บทความ : เงินกู้ 4 แสนล้าน… กับโครงการที่เสี่ยงต่อการทุจริตสูง (ตอนที่ 1) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/579990

บทความ : เงินกู้ 4 แสนล้าน… กับโครงการที่เสี่ยงต่อการทุจริตสูง (ตอนที่ 1 )

วันจันทร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ได้อ่านข้อเขียนของ รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค และ ผศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค เรื่อง “ต่อต้านคอร์รัปชั่น” ในคอลัมน์การเมือง แนวหน้าออนไลน์ เมื่อวันพุธที่ 5 พฤษภาคม 2564 มีสาระสำคัญที่น่าเป็นห่วงหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพราะข้อเขียนดังกล่าวได้ระบุว่ามีโครงการของกระทรวงเกษตรฯ 2 โครงการภายใต้ “งบเงินกู้สู้โควิด 4 แสนล้านบาท” ซึ่งเป็นโครงการที่ “มีความเสี่ยงการทุจริตอยู่ในระดับสูง” (ลำดับที่ 1 และ 3) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ประเมินไว้

โครงการที่มีความเสี่ยงการทุจริตสูงลำดับที่ 1 คือ “โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่” งบประมาณ 3,550 ล้านบาท มีสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้รับผิดชอบหลัก ป.ป.ท. ตั้งข้อสังเกตว่า การทุจริตอาจเกิดจาก การจ้างแรงงานที่อาจมีการช่วยเหลือพวกพ้อง และอาจไม่ได้ทำงานจริง การจัดซื้อจัดจ้างที่อาจเอื้อประโยชน์คนบางกลุ่ม มีการล็อกสเปก หรือซื้อวัสดุต่างๆ ที่ไม่เหมาะสมในการใช้งานจริง การเบิกงบประมาณในการจัดอบรมสัมมนาไม่ตรงกับที่จ่ายจริง งบประมาณอื่นๆ สามารถจัดทำเอกสารเท็จได้ที่สำคัญคือ สตง. พบว่า โครงการนี้ไม่มีความพร้อมในการดำเนินงานเกษตรกรเข้าร่วมโครงการต่ำกว่าเป้าหมายเพราะเงื่อนไขต่างๆ ที่กำหนดขึ้น รวมทั้งการจัดสรรเงินกู้ล่าช้าด้วย

โครงการนี้ แม้สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ จะเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก แต่หน่วยงานที่ร่วมดำเนินการในพื้นที่ไม่พ้น กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมพัฒนาที่ดิน และ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โดย กรมส่งเสริมการเกษตรพัฒนาอาชีพด้านพืช กรมปศุสัตว์ พัฒนาอาชีพด้านปศุสัตว์ กรมประมงพัฒนาอาชีพด้านประมง กรมพัฒนาที่ดิน ขุดบ่อเก็บน้ำ สนับสนุนวัสดุปรับปรุงดิน และ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ประเมินผลโครงการ หน่วยงานอื่น ๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นหน่วยงานสนับสนุน สรุปคือ ทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ มีชื่อปรากฏอยู่ในโครงการนี้ทั้งหมด ส่วนหน่วยงานไหนจะรับผิดชอบด้านใดขึ้นอยู่กับภารกิจของหน่วยงานนั้นๆ

เป้าหมายของโครงการ จะดำเนินการในพื้นที่ 4,009 ตำบล ใน 75 จังหวัด เกษตรกรตำบลละ 16 ราย รวม 64,144 ราย พื้นที่ดำเนินการรายละ 3 ไร่ รวม 192,432 ไร่ มีการจ้างงานในระดับตำบล ตำบลละ 8 ราย รวม 32,072 ราย มีการรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการผ่านระบบออนไลน์ หรือยื่นใบสมัครที่เกษตรตำบล โดยมีคณะทำงานขับเคลื่อนระดับอำเภอเป็นผู้คัดเลือก ซึ่งจากข้อมูลที่ได้รับจากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ทราบมาว่า มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการน้อยมาก แม้เจ้าหน้าที่จะเข้าไปขอให้สมัครก็ยังยากเย็น

ที่ ป.ป.ท.ตั้งข้อสังเกต เกี่ยวกับการจ้างแรงงานเกษตรทฤษฎีใหม่ระดับตำบล ตำบลละ 8 ราย ว่าอาจจะมีการจ้างพวกพ้องนี่ก็น่าคิด เพราะคณะกรรมการขับเคลื่อนระดับอำเภอเป็นคนคัดเลือกด้วยการสัมภาษณ์ แรงงานนี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด จ้างมาเพื่อทำหน้าที่ประสานเชื่อมโยงการทำงานโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ให้เข้าถึงแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ ประสานงานในการถ่ายทอดความรู้ และแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรให้กับเกษตรกร สำรวจ จัดเก็บและรายงานข้อมูลพื้นฐานทางการเกษตรให้เป็นปัจจุบัน รวมถึงติดตามการดำเนินงานรายแปลงด้วย อีกทั้งยังคาดหมายให้แรงงานเหล่านี้เป็นตัวแทนกระทรวงเกษตรฯ ในการจัดทำแผน และขับเคลื่อนแผนเกษตรกรรมยั่งยืนในระดับตำบล เป็นการคาดหวังที่สูงมาก แต่เท่าที่เคยสัมผัสแรงงานเหล่านี้บางคนยังไม่รู้จักว่าทฤษฎีใหม่ คืออะไร…และยังไม่ทราบบทบาทหน้าที่ของตนเองว่าต้องทำอะไรบ้าง

การดำเนินการฝึกอบรมเกษตรกรตามโครงการนี้ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด ทำให้ต้องอบรมออนไลน์ กิจกรรมนี้น่าห่วงที่สุด เพราะลำพังนำเกษตรกรมานั่งอบรมแบบเห็นหน้าเห็นตากันตัวเป็นๆ เกษตรกรที่สนใจฟัง หรือเรียนรู้อย่างจริงจังมีน้อย แต่นี่ใช้การอบรมระบบออนไลน์ จึงไม่น่าจะสัมฤทธิผล

อีกโครงการหนึ่งของกระทรวงเกษตรฯ ที่มีความเสี่ยงทุจริตอยู่ในระดับกลาง (ลำดับที่ 3 รองจาก โครงการโคกหนอง นา โมเดล ของกรมการพัฒนาชุมชน) คือ “โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service)” งบประมาณ 170 ล้านบาท มีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ป.ป.ท. ตั้งข้อสังเกตว่า การทุจริตในโครงการนี้ มีช่องทางจากการจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะ วัสดุทางการเกษตรมีการกำหนดเงื่อนไขที่กีดกันผู้เสนอราคารายย่อย การส่งมอบปุ๋ยให้กลุ่มเป้าหมายอาจไม่ครบถ้วนตามที่จัดซื้อจริง การจัดซื้อครุภัณฑ์ การจ้างผลิตสื่อ การจ้างที่ปรึกษา อาจใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่าและมีการเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง การจัดอบรมสัมมนาอาจมีการเบิกจ่ายที่ไม่ตรงกับการอบรมจริง

นอกจากนี้ สตง. ยังพบว่ามีความล่าช้าในการจ้างทำแพลตฟอร์ม และแอปพลิเคชั่น ในการให้คำแนะนำการใช้ปุ๋ย และเก็บข้อมูล Data Base การกำหนดเงื่อนไขของโครงการไม่สอดคล้องกับความต้องการ โครงการไม่มีความเหมาะสมในแง่ของการปฏิบัติจริง

