กสศ.เข้มคัดเลือกโครงการทุนพัฒนาทักษะอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506154

กสศ.เข้มคัดเลือกโครงการทุนพัฒนาทักษะอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน

กสศ.เข้มคัดเลือกโครงการทุนพัฒนาทักษะอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 15.44 น.

กสศ.เข้มคัดเลือกโครงการทุนพัฒนาทักษะอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน หลังกระแสตอบรับดีเกินคาด หลายองค์กร อาทิ สถาบันการศึกษา กองทุนหมู่บ้านฯลฯ แห่ยื่นข้อเสนอโครงการกว่า 783 โครงการ มากกว่าปี 62 ถึง 7 เท่า ครอบคลุม 73 จว.ใน 6 ภูมิภาค ยึดความรอบคอบ โปร่งใส พร้อมดึงตัวแทน 4 ภาคส่วนร่วมพิจารณาโครงการภาควิชาการ ภาคเอกชน สื่อมวลชน และท้องถิ่น/ปราชญ์ชาวบ้าน เน้นเป้าหมายช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส สอนวิธีการจับปลา แทนการให้ปลา

เมื่อวันที่ 18 กรกฏาคม 2563 ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน และที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร กสศ. กล่าวถึงการเปิดรับสมัครยื่นข้อเสนอโครงการทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน ปี 2563 ว่า สำหรับโครงการทุนพัฒนาอาชีพฯ ที่เปิดรับสมัครส่งข้อเสนอโครงการผ่านระบบออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 5 มิ.ย. – 24  มิ.ย. 2563 ปรากฎว่ามีผู้สนใจส่งข้อเสนอโครงการจำนวน 783 โครงการ จาก 73 จังหวัด ครอบคลุม 6 ภูมิภาค โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ 1.ทุนนวัตกรรมเพื่อชุมชน จำนวน 202 โครงการ และ2.ทุนพัฒนาทักษะอาชีพโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน จำนวน 581 โครงการ ซึ่งหากเปรียบเทียบข้อเสนอโครงการในปี พ.ศ.2562 กับ ปี พ.ศ. 2563 มีหน่วยงานที่สนใจเป็นจำนวนมากเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ยื่นข้อเสนอโครงการมาทั้งหมด111 โครงการ ขณะที่ปี 2563 การยื่นข้อเสนอโครงการเพิ่มขึ้นประมาณ 7 เท่า

ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา กสศ. เปิดกว้างและเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนส่งข้อเสนอโครงการเข้ามาทำให้มีความหลากหลายของหน่วยงานรัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรและกิจการเพื่อสังคม และกลุ่มชุมชนในพื้นที่ทั่วประเทศไทยที่สนใจ โดยจำนวน 783 โครงการ ที่ยื่นข้อเสนอมาสามารถแยกเป็นกลุ่มต่างๆได้ ประกอบด้วย สถาบันการศึกษาจำนวน 421 โครงการ องค์กรชุมชน (เช่น วิสาหกิจชุมชน กลุ่มสวัสดิการชุมชน กลุ่มสตรีแม่บ้าน กองทุนสวัสดิการชุมชน กองทุนหมู่บ้าน)จำนวน 144 โครงการ องค์กรสาธารณประโยชน์/องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรจำนวน 84 โครงการ องค์กรปกครองท้องถิ่นจำนวน 53 โครงการ หน่วยงานในภาครัฐ และเอกชนจำนวน 29 โครงการ ศูนย์การเรียนรู้/ศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน จำนวน18 โครงการ กิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) จำนวน13 โครงการ และอื่นๆ จำนวน21 โครงการ 

อย่างไรก็ตาม สำหรับจำนวนผู้ส่งข้อเสนอโครงการเข้ามา 783 โครงการ ถือว่าสังคมให้ความสนใจและได้รับการตอบรับอย่างดี เนื่องจากเห็นว่าเป็นแนวทางการพัฒนาที่มีประโยชน์ ตอบโจทย์ประเด็นปัญหาขณะนี้โดยตรง ทำให้หลายภาคส่วนต้องการร่วมพัฒนาไปกับกสศ. และเห็นด้วยกับแนวทางการใช้ชุมชนเป็นฐานซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานรากสำคัญในปัจจุบัน และหลังจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 มีคนจำนวนมากต้องย้ายกลับถิ่นฐานบ้านเกิด ดังนั้นเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกจะมีหลักการและแนวทางพิจารณาเข้มข้นรอบคอบ รัดกุม และโปร่งใส จากผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วน ประกอบด้วย1.ภาควิชาการ /ภาครัฐ 2.ภาคเอกชน 3.ภาคสื่อมวลชน  และ4.ปราชญ์ชาวบ้าน/ท้องถิ่น ที่จะให้มุมมองเชิงบูรณาการภายใต้เกณฑ์การพิจารณาข้อเสนอโครงการ 3 เกณฑ์หลักสำคัญ 1.ประสบการณ์การทำงานและความร่วมมือการทำงานชุมชน 2.คุณภาพข้อเสนอโครงการ และ 3.ความสอดคล้องของกระบวนการทำงาน องค์ประกอบและกลุ่มเป้าหมาย และในวันที่ 17-19 ก.ค. กสศ. จะจัดประชุมชี้แจงและพิจารณากลั่นกรองข้อเสนอโครงการฯ โดยผู้ทรงคุณวุฒิหลายภาคส่วน ณ โรงแรม ทีเค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

“ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดจะเป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจต่อการพัฒนาทักษะอาชีพและการพัฒนานวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐานสำหรับกลุ่มผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และผู้ด้อยโอกาส ที่สำคัญต้องไม่มีความเกี่ยวข้องต่อข้อเสนอโครงการที่เสนอเข้ามาด้วย ทั้งนี้ถึงแม้งบประมาณที่จำกัด กสศ.ยังได้เสนอโครงการดังกล่าวเพื่อขอรับงบประมาณเพิ่มเติมจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอีกด้วย” ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ กล่าว

ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์  กล่าวว่า กสศ.มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมสนับสนุนและความช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสให้ได้รับการศึกษาหรือพัฒนา มีความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพตามความถนัดและมีศักยภาพพึ่งพาตัวเองได้  และเพื่อให้โครงการบรรลุวัตถุประสงค์มีประสิทธิภาพภายใต้เงื่อนไข ต้องมีทักษะการสร้างอาชีพโดยการใช้ชุมชนเป็นฐาน สำหรับผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับการพัฒนาทักษะการเป็นผู้ประกอบการ/แรงงานฝีมือในชุมชน ผ่านหลักสูตรระยะสั้น 3 ด้าน ได้แก่ 1.ทักษะเฉพาะอาชีพโดยปฏิบัติงานจริงในชุมชนหรือสถานประกอบการ 2.ทักษะการบริหารจัดการ 3.ทักษะชีวิตด้านเศรษฐศาสตร์ครัวเรือน ที่สำคัญอย่างน้อยโครงการนี้จะทำให้มีกลุ่มเป้าหมายได้รับประโยชน์กว่า10,000 คน ซึ่งโครงการนี้จะเป็นโมเดลทางธุรกิจโดยมีชุมชนเป็นฐาน คนในชุมชนมีงานทำ มีรายได้สูงขึ้น รวมทั้งเป็นการขับเคลื่อนเชิงรุกเพื่อเสนอต่อหน่วยงานนโยบาย หรือองค์กรต่างๆที่สามารถนำรูปแบบไปพัฒนาขยายต่อได้

อนึ่ง ระเบียบของกสศ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และลำดับความสำคัญในการจัดสรรเงินกองทุน พ.ศ.2561 โดยการจัดลำดับความสำคัญนั้น จะพิจารณาจัดสรรให้แก่กลุ่มเป้าหมายที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาสและมีระดับรุนแรง กลุ่มเป้าหมายที่มีปัญหาซ้ำซ้อน กลุ่มเป้าหมายที่ยังไม่เคยได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานใด ซึ่งเป็นไปตามระเบียบปฏิบัติในการพิจารณาความช่วยเหลืออย่างเหมาะสมที่สุด

นายสุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) กล่าวว่า แม้ภาพรวมของประเทศไทยช่วงก่อนสถานการณ์โควิด-19 จะมุ่งไปที่ไทยแลนด์ 4.0 หากในความเป็นจริงเราทราบกันดีว่ามีคนจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงได้ เรายังมีประชากรกลุ่มใหญ่ที่ตกจากขอบของการพัฒนา ถ้าเรามองข้ามคนกลุ่มนี้ไป ความเหลื่อมล้ำในสังคมจะยิ่งขยายตัวออกไปไม่สิ้นสุด ดังนั้น กลุ่มเป้าหมายของโครงการทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน ปี 2563 จึงเป็นกลุ่มแรงงาน1.0 2.0 ในพื้นที่ชุมชนต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมา กสศ. มองหาวิธีการช่วยเหลือมาตลอด กระทั่งได้บทสรุปว่า “เราต้องสอนให้เขารู้วิธีจับปลา แทนที่จะเอาปลาไปให้เขา และที่สำคัญคือเราต้องแน่ใจว่าเมื่อเขาตกปลาเป็นแล้ว จะต้องมีบ่อ มีสระ มีพันธุ์ปลาที่เขาจะได้นำทักษะตกปลาที่เรียนรู้ไปใช้ได้จริงด้วย” งานของเราจึงเริ่มที่ชุมชน ต้องรู้ว่าในแต่ละพื้นที่มีอาชีพอะไรที่ไปได้ดีจริงๆ แล้วชักชวนคนในชุมชนมาฝึกให้นำความก้าวหน้ามาอย่างไม่ฝืนธรรมชาติ และเป็นไปตามศักยภาพของชุมชน 

