“จาซินดา อาร์เดิร์น” อดีตนายกฯ นิวซีแลนด์ย้ายไปอยู่ออสเตรเลีย ตอกย้ำวิกฤต “สมองไหล”

"จาซินดา อาร์เดิร์น" อดีตนายกฯ นิวซีแลนด์ย้ายไปอยู่ออสเตรเลีย ตอกย้ำวิกฤต "สมองไหล"

3 มี.ค. 2569 13:49 น.

“จาซินดา อาร์เดิร์น” อดีตนายกฯ นิวซีแลนด์ย้ายไปอยู่ออสเตรเลีย ตอกย้ำวิกฤต “สมองไหล”

กลายเป็นประเด็นร้อนในนิวซีแลนด์ หลังโฆษกยืนยันอดีตนายกฯ หญิง “จาซินดา อาร์เดิร์น” ย้ายไปพำนักในออสเตรเลียพร้อมครอบครัวเพื่อทำงาน ด้านนักวิชาการชี้เป็นสัญลักษณ์ความล้มเหลวในการรั้งทรัพยากรบุคคล ตอกย้ำวิกฤต “สมองไหล” ท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพพุ่งและเศรษฐกิจซบเซาที่บีบให้ชาวนิวซีแลนด์กว่า 6 หมื่นคนต้องโบกมือลาบ้านเกิด

สำนักงานของนางจาซินดา อาร์เดิร์น อดีตนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ยืนยันว่าขณะนี้เธอและครอบครัว ซึ่งประกอบด้วยนายคลาร์ก เกย์ฟอร์ด สามี และ “นีฟ” ลูกสาววัย 7 ขวบ ได้ย้ายไปพำนักในประเทศออสเตรเลีย หลังจากมีรายงานว่ามีผู้พบเห็นครอบครัวอาร์เดิร์นไปดูบ้านในย่านนอร์เทิร์นบีช ของนครซิดนีย์

โฆษกส่วนตัวระบุว่า การย้ายครั้งนี้เนื่องจากทั้งคู่มีงานที่นั่น และยังช่วยให้มีเวลาบินกลับไปเยี่ยมนิวซีแลนด์ได้สะดวกขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่มีการระบุแน่ชัดว่าพวกเขาเริ่มย้ายไปตั้งแต่เมื่อใดหรือทำงานในตำแหน่งใด แต่ย้ำว่าเป็นเรื่องปกติที่อดีตผู้นำจะใช้เวลาในต่างประเทศหลังพ้นตำแหน่ง

การย้ายประเทศของอดีตผู้นำระดับไอคอนรายนี้ถูกมองว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง เนื่องจากนิวซีแลนด์กำลังเผชิญกับสถิติชาวเมืองย้ายออกจากประเทศสูงเป็นประวัติการณ์ โดยในปีที่ผ่านมามีชาว “กีวี” ย้ายออกไปมากถึง 66,000 คน หรือเฉลี่ยวันละ 180 คน ซึ่งกว่าร้อยละ 60 เลือกมุ่งหน้าสู่ออสเตรเลีย เนื่องจากมีรายได้เฉลี่ยต่อสัปดาห์ที่สูงกว่า และได้รับสิทธิในการทำงานและพำนักที่ง่ายกว่า

อลัน แกมเลน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นฐาน มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ให้ความเห็นว่า “การย้ายของอาร์เดิร์นเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของภาพรวมที่เกิดขึ้น สำหรับบางคนนี่อาจถูกมองว่าเป็นการทอดทิ้งประเทศในยามยาก”

ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนให้เกิดปรากฏการณ์สมองไหลครั้งนี้คือสภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยและค่าครองชีพที่พุ่งสูงจนเกินรับไหว โดยนิวซีแลนด์กำลังเผชิญกับอัตราว่างงานสูง ซึ่งแตะระดับสูงสุดในรอบทศวรรษ (ไม่นับช่วงโควิด-19) ขณะที่ราคาของชำและสินค้าอุปโภคบริโภคติดอันดับสูงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

นอกจากนั้น ปัญหาการขาดแคลนบ้านทำให้ทั้งราคาซื้อขายและค่าเช่าพุ่งสูงจนคนรุ่นใหม่หมดหวังที่จะมีบ้านเป็นของตัวเอง รวมถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบสาธารณสุขและการศึกษาที่ขยายวงกว้างขึ้น

จาซินดา อาร์เดิร์น ก้าวขึ้นเป็นผู้นำหญิงที่อายุน้อยที่สุดในโลกในปี 2017 และกลายเป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายเสรีนิยมทั่วโลกจากการรับมือเหตุกราดยิงที่เมืองไครสต์เชิร์ชและการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ในช่วงท้ายของการดำรงตำแหน่ง เธอต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลจากความล้มเหลวในการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยและการประท้วงต่อต้านวัคซีนที่รุนแรง จนเธอประกาศลาออกในปี 2023 โดยให้เหตุผลว่า “หมดพลัง” 

ปัจจุบัน อาร์เดิร์นยังคงมีบทบาทในเวทีโลก ทั้งการเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด, การสานต่อโครงการ Christchurch Call เพื่อต่อต้านลัทธิที่สุดโต่งบนโลกออนไลน์ และเพิ่งเปิดตัวหนังสือบันทึกความทรงจำของเธอไปเมื่อปี 2025 ที่ผ่านมา.