โครงการนี้กรมส่งเสริมการเกษตร ยืนยันว่าจะช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ผ่านศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ของกรมส่งเสริมการเกษตร โดยจะทำให้เกษตรกรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์ดิน และการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ทำให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีน้อยลงในสภาวะที่ปุ๋ยเคมีมีราคาสูงขึ้นในปัจจุบัน

อนันต์ ดาโลดม

นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย

ชายคาพระพิรุณ : 14 มิถุนายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/579987

ชายคาพระพิรุณ :  14 มิถุนายน 2564

ชายคาพระพิรุณ : 14 มิถุนายน 2564

วันจันทร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่ยังพบตัวเลขการติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องให้บริการเกษตรกรและประชาชนทั่วไป ยังต้องปรับตัวและปรับเปลี่ยนวิธีทำงานเพื่อให้อำนวยความสะดวกแก่เกษตรกร ตามมาตรการป้องกันเชื้อโควิด-19 โดยเฉพาะการนำระบบออนไลน์เข้ามาเป็นเครื่องมือเพื่อลดการพบปะโดยตรง ล่าสุด กรมหม่อนไหมก็ได้แจ้งข่าวการปรับปรุงวิธีการให้บริการตรวจรับรองมาตรฐานตรานกยูงพระราชทาน ในขั้นตอนการตรวจประเมินสถานที่ผลิตและวัสดุอุปกรณ์การผลิตผ้าไหม ด้วยการตรวจประเมินทางไกล ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการให้บริการเกษตรกรที่รวดเร็วขึ้นและลดการเสียโอกาสของเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งนายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหมแจ้งว่า กรมหม่อนไหมได้ปรับปรุงวิธีการให้บริการตรวจรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) จากเดิมที่ผู้ตรวจประเมินมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) ต้องมีการตรวจประเมินทุกขั้นตอนในสถานที่ผลิตจริง ตั้งแต่การตรวจสถานที่ผลิตและวัสดุอุปกรณ์การผลิตผ้าไหม การตรวจวัตถุดิบ (พันธุ์ไหม เส้นไหม และเส้นใยอื่น) การตรวจกระบวนการผลิต (การสาวไหม การฟอกย้อมสี และการทอผ้า) การตรวจคุณภาพผ้าไหม (การทดสอบตกสี ความสม่ำเสมอของสี ลวดลาย และเนื้อผ้า) และการรับรองโดยการติดดวงตรานกยูงพระราชทาน พร้อม 2D barcode เพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถลงพื้นที่ปฏิบัติงานได้ จึงปรับเปลี่ยนมาเป็นการตรวจประเมินทางไกล (Remote Inspection) ผ่านระบบปฏิบัติการสื่อสารออนไลน์ (Social Online) ในบางขั้นตอน ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรที่ต้องการขอการตรวจรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) สอดคล้องกับมาตรการการป้องการการแพร่ระบาดของโรค ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)

สำหรับรูปแบบวิธีการตรวจประเมินผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) ทางไกล (Remote Inspection) ผ่านระบบปฏิบัติการสื่อสารออนไลน์ (Social Online) ในขั้นตอนการตรวจประเมินสถานที่ผลิตและวัสดุอุปกรณ์การผลิตผ้าไหมนั้นผู้ตรวจประเมินสามารถประเมินด้วยวิธีทางไกล ทั้งผ้าไหมตรานกยูงสีทอง สีเงิน สีน้ำเงินและสีเขียว ส่วนขั้นตอนของการตรวจประเมินวัตถุดิบที่ใช้สำหรับผลิตผ้าไหมไทยและกระบวนการผลิต ผู้ตรวจประเมินจะเข้าตรวจประเมินในสถานที่จริง ในการตรวจรับรองผ้าไหมตรานกยูงทั้ง 4 ชนิด และผ้าไหมตรานกยูงสีน้ำเงินและสีเขียวยังสามารถตรวจประเมินทางไกลได้อีกช่องทาง ส่วนขั้นตอนการตรวจประเมินคุณภาพผ้าไหมไทยตรานกยูงพระราชทางทั้ง 4 ชนิด ผู้ตรวจประเมินจะลงพื้นที่ตรวจประเมินในพื้นที่จริง เพื่อให้ได้ผ้าไหมไทยที่มีคุณภาพตามมาตรฐานตรานกยูงพระราชทานของกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นับว่าเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการเพื่อลดการเสียโอกาสต่างๆ ได้ เนื่องจากผ้าไหมก็ถือเป็นสินค้าเกษตรที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่ง สำหรับท่านใดที่สนใจและต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมท่านอธิบดีกรมหม่อนไหม บอกว่าสามารถติดต่อสอบถามได้ที่กรมหม่อนไหม โทร. 0-2940-6564 ต่อ 14 ได้เลยครับ

ขุนเกษตรา

กลุ่มบริษัทแพนเธราร่วมต่อสู้กับการระบาดครั้งใหม่ มอบเจลแอลกอฮอล์แก่ รพ.ทั่วกรุงเทพฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/580067

กลุ่มบริษัทแพนเธราร่วมต่อสู้กับการระบาดครั้งใหม่  มอบเจลแอลกอฮอล์แก่ รพ.ทั่วกรุงเทพฯ

กลุ่มบริษัทแพนเธราร่วมต่อสู้กับการระบาดครั้งใหม่ มอบเจลแอลกอฮอล์แก่ รพ.ทั่วกรุงเทพฯ

วันจันทร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 12.22 น.

กลุ่มบริษัทแพนเธรา ผู้ให้บริการด้านกฎหมาย การตลาด และการบริการแบบบูรณาการชั้นนำของไทย ได้ร่วมบริจาคเจลแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อจำนวน 5,000 ลิตรให้กับโรงพยาบาลในกรุงเทพ โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนเจลแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นผลมาจากข้อจำกัดด้านงบประมาณและจำนวนของผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในโรงพยาบาลทั่วกรุงเทพตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนเป็นต้นมา 

หลังจากที่ได้บริจาคชุดป้องกันส่วนบุคคลให้กับโรงพยาบาลและโรงพยาบาลสนามจำนวน 6 แห่งทั่วกรุงเทพฯ ไปแล้วกว่า 2,000 ชุด กลุ่มบริษัทแพนเธราก็ได้สอบถามกับทางโรงพยาบาลต่าง ๆ เพิ่มเติมว่า ทางโรงพยาบาลต้องการแอลกอฮอล์เป็นจำนวนกี่ลิตร ซึ่งคำตอบที่ทางเราได้รับกลับมาคือ 5,000 ลิตร

นับตั้งแต่ที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาระลอกที่ 3 แอลกอฮอล์ถือเป็นสินค้าขาดตลาดและมีราคาสูงขึ้นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม กลุ่มบริษัทแพนเธราเลือกพิจารณาถึงความจำเป็นมากกว่าเรื่องของราคา เราจึงได้ตัดสินใจซื้อเจลแอลกอฮอล์จำนวน 5,000 ลิตรในราคาเต็มที่จำหน่ายในท้องตลาด และเพื่อแลกกับราคาที่สูงเช่นนี้ ทางกลุ่มบริษัทแพนธีร่าจึงได้ขอให้ทางโรงงานจัดส่งเจลแอลกอฮอล์ไปยังโรงพยาบาลต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว ทำให้โรงพยาบาลทั้งหมดได้รับการช่วยเหลือทันทีภายในไม่กี่ชั่วโมง

