สีหศักดิ์ นั่งปธ.คกก.พิเศษแก้ไฟใต้ วันนอร์ ที่ปรึกษาฯ ดึง เสธ.เอี่ยว เลขาฯ หนุนพูดคุยสันติสุขให้สำเร็จ

สีหศักดิ์ นั่งปธ.คกก.พิเศษแก้ไฟใต้ วันนอร์ ที่ปรึกษาฯ ดึง เสธ.เอี่ยว เลขาฯ หนุนพูดคุยสันติสุขให้สำเร็จ

สีหศักดิ์ นั่งปธ.คกก.พิเศษแก้ไฟใต้ วันนอร์ ที่ปรึกษาฯ ดึง เสธ.เอี่ยว เลขาฯ หนุนพูดคุยสันติสุขให้สำเร็จ

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.46 น.

นายกฯ เซ็นตั้งคกก.ผู้แทนพิเศษแก้ปัญหาจชต.”สีหศักดิ์”นั่งเป็นปธ.ผนึกกำลัง”วันนอร์-บิ๊กดุลย์-เลขาฯสมช.-เสธ.เอี่ยว“ร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ แผนปฏิบัติการเป็นรูปธรรม พร้อมหนุนพูดคุยสันติสุขให้สำเร็จ

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 139 /2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยรัฐบาลมีนโยบายในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน คู่ขนานไปกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561 – 2580)
นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2566 – 2570) และนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2568 – 2570 เพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ รวมถึงสนับสนุนการขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชนเป็นสำคัญ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) และ (9) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้ ให้มีคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ เป็นประธาน พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 1 นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) รองประธานกรรมการคนที่ 2 โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นที่ปรึกษา 

ขณะที่คณะกรรมการ ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่พิจารณา

โดยมีพล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร เป็นกรรมการและเลขานุการ นายนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ รองเลขาธิการ ศอ.บต. นายภพหล้า ปิยะปานันท์ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคงและหัวหน้าคณะทำงานประชาสัมพันธ์เพื่อความมั่นคงของ สมช. เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ 1. ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์หรือแผนปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม 2. ประสานงานระหว่างคณะรัฐมนตรีและราชการส่วนกลางกับหน่วยงานในพื้นที่
จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งประสานงานกับรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในเขตตรวจราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

3. ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะในการบูรณาการงาน ประสานงาน เร่งรัด ติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561-2580) นโยบายของรัฐบาล นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2566-2570) และนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2568-2570 รวมทั้งนโยบายที่นายกรัฐมนตรีกำหนด

4.รายงานปัญหา อุปสรรค และเสนอแนะแนวทางการป้องกันหรือแก้ไขปัญหาต่อ สมช. หรือนายกรัฐมนตรีแล้วแต่กรณี 

5. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็น และ 6.ดำเนินการอื่นใดตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
สั่ง ณ วันที่ 11 พ.ค. 2569

เทียบอดีต ไทยเข้มแข็ง ยุค ปชป. ก็มีเพียง 4 หน้า หลังถูกตั้งข้อสังเกต พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน ยาวแค่ 5 หน้า

เทียบอดีต ไทยเข้มแข็ง ยุค ปชป. ก็มีเพียง 4 หน้า หลังถูกตั้งข้อสังเกต พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน ยาวแค่ 5 หน้า

เทียบอดีต ไทยเข้มแข็ง ยุค ปชป. ก็มีเพียง 4 หน้า หลังถูกตั้งข้อสังเกต พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน ยาวแค่ 5 หน้า

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.21 น.

เทียบอดีต “ไทยเข้มแข็ง” ยุคปชป.ก็มีเพียง 4 หน้า หลังถูกตั้งข้อสังเกต พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้านยาวแค่ 5 หน้า  “เอกนิติ” ชี้เป็นกฎหมายให้อำนาจกระทรวงการคลัง จึงไม่สามารถลงรายละเอียดทุกโครงการได้ พร้อมย้ำ พ.ร.ก.กู้เงินที่ผ่านมาใช้หลักการเดียวกัน

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลัง น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดเผยเอกสารพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งมีความยาวเพียง 5 หน้า พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าขาดรายละเอียดที่ชัดเจน ทั้งในส่วนของวิธีการกู้ รูปแบบการใช้เงิน และรายละเอียดโครงการต่างๆ ที่จะนำเงินไปใช้

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบย้อนหลังพบว่า ในสมัยพรรคประชาธิปัตย์เคยเสนอพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 หรือโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งมีรายละเอียดเพียง 4 หน้าเช่นกัน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงกรณีพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่มีความยาว 5 หน้า ว่า ต้องเข้าใจว่าพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวเป็นกฎหมายให้อำนาจกระทรวงการคลัง จึงไม่สามารถระบุรายละเอียดของทุกโครงการไว้ทั้งหมดได้

นายเอกนิติระบุว่า หากย้อนดูพระราชกำหนดกู้เงินในอดีตจะพบว่ามีลักษณะเช่นเดียวกัน โดยพระราชกำหนดไทยเข้มแข็งวงเงิน 4 แสนล้านบาทในสมัยพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีความยาวเพียง 3-4 หน้าเท่านั้น

สุรศักดิ์ เผย นายกฯ สั่งเข้ม คัดกรองวีซ่าทุกประเภท จ่อตั้ง ปกรณ์ นั่งคณะพิจารณา

สุรศักดิ์ เผย นายกฯ สั่งเข้ม คัดกรองวีซ่าทุกประเภท จ่อตั้ง ปกรณ์ นั่งคณะพิจารณา

สุรศักดิ์ เผย นายกฯ สั่งเข้ม คัดกรองวีซ่าทุกประเภท จ่อตั้ง ปกรณ์ นั่งคณะพิจารณา

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.03 น.