ที่มา The Guardian / BBC

ทรัมป์ลั่นสหรัฐมีอาวุธพอทำสงคราม “ตลอดกาล” โวคลังแสงพร้อมชนะครั้งใหญ่

ทรัมป์ลั่นสหรัฐมีอาวุธพอทำสงคราม “ตลอดกาล” โวคลังแสงพร้อมชนะครั้งใหญ่

3 มี.ค. 2569 13:35 น.

ทรัมป์ลั่นสหรัฐมีอาวุธพอทำสงคราม “ตลอดกาล” โวคลังแสงพร้อมชนะครั้งใหญ่

ทรัมป์คุยโวไม่หยุด โพสต์อวดผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ระบุว่า สหรัฐฯ มีคลังอาวุธเพียงพอสำหรับการทำสงครามตลอดกาล พร้อมย้ำว่าอเมริกาพร้อมชนะครั้งใหญ่

ทรัมป์โพสต์ข้อความก่อนเที่ยงคืนตามเวลาท้องถิ่นกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่า สหรัฐฯ มีคลังยุทโธปกรณ์ระดับกลางและระดับกลางค่อนไปทางระดับสูง จำนวนมหาศาลแบบไม่จำกัด และสงครามสามารถดำเนินต่อไปได้ “ตลอดกาล” เชื่อมั่นว่าสหรัฐอเมริกาพร้อมที่จะชนะครั้งใหญ่ 

ถ้อยแถลงนี้มีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กำลังยืดเยื้อ และเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องคลังอาวุธของสหรัฐฯ หลังมีรายงานก่อนหน้านี้ว่าสต็อกอาวุธขั้นสูงบางประเภทลดลง

ในโพสต์เดียวกัน ทรัมป์ยังกล่าวพาดพิงถึงอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดนโดยกล่าวหาว่าเป็นผู้จัดส่งอาวุธระดับสูงสุดจำนวนมากให้กับยูเครน

ในช่วงปลายวาระ 4 ปีของไบเดน รัฐบาลสหรัฐฯ ได้อนุญาตให้ยูเครนใช้งานขีปนาวุธพิสัยไกล ATACMS ซึ่งมีศักยภาพยิงได้ไกลถึง 190 ไมล์ หรือราว 300 กิโลเมตร เพื่อโจมตีเป้าหมายทางทหาร

การตัดสินใจดังกล่าวในขณะนั้นถูกมองว่าเป็นการยกระดับการสนับสนุนยูเครนอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางสงครามกับรัสเซีย

คำประกาศของทรัมป์สะท้อนท่าทีแข็งกร้าวและการส่งสัญญาณความพร้อมทางทหารของสหรัฐฯ ในช่วงเวลาที่หลายฝ่ายจับตาความเพียงพอของคลังอาวุธ โดยเฉพาะอาวุธขั้นสูงที่ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย

แม้ทรัมป์จะยืนยันว่า สหรัฐฯ มีอาวุธเพียงพอสำหรับการทำสงครามระยะยาว แต่คำพูดเรื่องสงครามตลอดกาล ก็จุดคำถามใหม่เกี่ยวกับทิศทางนโยบายความมั่นคงของวอชิงตันในระยะต่อไป.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สงครามตะวันออกกลาง

สถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ชี้แจงปฏิบัติการร่วมทางทหารกับสหรัฐฯ เพื่อขจัดภัยคุกคามจากอิหร่าน

สถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ชี้แจงปฏิบัติการร่วมทางทหารกับสหรัฐฯ เพื่อขจัดภัยคุกคามจากอิหร่าน

3 มี.ค. 2569 12:53 น.

สถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ชี้แจงปฏิบัติการร่วมทางทหารกับสหรัฐฯ เพื่อขจัดภัยคุกคามจากอิหร่าน

สถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ชี้แจงถึงปฏิบัติการสิงโตคำราม ที่ร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการโจมตีอิหร่าน มีวัตถุประสงค์ชัดเจนคือการขจัดภัยคุกคามที่มาจากการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน

สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ส่งเอกสารชี้แจงวัตถุประสงค์ของอิสราเอลในการร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อโจมตีอิหร่านครั้งล่าสุดนี้ โดยมีเนื้อหาใจความว่า

 ขณะนี้อิสราเอลกำลังเผชิญหน้ากับระบอบการปกครองของอายาตอลเลาะห์ คาเมเนอี ในอิหร่านที่มีมาอย่างต่อเนื่อง

อิสราเอลมีวัตถุประสงค์ชัดเจนคือการขจัดภัยคุกคามที่มาจากอิหร่าน ซึ่งรวมถึงความตั้งใจของอิหร่านที่จะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ โครงการขีปนาวุธพิสัยไกลที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และการให้การสนับสนุนเครือข่ายกลุ่มก่อการร้ายที่เป็นตัวแทนของอิหร่านซึ่งมีอยู่ทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง นอกจากนั้นอิสราเอลยังเสนอทางเลือกให้ประชาชนชาวอิหร่านสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้ โดยปราศจากระบอบการปกครองที่ประกาศอย่างเปิดเผยให้ทำลายล้างประเทศอิสราเอล