“เราต้องการที่จะช่วยทำให้มั่นใจได้ว่าผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลต่าง ๆ เหล่านี้จะมีอาการดีขึ้น และไม่ใช่แย่ลง” พอล เฮย์เวิร์ด ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มบริษัทแพนเธรากล่าว “ไม่ใช่แค่โรคโควิด-19 เท่านั้นที่โรงพยาบาลต่างกังวล แต่วอร์ดดูแลผู้ป่วยในที่ต้องรองรับผู้ป่วยเต็มอัตราในบางพื้นที่ ก็อาจเป็นสาเหตุที่จะทำให้พื้นที่นั้นกลายมาเป็นพื้นที่ความเสี่ยงสูงได้หากไม่มีการฆ่าเชื้ออย่างถูกต้อง”

ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ทางโรงพยาบาลต่าง ๆ ได้สั่งซื้อแอลกอฮอล์ไว้เป็นจำนวนมาก โดยมักจะวางถังให้บริการไว้ตามที่จอดรถ ซึ่งพนักงานและเจ้าหน้าที่จะต้องนำภาชนะเล็ก ๆ มาคอยเติมอยู่เรื่อย ๆ กลุ่มบริษัทแพนเธรามองว่าการทำเช่นนี้ค่อนข้างไร้ประสิทธิภาพ จึงมุ่งแก้ไขปัญหาด้วยการบริจาคในครั้งนี้ และเลือกที่จะซื้อเป็นขวดขนาด 5 ลิตรจำนวน 1,000 ขวดแทนถังขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ถัง

“วิธีนี้ช่วยให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสามารถถ่ายแบ่งแอลกอฮอล์ได้จากห้องเก็บอุปกรณ์แทนที่จะต้องออกไปเติมข้างนอกตลอดเวลา รวมถึงทำให้เจ้าหน้าที่สามารถรับทราบได้ว่ามีแอลกอฮอล์เหลืออยู่อีกเท่าใด” เฮย์เวิร์ดกล่าว

นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดระลอกใหม่ในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทแพนเธรา ซึ่งร่วมก่อตั้งโดยเฮย์วาร์ดและมิกกี้ โดเฮอร์ตี ได้บริจาคเงินกว่าครึ่งล้านบาทให้กับโรงพยาบาลและกลุ่มช่วยเหลือตามชุมชนต่าง ๆ เพื่อใช้ในการซื้ออุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) น้ำยาฆ่าเชื้อ และอาหารสำหรับพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากการปิดผับบาร์ ไนต์คลับ และร้านอาหารหลายแห่ง

‘เชฟแพม-พิชญา อุทารธรรม’ เชฟหญิงแห่ง Top Chef Thailand แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ TRUE AUSSIE BEEF คนแรกของเมืองไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/579955

‘เชฟแพม-พิชญา อุทารธรรม’เชฟหญิงแห่ง Top Chef Thailand  แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ TRUE AUSSIE BEEF คนแรกของเมืองไทย

‘เชฟแพม-พิชญา อุทารธรรม’เชฟหญิงแห่ง Top Chef Thailand แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ TRUE AUSSIE BEEF คนแรกของเมืองไทย

วันจันทร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หน่วยงานส่งเสริมผลิตภัณฑ์เนื้อสดของรัฐบาลออสเตรเลีย (Meat & Livestock Australia – MLA) ประกาศแต่งตั้งเชฟแพม-พิชญา อุทารธรรม เชฟสาวมากฝีมือเชื้อสายไทย-ออสเตรเลียแห่งรายการ Top Chef Thailand ซึ่งโด่งดังในฐานะผู้เชี่ยวชาญการปรุงอาหารที่มีเนื้อวัวเป็นวัตถุดิบหลัก ทำหน้าที่เป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์คนแรกของประเทศไทยให้กับ True Aussie Beef แบรนด์ผลิตภัณฑ์เนื้อวัวเกรดพรีเมียมระดับโลกจากออสเตรเลีย

ในฐานะแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของ True Aussie Beef เชฟแพม จะช่วยส่งเสริมให้ผู้บริโภคชาวไทยมีความรู้ความเข้าใจมากยิ่งขึ้นถึงปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เนื้อออสเตรเลียมีความโดดเด่นทั้งในด้านคุณภาพระดับสูง คุณค่าทางโภชนาการ และรสชาติชั้นเลิศที่แตกต่างกันไปตามเนื้อส่วนต่างๆ ซึ่งสามารถเลือกสรรมาปรุงเป็นเมนูชั้นเลิศได้อย่างหลากหลาย นอกจากนี้ เชฟแพม จะนำเสนอเคล็ดลับเชฟมือโปรการปรุงเมนูเนื้อให้มีรสชาติดีเยี่ยมด้วยผลิตภัณฑ์เนื้อจาก True Aussie Beef

ประเทศออสเตรเลีย ถือเป็นหนึ่งในภูมิประเทศที่ดีที่สุดในการผลิตเนื้อวัวคุณภาพเยี่ยมของโลก ด้วยลักษณะเป็นท้องทุ่งกว้างใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงวัวเนื้อในออสเตรเลียใช้แนวทางการเลี้ยงแบบธรรมชาติและยั่งยืนในการทำฟาร์มปศุสัตว์ สัตว์ในฟาร์มสามารถเดินเที่ยวเล่นไปได้อย่างอิสระท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ปราศจากมลพิษ ทั้งยังมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีและปลอดภัย ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์เนื้อคุณภาพสูงพร้อมด้วยมาตรฐานการบริหารจัดการที่ดีเยี่ยมทุกขั้นตอน ตั้งแต่ระดับคอกเลี้ยงไปจนถึงการเสิร์ฟขึ้นโต๊ะอาหารด้วยเนื้อวัวที่เปี่ยมคุณภาพ คุณค่าทางโภชนาการ และรสชาติที่อร่อยเข้มข้น

เชฟแพม-พิชญา เป็นเจ้าของธุรกิจร้านอาหารชื่อดัง Smoked ซึ่งบริการอาหารประเภทเนื้อย่าง เนื้อรมควัน และเนื้ออบ
หลากหลายเมนู นอกจากนี้ ยังมีบริการมื้ออาหาร The Table ซึ่งนำเสนอประสบการณ์แห่งรสชาติชั้นเลิศและใช้เนื้อวัวเกรดพรีเมียมเป็นวัตถุดิบหลักในการสร้างสรรค์อาหารหลากเมนูเพื่อนักชิมตัวจริง

“เนื้อออสเตรเลียเป็นวัตถุดิบหลักที่แพมเลือกใช้ปรุงเป็นอาหารให้ลูกค้านานแล้ว เพราะเราต้องการมอบแต่สิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าเท่านั้น ในฐานะเชฟมืออาชีพ แพมถือว่าการทราบแหล่งที่มาของวัตถุดิบที่ใช้ปรุงอาหารถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ทั้งในเรื่องสถานที่เลี้ยง อาหารที่ใช้เลี้ยง และวิธีการเลี้ยง ทุกปัจจัยที่กล่าวมาล้วนส่งผลถึงเนื้อสัมผัสและรสชาติของเนื้อทุกส่วน เกษตรกรผู้เลี้ยงวัวในออสเตรเลียเลี้ยงวัวในสภาพแวดล้อมที่บริสุทธิ์และใช้เฉพาะธัญพืชและหญ้าที่ดีที่สุดเท่านั้นในการเลี้ยงวัวซึ่งผลิตภัณฑ์เนื้อวัวของ True Aussie Beef ยังมีเนื้อส่วนต่างๆ ให้เราเลือกสรรมากมายในการปรุงอาหารไม่ว่าจะเป็นเมนูรูปแบบใดก็ตาม ตั้งแต่อาหารไทยต้นตำรับไปจนถึงเมนูสเต็กแบบตะวันตกที่ปรุงอย่างเรียบง่ายในฐานะลูกครึ่งไทยออสเตรเลีย แพมรู้สึกภูมิใจที่ได้ร่วมนำเสนอผลิตภัณฑ์เนื้อจาก True Aussie Beef สู่นักชิมในเมืองไทย”

