ปชป. เผย ฝ่ายค้าน ผนึกกำลังยื่นตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน ช่วง 11-12 พ.ค. มั่นใจไม่ถูกยื้อเตะถ่วง

ปชป. เผย ฝ่ายค้าน ผนึกกำลังยื่นตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน ช่วง 11-12 พ.ค. มั่นใจไม่ถูกยื้อเตะถ่วง

ปชป. เผย ฝ่ายค้าน ผนึกกำลังยื่นตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน ช่วง 11-12 พ.ค. มั่นใจไม่ถูกยื้อเตะถ่วง

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.59 น.

‘ปชป.’ เผย ‘ฝ่ายค้าน’ ผนึกกำลังยื่นตีความ  ‘พ.ร.ก.กู้เงิน’ จ่อชง ’ปธ.สภาฯ‘ ช่วง 11-12 พ.ค. นี้ มั่นใจไม่ถูกยื้อเตะถ่วง ย้ำไร้เหตุจำเป็นเร่งด่วน ชี้หาก ศาลรธน.ตีตก กระทบ ’คนละครึ่ง‘ รัฐบาลต้องแก้ปัญหา – แสดงความรับผิดชอบทางการเมือง

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ได้เข้าชื่อร่วมกันในคำร้องที่จะส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อตีความพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ว่าเข้าข่ายไม่เป็นไปตามเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ทั้งนี้พร้อมจะยื่นต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ในช่วงวันที่ 11-12 พ.ค. นี้ ทั้งนี้ตนได้ประสานไปยังพรรคกล้าธรรมให้ร่วมลงชื่อด้วย แต่เบื้องต้นยังรอการประชุมพรรคกล้าธรรมก่อน อย่างไรก็ดีตนยืนยันว่ารายชื่อของสส.ที่ร่วมลงชื่อคำร้องครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด  อย่างไรก็ดีหลังจากยื่นคำร้องแล้ว เชื่อว่านายโสภณจะส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญโดยเร็ว ซึ่งตามกรอบจะมีเวลา 2-3 วัน ก่อนส่ง ซึ่งเชื่อว่าจะทันก่อนที่สภาฯ จะพิจารณาพ.ร.ก.เงินกู้ ในสัปดาห์หน้าแน่นอน

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ในประเด็นของคำร้องที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญตนได้เห็นตัวร่างของพรรคประชาชนแล้วเห็นว่ามีประเด็นที่มีรายละเอียดและข้อกังวลต่อการยื่นกู้เงินดังกล่าว ขณะเดียวกันแล้วในเหตุผลที่รัฐบาลต้องการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทนั้นมีเหตุที่ไม่จำเป็น เนื่องจากวิกฤติที่รัฐบาลอ้างถึง ทั้งเรื่องวิกฤติราคาน้ำมัน ราคาน้ำมันแพง มีวิธีการที่สามารถแก้ไขได้ ผ่านการลดภาษีสรรพสามิต และปรับสูตรคำนวณราคาน้ำมัน

นายกรณ์ กล่าวต่อว่าส่วนที่รัฐบาลระบุว่าต้องการเงินเพื่อใช้ในโครงการคนละครึ่ง ที่จะเร่ิมวันที่ 1 มิ.ย. นี้ นั้น ตนมองว่ารัฐบาลมีวิธีการหลายอย่าง โดยเฉพาะการปฏิบัติตามสิ่งที่นายกฯ เคยแถลงนโยบายต่อรัฐสภา หรือ ตามที่พรรคภูมิใจไทยเคยหาเสียงไว้ คือ การใช้งบประมาณ วงเงิน 4.4 หมื่นล้านบาท ที่สามารถออกเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณ พ.ศ.2569 ได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก. ดังนั้นหากการยื่นตีคความพ.ร.ก.กู้เงิน ทำให้ไม่สามารถใช้เงินในโครงการคนละครึ่ง วันที่ 1 มิ.ย. นี้ได้ เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องบริหารจัดการและแก้ปัญหาเอง

นายกรณ์ กล่าวต่อว่านอกจากนั้นในวงเงินกู้ 4 แสนล้านบาท ที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงต่อสภา เมื่อ 7 พ.ค. ที่ระบุว่าจะแบ่งการกู้เงินเป็น 2 ก้อน โดยกู้ปีนี้ 2 แสนล้านบาท และกู้ปี 70 อีก 2 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการเปลี่ยนถ่ายพลังงาน แสดงให้เห็นว่ามีความไม่จำเป็นเร่งด่วนอันหลีกเลี่ยงไม่ได้  ขณะเดียวกันนั้น การใช้งบประมาณเพื่อเปลี่ยนถ่ายไปใช้พลังงานสะอาดนั้นสามารถกำหนดไว้ในร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ได้  ส่วนที่ระบุว่าจะกู้ส่วนที่2 ในปี2570 นั้น ตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้เป็นหัวใจของการออกพ.ร.ก. คือ ความจำเป็นต้องใช้เงินเดี๋ยวนี้ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจจะมีปัญหา ดังนั้นจะบอกว่ากู้มากองหรือ ปีหน้าค่อยกู้ไม่ได้ หากทำแบบนั้นแสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นเร่งด่วนระดับที่จะออก พ.ร.ก.ได้ 

“ผมไม่คัดค้านตัวโครงการที่รัฐบาลจะดำเนินการแม้ยังไม่เห็นรายละเอียด แต่เชื่อว่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ แต่การที่กำหนดในพ.ร.ก.กู้เงิน และกำหนดจะกู้ 2แสนล้านบาทในปีหน้า  เท่ากับชี้ให้เห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นตามเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนด และการกู้เงินที่เกินความจำเป็นผมกังวลว่าจะมีผลกระทบต่อวินัยการคลัง และกระทบต่อระบบความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้” นายกรณ์ กล่าว  

เมื่อถามว่าหากมีการยื่นตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว รัฐบาลต้องรอคำวินิจฉัยก่อนให้สภาฯพิจารณาหรือไม่  นายกรณ์ กล่าวว่า ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้หากมีการยื่น ต่อศาลรัฐธรรมนูญก่อนการพิจารณาในรัฐสภา รัฐบาล ต้องรอให้กระบวนการทางศาลรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นก่อนซึ่งไม่เกิน 60 วัน ทั้งนี้หากรัฐบาลมั่นใจว่า สิ่งที่ทำนั้นถูกต้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ให้มีการตรวจสอบและไม่ให้มีการวินิจฉัยโดยศาลรัฐธรรมนูญ 

เมื่อถามว่าในประเด็นที่ยื่นมั่นใจหรือไม่ว่าจะเข้าเกณฑ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้พิจารณา นายกรณ์ กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 มีความชัดเจนมากว่า กรณีใดถึงจะเป็นกรณีที่รัฐบาลสามารถออกพ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติมได้ ซึ่งต้องเป็นกรณีปัญหาวิกฤติที่มีผลต่อความมั่นคงในระบบเศรษฐกิจ  

เมื่อถามว่าหากศาลรัฐธรรมนูญ ตีตกพ.ร.ก.ดังกล่าว รัฐบาลจำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบอยากไร​  นายกรณ์ กล่าวว่า ต้องถามรัฐบาลเพราะไม่ได้มีบทลงโทษ แต่คงเป็นเรื่องความรับผิดชอบทางการเมืองตามความเหมาะสม ซึ่งต้องคิดหนักว่าจะรับผิดชอบอย่างไร

เมื่อถามย้ำว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกหรือไม่ นายกรณ์ กล่าวว่า ตนยังไม่อยากพูดไปถึงจุดนั้น เพียงแค่ต้องการ ป้องกันไม่ให้รัฐบาลข้ามเส้นวินัยการเงินการคลังที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและส่งผลกระทบต่อประชาชนในอนาคต  ทั้งนี้ตนได้แสดงความห่วงใยถึงที่มาของ พ.ร.ก. ซึ่งเรารู้เรื่องการออกพ.ร.ก.ครั้งแรกมาจากนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ซึ่งรับผิดชอบทางด้านกฎหมาย แต่ในวันเดียวกัน ปลัดกระทรวงการคลังให้สัมภาษณ์ว่าไม่รับรู้เรื่องดังกล่าว และยังระบุด้วยว่าวันนี้ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องออกพ.ร.ก. ซึ่งผ่านมาเพียง 3 สัปดาห์ ดังนั้นต้องถามว่าวันนั้นกับวันนี้มีอะไรเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ต้องเร่งรีบในการออกพ.ร.ก.ตอนนี้ โดยที่ไม่ได้มีจุดกำเนิดมาจากกระทรวงการคลัง

“ทุกรัฐบาลจะมีปัญหา ว่าเงินในมือไม่เพียงพอในการที่จะทำในสิ่งที่เขาอยากทำ ซึ่งเป็นเหตุให้เราต้องมีกฎหมายในการกำกับว่าในแต่ละรัฐบาลนั้นสามารถใช้เงินได้เท่าไหร่ ขาดทุนได้เท่าไหร่ไม่เช่นนั้นจะไม่มีข้อจำกัด เพราะถ้าถูกรัฐบาลสามารถใช้เงินเท่าไหร่ก็ได้สถานะ การคลังของประเทศวันนี้ก็ไม่เป็นแบบนี้อนาคตก็มีโอกาสที่จะล่มสลายได้จริง” นายกรณ์ กล่าว

แม่ยก ปชป. ชู 2 มือกระบี่ประชาธิปัตย์ ของดีที่คนไทยมองข้าม!