“สุรศักดิ์” เผย “นายกฯ” สั่งเข้ม คัดกรองวีซ่าทุกประเภท ปรับแผน เน้นคุณภาพ ไม่เอาปริมาณ ยกระดับการท่องเที่ยวทั้งระบบ จ่อตั้ง ”ปกรณ์“ นั่งคณะพิจารณา เตรียม ให้ กต.เสนอเข้า ครม.พรุ่งนี้ 

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย  ว่า ได้มีการพูดคุยถึงเรื่องการจำกัดนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย หลังจากที่มีข่าวเรื่องนักท่องเที่ยวจีน และข่าวการบุกรุกของผู้มีอิทธิพล โดยเฉพาะพื้นที่อุทยาน 

ส่วนจะต้องมีทบทวนเรื่องฟรีวีซ่าด้วยหรือไม่ นายสุรศักดิ์ ระบุว่า ต้องมีการทบทวน โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการนอกรอบ ให้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาวีซ่าทั้งหมด ไม่ใช่แค่เฉพาะของนักท่องเที่ยว แต่ทุกประเภท ที่ประเทศไทยพิจารณาให้ ทั้งวีซ่า บีโอไอในเรื่องเกี่ยวกับการลงทุน วีซ่านักเรียน และยังรวมถึงวีซ่าอื่นๆ ทุกอย่าง โดยให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นคณะทำงาน ซึ่งจะมีการแต่งตั้งในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ เพื่อมาศึกษาพิจารณาทบทวน วีซ่าทุกชนิด  พร้อมยืนยัน วีซ่าฟรี 60 วัน จะต้องถูกยกเลิกอยู่แล้ว โดยกระทรวงการต่างประเทศจะเป็นผู้เสนอเข้าครม. ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะนายกรัฐมนตรีมีความเป็นห่วงในเรื่องนี้ 

เมื่อถามว่ามั่นใจใช่หรือไม่หากมีการทบทวน บกเลิกฟรีวีซ่า จะลดผลกระทบจากนักท่องเที่ยว ที่ฝ่าฝืนกฎหมายไทยได้ นายสุรศักดิ์ ระบุว่าในที่สุดบางประเภทก็ไม่ใช่วีซ่านักท่องเที่ยว  แต่บางประเภทก็เป็น มีหลายรูปแบบ ทั้งมาแต่งงานและมีภรรยาคนไทย แต่ในที่สุดทุกประเภทเราก็จะต้องมีการทบทวนหลักเกณฑ์การพิจารณา ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้สั่งการว่าจะต้องเข้มงวดมากขึ้นในการตรวจสอบ ซึ่งปัจจุบันนี้เงินอย่างเดียวก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ จึงจำเป็นต้องตรวจสอบในมิติอื่นร่วมด้วย ไม่ใช่ว่ามีเงินมาถึงแล้วจะได้วีซ่า เพราะเรื่องเงินไม่ใช่ตัวชี้วัด ว่าบุคคลนั้นเข้ามาแล้วจะไม่ก่อปัญหาให้กับประเทศ ดังนั้น จึงเป็นเหตุที่ให้เราทบทวนทุกประเภท

ส่วนคนที่ได้วีซ่าอย่างถูกต้องตามกฏหมายจะได้รับผลกระทบในการทบทวนครั้งนี้หรือไม่  นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า คนที่ถูกต้องและไม่ผิดกฎหมายตนเชื่อว่าจะไม่มีปัญหา แต่ทั้งนี้ การพิจารณาในเรื่องวีซ่าต่างๆ ต้องทบทวนในเรื่องระยะเวลา เอกสาร และหลักเกณฑ์ที่จะใช้ในการยื่น ต้องพิจารณาใหม่ทั้งหมด พร้อมยอมรับว่า ในวันนี้ที่มีความเปลี่ยนแปลงไป ก็เกิดอาชญากรรม นอมินี ที่แฝงเข้ามากับวีซ่าต่างๆ และมาก่อเหตุในประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรีบอกแล้วว่า วันนี้เราต้องคัดกรอง ที่จะต้องให้วีซ่าอย่างรอบคอบมากขึ้น  และ เราจะไม่มุ่งเน้นในเรื่องการท่องเที่ยวแล้ว แต่ต้องเน้นคุณภาพไม่เน้นปริมาณ และไม่ใช่ว่ามาง่ายแล้วจะได้นักท่องเที่ยวเยอะ ที่จะทำให้เม็ดเงินขยับขึ้น โดยนายกรัฐมนตรีได้กำชับว่า ให้พิจารณาให้วีซ่าอย่างรอบคอบมากขึ้น เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพที่มากยิ่งขึ้นทั้งระบบ 

ภูมิใจไทยแจง’แลนด์บริดจ์’ ลั่นหากไม่คุ้มค่า-คนพื้นที่ไม่ต้องการ พร้อมพับแผนทันที

ภูมิใจไทยแจง'แลนด์บริดจ์' ลั่นหากไม่คุ้มค่า-คนพื้นที่ไม่ต้องการ พร้อมพับแผนทันที

ภูมิใจไทยแจง’แลนด์บริดจ์’ ลั่นหากไม่คุ้มค่า-คนพื้นที่ไม่ต้องการ พร้อมพับแผนทันที

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.54 น.