เวลาสก้า ผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ MLA กล่าวว่า เชฟแพม ถือเป็นบุคคลที่มีความโดดเด่นอย่างมากสำหรับเราในการแต่งตั้งแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของประเทศไทยเพื่อเป็นผู้แทนในการเผยแพร่ผลิตภัณฑ์แบรนด์ True Aussie Beef สู่ผู้บริโภคเพราะไม่เพียงเป็นลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลียเท่านั้น เชฟแพมยังเป็นเจ้าของร้านอาหารชื่อดัง Smoked และบริการมื้ออาหาร The Table by Chef Pam ที่โด่งดัง ซึ่งทำให้เธอมีประสบการณ์ในการนำเสนอรสชาติ
ชั้นสูงที่โดดเด่น และดาวเด่นในเมนูอาหารของเชฟแพมยังเป็นเนื้ออีกด้วย องค์ความรู้เรื่องคุณภาพของเนื้อส่วนต่างๆ ที่หาตัวจับยากของเชฟแพม ทำให้เธอทราบดีว่าแหล่งผลิตเนื้อส่วนต่างๆ มีความสำคัญมากเพียงใดและส่งผลต่อรสชาติของเนื้อแต่ละจานอย่างไร ซึ่งทำให้เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มืออาชีพอย่างเชฟแพมมาเป็นผู้นำเสนอผลิตภัณฑ์เนื้อ True Aussie Beef ในประเทศไทย”

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ True Aussie Beef ได้ที่ https://www.trueaussiebeefandlamb.com.au/

UNFPA เปิดรายงาน ‘ร่างกายเป็นของฉัน’ เผยอิสระการกำหนดทางเลือกร่างกาย เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้หญิงและเด็กหญิงทั่วโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/579946

UNFPA เปิดรายงาน ‘ร่างกายเป็นของฉัน’  เผยอิสระการกำหนดทางเลือกร่างกาย  เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้หญิงและเด็กหญิงทั่วโลก

UNFPA เปิดรายงาน ‘ร่างกายเป็นของฉัน’ เผยอิสระการกำหนดทางเลือกร่างกาย เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้หญิงและเด็กหญิงทั่วโลก

วันจันทร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ หรือ UNFPA หน่วยงานด้านสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ขององค์การสหประชาชาติ เปิดรายงาน ร่างกายเป็นของฉัน : สิทธิการมีอิสระและการกำหนดทางเลือกร่างกายของตนเอง
ซึ่งเป็นรายงานสถานการณ์ประชากรโลกใน 2021 (State of World Population 2021) และเป็นรายงานฉบับแรกขององค์การสหประชาชาติซึ่งมุ่งเน้นเรื่องความมีอิสระในร่างกาย เผยข้อค้นพบสำคัญ เกือบครึ่งของผู้หญิงในประเทศกำลังพัฒนา 57 ประเทศ มิได้รับสิทธิในการตัดสินใจว่าจะมีเพศสัมพันธ์กับคู่ของตนหรือไม่ รวมทั้งสิทธิในการคุมกำเนิด หรือแสวงหาการดูแลสุขภาพ ชี้สถานการณ์นี้เป็นการละเมิดอย่างร้ายแรงต่อสิทธิในร่างกายซึ่งควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานสำหรับทุกคน

เมื่อเร็วๆ นี้ UNFPA ได้มีการเปิดตัวรายงานฉบับนี้ในกรุงเทพฯประเทศไทย ผ่านระบบออนไลน์ โดยมีผู้สนับสนุนและนักเคลื่อนไหวจากทั่วเอเชีย-แปซิฟิก รวมทั้งจากในประเทศไทยเข้าร่วมงาน ได้แก่ สถานทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย สถานทูตเม็กซิโกประจำประเทศไทย สำนักงานระดับภูมิภาคขององค์การเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศและเพิ่มพลังของผู้หญิงแห่งสหประชาชาติ เอเชีย และแปซิฟิก หรือ UN Women และผู้นำของการประชุมว่าด้วยความเสมอภาค (Generation Equality Forum) หรือ GEF การประชุมครั้งนี้นับเป็นการรวมตัวครั้งสำคัญขององค์การระดับโลก มีศูนย์กลางที่ภาคประชาสังคมเพื่อสนับสนุนความเสมอภาคทางเพศ จัดขึ้นโดยองค์การเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศและเพิ่มพลังของผู้หญิงแห่งสหประชาชาติ (UN Women) และมีรัฐบาลฝรั่งเศสและเม็กซิโก เป็นเจ้าภาพร่วม โดย UNFPA เป็นผู้นำร่วม และฝรั่งเศสเป็นส่วนหนึ่งของ GEF ความร่วมมือในการปฏิบัติเกี่ยวกับความมีอิสระในร่างกายของ GEF (GEF Action Coalition on Bodily Autonomy)

รายงานฉบับนี้ UNFPA ได้มุ่งเน้นการวัดอำนาจของผู้หญิงในการตัดสินใจเกี่ยวกับร่างกายของตน และขอบเขตที่กฎหมายในประเทศต่างๆ ที่สนับสนุนหรือแทรกแซงสิทธิของผู้หญิงในการตัดสินใจเหล่านี้ โดยในบรรดาประเทศที่มีข้อมูลอยู่นั้น รายงานดังกล่าวพบว่า 1)มีเพียงร้อยละ 55 ของผู้หญิงที่ได้รับอำนาจอย่างเต็มที่ที่จะตัดสินถึงทางเลือกของตนเองเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ การคุมกำเนิด และความสามารถที่จะยอมรับหรือปฏิเสธการมีเพศสัมพันธ์ 2)มีเพียงร้อยละ 75 ของประเทศเหล่านั้น ที่มีการรับรองตามกฎหมายสำหรับการเข้าถึงการคุมกำเนิดอย่างเสมอภาคและสมบูรณ์3)มีเพียงประมาณร้อยละ 56 ของประเทศเหล่านั้นที่มีกฎหมายและนโยบายสนับสนุนเพศวิถีศึกษารอบด้าน (comprehensive sexuality education)

ข้อมูลแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างอำนาจในการตัดสินใจกับระดับการศึกษาที่สูงขึ้นนอกจากนั้น รายงานนี้ยังบันทึกถึงการละเมิดอิสระในร่างกายด้วยวิธีการอื่นๆโดยเปิดเผยว่า 20 ประเทศ หรือเขตแดนมีกฎหมายให้ “แต่งงานกับผู้ที่ข่มขืน” ซึ่งทำให้ผู้ชายสามารถพ้นจากการดำเนินคดีทางอาญาได้ และ 23 ประเทศไม่มีกฎหมายที่กล่าวถึงประเด็น
ของการข่มขืนโดยคู่สมรส รวมทั้งเด็กหญิงและเด็กชายพิการมีแนวโน้มที่จะต้องเผชิญกับความรุนแรงทางเพศมากขึ้นถึงสามเท่า โดยเด็กหญิงมีความเสี่ยงมากที่สุด

