน เช่น แก๊สธรรมชาติและปิโตรเลียม เหมือนเช่นกรณีของไทย-มาเลเซีย

หวั่นปชช.ยังเข้าใจคลาดเคลื่อน

นายนพดล กล่าวต่อว่า กรณีที่เลวร้ายที่สุดหากการเจรจาระดับทวิภาคีเพื่อแบ่งเขตไหล่ทวีป ไม่สามารถหาข้อตกลงกันได้ แม้จะนำกรอบ UNCLOS 1982 มาจับแล้วก็ตาม ขั้นตอนต่อไปคือการเข้าสู่กระบวนการการประนอมภาคบังคับ (Conciliation) ซึ่งตรงนี้อยากชี้แจงเนื่องจากประชาชนและหลายฝ่ายยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอย่างมาก โดยความจริงการประนีประนอมภาคบังคับ ไทยและกัมพูชา จะต้องตั้งกรรมการที่มาจากตัวแทนกัมพูชา 2 คน ไทย 2 คน และคนกลางที่เป็นประธานอีก 1 คน มาศึกษาก่อน

ไทยมีสิทธิปฏิเสธเขมรลากเส้น

“คณะกรรมการทั้ง 5 ท่านนี้ จะใช้เวลาศึกษาข้อมูลประมาณ 1 ปี เพื่อจัดทำรายงานที่เป็นเพียงข้อเสนอแนะ (Recommendation) เท่านั้น ไม่ใช่คำพิพากษาของศาลโลก เมื่อส่งรายงานนี้ให้ทั้งสองประเทศแล้ว ทั้งไทยและกัมพูชาก็ต้องกลับมาเปิดเจรจาทวิภาคีกันอีกรอบ ว่าจะปฏิบัติตามข้อเสนอแนะนั้นหรือไม่ สมมุติว่าคณะกรรมการฯ เสนอให้ขีดเส้นลากเฉียดเกาะกูดเหมือนเดิม ฝ่ายไทยก็มีสิทธิ์เด็ดขาดที่จะปฏิเสธไม่รับข้อเสนอแนะนั้นได้ตามกติกาสากล ดังนั้นประชาชนจึงไม่ต้องกังวล หรือเกิดภาพจำซ้ำรอยอดีตกรณีข้อพิพาทเขาพระวิหาร เพราะนี่เป็นคนละกรอบกฎหมายกันอย่างสิ้นเชิง และในกรอบสากลนี้ ไทยไม่มีทางเสียเปรียบแน่นอน” นายนพดล กล่าว

เร่งสร้างความเข้าใจนานาชาติ

นายนพดล กล่าวถึงบทบาทของวุฒิสภาในการสร้างความเข้าใจต่อเวทีนานาชาติ ว่าที่ผ่านมาวุฒิสภา เคยเชิญเอกอัครราชทูตกลุ่มประเทศอาเซียนบวกสาม (อาเซียน, จีน, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) รวม 12 ประเทศร่วมหารือและชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งได้รับเสียงสะท้อนกลับมาเป็นอย่างดีว่าทำให้ต่างชาติเข้าใจสถานการณ์ของไทยชัดเจนขึ้น ดังนั้นการที่นายสีหศักดิ์ จะเดินหน้าชี้แจงข้อมูลและข้อเท็จจริงให้กับประเทศต่างๆ ทราบนั้น จึงเป็นสิ่งทางวุฒิสภา เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพื่อสร้างความกระจ่างในเวทีโลก

ส่วนของก้าวต่อไปของวุฒิสภา เตรียมนำเรื่องเข้าหารือกับคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านต่างประเทศของวุฒิสภา ในการประชุมวาระแรก เพื่อเสนอเป้าหมายในการเชิญกลุ่มเอกอัครราชทูตจากสหภาพยุโรป หรือ EU เข้ามาร่วมหารือและรับฟังคำชี้แจงข้อมูลคู่ขนานไปกับฝ่ายบริหาร

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ และทำให้กลไกทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ป้องกันไม่ให้คู่กรณีนำประเด็นนี้ไปบิดเบือน ว่าประเทศไทยเกิดความขัดแย้งภายในกันเอง

กองทัพปัดเขมรขนรถถัง-อาวุธ

ขณะที่ พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่ากัมพูชาได้เคลื่อนย้ายรถถัง 200 คัน พร้อมอาวุธ RPG ล็อตใหม่ และกำลังทหารจำนวนมากเข้าประชิดแนวชายแดนไทย ว่าจากการตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยทหารในพื้นที่ชายแดน ไม่พบรายงานหรือข้อเท็จจริงตามที่มีการเผยแพร่แต่อย่างใด ทั้งนี้ กองทัพบก ขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และติดตามข้อมูลจากข่าวที่เป็นทางการ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด และความตื่นตระหนกจากข่าวลือ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของประชาชน

จับเขมรหลบหนีเข้าไทยผิดกม.

ขณะเดียวกัน พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า ช่วงเวลาประมาณ 03.30 น.วันเดียวกันนี้ กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี (ฉก.นย.จันทบุรี) ได้บูรณาการกำลัง ร่วมกับตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) จันทบุรี ประจำจุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม และตำรวจ สภ.บ้านแปลง จับกุมบุคคลต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย 10 คน เป็นชาย 6 และหญิง 4 คน บริเวณแนวชายแดนบ้านแหลม หมู่ 4 ต.เทพนิมิต อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ในขณะที่เจ้าหน้าที่จัดกำลังลาดตระเวน และซุ่มตรวจพื้นที่รับผิดชอบ โดยพบว่าทั้งหมดไม่มีเอกสารอนุญาตให้เดินทางเข้ามาและอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทย

จ่ายค่าหัว6-7.5พันบ.เข้าไทย

สอบสวนเบื้องต้นทั้งหมดให้การว่า เดินทางมาจากหลายพื้นที่ในประเทศกัมพูชา เนื่องจากประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ว่างงานและขาดรายได้เลี้ยงดูครอบครัว จึงต้องการเดินทางเข้ามาหางานทำในประเทศไทย โดยเสียค่าใช้จ่ายในการนำพาและหางาน รายละประมาณ 6,000–7,500 บาท ทั้งนี้ ตรวจพบว่ามีผู้นำพา 1 ราย เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ถูกจับกุมทั้งหมด พร้อมทำบันทึกจับกุม และบันทึกการควบคุมตัว ตามมาตรา 22 และ 23 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านแปลง รับไว้ดำเนินคดีต่อไป

โฆษกกองทัพเรือ กล่าวย้ำว่า กรณีดังกล่าวสะท้อนว่าพื้นที่ชายแดนยังคงมีการควบคุมอย่างเข้มงวด และจุดผ่านแดนยังอยู่ภายใต้มาตรการปิดด่าน ตามนโยบายด้านความมั่นคงอย่างชัดเจน

แวดวงนักปกครอง : 6 มิถุนายน 2569

แวดวงนักปกครอง : 6 มิถุนายน 2569

แวดวงนักปกครอง : 6 มิถุนายน 2569

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง! กรมการปกครองลุยเต็มที่ ขับเคลื่อนโครงการสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง สั่งการนายอำเภอทั่วประเทศลุยงานเปิดจุดบริการอำนวยความสะดวกให้ประชาชน พร้อมระดมทีมงานปกครองเร่งสำรวจประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ตกหล่นกว่า 1 ล้านคน ให้เข้าถึงสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐอย่างทั่วถึง ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างหลักประกันคุณภาพชีวิตให้ประชาชนทุกพื้นที่

กรมการปกครองร่วมเฉลิมฉลอง Pride Month 2026 “เราพร้อมเป็นนายทะเบียน ให้กับทุกความรัก” เปิดประตูสำนักทะเบียนทั่วประเทศ พร้อมให้บริการจดทะเบียนสมรสแก่ทุกคู่รัก หลังจาก “กฎหมายสมรสเท่าเทียม” มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2568 ไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่รับรองสิทธิการสมรสของบุคคลทุกเพศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จากข้อมูลสำนักบริหารการทะเบียนระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 มีสถิติการจดทะเบียนสมรสทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 380,542 คู่ แบ่งเป็น
คู่สมรสชาย-ชาย 7,439 คู่ หญิง-หญิง 24,783 คู่และชาย-หญิง 348,320 คู่ สะท้อนให้เห็นถึงการเข้าถึงสิทธิทางกฎหมายอย่างเท่าเทียม และการยอมรับความหลากหลายในสังคมไทย

นายเดช เสนาะคำ

นายอำเภอเมืองชัยภูมิ

นายบัณฑูร สุนทรสมบัติ

นายอำเภอสันติสุข จ.น่าน

“ปิดจ๊อบเครือข่ายค้ายา!” นายเดช เสนาะคำ นายอำเภอเมืองชัยภูมิ สั่งฝ่ายความมั่นคงเปิดปฏิบัติการเชิงรุกตามนโยบาย Big Quick Win และยุทธการพิทักษ์เมืองพญาแล ปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่ บ้านหนองนกเขา-โนนมะเกลือ รวบผู้ต้องหา พร้อมของกลางยาบ้า ไอซ์ และอาวุธปืนเถื่อน ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี เดินหน้ากวาดล้างยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง ไม่ปล่อยพื้นที่เป็นแหล่งพักหรือแพร่ระบาดยาเสพติดเด็ดขาด