“ในการพิจารณากลั่นกรองข้อเสนอโครงการทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน ปี 2563 เราได้ตัวแทนเข้าร่วมนำเสนอมุมมองและคัดเลือกโครงการที่น่าสนใจจากบุคคล 4 กลุ่ม เช่น ภาคเอกชน จะมีมุมมองด้านธุรกิจในแง่กิจกรรมว่าเมื่อทำแล้วจะเกิดผลอย่างไร ไปรอดได้จริงในทางธุรกิจหรือไม่ ภาคสื่อมวลชน ที่มีความเข้าใจมุมมองความคิดของคนทั่วไปได้มากที่สุด เป็นต้น ทั้งหมดนี้ถือเป็น 4 เสาหลักอันเป็นองค์ประกอบร่วมกันในการทำงาน สำคัญกว่านั้นจะมีผู้คนนับหมื่นคนทั่วประเทศที่ได้รับประโยชน์ มีคนที่รอคอยโอกาสมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม มีคนว่างงานหรือตกงานไม่มีงานทำจากผลของวิกฤตโควิด -19 นี่คือสิ่งที่ผลักดันให้ กสศ.ต้องเร่งทำงาน เพราะยิ่งการพิจารณาเสร็จสิ้นเร็วขึ้นเท่าไหร่ กิจกรรมก็จะเริ่มขึ้นได้เร็วเท่านั้น การพิจารณาข้อเสนอโครงการครั้งนี้ สิ่งที่มีค่าที่สุดจึงไม่ใช่แค่การคัดเลือก แต่เป็นเรื่องของความพร้อมในการปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้โครงการสามารถนำมาใช้จนเกิดผลสำเร็จได้จริง” ผู้จัดการ กสศ. กล่าว 

กรมแพทย์แผนไทย สนใจ ยา ‘เหลียนฮัว’ เป็นต้นแบบนำร่องรักษาโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506008

กรมแพทย์แผนไทย สนใจ ยา'เหลียนฮัว' เป็นต้นแบบนำร่องรักษาโควิด-19

กรมแพทย์แผนไทย สนใจ ยา’เหลียนฮัว’ เป็นต้นแบบนำร่องรักษาโควิด-19

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 16.54 น.

อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ยอมรับในที่ประชุมกรมการแพทย์ว่า สนใจ ยา Lianhua Qiingwen ที่มีงานวิจัยรับรองได้มาตรฐานทั้ง ความปลอดภัย ประสิทธิภาพ มาตรฐานยาและการผลิต  ถือเป็นต้นแบบที่ดีและศึกษาต่อไปเพื่อนำไปใช้ในการรักษาโควิด-19ในระดับเบาและปานกลางได้

นายแพทย์ มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ประธานที่ประชุมวิชาการ Zoom meeting ในหัวข้อ การใช้ยาสมุนไพรจีน(Lianhua Qingwen)ในการป้องกันและรักษาโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ  โดยสมาพันธ์การแพทย์จีนโลก ( World Federation of Chinese Medicine Societies ) ร่วมกับ บริษัท เอินเวย์ กรุ๊ป จำกัด ผู้นำเข้ายาเหลียนฮัว ชิงเวิน อย่างเป็นทางการได้เชิญผู้เชี่ยวชาญผู้ทรงคุณวุฒิด้านระบบทางเดินหายใจ ศาสตราจารย์เกา จานเฉิง  (Gao Zhancheng) กรรมการแพทย์สภาประเทศจีนสาขาระบบทางเดินหายใจ และผู้อำนวยการศูนย์ระบบทางเดินหายใจและ RCU ของ โรงพยาบาลประชาชน มหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Beijing University People’s Hospital) และ ศาสตราจารย์ ติง ปังหาน (Ding Banghan) รองประธานกรรมาธิการปฐมพยาบาลฉุกเฉินของสมาคมการแพทย์แผนจีนและแพทย์ตะวันตกแบบบูรณาการ และผู้อำนวยการศูนย์ RCU โรงพยาบาลการแพทย์จีน มณฑลกวางตง (Guangdong Province Traditional Chinese Medicine Hospital) ได้นำเสนองานวิชาการในหัวข้อ “ทฤษฎีและการปฏิบัติในการใช้ยาสมุนไพรจีนในการป้องกันและรักษาโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ” และ “การติดเชื้อระบบทางเดินหายใจจากไวรัสสายพันธุ์ใหม่และกลไกการรักษาของ เหลียนฮัว ชิงเวิน 

ทั้งนี้ ได้มีการแลกเปลี่ยนเชิงลึกทั้งผลการวิจัยและประสบการณ์การใช้ทางคลินิกของ เหลียนฮัว ชิงเวิน ในการรักษาไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ โควิด-19 และโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจอื่น ๆ กับแพทย์แผน

จีนและแพทย์แผนปัจจุบันจากโรงยาบาลต่าง ๆ ในประเทศไทย เช่น รพ.วชิระภูเก็ต รพ.พระนั่งเกล้า รพ.ตรัง รพ.สมุทรสาคร รพ.ดอนตูม รพ.ราชพิพัฒน์ รพ.หลวงพ่อเปิ่น รพ.หัวหิน คลินิกการแพทย์จีนหัวเฉียว ฯลฯ

นายแพทย์ มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก  กล่าวเปิดงานว่า ยาแคปซูล เหลียนฮัว ชิงเวิน  จากการศึกษาข้อมูลงานวิจัยในสาธารณรัฐประชาชนจีน พบเป็นยาสมุนไพรจีนที่ใช้ในการรักษาไข้หวัดใหญ่หลายสายพันธุ์ นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลไกการออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในการ Anti-viral และ Anti-inflammatory และผลของการใช้ เหลียนฮัว ชิงเวิน ร่วมรักษาโรคโควิด19 ในการระบาดที่เมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน และเมื่อ 12เม.ย.ที่ผ่านมา ทางจีนได้ออกประกาศให้เป็นยาที่ใช้ร่วมรักษาโรคโควิด  ตามประกาศเกี่ยวกับการเพิ่มข้อบ่งใช้ใหม่ “ใช้ในการรักษาโรคโควิด19 ในระดับเบาและปานกลาง”  แต่เนื่องจากในประเทศไทยยังไม่มีประสบการณ์ในการใช้ยาดังกล่าว ดังนั้น กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โดยสถาบันการแพทย์ไทย-จีน จึงได้จัดประชุมวิชาการขึ้น โดยหวังว่าวิทยากรจากสาธารณรัฐประชาชนจีนทั้ง 2 ท่านในวันนี้จะนำความรู้ใหม่ๆ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเครือข่ายการแพทย์แผนจีนและการแพทย์ผสมผสานในประเทศไทย และนำองค์ความรู้ที่ได้มาบูรณาการร่วมกันระหว่างการแพทย์แผนจีนกับการแพทย์แผนปัจจุบันในระบบบริการสุขภาพไทยต่อไป

นอกจากนี้ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก และประธานที่ประชุมได้กล่าวสรุปในงานวิชาการครั้งนี้ว่า ที่สำคัญคือ Lianhua Qingwen มีงานวิจัยรับรองด้วย ซึ่งตรงนี้ประเทศไทยสนใจด้วย จริง ๆ แล้วการใช้ศาสตร์การแพทย์ดั้งเดิมมารักษาโรคในปัจจุบัน ที่สำคัญเราสนใจอยู่ 3 เรื่อง เรื่องแรกคือความปลอดภัย อันที่ 2 คือประสิทธิภาพ ส่วนที่ 3 ในเรื่องมาตรฐานของยา มาตรฐานการผลิต ซึ่งเราก็เห็นแล้วว่า Lianhua Qingwen เป็นต้นแบบที่ดี ทำให้เราได้ศึกษาต่อไป

ขณะที่ หวัง จิง (Wang Jing) ผู้อำนวยการฝ่ายต่างประเทศของสมาพันธ์การแพทย์จีนโลกเผยว่า  การรักษาโรคโควิด19  แบบผสมผสานระหว่างการแพทย์แผนจีนและการแพทย์แผนปัจจุบันถือว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของการต่อสู้กับ โควิด-19 ของประเทศจีนในครั้งนี้  การใช้ยาจีนให้กับผู้ป่วยยิ่งเร็วยิ่งได้ประสิทธิภาพ สามารถป้องกันโรคจากระยะเริ่มต้นพัฒนาไปถึงระยะรุนแรง พร้อมทั้งกระตุ้นให้ร่างกายมีการฟื้นฟูเร็วขึ้น การผสมผสานระหว่างการแพทย์แผนจีนและการแพทย์แผนปัจจุบันจะเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยขั้นวิกฤตได้อย่างเด่นชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้มีการคัดกรองยา “ 3 ยา 3 ตำรับ ” ที่มีประสิทธิภาพการรักษา  ที่โดดเด่นออกมาอย่างรวดเร็ว ทำให้ประเทศจีนสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว การแพทย์แผนจีนไม่เพียงแต่เป็นมรดกอันล้ำค่าของชนชาติจีน ยังเป็นมรดกอันล้ำค่าของมนุษยชาติอีกด้วย ความสำเร็จในการใช้การแพทย์แผนจีนในการรักษาโควิด-19   เป็นอีกครั้งหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นถึงบทบาทสำคัญ ที่ไม่สามารถทดแทนกันได้ในการปกป้องสุขภาพของประชาชน และกอบกู้ชีวิตของผู้ป่วย

สำหรับ ศาสตราจารย์ เกา จานเฉิง ผู้อำนวยศูนย์ระบบทางเดินหายใจและ RCU ของ โรงพยาบาลประชาชน มหาวิทยาลัยปักกิ่ง และ ศาสตราจารย์ติง ปังหาน ผู้อำนวยการศูนย์ RCU ของโรงพยาบาลการแพทย์จีน มณฑลกวางตง  แบ่งปันผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดของ Lianhua Qingwen ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ในประเทศไทย โดย ศาสตราจารย์ ติง ปังหาน  กล่าวเสริม ว่า โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจครั้งร้ายแรงที่เกิดจากไวรัสซาร์ส ไข้หวัดใหญ่ H1N1 ไข้หวัดนกและ โควิด-19 ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของโรคระบาดในการแพทย์แผนจีน และปัจจุบันกลายเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขและเป็นอันตรายต่อชีวิตมนุษย์อย่างร้ายแรง โดยงานนี้ได้ นำเสนอ “ทฤษฎีและการปฏิบัติในการใช้ยาสมุนไพรจีนในการป้องกันและรักษาโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ”