รายงานยังอีกพบว่า วิธีแก้ปัญหาที่แท้จริง คือจะต้องพิจารณาถึงความต้องการและประสบการณ์ของผู้ที่ได้รับผลกระทบ ดังเช่นที่ประเทศไทยได้กระทำในการจัดการกับความท้าทายที่เกิดขึ้นมานานเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ด้วยการตรากฎหมาย พระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 ประเทศไทยได้สร้างกลไกแบบบูรณาการเพื่อรับรองถึงสิทธิอันมีต่อสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์สำหรับคนหนุ่มสาวพระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดสิทธิสำหรับวัยรุ่นที่จะควบคุมความมีอิสระในร่างกายของตนเอง โดยคำนึงถึงความเสมอภาคระหว่างเพศ รวมทั้งสิทธิในการตัดสินใจด้วยตนเองสิทธิที่จะได้รับข้อมูลและความรู้ สิทธิที่จะได้รับบริการสุขภาพการเจริญพันธุ์ สิทธิในการรักษาความลับและความเป็นส่วนตัว รวมทั้งสิทธิที่จะได้รับสวัสดิการทางสังคม ซึ่งมีความเสมอภาคและไม่เป็นการเลือกปฏิบัติ

นายควาเบน่า อาซานเต-เอ็นเทียโมอา (Kwabena Asante-Ntiamoah) รักษาการผู้อำนวยการ UNFPA ประจำประเทศไทย และรักษาการผู้แทน UNFPA ประจำประเทศมาเลเซีย กล่าวไว้ในปาฐกถาปิดงานการเปิดตัวรายงานสถานการณ์ประชากรโลก2021 ว่า “รัฐบาลไทยและภาคประชาสังคมได้ทำงานร่วมกัน โดยมีวัยรุ่นเข้ามีส่วนร่วมอย่างสำคัญ ภายใต้กฎหมายที่เป็นหลักในการแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น กฎหมายฉบับนี้ยังมุ่งที่จะเสริมสร้างสิทธิของวัยรุ่น รวมทั้งเพิ่มการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ รวมทั้งข้อมูลข่าวสารและการศึกษาอย่างต่อเนื่องสำหรับมารดาวัยรุ่น เพื่อสร้างความมั่นใจถึงอนาคตด้านเศรษฐกิจและสังคมของคนเหล่านั้น UNFPA ขอชื่นชมประเทศไทยสำหรับกรอบทางกฎหมาย กลไก และความร่วมมือเพื่อสนับสนุนความมีอิสระในร่างกายสำหรับเยาวชนและวัยรุ่นทุกคน โดยเฉพาะวัยรุ่นหญิง”

ทั้งนี้ การปฏิเสธความมีอิสระในร่างกาย เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของผู้หญิงและเด็กหญิง ดังที่ ระบุไว้ภายใต้แผนปฏิบัติการ ICPD พ.ศ. 2537 แผนปฏิบัติการปักกิ่ง พ.ศ. 2538 และ วาระการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2573 ซึ่งได้ระบุถึงเป้าหมายอย่างชัดเจนเกี่ยวกับความมีอิสระและสิทธิความชอบธรรมในร่างกาย

นอกจากนี้ ในช่วงหนึ่งของการเปิดตัว ร่างกายเป็นของฉัน : สิทธิการมีอิสระและการกำหนดทางเลือกร่างกายของตนเอง ได้มีการอภิปรายเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ของวัยรุ่นในประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญของการผลักดันครั้งนี้ โดยผู้ร่วมอภิปรายจากภาครัฐและภาคประชาสังคม ได้บอกเล่าถึงวิธีปฏิบัติที่ดีของประเทศไทยในการจัดการกับประเด็นว่าด้วยพื้นฐานของสิทธิและความเสมอภาคระหว่างเพศ

จากมุมมองของนักวิชาการที่ทำงานอย่างใกล้ชิดกับมารดาวัยรุ่นจากกลุ่มชาติพันธุ์ นางสาวประภัสสร มิสา หน่วยวิจัยมาลาเรียโซโกล มหาวิทยาลัยมหิดล ด้วยความร่วมมือกับสถานทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ภายใต้โครงการเสริมสร้างระบบสุขภาพเพื่อผู้ย้ายถิ่นชายขอบและผิดกฎหมายในจังหวัดตาก: สุขภาพทางเพศและการเจริญพันธุ์สำหรับเด็กหญิงที่ไม่ได้ถือสัญชาติไทย กล่าวว่า “สถิติได้แสดงให้เห็นว่า สัดส่วนของเด็กวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์และไม่ได้ถือสัญชาติไทยนั้นเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับกลุ่มอายุที่มากกว่า (20-24 ปี) สิ่งสำคัญที่จะรับประกันว่าเด็กหญิงจากกลุ่มชาติพันธุ์สามารถจัดการเรื่องอิสระในร่างกายของตนเองได้ คือการเสริมพลังเด็กหญิงเหล่านี้ให้สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับร่างกายและอนาคตของตนได้ ทั้งนี้ สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการเปลี่ยนแปลงขนบในการห้ามพูดถึงเรื่องสุขภาพทางเพศและการเจริญพันธุ์”

นายแพทย์มนัส รามเกียรติศักดิ์ รองผู้อำนวยการสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะเลขาธิการของพระราชบัญญัติฉบับนี้ กล่าวว่า “ประเทศไทยมีกรอบทางกฎหมายที่สำคัญ ได้แก่ พระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 เพื่อส่งเสริมกลไกแบบบูรณาการระหว่างกระทรวงต่างๆ และร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย รวมทั้งคนหนุ่มสาว เพื่อให้มั่นใจถึงการให้บริการสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์แก่ผู้หญิงในวัย เจริญพันธุ์ทุกคนรวมทั้งเด็กหญิงวัยรุ่น การแก้ไขกฎหมายเมื่อเร็วๆ นี้ อนุญาตให้มีการยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัยสำหรับการตั้งครรภ์ที่มีอายุไม่เกิน 12 สัปดาห์ นอกจากนี้ ยังมีการสร้าง Line Official “Line Club” เพื่อเป็นช่องทางแบบเรียลไทม์สำหรับคนหนุ่มสาวที่ต้องการคำปรึกษาและบริการด้านสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์อย่างทันท่วงที กลไกนี้มุ่งที่จะเสริมสร้างให้เด็กหญิงวัยรุ่นมีความรู้เท่าทันด้านสุขภาพ เพื่อที่จะสามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและควบคุมความมีอิสระในร่างกายของตนได้”

ด้าน นายโยธิน ทองพะวา ประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทยและสมาชิกคณะกรรมการระดับชาติภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น กล่าวว่า “จุดคาดงัดในการแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นคือ มีการตั้งเครือข่ายและสมาชิกสภาเยาวชนในทุกระดับของประเทศไทยทั้งระดับชาติ ระดับอำเภอ และระดับตำบล คนเหล่านี้คือผู้สนับสนุนให้วัยรุ่นเยาวชนเพิ่มความตระหนักรู้ถึงสิทธิของวัยรุ่นที่มีต่อสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ การศึกษา และบริการด้านสวัสดิการสังคม ที่ได้กำหนดไว้ในมาตราที่ 5 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 นอกจากนี้ ยังได้ระดมความคิดเห็นของเยาวชนเพื่อจัดทำให้เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในฐานะที่เป็นกลไกการตรวจติดตามอย่างสร้างสรรค์เพื่อให้บริการอย่างเป็นมิตรแก่เยาวชน”