อิสราเอลได้ข้อสรุปว่า แม้จะมีความเสี่ยง แต่หากไม่ดำเนินการใดๆ โดยปราศจากมาตรการที่เด็ดขาด ก็จะก่อให้เกิดอันตรายที่ร้ายแรงยิ่งไปกว่านั้น กล่าวคืออิหร่านจะบรรลุขีดความสามารถสูงสุดด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธ ที่ทำให้ไม่สามารถขจัดภัยคุกคามเหล่านี้ได้เลย ทั้งนี้ อิหร่านได้ย้ายองค์ประกอบสำคัญของโครงการนิวเคลียร์และโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตขีปนาวุธ ลงไปอยู่ใต้ดินอย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันการถูกทำลาย

อิสราเอลประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกาและเปิด”ปฏิบัติการสิงโตคำราม” เพื่อลดทอนขีดความสามารถของอิหร่านที่   คุกคามอิสราเอลมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายทางการทหาร รวมถึงโครงการนิวเคลียร์ โครงสร้างพื้นฐานด้านขีปนาวุธ และองค์ประกอบของอุตสาหกรรมด้านการทหารของอิหร่าน

เป็นเวลาหลายทศวรรษที่อิหร่านได้เรียกร้องอย่างเปิดเผยมาโดยตลอด ให้กำจัดอิสราเอลและดำเนินการต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น รวมถึงการพัฒนาสมรรถนะอาวุธนิวเคลียร์ การเร่งโครงการขีปนาวุธ ตลอดจนการให้เงินทุนและสั่งการเครือข่ายก่อการร้ายที่มีอยู่ทั่วทั้งภูมิภาค อิสราเอลตัดสินใจร่วมกับสหรัฐอเมริกาในปฏิบัติการครั้งนี้ก็เพื่อขจัดภัยคุกคามดังกล่าวและเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของพลเมืองของตน

การที่อิหร่านโจมตีหลายประเทศไปทั่วตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง ยิ่งย้ำให้เห็นถึงท่าทีอันแข็งกร้าวและบทบาทสำคัญของอิหร่านในการทำลายความมั่นคงในภูมิภาค

ในส่วนของแรงงานไทย อิสราเอลให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของแรงงานชาวไทยที่พำนักอยู่ในอิสราเอล โดยสนับสนุนและสร้างระบบต่างๆ เพื่อให้แรงงานไทยมั่นใจและปลอดภัย กล่าวคือ มีการเปิดสายด่วนฉุกเฉินเป็นภาษาไทย ส่งข้อความแจ้งเตือนทันที และให้คำแนะนำด้านความปลอดภัยเป็นภาษาไทยไปยังโทรศัพท์มือถือโดยตรง รวมถึงเผยแพร่วิดีโอแนะนำการปฏิบัติตนเมื่อได้ยินเสียงสัญญาณเตือนภัยและในสถานการณ์ฉุกเฉิน หน่วยงานด้านประชากรและตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงกระทรวงแรงงานของอิสราเอล ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องกับสถานเอกอัครราชทูตไทยในอิสราเอล เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างทันท่วงทีและเกิดความร่วมมืออย่างเต็มที่ระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

อิสราเอลมุ่งมั่นดำเนินการทุกวิถีทางที่จะดูแลปกป้องให้แรงงานชาวไทยปลอดภัย และถือว่าการคุ้มครองดังกล่าวเป็นความรับผิดชอบที่มีลำดับความสำคัญสูงสุด.

ที่มา : สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย

สหรัฐฯ ปฏิเสธลั่น ไม่ได้เจตนาถล่ม รร.ประถมในอิหร่าน หลังสื่อท้องถิ่นเผยเด็กดับกว่า 160 ศพ

สหรัฐฯ ปฏิเสธลั่น ไม่ได้เจตนาถล่ม รร.ประถมในอิหร่าน หลังสื่อท้องถิ่นเผยเด็กดับกว่า 160 ศพ

3 มี.ค. 2569 12:38 น.

สหรัฐฯ ปฏิเสธลั่น ไม่ได้เจตนาถล่ม รร.ประถมในอิหร่าน หลังสื่อท้องถิ่นเผยเด็กดับกว่า 160 ศพ

นายมาร์โก รูบิโอ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันกองทัพไม่มีนโยบายพุ่งเป้าโจมตีสถานศึกษา หลังมีรายงานเหตุขีปนาวุธตกใส่โรงเรียนประถมหญิงล้วนในเมืองมีนาบของอิหร่าน ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 160 คน ระหว่างการเปิดฉากโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล 

สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ทวีความรุนแรงขึ้นสู่จุดวิกฤต หลังจากสื่อรัฐบาลอิหร่านรายงานเหตุสลดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 ก.พ.) โดยระบุว่าโรงเรียนประถมหญิงล้วนในเมืองมีนาบ ทางตอนใต้ของอิหร่าน ถูกโจมตีทางอากาศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 160 ราย ถือเป็นเหตุการณ์ที่มีความสูญเสียมากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเปิดฉากสงคราม

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก โดยองค์การยูเนสโก และมาลาลา ยูซัฟไซ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ได้ออกมาประณามการโจมตีครั้งนี้อย่างรุนแรง เนื่องจากตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ การจงใจโจมตีสถานศึกษา โรงพยาบาล หรือโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน ถือเป็น “อาชญากรรมสงคราม”

ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า “กระทรวงสงครามกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าเป็นการโจมตีจากฝ่ายเราหรือไม่ แต่ผมยืนยันได้ว่า สหรัฐฯ จะไม่มีวันจงใจตั้งเป้าโจมตีไปที่โรงเรียนอย่างแน่นอน”

เขายังกล่าวเสริมว่า หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริงถือเป็นเรื่องที่น่าสลดใจอย่างยิ่ง แต่ในขณะนี้เขายังไม่มีรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับสาเหตุที่แน่ชัด ขณะที่เพนตากอนและกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ยังไม่ได้ออกมาแถลงการณ์ตอบโต้โดยตรง เพียงแต่ระบุว่ากำลัง “ตรวจสอบ” รายงานความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพลเรือนจากการปฏิบัติการทางทหาร

ส่วนนายแดนนี ดานอน เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหประชาชาติ ได้ออกมาให้ความเห็นต่อรายงานที่สื่ออิหร่านโยนความผิดให้สหรัฐฯ และอิสราเอล โดยระบุว่าเขาเห็นรายงานที่แตกต่างออกไป ซึ่งรวมถึงข้อมูลที่ว่ากองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านเองที่เป็นผู้กำหนดเป้าหมายโจมตีโรงเรียนดังกล่าว

ปฏิบัติการทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา โดยพุ่งเป้าไปที่กรุงเตหะราน ก่อนจะขยายวงกว้างออกไปหลังจากอิหร่านเริ่มทำการตอบโต้

สถานการณ์ยิ่งทวีความตึงเครียดถึงขีดสุดเมื่อมีการยืนยันว่าอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิตแล้วในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าปฏิบัติการทางทหารในครั้งนี้อาจดำเนินต่อไปอีกหลายสัปดาห์.

ที่มา Reuters

เนทันยาฮูถึงกับหลุดขำ ข่าวลืออิสราเอลลากสหรัฐเข้าสงคราม “ไร้สาระ” ยันทรัมป์ตัดสินใจเอง

เนทันยาฮูถึงกับหลุดขำ ข่าวลืออิสราเอลลากสหรัฐเข้าสงคราม "ไร้สาระ" ยันทรัมป์ตัดสินใจเอง

3 มี.ค. 2569 12:06 น.

เนทันยาฮูถึงกับหลุดขำ ข่าวลืออิสราเอลลากสหรัฐเข้าสงคราม “ไร้สาระ” ยันทรัมป์ตัดสินใจเอง

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล หัวเราะขณะให้สัมภาษณ์สื่อสหรัฐฯ เมื่อถูกถามว่าเป็นฝ่าย “ลาก” สหรัฐอเมริกาเข้าสู่ความขัดแย้งทางทหาร ชี้เป็นเรื่องไร้สาระ ทรัมป์ตัดสินใจเองทั้งหมด 

ในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ Fox News โดยผู้ดำเนินรายการ ฌอน แฮนนิตี มีการถามนายเบนจามิน เนทันยาฮูตรง ๆ ว่า อิสราเอลเป็นฝ่ายดึงโดนัลด์ ทรัมป์เข้าสู่สงครามหรือไม่

เนทันยาฮูตอบพร้อมหัวเราะว่า “นั่นมันไร้สาระสิ้นดี โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้นำที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก เขาต้องทำในสิ่งที่เขาเชื่อว่าถูกต้องเพื่ออเมริกา”

ผู้นำอิสราเอลยังกล่าวด้วยว่า เขาตระหนักดีถึงต้นทุนของสงคราม แต่บางครั้งก็จำเป็นต้องทำเพื่อปกป้องประเทศจากภัยคุกคามร้ายแรง

ก่อนหน้านี้ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ ตัดสินใจโจมตีอิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาในลักษณะ เพื่อป้องกันล่วงหน้า

โดยรูบิโอระบุว่า สหรัฐฯ ทราบล่วงหน้าว่าอิสราเอลกำลังจะเปิดปฏิบัติการ และหากไม่ลงมือก่อน อาจเกิดความสูญเสียมากกว่านี้

คำให้สัมภาษณ์ของเนทันยาฮูมีขึ้นท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเวทีการเมืองสหรัฐฯ ว่าอิสราเอลอาจมีบทบาทผลักดันให้วอชิงตันเข้าไปมีส่วนร่วมในความขัดแย้งครั้งล่าสุดกับอิหร่าน แต่จากการให้สัมภาษณ์ครั้งล่าสุดนี้ผู้นำอิสราเอลได้ยืนยันชัดเจนว่า การตัดสินใจของสหรัฐฯ เป็นอำนาจอธิปไตยของรัฐบาลวอชิงตันเอง ไม่ได้เกิดจากแรงกดดันจากอิสราเอลแต่อย่างใด.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สงครามตะวันออกกลาง

“เมลาเนีย ทรัมป์” นั่งประธานประชุมคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็น ถกประเด็นเด็กในพื้นที่ความขัดแย้ง

"เมลาเนีย ทรัมป์" นั่งประธานประชุมคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็น ถกประเด็นเด็กในพื้นที่ความขัดแย้ง

3 มี.ค. 2569 12:04 น.