สอดคล้องกับ ศาสตราจารย์ เกา จานเฉิง  กล่าวในรายงานว่า การติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจเป็นโรคที่พบบ่อย และเกิดขึ้นซ้ำบ่อยครั้ง บางครั้งอาจทำให้เกิดการระบาดในท้องถิ่นหรือระบาดไปทั่วโลก ทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้คนอย่างร้ายแรงและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและการพัฒนาทางสังคม COVID-19 ในปีนี้ก็เป็นโรคระบาดรุนแรงชนิดใหม่ซึ่งติดต่อได้ง่ายมาก การรักษาโรคทางเดินหายใจด้วยยาเคมีต้องเผชิญกับความท้าทายของการดื้อยาและผลข้างเคียงจากการใช้ยา เช่น คลื่นไส้ อาเจียนและหายใจลำบากอย่างรุนแรง เป็นต้น การติดเชื้อไวรัสมักจะมาพร้อมกับการอักเสบ ซึ่งพายุไซโตไคน์ (Cytokine Storm) จะเป็นสาเหตุสำคัญที่จะทำให้โรคพัฒนาให้หนักขึ้น

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้ยาต้านอักเสบควบคู่กับยาต้านไวรัส การแพทย์แผนจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับแนวคิดแบบองค์รวม การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่จะใช้วิธีการต้านไวรัสควบคู่กับการต้านอักเสบ Lianhua Qingwen มีสมุนไพร 13 ตัว ทำให้ออกกฤทธิ์ต่อหลาย Target ได้ จากการศึกษากลไกการออกฤทธิ์ของ Lianhua Qingwen พบว่า Lianhua Qingwen มีประสิทธิภาพในการต้านไวรัสในระบบทางเดินหายใจได้อย่างบูรณาการ จากหลักฐานเวชศาสตร์เชิงประจักษ์ (EBM) ก็ได้ยืนยันว่า Lianhua Qingwen มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่  สามารถยับยั้ง SARS และ MERS ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีผลในการต้าน COVID-19 ยับยั้งพายุไซโตไคน์ ฟื้นฟูความเสียหายของปอดที่เกิดจากการอักเสบได้อีกด้วย

จากการศึกษาใช้เหลียนฮัวชิงเวิน (Lianhua Qingwen) รักษาโควิด-19 (COVID-19) ทางคลินิกแบบ การศึกษาไปข้างหน้า การทดลองแบบหลายศูนย์ การทดลองแบบสุ่ม และการทดลองแบบอำพรางทั้งสองฝ่าย (Prospective, Multicenter, Randomized, Double Blind Controlled ) ใน 23 โรงพยาบาลที่รักษาผู้ป่วยโควิด-19 (COVID-19)  ใน 9 มณฑลของประเทศจีน โดยมีนักวิชาการจง หนานซาน (Academician Zhong Nanshan), หลี หลานจวน (Li Lanjuan) และ จาง ป๋อหลี (Zhang Boli) เป็นที่ปรึกษาในการทำการศึกษาทางคลินิกครั้งนี้ และผลการศึกษาก็ได้ตีพิมพ์ในวารสาร วารสาร ยาสมุนไพรจากพืช (Phytomedicine) เป็นวารสารระดับสากลด้านยาจากพืชสมุนไพร ซึ่งถือว่าเป็นการศึกษาทางคลินิกครั้งใหญ่ครั้งแรกของยาสมุนไพรจีนในการรักษาโรค COVID-19 โดยศึกษาจากผู้ป่วย COVID-19 จำนวน 284 คน ผลการศึกษาพบว่าอัตราการหายของอาการหลักทางคลินิก  ระยะเวลาของอาการทางคลินิกในกลุ่มการรักษาดีกว่ากลุ่มควบคุม กลุ่มที่ใช้ยา Lianhua Qingwen สามารถบรรเทาไข้ อ่อนเพลีย ไอและอาการทางคลินิกอื่น ๆ ได้ดีกว่า ปอดฟื้นฟูได้ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญชัดเจนจากผลตรวจ CT ปอด  ทำให้อาการหายเร็วขึ้น เพิ่มอัตราการหายทางคลินิก ลดระยะเวลาให้กรดนิวคลีอิกเปลี่ยนเป็นลบ ลดสัดส่วนการพัฒนาของโรคไปสู่อาการหนัก  

อย่างไรก็ตาม บริษัท เอินเวย์ กรุ๊ป จำกัด ผู้นำเข้า เหลียนฮัว ชิงเวิน อย่างเป็นทางการ ถือเป็นยาสมุนไพรจีนมีประวัติในการรักษาโรคระบาดมาอย่างยาวนาน โดยมีจุดเด่นในการป้องกันไวรัสในวงกว้าง บรรเทาอาการและฟื้นฟูสุขภาพโดยรวม Lianhua Qingwen เป็นยาจากสมุนไพรที่วิจัยพัฒนาและมีสิทธิบัตรยา และเป็นยาหลักในการรักษาโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจในประเทศจีน ซึ่งได้นำจุดเด่นของตำรับยาโบราณรักษาโรคระบาดของหมอจีนผู้ยิ่งใหญ่จาก 3 ราชสมัยมาผนวกด้วยกัน ในขณะเดียวกัน ก็ได้นำ Rhodiolae Crenulatae Radix et Rhizoma (Hongjingtian) ซึ่งเป็นสมุนไพรที่มีแหล่งกำเนิดบนที่ราบสูงและมีอากาศที่หนาวเย็นมาเป็นส่วนประกอบของตำรับ Hongjingtian นั้นมีสรรพคุณในการระบายความร้อนออกจากปอดและสลายเลือดคั่ง เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ต้านความเหนื่อยล้า ป้องกันการขาดออกซิเจนและช่วยฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรง จึงทำให้ Lianhua Qingwen มีจุดเด่นในการรักษาทั้งอาการและต้นเหตุ เริ่มใช้ยายิ่งเร็ว ยิ่งช่วยให้หยุดการพัฒนาของโรคได้ดี  รักษาแบบองค์รวมโดยออกกฤทธิ์ต่อหลาย Target ยา Lianhua Qingwen จึงได้ถูกบรรจุอยู่ใน Guildline รักษาโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจถึง 22 ครั้ง

ล่าสุด ก็ได้ถูกบรรจุอยู่ในกรอบแนว ทางการวินิจฉัยและรักษา COVID-19 (ฉบับที่4 / 5 / 6 / 7)” ของประเทศจีน ในระหว่างกุมภาพันธ์-เมษายน ประเทศจีนได้ใช้เหลียนฮัว ชิงเวิน ราว 200 ล้านกล่องในการป้องกันและควบคุมสถานการณ์  โดย Lianhua Qingwen จึงมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในประเทศจีนที่ผ่านมา

‘ดร.กนก’เสนอตั้ง ‘องค์กรอิสระ’ เพื่อยกระดับการจัดการศึกษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505973

'ดร.กนก'เสนอตั้ง'องค์กรอิสระ' เพื่อยกระดับการจัดการศึกษา

‘ดร.กนก’เสนอตั้ง’องค์กรอิสระ’ เพื่อยกระดับการจัดการศึกษา

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 15.29 น.

นายดิเรก พรสีมา ประธานสมัชชาเครือข่ายครูและบุคลากรทางการศึกษาแห่งประเทศไทย และคณะสมัชชาเครือข่ายครูและบุคลากรทางการศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.ค.ค.ท) ได้เดินทางยังรัฐสภา เพื่อเข้าหารือกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มีความสนใจและทำงานในด้านการบริหารจัดการด้านการศึกษา โดยมี ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ทำหน้าที่เป็นประธานในการหารือที่เกิดขึ้น ในประเด็น ความไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับ พรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ….

โดยทาง ส.ค.ค.ท มีความเห็นว่า “ปัจจุบัน มีหลายฝ่ายกำลังดำเนินการเสนอข้อคิดเห็น ตลอดจน ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. ฉบับที่ทางคณะยกร่างขึ้น เพื่อให้รัฐสภานำไปพิจารณาก่อนประกาศใช้เป็นกฎหมายแม่บททางการศึกษาของประเทศส.ค.ค.ท. ได้ศึกษาร่างของหน่วยงาน หรือองค์กรต่างๆ ที่เสนอให้รัฐสภาพิจารณาแล้ว เห็นว่าร่างต่างๆ เหล่านั้นเกิดขึ้นโดยปราศจากการมีส่วนร่วมและรับรู้อย่างแท้จริงของครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง กรรมการสถานศึกษา นอกจากนั้น สาระของกฎหมายส่วนใหญ่ยังตอบสนองความต้องการของเยาวชนและผู้ปกครองจากสังคมชั้นสูงในสถานศึกษาที่ให้บริการแก่นักเรียนจากครอบครัวของบุคคลชั้นสูง จึงมีความกังวลว่า ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. ที่จะประกาศใช้จะไม่ได้รับความร่วมมือจากครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และผู้ปกครองส่วนใหญ่ของประเทศ ก่อให้เกิดความล้มเหลวในการพัฒนาคุณภาพคนไทยและเยาวชนไทย รวมทั้งความล้มเหลวต่อการนำกฎหมายไปปฏิบัติมากกว่า พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ เสียอีก”