แม่ยก ปชป. ชู 2 มือกระบี่ประชาธิปัตย์ ของดีที่คนไทยมองข้าม!

แม่ยก ปชป. ชู 2 มือกระบี่ประชาธิปัตย์ ของดีที่คนไทยมองข้าม!

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.46 น.

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นางกาญจนี วัลยะเสวี หรือ ติ๊งต่าง เจ้าของฉายาไฮโซสปอร์ตคลับและแกนนำกลุ่มแม่ยกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า ไม่เข้าใจว่าเหตุใดคนถึงมองข้ามคนเก่ง คนคุณภาพอย่างทั้ง2ท่านในรูป  … #ดิฉันมั่นใจว่าไม่ได้ตะบี้ตะบันเชียร์ทั้ง2ท่านโดยไม่มีเหตุผล

– มั่นใจว่าถ้าเอานายก รมว.คลัง หรือรมต.คนใดในรบ.นี้มาเทียบ ไม่มีทางเทียบได้  #มั่นใจว่าห่างชั้น

– น่าเสียดายว่าเหตุใดคนไทยไม่ให้โอกาสทั้ง2ท่านนี้มาบริหารประเทศ  รวมทั้งคนคุณภาพอีกมากมายในพรรคประชาธิปัตย์

– อย่างน้อยพรรคปชป.ยังเป็นพรรคที่มีคุณธรรม  ไม่ใช่อยากเข้ามาบริหารประเทศด้วยความละโมบ ต้องการเข้ามาถอนทุน มากอบโกยอย่างหน้าด้านๆ โดยไม่ละอายต่อเสียงคัดค้านของปชช.

พริษฐ์ บี้ ครม. ยืนยันร่างแก้ รธน. หมวด15/1 ย้ำ’แก้ปัญหาปากท้อง-รัฐธรรรมนูญ’ทำคู่ขนานกันได้

พริษฐ์ บี้ ครม. ยืนยันร่างแก้ รธน. หมวด15/1 ย้ำ'แก้ปัญหาปากท้อง-รัฐธรรรมนูญ'ทำคู่ขนานกันได้

พริษฐ์ บี้ ครม. ยืนยันร่างแก้ รธน. หมวด15/1 ย้ำ’แก้ปัญหาปากท้อง-รัฐธรรรมนูญ’ทำคู่ขนานกันได้

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.27 น.

พริษฐ ชี้ หาก ครม. ปล่อยให้ร่าง รธน. เดิมตกไป โดยไม่สัญญาว่าจะยื่นร่าง รธน. ฉบับใหม่เข้ามา แสดงว่า ครม. ไม่จริงใจในการทำตามคำสั่งของประชาชนจากผลประชามติ 

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพตส์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ก พริษฐ์ วัชรสินธุ -ไอติม -Parit Wa charasindhu ระบุว่า หาก ครม. ปล่อยให้ร่าง รธน. เดิมตกไป โดยไม่สัญญาว่าจะยื่นร่าง รธน. ฉบับใหม่เข้ามา แสดงว่า ครม. ไม่จริงใจในการทำตามคำสั่งของประชาชนจากผลประชามติ | หากรัฐบาลเอาปัญหาเศรษฐกิจมาเป็นข้ออ้าง ก็ฟังไม่ค่อยขึ้น เพราะการแก้ปัญหาปากท้อง-รัฐธรรรมนูญทำคู่ขนานกันได้ + การ ออก พ.ร.ก. เงินกู้ ที่เอาเงินเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกัน เพื่อหวังสอดไส้การตีเช็คเปล่าเรื่องโครงการอื่น ก็ไม่ใช่แนวทางที่เอาปากท้องประชาชนเป็นตัวตั้งอยู่ดี 

เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา ประชาชนทั่วประเทศได้เดินเข้าคูหาเพื่อออกเสียงประชามติ ว่าเขาเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

แม้มีประชาชน 11.2 ล้านคน ที่ลงคะแนน “ไม่เห็นชอบ” (ซึ่งเป็นความเห็นที่เราต้องคำนึงถึงและทำความเข้าใจ) แต่การที่มีประชาชนสูงถึง 21.6 ล้านคน ที่ลงคะแนน “เห็นชอบ” สะท้อนให้เห็นชัด ว่าสังคมมีฉันทามติร่วมกันในระดับหนึ่ง (และในระดับที่กว้างกว่าแค่ผู้สนับสนุนพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง) ว่ารัฐธรรมนูญ 2560 เป็นรัฐธรรมนูญที่มีปัญหารุนแรงถึงขั้นที่การแก้ไขรายมาตราอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมาหลังจากประชามติ ผมเชื่อว่าสังคมเรามีแต่เห็นถึงปัญหาของรัฐธรรมนูญ 2560 ชัดขึ้นกว่าเดิม เช่น

– กกต. ที่ทำงานอย่างเต็มไปด้วยข้อพิรุธ (เช่น การรายงานผลที่ล่าช้า / การนับคะแนนที่ผิดพลาด / การออกแบบบัตรที่มีบาร์โค้ด) แต่กลับไม่มีช่องทางให้ประชาชนยื่นถอดถอน กกต. ได้
– สตง. ที่ยังไม่มีผู้บริหารแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองหรือรับโทษใดๆ 1 ปี หลังเหตุการณ์ตึกถล่ม โดยมีแต่เพียงการปล่อยมิวสิกวิดีโอเพลงใหม่
– คะแนนความโปร่งใสของประเทศ ที่ตกต่ำสุดในรอบ 10+ ปี จนทำให้นายกฯ “อับอาย” และตอกย้ำชัดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันปราบโกงไม่ได้
– ป.ป.ช. ที่ยกคำร้องและออกแถลงการณ์ฟอกขาวให้กับ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ แม้ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่ามีการซุกหุ้นและการขัดกันแห่งผลประโยชน์
– สว. 130+ คน ที่ถูกกล่าวหากรณีการฮั้ว สว. แต่อาจจะกำลังจะถูกฟอกขาวหรือเป่าคดีในเร็วๆนี้ โดย กกต. ที่ สว. เหล่านี้ เป็นคนรับรองให้เข้ามาเอง
– ประธานสภา (วันนอร์) ที่ใช้อำนาจและดุลพินิจของตนเอง 1 วันก่อนยุบสภา เพื่อปัดตกการเข้าชื่อร้องเรียน ป.ป.ช. ของ สส. ฝ่ายค้าน กรณีคลิปหลุดร่วมกันระหว่าง กรรมการ ป.ป.ช. กับ ประธานวันนอร์ เอง

ในเมื่อผลประชามติออกมาชัดเจนว่าประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเป็นผลที่ต้องผูกมัดทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ในเชิงกระบวนการ ขั้นตอนถัดไปที่ต้องดำเนินการ คือการผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 เกี่ยวกับกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้ผ่านความเห็นชอบ 3 วาระของรัฐสภา

วันนี้ ครม. จึงมี 2 ทางเลือก เพื่อเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ทางเลือกที่ 1 คือการมีมติก่อนวันที่ 14 พ.ค. เพื่อยืนยัน ให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 ทั้ง 2 ฉบับ (1 ฉบับของพรรคภูมิใจไทย / 1 ฉบับของพรรคประชาชน) ที่เคยผ่านวาระ 1 ของรัฐสภามาแล้ว ได้ไปต่อ – หากเป็นเช่นนั้น ทั้ง 2 ร่าง ก็จะต้องถูกพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการ ก่อนถูกเสนอกลับมาที่รัฐสภาในวาระ 2 และ 3

ทางเลือกที่ 2 คือการที่ ครม. ไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 ทั้ง 2 ฉบับ ซึ่งหมายความว่ากระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะไปต่อได้ ต่อเมื่อมีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 เข้ามาใหม่อีกรอบหนึ่ง โดย ครม. สมาชิกรัฐสภา หรือ ภาคประชาชน เพื่อเริ่มพิจารณาในวาระที่ 1