ภายในงานอภิปรายยังมีผู้เชี่ยวชาญและผู้นำองค์การสำคัญหลายท่านได้ร่วมให้ความเห็นและข้อสังเกตที่น่าสนใจ โดยสามารถรับชมการเปิดตัวรายงานสถานการณ์ประชากรโลก 2021 โดย UNFPA ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่: YouTube.com/UNFPAAsia และ Facebook.com/UNWomenAsia หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม อีเมล sumalnop@unfpa.org โทร.081-9175602

คุณแหน : 14 มิถุนายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/579961

คุณแหน : 14 มิถุนายน 2564

คุณแหน : 14 มิถุนายน 2564

วันจันทร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ll ก่อนถึงคิวฉีดวัคซีนของ ชมพูนุช ฮุนตระกูล และเฉลิมพันธ์ สุวรรณประกรทั้งคู่มีความรู้สึกกลัวๆแต่ได้แรงหนุนจากเพื่อนๆ ว่าไม่เจ็บไม่แพ้ พอถึงเวลาจึงทำใจ(สู้)ได้…

ll คณะ Iron Lady สาวแกร่งวงการท่องเที่ยวที่ก่อตั้งโดย ดนุช บุนนาคเริ่มชักชวนกันอยากไปกราบสังเวชนียสถานที่พุทธคยากันแล้วหลังได้วัคซีนครบ 2 เข็ม…

ll กษมน กิติอำพล สั่งทุเรียนภูเขาไฟจากศรีสะเกษ รสชาติพรีเมียมแจกบรรดาญาติมิตรที่สนิทเช่นกันกับ สุกัญญาประจวบเหมาะ ก็ไล่แจกมะม่วงน้ำดอกไม้จากสวนของเธอที่ปากช่องรสหวานจัดจ้าน…

ll ยินดีกับ สุรวัฒน์ ชมภูพงษ์ ได้รับการประกาศเกียรติคุณเป็นนิสิตเก่านิติศาสตร์จุฬาฯดีเด่น (ฬ.ดีเด่น) ประจำปี 2564 ภาคประชาสังคม : ด้านสร้างคุณประโยชน์แก่
สังคมและบำเพ็ญสาธารณประโยชน์…

ll ก่อนถึงเทศกาลไหว้บะจ่าง พลโทหญิงพูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ ส่งบะจ่างให้เพื่อนๆ ที่บอกเป็นเสียงเดียวกันว่ารสชาติอร่อยกลมกล่อม เครื่องเยอะจัดเต็ม…

ll ข่าวเศร้า น.อ.มนูญ นาเงิน นตท.18 (อดีตผช.กรรมการ บจก.อุตสาหกรรมการบิน) ถึงแก่กรรมเมื่อคืนวันที่ 11 มิ.ย.เวลาประมาณ 01.00 น. ด้วยเหตุเบื้องต้น ได้รับการฉีดวัคซีน AZ ป้องกันโควิดเข็มที่ 1 เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 9 มิ.ย. รอคอยอาการไม่พบผิดปกติ ช่วงค่ำเริ่มมีไข้เล็กน้อย ต่อมาในวันที่10 มิ.ย.เริ่มมีอาการจุกเสียด อ่อนเพลีย หน้ามืด ช่วงเย็นอาการเริ่มมีความถี่ เวลา 22.00 น. ทางบ้านจึงพาไปตรวจร่างกาย ที่ รพ.นนทเวช ระหว่างตรวจรอการวินิจฉัยได้หมดสติ หัวใจหยุดเต้น รพ. จึงได้ปั๊มหัวใจและเสียชีวิตในเวลาต่อมา …ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้วายชนม์ด้วยค่ะ…

ll ต้นไม้ใบหญ้าที่บ้าน รมิดา รัสเซลล์ มณีเสถียร ที่อุตส่าห์ฟูมฟักมาเกือบสิบปีช่วงนี้ออกลูกดกทั้งมะม่วง กล้วย มะเขือ ฯลฯให้ชื่นใจ…

ll นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ และเพื่อนๆ ปธพ.1 พร้อมใจกันส่งไลน์แสดงความยินดีกับ นพ.โชคชัย ลีโทชวลิต
ที่ได้เป็น ผอ.รพ.พระนครศรีอยุธยา…

ll ข่าวดี ธนาวัฒน์ สังข์ทอง และ ลดาวัลย์ คำภา ได้เป็นกก.ธ.ก.ส. ส่วน ปัทมา วีระวานิช ได้เป็น กก.ผู้ทรงคุณวุฒิด้านมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษาและการวัดและประเมินผลการศึกษาในคณะกรรมการสภาการศึกษา…

ll สวด ดร.ผิน อักษรานุวัตร ประธานกรรมการกิตติมศักดิ์ บ.สยามนุวัตร ศาลา 1 วัดเทพศิรินทร์ 11-15 มิ.ย. 18.30 น. 16 มิ.ย. พิธีกงเต๊ก และ 17 มิ.ย. เคลื่อนศพไปบรรจุ ณ สุสานส่วนตัว บ้านบึง ชลบุรี…

ll สวด สุชาดา มงคลสุธี อายุ 101 ปี มารดา สุพันธุ์ มงคลสุธี  ประธานสภาอุตสาหกรรมฯศาลา 11 กวีนิรมิต (ศาลากลางน้ำ) วัดเทพศิรินทร์ 12-16 มิ.ย. 18.30 น. พระราชทานเพลิงศพ 17 มิ.ย. 16.00 น. เจ้าภาพงดรับพวงหรีด หากร่วมทำบุญสามารถโอนเข้าบัญชี BBL เลขที่ 024-7-08040-1 สมทบทุน “มูลนิธิรามาธิบดี” รพ.รามาธิบดี โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น…ll
 

คุณแหน

‘เอส แอนด์ พี’ ร่วมใจสู้ภัย โควิด-19 ร่วมกับ ‘บ.ข้าวแม่’ ส่งมอบอาหารกล่อง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/580008

‘เอส แอนด์ พี’ร่วมใจสู้ภัย โควิด-19  ร่วมกับ‘บ.ข้าวแม่’ส่งมอบอาหารกล่อง

‘เอส แอนด์ พี’ร่วมใจสู้ภัย โควิด-19 ร่วมกับ‘บ.ข้าวแม่’ส่งมอบอาหารกล่อง

วันจันทร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) นำโดย มณีสุดา ศิลาอ่อน ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร เดินหน้าส่งกำลังใจให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วยโรคโควิด-19 เจ้าหน้าที่ภาครัฐที่สนับสนุนงานด้านโควิด-19 และประชาชนในชุมชนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง โดยส่งมอบอาหารกล่องพร้อมทานเอส แอนด์ พี จำนวน 3,300 กล่อง และน้ำดื่ม มูลค่ารวมทั้งสิ้น 383,355 บาท ระหว่างวันที่ 8-24 พฤษภาคม 2564 ภายใต้โครงการ “S&P ร่วมใจสู้ภัยโควิด-19 ปี 2564”