“เมลาเนีย ทรัมป์” นั่งประธานประชุมคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็น ถกประเด็นเด็กในพื้นที่ความขัดแย้ง

สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งสหรัฐฯ “เมลาเนีย ทรัมป์” นั่งเก้าอี้ประธานการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ชูประเด็นการศึกษาและสวัสดิภาพเด็กในพื้นที่ความขัดแย้ง ขณะที่อิหร่านโต้เดือด รุมประณามสหรัฐฯ-อิสราเอล ปมเหตุโจมตีโรงเรียนประถมในเมืองมีนาบ จนมีเด็กเสียชีวิตนับร้อย

นางเมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งแห่งสหรัฐอเมริกา ได้ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ในหัวข้อ “เด็ก เทคโนโลยี และการศึกษาในสภาวะความขัดแย้ง” ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่คู่สมรสของผู้นำประเทศที่ยังอยู่ในตำแหน่ง ได้รับเกียรติให้เป็นประธานในการประชุมของคณะมนตรีชุดนี้ที่มีสมาชิก 15 ประเทศ

การก้าวเข้ามามีบทบาทครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ เข้ารับตำแหน่งประธานหมุนเวียนประจำเดือนของ UNSC และถูกมองว่าเป็นสัญญาณชัดเจนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดึงคนใกล้ชิดและครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

สำนักงานของนางเมลาเนียระบุว่า เป้าหมายหลักของการประชุมคือการผลักดันด้านการศึกษาเพื่อสร้างความอดทนอดกลั้นและสันติภาพของโลก โดยเธอกล่าวต่อที่ประชุมว่า “สหรัฐฯ ยืนหยัดเคียงข้างเด็กทุกคนทั่วโลก และฉันหวังว่าสันติภาพจะเป็นของพวกคุณในเร็ววัน”

อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 2 วัน หลังจากเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน ซึ่งนำไปสู่คำเตือนจากยูเอ็นเกี่ยวกับความปลอดภัยของเด็กในภูมิภาค โดยนายอามีร์ ซาอีด อิราวานี เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำยูเอ็นออกมาประณามว่าการจัดประชุมครั้งนี้เป็นเรื่องที่ “น่าละอายและย้อนแย้งอย่างยิ่ง” เนื่องจากมีรายงานว่าการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลได้ส่งผลให้โรงเรียนประถมหญิงล้วนในเมืองมีนาบถูกถล่ม และมีเด็กนักเรียนเสียชีวิตถึง 165 ราย

ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่าสหรัฐฯ ไม่ได้จงใจตั้งเป้าโจมตีโรงเรียนอย่างแน่นอน ขณะที่ทูตอิสราเอลประจำยูเอ็นระบุว่าได้รับรายงานที่ขัดแย้งกัน โดยมีข้อมูลว่ากองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) เป็นผู้พุ่งเป้าไปที่โรงเรียนดังกล่าวเอง แต่ทั้งนี้อิสราเอลรู้สึกเสียใจต่อการสูญเสียชีวิตของพลเรือนทุกคน

ขณะที่นายฟู่ คง เอกอัครราชทูตจีนประจำยูเอ็นเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างจริงจังต่อเหตุการณ์โจมตีโรงเรียน โดยย้ำว่าเป็นหนึ่งในการละเมิดสิทธิเด็กที่ร้ายแรงที่สุดตามบรรทัดฐานของสหประชาชาติ

เป็นที่ทราบกันดีว่าประธานาธิบดีทรัมป์มักแสดงการวิพากษ์วิจารณ์ยูเอ็นมาโดยตลอด โดยมองว่าเป็นองค์กรที่ไม่มีประสิทธิภาพและต้องการการปฏิรูปครั้งใหญ่ อีกทั้งสหรัฐฯ ยังมียอดค้างชำระงบประมาณสนับสนุนยูเอ็นจำนวนมหาศาล อย่างไรก็ตาม การส่งนางเมลาเนียมาทำหน้าที่ประธานในครั้งนี้ นายสเตฟาน ดูจาร์ริก โฆษกยูเอ็น มองว่าเป็นสัญญาณแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ ยังคงให้ความสำคัญกับคณะมนตรีความมั่นคงและประเด็นเด็กในภาวะสงคราม

สำหรับนางเมลาเนีย ทรัมป์ แม้ที่ผ่านมาจะเก็บตัวเงียบจากสายตาประธารชน แต่เธอก็เคยเคลื่อนไหวในประเด็นเด็กมาแล้ว เช่น การเขียนจดหมายถึงประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ในปี 2025 เพื่อเรียกร้องให้ส่งตัวเด็กชาวยูเครนที่ถูกนำตัวไปยังรัสเซียในช่วงสงครามกลับคืนสู่ครอบครัว.

ที่มา Reuters

พระราชวังโกเลสถาน มรดกโลกยูเนสโกในเตหะราน ถูกถล่มเสียหายหนัก

พระราชวังโกเลสถาน มรดกโลกยูเนสโกในเตหะราน ถูกถล่มเสียหายหนัก

3 มี.ค. 2569 11:25 น.