แต่ล่าสุด ดูเหมือนรัฐบาลจะไม่เลือกแม้แต่ทางเลือกเดียว

หาก ครม. ปล่อยให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 ที่ค้างจากรัฐสภาชุดที่แล้ว ตกไป โดยไม่มีคำสัญญาว่า ครม. จะเสนอ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 เข้ามาใหม่หรือไม่เมื่อใด สะท้อนชัดว่ารัฐบาลขาดความจริงใจในเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามคำสั่งของประชาชนจากผลประชามติ

ข้ออ้างของรัฐบาลว่า ครม. ไม่สามารถมีมติยืนยันร่าง รธน. เดิมหรือให้คำสัญญาเรื่องการยื่นร่าง รธน. ใหม่ได้ เพราะต้องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจก่อน เป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น เพราะนอกจากการแก้ปัญหาปากท้องและปัญหารัฐธรรมนูญสามารถทำควบคู่กันได้ (โดยแท้จริงแล้วเป็นปัญหามีความเชื่อมโยงกัน) แต่การที่รัฐบาลตัดสินใจออก พ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ที่เอาเงินเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกัน เพื่อหวังสอดไส้การตีเช็คเปล่าเรื่องโครงการด้านการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน ก็สะท้อนชัดว่ารัฐบาลทุกวันนี้ ก็ไม่ได้ดำเนินนโยบายโดยยึดการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนเป็นตัวตั้งอยู่ดี

เอกนิติ เผยเบื้องหลัง กล่อม ‘มูดี้ส์’ พลิกเกมสู่ Stable ติด 1 ใน 5 ตลาดเกิดใหม่ รับมือวิกฤตดีที่สุด

เอกนิติ เผยเบื้องหลัง กล่อม 'มูดี้ส์' พลิกเกมสู่ Stable ติด 1 ใน 5 ตลาดเกิดใหม่ รับมือวิกฤตดีที่สุด

เอกนิติ เผยเบื้องหลัง กล่อม ‘มูดี้ส์’ พลิกเกมสู่ Stable ติด 1 ใน 5 ตลาดเกิดใหม่ รับมือวิกฤตดีที่สุด

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.26 น.

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงเบื้องหลังที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง “มูดี้ส์” (Moody’s) ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable) และยกให้ไทยเป็น 1 ใน 5 ตลาดเกิดใหม่ที่รับมือวิกฤตโลกได้ดีที่สุดว่า ความสำเร็จนี้เป็นผลต่อเนื่องจากที่ได้เข้าพบ และชี้แจงข้อมูลกับตัวแทน ของมูดี้ส์โดยตรง ในช่วงการประชุม IMF-World Bank ที่สหรัฐอเมริกา เมื่อกลางเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา

โดยมีประเด็นสำคัญในการชี้แจงถึงการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของไทย โดยได้เน้นย้ำว่ารัฐบาลจะเน้นนโยบายการผลักดันการลงทุนทั้งจากต่างชาติ (FDI) รวมทั้งการลงทุนภายในที่เห็นได้จากการลงทุนภาครัฐ และเอกชนที่เติบโตสูงสุดในรอบ 10 ปี โดยไม่ได้พึ่งพาแค่นโยบายแจกเงินระยะสั้น

ส่วนประเด็นเรื่องหนี้สาธารณะของไทยที่เพิ่มขึ้น มูดี้ส์ไม่ได้กังวลเรื่องที่รัฐบาลกู้เงินเพิ่ม 4 แสนล้านบาท แต่กังวลเรื่องทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งได้ชี้แจงว่าในช่วงปลายปีก่อนที่รัฐบาลสามารถผลักดัน GDP ในช่วงปลายปี 2568 ให้ฟื้นตัวจาก 0.3% มาเป็น 2.5% ได้สำเร็จมาแล้ว เศรษฐกิจไทยจะสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง

นายเอกนิติยังกล่าวด้วยว่า ในส่วนของการรักษาวินัยการคลังได้เน้นย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับวินัยการคลัง โดยมีการทำแผนการคลังระยะปานกลางที่ชัดเจน และเริ่มใช้หนี้คืนหน่วยงานรัฐอย่างธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้เพราะได้ดำเนินการจริง

“ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังได้ประเมินความเสี่ยงและรายงานนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ให้เตรียมใจรับมือหากถูกลดอันดับเครดิต แต่ท้ายที่สุด ด้วยข้อมูลและแผนงานที่ชัดเจน ทำให้มูดี้ส์ยังคงเชื่อมั่นและปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้นจากปีก่อนได้ในที่สุด” นายเอกนิติ ระบุ

เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ชี้ แลนด์บริดจ์ไทยไม่ได้เกิดในสุญญากาศ

เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ชี้ แลนด์บริดจ์ไทยไม่ได้เกิดในสุญญากาศ

เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ชี้ แลนด์บริดจ์ไทยไม่ได้เกิดในสุญญากาศ

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.11 น.

เอ็ดดี้ อัษฎางค์ โพสต์เฟซบุ๊ก “แลนด์บริดจ์ไทยไม่ได้เกิดในสุญญากาศ” โดยระบุข้อความดังนี้ 

แลนด์บริดจ์ไทยไม่ได้เกิดในสุญญากาศ

#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

แลนด์บริดจ์ไทยไม่ได้แข่งกับ “ช่องแคบมะละกา” อย่างเดียว แต่แข่งกับ ระบบโลจิสติกส์ของเพื่อนบ้านที่กำลังอัปเกรดตัวเองอย่างหนัก โดยเฉพาะสิงคโปร์และมาเลเซีย
ซึ่งโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)” ไม่สามารถสู้กับ “ระบบนิเวศ (Ecosystem)” ได้

มิติที่มักถูกมองข้ามคือ ไทยไม่ได้แข่งกับช่องแคบมะละกาอย่างเดียว แต่กำลังแข่งกับยุทธศาสตร์ของเพื่อนบ้านด้วย สิงคโปร์ไม่ได้หยุดนิ่ง แต่กำลังสร้าง Tuas Mega Port เพื่อย้ำสถานะศูนย์กลางเดินเรือโลก ส่วนมาเลเซียก็กำลังผลักดัน ECRL ซึ่งทำหน้าที่คล้ายแลนด์บริดจ์ เชื่อมท่าเรือฝั่งทะเลจีนใต้กับฝั่งช่องแคบมะละกา

ดังนั้น คำถามของไทยจึงไม่ใช่แค่ว่า “เรามีภูมิศาสตร์ดีพอหรือไม่” แต่คือ “เรามีโมเดลธุรกิจดีพอจะชนะระบบของคู่แข่งหรือไม่”
เพราะในโลกโลจิสติกส์ ไม่มีใครเลือกเส้นทางเพราะคำขวัญทางยุทธศาสตร์ เขาเลือกเส้นทางที่เร็วกว่า ถูกกว่า แน่นอนกว่า และให้บริการครบกว่า

เราไม่ได้แข่งกับ “ไอเดีย” แต่แข่งกับ “ระบบที่กำลังเกิดขึ้นจริง”
แลนด์บริดจ์ไทยไม่ได้เกิดในสุญญากาศ

ขณะที่ไทยยังถกเถียงกันเรื่องคุ้มทุน สิ่งแวดล้อม การเวนคืน และรูปแบบการลงทุน สิงคโปร์กำลังยกระดับท่าเรือเดิมให้เป็น mega port อัตโนมัติระดับโลก ส่วนมาเลเซียกำลังสร้างแลนด์บริดจ์ทางรางของตัวเองผ่าน ECRL

แปลว่าไทยไม่ได้แข่งกับ “ข้อจำกัดของช่องแคบมะละกา” เท่านั้น แต่แข่งกับ ยุทธศาสตร์ตอบโต้ของเพื่อนบ้าน
สิงคโปร์ตอบโต้ด้วยการทำให้ตัวเองเป็น hub ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม

มาเลเซียตอบโต้ด้วยการสร้าง land bridge ของตัวเอง
ไทยจึงต้องตอบให้ได้ว่าแลนด์บริดจ์ไทยมี niche อะไรที่ต่างจากสองประเทศนี้

สิงคโปร์ : ไม่ได้นั่งรอให้ไทยมาแย่งเกม

สิงคโปร์กำลังสร้าง Tuas Mega Port เพื่อรวมท่าเรือคอนเทนเนอร์หลักไว้ที่เดียว และวางเป้าให้เป็นท่าเรืออัตโนมัติเต็มรูปแบบที่ใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อเสร็จในช่วงทศวรรษ 2040 จะรองรับได้ประมาณ 65 ล้าน TEUs ต่อปี พร้อม 66 ท่าเทียบเรือ และแนวท่าเรือยาว 26 กม.