“กระท้อนหวานลพบุรี พร้อมเสิร์ฟ!” นายชาญ จูดคง นายอำเภอเมืองลพบุรี นำทีมลงพื้นที่สวนกระท้อน GI ของดีเมืองลิงตรวจคุณภาพผลผลิตพร้อมโปรโมตเทศกาลกระท้อนหวาน ประจำปี 2569 เผยปีนี้ผลผลิตออกดี คุณภาพเยี่ยม มีเพียงพอรองรับผู้บริโภคแน่นอน พร้อมหนุนการแปรรูปเพิ่มมูลค่าสร้างรายได้ให้ชาวสวน และกระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงปลายมิถุนายน–กรกฎาคมนี้

“ลุยค้นหาข้ามคืน!” นายพิชัยเขื่อนเพชร นายอำเภอเชียงม่วน จ.พะเยา บูรณาการท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ และภาคีเครือข่าย ระดมกำลังค้นหาพ่อเฒ่าวัย 72 ปี หลังเข้าป่าหาเห็ดแล้วไม่กลับบ้านตั้งแต่เช้ามืดล่าสุดทีมค้นหาพบตัวปลอดภัยบริเวณทางเข้าอ่างเก็บน้ำปี้ พร้อมเห็ดถอบ 1 ถุง สุขภาพร่างกายแข็งแรงดีก่อนนำส่งกลับสู่อ้อมกอดครอบครัว ท่ามกลางความโล่งใจของญาติและชาวบ้านทั้งพื้นที่

“นายอำเภอพาเที่ยว!” นายบัณฑูร สุนทรสมบัติ นายอำเภอสันติสุข จ.น่าน นำทีมลงพื้นที่สำรวจเส้นทางล่องแก่งแม่น้ำว้าตอนกลาง ระยะทางกว่า 40 กิโลเมตร ตั้งแต่ อ.บ่อเกลือ ถึง อ.สันติสุข จ.น่าน เพื่อประเมินความพร้อมและยกระดับมาตรการความปลอดภัย รองรับฤดูล่องแก่งเดือนกันยายนนี้ พร้อมปักหมุด จุดเสี่ยง จุดพัก และจุดขึ้น-ลงเรือ ชู “แม่น้ำว้าตอนกลาง” หนึ่งในเส้นทางล่องแก่งสุดท้าทายของไทย ควบคู่การพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านระบบนิเวศและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ต่อไป

นาย..อำเภอน้อย

บทความพิเศษ : ความเดือดร้อนของคนไทย

บทความพิเศษ : ความเดือดร้อนของคนไทย

บทความพิเศษ : ความเดือดร้อนของคนไทย

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ความทุกข์ยากและความเดือดร้อนของคนไทยส่วนใหญ่ทั้งประเทศ มักจะเกิดจากผู้บริหารประเทศ และข้าราชการบางคน ที่มีพฤติกรรมเลวร้าย นักการเมืองส่วนใหญ่ ก็ถูกครอบงำโดยนายทุน หรือหัวหน้าพรรคที่จะชี้ให้ทำอะไรชั่วๆ เพื่อประโยชน์ของตนเองเป็นส่วนใหญ่ ประกอบกับประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีจิตสำนึก และเฉลียวใจว่าผู้ที่กล่าวข้างต้น เขากำลังทำร้ายประเทศชาติ และลูกหลานไทยในอนาคต

คนรุ่นใหม่ที่พวกนักการเมืองโสโครกออกกฎหมายว่า พอมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ก็สามารถลงคะแนนเสียงได้ ซึ่งเป็นการทำลายพวกหนุ่มสาวที่ยังไม่พร้อมทั้งความรู้ และประสบการณ์เพราะพวกนักการเมืองจะได้คะแนนเยอะๆ หรือไม่ ก็สั่งให้ทำอะไรได้ง่ายๆ การที่ออกมาเปิดโปงความชั่วร้ายต่างๆ เหมือนแสดงความเห็น ก็เป็นการแสดงอย่างหนึ่ง ที่ทำกันแบบโต้วาทีในสมัยนั้น

พวกพรรคการเมืองบางพรรค แทนที่จะสร้างความอยู่ดีกินดีที่ถาวรให้แก่ประชาชนเขาก็ไม่ทำ เช่น ชุมชนแออัดคลองเตย แทนที่จะหาที่อยู่ ได้มีที่ดินเป็นเจ้าของบ้านของตนเอง มีโรงเรียน โรงพยาบาล โรงงาน ตลาด ฯลฯ มีรถไฟฟ้าไปถึง ให้เขาได้มีที่อยู่ที่อาศัย มีงานทำอย่างมีสิทธิ์และศักดิ์ศรีในฐานะเป็นคนไทย เปล่าเลยพวกผู้บริหารประเทศ นักการเมืองกระทำคือ ให้แค่เบอร์บ้าน เพื่อให้คนที่อยู่ในชุมชนแออัดเหล่านั้นคิดถึงบุญคุณ จะได้เอาไปใช้ลงคะแนนได้

เมื่อเร็วๆ นี้ พวกคนรุ่นใหม่ได้ออกมาโวยวาย ว่าการประชุมร่วมระหว่างคณะของนายกรัฐมนตรีกับคณะองคมนตรีว่า “องคมนตรีนั่งหัวโต๊ะ ใครบริหารประเทศกันแน่?” คงเป็นคำถามของคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่รู้อะไร แต่คิดดูก็แล้วกัน คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีจะให้นั่งหัวโต๊ะได้อย่างไร ในเมื่อมีข้อกล่าวหามากมาย ตั้งแต่ร่วมมือกันในเรื่องเขากระโดง เรื่องเกี่ยวกับน้ำมัน และเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย ที่อาจจะพิจารณาได้ว่า ขาดคุณสมบัติและความเหมาะสม ที่เป็นผู้นำหรือบริหารประเทศ ส่วนองคมนตรี ผู้เขียนก็รู้จักท่าน ไม่มีประวัติด่างพร้อย และทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนมาโดยตลอด ที่จริงแล้วถ้าได้ท่านมาเป็นนายกรัฐมนตรี คนไทยจะมีความสุข ประเทศชาติจะมั่นคง ผู้เขียนเองก็รู้จักทั้ง 2 ท่าน โดยเฉพาะบิดาของนายกรัฐมนตรีก็คุ้นกันพอสมควร ส่วนท่านองคมนตรี ผู้เขียนเองก็รู้จักท่านมานานแล้ว และซาบซึ้งในความสามารถความซื่อสัตย์ ตลอดจนความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อย่างแท้จริง

ตั้งแต่คุณอนุทินเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี มักจะมีการวิพากษ์วิจารณ์หลายเรื่องถึงความไม่สันทัดในเรื่องการทำงาน เช่น ปล่อยให้มีการปล่อยข่าวว่าจะมีการทำการศึกษาที่ แลนด์บริดจ์ (Land Bridge) ซึ่งโดยการที่ในรัฐบาลคุณเศรษฐาก็เคยเสนอต่อประเทศต่างๆ ไป ตอนเป็นนายกรัฐมนตรี ช่วงไปประชุมสหประชาชาติที่ New Yorkซึ่งมันขายหน้าที่ไปเสนอโครงการที่ไม่มีวันจะเกิดขึ้นได้ ในฐานะที่เป็นตัวแทนของประเทศไทย คนไทยทั้งชาติจะไม่เสียหน้าหรือ?

ต่อมารัฐบาลรุ่นนี้ก็ออกข่าวว่าจะกู้เงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อเอามาพัฒนาประเทศ และแก้ไขปัญหาเงินฝืด คงไม่กี่คนที่คิดว่า การที่ทางการหรือทางรัฐบาล จะทำโครงการ แลนด์บริดจ์
(Land Bridge) นั้น มูลค่าประมาณ 2 ล้านล้านบาทแต่ที่สำคัญคือ เงินค่าการศึกษาและการวางแผน มันอาจมีค่าเป็นหมื่นๆ ล้าน ซึ่งเป็นช่องทางของการคอร์รัปชันขนาดใหญ่ ได้อย่างแน่นอน

การที่รัฐบาลจะทำโครงการอะไร จะเล็กจะใหญ่ รัฐบาลชุดนี้ ถ้าจริงใจกับประชาชน ประเทศชาติ ราชบัลลังก์ พวกท่านต้องหยุดสร้างโครงการทั้งหมดก่อน ไม่ต้องพูด ไม่ต้องทำจนกว่ารัฐบาลนี้จะสามารถปราบคอร์รัปชันในหมู่ผู้บริหารประเทศ นักการเมือง ข้าราชการ พ่อค้าใหญ่ๆ ให้สิ้นแผ่นดิน ให้ติดคุกติดตะรางตามกฎหมาย แล้วถึงค่อยเริ่มทำโครงการใหม่ๆ ผลประโยชน์ถึงจะตกแก่ประชาชนทั้งชาติอย่างแท้จริง

ความไม่สงบภาคใต้ดำเนินมานับสิบๆ ปีแล้ว ปัญหาไม่จบสิ่งสำคัญคือ การคอร์รัปชันและพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับนักการเมือง กับข้าราชการบางคน แค่ให้ความยุติธรรม สร้างความอยู่ดีกินดี มีงานทำ ให้โอกาสที่ดีแก่ประชาชน ให้รู้จักรักชาติ รักสถาบัน ศาสนาของตน บ้านเมืองก็จะสงบสุขแล้ว