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 พรรคภูมิใจไทย โพสต์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก พรรคภูมิใจไทย เป็นภาพอินโฟกราฟิก พร้อมระบุข้อความว่า  เคลียร์ชัด! “แลนด์บริดจ์” ฉบับภูมิใจไทย สยบข่าวลือ บิดเบือนความจริง

สยบข่าวลือ: พ.ร.บ. SEC vs แลนด์บริดจ์
* ความเข้าใจผิด:โครงการแลนด์บริดจ์ คือโครงการเดียวกับ พ.ร.บ. SEC
* ความจริง : ร่าง พ.ร.บ. SEC ตกไปตั้งแต่ 2 สมัยที่แล้ว และคณะรัฐมนตรี ไม่ได้พิจารณาต่อ ปัจจุบันไม่มีผลทางกฎหมายและไม่เกี่ยวข้องกับโครงการแลนด์บริดจ์ที่เป็นโครงการใหม่

สถานะปัจจุบันของโครงการ
 * อยู่ในขั้นตอน **การศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study)** และศึกษาผลดี-ผลเสียอย่างถี่ถ้วน
 * ยังไม่ได้มีการเริ่มก่อสร้างหรือลงทุนจริง

เป้าหมายหากโครงการเกิดขึ้น
 1.  ดันไทยเป็น ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค**
 2.  ลดระยะเวลา การขนส่งทางทะเล
 3. เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาว
 4. เกิดการจ้างงาน และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศ

คณะกรรมการศึกษาผลกระทบ (กรอบเวลา 90 วัน)
*สั่งการโดย:นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล นำทีมศึกษาโดย : นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ (รองนายกฯ และ รมว.คลัง)
*เงื่อนไขสำคัญ : หากศึกษาแล้วพบว่า “ไม่คุ้มค่า” หรือ “ประชาชนในพื้นที่ไม่ต้องการ” โครงการจะไม่เกิดขึ้น(ตัดสินใจโดยประชาชนเป็นหลัก)

3 ข้อเท็จจริง สยบข่าวบิดเบือน
 1.  **ไม่มี** การให้สิทธิ์ชาวต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี
 2.  **ไม่มี** การอนุญาตให้ทำกาสิโน หรือธุรกิจที่ขัดต่อกฎหมายโดยเด็ดขาด
 3.  **ไม่ได้** ตั้งงบลงทุน 1 ล้านล้านบาท (มีเพียงงบสำหรับการศึกษาความเป็นไปได้เท่านั้น)

จุดยืนและบทสรุปจากพรรคภูมิใจไทย
* ทำโครงการด้วยเจตนาที่ดี มุ่งพัฒนาพื้นที่ภาคใต้โดยสุจริต
 *  เคารพและรับฟังเสียงของประชาชนภาคใต้และคนไทยทั้งประเทศเป็นสำคัญ
 *  **คำเตือน:** ขอสงวนสิทธิ์ดำเนินคดีทางกฎหมาย กับผู้ที่บิดเบือนข้อมูลหรือใส่ร้ายพรรคด้วยความเท็จจนเกิดความเสียหาย

โสภณ สั่งเอ็กซเรย์รัฐสภา พลิกโฉม ศาลาแก้ว-ลาน ร.7 ตั้งเป้าเป็นปอดแห่งใหม่ใจกลางกรุง

โสภณ สั่งเอ็กซเรย์รัฐสภา พลิกโฉม ศาลาแก้ว-ลาน ร.7 ตั้งเป้าเป็นปอดแห่งใหม่ใจกลางกรุง

โสภณ สั่งเอ็กซเรย์รัฐสภา พลิกโฉม ศาลาแก้ว-ลาน ร.7 ตั้งเป้าเป็นปอดแห่งใหม่ใจกลางกรุง

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.55 น.

“ประธานโสภณ” สั่งเอ็กซเรย์รัฐสภา พลิกโฉม “ศาลาแก้ว-ลาน ร.7” ดันแลนด์มาร์คปอดแห่งใหม่ใจกลางกรุง เชื่อมรถไฟฟ้า-หนุนท่องเที่ยว

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา  พร้อมด้วย ผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และคณะทำงาน ลงสำรวจบริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่7) และศาลาแก้ว เพื่อหารือแนวทางปรับปรุงภูมิทัศน์และการใช้ประโยชน์พื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยมี นายอเส สุขยางค์ นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์  นายปรีดา หุตะจูฑะ นายกสมาคมนักผังเมืองไทย และนายพิเชฐ  คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการปรับปรุงศาลาแก้วและภูมิทัศน์โดยรอบ  

ประธานรัฐสภา กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของการปรับปรุงครั้งนี้ คือการทำให้ศาลาแก้ว สามารถใช้งานได้จริง เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ควบคู่ไปกับการรักษาความสวยงามตามแนวคิดดั้งเดิมของผู้ออกแบบ ขณะที่พื้นที่โดยรอบจะต้องออกแบบให้กลมกลืนกับอาคารและสถาปัตยกรรมที่มีอยู่เดิม  และรองรับโครงการสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินบริเวณหน้ารัฐสภา

“เราจะต้องใช้พื้นที่รัฐสภาให้เกิดประโยชน์สมกับที่มีการลงทุน เอ็กซเรย์พื้นที่ทำให้ประชาชนเข้าถึง และใช้สอยอย่างคุ้มค่า ผมมีหน้าที่มาแก้ไขให้พื้นที่สมบูรณ์ที่สุด ใช้ประโยชน์ได้ทั้งประชาชน และสมาชิกรัฐสภา ต้องทำให้เป็นปอดของกรุงเทพฯ อีกแห่งหนึ่ง ใช้เป็นสถานที่ในการออกกำลังกาย และส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่สำคัญต้องพิจารณาด้วยว่าจะทำอย่างไรให้รวดเร็ว” นายโสภณ กล่าว 
 