ด้าน ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน ได้สรุปประเด็นที่ทาง ส.ค.ค.ท กังวลต่อร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ….  ออกมาใน 3 ประเด็น คือ หนึ่ง เรื่องของโครงสร้างการบริหารจัดการด้านการศึกษาที่ล้าสมัย สอง เรื่องของการกระจายอำนาจที่ไม่เอื้อให้โรงเรียนได้บริหารจัดการอย่างเต็มที่ และสาม เรื่องของคุณภาพของครู และผู้บริหารโรงเรียน ที่ไม่ได้รับการพัฒนาอย่างมีศักยภาพ ก่อนที่จะชี้ไปที่กลไกในการยกระดับการบริหารจัดการด้านการศึกษาตามที่ทาง ส.ค.ค.ท. นำเสนอว่า มีความเกี่ยวเนื่องกับระบบของงบประมาณ ระบบของการบริหารวิชาการ และระบบของการบริหารคน ที่อยู่ภายใต้การขับเคลื่อนของหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ

“คือ ถ้าคุณต้องการการบริหารจัดการด้านการศึกษาที่ทันสมัย มีการกระจายอำนาจอย่างทั่วถึง และให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพของครู และผู้บริหารโรงเรียน ก็ต้องไปทำให้ระบบของงบประมาณ ระบบของการบริหารวิชาการ และระบบของการบริหารคน ของ ศธ. ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ซึ่งทาง ศธ. หรือรัฐบาล ต้องยินดีที่จะให้พวกเรามีตัวประกันที่จะทำหน้าที่ในการรับรองว่า ทั้งหมดที่ว่ามานี้จะเกิดขึ้นได้ และจับต้องได้จริง ขับเคลื่อนการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ บนความทั่วถึง และเป็นธรรม โดยมีผลลัพธ์คือการเรียนรู้ที่มีคุณภาพของนักเรียน อาทิ การก่อตั้งองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ในการให้คำปรึกษา และวางแผนเกี่ยวกับการบริหารจัดการด้านการศึกษาขึ้นมา ในรูปแบบเดียวกับ TDRI ที่ทำงานคู่ขนานไปกับหน่วยงานของรัฐ”

‘ครูพี่โอ๊ะ’จัดใหญ่! โชว์ผลงาน1ปี ชูแนวคิด ‘เรียนรู้ออนไลน์-สร้างงานสร้างอาชีพ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505952

'ครูพี่โอ๊ะ'จัดใหญ่! โชว์ผลงาน1ปี ชูแนวคิด'เรียนรู้ออนไลน์-สร้างงานสร้างอาชีพ'

‘ครูพี่โอ๊ะ’จัดใหญ่! โชว์ผลงาน1ปี ชูแนวคิด’เรียนรู้ออนไลน์-สร้างงานสร้างอาชีพ’

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 14.48 น.

“ครูพี่โอ๊ะ”จัดใหญ่! แถลงผลงาน”1 ปี ณ วังจันทรเกษม สะท้อนงาน สะท้อนคน กับ กนกวรรณ วิลาวัลย์” ขนผลงานโบว์แดงมาโชว์ เดินหน้าระยะต่อไปชูแนวคิด”เรียนรู้ออนไลน์-สร้างงานสร้างอาชีพ-ก้าวสู่สังคมสุขภาวะอย่างมีคุณภาพ”

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศธ. นายสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศธ. และ นายพะโยม ชิณวงศ์ ประธานคณะทํางาน รมช.ศธ.ร่วมแถลงผลการทํางาน “1 ปี ณ วังจันทรเกษม สะท้อนงาน สะท้อนคน กับ กนกวรรณ วิลาวัลย์” และมีการจัดแสดงนิทรรศการผลการดําเนินงาน ของสํานักงานส่งเสริมการศึกษานอก ระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สํานักงาน กศน.) สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และ สํานักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) ณ ห้องประชุมบุณยเกตุ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีนายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการ กศน. นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการ กช. ผู้บริหารและบุคลากรสํานักงาน กศน. สถานศึกษาเอกชน และ สลช.จากทั่วประเทศ เข้าร่วมงานเนืองแน่น

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวตอนหนึ่งว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสําคัญกับการจัดการศึกษาตลอดชีวิต โดยเน้นการสร้าง โอกาสทางการศึกษา แก่ผู้ด้อย พลาดและขาดโอกาสทางการศึกษา ได้แก่ คนชายขอบ กลุ่มชาติพันธุ์ ผู้อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร ได้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ผู้พิการ จนพูดได้เต็มปากว่า การศึกษาของเราเข้าถึงคนทุกช่วงวัย โดยเน้น คุณภาพและประสิทธิภาพของผู้เรียน พร้อมทั้งร่วมมือกับทุกภาคส่วนในกระทรวงศึกษาธิการเอง การทํางานระหว่าง กระทรวง และเครือข่ายการทํางานในระดับพื้นที่อย่างเข้มแข็ง

อย่างเช่นในปีที่ผ่านมา ได้รับฟังความคิดเห็นของผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานของหน่วยงานในกํากับ ทั้ง กศน. สช. และลูกเสือ ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทํางาน พร้อมทั้งลงพื้นที่ครบทั้ง 77 จังหวัด เพื่อติดตามการนํานโยบายไปสู่การปฏิบัติ เพราะไม่ต้องการให้ เกิดการแปลงนโยบาย และช่วยเสริมเติมเต็ม อะไรที่ช่วยได้ก็ยินดีสนับสนุน พร้อมร่วมกันแก้ไขข้อติดขัด อุปสรรค และปัญหา เพื่อจับมือเดินหน้าไปด้วยกัน

โดยมีผลการดําเนินงานเด่นของหน่วยงานในการกํากับดูแล ดังนี้ ได้ผลักดันการเพิ่มอัตราข้าราชการครู กศน.คูณ 3 แบ่งเป็น ครูผู้ช่วยพื้นที่สูง ครูผู้ช่วยชายแดนใต้ ครูผู้ช่วยพื้นที่ทั่วไป และครูผู้ช่วยแบบสอบแข่งขัน รวม 1,590 อัตรา และสรรหาเป็น ผู้บริหาร กศน. 140 อัตรา ทําให้สามารถขยับลูกจ้างขึ้นมาเป็นพนักงานราชการ และรับสมัครบุคคลภายนอกมาทดแทนอัตรา จ้างที่ว่างลงให้ครบถ้วน ในส่วนของ สช. ได้ผลักดันการเพิ่มสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลครูเอกชน จาก 100,000 บาท/คน/ปี เป็น 150,000 บาท/คน/ปี โดยข้อมูลเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2563 กองทุนสงเคราะห์ได้อนุมัติค่ารักษาพยาบาลแก่ครู 5,106 คน วงเงินกว่า 77 ล้านบาท และได้น้อมนําหลักสูตรจิตอาสา 904 มาใช้ในกระบวนการอบรมลูกเสือ เพื่อช่วยสร้างศักยภาพ ระเบียบวินัย และปลูกจิตอาสาให้แก่เยาวชน พร้อมพัฒนาหลักสูตรลูกเสือมัคคุเทศก์ ให้มีความโดดเด่นด้านภาษา และองค์ ความรู้ในเชิงการท่องเที่ยว โดยจัดอบรมลูกเสือมัคคุเทศก์รุ่นแรก ใน 8 จังหวัด 480 คนเรียบร้อยแล้ว และในเดือนสิงหาคม จัดอบรมในรุ่นที่ 2 รวม 4,140 คน ในทุกจังหวัดทั่วไปประเทศ

รมช.ศธ.กล่าวว่า ในส่วนของการดําเนินงานในระยะต่อไป ได้วางแผนและกําหนดเป้าหมาย ที่จะสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างต่อเนื่อง เพราะเรื่องของการศึกษาต้องมีความต่อเนื่องและต้องอาศัยเวลา จึงจะเกิดมรรคเกิดผล ภายใต้แนวคิด เรียนรู้ออนไลน์ – สร้างงานสร้างอาชีพ – ก้าวสู่สังคมสุขภาวะอย่างมีคุณภาพ

– เรียนรู้ออนไลน์ โดยใช้ระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยสนับสนุนเป็นเครื่องมือในการจัดการศึกษา เรียนรู้ และสร้างอาชีพแก่ กลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่ม ผ่านแอปพลิเคชัน “ONIE Online” ส่งเสริมให้ใช้ Google Classroom และพัฒนาหลักสูตรพื้นฐาน ของ กศน.ให้มีความทันสมัยครบถ้วน หลักสูตรอาชีพที่มีความหลากหลาย ยืดหยุ่น และตอบโจทย์ความต้องการและ บริบทของแต่ละพื้นที่ และนําเทคโนโลยีมาขยายผลกับแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ของ กศน.ทั้งห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราช กุมารี” 103 แห่ง และศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั้ง 19 แห่ง ส่วนการจัดการศึกษาของเอกชน จะขยายความร่วมมือ กับภาคีเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ดิจิทัล “ศูนย์ Digital Learning Center ของ สช.” ที่หลากหลายมากขึ้น เข้าถึงนักเรียน นักศึกษา กศน. และประชาชนมากขึ้น โดยเน้นให้ครูใช้ระบบออนไลน์ได้อย่างชํานาญ เช่นการใช้ Zoom, Google Classroom, Facebook Live, Microsoft Team เป็นต้น เพื่อสร้างโอกาสในการเรียนรู้ของทุกกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น พร้อมทั้งพัฒนาระบบสวัสดิการกองทุนสงเคราะห์ออนไลน์ ให้สมาชิกได้รู้ข้อมูล ความเคลื่อนไหว และข่าวสารของกองทุน สงเคราะห์อย่างทันท่วงที พร้อมๆ กับพัฒนาค่ายลูกเสือ 66 แห่งทั่วประเทศ ให้มีความทันสมัย นําเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วย ผลิตสื่อการเรียนรู้ การจัดแสดงนิทรรศการ แหล่งเรียนรู้ และการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัย รองรับการจัด กิจกรรมตามหลักสูตรจิตอาสา 904 สําหรับกระบวนการอบรมลูกเสือ และการอบรมลูกเสือมัคคุเทศก์ โดยได้รับจัดสรร งบประมาณปี 2563 แล้ว จํานวน 118 ล้านบาท ซึ่งจะขับเคลื่อนในค่ายลูกเสือจังหวัด 62 ค่าย และค่ายลูกเสือในกํากับ 4 ค่าย รวมทั้งพัฒนาให้มีความพร้อมสําหรับการใช้ประโยชน์ของคนทุกช่วงวัยในพื้นที่นั้นด้วย