เมื่อใดที่ประชาชนรู้จักรับผิดชอบ ทำหน้าที่ของความเป็นคนไทย รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และช่วยกันขจัดคนเลวๆ บ้านเมืองไทย ก็จะร่มเย็น ไม่ต้องสร้างคุกตะรางเพิ่มขึ้น ไม่ต้องสร้างศาลขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ประชาชนอยู่ดีกินดี

อัมรินทร์ คอมันตร์

โต้ระบบอากง ‘ชัชชาติ’ยันโปร่งใส โพลให้นำโด่งทุกโค้ง

โต้ระบบอากง ‘ชัชชาติ’ยันโปร่งใส โพลให้นำโด่งทุกโค้ง

โต้ระบบอากง ‘ชัชชาติ’ยันโปร่งใส โพลให้นำโด่งทุกโค้ง

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โต้ระบบอากง ‘ชัชชาติ’ยันโปร่งใส โพลให้นำโด่งทุกโค้ง

“ชัชชาติ-ทวิดา” ยันไม่มี “ระบบอากง” ย้ำทำงานโปร่งใส แต่งตั้งข้าราชการตรงไปตรงมา ไม่มีเรื่องทุจริต ขณะที่สถาบันพระปกเกล้าให้ “ชัชชาติ” นำลิ่วผู้สมัครรายอื่น ทุกโค้ง “อนุชา” ปชป.ลุยตลาดเคหะคลองจั่น วางโปรแกรมปราศรัยใหญ่ 17 มิถุนายน ฝ่าย “มัลลิกา” ลุยหาเสียงตลาดบางกะปิ

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่ากทม.เบอร์ 9ให้สัมภาษณ์ระหว่างการลงพื้นที่หาเสียงในพื้นที่เขตประเวศถึงประเด็นที่พรรคเศรษฐกิจเตรียมแถลงข่าวเปิดหลักฐาน“ปฏิบัติการทุบ!ระบอบอากง”ประเด็นเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้าย ผอ.เขต ว่า ตนให้ทีมงานมอนิเตอร์ และขอบคุณทุกทีมงานที่ตรวจสอบ เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดี เรื่องตรวจสอบการแต่งตั้งโยกย้ายต่าง ๆ และตนเชื่อว่าเราทำได้อย่างโปร่งใสมาตลอด

ด้าน น.ส.ทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า ในเรื่องนี้ ตอนแรกที่ผู้ร้องได้ร้องไปที่คณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรม (ก.พ.ค.) เป็นการร้องเกี่ยวกับกระบวนการในการคัดเลือก ไม่ได้เป็นการร้องเกี่ยวกับเรื่องของการทุจริต หรือประพฤติมิชอบ หรือว่ามีมูลเหตุใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นการร้องถึงเรื่องของเกณฑ์ในการคัดเลือก ซึ่งจะมีเกณฑ์ผลงานที่มีการดูค่าคะแนนจากผลงานที่ผ่านมา เกณฑ์ของความหลากหลาย เกณฑ์ของผลสัมฤทธิ์ของงานที่จะเกิดขึ้น

ดังนั้น เมื่อผู้ร้องร้องว่าเกณฑ์ไม่ค่อยชัดเจน คณะกรรมการฯ ได้พิจารณา มีการเรียกคณะกรรมการสอบ ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่ไม่เกี่ยวกับข้าราชการทางการเมือง โดย ก.พ.ค. วินิจฉัยว่าเกณฑ์นั้นยังไม่ชัดเจน อาจจะมีการเหลื่อมล้ำเกิดขึ้นได้ จึงมีวินิจฉัยกลับมาว่าให้ยกเลิกคำสั่งที่ตั้งไปก่อน แล้วให้จัดทำกระบวนการใหม่ทั้งหมด โดยให้ทำเกณฑ์ให้ชัดเจน ที่สามารถอธิบายได้ โดยที่ไม่ตกหล่นและสอดคล้องกัน สั่งการมาประมาณกลางเดือนมีนาคม และช่วงหลังสงกรานต์ ทางคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานครเรียกประชุม มีคนนอกด้วย ไม่ได้มุบมิบทำ โดยได้พิจารณาว่า เมื่อได้จัดทำกระบวนการใหม่ หลักเกณฑ์ชัดเจนแล้ว ก็ปฏิบัติการทันที ให้ปลัดกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายข้าราชการประจำ จัดทำกระบวนการใหม่ทั้งหมด คัดเลือกกรรมการที่สอบใหม่เป็นชุดใหม่ จนได้รายชื่อส่งให้ท่านผู้ว่าฯ จัดทำไปอีก 1 ครั้ง ส่วนที่มีการร้องครั้งที่ 2 เป็นการร้องจาก 17 คนเดิม ที่พอเราถอยคำสั่งไป แขวนชั่วคราวตำแหน่งเดิมไว้ก่อน มีเรื่องของเงินเดือน ค่าตอบแทน ที่มีความเสียหายเกิดขึ้น

เผยโยกย้ายเป็นธรรม

“กระบวนการทั้งหมดไม่ได้จะมุบมิบทำ หรือว่าซ่อนเร้นอะไรเลย กระบวนการทุกอย่างทำถูกต้องตามระเบียบการปฏิบัติราชการทั้งหมด การแต่งตั้งทั้งหมด เกณฑ์สามารถอธิบายได้ อยากขอความเข้าใจว่า เวลาเราพูดเรื่องของการที่เป็นเรื่องของตำแหน่ง เป็นเรื่องแยกจากมูลเหตุอื่น ไม่ได้มีมูลเหตุของการทุจริต หรือว่ามีการชี้ในการสืบข้อเท็จจริงแต่อย่างใด” น.ส.ทวิดากล่าว

นายชัชชาติย้ำว่า ขอบคุณทุกคนที่อยากจะตรวจสอบเราให้โปร่งใส เป็นเรื่องที่ดี เรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นเราพูดมาตลอดตั้งแต่ปีแรก เป็นเรื่องใหญ่ ตนดีใจที่มีกระแสเรื่องการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่น ก็ขอให้เป็นกระแสต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำเฉพาะช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ขอให้ทำตลอด ให้ช่วยกันตรวจสอบ แล้วเรามีช่องทางร้องเรียนคอร์รัปชั่นที่ทราฟฟี่ฟองดูว์ มีช่องแจ้งคอร์รัปชัน มีคนส่งมาช่วงแรกเป็น 100 เรื่อง ก็มีช่องทางให้ประชาชนสามารถร้องเรียนได้

ส่วนที่ว่าเป็นคำสั่งสุดท้ายก่อนหมดวาระนั้น นายชัชชาติยืนยันว่า ทำตามระเบียบ ไม่อยากทิ้งภาระไว้ให้คนอื่น มีปัญหาก็รีบเคลียร์ให้จบก่อน ไม่อยากให้ต้องรอการโยกย้ายอีกเป็นเดือน เราก็ต้องมีความรับผิดชอบด้วย และก็ทำตามสิ่งที่ทางคณะกรรมการฯ แนะนำ

ยันไม่มีระบบอากง

นายต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสมัยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ซึ่งเป็นบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเจ้าของ“ระบบอากง”โดยนายต่อศักดิ์ ยืนยันว่าในระบบผู้ว่าฯเราไม่มี “ระบบอากง”เมื่อถามว่าหลังจากนี้จะมีการดำเนินคดีหรือไม่ นายต่อศักดิ์ตอบว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการให้ฝ่ายกฎหมายดูอยู่

เมื่อถามว่ากังวลใจหรือไม่ นายต่อศักดิ์ บอกว่า ต้องเอาความจริงมาพูดอย่างเดียว เมื่อถามว่าการออกมาพูดในช่วงเวลานี้ ถือเป็นการโจมตีทางการเมืองหรือไม่ นายต่อศักดิ์ บอกว่า “ก็คงเป็นแบบนั้น”

เมื่อถามย้ำว่า รู้สึกกังวลใจหรือไม่ นายต่อศักดิ์ บอกว่า”ก็ไม่มีอะไร หากมีอะไรก็ว่ากันไปตามกฎหมาย ส่วนตัวมองว่าที่เพ่งเล็งมาที่ตนเองเป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะเขาคงดูตามอายุเรามั้ง”

เมื่อถามว่า จากโพสต์ของนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่เขียนถึงการไปรวมตัวกันของ ผอ.เขต ในลักษณะคล้ายว่า ทำไม#ลื้อดูร้อน ก่อนทิ้งท้ายว่า แล้วไปอัดเสียงอากงเขาทำไมตอนสั่ง จึงถามว่ากังวลหรือไม่ว่าเขาจะมีคลิปเสียง นายต่อศักดิ์ ย้ำว่า “ไม่มี” และมองว่าเป็นวิธีของเขา ผู้ว่าฯ บอกว่าให้เรานิ่งๆ มีอะไรเราก็ตอบตามตรง

ส่วนเมื่อวานนี้ที่บอกว่า“อากง”เป็นคนสั่งให้ ผอ.เขตผู้อำนวยการเขต ไปรวมตัวการแสดงพลังนั้น นายต่อศักดิ์ บอกว่า “ก็เขาเขียนแบบนั้น ผมจะไปสั่งอะไร เขาก็ทำของเขา มันเป็นระบบราชการ”

สุดท้ายนายต่อศักดิ์ ยืนยันในเรื่องของระบบอากงว่า”ไม่มีอะไร มันจะมีอะไรล่ะ ระบบผู้ว่าฯ เขาคนเดียวเท่านั้น”

ทั้งนี้ มีรายงานว่าในขณะนี้ทางทีมกฎหมายของนายชัชชาติ อยู่ระหว่างการถอดเทป เพื่อพิจารณาว่าส่วนใดเข้าข่ายหมิ่นประมาท และดำเนินการทางคดีต่อไป

ชัชชาตินำโด่งทุกสนาม

สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “เลือกตั้ง กทม. 69: ปัจจัยเชิงพื้นที่กับทิศทางการเลือกผู้ว่าฯ คนใหม่” โดยมุ่งเน้นความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง” การเมืองจากเสียงของประชาชน การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 23 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 22 – 25 พ.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามพื้นที่เขตทั่วกรุงเทพมหานคร จำนวน 1,600 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้

1. หากเป็นคน กทม. ท่านมีแนวโน้มว่าจะเลือกผู้ว่าฯ กทม. แบบใด? (สำรวจโดย x Line Today)

61.8% ระบุ จะเลือกผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมือง

รองลงมา คือ 12.5% ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ, 12.0% จะเลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองใดก็ได้, 11.7% จะเลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองฝ่ายค้าน และ2.0% จะเลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล

แนวโน้มการให้ความสำคัญกับ “ความเป็นอิสระของผู้สมัคร” มากกว่าสังกัดพรรคการเมือง สะท้อนความคาดหวังต่อผู้ว่าฯ กทม. ในฐานะผู้บริหารเมืองที่ควรมีความคล่องตัว เป็นกลาง และมุ่งแก้ปัญหาเมืองบนฐานประสิทธิภาพมากกว่าการเมืองแบบพรรค ขณะเดียวกัน กลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจเปลี่ยนทิศทางการแข่งขันในสนามเลือกตั้งในระยะต่อไป

หนุนผู้ว่าฯอิสระ

2. ต่างเขตชั้น ต่างทิศทาง: เขตชั้นกลางหนุน “ผู้สมัครอิสระ” เขตชั้นนอกเอน “ฝ่ายค้าน” เขตชั้นในยังเปิดกว้าง

แนวโน้มการเลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. สามอันดับแรก

เขตชั้นใน: 26.8 % ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ สูงสุด รองลงมา 23.3% มีแนวโน้มเลือกผู้ว่าฯ กทม.จากผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองใดก็ได้ และ 22.0% มีแนวโน้มเลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองฝ่ายค้าน

เขตชั้นกลาง: 29.3 % มีแนวโน้มเลือกผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมือง สูงสุด รองลงมา 25.9% มีแนวโน้มเลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองฝ่ายค้าน และ 20.8% ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ

เขตชั้นนอก: 27.2 % มีแนวโน้มเลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองฝ่ายค้าน สูงสุด รองลงมาใกล้เคียงกัน 26.8% ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ และ 16.6% มีแนวโน้มเลือกผู้ว่าฯ กทม.จากผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองใดก็ได้

ภูมิศาสตร์ทางการเมืองของกรุงเทพฯ แตกต่างกันตามเขตชั้น สะท้อนโจทย์ความคาดหวัง และฐานการตัดสินใจที่แตกต่างกัน ยุทธศาสตร์การสื่อสารและนโยบายที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่จึงเป็นโจทย์สำคัญของผู้สมัคร

3. “ชัชชาติ” ยังนำทุกโซน แต่เสียงลังเลยังสูง เปิดช่องให้สมการเลือกตั้งเปลี่ยนได้

แนวโน้มการเลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. สามอันดับแรก

เมื่อพิจารณาตามพื้นที่เขตชั้นของ กทม. พบว่า “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” มีคะแนนนำทุกเขตชั้น ในระดับใกล้เคียงกัน (เขตชั้นกลาง: 32.1%, เขตชั้นใน: 31.5% และ เขตชั้นนอก: 30.3%)

รองลงมาทุกเขตชั้น คือ “ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ” (เขตชั้นใน: 27.3%, เขตชั้นนอก: 27.2% และ เขตชั้นกลาง: 18.7%) ขณะที่อันดับสามของเขตชั้นนอก (16.9%) และ เขตชั้นกลาง (16.3%) เป็นของ “ดร.โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” และ เขตชั้นใน (9.8%) เป็นของ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช

สะท้อนว่า แม้ “ชัชชาติ” ยังมีคะแนนนำทุกเขตชั้นของกรุงเทพฯ แต่กลุ่ม “ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ” ยังมีสัดส่วนสูงในทุกพื้นที่ จึงยังเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจเปลี่ยนทิศทางการแข่งขันได้ นอกจากนี้ ผู้สมัครบางรายมีฐานคะแนนเฉพาะพื้นที่ที่ควรจับตา จึงยังเป็นสนามที่ต้องช่วงชิง “เสียงลังเล” และ “พื้นที่ยุทธศาสตร์” มากกว่าการพึ่งพาคะแนนนิยมเดิมเพียงอย่างเดียว

“โจ”ปชน.ตามประกบ

4. ฐาน ส.ก. เสียงแตก: “ชัชชาติ” นำหลายกลุ่ม แต่ฐานส้มเทไปที่ “ดร. โจ”

เมื่อเปรียบเทียบแนวโน้มการเลือกผู้ว่าฯ กทม. กับพรรคหรือกลุ่มที่เคยเลือก ส.ก. ในปี 2565 พบว่า “ชัชชาติ” ได้รับคะแนนสูงในหลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่เคยเลือกพรรคเพื่อไทย (41.6%) กลุ่มพรรคประชาธิปัตย์ (31.9%) และ กลุ่มพรรค/กลุ่มอื่น ๆ (48.8%)

ขณะที่กลุ่มที่เคยเลือกพรรคก้าวไกล มีแนวโน้มเลือก “ดร. โจ ชัยวัฒน์” สูงสุด (38.3%) มากกว่า “ชัชชาติ” ที่ได้ 22.6% อย่างไรก็ตาม บางกลุ่มที่ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจยังมีน้ำหนักสูง

“ชัชชาติ” ยังมีคะแนนนำในหลายกลุ่ม แสดงถึงฐานการยอมรับข้ามกลุ่มการเมือง ซึ่งสะท้อนว่า การเลือกผู้ว่าฯ กทม. มีลักษณะของการตัดสินใจเชิง “ตัวบุคคล” สูงกว่าการยึดโยงกับพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว ผู้ที่เคยเลือกพรรคหรือกลุ่มการเมืองเดียวกันไม่ได้จำเป็นต้องเลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ ในทิศทางเดียวกันทั้งหมด แต่กลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจในบางฐานเสียงยังมีสัดส่วนสูง จึงยังเป็นตัวแปรสำคัญ

บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 23 ผลโพลครั้งนี้สะท้อนว่า สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ยังเปิดกว้าง แม้ “ชัชชาติ” จะมีคะแนนนำ แต่กลุ่ม “ลังเล” ก็ยังมีสัดส่วนสูงพอที่จะเปลี่ยนสมการเลือกตั้งได้ ขณะเดียวกัน “ความเป็นอิสระของผู้สมัคร” มีความสำคัญมากกว่าสังกัดพรรคการเมือง สะท้อนความคาดหวังต่อผู้ว่าฯ ในฐานะผู้บริหารเมืองที่คล่องตัวและแก้ปัญหาได้จริง

อนุชาลุยตลาดเคหะคลองจั่น

เช้าวันเดียวกัน. ที่ตลาดเคหะคลองจั่น เขตบางกะปิ กทม.นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 5 พร้อมด้วยคณะ ลงพื้นที่หาเสียงเขตบางกะปิ โดยเดินเท้าแนะนำตัวเองพร้อมผู้สมัคร ส.ก. นายปรัชญา ศรีสอาด ตั้งแต่ปากทาง ซอยนวมินทร์ 8 ไปจนถึงสวนพฤกษชาติคลองจั่น

นายอนุชา กล่าวว่า จากการลงพื้นที่เช้าวันนี้ ได้มีประชาชนพ่อค้าแม่ค้าสะท้อนปัญหาต่างๆมาหลายเรื่องโดยเฉพาะเรื่องความสะอาด และการจัดการทางเท้า ที่เป็นบริเวณตั้งร้านค้า ก็จะเห็นว่ามีการปรับปรุงถนนหนทางอยู่ ซึ่งก็คงจะต้องใช้ระยะเวลา ตรงนี้ก็คงต้องมาเร่งรัด ส่วนเรื่องขยะประชาชนก็สะท้อนว่าอยากจะให้มีการเข้ามาจัดเก็บให้บ่อยขึ้นกว่านี้ เพราะตอนนี้เหมือนกับว่าจะสัปดาห์ละครั้งเท่านั้น แต่ด้วยความที่เป็นพื้นที่สวนสาธารณะและมีการจับจ่ายใช้สอยโดยรอบนั้น ก็จะมีเศษอาหารและขยะค่อนข้างเยอะก็อยากให้มาจัดเก็บบ่อยกว่าเดิม

“วันนี้ถ้าถามแต่ปัญหาพรรคประชาธิปัตย์มองว่าเท่ากับเราอยู่กับที่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์นำเสนอคือเรื่องของโอกาสและความหวัง เขาก็บอกว่าถูกใจ อยากให้ 4 ปีจากนี้ไป คนมองเห็นอนาคตด้วย ไม่ใช่แค่พูดกันแค่เรื่องแก้ปัญหาอย่างเดียว ” นายอนุชา กล่าว