พระราชวังโกเลสถาน มรดกโลกยูเนสโกในเตหะราน ถูกถล่มเสียหายหนัก

พระราชวังโกเลสถาน แหล่งมรดกโลกของยูเนสโกในกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน ได้รับความเสียหายหนัก จากการโจมตีทางทหารของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ตามรายงานของสำนักข่าวกึ่งทางการของอิหร่าน

สำนักข่าว Mehr News Agency รายงานว่าพระราชวังโกเลสถาน ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก ได้รับความเสียหายหนักในช่วงหลังการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่เกิดขึ้นในอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า ห้องบัลลังก์กระจกอันเลื่องชื่อของพระราชวัง รวมถึงวัตถุโบราณและของจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ได้ถูกเคลื่อนย้ายไปเก็บไว้ในห้องนิรภัยล่วงหน้าแล้ว ภายหลังเหตุประท้วงเมื่อเดือนมกราคม และในช่วงสงคราม 12 วันเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2025

เหตุความเสียหายต่อพระราชวังโกเลสถานเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเป้าหมายทางทหารในอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบทั้งด้านความมั่นคงและมรดกทางวัฒนธรรม

ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับระดับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างหลักของพระราชวัง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคาดว่าจะมีการประเมินเพิ่มเติมในระยะต่อไป

พระราชวังโกเลสถานถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของประวัติศาสตร์อิหร่าน โดยเริ่มมีบทบาทเป็นศูนย์กลางอำนาจตั้งแต่ยุคราชวงศ์กาจาร์ หลังจากมีการย้ายเมืองหลวงมายังกรุงเตหะราน และยังคงสถานะเป็นที่ประทับและศูนย์กลางการปกครองต่อเนื่องในยุคราชวงศ์ปาห์ลาวี 

สถานที่แห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก ด้วยคุณค่าทางสถาปัตยกรรม ศิลปะตกแต่ง และความสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนพัฒนาการของรัฐอิหร่านยุคใหม่.

ที่มา : CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สงครามตะวันออกกลาง

“บิล คลินตัน” เผยทรัมป์เคยบอกมี “ช่วงเวลาดีๆ” กับ “เจฟฟรีย์ เอปสตีน” ก่อนแตกหัก

"บิล คลินตัน" เผยทรัมป์เคยบอกมี "ช่วงเวลาดีๆ" กับ "เจฟฟรีย์ เอปสตีน" ก่อนแตกหัก

3 มี.ค. 2569 11:22 น.

“บิล คลินตัน” เผยทรัมป์เคยบอกมี “ช่วงเวลาดีๆ” กับ “เจฟฟรีย์ เอปสตีน” ก่อนแตกหัก

เปิดบันทึกคำให้การ “บิล คลินตัน” อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนฯ ระบุ “โดนัลด์ ทรัมป์” เคยเล่าถึงช่วงเวลาดีๆ กับ “เจฟฟรีย์ เอปสตีน” อาชญากรทางเพศชื่อดัง ก่อนความสัมพันธ์จะสะบั้นลงจากปัญหาเรื่องธุรกิจ ยันทั้งคู่ไม่เห็นหลักฐานการค้ามนุษย์ในช่วงที่คบหากับเอปสตีน

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (2 มี.ค.) มีการเปิดเผยบันทึกวิดีโอคำให้การของ นายบิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่อคณะกรรมาธิการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎร โดยคลินตันระบุภายใต้การสาบานตนว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ เคยพูดถึง เจฟฟรีย์ เอปสตีน ระหว่างการแข่งขันกอล์ฟในปี 2002 หรือ 2003 ซึ่งเป็นช่วงหลังจากที่คลินตันก้าวลงจากตำแหน่ง และนานกว่าทศวรรษก่อนที่ทรัมป์จะได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี

คลินตันระบุว่า ทรัมป์ทราบว่าเขาเคยเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัวของเอปสตีน โดยทรัมป์กล่าวกับเขาว่า “คุณก็รู้ เราเคยมีช่วงเวลาที่ดีร่วมกันมาหลายปี แต่เราต้องมาผิดใจกันเพราะเรื่องดีลอสังหาริมทรัพย์” อย่างไรก็ตาม ทางฟากของทรัมป์เคยให้ข้อมูลต่างออกไปว่า ความสัมพันธ์ของพวกเขาแย่ลงหลังจากเอปสตีนจ้างหญิงสาวที่ทำงานในคลับ “มาร์-อา-ลาโก” ของทรัมป์ไปทำงานด้วย

แม้ทั้งคลินตันและทรัมป์จะเคยมีความสนิทสนมกับเอปสตีน ก่อนที่มหาเศรษฐีรายนี้จะยอมรับสารภาพผิดฐานจัดหาหญิงค้าประเวณีที่เป็นเยาวชนในปี 2008 แต่ทั้งคู่ต่างยืนยันซ้ำหลายครั้งว่า “ไม่เห็นหลักฐานการค้ามนุษย์” ในช่วงเวลาดังกล่าว และทั้งสองไม่เคยถูกทางการตั้งข้อหาใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรมของเอปสตีน

ทั้งนี้ เอปสตีนถูกจับกุมอีกครั้งในปี 2019 ในข้อหาค้ามนุษย์ทางเพศ ก่อนจะเสียชีวิตในคุกซึ่งผลชันสูตรระบุว่าเป็นการฆ่าตัวตาย

คลินตันชี้แจงว่า เขาได้รับการแนะนำให้รู้จักกับเอปสตีนผ่านนายแลร์รี ซัมเมอร์ส อดีตรัฐมนตรีคลัง โดยระบุว่าเอปสตีนเป็นผู้บริจาคที่พร้อมสนับสนุนเครื่องบินส่วนตัวให้คลินตันและทีมงานเดินทางไปทั่วโลกเพื่อจัดตั้งมูลนิธิการกุศลเพื่อผู้ป่วยโรคเอดส์ คลินตันยอมรับว่าเคยใช้เครื่องบินของเอปสตีนเดินทางไปเอเชีย แอฟริกา และยุโรป แต่ได้ยุติความสัมพันธ์และไปหาผู้บริจาครายอื่นหลังจากปี 2003