– สร้างงานสร้างอาชีพ ในส่วนนี้จะเน้นการต่อยอดผลิตภัณฑ์ กศน.พรีเมียม ทั้ง 231 รายการ ที่จําหน่ายผ่านช่องทาง ออนไลน์ OOCC สามารถสร้างรายได้แก่ประชาชนทุกชุมชน และพัฒนาไปสู่การจดอนุสิทธิบัตร เพื่อรักษาสมบัติของคนไทย ตลอดไป ดังเช่น ผ้าทอมือผักตบชวา กศน. ต.หนองน้ําใส อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา และผ้าทอมือกล้วยไข่ชากังราว อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กําแพงเพชร

– ก้าวสู่สังคมสุขภาวะอย่างมีคุณภาพ โดยจะพัฒนาระบบการทํางานร่วมกันสําหรับกลุ่มบุคลากรนักวิชาชีพ ภาคประชา สังคม กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มคนพิการ ครอบครัว ตลอดจนผู้ดูแล ภายใต้ “การจัดการความรู้สนับสนุนเครือข่ายบูรณาการด้าน ผู้สูงอายุและคนพิการ และการบูรณาการความร่วมมือทางวิชาการและขับเคลื่อนการพัฒนาบุคลากร กศน.ให้มี ศักยภาพในการจัดกิจกรรม กศน.เพื่อร่วมสร้างสังคมสูงอายุที่มีสุขภาวะ” รองรับการเข้าสู่สังคมสูงอายุของประเทศไทย ในเร็วๆ นี้ โดยมีงานในหลายส่วนที่ต้องดําเนินการต่อเนื่อง ทั้งระบบการบริหารจัดการ, พัฒนาบุคลากรของ กศน.ให้มีศักยภาพในการจัดกิจกรรม กศน.รองรับ “สังคมสูงอายุ” มิติสุขภาพสําหรับคนทุกกลุ่มวัย , ระบบการทํางานบนฐานของ ความรู้ การสร้างสรรค์ด้วยคลังปัญญาและภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยในการดําเนินชีวิตที่พอเหมาะ พอเพียง และตื่นรู้ในการ จัดการท่ามกลางภาวะภัยพิบัติ , ระบบสารสนเทศ “เว็บไซต์รวมพลัง” รองรับการจัดการเรียนรู้และข้อมูลสนับสนุนเครือข่าย บูรณาการด้านผู้สูงอายุและคนพิการ แบบ One stop service

รมช.ศธ.กล่าวเพิ่มเติม ว่า การเรียน กศน.การันตีว่ามีงานทำทั้งในเรื่องการเกษตร และในอาชีพต่างๆ เรามีการสำรวจโรงแรมและประสารกับภาคธุรกิจในพื้นที่ว่ามีความต้องการแรงงานประเภทใด และผู้เรียนสามารถมีงานทำระหว่างเรียนและมีรายได้ ชึ่ง กศน.เรามีเรียนนวดแผนโบราญ ซึ่งกศน.พยายามทำในลักษณนี้ให้ครอบคุมทุกจังหวัด ส่วนทั้ง 3 หน่วยงาน ที่ตนดูแลก็มีปัญหาอุปสรรคบ้าง แต่ก็ดิฉันก็คลี่ครายลงในทางที่ดีและทำให้บุคลากรของ กศน.มีขวัญกำลังใจและมีความมั่นคงมากขึ้น รวมถึงครุภัณฑ์และอาคารที่ กศน.ไปใช้ของหน่วยงานอื่นทางสำนักงบฯก็ฝากงบประมาณไว้กับหน่วยงานที่ให้ กศน.ใช้อาคาร ซึ่งทำให้ กศน.สามารถขับเคลื่อนปรับสภาพให้เหมาะสมกับการบริการของ กศน. ส่วนโรงเรียนของสพฐ.ที่ไม่ใช้ก็ให้โอนมา กศน.ซึ่งขณะนี้ กศน.ได้ตั้งงบเดินหน้าไปแล้วในหลายๆจังหวัด ถือว่าเป็นการบูรณาการทำงานร่วมกัน นอกจากนี้ กศน.จะเข้าไปจัดอาชีพให้กับเด็กออทิสติกหรือพิการให้สามารถดูแลตัวเองได้ พัฒนาทักษะมีอาชีพ นอกจากนี้ กศน.ยังส่งเสริมการอ่านให้กับประชาชนทุกกลุ่มวัย เริ่มจากห้องสมุดเฉลิมราชที่ กศน.มีอยู่ทั่วประเทศ

โดย กศน.ได้ MOU กับ TK park และ เครืออัมรินทร์ ที่ให้ E-book มาจำนวนมาก และ กศน.ก็ได้พัฒนาแอพพลิเคชั่น และพัฒนาคิวอาร์โคช เพื่อให้สามารถสแกรนหนังสือไปอ่านที่บ้านได้ รวมถึงส่งเสริมให้ผู้สูงอายุและให้บริการรับส่งถึงบ้าน เพื่อส่งเสริมการอ่านให้เป็นรูปธรรมม รวมถึงสนับสนุนให้จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านในทุกๆห้องสมุดเฉลิมราช ส่วนการก้าวสู่ปีที่ 2 จะเน้นย้ำการจัดการเรียนตามอัธยาศัยในทุกช่วงวัย จะให้ความสำคัญทั้งหมดกับงานที่ทำอยู่และต่อยอดให้มีผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมชัดเจนมากยิ่งขึ้น

รมช.ศธ.กล่าวว่า จากกรณีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จึงให้เลขาธิการ สช.ดำเนินการสำรวจภาพรวมให้ชัดเจนว่าโรงเรียนเอกชนใดที่ยังเปิดสอนอยู่ และโรงเรียนเอกชนใดที่ไม่ได้ดำเนินการแล้ว เพื่อใช้งบประมาณของชาติให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ในการสนับสนุน คาดว่าภายในเดือนนี้จะทราบผล

สอวช.ชูสมาร์ทฟาร์ม เพิ่มความสามารถ ดึงพลังเด็กรุ่นใหม่พลิกโฉมวงการเกษตรไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505942

สอวช.ชูสมาร์ทฟาร์ม เพิ่มความสามารถ ดึงพลังเด็กรุ่นใหม่พลิกโฉมวงการเกษตรไทย

สอวช.ชูสมาร์ทฟาร์ม เพิ่มความสามารถ ดึงพลังเด็กรุ่นใหม่พลิกโฉมวงการเกษตรไทย

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 14.19 น.

สอวช. ชูสมาร์ทฟาร์ม เพิ่มความสามารถเกษตรกรไทย เสนอภาคการศึกษาปรับภาพลักษณ์การเรียนสายเกษตร ดึงพลังเด็กรุ่นใหม่เป็นกุญแจสำคัญพลิกโฉมวงการเกษตรไทยสู่เกษตรสมัยใหม่

เวทีเสวนา Recovery Forum เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2563 สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยมี นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด มาบรรยายพร้อมแลกเปลี่ยนใน หัวข้อ Smart Farming เพิ่มความสามารถเกษตรกรไทย กรณีศึกษาคูโบต้าฟาร์ม อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี และยังมีนายอารีย์ ชวลิตชีวินกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทซิเมนต์ไทยโฮลดิ้ง จำกัด   ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุน คณาจารณ์มหาวิทยาลัยและนักวิจัยรุ่นใหม่ มาร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนด้วย

นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า สยาม  คูโบต้า ได้น้อมนำพระบรมราโชวาท ของรัชกาลที่ 9 “ความเจริญของประเทศต้องอาศัยความเจริญภาคการเกษตรเป็นสำคัญ” มาเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการเกษตรไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการนำองค์ความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยีการเกษตร และเครือข่ายต่างๆ ที่ สยามคูโบต้ามี เข้าไปช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และเพิ่มรายได้ ให้เกิดเป็น “ชุมชนต้นแบบ” ที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่าน “ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า” ให้แก่เกษตรกรในชุมชน ชุมชนใกล้เคียง และเกษตรกรผู้ที่สนใจได้

สำหรับการจะนำองค์ความรู้นวัตกรรม เทคโนโลยีการเกษตรมาใช้พัฒนาเกษตรในประเทศได้นั้น จำเป็นต้องรู้ข้อจำกัด และความท้าทายในการพัฒนาภาคเกษตรไทย โดยความท้าทายของไทย คือ การจัดการน้ำเพื่อการเกษตร สภาพภูมิอากาศที่มีความผันผวน ปัญหาผลผลิตทางการเกษตร แรงงานภาคการเกษตร หนี้ครัวเรือนเกษตร รวมถึงการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เป็นต้น

“การจัดการเกษตรกรรมครบวงจรของคูโบต้า คือการใช้เทคนิคการเพาะปลูก ผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรอย่างลงตัว จนกลายเป็นรูปแบบการทำเกษตรที่มีความแม่นยำ และมีแบบแผน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการปฏิรูปพื้นที่ การเตรียมดิน การเพาะปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การแปรรูป และการขนส่งผลผลิต นอกจากนี้ เกษตรกรยังสามารถควบคุมปัจจัยการเพาะปลูก ได้แก่ ดินและน้ำ ในขั้นตอนต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ตลอดจนการคาดการณ์สภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ เพื่อช่วยเกษตรกรในการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตและรายได้ ตลอดจนยกระดับและสร้างมาตรฐานเกษตรกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก และช่วยลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับเกษตรกรรวมไปถึงสิ่งแวดล้อม เพื่ออนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน” นายสมศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้การจะให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิถีมาเป็นเกษตรสมัยใหม่ มีการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมเพื่อการเกษตรเพื่อความแม่นยำมากขึ้น จำเป็นต้องทำให้เกษตรกรเห็น สร้างประสบการณ์จริงในการเพาะปลูกพืชด้วยวิธีการเกษตรสมัยใหม่ ให้ความรู้และเน้นการปฏิบัติจริงในการทำการเกษตรเต็มรูปแบบ เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้และให้ความมั่นใจว่าเป็นแนวทางที่จะสามารถทำให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคงและยั่งยืนยิ่งขึ้น

สำหรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่ที่คูโบต้านำมาใช้นั้น เกิดจากการพัฒนาของบริษัทรวมถึงความร่วมมือแบบบูรณาการกับเครือข่ายต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และมหาวิทยาลัย รวมถึงกระทรวง อว. อาทิ โดรนเพื่อการเกษตร แอพพลิเคชั่นปฏิทินการเพาะปลูกข้าว ระบบควบคุมทิศทางอัตโนมัติ การวัดสีใบข้าว สถานีวัดสภาพอากาศ แอพพลิเคชั่นระบุพิกัดและสถานะการทำงานของเครื่องจักร ระบบให้น้ำอัจฉริยะ โรงเรือนเพาะปลูก การวิจัยเพื่อออกแบบพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การผลิตกระแสไฟฟ้าบนแปลงเพาะปลูกพืช ตลอดจนการเพิ่มมูลค่าผลผลิตด้วยเครื่องคัดคุณภาพผลผลิต เป็นต้น

ทั้งนี้ การทำงานคิดค้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรนั้น จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ด้านการวิจัย วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี โดยบริษัทมีทีมวิจัยของบริษัทเอง และทีมวิจัยจากอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่มาร่วมกันพัฒนาให้เกิดนวัตกรรมที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและสถานการณ์ของประเทศ เช่น หลังจากสถานการณ์โควิด-19 คนหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น ผลผลิตทางการเกษตรต้องสามารถระบุแหล่งที่มา สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ จึงมีโครงการในการพัฒนาระบบโรงเรือนขึ้น เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมให้เกิดสตาร์ทอัพเกษตรสมัยใหม่ โดยการนำศักยภาพ องค์ความรู้และแนวคิดของคนรุ่นใหม่มาออกแบบเทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อประลองฝีมือและหาแนวทางต่อยอดขยายผลในอนาคต

ด้าน ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า แนวโน้มในอนาคตประเทศไทย นอกจากจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว เด็กรุ่นใหม่ก็สนใจเรียนด้านการเกษตรลดลง แต่จากการแลกเปลี่ยนแนวคิดเกษตรสมัยใหม่ที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนข้างต้น จะเห็นว่าการนำงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาใช้ในภาคเกษตรกรรม ช่วยทุ่นแรง แทบไม่ต้องลงแปลงจริง สามารถทำงานได้อย่างแม่นยำ และยังสามารถต่อยอดไปสู่การเป็นผู้ประกอบการรายย่อย หรือสตาร์ทอัพในการคิดค้น พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรได้ ประเด็นที่น่าขบคิดต่อด้านการจัดทำนโยบาย คือ การปรับภาพลักษณ์การศึกษาในสายการเกษตร ว่าองค์ความรู้ด้านการเกษตรไม่ใช่แค่เรื่องพืชพันธุ์ หรือการเพาะปลูกเท่านั้น แต่คนจะเรียนเกษตรสมัยใหม่ได้ต้องมีองค์ความรู้รอบด้าน ทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รวมถึงการต่อยอดทางธุรกิจ ทำให้เกิดเป็นเทรนด์ของคนรุ่นใหม่ให้สนใจเข้ามาเรียนและนำความรู้ไปพัฒนาการเกษตรไทยมากขึ้น ซึ่งเชื่อว่าพลังคนรุ่นใหม่จะช่วยพลิกบทบาทการเกษตรไทยให้เป็นเกษตรสมัยใหม่ได้อย่างไม่ยาก

“องค์ความรู้ที่บริษัทมีและสามารถแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรม หากยกระดับให้เกิดเป็น KUBOTA Farm Academy โดยร่วมกับมหาวิทยาลัย พัฒนาเป็นหลักสูตรและมีการการันตีองค์ความรู้ที่ผู้เรียนได้รับผ่านใบรับรอง จะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะต่อยอดให้เกิดเกษตรกรรุ่นใหม่ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่การปรับโครงสร้างทางการเกษตรของประเทศสู่ สมาร์ท ฟาร์มเมอร์ และสมาร์ท ฟาร์มมิ่ง ได้ในอนาคต” ดร.กิติพงค์ กล่าว

‘ในหลวง-พระราชินี’ พระราชทานตะกร้าสิ่งของมอบ แก่ญาติอาสาสมัครทหารพรานเสียชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505787

'ในหลวง-พระราชินี'พระราชทานตะกร้าสิ่งของมอบ แก่ญาติอาสาสมัครทหารพรานเสียชีวิต

‘ในหลวง-พระราชินี’พระราชทานตะกร้าสิ่งของมอบ แก่ญาติอาสาสมัครทหารพรานเสียชีวิต

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

‘ในหลวง-พระราชินี’โปรดเกล้าฯให้ ผู้ว่าฯอุบลราชธานี เชิญตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่ญาติของ อาสาสมัครทหารพราน มุจจรินทร์ ศรีแก้ว ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิด

16 กรกฎาคม 2563 เวลา 11.45 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เชิญตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ญาติของ อาสาสมัครทหารพราน มุจจรินทร์ ศรีแก้ว เจ้าหน้าที่ซึ่งเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

จากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดชุดปฏิบัติการกองร้อยทหารพราน 2209 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพราน 22 ขณะลาดตระเวนและรักษาความปลอดภัยครู บริเวณถนนเลียบริมคลองชลประทาน บ้านละโพะ หมู่ที่ 3 ตำบลป่าไร่ อำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2563 ณ บ้านเลขที่ 202 หมู่ที่ 9 ตำบลโพนงาม อำเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่ ครอบครัวของ อาสาสมัครทหารพราน มุจจรินทร์ อย่างหาที่สุดมิได้

ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู…ข้อควรรู้ก่อนสมัครสอบบรรจุเป็น’ข้าราชการครู’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505887

ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู...ข้อควรรู้ก่อนสมัครสอบบรรจุเป็น'ข้าราชการครู'

ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู…ข้อควรรู้ก่อนสมัครสอบบรรจุเป็น’ข้าราชการครู’

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 21.49 น.

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2563 ว่าที่ร้อยตรี ดร.ธนุ วงษ์จินดา ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา กล่าวถีงการเปิดรับสมัครสอบบรรจุข้าราชการครู ตำแหน่งครูผู้ช่วย ซึ่งจะเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 17 – 23 กรกฎาคม 2563 เอกสารสำคัญที่ต้องใช้ประกอบการสมัครสอบก็คือ “ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู” เป็นหลักฐานที่ใช้แสดงในการประกอบวิชาชีพครูตามที่คุรุสภาออกให้ เพื่อปฏิบัติหน้าที่สอน จึงขอชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับเอกสารดังกล่าว เพื่อความเข้าใจการนำไปใช้เป็นหลักฐานในการสอบบรรจุเป็นข้าราชการครู ดังนี้

1.ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู หมายถึง หลักฐานซึ่งออกให้ผู้มีคุณสมบัติตามมาตรฐานความรู้และมาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพที่คุรุสภารับรอง มีสิทธิประกอบวิชาชีพครู ซึ่งเป็นวิชาชีพควบคุมตามกฎหมาย

2.ใบอนุญาตปฏิบัติการสอน หมายถึง หลักฐานที่แสดงคุณสมบัติของผู้ถือว่ามีเฉพาะมาตรฐานความรู้วิชาชีพครูตามข้อบังคับคุรุสภา มีสิทธิประกอบวิชาชีพครู โดยอยู่ในความควบคุมของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา และเมื่อได้ปฏิบัติการสอนเป็นเวลาต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 1 ปี ให้นำหลักฐานการผ่านการรับรองประสบการณ์การสอนจากสถานศึกษา ประกอบกับใบอนุญาตปฏิบัติการสอน มาขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้ ใบอนุญาตปฏิบัติการสอนนี้มีอายุ 2 ปี และสามารถขอรับใบอนุญาตปฏิบัติการสอนได้อีกครั้งหนึ่ง

โดยเอกสารทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว คือ หลักฐานที่ออกให้แก่ผู้ยื่นคำขอที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด เพื่อเป็นหลักฐานที่ใช้ในการสมัครสอบได้

กรณี ผู้มีหนังสืออนุญาตให้ประกอบวิชาชีพครู โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ คุรุสภาถือว่าผู้ได้รับอนุญาตดังกล่าวยังไม่มีคุณสมบัติในการได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู หรือใบอนุญาตปฏิบัติการสอน ดังกล่าว แต่สถานศึกษามีเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องการให้ผู้นั้นประกอบวิชาชีพครูในสถานศึกษาโดยไม่ผิดกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 จึงขออนุญาตจากคุรุสภา ซึ่งเป็นการอนุญาตให้สถานศึกษารับเข้าประกอบวิชาชีพครู หากลาออกจากสถานศึกษาการอนุญาตดังกล่าวถือว่ายกเลิก หนังสืออนุญาตให้ประกอบวิชาชีพในสถานศึกษาที่อนุญาตให้เท่านั้น “มิได้เป็นหลักฐานที่ใช้แสดงในการประกอบวิชาชีพครูได้ในสถานศึกษาอื่นๆ”

ผู้ที่ต้องการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ควรที่จะศึกษารายละเอียดในการประกาศรับสมัครอย่างรอบคอบว่าเอกสารหลักฐานที่ต้องนำไปในวันสมัคร ทั้งเอกสารแสดงวุฒิการศึกษา สาขาวิชาเอก รวมถึงเอกสารหลักฐานที่ทางคุรุสภาออกให้เพื่อแสดงสิทธิในการประกอบวิชาชีพครูให้เป็นไปตามที่หน่วยรับสมัครกำหนดให้เรียบร้อย