สรรเพชญ ลุยนราธิวาส ติดตามโครงสร้างพื้นฐาน เร่งพัฒนาร่องน้ำ หนุนเศรษฐกิจชายแดนใต้

สรรเพชญ ลุยนราธิวาส ติดตามโครงสร้างพื้นฐาน เร่งพัฒนาร่องน้ำ หนุนเศรษฐกิจชายแดนใต้

สรรเพชญ ลุยนราธิวาส ติดตามโครงสร้างพื้นฐาน เร่งพัฒนาร่องน้ำ หนุนเศรษฐกิจชายแดนใต้

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.37 น.

“สรรเพชญ” ลุยนราธิวาส ติดตามโครงสร้างพื้นฐาน – เร่งพัฒนาร่องน้ำ หนุนเศรษฐกิจชายแดนใต้ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ติดตามความคืบหน้าและเร่งรัดการดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานและคมนาคมสำคัญในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เพื่อยกระดับระบบคมนาคม เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง และเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน โดยมีนายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า (จท.) คณะผู้บริหารจาก จท. และกรมทางหลวง (ทล.) และข้าราชการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่

นายสรรเพชญ กล่าวว่า ได้ติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมคลองตันหยงมัส ความยาว 260 เมตร ในพื้นที่หมู่ที่ 2 ตำบลตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการกัดเซาะตลิ่ง ลดความเสียหายต่อพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่การเกษตรของประชาชนบริเวณริมคลอง ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงด้านโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว โดยได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานด้วยความเรียบร้อย มีคุณภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังได้ติดตามการดำเนินงานตามแผนพัฒนาร่องน้ำในพื้นที่อำเภอเมืองนราธิวาส ประจำปีงบประมาณ 2570 จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการขุดร่องน้ำโคกเคียน บริเวณบ้านบาเฆ๊ะ ตำบลโคกเคียน ระยะทาง 650 เมตร ความกว้างก้นร่องน้ำ 15 เมตร ลึก 1.5 เมตร ปริมาณงานขุดลอกประมาณ 20,000 ลูกบาศก์เมตร กำหนดดำเนินการช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2570 และโครงการขุดร่องน้ำปากอ่าวนราทัศน์ ตำบลบางนาค ระยะทาง 300 เมตร ความกว้างก้นร่องน้ำ 15 เมตร ลึก 1.5 เมตร ปริมาณงานขุดลอกประมาณ 15,000 ลูกบาศก์เมตร กำหนดดำเนินการช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน 2570 เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะช่วยลดความตื้นเขินของร่องน้ำ ทำให้เรือและเรือประมงสามารถสัญจรเข้า – ออกพื้นที่ได้สะดวก และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนชายฝั่งในจังหวัดนราธิวาส

นายสรรเพชญ กล่าวต่อว่า จากการติดตามสถานการณ์การเดินทางของประชาชนในพื้นที่พบว่า บริเวณทางหลวงหมายเลข 4056 ช่วง กม.15+600 และ กม.16+911 เป็นจุดเสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำซากและมีความรุนแรงต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะบริเวณทางแยกและวงเวียนที่มีการใช้ความเร็วสูง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายราย ขณะเดียวกัน บริเวณ กม.12+900 และ กม.15+000 ยังประสบปัญหาน้ำท่วมผิวทางเป็นประจำ เนื่องจากเป็นพื้นที่รับน้ำจากภูเขา จึงได้สั่งการให้ ทล. เร่งผลักดันแนวทางแก้ไข ทั้งการพัฒนาระบบสะพานและอาคารระบายน้ำ ปรับเปลี่ยนท่อลอดเหลี่ยมเป็นโครงสร้างสะพาน รวมถึงขยายสะพานเดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ รองรับปริมาณน้ำหลาก และยกระดับความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชนในระยะยาว

ทั้งนี้ ทล. ได้รายงานความคืบหน้าโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 4056 สายนราธิวาส – สุไหงโก-ลก ซึ่งเป็นการขยายทางหลวง 4 ช่องจราจร ระยะทาง 36.275 กิโลเมตร แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ช่วงบ้านโคกตา – บ้านกือเม็กกาแม ระหว่าง กม.36+275 – กม.47+775 ระยะทาง 11.5 กิโลเมตร ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2567 ระยะที่ 2 ช่วงบ้านบูเก๊ะตาโมง – บ้านโคกตา ระหว่าง กม.19+775 – กม.36+275 ระยะทาง 16.5 กิโลเมตร อยู่ระหว่างเสนอของบประมาณผูกพันปี 2570 – 2573 และระยะที่ 3 ระหว่าง กม.0+000 – กม.19+775 ระยะทาง 19.775 กิโลเมตร เป็นช่วงที่เชื่อมต่อกับโครงการสะพานคู่ขนานข้ามแม่น้ำโก-ลก (สะพานมิตรภาพไทย – มาเลเซีย แห่งที่ 2) เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมสู่ด่านพรมแดนสุไหงโก-ลก รองรับการขยายตัวด้านเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว และเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ 

สำหรับแผนการดำเนินงานในอนาคต ทล. มีแผนความต้องการประจำปีงบประมาณ 2571 – 2572 เพื่อพัฒนาโครงข่ายทางหลวงแผ่นดินในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งการก่อสร้างพัฒนาทางหลวงแผ่นดิน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการค้าชายแดน บนทางหลวงหมายเลข 4056, 4066, 4057, 4300 และ 4321 โครงการทางเลี่ยงเมืองสุไหงโก-ลก เส้นทางแนวใหม่เบตง – สุคิริน สะพานข้ามแม่น้ำบางนรา และสะพานข้ามทางรถไฟตันหยงมัส รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายทางหลวง หมายเลข 4055, 4155, 4168, 4058 และ 4107 การเพิ่มมาตรฐานทางหลวงในสายรองต่าง ๆ เพื่อยกระดับการเดินทางและขนส่งในพื้นที่ชายแดนใต้ ควบคู่กับการปรับปรุงจุดเสี่ยงและบำรุงรักษาสะพานในความรับผิดชอบของแขวงทางหลวงนราธิวาส และการบำรุงรักษาทางหลวง เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัย ลดอุบัติเหตุ และเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวในภูมิภาค

นายสรรเพชญ กล่าวในตอนท้ายว่า กระทรวงคมนาคมยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมทั้งทางบกและทางน้ำในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างความปลอดภัยในการเดินทาง และสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในระยะยาว

โอกาสนี้ นายสรรเพชญ ได้เข้าร่วมงานเมาลิด ณ สวนสาธารณะพรุจงเปื่อย บ้านยางแดง ตำบลนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี เพื่อพบปะพี่น้องประชาชนและร่วมสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของชาวไทยมุสลิม โดยงานดังกล่าวเป็นประเพณีสำคัญทางศาสนาอิสลามที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงวันประสูติของศาสดามุฮัมมัด มีการประกอบศาสนกิจ การอ่านบทสรรเสริญ การบรรยายหลักธรรมทางศาสนา และกิจกรรมสร้างความสามัคคีในชุมชน ซึ่งสะท้อนถึงวิถีวัฒนธรรมและความหลากหลายทางสังคมในพื้นที่ชายแดนใต้
 

สะพัด! เบนจา อะปัญ หนีคดี 112 ได้สถานะผู้ลี้ภัยแคนาดาแล้ว

สะพัด! เบนจา อะปัญ หนีคดี 112 ได้สถานะผู้ลี้ภัยแคนาดาแล้ว

สะพัด! เบนจา อะปัญ หนีคดี 112 ได้สถานะผู้ลี้ภัยแคนาดาแล้ว

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.13 น.

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569  นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ผู้ต้องหา ม.112 ปัจจุบันลี้ภัยอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  เมื่อเช้าผมฟังยูทูป จึงทราบว่า คุณเบญจา อะปัน ได้ลี้ภัยทางการแล้ว โดยไปที่แคนาดา  ก็ถอนใจ ด้านหนึ่งก็ดีใจด้วย อีกด้านก็รู้สึกอดเศร้าเสียใจไม่ได้ คนหนุ่มสาวที่สมควรอยู่ช่วยพัฒนาบ้านเมือง ไม่สมควรต้องลี้ภัยเลย เราสูญเสียทรัพยากรอันมีค่าไปอีกคน

ขณะที่เพจเฟซบุ๊ก  จักรวาลด้อมส้ม โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุถึงเรื่องดังกล่าวว่า #ทุกคนคะ เบนจาหนีไปแคนาดาแล้วค่ะ

ต.ค. 66 โดนคดี ม.112 รอลงอาญา

มี.ค. 68 โดนอีกคดี รอลงอาญา 5 ปี

บอสเอก เคยพยายามประกันตัวเบนจาตอนมีแสงแต่ทำไม่สำเร็จ เลยมาโหนต่อวาดภาพเหมือนที่คล้ายของเมืองนอก ประมูลหาเงินให้ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน วันนี้เบนจาหนีคดีไปอยู่แคนาดาแล้วค่ะ

ทั้งนี้ เพจเฟซบุ๊ก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ว่า  อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี ม.112 ‘เบนจา อะปัญ’ เหตุปราศรัย #ม็อบ3กันยา64 ระบุเป็นการแสดงความเห็นเกี่ยวกับรัฐบาล ไม่มีเจตนาหมิ่นประมาทกษัตริย์

พนักงานอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีของ เบนจา อะปัญ ในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา #มาตรา112 และข้อหา “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา #มาตรา116 จากเหตุปราศรัยที่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2564 ใน #ม็อบราษฎรไม่ไว้วางใจมึง

สำหรับคำวินิจฉัยสั่งไม่ฟ้องในข้อหามาตรา 112 ระบุโดยสรุปว่า ‘คำปราศรัยเป็นการแสดงความรู้สึกผิดหวังเกี่ยวกับสถานการณ์ประเทศและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานรัฐบาลในขณะนั้น ซึ่งเป็นการตั้งคำถามและแสดงความคิดเห็นที่ไม่พอใจเกี่ยวกับที่มาและการบริหารประเทศของรัฐบาล ไม่ได้มีเจตนาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น พระมหากษัตริย์’ ส่วนในข้อหามาตรา 116 ระบุว่า เป็นการชุมนุมภายในกรอบความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ แสดงความเห็นและติชมโดยสุจริต ไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎหมายแผ่นดินหรือทำให้กระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน

ทั้งนี้ เบนจาถูกดำเนินคดีในข้อหาตามมาตรา 112 ทั้งหมด 8 คดี กรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องในคดีนี้ เป็นผลให้คดีสิ้นสุดลง และยังเหลืออีก 6 คดี ที่ยังอยู่ระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ส่วนอีกคดีหนึ่งสิ้นสุดแล้วเนื่องจากไม่มีการอุทธรณ์คดีต่อ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ บันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

'อธิบดีกรมปศุสัตว์' บันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ บันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.49 น.