มัลลิกาลุยตลาดบางกะปิ

ด้านนางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่ากทม. หมายเลข 14 ลงพื้นที่ตลาดบางกะปิ เขตบางกะปิ กทม. เดินหาเสียงพบปะประชาชน รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นสะท้อนปัญหาเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจปากท้องขณะนี้ โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักส่วนใหญ่จะสะท้อนปัญหาเกี่ยวกับความเป็นห่วงสถานการณ์เศรษฐกิจเนื่องจากการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนลดลงทำให้การค้าซบเซาอย่างเห็นได้ชัด ผู้ค้าส่วนใหญ่ยอมรับว่า แม้จะมีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ก็ก็ยังไม่ฟื้นฟูเพียงพอสถานการณ์การค้าขายยังไม่กลับมาเหมือนเดิม จึงอยากให้รัฐบาลและแม้กระทั่งผู้ว่ากรุงเทพมหานครช่วยเหลือประชาชนด้วยมาตรการเพิ่มเติมต่างๆรองรับ

ไม่มีอิทธิพลเหนือรบ. ‘หนู’ยังใจสู้ หลังแม้วได้อภัยโทษ ฝ่ายค้านยื่นประธานรัฐสภา สอบปปช.เป่าคดีศักดิ์สยาม

ไม่มีอิทธิพลเหนือรบ. 'หนู'ยังใจสู้ หลังแม้วได้อภัยโทษ ฝ่ายค้านยื่นประธานรัฐสภา สอบปปช.เป่าคดีศักดิ์สยาม

ไม่มีอิทธิพลเหนือรบ. ‘หนู’ยังใจสู้ หลังแม้วได้อภัยโทษ ฝ่ายค้านยื่นประธานรัฐสภา สอบปปช.เป่าคดีศักดิ์สยาม

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไม่มีอิทธิพลเหนือรบ. ‘หนู’ยังใจสู้ หลังแม้วได้อภัยโทษ ฝ่ายค้านยื่นประธานรัฐสภา สอบปปช.เป่าคดีศักดิ์สยาม

“อนุทิน” ไม่กังวล “ทักษิณ” พ้นโทษ ไม่มีอิทธิพลเหนือรัฐบาล ลั่นคนมีอำนาจตัดสินใจคือประชาชน บอก หากท่านตั้งใจวางมือทางการเมืองจริง ตนก็ต้องเชื่อ ส่วนปมถอนชื่อร่างแก้ไขรธน.‘เพื่อไทย’ไม่มีปัญหา พูดคุยกันเข้าใจดี ด้าน‘เท้ง’ยื่นคำร้องต่อ ประธานรัฐสภา ส่งศาลฎีกา ตั้งกก.ไต่สวน ปปช.ปฏิบัติหน้ามิชอบ เป่าตกคดี‘ศักดิ์สยาม’ซุกหุ้นหอบหลักฐานมัด ตั้ง4ข้อกล่าวหา หวัง‘โสภณ’ใช้ดุลพินิจส่งเรื่องเร็ว ‘สาธิต’เผยปชป.ส่งคำร้องเพิ่มปมขัดกันแห่งผลประโยชน์‘สว.นันทนา’บี้เร่งส่งเรื่องลบครหา’ระบอบสีน้ำเงิน’

เมื่อวันที่ 5มิถุนายน2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยกล่าวถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษได้พบปะพูดกันแล้วหรือไม่ว่า ยังไม่ได้มีการเจอและพูดกัน และอย่างที่ตนบอกคือแสดงความยินดี รู้สึกโอเค ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน ส่วนที่จะถอดกำไลEMวันจันทร์ที่8มิถุนายนนั้นนายกฯย้ำว่าทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน

‘หนู’ยัน‘แม้ว’ไม่มีอิทธิพลต่อรบ.

เมื่อถามว่าในอนาคตจะมีการเข้าไปพูดคุยกันหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้ในทางการเมือง ตนก็คุยกับนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย(พท.)และนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในเรื่องของการทำงานของพรรคร่วมรัฐบาล

เมื่อถามว่าวันนี้เชื่อหรือไม่ว่า นายทักษิณ จะวางมือทางการเมืองจริง นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าถามตนในฐานะที่เคยทำงานเป็นรัฐมนตรีของนายทักษิณมา ตนก็ต้องเชื่อว่า ความตั้งใจของท่านเป็นอย่างไร ตนก็ต้องเชื่อ เมื่อถามว่าไม่ต้องกังวลว่านายทักษิณจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการทำงานของคณะรัฐมนตรี(ครม.) และพรรคร่วมรัฐบาลนายอนุทินระบุว่าไม่ต้องกังวลเลย ในครม.คนที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจคือประชาชนเพราะรัฐบาลฟังประชาชนเท่านั้นและไม่ต้องกังวลเลยว่า พวกตนจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของใคร ซึ่งก็แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ชัดไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่องแล้ว คนที่รัฐบาลต้องฟังคือพี่น้องประชาชน และนี่ก็ไม่ใช่วาทกรรม แต่นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นสัจธรรม

ส่วนกรณีพรรคภูมิใจไทยถอนชื่อออกจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ได้มีการพูดคุยกับหัวพรรคเพื่อไทยแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างได้หารือกันด้วยความเข้าใจอันดี ไม่มีปัญหาอะไรเลย

ยธ.คาดมิ.ย.ปล่อยตัวแน่นอน

นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงขั้นตอนกระบวนการปล่อยตัวคุมประพฤติ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังมีพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ 2569 ว่า จะมีคณะกรรมการตามมาตรา 21 แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ 3 ฝ่าย ได้แก่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อัยการจังหวัด และผู้บัญชาการเรือนจำ ซึ่งขณะอยู่ระหว่างการนัดวันประชุมในเร็วๆ นี้ โดยกรอบระยะเวลาการพิจารณาตามหลักเกณฑ์คือ ไม่เกิน 120 วัน แต่ส่วนใหญ่จะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับความพร้อมของเรือนจำแต่ละจังหวัด ซึ่งมีจำนวนมากน้อยไม่เท่ากัน โดยในครั้งนี้มีผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษทั่วประเทศจากทุกเรือนจำกว่า 1 หมื่นคน

สำหรับขั้นตอนหลังจากคณะกรรมการ 3 ฝ่าย ประชุมแล้ว จะมีการออกใบบริสุทธิ์ ซึ่งกรณีของนายทักษิณ ขึ้นอยู่กับเขตอำนาจศาลธนบุรี จากนั้นจะนำใบไปยื่นขอออกจากการคุมประพฤติถือว่าสิ้นสุดกระบวนการ ส่วนขั้นตอนกระบวนการจะเสร็จสิ้นได้ภายในเดือน มิ.ย. หรือไม่ นางพงษ์สวาท กล่าวว่า คิดว่าภายในเดือนมิ.ย.น่าจะเสร็จสิ้น โดยการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบปฎิบัติ

‘รุทธพล’เซ็นตั้งกรรมการ3ฝ่าย

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงขั้นตอนการปลดกำไรอีเอ็มของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงนักโทษคนอื่น ภายหลังได้รับพระราชทานอภัยโทษว่า เมื่อวานนี้ตนได้ลงนามตั้งคณะกรรมการตามมาตรา 21 แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ (คณะกรรมการ 3 ฝ่าย) ของแต่ละจังหวัด ซึ่งอยู่ที่ทางจังหวัดจะประชุมกันอีกที ที่จะพิจารณารายละเอียดของผู้ที่จะได้รับการพ้นโทษ เมื่อถามว่า ผู้ได้รับการอภัยโทษ จำนวนมากน้อยแค่ไหนของ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบรายละเอียด มีการรายงานขึ้นมา แต่รายละเอียดต้องถามทางราชทัณฑ์

ไม่ต้องส่งเรื่องไปถึงมือนายกฯ

เมื่อถามว่าระยะเวลายังอยู่ในกรอบ 120 วันหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า รายละเอียดต้องให้ทางกรมราชทัณฑ์ เป็นผู้ตอบคำถามเกี่ยวกับขั้นตอนต่างๆ เพราะกรรมการของแต่ละจังหวัดอาจจะมีการประชุมพิจารณาไม่ตรงกัน ซึ่งอยู่ที่ความพร้อมของคณะกรรมการในจังหวัดนั้นๆ ด้วย เมื่อถามว่า ได้กำหนดเวลาให้แต่ละจังหวัดแจ้งผลการพิจารณามาหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่ได้กำหนด แต่คงต้องมีการสรุปกับทางกรมราชทัณฑ์อีกครั้ง ว่าจังหวัดไหนที่พิจารณาเสร็จแล้ว

เมื่อถามว่าขั้นตอนสุดท้ายจะต้องส่งรายชื่อมาที่กระทรวงยุติธรรม หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่ได้ส่งที่กระทรวง ก็คงส่งมาที่กรมราชทัณฑ์ ซึ่งรัฐมนตรีมีอำนาจในการแต่งตั้งคณะกรรมการในแต่ละจังหวัดเท่านั้น เมื่อถามว่า เดือนมิถุนายนนี้ จะพิจารณาจบหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบรายละเอียด เมื่อถามย้ำว่าจะต้องส่งเรื่องมาที่นายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า ในระเบียบไม่มีที่จะต้องส่งมาให้นายกรัฐมนตรี

’โสภณ’แจงแก้รธน.รอบรรจุวาระ

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย หากมีการยื่นต่อประธานรัฐสภาล่าช้า จะมีการเลื่อนระเบียบวาระการประชุมจากกำหนดการเดิมออกไปหรือไม่ว่า ตนไม่ทราบ อยู่ที่สมาชิก ประธานมีหน้าที่บรรจุวาระ ถ้าสมาชิกพร้อมก็สามารถมาพิจารณาได้ ถ้าเราอยากเห็นการแก้ไขเป็นไปด้วยความเรียบร้อยรวดเร็ว ก็ต้องคุยกันให้เข้าใจกัน พูดคุยกัน ใช้เวทีในการพูดคุยหารือกัน เมื่อถามถึงกรณี นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว.ระบุจะมีภาคประชาชนร่วมยื่นแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ แต่อาจต้องขอให้ประธานฯ ขยายเวลาเพื่อรอรวมรายชื่อ นายโสภณ กล่าวว่า‘ไม่รู้ ไม่รู้ จะเอาเสียงคนนั้นพูดคนนี้พูดให้ ผมไม่ตอบ”

‘อภิสิทธิ์’งง‘ภท.ไม่หนุนร่างเพื่อไทย

ด้าน นายสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงท่าทีที่ขัดแย้งกันเองของพรรคร่วมรัฐบาล ระหว่างพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย ในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ตนรู้สึกแปลกใจ ร่างแก้ไขของพรรคเพื่อไทยเท่าที่ตนเห็น ก็เป็นร่างที่คล้ายคลึงกับที่เคยเสนอมาก่อนหน้านี้ และพรรคภูมิใจไทยเองก็เคยลงมติรับหลักการไปแล้ว แต่พอมาครั้งนี้กลับมีการตั้งแง่ว่า หากให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) จะเป็นการขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งในความจริง ศาลฯเพียงแต่บอกว่าไม่ให้เลือกโดยตรงเท่านั้น ตนจึงยังไม่เห็นว่าร่างของเพื่อไทยหรือพรรคอื่นเป็นการเลือกโดยตรงอย่างไร ส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เองใช้วิธีหยั่งเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงไม่น่ามีปัญหา ในฐานะอยู่ในคณะกรรมาธิการกิจการศาลองค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน เรากำลังจะเดินทางไปเข้าพบศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอความกระจ่างในเรื่องนี้ว่า คำว่าไม่ให้เลือกโดยตรง หมายความว่าอย่างไร น่าจะช่วยคลี่คลายปมปัญหาตรงนี้ได้

‘เท้งยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ น.ส.นันทนานันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) แถลงข่าวยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ให้ส่งเรื่องต่อประธานศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีตีตกคำร้องนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม ในซุกหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

จี้ส่งศาลสอบปปช.เป่าคดี’ศักดิ์สยาม’

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พรรค ปชน.ได้ยกร่างคำร้องพร้อมหลักฐานส่งให้นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 ส่งประธานศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนการปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช. กรณีตีตกคำร้องนายศักดิ์สยาม ซุกหุ้น โดยมีพยานหลักฐานรวบรวมเป็นเอกสารหนามาก แบ่งออกเป็น 4 ข้อกล่าวหา ประกอบด้วย 1.กล่าวหาว่า ปปช.ใช้กระบวนการในการตรวจสอบโดยไม่ชอบ ไม่มีการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินในเชิงลึก ไม่ได้มีการไต่สวนหรือแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วน ไม่ได้เรียกผู้ร้อง คือนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล มาให้ถ้อยคำ และไม่ปรากฏว่ามีการตรวจสอบกรณีการทำนิติกรรมอำพราง หรือเส้นทางในการเงินตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยไต่สวนไว้

2.ป.ป.ช.ใช้ดุลพินิจในการพิจารณาคดีนี้โดยมิชอบ ใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัยอย่างผิดพลาด อย่างชัดแจ้ง เช่น ป.ป.ช.วินิจฉัยว่านายศักดิ์สยามไม่มีเจตนาจงใจในการยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ขัดแย้งกับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ไต่สวนวินิจฉัยไว้แล้ว รวมถึงป.ป.ช.ละเว้นการวินิจฉัยในประเด็นที่สำคัญว่าคุณศักดิ์สยาม ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใน หจก.บุรีเจริญฯ หรือไม่ 3.ปปช.จงใจปกปิด ไม่โปร่งใส เช่น ป.ป.ช. เพิกเฉย ไม่ตรวจสอบ ไม่ตอบสนองต่อคำขอจากผู้ร้อง คือนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ในการเข้าถึงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการตรวจสอบ รวมถึงความล่าช้าและเพิกเฉยต่อการเปิดเผยผลการตรวจสอบ เช่น มติคำร้องเรื่องบัญชีทรัพย์สินตั้งแต่เดือน ก.ย.ปี 2568 และมติยกคำร้องคดีอาญาตั้งแต่ ก.พ. 2569 แต่เพิ่งจะมีการออกแถลงการณ์ต่อสาธารณะเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โดยไม่มีการแจ้งผลต่างๆ เหล่านั้นกลับมายังผู้ร้องโดยตรง

จงใจหรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่

4.ป.ป.ช.จงใจละเว้น ละเลย ไม่ตรวจสอบมูลฐานความผิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การตรวจสอบและวินิจฉัยฐานความผิดที่ปรากฏในคำร้องหรือที่ปรากฏจากข้อเท็จจริงในคดี ยกตัวอย่างความผิดฐานขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา126 หลังจากเราได้รวบรวมรายชื่อสมาชิกรัฐสภา ตามมาตรา 236 ก็เป็นหน้าที่ของประธานรัฐสภา ซึ่งย้ำว่าประธานรัฐสภาไม่ได้มีอำนาจในการวินิจฉัยว่า ปปชผิดหริอไม่ผิด แค่ใช้ดุลพินิจว่ามีอันควรสงสัยหรือไม่ ซึ่งในมุมของผมและเพื่อนสมาชิกที่มาร่วมลงชื่อกัน เชื่อว่าหลักฐานที่เราได้แนบมาในคำร้องนี้ ยืนยันแล้วว่ามีเหตุอันควรสงสัยเพียงพอ ประธานรัฐสภาควรจะต้องส่งเรื่องต่อไปยังประธานศาลฎีกาให้มีการตั้งคณะไต่สวนอิสระมาดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด

ปชป.ชี้ขัดกันเรื่องผลประโยชน์

ขณะที่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นเรื่องต่อ ปปช.หลังจากที่พบประเด็นความขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งมีข้อเท็จจริงว่าบริษัทที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม เข้าไปรับงานในกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับของนายศักดิ์สยาม โดยประเด็นดังกล่าวมีความขัดกันของผลประโยชน์อย่างชัดเจนแต่ ป.ป.ช. จงใจละเลย ไม่วินิจฉัย พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันในเรื่องการเมืองสุจริต ซึ่งการดำเนินการของ ปปช.ในคดีนี้มีสิ่งที่ชวนสงสัยว่า ดำเนินการที่ไม่ถูกต้องหลายประการ ซึ่งหวังว่า ประเด็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ จะดำเนินการอย่างรวดเร็ว และพรรคประชาธิปัตย์จะเกาะติดเรื่องดังกล่าวต่อเนื่อง

‘นันทนา’วัดใจล้างระบอบสีน้ำเงิน

น.ส.นันทนา กล่าวว่า ตนขอให้ประธานรัฐสภาเร่งรัดพิจารณาและส่งคำร้องไปยังศาลฎีกาโดยเร็ว เพื่อไม่ให้ถูกครหา เรื่องระบอบสีน้ำเงิน แต่หากประธานรัฐสภาไม่ส่งคำร้อง ต้องตอบคำถามกับประชาชนทั้งประเทศว่า การที่ไม่ส่งนั้นเป็นไปตามคำครหานินทาเรื่องระบอบสีน้ำเงินหรือไม่

กระหน่ำใช้ไทยช่วยไทยพลัส ทะล1หมื่นล้าน เร่งสกัดร้านโกงราคา คลังเตือนให้ข้อมูลเท็จ เจอสอบภาษีย้อนหลัง

กระหน่ำใช้ไทยช่วยไทยพลัส ทะล1หมื่นล้าน เร่งสกัดร้านโกงราคา คลังเตือนให้ข้อมูลเท็จ เจอสอบภาษีย้อนหลัง

กระหน่ำใช้ไทยช่วยไทยพลัส ทะล1หมื่นล้าน เร่งสกัดร้านโกงราคา คลังเตือนให้ข้อมูลเท็จ เจอสอบภาษีย้อนหลัง

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กระหน่ำใช้ไทยช่วยไทยพลัส ทะล1หมื่นล้าน เร่งสกัดร้านโกงราคา คลังเตือนให้ข้อมูลเท็จ เจอสอบภาษีย้อนหลัง