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา คุรุสภาได้ประกาศ เรื่อง มาตรการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ในสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยปรับเปลี่ยนกระบวนการให้บริการด้านใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ให้ยื่นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ KSP e-Service (ระบบ KSP Self-Service กรณียื่นเป็นรายบุคคล และ KSP School กรณียื่นผ่านสถานศึกษา) ผ่านทางเว็บไซต์ของคุรุสภา www.ksp.or.th เท่านั้น  ทั้งนี้ให้เข้าตรวจสอบข้อมูลว่าเอกสารหลักฐานครบถ้วนหรือไม่ ภายใน 7 – 15 วันทำการ และจะใช้เวลาดำเนินการอนุมัติใบอนุญาตประกอบวิชาชีพภายใน 30 วันทำการ เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้รับบริการให้สามารถดำเนินการด้านใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทุกประเภทได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวยังสามารถพิมพ์สำเนาใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ตามประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง การใช้สำเนาใบอนุญาตประกอบวิชาชีพอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้จะต้องเป็นสมาชิกของระบบ KSP Self-Service หรือ KSP School และต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพก่อน ถึงจะสามารถพิมพ์สำเนาฯ ได้ โดยสามารถตรวจสอบสถานะใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้ที่ http://www.ksp.or.th/service/license_search.php

สำหรับผู้ที่ต้องการติดต่อสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา สามารถติดต่อผ่านทาง Call center 0-2304-9899 หรือพนักงานเจ้าหน้าที่คุรุสภา ณ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดที่สมาชิกสังกัด หรือทางหน้าเว็บไซต์คุรุสภา ทางหน้าเว็บไซต์คุรุสภา หัวข้อ “ถาม – ตอบ งานใบอนุญาต” หรือไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์

วช. จัดงาน’มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2563′ ในรูปแบบNew Normal2-6 ส.ค.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505886

วช. จัดงาน'มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2563' ในรูปแบบNew Normal2-6 ส.ค.นี้

วช. จัดงาน’มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2563′ ในรูปแบบNew Normal2-6 ส.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 21.36 น.

วช. จัดงาน’มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2563′ ในรูปแบบNew Normal2-6 ส.ค.นี้

ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 16 กรกฎาคม 2563  สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ  (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ แถลงข่าวการจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2563 (Thailand Research Expo 2020)” ครั้งที่ 15 โดยงานดังกล่าวกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 – 6 สิงหาคม 2563 ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ภายใต้แนวคิด “วิจัยเพื่อพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” เพื่อเป็นการนำเสนอผลงานของหน่วยงานในเครือข่ายระบบวิจัยทั่วประเทศ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในรูปแบบ New Normal และเนื่องจากเกิดสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) จึงจำเป็นต้องมีมาตรการ

ในการคัดกรองผู้เข้าร่วมงานและนิทรรศการอย่างเข้มงวดเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของทางกระทรวงสาธารณสุข  ซึ่งผู้เข้าร่วมงานสามารถลงทะเบียนร่วมงานได้ใน 2 รูปแบบ ได้แก่ 1) รูปแบบ Online คือการเข้าร่วมประชุมสัมมนาและชมนิทรรศการในรูปแบบออนไลน์ผ่านซ่องทางต่าง ๆ ที่ผู้จัดงานจัดทำขึ้นเพื่อรองรับการรับชมจากสถานที่ต่าง ๆ 2) รูปแบบ Onsite คือ การเข้าร่วมสัมมนาและชมนิทรรศการ ณ สถานที่จัดงาน ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.researchexpo.nrct.go.th และ http://www.nrct.go.th ได้ตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้ ในการจัดงานมีความจำเป็นในการจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมประเภท Onsite หากแต่ไม่จำกัดจำนวนประเภท Online และของดการลงทะเบียนหน้างาน และ Walk in ในทุกกรณี

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า การจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2563 (Thailand Research Expo 2020)” เป็นเวทีระดับชาติที่นำเสนอผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่มีคุณภาพ กว่า 300 ผลงาน โดยมุ่งเน้น เชื่อมโยงบูรณาการองค์ความรู้ไปสู่การใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ทั้งในมิติเชิงวิชาการ นโยบาย สังคม/ชุมชน และพาณิชย์/อุตสาหกรรม ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มงานวิจัย ได้แก่ งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนากำลังคนและสถาบันความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ท้าทายของสังคม งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่และลดความเหลื่อมล้ำ และงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อน BCG Economy Model และในปีนี้ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานเปิดงานในวันอังคารที่ 4 สิงหาคม 2563 เวลา 10.00 น. 

โดยภายในงานฯ ประกอบด้วย ภาคนิทรรศการ ได้แก่ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เพื่อน้อมรำลึกถึง พระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมราถบพิตร รัชกาลที่ 9  ผู้ทรงเป็น “พระบิดาแห่งการวิจัยไทย” และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ทรงพระมหากรุณาธิคุณต่องานวิจัยไทย นิทรรศการนวัตกรรมตอบโจทย์โรคอุบัติใหม่ นิทรรศการชุมชนเข้มแข็งด้วยวิจัยและนวัตกรรม และนิทรรศการผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ส่วนภาคการประชุมและสัมมนามีมากกว่า 100 เรื่อง

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ เช่น กิจกรรม Highlight Stage เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ที่มีความพร้อมใช้ประโยชน์ทั้งในระดับชุมชน/องค์กร/พาณิชย์ กิจกรรม Thailand Research Symposium 2020 เป็นการส่งเสริมและสนับสนุนนักวิจัยในสาขาวิชาการต่าง ๆ ได้มีโอกาสนำเสนอผลงานวิจัยที่มีคุณภาพต่อผู้สนใจและผู้ใช้ประโยชน์ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพของการเรียนรู้ในศาสตร์สาขาวิชาการในประเด็นสำคัญอื่น ๆ กิจกรรมประกวดผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา 2563 การมอบรางวัล Thailand Research Expo 2020 Award ให้แก่หน่วยงานที่นำเสนอนิทรรศการผลงานวิจัยภายในงาน ได้อย่างมีความโดดเด่นและมีคุณภาพ  กิจกรรม Research Clinic เป็นการให้คำปรึกษาในเรื่องของการวิจัย และการจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากภาคเอกชนและภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเป็นพื้นที่เพื่อการแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ได้จากโครงการในพระราชดำริ ผลงานวิจัยและภูมิปัญญาท้องถิ่น

สำหรับ MASCOT ในปีนี้ ได้แก่ “น้องแกล้งดิน” ซึ่งได้แนวความคิดจากการที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานพระราชดำรัสหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” และ “ทฤษฎีแกล้งดิน” ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริ นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัว “ทูตวิจัย” คนแรก ของประเทศไทย ประจำปี 2563 “อั้ม อธิชาติ ชุมนานนท์” อีกด้วย

สพฐ.ก้าวสู่ปีที่18 ชู’การศึกษายุคดิจิทัล’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505852

สพฐ.ก้าวสู่ปีที่18 ชู'การศึกษายุคดิจิทัล'

สพฐ.ก้าวสู่ปีที่18 ชู’การศึกษายุคดิจิทัล’

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 19.36 น.

สพฐ.ก้าวสู่ปีที่ 18 ชู “การศึกษายุคดิจิทัล” ผลักดันครูและผู้บริหารช่วยกันสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กไทยอย่างเท่าเทียม พร้อมเรียนรู้กับการเปลี่ยนแปลงปรับตัวหลักสูตรใหม่

16 กรกฎาคม 2563 ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวถึงวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก้าวสู่ปีที่ 18 เมื่อวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา ว่า ปีนี้เป็นปีที่ สพฐ. ก้าวสู่ปีที่ 18 แต่เนื่องจากเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 จึงทำให้ไม่ได้มีการจัดกิจกรรมวันครบรอบขึ้น ซึ่งการก้าวสู่ปีที่18 ของ สพฐ.นั้น ต้องยอมรับว่าบุคลากรครูและนักเรียนกำลังอยู่ในโลกที่มีการเปลี่ยนผ่าน เพื่อเข้าสู่การปรับตัวไปสู่ยุคดิจิทัล โดยการศึกษาทุกวันนี้ยังไม่ตอบโจทย์ที่จะทำให้เด็กไทยมีความพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบันเท่าที่ควร ดังนั้นการศึกษาในยุคนี้เราต้องหาจุดที่จะพัฒนาเด็กไทยให้ไปสู่โลกดิจิทัล หรือ การศึกษาศตวรรษที่ 21ให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้เป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ ซึ่งขอให้นักเรียนและครูทุกคนได้ปรับตัวกับการใช้หลักสูตรใหม่ เพราะหลักสูตรฐานสมรรถนะจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ค้นพบศักยภาพของเด็กไทยมากขึ้น

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ครูจะต้องมีส่วนสำคัญในการพัฒนาและปรับตัวไปกับการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรใหม่ ซึ่งครูจะต้องมีความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยีและภาษาอังกฤษ เนื่องจาก นายณัฏฐพล ทีปสุวรรรณ รมว.ศึกษาธิการ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาครูและผู้บริหารในเรื่องเทคโนโลยีและภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก รวมถึง สพฐ. จะต้องพัฒนาครูในประเด็นนี้ตามนโยบายของ รมว.ศึกษาธิการ อย่างก้าวกระโดด ซึ่งขณะนี้ สพฐ.ได้จัดตั้งศูนย์พัฒนาบุคลากรเพื่อความเป็นเลิศระดับเขตพื้นที่ขึ้น โดยศูนย์แห่งนี้จะทำหน้าที่ทดสอบและอบรมครูให้สอดรับกับความรู้ยุคดิจิทัล เช่น ภาษาอังกฤษ และเรื่องเทคโนโลยี เป็นต้น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพต่อการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนในอนาคต

“สพฐ. มีบุคลากรครู ผู้บริหาร และลูกจ้างรวมกว่า 500,000 คน ซึ่งทุกคนอยู่เป็นครอบครัวเดียวกันภายใต้บ้านหลังนี้ จนทำให้งานของ สพฐ. มีการขับเคลื่อนอย่างก้าวกระโดด และนำไปสู่การสร้างโอกาสทางการศึกษา เนื่องจากขณะนี้สังคมคาดหวังในการทำงานของเราอย่างมาก ดังนั้นขอให้บุคลากร สพฐ. ทุกคนจงมุ่งมั่นสร้างบ้านหลังนี้ให้มีความแข็งแรงต่อไปด้วยมิติใหม่การศึกษายุคดิจิทัล สู่ปีที่18 เพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยอย่างเท่าเทียม” ดร.อำนาจ กล่าว

‘ครูกัลยา’แถลงก้าวสู่ปีที่2 ชูแนวทาง ‘ทันสมัย เท่าเทียม ยั่งยืน’ มุ่งสู่การปฏิรูปการศึกษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505848

'ครูกัลยา'แถลงก้าวสู่ปีที่2 ชูแนวทาง'ทันสมัย เท่าเทียม ยั่งยืน' มุ่งสู่การปฏิรูปการศึกษา

‘ครูกัลยา’แถลงก้าวสู่ปีที่2 ชูแนวทาง’ทันสมัย เท่าเทียม ยั่งยืน’ มุ่งสู่การปฏิรูปการศึกษา

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 19.15 น.