11 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.30 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายพงษ์พันธ์ ธรรมมา นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ นายสัตวแพทย์มนัส เทพรักษ์ นายสัตวแพทย์อุดม เจือจันทร์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นำคณะผู้บริหารกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมบันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ในวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ทั้งนี้ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) กรมประชาสัมพันธ์ เขตดินแดง กรุงเทพฯ

‘ตลาดใบไม้แลกไข่’ ลดเผา-ลดฝุ่น PM2.5 ไอเดียเจ๋งของชาวสันกำแพง

'ตลาดใบไม้แลกไข่' ลดเผา-ลดฝุ่น PM2.5 ไอเดียเจ๋งของชาวสันกำแพง

‘ตลาดใบไม้แลกไข่’ ลดเผา-ลดฝุ่น PM2.5 ไอเดียเจ๋งของชาวสันกำแพง

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.06 น.

หมอกควันและฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่กระทบทั้งสุขภาพประชาชนและภาคการท่องเที่ยว การแก้ไขจึงไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในกิจกรรมที่ได้ผลและได้รับความสนใจ คือ “ตลาดนัดใบไม้แลกไข่” อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ไอเดียที่ทำได้ง่ายจากความร่วมมือของอำเภอสันกำแพง และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ที่มีฟาร์มไก่ไข่ในพื้นที่ จึงชวนชาวบ้านนำ “ใบไม้แห้ง” มาแลก “ไข่ไก่สด” ช่วยลดการเผา ลดฝุ่น PM2.5 โดยนำใบไม้ไปทำปุ๋ยหมักแจกจ่ายให้ชุมชน อีกทั้งยังช่วยลดค่าครองชีพของประชาชน

“ตลาดนัดใบไม้แลกไข่” เป็นกิจกรรมที่ช่วยสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนชาวสันกำแพง จัดขึ้นทุกวันพุธ เวลา 09.30 – 11.00 น. ณ ที่ว่าการอำเภอสันกำแพง ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม ถึง 27 พฤษภาคม 2569 ภายใต้สโลแกน “สันกำแพงเราไม่เผา เอาเศษใบไม้มาแลกไข่ หมอกควัน ไฟป่าห่างไกล หายใจโล่งกันทุกคน”

แม้กิจกรรมจะเข้าสู่สัปดาห์ที่ 10 แล้ว แต่บรรยากาศยังคงคึกคัก ชาวสันกำแพงต่างนำใบไม้แห้งที่รวบรวมจากบ้านเรือนและเรือกสวนไร่นา มาต่อคิวแลกไข่ไก่กันตั้งแต่เช้า โดยนำใบไม้แห้ง 2 กิโลกรัม แลกไข่ไก่ได้ 1 ฟอง ในหนึ่งวันสามารถแลกได้ไม่เกิน 20 กิโลกรัม (10 ฟอง) ต่อคน

งานนี้ นายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย นายคเณศ คำนนท์ นายอำเภอสันกำแพง ได้ร่วมกันเปิดตลาดนัดใบไม้แลกไข่ และทำกิจกรรมแปรรูปใบไม้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ทั้งการผลิตจานจากใบไม้ และการทำปุ๋ยหมักจากเศษใบไม้ โดยสำนักงานเกษตรอำเภอรับหน้าที่ดำเนินการ ก่อนแจกจ่ายให้ประชาชนใช้ในภาคการเกษตร เพื่อลดต้นทุนและฟื้นฟูบำรุงดินในระยะยาว

เสียงจากชาวสันกำแพง สะท้อนตรงกันว่า กิจกรรมนี้ “ได้มากกว่าที่คิด” ไม่เพียงช่วยลดการเผาในชุมชน แต่ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนจากไข่ไก่ที่นำไปประกอบอาหาร หลายคนบอกว่าอยากให้มีต่อเนื่องต่อไป

จาก “ใบไม้แห้ง” ที่เคยถูกมองว่าไร้ค่า วันนี้กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ ที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง  ทั้งลดฝุ่น สร้างอากาศที่ดีขึ้น และที่สำคัญคือสร้างความรู้สึกร่วมของคนในชุมชนว่า “เราช่วยกันได้”

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย  สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.01 น.

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ซึ่งพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงเป็นประธานกรรมการอำนวยการมูลนิธิฯ ได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี บุคคลสำคัญของโลก ประธานก่อตั้ง และประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิฯ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติครบ 103 ปี เพื่อรำลึกในพระกรุณาของพระองค์ที่ทรงมีต่อมูลนิธิฯ และทรงมีคุณูปการต่อการศึกษาอย่างต่อเนื่องของเยาวชนผู้ยากไร้ด้อยโอกาสทั่วประเทศตลอดมาระหว่างที่ทรงมีพระชนม์ชีพ โดย พล.อ.อ. ชลิต  พุกผาสุข  องคมนตรี เป็นประธานในพิธี ณ พระวิหารวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เมื่อเร็วๆนี้