ประชาชนกระหน่ำใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” 5 วัน กว่า 20 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสมพุ่งทะลุ 1 หมื่นล้านบาท “ศุภมาศ” เตือน เจอร้านค้าโกงราคาไม่ต้องซื้อ พร้อมสั่ง สคบ.ลงตรวจสอบ “อภิสิทธิ์” สับรัฐบาลกู้เงินแก้เศรษฐกิจไม่ตรงจุด เผยลงพื้นที่ยังเจอเสียงบ่นหนาหู ชี้“ไทยช่วยไทยพลัส” กระตุ้นแค่ระดับหนึ่ง ยังมีเดือดร้อนอีกมาก ปลัดคลังเผยการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีโดยไม่ได้เลี้ยงดูพ่อแม่จริง เข้าข่ายการให้ข้อมูลเท็จ จะถูกตรวจภาษีย้อนหลังได้ “ปกรณ์”ไม่กังวล หลังศาลรธน.เรียกผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นปม พ.ร.ก.กู้เงิน ชี้เป็นเรื่องปกติ ย้ำ ต้องเชื่อใจ ก.คลังประเมินสถานการณ์ ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง รายงานความคืบหน้าล่าสุดของโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ที่กระทรวงการคลังเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า ข้อมูล ณ วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 13.00 น. ตัวเลขการใช้จ่ายและการตอบรับจากทั้งภาคประชาชนและร้านค้าพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากที่มีประสิทธิภาพ โดยมียอดใช้จ่ายรวมสูงถึง 10,814.41 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นส่วนที่รัฐบาลร่วมจ่าย (Co-pay) จำนวน 6,300.59 ล้านบาท และส่วนทีประชาชนจ่ายเอง 4,513.82 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้มาจากจำนวนผู้ใช้จ่ายจริงแล้วกว่า 20,347,513 คน จากจำนวนผู้ได้รับสิทธิทั้งหมด 26,040,623 ราย

ร้านค้าแห่เข้าร่วมเกือบ1ล้านแห่ง

ในส่วนของร้านค้าทั่วนั้น ปัจจุบันมีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมให้บริการแล้วถึง 984,004 ร้านค้าประกอบด้วยร้านค้าเดิมจากโครงการก่อนหน้า 862,207 ร้าน และร้านค้าใหม่ที่เพิ่มเข้ามาอีก 121,797 ร้าน นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบและรอตอบรับข้อตกลง (T&C) อีกกว่า 1.2 แสนราย ที่คาดว่าจะทยอยเข้าสู่ระบบได้ในเร็วๆ นี้

เตือนเจอร้านค้าโกงไม่ต้องซื้อ

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีมีร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส ฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าว่า ตั้งแต่โครงการคนละครึ่งพลัสที่มีข้อกังวลและข้อห่วงใย แต่ก็แทบจะไม่พบกรณีผู้ค้าฉวยโอกาส แต่พอมาถึงโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ที่ได้ยินมามีเพียง 1 เคส ซึ่งเมื่อวานนี้ทางสคบ.ก็ได้ลงพื้นที่ ไปยังร้านรถเข็นที่เกิดเหตุ แต่ก็พบว่าปิดร้าน แต่กฎหมายของกระทรวงพาณิชย์ สินค้าทุกอย่างในประเทศไทยจะต้องปิดประกาศราคา หากไม่ปิดประกาศถือว่าผิด

อย่างไรก็ตามขอแนะประชาชนว่า นอกจากจะมีการสแกนจ่ายเงินในโครงการดังกล่าวแล้ว จะต้องดูให้ดีว่าราคาตรงกันหรือไม่ ซึ่งรวมไปถึงการรูดบัตรเครดิตหรือสแกนจ่ายแบบปกติ ที่ผู้ค้าจะเป็นผู้คีย์ราคาก่อนจ่ายเงิน ซึ่งหากราคาไม่ตรงเราก็มีสิทธิที่จะปฏิเสธการจ่าย ทั้งนี้ ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแส ไปยังกระทรวงพาณิชย์ได้

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ไปตรวจสอบ คิดว่าพ่อค้าแม่ค้ากว่า 99% ก็ไม่ได้มีปัญหาอยู่แล้ว และจากที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ รวมถึงสส.ที่ลงพื้นที่ก็พบแต่เสียงชื่นชมและรอยยิ้ม ว่าช่วยทำให้กระตุ้นเศรษฐกิจได้ ทำให้ยอดขายของร้านค้าเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ซื้อก็ได้ของเพิ่มขึ้น 2 เท่า เพราะฉะนั้นเรื่องร้องเรียนในโครงการนี้ยังไม่มี

ตลาดสดเมืองเบตงคึกคัก

ที่ตลาดสดเทศบาลเมืองเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา นายอิสสะมาแอ ยาโกะ นายอำเภอเบตง นำทีมเจ้าหน้าที่ประกอบด้วย นายวิรัตน์ อุสมา ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง รวมถึงปลัดอำเภอและเจ้าหน้าที่ปกครอง ลงพื้นที่เพื่อติดตามผลการดำเนินงานโครงการไทยช่วยไทยพลัส เพื่อรับฟังความคิดเห็น ตรวจเยี่ยมการใช้สิทธิ์ของพ่อค้า แม่ค้า และผู้ประกอบการร้านค้าในพื้นที่ พร้อมอำนวยความสะดวกและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโครงการแก่ประชาชน พร้อมกันนี้ ยังได้พบปะพูดคุยกับประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยผ่านโครงการ เพื่อสอบถามปัญหา อุปสรรค และรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกฝ่าย ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค โดยนำข้อมูลที่ได้ไปปรับปรุงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และตอบสนองความต้องการของคนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

จากการตรวจสอบพบว่า มีร้านค้าในตลาดสดและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่สะท้อนผลลัพธ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า หลังจากเข้าร่วมโครงการฯ ยอดการซื้อขายสินค้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน ส่งผลให้รายได้ดีขึ้น ช่วยให้เศรษฐกิจในระดับชุมชนคึกคัก มีการหมุนเวียนเงินสะพัดมากขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่แสดงความขอบคุณรัฐบาลที่จัดทำโครงการดีๆ เช่นนี้ และหวังว่าจะมีมาตรการสนับสนุนลักษณะเดียวกันนี้ออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยในระยะยาว

นายอำเภอเบตงยังได้เชิญชวนผู้ประกอบการร้านค้าและประชาชนที่ยังไม่ได้เข้าร่วม หรือยังไม่ได้ใช้สิทธิ์ตามโครงการไทยช่วยไทยพลัส ให้เร่งดำเนินการโดยเร็ว เนื่องจากโครงการนี้เป็นมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่จัดขึ้นเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน พร้อมทั้งช่วยส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงิน และกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างมั่นคงในระดับท้องถิ่น

นักวิชาการชี้นโยบายที่ดีไม่ต้องใหม่

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความคิดเห็นต่อโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60:40” ว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน คือการที่รัฐบาลเลือกนำระบบและแพลตฟอร์มที่ประชาชนคุ้นเคยจากโครงการ “คนละครึ่ง” มาต่อยอด แทนที่จะพัฒนาระบบใหม่ทั้งหมด

ดร.สติธร ระบุว่า แนวทางดังกล่าวช่วยลดต้นทุนการบริหารจัดการ ลดความยุ่งยากในการเข้าถึงสิทธิของประชาชน และลดความเสี่ยงจากปัญหาทางเทคนิคที่มักเกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นของโครงการใหม่ ส่งผลให้การลงทะเบียนเป็นไปอย่างรวดเร็วและประชาชนสามารถใช้สิทธิได้อย่างต่อเนื่อง “บทเรียนสำคัญของนโยบายสาธารณะคือ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการคิดสิ่งใหม่เสมอไป บางครั้งการนำระบบเดิมที่มีประสิทธิภาพมาปรับปรุงและพัฒนาต่อยอด ก็สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าได้ เพราะช่วยลดความสับสนและเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประชาชน” ดร.สติธร กล่าว

แนะปรับใช้กับนโยบายสวัสดิการภาครัฐ

ประสบการณ์จากโครงการไทยช่วยไทยพลัสควรถูกนำไปใช้กับการดำเนินนโยบายสวัสดิการภาครัฐในอนาคต โดยเฉพาะการลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ซึ่งขณะนี้เริ่มมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับการปรับปรุงคุณสมบัติผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการ

ทั้งนี้ แม้การปรับเกณฑ์อาจมีเหตุผลเพื่อให้การช่วยเหลือมุ่งเป้าไปยังกลุ่มเป้าหมายที่จำเป็นจริงมากขึ้น แต่รัฐบาลจำเป็นต้องสื่อสารข้อมูลอย่างชัดเจน และรักษาความต่อเนื่องของระบบ เพื่อป้องกันความสับสนและความไม่มั่นใจของประชาชน ฉะนั้น หากมีข้อท้วงติงก็ควรรับฟัง อะไรที่ไม่เหลือบากกว่าแรง อย่างกรณีผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร ถ้าปรับได้ก็ควรปรับ อย่างให้เสียบรรยากาศการขับเคลื่อนนโยบาย

ชูข้อดีโครงการไทยช่วยไทยพลัส

สำหรับข้อดีของโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60:40 ดร.สติธร มองว่า ประการแรก โครงการช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากประชาชนจ่ายเพียง 40% ขณะที่ภาครัฐช่วยสนับสนุนอีก 60% ทำให้ลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ทันที

ประการที่สอง โครงการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและร้านค้ารายย่อย เนื่องจากเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ร้านอาหาร ร้านค้าชุมชน และผู้ประกอบการขนาดเล็กโดยตรง

ประการที่สาม กลไกร่วมจ่าย หรือ Co-payment มีข้อได้เปรียบกว่าการแจกเงินสดทั่วไป เพราะทำให้เกิดการใช้จ่ายจริงในระบบเศรษฐกิจ และช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระดับชุมชนเพิ่มขึ้นในระยะสั้น

ชี้ยังมีข้อจำกัดที่ต้องพิจารณา

อย่างไรก็ตาม ดร.สติธร ระบุว่า โครงการลักษณะนี้ยังมีข้อจำกัดที่ต้องพิจารณาเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นภาระงบประมาณของรัฐที่ค่อนข้างสูง ผลลัพธ์ที่ส่วนใหญ่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น รวมถึงความเสี่ยงด้านการใช้สิทธิไม่ตรงวัตถุประสงค์ที่ยังจำเป็นต้องมีระบบกำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง

ดร.สติธร เห็นว่า รัฐบาลควรมอง “ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเวลาที่กำลังซื้อยังเปราะบาง มากกว่าจะเป็นเครื่องมือหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว

“มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายช่วยให้เศรษฐกิจหายใจได้สะดวกขึ้นในระยะสั้น แต่การทำให้เศรษฐกิจไทยแข็งแรงอย่างยั่งยืน ยังต้องอาศัยการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทักษะแรงงาน การส่งเสริมนวัตกรรม และการปฏิรูปเชิงโครงสร้างควบคู่กันไป” ดร.สติธร กล่าว

‘มาร์ค’ซัดกู้เงินแก้ศก.ไม่ตรงจุด

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ทางการเมืองและประเด็นทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อน โดยเฉพาะความคืบหน้าการตรวจสอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า ในส่วนของข้อกฎหมาย ยังคงต้องรอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ขณะนี้ศาลฯกำลังเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงเพิ่มเติม แม้จะทราบว่า ทางรัฐบาลพยายามชี้แจง แต่ตนมองว่า สิ่งที่รัฐบาลชี้แจงไปนั้นยังไม่ตรง ถึงจะพูดถึงปัญหาอย่างไรก็ตาม มันไม่สามารถเชื่อมโยงได้เลยว่า เงินที่นำไปใช้นั้น จะสามารถแก้ปัญหาตามที่รัฐบาลอ้างได้อย่างไร เพราะปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องของกำลังซื้อเป็นหลัก ซึ่งตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ก็ยืนยันชัดเจน

อ้างประชาชนส่งเสียงบ่นหนาหู

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่การทุ่มเงินลงไปใน 2 แสนล้านบาทแรก จึงไม่ได้ตอบโจทย์ในเรื่องของต้นทุน ซึ่งในความเป็นจริงยังมีวิธีอื่นอีกมากมายที่สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องกู้เงิน โดยเฉพาะในเรื่องของพลังงานที่จะชี้แจงว่า จะเปลี่ยนผ่านอย่างไร ก็เห็นได้ชัดว่า เป็นเรื่องที่หน่วยงานต่างๆ มีงบประมาณดำเนินการอยู่แล้ว หากต้องการเร่งรัดก็สามารถทำได้เลย และที่สำคัญคือ โครงการที่รัฐบาลพูดถึงในส่วน 2 แสนล้านบาทหลัง ก็ไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้จริงอย่างที่กล่าวอ้าง นี่จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ยังคงค้างคาอยู่ส่วนในมิติของเศรษฐกิจ

“จากการลงพื้นที่พบปะประชาชนว่า มีเสียงบ่นเรื่องเศรษฐกิจหนาหู แม้จะอยู่ในช่วงที่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ซึ่งช่วยกระตุ้นได้ในระดับหนึ่ง แต่ร้านค้าจำนวนมากก็ยังคงได้รับความเดือดร้อน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ติงลดหย่อนภาษีตัดสิทธิบัตรคนจน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีประเด็นคาบเกี่ยวไปถึงนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ที่ไปผูกโยงกับเรื่องการยื่นภาษีว่า ตนได้อภิปรายในสภาไปแล้วว่า รมว.คลังเคยย้ำหลายครั้งว่าการช่วยเหลือต้องเป็นแบบมุ่งเป้า(Targeting) แต่ในทางปฏิบัติกลับสวนทางกัน เชื่อว่า พวกเราทุกคนรู้จักคนที่มีฐานะดีพอสมควร แต่กลับได้เข้าโครงการนี้ ในขณะที่รัฐกลับมาไล่บี้กับคนที่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจริงๆ เพียงเพราะว่าลูกหลานของเขาเอาเงินมาช่วยจุนเจือ และนำไปหักลดหย่อนภาษี รัฐกลับจะไปตัดสิทธิ์เขา และตอนนี้ยังมาบังคับให้เลือกอีกว่า จะใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีหรือจะถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ประชาชนกลุ่มนี้จัดอยู่ในกลุ่มเปราะบาง ยิ่งกว่ากลุ่มคน 25 ล้านคนที่ไปใช้เงินในโครงการอื่นเสียอีก จึงอยากให้รัฐบาลทบทวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะวิธีการที่ทำอยู่ไม่ใช่การมุ่งเป้าที่ถูกต้อง และที่ซ้ำร้ายคือ เมื่อประชาชนกลุ่มนี้ถูกตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็ไม่สามารถกลับไปลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสได้อีก เนื่องจากหมดเขตไปแล้ว ซึ่งในประเด็นนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่า กลายเป็นการทำให้ลูกกลายเป็นคนอกตัญญู เพราะทำให้พ่อแม่ถูกฟ้องร้องหรือเสียสิทธิ์ ซึ่งตนก็เห็นด้วย เพราะเป็นปัญหาจากการที่รัฐพยายามเข้มงวดกวดขันผิดที่ผิดทาง

ปลัดคลังเตือนอย่าให้ข้อมูลเท็จ

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตือนว่า กรณีที่มีการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีโดยไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูบุพการีจริง อาจเข้าข่ายการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จเพื่อประโยชน์ทางภาษี ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐสามารถเชื่อมโยงฐานข้อมูลและตรวจสอบได้ง่ายขึ้น และหากพ่อแม่มีการยื่นอุทธรณ์ และตรวจสอบข้อเท็จจริงพบผู้สูงอายุไม่ได้รับการเลี้ยงดู และได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกลับคืน บุตรคนนั้นจะต้องไม่ใด้สิทธิการหักลดหย่อนภาษีดังกล่าว และอาจถูกสรรพากรตรวจสอบย้อนหลัง

สำหรับผู้สูงอายุ หรือทุกคนที่ถูกตัดสิทธิและเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เช่น กรณีบุตรใช้สิทธิลดหย่อนภาษีแต่ไม่ได้ให้การดูแลจริง สามารถยื่นอุทธรณ์ได้หลังจากประกาศผลการทบทวนสิทธิในวันที่ 17 ก.ค.69 โดยจะเปิดรับคำอุทธรณ์ตั้งแต่วันที่ 18-31 ก.ค.

“ผู้ที่นำชื่อพ่อแม่ไปใช้ลดหย่อนภาษีเพื่อประโยชน์ส่วนตนโดยไม่ได้ดูแลจริง ไม่เพียงเข้าข่ายหลีกเลี่ยงภาษี แต่ยังส่งผลให้พ่อแม่เสียโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐด้วย” นายลวรณ กล่าว

วืดบัตรคนจนยังมีมาตรการอื่นรองรับ

ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลยืนยันว่า ผู้ที่พลาดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังสามารถเข้าถึงมาตรการช่วยเหลืออื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 หรือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ยังดำเนินการตามปกติ นอกจากนี้ คลังยังประสานความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ใช้กลไกในระดับพื้นที่ ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ช่วยสำรวจและค้นหากลุ่มคนชายขอบที่อาจตกหล่นจากระบบ เพื่อให้สามารถเข้าถึงสวัสดิการภาครัฐได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น

‘ปกรณ์’ไม่กังวลกรณีพรก.กู้เงิน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญ ให้ผู้เกี่ยวข้องทำความเห็นเพิ่มเติมเรื่องการออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ภายใน 7 วันว่า ในส่วนของรัฐบาลไม่ต้องชี้แจงเพิ่มเติม เพราะส่งคำชี้แจงไปหมดแล้ว และเท่าที่ติดตามข่าว ส่วนตัวคิดว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ผู้เชี่ยวชาญ 4-5 คนตามที่ศาลระบุให้ความเห็นทางวิชาการเพิ่มเติม ถือเป็นเรื่องปกติในทุกคดี ส่วนคำชี้แจงของรัฐบาลไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะอยู่ในขั้นตอนกระบวนการเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนหลังจากนี้ เมื่อศาลได้รับคำชี้แจงเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญ ศาลจะมีการนัดประชุมว่าจะมีมติอย่างไรต่อไป ทั้งนี้ขอย้ำว่า เป็นขั้นตอนตามปกติ

เมื่อถามว่า รัฐบาลยังมีความกังวลต่อประเด็นนี้หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้กังวล และส่วนตัวไม่กังวล เพราะตอนที่ควรกังวลที่สุดคือ ก่อนออก พ.ร.ก. และกฎหมายทุกฉบับ เนื่องจากการออกกฎหมายอะไรต้องรับผิดชอบ ซึ่งรัฐบาลมั่นใจว่า สถานการณ์ตอนนั้นมีความจำเป็นเร่งด่วน และเป็นไปเพื่อการรักษาความมั่นคงเศรษฐกิจของประเทศ เพราะขณะนั้นเราไม่ทราบว่าสถานการณ์จะเกิดอะไรขึ้น ประกอบกับสถานการณ์ทางการเงินเราตอนนั้นก็ไม่ค่อยดี ดังนั้นจึงต้องใช้วิธีดังกล่าว

“เราต้องเชื่อกระทรวงการคลัง ที่เป็นแม่บ้านรัฐบาลว่ามีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศหรือไม่ ส่วนการมาพูดหลังสถานการณ์เปลี่ยนก็สามารถพูดได้หมด” นายปกรณ์ กล่าว