ความสำคัญคือ สิงคโปร์ไม่ได้ขายแค่ “ท่าเรือ” แต่ขาย ecosystem ทั้งระบบ เช่น transshipment, bunkering, shipping finance, marine insurance, arbitration, shipbroking, digital port, green fuel และบริการเดินเรือระดับโลก กระทรวงคมนาคมสิงคโปร์ระบุชัดว่า Tuas Port คือเครื่องมือ future-proof สถานะ global hub port ของสิงคโปร์ และจะเสริมทั้ง physical/digital linkages เพื่อเพิ่ม resilience ของ supply chain

ตัวเลขล่าสุดยิ่งชี้ว่าไทยไม่ได้แข่งกับคู่แข่งธรรมดา เพราะปี 2025 สิงคโปร์ทำสถิติปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ 44.66 ล้าน TEUs และยอดขายเชื้อเพลิงเรือ 56.77 ล้านตัน สะท้อนว่ามันยังเป็น “ศูนย์กลางจริง” ไม่ใช่แค่ชื่อเสียงเก่า

สรุปคือ ถ้าแลนด์บริดจ์ไทยจะดึงเรือหรือสินค้าออกจากเส้นทางเดิม ต้องตอบให้ได้ว่า ไทยจะให้บริการได้เร็วกว่า ถูกกว่า แน่นอนกว่า หรือมีมูลค่าเพิ่มมากกว่าสิงคโปร์ตรงไหน
ที่สำคัญคือ โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)” ไม่สามารถสู้กับ “ระบบนิเวศ (Ecosystem)” ได้

มาเลเซีย: มี “แลนด์บริดจ์” ของตัวเองแล้วในชื่อ ECRL

มาเลเซียมีโครงการ East Coast Rail Link หรือ ECRL ซึ่งเป็นทางรถไฟไฟฟ้าระยะทางประมาณ 665 กม. เชื่อม Kota Bharu รัฐกลันตัน ไปถึง Port Klang รัฐสลังงอร์ โดยเชื่อมฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรมลายูกับฝั่งตะวันตก และมุ่งให้เป็นเส้นทางขนส่งสินค้าหลักด้วยสัดส่วนรองรับสินค้า 70% และผู้โดยสาร 30% โครงการมีกำหนดเสร็จเต็มรูปแบบในเดือนธันวาคม 2027

จุดสำคัญคือ ECRL เชื่อม Kuantan Port ฝั่งทะเลจีนใต้ กับ Northport/Port Klang ฝั่งช่องแคบมะละกา จึงทำหน้าที่คล้ายแลนด์บริดจ์ของมาเลเซียเอง และฝ่ายมาเลเซียระบุว่าเส้นทางนี้อาจลดเวลาการเดินเรือบนเส้นทางสำคัญได้ถึง 2.5 วัน

CNA วิเคราะห์ว่า ECRL อาจเขย่าเส้นทางเดินเรือในภูมิภาค เพราะทำให้สินค้าเคลื่อนจากช่องแคบมะละกาไปทะเลจีนใต้ทางบก แทนที่จะอ้อมเส้นทางแออัดรอบสิงคโปร์ และอาจลดเวลาเดินทางราว 1 วัน แต่ก็ยังต้องพิสูจน์ความคุ้มค่า ต้นทุน การเชื่อมท่าเรือ และข้อจำกัดทางเทคนิค

ที่สำคัญกว่านั้น จีนยังแสดงความสนใจที่จะศึกษาแนวทางเชื่อม ECRL ของมาเลเซียเข้ากับโครงการรถไฟที่จีนหนุนในลาวและไทย เพื่อทำให้แนวคิด Pan-Asia Railway จากคุนหมิงถึงสิงคโปร์เป็นจริง ซึ่งสะท้อนว่า ECRL ไม่ได้เป็นแค่โครงการภายในมาเลเซีย แต่เกี่ยวพันกับยุทธศาสตร์ BRI และการเชื่อมจีนกับอาเซียนแผ่นดินใหญ่ด้วย

จุดแข็ง-จุดอ่อนของไทยเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

จุดแข็งของไทยคือภูมิศาสตร์ฝั่งอันดามัน–อ่าวไทย และศักยภาพเชื่อมต่อจีนตอนใต้/ลาว/อีสาน/อาเซียนแผ่นดินใหญ่ ถ้าออกแบบดี ไทยอาจวางตัวเป็นประตูมหาสมุทรอินเดียของ mainland Southeast Asia ได้

แต่จุดอ่อนคือ ไทยยังไม่มี ecosystem ระดับสิงคโปร์ และยังไม่มีโครงข่ายรางข้ามประเทศที่เสร็จจริงแบบที่มาเลเซียกำลังเร่งทำผ่าน ECRL ดังนั้นถ้าไทยสร้างแค่ท่าเรือ ถนน และราง แต่ไม่สร้างบริการต่อเนื่อง เช่น คลังสินค้า ศุลกากรดิจิทัล ประกันภัย shipping finance เขตแปรรูป re-export และอุตสาหกรรมหลังท่าเรือ ไทยจะเป็นแค่ “ทางผ่านราคาแพง” ไม่ใช่ hub จริง

“แลนด์บริดจ์ไทยไม่ได้แข่งกับทะเล แต่มันแข่งกับท่าเรือ ระบบราง เงินทุน เทคโนโลยี และยุทธศาสตร์ของเพื่อนบ้านที่ไม่เคยหยุดนิ่ง”

ดร.ปิติ เตือนไทยรับมือ ‘กับดัก Cebu’ ถอดรหัสแผนกัมพูชา ล้อมกรอบไทยบนเวทีโลก

ดร.ปิติ เตือนไทยรับมือ 'กับดัก Cebu' ถอดรหัสแผนกัมพูชา ล้อมกรอบไทยบนเวทีโลก

ดร.ปิติ เตือนไทยรับมือ ‘กับดัก Cebu’ ถอดรหัสแผนกัมพูชา ล้อมกรอบไทยบนเวทีโลก

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.48 น.

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ดร.ปิติ ศรีแสงนาม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เผยแพร่บทความ เรื่อง “กับดัก Cebu: ถอดรหัสแผนกัมพูชา ล้อมกรอบไทยบนเวทีโลก”

โดยระบุว่า การประกาศยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ปี 2544 (MOU 2544) โดยรัฐบาลไทยเมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2026 ถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่าน (Inflection Point) ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ความมั่นคงและเศรษฐกิจของภูมิภาคอ่าวไทย การฉีกกรอบความร่วมมือที่มีอายุกว่าสองทศวรรษทิ้งไป ไม่ได้นำไปสู่สภาวะสุญญากาศทางการทูตแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม มันกลับเป็นเสมือนเสียงระฆังที่เปิดฉาก “เกมภูมิรัฐศาสตร์ทางทะเล” (Maritime Geopolitics) ระลอกใหม่ ที่ซับซ้อน แหลมคม และอันตรายกว่าเดิม
ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ความเคลื่อนไหวที่สร้างแรงกระเพื่อมมากที่สุดไม่ใช่การเผชิญหน้าทางทหาร แต่คือการปรับกระบวนทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ของกัมพูชา ที่ละทิ้งการเจรจาทวิภาคี (Bilateralism) ที่ตนเองตกเป็นรองในทุกมิติ สู่การเดินเกมระดับภูมิภาคผ่านสิ่งที่เรียกว่า “เซบูโมเดล” (Cebu Model) ซึ่งเป็นการเปิดโต๊ะประชุม 3 ฝ่ายระหว่าง ไทย กัมพูชา และฟิลิปปินส์ ณ เมืองเซบู

บทวิเคราะห์นี้ ผู้เขียนทดลองจำลองสถาปัตยกรรมทางความคิด แผนการณ์ที่ซ่อนเร้น และเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของพนมเปญ ภายใต้ปฏิบัติการลากไทยขึ้นสู่เวทีโลก เพื่อชิงความได้เปรียบเบ็ดเสร็จในพื้นที่ทับซ้อน (Overlapping Claims Area – OCA) ที่มีมูลค่ามหาศาลทางเศรษฐกิจ

1. อวสานทวิภาคี และปฐมบท “โลกาภิวัตน์ทางกฎหมาย” (Legal Internationalization)

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กัมพูชาตระหนักดีถึงสถานะที่เสียเปรียบของตนเองบนโต๊ะเจรจาสองฝ่าย หากเปรียบเทียบในมิติของขนาดเศรษฐกิจ (GDP) ขีดความสามารถในการฉายอำนาจ (Power Projection) และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความพร้อมด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ไทยมีไพ่เหนือกว่าในทุกประตู การที่ไทยมีเครือข่ายท่อก๊าซและโรงแยกก๊าซที่ชายฝั่งภาคตะวันออกพร้อมอยู่แล้ว ทำให้ไทยสามารถกำหนดจังหวะก้าวของการเจรจาได้เสมอ

เมื่อไทยตัดสินใจยกเลิก MOU 2544 กัมพูชาจึงพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการเปลี่ยน “สนามรบ” 

แผนการณ์แรกที่ถูกนำมาใช้คือยุทธศาสตร์ “โลกาภิวัตน์ทางกฎหมาย” (Legal Internationalization) โดยยกระดับข้อพิพาทจากความขัดแย้งของเพื่อนบ้าน ให้กลายเป็นประเด็นระดับนานาชาติที่ต้องใช้กฎกติกาโลกเป็นตัวตัดสินผ่าน อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS)

กัมพูชาได้เริ่มเดินหมากที่แยบยลผ่านกระบวนการ “ประนีประนอมภาคบังคับ” (Compulsory Conciliation) ภายใต้ภาคผนวก 5 ของ UNCLOS แม้พนมเปญจะทราบดีว่าไทยได้ทำคำประกาศสงวนสิทธิตามมาตรา 298 ซึ่งทำให้ไม่สามารถนำเรื่องเขตแดนทางทะเลไปสู่กลไกที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย (Binding Decision) อย่างศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือศาลกฎหมายทะเล (ITLOS) ได้ แต่เป้าหมายที่แท้จริงของกัมพูชาไม่ใช่ “คำพิพากษา” แต่คือ “การสร้างบรรทัดฐาน” (Norm Setting)

ผลการพิจารณา และคำตัดสินภายใต้กระบวนการเหล่านี้ แม้จะไม่มีผลบังคับทางกฎหมาย แต่จะมีน้ำหนักมหาศาลในทางการเมืองระหว่างประเทศ หากรายงานดังกล่าวมีการอ้างอิงถึงความชอบธรรมของเส้นอ้างสิทธิปี 1972 ของกัมพูชาแม้เพียงเสี้ยวเดียว กัมพูชาจะใช้เอกสารฉบับนี้เป็น “อาวุธทางการทูต” เพื่อตีกรอบไทยให้กลายเป็นฝ่ายที่ขัดขืนต่อกฎกติกาโลกทันที

2. ถอดรหัส “เซบูโมเดล”: ทำไมหมากกระดานนี้ต้องเป็นฟิลิปปินส์?

การดึงบุคคลที่สามเข้ามาในสมการความขัดแย้งเป็นยุทธวิธีคลาสสิก แต่การเลือก ฟิลิปปินส์ให้มาเป็นเจ้าภาพและพยานในการเริ่มต้นกระบวนการที่เมืองเซบู ถือเป็นศิลปะขั้นสูงทางการทูต กัมพูชาไม่ได้ต้องการแค่สถานที่ประชุม แต่กำลังแสวงหา “พยานผู้เชี่ยวชาญที่มีเครดิตทางกฎหมายสูงสุดในภูมิภาค”

รัศมีแห่งชัยชนะทางกฎหมายทะเล (The Halo of PCA 2016): ในบริบทของอาเซียน ฟิลิปปินส์คือหัวหอกที่ยืนหยัดต่อสู้เพื่อ UNCLOS อย่างแข็งกร้าวที่สุด ชัยชนะของฟิลิปปินส์เหนือจีนในศาลอนุญาโตตุลาการ (PCA) เมื่อปี 2016 ทำให้มะนิลาได้รับการยอมรับอย่างสูงจากชาติตะวันตก เช่นเดียวกัน คำตัดสินของ PCA ไม่มีผลบังคับทางกฎหมายระหว่างประเทศ จีนเองก็ไม่ได้ยอมรับกระบวนการมาตั้งแต่ต้น แต่ฟิลิปปินส์ก็ใช้คำตัดสินเหล่านี้กดดันจีนในเวทีนานาชาติ ดังนั้นการดึงฟิลิปปินส์มาร่วมวง คือการสร้างภาพลักษณ์ให้กัมพูชาดูเป็น “ผู้พิทักษ์กฎหมายทะเล” และกดดันทางอ้อมให้ไทยต้องระมัดระวังท่าที ไม่ให้ดูเหมือนเป็นผู้รังแกประเทศที่เล็กกว่าเฉกเช่นที่พญามังกรเคยทำในทะเลจีนใต้

นิยามใหม่แห่ง “ผลลัพธ์ที่เป็นธรรม” (Equitable Solution): กัมพูชาหวังจะใช้เวที 3 ฝ่ายนี้ สร้างฉันทามติเชิงหลักการเพื่อลดทอนอิทธิพลของเกาะกูดในการลากเส้นแบ่งเขตแดน โดยใช้มาตรฐานสากลที่ฟิลิปปินส์ยึดถือมาเป็นเครื่องมือเจรจา 

สร้างพหุภาคีนิยมแบบกลุ่มย่อย (Mini-lateralism): นี่คือการตีกรอบความขัดแย้งใหม่ ให้กลายเป็น “ประเด็นความมั่นคงทางทะเลของอาเซียน” การเปิดประตูบานนี้เท่ากับเปิดทางให้มหาอำนาจภายนอกและองค์กรระหว่างประเทศ มีความชอบธรรมที่จะเข้ามาสังเกตการณ์หรือแทรกแซงในอนาคต

3. นาฬิกาที่นับถอยหลัง: Energy Transition และวิกฤต Stranded Assets

ภายใต้เกมการเมืองระหว่างประเทศ แรงขับเคลื่อนที่แท้จริงและทรงพลังที่สุดคือ “เศรษฐศาสตร์พลังงาน” กัมพูชากำลังถูกบีบคั้นด้วยกรอบเวลาแห่งยุค การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition)  

โลกกำลังมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero การลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังถูกตัดลดจากสถาบันการเงินทั่วโลก พนมเปญรู้ดีว่าก๊าซธรรมชาติใต้ทะเลอ่าวไทย ซึ่งคาดว่ามีมูลค่าหลักล้านล้านบาท มี “หน้าต่างแห่งโอกาสทางเศรษฐกิจ” เหลืออยู่ไม่เกิน 15-20 ปีเท่านั้น หากไม่สามารถนำทรัพยากรเหล่านี้ขึ้นมาใช้ได้ภายในทศวรรษ 2040 ขุมทรัพย์เหล่านี้จะหมดมูลค่าและกลายเป็นเพียง สินทรัพย์ที่ถูกทิ้งร้าง (Stranded Assets) อยู่ใต้ก้นทะเลตลอดกาล

ยุทธศาสตร์ที่เซบูจึงถูกออกแบบมาเพื่อ Decoupling หรือการแยกส่วนประเด็นที่ซับซ้อนออกจากประเด็นที่ทำกำไรได้ กัมพูชาต้องการผลักดันให้เกิด พื้นที่พัฒนาร่วม (Joint Development Area – JDA) ให้เร็วที่สุด โดยแยกขาดจากการเจรจาเรื่องการปักปันเขตแดน (Delimitation) กัมพูชา (หรือจะให้ชัดเจนกว่า คือ ผู้นำกัมพูชา) ต้องการ “เงินสด” (เพราะพึ่งจะสูญเสียแหล่งรายได้สีเทาขนาดมหาศาลไปเมื่อไม่นานมานี้จากกวาดล้างขบวนการสีเทา) เพื่อนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบนบก และต้องการ “ความมั่นคงทางพลังงาน” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยิ่งไปกว่านั้น กัมพูชาพร้อมที่จะประนีประนอมในข้อตกลงเชิงพาณิชย์ หรือแม้แต่ยอมจ่ายค่าผ่านท่อเพื่อใช้โครงสร้างพื้นฐานของไทย แลกกับการนำก๊าซขึ้นมาเปลี่ยนเป็นเงินตราให้เร็วที่สุด

4. การบริหารจัดการภาพลักษณ์: ชาตินิยมเชิงยุทธศาสตร์ของ ฮุน มาเนต

ในมิติเศรษฐศาสตร์การเมืองภายในประเทศ “เซบูโมเดล” ถูกใช้งานเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรม (Legitimacy) ที่ทรงประสิทธิภาพสำหรับผู้นำรุ่นใหม่อย่าง ฮุน มาเนต

การก้าวขึ้นสู่อำนาจของฮุน มาเนต จำเป็นต้องได้รับการพิสูจน์วิสัยทัศน์ที่แตกต่างจากยุคของบิดา การเปลี่ยนผ่านจากการทูตแบบนักเลงโต มาสู่การทูตเชิงกฎหมายและภาพลักษณ์ที่สากลขึ้น ทำให้ได้รับการยอมรับจากชนชั้นกลางกัมพูชา การที่สามารถดึงให้ฟิลิปปินส์และโลกเข้ามาจับจ้องไทยได้ ถูกกลไกสื่อของรัฐนำเสนอในฐานะ “ชัยชนะทางการทูต” อันยิ่งใหญ่

ชาตินิยมที่ถูกบริหารจัดการ (Managed Nationalism): กัมพูชาใช้การฉีก MOU 2544 ของไทย เป็นเชื้อไฟในการปลุกกระแสชาตินิยมอย่างเป็นระบบ สร้างวาทกรรมว่า “ไทยผู้ยิ่งใหญ่กำลังบีบคั้นกัมพูชา” การสร้างศัตรูร่วมจากภายนอก เป็นกลไกคลาสสิกในการสร้างเอกภาพภายใน ลดทอนแรงเสียดทานทางการเมือง เบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาปากท้อง และรวมศูนย์อำนาจไว้ที่พรรค CPP ได้อย่างแยบยล

5. ภูมิรัฐศาสตร์มหาอำนาจ: การขยับร่มเงาจากปักกิ่ง สู่การแทรกแซงของวอชิงตัน

ประเด็นที่ตอกย้ำความเฉียบคมของ “Cebu Plan” คือการเล่นแร่แปรธาตุกับขั้วมหาอำนาจ (Superpower Balancing) เดิมที กัมพูชามักถูกประชาคมโลกตีตราว่าเป็นรัฐบริวารที่แนบแน่นกับจีน (Client State) ไม่ว่าจะเป็นการให้ทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน หรือความคลุมเครือเรื่องฐานทัพเรือเรียม (Ream Naval Base)

ทว่า การเลือกฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็น “พันธมิตรทางสนธิสัญญาหลักของสหรัฐอเมริกา” (US Treaty Ally) เข้ามาเป็นตัวกลาง สะท้อนภาพการปรับสมดุลใหม่ (Re-balancing) ที่ลึกซึ้ง

ไพ่ดึงอเมริกาตีกรอบไทย: กัมพูชากำลังส่งสัญญาณถึงวอชิงตันว่า พนมเปญพร้อมที่จะกระจายความสัมพันธ์และเปิดพื้นที่ทางการทูตให้ชาติตะวันตก การนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการที่ฟิลิปปินส์เป็นเจ้าภาพ ย่อมหมายถึงการเปิดประตูให้สหรัฐฯ เข้ามามีส่วนรับรู้และอาจขยายบทบาทเข้ามาในอ่าวไทย แผนนี้เป็นการสร้าง “เกราะป้องกันตัว” สกัดกั้นไม่ให้ไทยกล้าใช้มาตรการบีบคั้นทางเศรษฐกิจขั้นรุนแรง หรือการแสดงสัญลักษณ์ทางทหารในพื้นที่พิพาท เพราะหากไทยทำเช่นนั้น จะเท่ากับเป็นการท้าทายเครือข่ายพันธมิตรของมหาอำนาจตะวันตกที่กัมพูชาจงใจดึงเข้ามาเป็นพยาน

บทสรุป: กระบวนทัศน์ใหม่บนน่านน้ำที่เชี่ยวกรากของไทย

“Cebu Plan” หรือยุทธศาสตร์กัมพูชาหลังปี 2026 คือการยกระดับศิลปะการเจรจาระหว่างประเทศอย่างสมบูรณ์แบบ กัมพูชากำลังใช้ UNCLOS เป็นดาบ ใช้ความน่าเชื่อถือของฟิลิปปินส์เป็นโล่ ใช้แรงกดดันจากการเปลี่ยนผ่านพลังงานของโลกเป็นนาฬิกาจับเวลา และใช้ความกระหายทรัพยากรเป็นเหยื่อล่อ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างอำนาจต่อรองเพื่อปันผลประโยชน์ (Monetization) จากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยให้ได้มากที่สุด และเร็วที่สุด

สำหรับประเทศไทย นี่คือบททดสอบเชิงยุทธศาสตร์ที่ท้าทายที่สุดครั้งหนึ่ง การรับมือกับเกมนี้ ไม่สามารถใช้มิติทางทหาร ท่าทีชาตินิยมขวาจัด หรือความเย่อหยิ่งจากขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าได้อีกต่อไป

ไทยจำต้องปรับกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่:

1. ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเล: ต้องแม่นยำในการตีความ UNCLOS โดยเฉพาะมาตรา 74 และ 83 รวมถึงการสงวนสิทธิตามมาตรา 298 ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางกฎหมายภายในประเทศ

 2. ยุทธศาสตร์การสื่อสารระดับโลก (Global Strategic Communication): ต้องช่วงชิงพื้นที่สื่อสารในเวทีสากล ชี้แจงให้ประชาคมโลกเห็นถึงความชอบธรรมในการปกป้องอธิปไตยของไทย โดยไม่ตกหลุมพรางจากการโบ้ยของกัมพูชาว่าไทยเป็น “ผู้รังแก” และกัมพูชาเป็น ”ผู้ถูกรังแก“

3. ความยืดหยุ่นเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง: ต้องหาจุดสมดุลระหว่างการปกป้องเขตแดน กับการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ก่อนที่ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยจะกลายเป็นสิ่งไร้ค่า

4. การสกัดกั้นอิทธิพลภายนอก: ต้องดำเนินวิเทโศบายอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อพิพาททวิภาคีทางทะเลนี้ กลายเป็นรอยร้าวที่เปิดทางให้มหาอำนาจขั้วใดขั้วหนึ่ง เข้ามาฝังรากอิทธิพลเหนือผลประโยชน์แห่งชาติในอ่าวไทยได้อย่างถาวร

พื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย ณ วันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของเส้นแบ่งเขตแดนบนแผนที่อีกต่อไป แต่คือกระดานหมากรุกสามมิติ ที่มีเดิมพันเป็นความมั่นคงทางพลังงาน เสถียรภาพทางการเมือง และอำนาจอธิปไตยของชาติในระเบียบโลกใหม่ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

อ่านบทขยายความ และแนวทางรับมือของประเทศไทยในฉบับเต็มได้ที่ https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=10163909375482225&id=625882224 
ข้อสงวนสิทธิ์ (Disclaimer): ทัศนะและข้อวิเคราะห์ที่ปรากฏในบทความนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของ รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ในฐานะรองศาสตราจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เท่านั้น มิได้เป็นการวิเคราะห์ แสดงความคิดเห็น หรือสะท้อนจุดยืนในฐานะหรือตำแหน่งงานอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) และมูลนิธิอาเซียน (ASEAN Foundation) แต่อย่างใด

Disclaimer: The views and analyses expressed in this article are solely those of Assoc. Prof. Dr. Piti Srisangnam in his personal capacity as an Associate Professor at the Faculty of Economics, Chulalongkorn University. They do not represent, reflect, or constitute the views or positions of any of his other roles related to ASEAN or the ASEAN Foundation.

เตรียมถุงผ้าให้พร้อม รัฐบาลเดินหน้า ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพ เริ่มศุกร์นี้ทั่วประเทศ

เตรียมถุงผ้าให้พร้อม รัฐบาลเดินหน้า ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพ เริ่มศุกร์นี้ทั่วประเทศ

เตรียมถุงผ้าให้พร้อม รัฐบาลเดินหน้า ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพ เริ่มศุกร์นี้ทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.32 น.

ศุกร์นี้นัดซื้อของถูกทั่วไทย! รัฐบาลเดินหน้า “ไทยช่วยไทย” ลดค่าครองชีพ พาณิชย์ผนึกมหาดไทย–ไปรษณีย์ไทย กระจายสินค้าราคาประหยัด 946 จุด ลดสูงสุด 58% ตั้งเป้าช่วยประชาชนกว่า 4 ล้านคน

วันนี้ (8 พฤษภาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ห้างค้าส่งค้าปลีก ผู้ประกอบการ และแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อกระจายสินค้าจำเป็นราคาประหยัดให้เข้าถึงประชาชนทั่วประเทศอย่างครอบคลุม

ไทยช่วยไทย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลตั้งเป้าช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนไม่น้อยกว่า 280 ล้านบาทต่อเดือน ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยใช้กลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการนำสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายในราคาต่ำกว่าท้องตลาด พร้อมเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้ผู้ประกอบการรายย่อย SMEs สินค้าชุมชน และสินค้า OTOP โดยไม่กระทบต่อกลไกตลาดเดิม

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้าราคาประหยัดได้ทุกวันศุกร์ ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” โดยในวันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม 2569 นี้ รัฐบาลได้ร่วมมือกับห้างค้าส่งค้าปลีกและผู้ผลิตสินค้า นำสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ แบรนด์รอง และสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันมาลดราคาสูงสุด 25–58% เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน

ไทยช่วยไทย

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังร่วมกับไปรษณีย์ไทยขยายจุดจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 946 จุด เพื่อให้ประชาชนในชุมชนและพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงสินค้าได้สะดวกมากขึ้น พร้อมตั้งเป้าให้ประชาชนกว่า 4 ล้านคนได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ที่ทำการไปรษณีย์ ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center : DC) เชื่อมโยงการจำหน่ายทั้งค้าปลีก ค้าส่ง และกระจายผ่านรถเร่หรือรถพุ่มพวง ครอบคลุมกว่า 1,000 ตลาดท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อให้สินค้าราคาประหยัดเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง

สำหรับสินค้าที่เข้าร่วมโครงการ มีจำนวน 15 รายการ จากผู้ประกอบการ 12 ราย ครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน อาทิ น้ำมันปาล์มตราดอกไม้ ซอสหอยนางรมตราเด็กสมบูรณ์ ผงชูรสตราภูเขา หอยลายกระป๋องตราปุ้มปุ้ย ข้าวหอมปทุมบรรจุถุงขนาด 5 กิโลกรัม ผงซักฟอกตรา Dakko Plus น้ำปลาตราปลาหมึก ปลากระป๋องตรา Super C Chef บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสต้มยำกุ้งบิ๊กแพค น้ำยาทำความสะอาดพื้นตรามาจิคลีน น้ำยาล้างจานตราซันไลต์ รวมถึงแชมพูและครีมนวดผมตราซันซิล โดยจำหน่ายในราคาลดลงสูงสุด 25–58% เมื่อเทียบกับราคาท้องตลาด

นอกจากจุดจำหน่าย ณ ที่ว่าการอำเภอและไปรษณีย์ไทยแล้ว ประชาชนยังสามารถเลือกซื้อสินค้าไทยช่วยไทยผ่านห้างค้าส่งค้าปลีกชั้นนำ อาทิ แม็คโคร โลตัส บิ๊กซี ท็อปส์ โก โฮลเซลล์ ฟู้ดแลนด์ เดอะมอลล์ และเซเว่นอีเลฟเว่น รวมถึงห้างค้าปลีกท้องถิ่นกว่า 800 สาขาทั่วประเทศ และแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Shopee, Lazada, TikTok, Grab และ Lineman ซึ่งจำหน่ายในราคาเดียวกับหน้าร้าน เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ประชาชนมากยิ่งขึ้น

“สิ่งที่ประชาชนจะได้รับ คือ การเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาประหยัด ลดภาระค่าครองชีพในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันยังช่วยสร้างรายได้และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ผู้ประกอบการรายย่อย สินค้าชุมชน และ SMEs ซึ่งรัฐบาลจะเดินหน้าดูแลเศรษฐกิจฐานรากและคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง” นางสาวลลิดา กล่าว

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“การทำหน้าที่ตรวจสอบ หรือวิพากษ์วิจารณ์ใดๆควรตั้งอยู่บนพื้นฐานข้อมูลที่เป็นจริง ให้เกียรติผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ ซึ่งการใช้ถ้อยคำเหมารวม ไม่เพียงแต่จะบั่นทอนกำลังใจ แต่ยัง
สร้างความแตกแยกให้สังคมโดยไม่จำเป็น”

นายยงยศ แก้วเขียว

ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย

หนูลั่นยึดประโยชน์ชาติ คุยฮุนมาเนต

หนูลั่นยึดประโยชน์ชาติ  คุยฮุนมาเนต

หนูลั่นยึดประโยชน์ชาติ คุยฮุนมาเนต

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“อนุทิน” ร่วมวงเจรจา 3 ฝ่าย “ฮุน มาเนต” และผู้นำตากาล็อกระหว่างร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนที่เมืองเซบู ฟิลิปปินส์ โดยนายกฯยืนยัน การเจรจาต้องยืนอยู่บนหลักการโดยรักษาอธิปไตยของไทยไว้ รวมทั้งยึดประโยชน์ของคนไทย ขอคนไทยไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม2569 ที่ทางอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยนายเอกนัฏพร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกฯ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี และคณะเดินทางไปยังฐานทัพอากาศ Brigadier General Benito N. Ebuen Air Base (BGBNEAB) เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ระหว่างวันที่ 7 – 9 พฤษภาคม 2569 ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยก่อนเดินทางนายกฯให้สัมภาษณ์ถึงการคาดหวังในการร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ ว่า คาดหวังทุกเรื่อง เมื่อไปก็ต้องทําสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประเทศไทย

เมื่อถามว่าเป้าหมายที่จะใช้เวทีอาเซียนนี้สร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยอย่างไร นายกฯ ยิ้ม ก่อนระบุว่า “เดี๋ยวผมพิมพ์แจกให้เลยดีกว่า แน่นอนว่าไม่ได้ไปเที่ยว ไม่ได้ไปพบปะพูดคุยกับผู้นําเพราะความคิดถึง ไปเพื่อทํางานเจรจาหารือ และแถลงจุดยืนของประเทศไทย เพื่อให้ประชาคมอาเซียนได้รับทราบ ถึงนโยบายและสิ่งที่ประเทศไทยจะทํา”

เมื่อถามว่า การไปประชุมครั้งนี้มีโอกาสจะได้เจอกับนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไงก็ต้องเจอกัน แต่อาจจะไม่ได้คุยกันแบบทวิภาคีสองต่อสอง ซึ่งประเทศฟิลิปปินส์ในฐานะเจ้าภาพ อาจจะมีการจัดเวทีเป็นกลุ่มให้คุยกัน ซึ่งตนเข้าใจว่าอาจจะให้บรรยากาศในที่ประชุมอาเซียนเป็นไปด้วยดี แต่ไม่ต้องกังวล ตนอยู่ในตําแหน่งนายกรัฐมนตรี บริหารสถานการณ์ไทยกัมพูชามาตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเป็นนายกฯ หรือก่อนหน้านั้นตั้งแต่ตอนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดังนั้นตนทราบดีว่า ต้องยืนอยู่บนหลักการ การหารือพูดคุยใด ๆ ก็ตาม ต้องเป็นประโยชน์ และรักษาอธิปไตยของไทยไว้ รวมทั้งประโยชน์ของคนไทย จึงไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้

ต่อมา เมื่อเวลา เวลา 16.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยพร้อมคณะ ได้เดินทางถึงเมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยภารกิจในช่วงค่ำ เวลา 18.00 น. นายกฯ มีกำหนดการเข้าร่วมการหารือสามฝ่าย ระหว่างไทย ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา ร่วมกับ สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และ นายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เพื่อหารือสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยภายหลังเสร็จสิ้นการหารือสามฝ่าย นายกฯ และภริยา จะเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ ภายใต้กรอบความร่วมมือ Special BIMP-EAGA Summit (Brunei Darussalam-Indonesia-Malaysia-Philippines East ASEAN Growth Area Summit)

“การหารือสามฝ่าย หรือไตรภาคี ไทย – ฟิลิปปินส์ – กัมพูชา นั้น เป็นการดำเนินการโดยประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกการประชุมในครั้งนี้ ซึ่ง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.กต.ที่เดินทางมาก่อนล่วงหน้านั้น ได้เน้นย้ำจุดยืนไทยในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ส่วนการฟื้นฟูความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา จะมีการดำเนินการทีละขั้น ค่อยเป็นค่อยไป โดยที่สำคัญคือ การสร้างความไว้ใจ (trust) กันกลับมาใหม่อีกครั้ง” น.ส.รัชดา ระบุ

สำหรับในวันพรุ่งนี้ (8 พ.ค.) นายกฯ มีกำหนดการเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 และการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 แบบเต็มคณะ (Plenary Session) และการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 แบบไม่เป็นทางการ (Retreat Session) และพบหารือทวิภาคีกับผู้นำอาเซียนต่างๆ ด้วย