มณีสุดา ศิลาอ่อน ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร กล่าวว่า “เอส แอนด์ พี มีความห่วงใยต่อสถานการณ์โรคโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของคนไทย โดยได้รับการสนับสนุนข้าวกล้องงอกจาก คุณหญิงพรรณทอง มณีศิลป์ บริษัท ข้าวแม่ จำกัด ซึ่งเป็นพันธมิตรของเอส แอนด์ พี เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบสำหรับปรุงอาหารกล่องพร้อมทาน คุณภาพดี มีคุณค่าทางโภชนาการ พร้อมกันนี้ได้ส่งมอบอาหารกล่องพร้อมทานหลากหลายเมนู ปรุงสดใหม่ทุกวัน จำนวน 3,300 กล่อง และน้ำดื่มเอส แอนด์ พี เพื่อเป็นกำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ภาครัฐที่สนับสนุนงานด้านโควิด-19 รวมทั้งบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนในชุมชนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคโควิด-19 เพื่อให้อิ่มท้อง และช่วยเติมพลังให้แก่กันท่ามกลางสถานการณ์โควิดระลอกใหม่

เอส แอนด์ พี ส่งมอบอาหารกล่องพร้อมทานให้แก่ หน่วยงานต่างๆ เพื่อกระจายความช่วยเหลือรวม 22 แห่ง ได้แก่ ชุมชนริมคลองวัดสะพาน,ชุมชนแฟลต 22, ชุมชนแฟลต 23, ชุมชนวัดคลองเตยใน 2, ชุมชนวัดคลองเตยใน 3 โดยมี พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นผู้แทนรับมอบ รวมทั้งยังกระจายความช่วยเหลือให้แก่ ศูนย์ปฏิบัติการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สำนักงานประกันสังคม, ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์,โรงพยาบาลบุษราคัม (กระทรวงสาธารณสุข), ฮอสพิเทลโรงแรมข้าวสาร พาเลส (โรงพยาบาลวชิรพยาบาล), โรงพยาบาลสนามจุฬาลงกรณ์ (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย), ศูนย์บริการวัคซีนจุฬาฯ, โรงพยาบาลสนามกองทัพบกที่ 1 (โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า),โรงพยาบาลสนามเอราวัณ 1 (โรงพยาบาลหลวงพ่อทวีศักดิ์ชุตินธโรอุทิศ), โรงพยาบาลกลาง (สังกัด กทม.), โรงพยาบาลสิรินธร(สังกัด กทม.), โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ (สังกัด กทม.) และโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน (สังกัดกทม.) นอกจากนี้ ยังมีโรงพยาบาลและโรงพยาบาลสนามในต่างจังหวัด ได้แก่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์, โรงพยาบาลสนามสงขลา, โรงพยาบาลสนามสงขลา (ศูนย์ประชุมนานาชาติ),โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ จ.ชลบุรี และโรงพยาบาลมหาราชเชียงใหม่

เอส แอนด์ พี ขอส่งมอบกำลังใจและความห่วงใย ด้วยการสนับสนุนอาหารสะอาด ปลอดภัย มีคุณค่าทางโภชนาการแก่บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ผู้เสียสละ รวมถึงประชาชนไทยเพื่อเป็นพลังให้เราก้าวผ่านวิกฤตินี้อย่างเข้มแข็งไปด้วยกัน

‘ทองม้วนสุขใจ’ ความอร่อยใหม่จาก ‘ป้าตือ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/580007

‘ทองม้วนสุขใจ’ความอร่อยใหม่จาก‘ป้าตือ’

‘ทองม้วนสุขใจ’ความอร่อยใหม่จาก‘ป้าตือ’

วันจันทร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เตรียมตัวเปิดรับความอร่อยใหม่ ในรสชาติไทยดั้งเดิม แต่เพิ่มเติมความเก๋ด้วยสไตล์ไทยโมเดิร์น กับ “ทองม้วนสุขใจ” ขนมไทยรสชาติที่คุณคุ้นเคย มาในรูปแบบสะดวก ทานง่ายได้ประโยชน์ ผลิตภัณฑ์ความอร่อยใหม่ล่าสุดจาก “ป้าตือ-สมบัษร ถิระสาโรช” ออแกไนเซอร์ชื่อดังแถวหน้าของเมืองไทย และ #มาดามแห่งวงการออนไลน์ ที่ล่าสุดเปิดตัวสินค้าใหม่ที่รังสรรค์วัตถุดิบคุณภาพดีสู่ขนมไทยยอดฮิตที่ทานเล่นกันได้ทั้งบ้าน ตามคอนเซ็ปต์ “สุขใจ ใส่ใจทุกความอร่อย”นอกจากความอร่อยแล้ว ป้าตือ ยังตั้งใจว่า ทุกๆ กล่องที่คุณสั่งซื้อ ลูกค้ายังได้เป็นส่วนหนึ่งของการบริจาคทุนการศึกษาให้เยาวชนไทยตลอดไปแบบไม่มีที่สิ้นสุด

จุดเริ่มต้นของ “ทองม้วนสุขใจ”เราอยากสนับสนุนเกษตรกรไทย และป้าตืออยากให้ทุกคนได้ทานของอร่อยจากวัตถุดิบคุณภาพชั้นดี จึงคัดสรรบรรจงการใช้วัตถุดิบ ไม่ว่าจะเป็น กะทิ ที่มาจากมะพร้าวกะทิชั้นดีคั้นสดจากบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ แหล่งของมะพร้าวชั้นดี 1 ใน 3 ที่ดีที่สุดของไทย ทำให้ได้กลิ่นหอมของมะพร้าวตั้งแต่เปิดซอง และยังใช้ปลายข้าวพันธุ์ดีคัดพิเศษจากเกษตรกรไทยมาเป็นแป้งข้าวเจ้าชั้นดี ผ่านกรรมวิธีการโม่ที่เหมาะสม ทำให้เนื้อแป้งเนียนละเอียดปราศจากสิ่งเจือปน ยิ่งไปกว่านั้นเรายังเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการด้วย งาดำออแกนิก ธัญพืชเพื่อสุขภาพ เพิ่มคุณค่าทางสารอาหาร ทุกวัตถุดิบเราปรุงด้วยใจจากสูตรต้นตำรับดั้งเดิมจากอยุธยาที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาสู่“สุขใจ” ในรูปแบบไทยโมเดิร์นสไตล์ป้าตือ

แพ็กเกจของ ทองม้วนสุขใจ ต้องบอกเลยว่าโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เน้นความเป็นไทยสมัยใหม่ และมีสีสันสดใสเพื่อเพิ่มความสุขและความสนุกสนานแบบไทยๆ โดยใน 1 กล่อง บรรจุ 12 ชิ้น มีกล่อง 2 สีให้เลือกซื้อได้แก่ กล่องสีชมพู และกล่องสีฟ้ากับรสชาติออริจินอล นอกจากนี้ “ทองม้วน”ยังเหมาะที่จะเป็นของฝากมงคลตามความเชื่อในสมัยโบราณ สื่อถึงความมั่งมี มั่งคั่ง ร่ำรวย ให้กับผู้รับตามชื่อ “ทองม้วนสุขใจ” สามารถสั่งได้ทาง LINE OA: @SUKJAI_OFFICIAL หรือเฟซบุ๊ค แฟนเพจ และอินสตาแกรม SUKJAI_OFFICIAL สัมผัสความอร่อยในราคาเพียงกล่องละ 120 บาท โดยที่
ทุกกล่องจะหักรายได้เพื่อนำไปสมทบทุนการศึกษาให้กับเยาวชนไทยตลอดไปแบบไม่มีที่สิ้นสุด