พระรูป สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ประธานก่อตั้ง และประธานกิตติมศักดิ์ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี บุคคลสำคัญของโลก ทรงพระกรุณารับเป็นประธานก่อตั้งมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ฯ ในวโรกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี เมื่อปีพุทธศักราช 2525 ตามคำกราบทูลเชิญของ หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก ผู้ประสานการก่อตั้งมูลนิธิฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้แก่เยาวชนผู้ด้อยโอกาสที่มีความประพฤติดีทั่วประเทศ โดยให้ทุนการศึกษาอบรมคุณธรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เยาวชนเจริญเติบโตเป็นพลเมืองดีของชาติ รู้จักบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและสังคม มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งคุณธรรมล้ำค่าดังกล่าวคู่ควรแก่การที่จะได้มีการปลูกฝังไว้ในสายเลือดของเยาวชนไทยทุกคนสืบไป

พล.อ.อ ชลิต  พุกผาสุข  องคมนตรี ประธานในพิธีฯ จุดเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะหน้าพระรูป

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ ฯ บุคคลสำคัญของโลก ทรงมีคุณูปการมากล้นต่อมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ และเยาวชนผู้รับทุนที่ด้อยโอกาสและขาดแคลนทุกจังหวัดทั่วประเทศ อาทิ เสด็จไปทรงเปิดการประชุมปฐมฤกษ์มูลนิธิฯ ด้วยพระองค์เอง ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ตั้งกองทุนถาวรเพื่อนำเฉพาะดอกผลพระราชทานเป็นทุนการศึกษาอบรมคุณธรรมอย่างต่อเนื่องแก่เยาวชนผู้ยากไร้ในจัง หวัดต่างๆ ได้ตลอดไปจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีเยาวชนได้รับทุนของพระองค์ท่านแล้ว 68  คน จาก  33 จังหวัด

ประธานในพิธีฯ ถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแด่ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ประธานสงฆ์ 

แม้ว่าจะทรงมีพระกรณียกิจมากเพียงใด พระองค์ท่านทรงติดตามการศึกษา และความเป็นอยู่ของเยาวชนในพระอุปถัมภ์ทุกคน ทรงทอดพระเนตรจดหมายของเยาวชนทุกฉบับที่กราบทูลพระองค์ท่านด้วยความสนพระทัย และทรงตอบจดหมายเยาวชนผู้รับทุนในพระอุปถัมภ์ด้วยพระองค์เองเป็นเวลานานถึง 19 ปี (หลังจากนั้นไม่ได้ทรงตอบเนื่องจากทรงมีพระกรณียกิจมาก) รวมทั้งทรงมีจดหมายพระราชทานความยินดีแก่เยาวชนที่จบการศึกษาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรงพระกรุณาพระราชทานพระวโรกาสให้เยาวชนผู้รับทุนทั่วประเทศ ครั้งละประมาณ 100 คน เข้าเฝ้า ณ พระตำหนักวิลล่าวัฒนากรุงเทพฯ เป็นประจำ และพระตำหนักทรงงานที่จังหวัดน่าน             

พล.อ.อ. ชลิต  พุกผาสุข  องคมนตรี ประธานในพิธีฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ และผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายฯ

คณะกรรมการมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ฯ และเยาวชนทั่วประเทศยังคงจดจำรำลึกในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ด้วยความกตัญญูกตเวทีไว้ตลอดไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย จัดสร้างอาคารปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ 84 พรรษา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ณ วัดเทพประทาน อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี เพื่อให้เป็นอนุสรณ์สถิตแห่งความจงรักภักดีจารึกไว้ในแผ่นดินตลอดกาล

องคมนตรี ประธานในพิธีฯ กรวดน้ำอุทิศกุศลถวายฯ

ปัจจุบันมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ฯ ได้รับเงินบริจาคจากประชาชนทั่วประเทศ สำหรับให้เป็นทุนการศึกษาอบรมแก่เยาวชนทุกอำเภอทุกสังกัด ทุกระดับการศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 2,091 ทุน เป็นเงินมากกว่า 11 ล้านบาท และตลอด 43 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ให้ทุนการศึกษาอบรมแก่เยาวชนไปแล้ว รวมทั้งสิ้น 37,000 กว่าทุน เป็นเงินทุนทั้งสิ้นกว่า 300 ล้านบาท โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด และภริยาผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานทุนการศึกษา และประธานอุปการะเยาวชนประจำจังหวัด โดยได้ออกไปเยี่ยมเยียนติดตามดูแลทุกข์สุขของเยาวชนด้วยจิตใจที่เปี่ยมด้วยเมตตาธรรมช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของเยาวชนและครอบครัวผู้รับทุนมูลนิธิฯ อย่างใกล้ชิดด้วย เป็นผลให้เยาวชนรู้สึกอบอุ่น ไม่โดดเดี่ยวเป็นการส่งเสริมสถาบันครอบครัว ให้เข้มแข็ง และเป็นการสกัดกั้นต้นเหตุแห่งปัญหายาเสพติดในกลุ่มเยาวชนผู้ด้อยประสบการณ์ชีวิตได้อย่างดีที่สุด

พล.อ.อ.ชลิต  พุกผาสุข  องคมนตรี ประธานในพิธี สนทนาธรรมกับ ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ประธานสงฆ์

ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมชุบชีวิต ให้โอกาสเยาวชนผู้ยากไร้ด้อยโอกาสทั่วประเทศ ได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่องติดต่อบริจาคเงินได้ที่ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ ไลน์ไอดี 0804042439 และ 0851148900 โทร. 0-2354-7391-4 หรือ 080-404-2439 (สามารถลดหย่อนภาษีได้) และติดตามการดำเนินงานของมูลนิธิฯ กว่า 43 ปี ในการพัฒนาเยาวชนฯ  ได้ที่   เฟสบุ๊ค : มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ฯ  เว็บไซต์ : www.ruamchit-normklao.org