ภูมิธรรมอ่วม 2อดีตอธิบดีฟ้องม.157 สั่งโยกย้ายไม่เป็นธรรม

ภูมิธรรมอ่วม  2อดีตอธิบดีฟ้องม.157  สั่งโยกย้ายไม่เป็นธรรม

ภูมิธรรมอ่วม 2อดีตอธิบดีฟ้องม.157 สั่งโยกย้ายไม่เป็นธรรม

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ก.พ.ค.มีมติ 6 ต่อ 1 ชี้เมื่อปี’68 ภูมิธรรม-ปลัด มท.โยกย้าย 2 อธิบดี ไม่ชอบด้วย ก.ม.เผยใช้เวลาเพียง 4 วัน หลังจากมอบนโยบาย ไม่ใช่ย้ายเพื่อประโยชน์ต่อราชการ แต่มีวัตถุประสงค์อื่น  ด้านไชยวัฒน์ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง เล็งหารือทีมกฎหมายฟ้องภูมิธรรม-ปลัด มท.เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวรวิทย์  สุขบุญ ประธานคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) แถลงผลการประชุม ก.พ.ค.ว่า  จากกรณีเมื่อปี 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในขณะนั้นเสนอรายชื่อให้โยกย้ายนายนฤชาโฆษาศิวิไลซ์อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและนายไชยวัฒน์จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมการปกครอง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยให้เหตุผลว่าเพื่อเหตุผลความจำเป็นของราชการ ต่อมาทั้งสอง ได้ร้องทุกข์ต่อ ก.พ.ค.ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการโยกย้ายดังกล่าว เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งทาง ก.พ.ค.มีมติรับเรื่องร้องทุกข์ไว้พิจารณาดำเนินการ

ทั้งนี้ ก.พ.ค.มีคำวินิจฉัยเรื่องดังกล่าว โดยผลการพิจารณา ก.พ.ค.ฝ่ายเสียงข้างมาก 6 เสียง (นายวรวิทย์ สุขบุญ นายภาณุ สังขะวร นายสุรพันธ์ บุรานนท์ นายอติโชค ผลดี นายธรรมนูญ เรืองดิษฐ์ และนายชำนาญ ทิพยชนวงศ์) พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย เสนอชื่อผู้ร้องทุกข์ทั้งสอง ต่อนายภูมิธรรม ภายหลังนายภูมิธรรม ได้มอบนโยบายแก่ผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งขณะนั้นผู้ร้องทุกข์ยังดำรงตำแหน่งอธิบดี ทั้ง 2 กรม ต้องนำนโยบายของ รมว.มหาดไทย ไปดำเนินงาน

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของ ก.พ.ค.มีข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายภูมิธรรม ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรองนายกฯ และรมว.มหาดไทย เมื่อวันที่ 3กรกฎาคม 2568 ต่อมาวันที่ 4กรกฎาคม 2568 ได้ประชุมมอบนโยบายที่กระทรวงมหาดไทย และวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 ปลัดกระทรวงมหาดไทย กลับเสนอรายชื่อผู้ร้องทุกข์ทั้งสอง ให้พ้นจากตำแหน่ง จากนั้น รมว.มหาดไทยเสนอเรื่องต่อ ครม.วันที่ 8กรกฎาคม 2568 และ ครม.มีมติเห็นชอบ ซึ่งเป็นเวลาเพียง 4วันแสดงให้เห็นว่าไม่มีระยะเวลาให้ผู้ร้องทุกข์ทั้งสองได้นำนโยบายที่ได้รับมอบหมายไปสู่การปฏิบัติราชการโดยเฉพาะนายไชยวัฒน์ซึ่งเหลือเวลาปฏิบัติราชการไม่ถึง1 เดือนก็จะเกษียณอายุราชการ จึงไม่อาจขับเคลื่อนนโยบายให้สำเร็จได้ และแม้ว่า รมว.มหาดไทย และปลัดกระทรวงมหาดไทยจะมีอำนาจแต่ต้องใช้อำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย

นายวรวิทย์ กล่าวว่า การเสนอชื่อผู้ร้องทุกข์ทั้งสอง จึงแสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ของการกระทำที่มีลักษณะเร่งรีบ อันแฝงไว้ด้วยวัตถุประสงค์อื่นที่มิใช่เหตุผลความจำเป็นของทางราชการ นอกจากนี้แม้การโอนผู้ร้องทุกข์ทั้งสองไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ จะเป็นการโอนให้ไปดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงเช่นกัน แต่เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบหน้าที่ความรับผิดชอบหลักกับลักษณะงานที่ปฏิบัติในด้านต่างๆ แตกต่างกันอย่างชัดเจน ไม่มีหน่วยงานในสังกัด มีหน้าที่เพียงตรวจราชการและให้คำแนะนำการปฏิบัติราชการแก่หน่วยงานต่างๆ ไม่มีอำนาจสั่งการไม่อาจใช้อำนาจบริหารบังคับบัญชาได้

ประธาน ก.พ.ค.กล่าวต่อว่า กรณีจึงเชื่อได้ว่าการแต่งตั้งผู้ร้องทุกข์ทั้งสองมิได้เกิดจากความจำเป็นของทางราชการหรือเหตุผลด้านประสิทธิภาพของทางราชการแต่อย่างใดดังนั้นการโอนผู้ร้องทุกข์ทั้งสอง จึงถือเป็นการลดบทบาทและความสำคัญรวมทั้งความรับผิดชอบของผู้ร้องทุกข์ที่เคยได้รับอยู่ให้ลดน้อยลงและอาจสร้างความเสื่อมเสียต่อเกียรติและชื่อเสียงของผู้ร้องทุกข์ เป็นการกระทำอันมิชอบ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรม ตามนัยมาตรา 42และมาตรา 57วรรคสอง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนพ.ศ.2551

นายวรวิทย์ กล่าวอีกว่า แม้การที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยเสนอให้ผู้ร้องทุกข์ทั้งสองพ้นจากตำแหน่งอธิบดี จะเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในเวลาต่อมาว่านายนฤชา ผู้ร้องทุกข์ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งดังกล่าวเป็นตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีลักษณะเดียวกัน และนายไชยวัฒน์ ผู้ร้องทุกข์อีกรายเกษียณอายุราชการไปแล้ว ดังนั้นการจะเพิกถอนการแต่งตั้งผู้ร้องทุกข์ทั้งสองจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ เพื่อไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีในหน่วยงานเดิมย่อมไม่เกิดประโยชน์แก่ทางราชการ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ก.พ.ค.ฝ่ายเสียงข้างมาก จึงมีคำวินิจฉัยให้จำหน่ายเรื่องร้องทุกข์ออกจากสารบบ

นายวรวิทย์ กล่าวว่า ก.พ.ค.ฝ่ายเสียงข้างน้อย 1เสียง (นายสิทธิพงษ์ ปึงวงศานุรักษ์) พิจารณาแล้วเห็นว่าการโอนย้ายผู้ร้องทุกข์ทั้งสอง ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ เป็นไปตามขั้นตอนและวิธีการตามนัยมาตรา 57 วรรคหนึ่ง (2) มาตรา 63วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551และกฎ ก.พ.ว่าด้วยการย้าย การโอนหรือการเลื่อนข้าราชการพลเรือนสามัญไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่งประเภทบริหารในหรือต่างกระทรวงหรือกรม พ.ศ.2567และเป็นการใช้ดุลพินิจในการโอนผู้ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้วคำร้องทุกข์ฟังไม่ขึ้น ก.พ.ค.ฝ่ายเสียงข้างน้อยจึงเห็นควรวินิจฉัยให้ยกคำร้องทุกข์ทั้งสอง

ด้านนายไชยวัฒน์เปิดเผยว่า กรณีที่ก.พ.ค.มีมติเสียงข้างมากว่าคำสั่งโยกย้ายให้ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องขอบคุณ ก.พ.ค.ที่ให้ความเป็นธรรม หลังจากจะดำเนินการตามระเบียบกฎหมาย โดยขอปรึกษาทีมกฎหมาย เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและปกป้องชื่อเสียง

เมื่อถามว่าการดำเนินการตามกฎหมายเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม จะทำเพียงคนเดียวหรือควบคู่กับนายนฤชา ด้วย นายไชยวัฒน์กล่าวว่า คงต้องปรึกษาหารือกัน เนื่องจากตนและนายนฤชาถูกคำสั่งลักษณะเดียวกัน ต่อข้อถามว่าการโยกย้ายครั้งนั้น ที่ ก.พ.ค.ระบุว่าย้ายเพราะมีวัตถุประสงค์อื่นไม่ใช่เพื่อประโยชน์ต่อทางราชการ เป็นเพราะสาเหตุใด นายไชยวัฒน์ กล่าวว่า เนื่องจากนายภูมิธรรม เข้ามาดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทย และพวกตนได้รับนโยบายแต่ยังไม่มีเวลาดำเนินการใดๆ ก็กลับถูกโยกย้าย ซึ่งไม่เป็นไปตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ สิ่งเหล่านี้ก็ต้องว่าไปตามเหตุตามผล