เขากล่าวว่า “ผมคิดว่านายเอปสตีนเป็นคนที่น่าสนใจ แต่ผมไม่คิดว่าเขาจะสนใจในสิ่งที่ผมกำลังทำจริงๆ”

ในคำให้การ คลินตันปฏิเสธการมีสัมพันธ์ทางเพศกับใครก็ตามที่เอปสตีนหรือ กิสเลน แมกซ์เวลล์ คนสนิทของเอปสตีน แนะนำให้รู้จัก อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าเคยได้รับบริการ “นวดคอ” จากพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ซึ่งภายหลังถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากการถูกเอปสตีนล่วงละเมิด แต่คลินตันย้ำว่าในขณะนั้นเขาไม่คิดว่ามีอะไรผิดปกติ

“ผมบอกไม่ได้ว่าขึ้นเครื่องบินมากี่ลำแล้ว ที่คนรวยๆ เชิญผมไปและมีคนคอยให้บริการนวด ซึ่งปกติผมก็ไม่ได้ใช้บริการเหล่านั้นบ่อยนัก” คลินตันกล่าว

นอกจากนี้ คลินตันยังปฏิเสธว่าไม่เคยไปเยือนเกาะส่วนตัวของเอปสตีนในทะเลแคริบเบียน และไม่ทราบว่าเอปสตีนเคยเข้าเยี่ยมชมทำเนียบขาวถึง 17 ครั้งในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ขณะที่นางฮิลลารี คลินตัน ซึ่งถูกเรียกตัวมาให้การเช่นกัน ระบุว่าเธอจำไม่ได้ว่าเคยพบกับเอปสตีนมาก่อน.

ที่มา Reuters

นักวิจารณ์ชาวมาเลเซีย ปล่อยเฟคนิวส์ ไทยไม่ปลอดภัย โดนฟาดกลับด้วยไวรัล ตุ๊กตุ๊ก ชาลเลนจ์ (คลิป)

ไทยรัฐออนไลน์3 มี.ค. 2569 11:18 น.

English version

LightDark-กกก+ฟังข่าว

แชร์ข่าวนี้

นักวิจารณ์ชาวมาเลเซีย ปล่อยเฟคนิวส์ ไทยไม่ปลอดภัย โดนฟาดกลับด้วยไวรัล ตุ๊กตุ๊ก ชาลเลนจ์ (คลิป)

นักวิจารณ์ชาวมาเลเซีย ผู้ติดตาม 1.2 ล้าน ปล่อยเฟคนิวส์ ไทยไม่ปลอดภัย โดนฟาดกลับด้วยไวรัล ตุ๊กตุ๊ก ชาลเลนจ์ ในโมโตจีพี

Ian Miles Cheong นักวิจารณ์การเมืองและอินฟลูเอนเซอร์ชาวมาเลเซีย ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 1.2 ล้านคนบนแพลตฟอร์ม X ออกมาโพสต์ข้อความกล่าวอ้างว่า “ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ไม่ปลอดภัยที่สุดในโลกสำหรับนักท่องเที่ยว” พร้อมระบุว่ายังมีความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านถึงขั้นยิงปืนใหญ่และใช้โดรนตอบโต้กัน

ต้นตอมาจาก “ดูไบ” เมืองในฝันของมหาเศรษฐี ตกเป็นเป้าการโจมตีหลังจากที่อิหร่านเปิดฉากโจมตีกลับด้วยการถล่มขีปนาวุธ และโดรนเข้าใส่เป้าหมายทั่วอ่าวเปอร์เซีย เพื่อตอบโต้สหรัฐฯ และอิสราเอล

มีโดรนพุ่งเข้าใส่แลนด์มาร์กสำคัญของดูไบอย่าง The Palm Jumeirah และพื้นที่ของ Fairmont The Palm โรงแรมระดับ 5 ดาว จนภาพลักษณ์ “เมืองสวรรค์ของมหาเศรษฐี” ถูกตั้งคำถาม

กระทั่ง Wals (@walsxbt) อินฟลูเอนเซอร์สายคริปโต/Web3 ที่มีผู้ติดตามกว่า 3 หมื่นราย โพสต์ข้อความระบุว่า เมื่อดูไบสูญเสียภาพลักษณ์ความปลอดภัย “ประเทศที่ดีที่สุดในโลก” ควรเป็นประเทศไทย พร้อมลิสต์จุดแข็งแบบจัดเต็ม ทั้งอากาศดี ร้านอาหารและบริการยอดเยี่ยม ค่าเงินบาทเสถียร อสังหาริมทรัพย์ราคาจับต้องได้ ค่าครองชีพไม่สูง วีซ่าระยะยาว ภาษีเอื้อต่อสายคริปโต ระบบสาธารณสุขคุณภาพ และความปลอดภัยที่สัมผัสได้จริง