ประธานในพิธีฯ พร้อมด้วยกรรมการมูลนิธิฯ อาทิ อรรษิษฐ์  สัมพันธรัตน์ (ปลัดกระทรวงมหาดไทย),    ผศ.ดร.พรทิพย์  พุกผาสุข, ดร.อารยา  อรุณานนท์ชัย, ดร.ประวิช  รัตนเพียร, อุบล  อัครพัฒน์, ธนนท์  พรรพีภาส, กรรณภรณ์  วงศ์ปิยะกุล  หน้าพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ

ประธานในพิธีฯ พร้อมด้วยกรรมการมูลนิธิฯ อาทิ อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ (ปลัดกระทรวงมหาดไทย), ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุข, ดร.อารยา อรุณานนท์ชัย, ดร.ประวิช รัตนเพียร, อุบล อัครพัฒน์, ธนนท์ พรรพีภาส, กรรณภรณ์ วงศ์ปิยะกุล หน้าพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ

ประธานในพิธีฯ พร้อมด้วยกรรมการมูลนิธิฯ และผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ ผศ.ดร.พรทิพย์  พุกผาสุข, ดร.อารยา  อรุณานนท์ชัย, กอบเพชร  หาญพัฒนพานิชย์ (สำนักนายกรัฐมนตรี), ดวงกมล  ยิ้มละมัย (สมาคมแม่บ้านมหาดไทย), ทิพยวดี  มีสมกลีบ (พุทธสมาคมแห่งประเทศไทยฯ), พัณณ์พิกา  อเนกสัมพันธ์ (กรมประชาสัมพันธ์) และ กรรณภรณ์  วงศ์ปิยะกุล

ประธานในพิธีฯ พร้อมด้วยกรรมการมูลนิธิฯ และผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุข, ดร.อารยา อรุณานนท์ชัย, กอบเพชร หาญพัฒนพานิชย์ (สำนักนายกรัฐมนตรี), ดวงกมล ยิ้มละมัย (สมาคมแม่บ้านมหาดไทย), ทิพยวดี มีสมกลีบ (พุทธสมาคมแห่งประเทศไทยฯ), พัณณ์พิกา อเนกสัมพันธ์ (กรมประชาสัมพันธ์) และ กรรณภรณ์ วงศ์ปิยะกุล

ประธานในพิธีฯ พร้อมด้วยกรรมการมูลนิธิฯ และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย อาทิ อรรษิษฐ์  สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย, ผศ.ดร.พรทิพย์  พุกผาสุข, ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล  โทธรรม, ร.ต.อ.เขตรัฐ ชาญศิลป์, ธนนท์  พรรพีภาส

ประธานในพิธีฯ พร้อมด้วยกรรมการมูลนิธิฯ และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย อาทิ อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย, ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุข, ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม, ร.ต.อ.เขตรัฐ ชาญศิลป์, ธนนท์ พรรพีภาส

ประธานในพิธีฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ และผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกหน้าอนุสรณ์สถานรังษีวัฒนา สุสานหลวง อาทิ เบญจาภา  มุสิกะพันสินธุ์ (กระทรวงการอุดมศึกษา), ปก  อ่วมเกื้อมิตร (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน), ขวัญชนก  ธิรัตน์ (คุรุสภา), รัฎชนิดา  เนตรทิพย์ (กรุงเทพมหานคร), จ่าเอก ประยงค์	บุญช่วย (กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน), ทิพวรรณ  กิตติสถาพร (สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ), ดร.ธิดารักษ์  สัจจพงษ์ (สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ), พัชรมณี  เย็นมั่นคง, ชุติมา  เจริญโภคราช, ปณิธิ  มากซุง (การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค), จันทรา  อินทรทูต

ประธานในพิธีฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ และผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกหน้าอนุสรณ์สถานรังษีวัฒนา สุสานหลวง อาทิ เบญจาภา มุสิกะพันสินธุ์ (กระทรวงการอุดมศึกษา), ปก อ่วมเกื้อมิตร (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน), ขวัญชนก ธิรัตน์ (คุรุสภา), รัฎชนิดา เนตรทิพย์ (กรุงเทพมหานคร), จ่าเอก ประยงค์ บุญช่วย (กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน), ทิพวรรณ กิตติสถาพร (สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ), ดร.ธิดารักษ์ สัจจพงษ์ (สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ), พัชรมณี เย็นมั่นคง, ชุติมา เจริญโภคราช, ปณิธิ มากซุง (การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค), จันทรา อินทรทูต

สมาคมเหล่าทัพ 3 เหล่า ถ่ายภาพร่วมกัน หน้าพระพุทธประทีปวโรทัย พระประธานประจำพระวิหาร อาทิ น.อ.หญิง สุภาพร ร่มพยอม (สมาคมคู่มรสทหารอากาศ), อรุณี  สวัสดี (สมาคมภริยาทหารเรือ), ปรียนันท์  มงคลศรี (สมาคมแม่บ้านตำรวจ)

สมาคมเหล่าทัพ 3 เหล่า ถ่ายภาพร่วมกัน หน้าพระพุทธประทีปวโรทัย พระประธานประจำพระวิหาร อาทิ น.อ.หญิง สุภาพร ร่มพยอม (สมาคมคู่มรสทหารอากาศ), อรุณี สวัสดี (สมาคมภริยาทหารเรือ), ปรียนันท์ มงคลศรี (สมาคมแม่บ้านตำรวจ)