คณะอนุกรรมการจัดนิทรรศการ ‘สิริศิลปิน’ ประชุมติดตามความคืบหน้า เตรียมจัดงานเทิดพระเกียรติ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒนฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/579962

คณะอนุกรรมการจัดนิทรรศการ‘สิริศิลปิน’ประชุมติดตามความคืบหน้า  เตรียมจัดงานเทิดพระเกียรติ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒนฯ

คณะอนุกรรมการจัดนิทรรศการ‘สิริศิลปิน’ประชุมติดตามความคืบหน้า เตรียมจัดงานเทิดพระเกียรติ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒนฯ

วันจันทร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คณะอนุกรรมการจัดนิทรรศการ‘สิริศิลปิน’ประชุมติดตามความคืบหน้า

เตรียมจัดงานเทิดพระเกียรติ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒนฯ

คณะอนุกรรมการจัดนิทรรศการ “สิริศิลปิน” และโครงการการแสดงผลงานของศิลปินไทยและนานาชาติ ร่วมประชุมติดตามความคืบหน้า เพื่อเตรียมการจัดงานเทิดพระเกียรติ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ี่หอศิลป์พิมานทิพย์ ต.โป่งตาลอง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

นางสาววิมลลักษณ์ ชูชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย พร้อมด้วยนายกอบชัย บุญอรณะ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานร่วมในการประชุมคณะอนุกรรมการจัดนิทรรศการ “สิริศิลปิน” และโครงการการแสดงศิลปกรรมร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale, Korat 2021 โดยมี ผู้แทนจากหอศิลป์พิมานทิพย์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และผู้แทนจาก มหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมพิจารณาเรื่องต่างๆ โดยที่ประชุมมีมติให้เลื่อนการจัดงานนิทรรศการ “สิริศิลปิน และโครงการการแสดงศิลปกรรมร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale, Korat 2021 จากเดือนกรกฎาคม ไปจนปลายปีพุทธศักราช 2564

การจัดงานครั้งนี้ได้จัดทำหนังสือเฉลิมพระเกียรติ “สิริศิลปิน”และ สัญลักษณ์ “สิริศิลปิน” ซึ่ง นายปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ เป็นผู้ออกแบบ ได้รับพระราชทานพระวินิจฉัยจาก สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี แล้ว นอกจากนั้น ยังได้พระราชทานตราสัญลักษณ์ สำหรับโครงการดังกล่าวที่สื่อความหมายถึง พระอัจฉริยภาพของพระองค์ในการบูรณาการศาสตร์และศิลป์ ทั้งสองแขนงให้เกื้อกูลกันจนเป็นผลงานที่ประจักษ์

การจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติ เนื่องในโอกาสถวายพระสมัญญา “สิริศิลปิน” และงานมหกรรมศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยนานาชาติ (International Thailand Biennale, Korat 2021) ซึ่งจะจัดขึ้น ในปลายปี 2564 จะจัดขึ้นในพื้นที่ 3 แห่ง ในจังหวัดนครราชสีมา ได้แก่อำเภอเมืองนครราชสีมา อำเภอปากช่อง ณ หอศิลป์พิมานทิพย์ และ อำเภอพิมาย

ภายในงานจะอัญเชิญภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรมาจัดแสดง พร้อมทั้งเชิญผลงานศิลปะของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารีรวมไปถึงการจัดแสดงผลงานของศิลปินนานาชาติที่ร่วมจัดแสดงในงานมหกรรมศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยนานาชาติ ครั้งที่ 2 (International Thailand Biennale, (เบียน-นา-เล่) Korat 2021) นี้ด้วย

4 ศิลปิน ถ่ายทอดเรื่องราว ความ CRAFT ของบ้าน ผ่านมุมมองภาพถ่าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/580006

4 ศิลปิน ถ่ายทอดเรื่องราว  ความ CRAFT ของบ้าน ผ่านมุมมองภาพถ่าย

4 ศิลปิน ถ่ายทอดเรื่องราว ความ CRAFT ของบ้าน ผ่านมุมมองภาพถ่าย

วันจันทร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

BAAN 365 MUANGTHONG โครงการบ้านหรูระดับพรีเมียม โดย บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) ร่วมกับพันธมิตร โรงเรียนสังเคราะห์แสงขอเชิญชมนิทรรศการภาพถ่าย : LOVING A CRAFT OF LIVING จาก 4 ศิลปิน “ที่ให้ชีวิตคุณได้ CRAFT มากขึ้นกว่าที่เคย” ตลอดช่วงเดือนมิถุนายนนี้ พร้อมลุ้นรับรางวัลรูปถ่าย Collections พิเศษจากศิลปิน

หากการใช้ชีวิตก็คืองาน CRAFT แบบหนึ่ง จุดเริ่มต้นของงาน CRAFT ที่ดีก็คงต้องเริ่มต้นจากที่บ้าน บ้านที่ต้องเป็นได้ทั้งที่พักผ่อน เป็นแหล่งสร้างสรรค์และบ่งบอกตัวตนของผู้อาศัย นิทรรศการภาพถ่าย LOVING A CRAFT OF LIVING เป็นผลงานการร่วมมือกันระหว่าง BAAN 365 BY LPN และสังเคราะห์แสง ด้วยความเชื่อว่าการเลือกภาพถ่ายสักภาพมาประดับไว้ในบ้าน และได้มองภาพเหล่านั้นทุกวัน จะช่วยให้เราได้หยุด และใส่ใจในรายละเอียดของการใช้ชีวิต และยังแสดงออกถึงความเป็นตัวเองให้กับผู้ที่มาเยี่ยมเยือนได้รับรู้อีกด้วย

นิทรรศการนี้เป็นการสร้างสรรค์ผลงานภาพถ่าย จาก 4 ศิลปินในนาม “สังเคราะห์แสง” ผู้มากประสบการณ์ที่มีทั้ง Leica Thailand Ambassador และการันตีด้วยรางวัลมากมาย ประกอบไปด้วย ตุลย์ หิรัญญลาวัลย์ (Leica Thailand Ambassador), อาวุธ ชินนภาแสน (Black &White Photography Expert), โต้-วิรุนันท์ ชิตเดชะ (LeicaThailand Ambassador) และ แบงค์-ชัยพฤกษ์ เฉลิมพรพานิช(Cinematography Expert; Suphannahong &Natharatch Award) ที่มาร่วมตีความหมายของคำว่า Craftในบ้านแต่ละแบบ ในโครงการ BAAN 365 MUANGTHONGออกมาเป็นภาพถ่าย 4 ชุด แต่ละชุดสร้างความรู้สึกและอารมณ์ที่แตกต่างกัน ตามมุมมองและรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้อาศัยในบ้านแต่ละแบบ โดยทุกภาพที่นำเสนอมานั้นถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดีกว่าจะเป็นภาพที่เราสามารถมองได้ทุกๆ วัน และทำให้มีความสุขกับการได้ CRAFT ชีวิตในแบบที่เป็นคุณ

ทั้งนี้ สามารถชมนิทรรศการภาพถ่ายออนไลน์ ร่วมถึงร่วมสนุก และลุ้นรับภาพถ่ายจากทั้ง 4 ศิลปิน ได้ผ่านทาง Facebook Page BAAN365 หลังจากนั้นสามารถเข้าชมนิทรรศการภาพถ่ายจริงได้ที่สำนักงานขาย บ้าน 365 เมืองทองระหว่างนี้จนถึง 30 มิถุนายน ตั้งแต่เวลา 10.00-17.00 น.