อย่างไรก็ตาม Ian Miles Cheong กลับเข้ามาคอมเมนต์โต้แย้งในลักษณะบิดเบือน จนถูกชาวเน็ตไทยฟาดกลับด้วยคลิปไวรัลจากศึก MotoGP รายการใหญ่ที่จัดในประเทศไทย ซึ่งสร้างสีสันด้วยการแข่งขันพิเศษ “ตุ๊กตุ๊ก ชาลเลนจ์” 

ชมคลิปคลิกที่นี่

กิจกรรมดังกล่าวส่งนักบิดพรีเมียร์คลาส 22 คน นำโดยแชมป์โลกอย่าง มาร์ค มาร์เกซ, ฟรานเชสโก้ บันยาญ่า, ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร, โจอัน เมียร์ และ ฮอร์เก มาร์ติน ฯลฯ มาประชันความเร็วบน “รถตุ๊กตุ๊ก” 

ไฮไลต์อยู่ที่สองนักบิดสายฮา แจ็ค มิลเลอร์ และ โทปรัค ราซกัตลิโอกลู คู่หูสุดเกรียนจาก พรีม่า พรามัค ยามาฮ่า โมโตจีพี หลังโชว์ลีลาขับสุดมัน ทั้งถ่วงท้ายยกล้อและเข้าโค้งแบบโตเกียวดริฟท์ กลายเป็นคลิปไวรัลไปทั่วโลก

ขณะเดียวกัน ชาวต่างชาติที่พำนักและเคยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย ต่างออกมายืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่อบอุ่น เป็นมิตร และมีมาตรการดูแลความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานระดับนานาชาติ

ตาลีบันออกกฤษฎีกาใหม่ เปิดทางทำร้ายภรรยาได้ หากไม่ถึงขั้น “กระดูกหัก-แผลเปิด”

ตาลีบันออกกฤษฎีกาใหม่ เปิดทางทำร้ายภรรยาได้ หากไม่ถึงขั้น “กระดูกหัก-แผลเปิด”

3 มี.ค. 2569 11:12 น.

ตาลีบันออกกฤษฎีกาใหม่ เปิดทางทำร้ายภรรยาได้ หากไม่ถึงขั้น “กระดูกหัก-แผลเปิด”

กลุ่มตาลีบันที่ปกครองอัฟกานิสถาน ออกกฤษฎีกาฉบับใหม่ไฟเขียวสามีทำร้ายภรรยาได้ ตราบใดที่ไม่ทำให้กระดูกหัก-เกิดบาดแผลเปิด สร้างเสียงวิจารณ์จากนักสิทธิมนุษยชนว่าเป็นการทำให้ความรุนแรงถูกกฎหมาย

วันที่ 3 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ข่าว CNN รายงานว่า รัฐบาลตาลีบันที่ปกครองอัฟกานิสถาน ออกกฤษฎีกาฉบับใหม่เปิดทางให้สามีสามารถทำร้ายร่างกายภรรยาได้ ตราบใดที่ไม่ได้เป็นการทำให้กระดูกหัก หรือเกิดบาดแผลเปิด

เอกสารกฤษฎีกาเผยแพร่ครั้งแรกโดย “ราวาดารี” กลุ่มสิทธิชาวอัฟกัน หลังเอกสารรั่วไหลออกมา และต่อมาได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษโดยเครือข่ายวิเคราะห์อัฟกานิสถาน แม้บทลงโทษลักษณะนี้มีการบังคับใช้ในทางปฏิบัติมาก่อน แต่ถือเป็นครั้งแรกที่ถูกบัญญัติไว้อย่างชัดเจน นับตั้งแต่ตาลีบันกลับสู่อำนาจหลังการถอนทหารของสหรัฐฯ และพันธมิตรในปี 2564

ขณะที่ บทลงโทษทำร้ายภรรยาคือจำคุกสูงสุด 15 วัน หากถึงขั้นร้ายแรง และตามข้อความในกฤษฎีกา หากสามีทำร้ายภรรยาจนกระดูกหัก มีบาดแผลเปิด หรือเกิดรอยฟกช้ำชัดเจน และภรรยาร้องเรียนต่อศาล สามีจะถูกจำคุก 15 วัน

ทางด้านกลุ่ม Mahbouba Seraj นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิสตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ผู้ชายมีสิทธิ์ปกครองผู้หญิงโดยสมบูรณ์ คำพูดของเขาคือกฎหมาย และกฤษฎีกายังระบุว่า ผู้บังคับให้สัตว์ เช่น สุนัขหรือไก่ชน ต่อสู้กัน จะต้องโทษจำคุก 5 เดือน ซึ่งเป็นโทษที่หนักกว่าการทำร้ายภรรยา นอกจากนี้ บิดาสามารถลงโทษบุตรได้หากไม่ปฏิบัติตามหลักศาสนา เช่น การละหมาด ขณะที่ครูที่ทำร้ายนักเรียนจนกระดูกหักจะถูกปลดออกจากตำแหน่ง

นอกจากนี้ กฤษฎีกายังเพิ่มบทลงโทษผู้วิจารณ์ผู้นำตาลีบัน โดยผู้ที่มีความผิดจะถูกเฆี่ยน 39 ครั้ง และจำคุก 1 ปี ขณะที่ผู้ทำให้เจ้าหน้าที่อาวุโสเสื่อมเสีย อาจถูกจำคุก 6 เดือน และเฆี่ยน 20 ครั้ง.

ที่มา CNN