“ครูกัลยา”แถลงผลงาน1ปีแรก ภายใต้4นโยบายหลัก และการก้าวสู่ปีที่2 ชูแนวทาง”ทันสมัย เท่าเทียม ยั่งยืน” มุ่งสู่การปฏิรูปการศึกษา เน้นไปที่ตัวผู้เรียนเพื่อเตรียมพร้อมคนก้าวสู่ศตวรรษที่ 21

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2563 ที่พิพิธภัณฑ์การศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกะทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) นำทัพแถลงข่าวการก้าวสู่ปีที่ 2 ชูแนวทาง “ทันสมัย เท่าเทียม ยั่งยืน” โดยจะใช้ 3 กลไกหลักนี้ มุ่งสู่การปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริง เน้นที่ตัวผู้เรียน เตรียมพร้อมคนก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 เพื่อพัฒนาคนไทยให้มีคุณภาพและเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศต่อไป

ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า การพัฒนาการศึกษาไทยเพื่อให้มีศักยภาพในการรองรับและก้าวข้ามความท้าทายต่างๆ ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้น ต้องให้ความสำคัญกับการออกแบบระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ เน้นการสร้างพื้นฐานที่มั่นคง และบูรณาการเพื่อเป็นทุนสำหรับการเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต โดยตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษา ได้วางนโยบายโดยเน้นการปฏิรูปไปที่ตัวผู้เรียน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางรากฐานการศึกษาไทยไปสู่ศตวรรษที่ 21 ภายใต้นโยบายหลัก 4 เรื่อง ที่สามารถดำเนินการเป็นรูปธรรมแล้ว คือ 1.โค้ดดิ้ง (Coding) 2.การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  3.การอ่านเขียนเรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย และ 4.อาชีวะเกษตร ที่ล่าสุดได้เปิดตัวโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ที่จะใช้กลไกของวิทยาลัยอาชีวะเกษตรทั่วประเทศ ขับเคลื่อนโครงการการก้าวไปสู่ปีที่ 2

นับจากนี้ไป การศึกษาไทยจะเผชิญความท้าทายต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะจากสถานการณ์โควิด-19 กระทรวงศึกษาฯ ภายใต้ความรับผิดชอบของตนเอง จะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ภายใต้แนวทาง 1. “ทันสมัย” โดยเฉพาะนโยบายเรื่อง โค้ดดิ้ง (Coding) ที่ได้ออกแบบเนื้อหาหลักสูตรร่วมกับสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สนับสนุนเด็กไทยต้องได้เรียนโค้ดดิ้ง ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษา ที่ได้มีการขับเคลื่อนมาโดยตลอด เป็นนโยบายที่ปฏิรูปโดยตรงถึงเยาวชนไทย และได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน จนขยายผลออกไปในวงกว้าง ซึ่งปัจจุบัน รองนายกฯ วิษณุ เครืองาม ในฐานะประธานกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายส่งเสริมการเรียนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) แห่งชาติ ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 3 คณะ เพื่อขับเคลื่อนงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ได้มีการจัดอบรมครูออนไลน์ เพื่อเตรียมความพร้อม ที่นับว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก มีครูสนใจลงทะเบียนเข้าร่วมอบรมกว่า 2 แสนคน โดย ตนได้นิยามการเรียนการสอนโค้ดดิ้งว่า “ง่ายกว่าที่คิด พิชิตยุคดิจิทัล Coding for All… All for Coding”

“ดิฉันให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นฐานให้กับผู้เรียน โดยการพัฒนาทักษะ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ในศตวรรษที่ 21 ให้กับผู้เรียนในแต่ละช่วงวัย ตามความเหมาะสม ทั้งเด็กปกติและกลุ่มเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ซึ่งทักษะที่สำคัญจำเป็น และควรเน้นเป็นอย่างยิ่ง คือ การคิดวิเคราะห์เป็น แก้ปัญหาเป็น การสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในการดำรงชีวิต Coding เป็นทักษะการเขียนภาษาคอมพิวเตอร์ที่จะช่วยสร้างความมีตรรกะและแก้ปัญหาได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนมากขึ้น” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

คุณหญิงกัลยา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับคุณภาพวิทยาศาสตร์ไทย โดยได้ให้การสนับสนุนโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (MWIT) ในด้านการจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษา พัฒนานักเรียนให้มีศักยภาพสูงทัดเทียมกับโรงเรียนวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก เป็นตัวป้อนที่มีคุณภาพสูงเยี่ยม เข้าสู่ระดับอุดมศึกษา เพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นนักประดิษฐ์ นักคิดค้นของประเทศชาติต่อไปในอนาคต รวมไปถึง การขับเคลื่อนและขยายผลการพัฒนาโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพื่อพัฒนา การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย การเตรียมความพร้อมเพื่อการทดสอบ PISA 2022 โดยใช้แนวทางการพัฒนาของโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพื่อการยกระดับ ผลการสอบ PISA ของประเทศไทย

2.แนวทาง “เท่าเทียม” การศึกษาไทย จะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เด็กพิการและเด็กด้อยโอกาสสามารถเรียนรู้ตลอดชีวิตได้อย่างเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จะจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับเด็กพิการและเด็กด้อยโอกาส ผ่านการให้บริการในรูปแบบที่หลากหลาย และมีคุณภาพ มีทักษะชีวิตที่ดี สามารถพึ่งตนเองได้ อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข มีศักดิ์ศรี มีคุณภาพชีวิตที่ดี ในด้านจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิการ มีโรงเรียนเฉพาะความพิการ 48 โรง นักเรียน 12,388 คน มีศูนย์การศึกษาพิเศษ 77 แห่ง นักเรียน 26,339 คน และสำหรับเด็กด้อยโอกาส มีโรงเรียนการศึกษาสงเคราะห์ 51 โรง นักเรียน 33,528 คน ในด้านการส่งเสริม สนับสนุนนั้น มีการจัดการศึกษา แบบเรียนรวม24,216 โรง นักเรียน 432,590 คน และมีกองทุนส่งเสริมและพัฒนาการศึกษา สำหรับคนพิการ

และ 3.แนวทาง “ยั่งยืน” ยกระดับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี เพื่อสร้างผู้ประกอบการภาคการเกษตรให้สอดคล้องกับสังคมโลกในศตวรรษที่ 21 ด้วยการพัฒนาสถานศึกษาอาชีวศึกษาเกษตรกรรมและประมง เป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดทางเทคโนโลยีนวัตกรรมการเกษตร (Digital Agri College) โดยนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้ในกระบวนการการเรียนการสอน : STI (Science /Technology/Innovation) เพื่อยกระดับสถานศึกษาอาชีวศึกษาเกษตรกรรมและประมง เป็น Digital Agri College รวมไปถึงการเดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ โดยวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี 47 แห่ง ทั่วประเทศ เป็นแหล่งพัฒนาบุคลากรทางการเกษตร ที่พร้อมจะพัฒนาให้เป็นผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำในอนาคต ภายใต้หลักสูตร “ชลกร” เพื่อปั้นนักบริหารจัดการน้ำในชุมชน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การช่วยเหลือเกษตรกร ให้มีน้ำกิน น้ำใช้ แก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน

โดยทั้งหมดนี้ จะใช้กลไกของสภาการศึกษาเป็นฟันเฟือง ผลักดันให้สภาการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนด้านการปฏิรูปการศึกษา ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อเชื่อมต่อกับทุกภาคส่วนในการผลักดันนโยบายต่างๆให้บรรลุตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้

“ดิฉันเป็นเด็กต่างจังหวัด มายืนตรงจุดนี้ได้เพราะการศึกษ ภายใต้แนวทาง “ทันสมัย เท่าเทียม ยั่งยืน” ในการก้าวสู่ปีที่ 2 นี้ ดิฉันจะทุ่มเททำงานด้วยความตั้งใจ จะระดมสรรพกำลังจากทุกภาคส่วน เพื่อก่อให้เกิดความสำเร็จ ในการปฏิรูปการศึกษา เพื่อพัฒนาคนไทยให้มีคุณภาพ และเป็นพลเมืองที่ดี ของประเทศต่อไป แม้จะต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยนบ้างในบางเรื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจให้ผู้เกี่ยวข้อง แต่ดิฉันจะเดินหน้าต่อ และก้าวข้ามอุปสรรคทั้งปวง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังที่ตั้งใจ สิ่งนี้คือคำมั่นสัญญา” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว