ทรัมป์จวกอิหร่าน ไม่ยอมทิ้งนิวเคลียร์ทำเจรจาล่ม จี้เปิดฮอร์มุซตามสัญญา

ทรัมป์จวกอิหร่าน ไม่ยอมทิ้งนิวเคลียร์ทำเจรจาล่ม จี้เปิดฮอร์มุซตามสัญญา

12 เม.ย. 2569 20:49 น.

ทรัมป์จวกอิหร่าน ไม่ยอมทิ้งนิวเคลียร์ทำเจรจาล่ม จี้เปิดฮอร์มุซตามสัญญา

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความโจมตีอิหร่านไม่ยอมทิ้งความทะเยอทะยานทางนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญมากที่สุด พร้อมเรียกร้องให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซตามสัญญาที่ให้ไว้

เมื่อ 12 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความยาวเหยียดผ่าน Truth Social ประณามอิหร่านที่ไม่ยอมล้มเลิกความพยายามด้านนิวเคลียร์ จนทำให้การเจรจาระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายที่ปากีสถานจบลงโดยไม่มีข้อตกลงใดๆ เพื่อยุติสงคราม พร้อมเรียกร้องให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซตามสัญญา

“อิหร่านให้สัญญาว่าจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่พวกเขากลับจงใจไม่ทำตามสัญญา สิ่งนี้สร้างความวิตกกังวล ความปั่นป่วน และความเจ็บปวดให้กับผู้คนและประเทศต่างๆ มากมายทั่วโลก พวกเขาบอกว่าได้วางทุ่นระเบิดไว้ในน้ำ ทั้งที่กองทัพเรือทั้งหมดและเรือ ‘วางทุ่นระเบิด’ ส่วนใหญ่ของพวกเขาถูกเป่ากระจุยไปหมดแล้ว พวกเขาอาจจะทำจริง แต่เจ้าของเรือคนไหนล่ะที่กล้าเสี่ยง?”

“นี่ถือเป็นความเสื่อมเสียอย่างยิ่งและเป็นความเสียหายถาวรต่อชื่อเสียงของอิหร่าน รวมถึงสิ่งที่ยังเหลืออยู่ของบรรดา ‘ผู้นำ’ ของพวกเขา แต่เราก้าวข้ามจุดนั้นมาแล้ว ตามที่พวกเขาได้สัญญาไว้ พวกเขาควรจะเริ่มกระบวนการเปิด เส้นทางน้ำสากลนี้ให้เร็วที่สุด! กฎหมายทุกข้อที่มีอยู่กำลังถูกพวกเขาละเมิด”

“ผมได้รับรายงานสรุปอย่างครบถ้วนจากรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์, ทูตพิเศษ สตีฟ วิตคอฟฟ์ และจาเร็ด คุชเนอร์ เกี่ยวกับการประชุมที่เกิดขึ้นในกรุงอิสลามาบัด ผ่านการนำที่เปี่ยมด้วยความเมตตาและมีความสามารถอย่างยิ่งของ จอมพล อาซิม มุนีร และนายกรัฐมนตรี เชห์บาซ ชารีฟ แห่งปากีสถาน พวกเขาเป็นบุรุษที่ยอดเยี่ยมมาก และได้ขอบคุณผมอย่างต่อเนื่องที่ช่วยรักษาชีวิตผู้คนกว่า 30 ถึง 50 ล้านคน จากสิ่งที่ควรจะเป็นสงครามที่เลวร้ายกับอินเดีย ผมซาบซึ้งเสมอที่ได้ยินเช่นนั้น – ปริมาณของมนุษยธรรมที่ถูกพูดถึงนั้นเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้”

“การประชุมกับอิหร่านเริ่มขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่และลากยาวไปตลอดทั้งคืน – เกือบ 20 ชั่วโมง ผมสามารถลงรายละเอียดได้มากมายและพูดถึงหลายสิ่งที่ตกลงกันได้ แต่มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่สำคัญ – อิหร่านไม่เต็มใจที่จะละทิ้งความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์! ในหลายแง่มุม ข้อตกลงที่เห็นพ้องกันนั้นดีกว่าการที่เราจะปฏิบัติการทางทหารต่อไปจนจบ แต่จุดเหล่านั้นทั้งหมดไม่มีความหมายเลย เมื่อเทียบกับการปล่อยให้ อำนาจนิวเคลียร์ อยู่ในมือของกลุ่มคนที่อารมณ์แปรปรวน รับมือยาก และคาดเดาไม่ได้เช่นนี้”

“ตัวแทนทั้งสามคนของผม ที่ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีความเป็นมิตรและให้เกียรติตัวแทนของอิหร่านอย่าง โมฮัมหมัด-บาเกอร์ กาลิบาฟ, อับบาส อารักชี และ อาลี บาเกรี ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ แต่นั่นก็ไม่สำคัญ เพราะพวกเขายังคงดื้อรั้นในประเด็นที่สำคัญที่สุดเพียงประเด็นเดียว และตามที่ผมได้พูดไว้เสมอ ตั้งแต่แรกและเมื่อหลายปีก่อนว่า – อิหร่านจะไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์!

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Truth Social

ทรัมป์สั่งสกัดเรือทุกลำในช่องแคบฮอร์มุซที่จ่ายเงินให้อิหร่าน

ทรัมป์สั่งสกัดเรือทุกลำในช่องแคบฮอร์มุซที่จ่ายเงินให้อิหร่าน

12 เม.ย. 2569 20:25 น.

ทรัมป์สั่งสกัดเรือทุกลำในช่องแคบฮอร์มุซที่จ่ายเงินให้อิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความโจมตีอิหร่านไม่ยอมทิ้งความทะเยอทะยานทางนิวเคลียร์ และสั่งให้กองทัพสหรัฐฯ สกัดเรือทุกลำที่จ่ายเงินให้แก่อิหร่านเพื่อเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

เมื่อ 12 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความยาวเหยียดผ่าน Truth Social ประณามอิหร่านที่ไม่ยอมล้มเลิกความพยายามด้านนิวเคลียร์ จนทำให้การเจรจาระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายที่ปากีสถานจบลงโดยไม่มีข้อตกลงใดๆ เพื่อยุติสงคราม พร้อมสั่งการให้กองทัพสหรัฐฯ ปิดล้อมเรือทุกลำที่พยายามจะเข้าหรือออกจากช่องแคบฮอร์มุซโดยจ่ายเงินให้อิหร่าน

“ก็อย่างที่เห็นกันนั่นแหละ การประชุมผ่านพ้นไปด้วยดี ข้อตกลงส่วนใหญ่ได้รับความเห็นชอบ แต่ประเด็นเดียวที่สำคัญจริงๆ คือเรื่องนิวเคลียร์กลับไม่เป็นเช่นนั้น กองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งดีที่สุดในโลก จะเริ่มกระบวนการ ปิดล้อม เรือทุกลำที่พยายามจะเข้าหรือออกจากช่องแคบฮอร์มุซ โดยให้มีผลในทันที” ข้อความของทรัมป์ระบุ

“ณ จุดหนึ่ง เราจะไปถึงจุดที่ ‘อนุญาตให้ทุกคนเข้าได้ และอนุญาตให้ทุกคนออกได้’ แต่ทางอิหร่านไม่อนุญาตให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น เพียงเพราะการพูดแค่ว่า ‘อาจจะมีทุ่นระเบิดอยู่ที่ไหนสักแห่ง’ ซึ่งไม่มีใครรู้เลยนอกจากพวกเขา นี่คือการขู่กรรโชกระดับโลก และบรรดาผู้นำประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา จะไม่มีวันยอมถูกขู่กรรโชก”

“ผมยังได้สั่งการให้กองทัพเรือของเราค้นหาและสกัดกั้นเรือทุกลำในน่านน้ำสากลที่ได้จ่ายค่าผ่านทางให้กับอิหร่าน ใครก็ตามที่จ่ายค่าผ่านทางที่ผิดกฎหมายจะไม่มีวันผ่านน่านน้ำสากลไปได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ เราจะเริ่มทำลายทุ่นระเบิดที่พวกอิหร่านวางไว้ในช่องแคบด้วย ชาวอิหร่านคนไหนก็ตามที่ยิงใส่เรา หรือยิงใส่เรือที่เดินทางโดยสันติ จะต้องถูกเป่าลงนรก!”

“อิหร่านรู้ดีกว่าใครว่าควรจะ ยุติ สถานการณ์นี้อย่างไร ซึ่งมันได้ทำลายล้างประเทศของพวกเขาไปมากแล้ว กองทัพเรือของพวกเขาพินาศไปแล้ว กองทัพอากาศก็พินาศไปแล้ว ระบบต่อต้านอากาศยานและเรดาร์ก็ไร้ประโยชน์ คาเมเนอีและ ‘ผู้นำ’ ส่วนใหญ่ของพวกเขาก็ตายไปแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นเพราะความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของพวกเขาเอง”

“การปิดล้อมจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า ประเทศอื่นๆ จะเข้ามาร่วมในการปิดล้อมครั้งนี้ด้วย อิหร่านจะไม่ได้รับอนุญาตให้ทำกำไรจากการกระทำที่เป็นการขู่กรรโชกอย่างผิดกฎหมายนี้ พวกเขาต้องการเงิน และที่สำคัญกว่านั้นคือพวกเขาต้องการนิวเคลียร์ นอกจากนี้ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เรา ‘ขึ้นลำเตรียมพร้อม’ อย่างเต็มที่ และกองทัพของเราจะจัดการส่วนที่เหลืออยู่อีกเล็กน้อยของอิหร่านให้สิ้นซาก!”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Truth Social

สงกรานต์ สีลม 2569 ข้อห้าม – เวลาจัดงาน เตรียมตัวก่อนไป เล่นแป้งได้หรือไม่

สงกรานต์ สีลม 2569 ข้อห้าม – เวลาจัดงาน เตรียมตัวก่อนไป เล่นแป้งได้หรือไม่

12 เม.ย. 2569 20:03 น.

สงกรานต์ สีลม 2569 ข้อห้าม – เวลาจัดงาน เตรียมตัวก่อนไป เล่นแป้งได้หรือไม่

สงกรานต์ที่ ถนนสีลม ถือเป็นแลนด์มาร์คอันดับต้นๆ ของกรุงเทพฯ ที่ครองใจทั้งชาวไทยและต่างชาติครับ ด้วยเสน่ห์เฉพาะตัวที่หาจากที่ไหนไม่ได้ ทำให้ที่นี่เนืองแน่นไปด้วยผู้คนทุกปี

ทำไมคนถึงนิยมมาเล่นสงกรานต์ที่ “สีลม”

  1. เดินทางสะดวกสุดๆ: มีทั้งรถไฟฟ้า BTS (สถานีศาลาแดง) และ MRT (สถานีสีลม) ลงปุ๊บถึงหน้างานปั๊บ ไม่ต้องปวดหัวเรื่องที่จอดรถ
  2. บรรยากาศสุดจอย: สีลมขึ้นชื่อเรื่องความสนุกแบบ “จัดเต็ม” มีทั้งดีเจเปิดเพลง รถแห่ และร้านอาหารตลอดสองข้างทาง
  3. แดดไม่ร้อน (มาก): การที่มีรางรถไฟฟ้าพาดผ่านด้านบน ช่วยเป็นร่มเงาบังแดดไปได้เกือบครึ่งถนน ทำให้เดินเล่นได้ยาวๆ ไม่เพลียแดดเท่าที่อื่น
  4. ความหลากหลาย: เป็นจุดรวมตัวของคนทุกเพศทุกวัย ที่ทำให้บรรยากาศมีสีสันและสนุกสนานเป็นพิเศษ

ข้อมูลสำคัญสำหรับปี 2569

เพื่อให้คุณวางแผนการเดินทางได้แม่นยำ นี่คือรายละเอียดดังนี้

  • วันที่จัดงาน: 12 – 14 เมษายน 2569
  • เวลาจัดงาน: 10.00 – 21.00 น.
  • เวลาเล่นน้ำ: 12.00 – 20.00 น.
  • พิกัดปิดถนน: ตั้งแต่ แยกศาลาแดง (ตัดถนนพระราม 4) ถึง แยกนรารมย์ (ตัดถนนนราธิวาสราชนครินทร์) รวมระยะทางเกือบ 2 กิโลเมตร

 เตรียมตัวอย่างไรให้รอด

  • การแต่งกาย: เสื้อผ้าสีสันสดใส ผ้าแห้งไว (หลีกเลี่ยงผ้าขาวบางเมื่อเปียก) และรองเท้าที่ยึดเกาะดี ไม่ลื่น
  • อุปกรณ์ป้องกัน: ซองกันน้ำสำหรับมือถือและเงิน (ควรคล้องคอไว้ด้านหน้าเสมอ) และแว่นตากันน้ำเพื่อป้องกันน้ำเข้าตา
  • ของมีค่า: พกไปให้น้อยที่สุด ระวังมิจฉาชีพที่อาจแฝงตัวมาในจังหวะคนเบียดเสียด
  • พลังงาน: เตรียมร่างกายให้พร้อม เพราะต้องเดินเท้าบนถนนเป็นระยะทางไกล

ข้อห้ามและระเบียบการเล่นน้ำ

เพื่อให้งานสนุกและปลอดภัย ทางการมักจะใช้มาตรการ “5 ป.” ดังนี้ครับ:

  1. ปลอดแป้ง: “ห้ามเล่นแป้ง” โดยเด็ดขาดค เพราะแป้งทำให้ถนนลื่น เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย และอาจมีการฉวยโอกาสลวนลามกัน รวมถึงทำให้ทำความสะอาดยาก
  2. โป๊: ห้ามแต่งตัวจัดการหรือล่อแหลมจนเกินงาม
  3. เปลือย: ห้ามถอดเสื้อเล่นน้ำ (สำหรับสุภาพบุรุษด้วย)
  4. ประหยัด: รณรงค์ให้ใช้ขันเล็กหรือปืนฉีดน้ำ ไม่ใช้สายยางฉีดน้ำทิ้งขว้าง
  5. แอลกอฮอล์: ห้ามดื่มและห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในบริเวณพื้นที่จัดงาน

สงกรานต์ 2569 เตือนภัยน้ำไม่สะอาด-แดดร้อน พร้อมวิธีดูแลผิวและดวงตา

สงกรานต์ 2569 เตือนภัยน้ำไม่สะอาด-แดดร้อน พร้อมวิธีดูแลผิวและดวงตา

12 เม.ย. 2569 19:42 น.

สงกรานต์ 2569 เตือนภัยน้ำไม่สะอาด-แดดร้อน พร้อมวิธีดูแลผิวและดวงตา

เทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและการคลายร้อน แต่ท่ามกลางเสียงหัวเราะและการสาดน้ำ สิ่งหนึ่งที่หลายคนมักละเลยคือ “คุณภาพของน้ำ” และ “แสงแดดที่แผดเผา” ซึ่งอาจเปลี่ยนความสนุกให้กลายเป็นปัญหาสุขภาพเรื้อรังได้ บทความนี้จะพาไปเจาะลึกถึงอันตรายที่มากับน้ำไม่สะอาดและแดดจัด พร้อมวิธีรับมืออย่างถูกต้อง

1. อันตรายจาก “น้ำไม่สะอาด” ที่มากับเทศกาลสงกรานต์

น้ำที่ใช้เล่นสงกรานต์ในบางพื้นที่อาจมีการปนเปื้อนของแบคทีเรีย เชื้อรา หรือสารเคมี (เช่น แป้งสี สีย้อมผ้า) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อร่างกาย ดังนี้:

● ผลกระทบต่อผิวหนัง

ผื่นคันและผิวหนังอักเสบ: เชื้อแบคทีเรียหรือสิ่งสกปรกในน้ำอาจทำให้เกิดผื่นแดง คัน หรือตุ่มหนอง หากเกาจนเกิดแผลอาจนำไปสู่การติดเชื้อลามกะทัดรัด

โรคเชื้อรา: การใส่เสื้อผ้าเปียกชื้นเป็นเวลานาน ร่วมกับน้ำที่ไม่สะอาด เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกลากเกลื้อนตามร่มผ้า

● ผลกระทบต่อดวงตา

ตาแดง (Conjunctivitis): น้ำที่ไม่สะอาดกระเด็นเข้าตาอาจทำให้ตาอักเสบ ระคายเคือง แสบตา และน้ำตาไหล

กระจกตาอักเสบหรือเป็นแผล: หากน้ำมีสิ่งแปลกปลอมขนาดเล็กหรือสารเคมีรุนแรง อาจทำให้กระจกตาถลอกและติดเชื้อได้ ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นหากรักษาไม่ทันท่วงที

2. วิธีแก้ไขและการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

หากมีอาการระคายเคืองหลังจากเล่นน้ำ ควรปฏิบัติดังนี้:

ล้างตัวทันที: หลังเลิกเล่นน้ำ ให้รีบอาบน้ำชำระร่างกายด้วยสบู่ที่อ่อนโยนและเช็ดตัวให้แห้งสนิท

ล้างตาด้วยน้ำสะอาด: หากน้ำเข้าตา ห้ามขยี้ตาเด็ดขาด ให้ใช้น้ำสะอาดหรือน้ำเกลือปราศจากเชื้อ ล้างตาเพื่อไล่สิ่งสกปรกออก

สังเกตอาการ: หากมีผื่นลาม มีไข้ หรือตาแดงก่ำ มีขี้ตาเขียวข้นและปวดตามาก ควรพบแพทย์ทันที ไม่ควรซื้อยาหยอดตาหรือยาทาแก้แพ้ที่มีสเตียรอยด์มาใช้เอง

3. รับมือ “แดดร้อน” และอาการผิวไหม้

แดดในช่วงเดือนเมษายนมีความเข้มข้นของรังสียูวีสูงมาก การอยู่กลางแจ้งนานๆ อาจทำให้ผิวหนังไหม้เกรียม

● วิธีแก้ระคายเคืองจากแดด

ลดอุณหภูมิผิว: ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบบริเวณที่ไหม้แดด หรืออาบน้ำเย็นเพื่อลดความร้อนใต้ผิวหนัง

เติมความชุ่มชื้น: ทาเจลว่านหางจระเข้ หรือมอยส์เจอไรเซอร์ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม เพื่อลดอาการแสบร้อนและช่วยให้ผิวฟื้นตัว

เลี่ยงการสครับผิว: งดการขัดผิวหรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีกรดผลไม้ (AHA/BHA) ในช่วงที่ผิวยังระคายเคือง

ดื่มน้ำมากๆ: ชดเชยการสูญเสียน้ำในร่างกายเพื่อช่วยให้ระบบผิวหนังฟื้นฟูได้เร็วขึ้น

4. ข้อควรปฏิบัติเพื่อการเล่นสงกรานต์อย่างปลอดภัย

เลือกแหล่งน้ำ: พยายามเล่นน้ำที่สะอาด น้ำประปา หรือน้ำที่ได้รับการรับรอง

ป้องกันดวงตา: สวมแว่นตากันแดดหรือแว่นตาแฟชั่นเพื่อกันน้ำกระเด็นเข้าตา

กันแดดต้องถึง: ทาครีมกันแดดชนิดกันน้ำ (Water Resistant) ที่มีค่า SPF 50+ และ PA++++ ก่อนออกแดด 20 นาที และควรทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง

เสื้อผ้า: ใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี แต่ปกปิดผิวหนังได้มิดชิดเพื่อสะท้อนรังสียูวี

ไซโคลน “ไวอานู” ถล่มเกาะเหนือนิวซีแลนด์ ลมกระโชกแรง-ฝนตกหนัก สั่งอพยพคนนับร้อย

ไซโคลน "ไวอานู" ถล่มเกาะเหนือนิวซีแลนด์ ลมกระโชกแรง-ฝนตกหนัก สั่งอพยพคนนับร้อย

12 เม.ย. 2569 13:03 น.

ไซโคลน “ไวอานู” ถล่มเกาะเหนือนิวซีแลนด์ ลมกระโชกแรง-ฝนตกหนัก สั่งอพยพคนนับร้อย

พายุไซโคลน “ไวอานู” พัดถล่มเกาะเหนือของนิวซีแลนด์ ส่งผลให้เกิดลมกระโชกแรงกว่า 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ฝนตกหนัก และคลื่นลมทะเลขนาดใหญ่ ทำให้ประชาชนหลายร้อยคนต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง และเกิดไฟฟ้าดับในหลายพื้นที่

ไซโคลน “ไวอานู” (Vaianu) ความรุนแรงระดับ 3 ได้พัดเข้าถล่มพื้นที่เกาะเหนือของประเทศนิวซีแลนด์ ส่งผลให้เกิดลมกระโชกแรง ฝนตกหนัก และคลื่นซัดฝั่ง จนต้องมีการประกาศคำเตือนภัยระดับสีแดงในหลายภูมิภาค

อิทธิพลของไซโคลนไวอานูทำให้เกิดลมกระโชกแรงกว่า 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งมีความรุนแรงพอที่จะพัดหลังคาบ้านเรือนให้หลุดลอยและสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะในพื้นที่อ่าว “เบย์ ออฟ เพลนตี” และ “โคโรแมนเดิล”  ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

บ้านเรือนกว่า 5,000 หลังไม่มีไฟฟ้าใช้ในช่วงแรก ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเร่งกู้ระบบคืนมาได้บางส่วน ประชาชนหลายร้อยคนต้องอพยพออกจากที่พักอาศัยเพื่อความปลอดภัย โดยมีกองกำลังป้องกันประเทศนิวซีแลนด์นำเครื่องจักรหนักเข้าสนับสนุนภารกิจ โดยเมืองวองกาเรมีรายงานฝนตกสะสมเกิน 100 มิลลิเมตร ภายใน 24 ชั่วโมง

นายมาร์ค มิตเชลล์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการจัดการเหตุฉุกเฉิน เปิดเผยว่า แม้จะมีการเตรียมการรับมือขั้นสูงสุด แต่ถือเป็นข่าวดีที่พายุได้เบี่ยงทิศทางออกไปทางชายฝั่งด้านตะวันออกมากขึ้น ทำให้เมือง “อ๊อกแลนด์” เมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดกว่า 1.8 ล้านคน รอดพ้นจากความเสียหายรุนแรงไปได้อย่างหวุดหวิด “พายุเคลื่อนตัวออกไปทางขอบเกาะและมุ่งหน้าไปทางตะวันออกมากขึ้น หมายความว่าเราไม่ได้เผชิญกับความรุนแรงตามที่เราคาดการณ์ไว้ในตอนแรก ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมาก” 

อย่างไรก็ตาม ทางการยังคงเตือนให้ระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปรากฏการณ์น้ำทะเลหนุนสูง  ผสมโรงกับคลื่นยักษ์จากพายุในช่วงบ่าย ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ชายฝั่งได้

พายุลูกนี้ทำให้ชาวนิวซีแลนด์นึกถึงเหตุการณ์ไซโคลน “กาเบรียล” เมื่อปี 2023 ที่สร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ มีผู้เสียชีวิต 11 ราย และสร้างความเสียหายมูลค่ามหาศาล ซึ่งไซโคลนไวอานูมีทิศทางการเคลื่อนที่คล้ายคลึงกัน โดยคาดว่าจะเคลื่อนตัวผ่านทางตอนตะวันออกของเกาะเหนือและออกจากพื้นที่ผ่านอ่าวฮอว์กในช่วงค่ำวันเดียวกัน

เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ และเจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงรับเรื่องแจ้งเหตุตลอด 24 ชั่วโมง.

ที่มา Reuters / NZ Herald

จีนออก 10 มาตรการจูงใจไต้หวัน หลังผู้นำฝ่ายค้านพบสี จิ้นผิง

จีนออก 10 มาตรการจูงใจไต้หวัน หลังผู้นำฝ่ายค้านพบสี จิ้นผิง

12 เม.ย. 2569 12:18 น.

จีนออก 10 มาตรการจูงใจไต้หวัน หลังผู้นำฝ่ายค้านพบสี จิ้นผิง

รัฐบาลจีนประกาศมาตรการจูงใจชุดใหม่จำนวน 10 ข้อ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนกับไต้หวัน ครอบคลุมด้านการท่องเที่ยว การค้า และสื่อบันเทิง ภายหลังการพบปะระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และนางเจิ้ง ลี่เหวิน ประธานพรรคก๊กมินตั๋ง พรรคฝ่ายค้านหลักของไต้หวัน

สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานว่า รัฐบาลจีนได้เปิดเผย 10 มาตรการใหม่เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และสวัสดิการของประชาชนระหว่างสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการเยือนจีนโดยคณะผู้แทนพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวัน

ภายหลังการพบปะระหว่าง นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และ นางเจิ้ง ลี่เหวิน ประธานพรรคก๊กมินตั๋ง ทางการจีนได้อนุมัตินโยบายสำคัญเพื่อรื้อฟื้นความสัมพันธ์ในหลายมิติ เช่น เตรียมรื้อฟื้นโครงการนำร่องให้นักท่องเที่ยวแบบอิสระจากเซี่ยงไฮ้และมณฑลฝูเจี้ยนสามารถเดินทางไปเยือนไต้หวันได้อีกครั้ง รวมถึงผลักดันการเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างไต้หวันกับเมืองต่างๆ ในจีนอย่างเต็มรูปแบบ เช่น อุรุมชี, ซีอาน, ฮาร์บิน, คุนหมิง และหลานโจว และจัดตั้งกลไกผ่อนคลายมาตรฐานการตรวจสอบสินค้าเกษตรและประมงจากไต้หวัน เพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งออกไปยังจีน

นอกจากด้านเศรษฐกิจ จีนยังประกาศอนุญาตให้นำละครโทรทัศน์ สารคดี และแอนิเมชันจากไต้หวันเข้ามาฉายในประเทศได้ โดยมีเงื่อนไขว่าเนื้อหาเหล่านั้นจะต้อง “มีทิศทางที่ถูกต้อง มีเนื้อหาส่งเสริมสุขภาพ และมีการผลิตที่มีคุณภาพสูง”

อย่างไรก็ตาม มาตรการทั้งหมดนี้ถูกระบุว่าต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานทางการเมืองของการ “คัดค้านการแยกตัวเป็นเอกราชของไต้หวัน” โดยประธานพรรคก๊กมินตั๋งได้กล่าวย้ำในระหว่างการแถลงข่าว เรียกร้องให้คนรุ่นใหม่ “หลีกเลี่ยงสงคราม” ด้วยการต่อต้านเอกราชไต้หวัน ซึ่งสอดคล้องกับถ้อยแถลงของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ระบุว่าแนวโน้มที่พี่น้องทั้งสองฝั่งช่องแคบจะใกล้ชิดและรวมกันเป็นหนึ่งนั้นเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้

ขณะที่พรรคก๊กมินตั๋งแสดงความยินดีต่อมาตรการดังกล่าว โดยระบุว่าสอดคล้องกับความคาดหวังของหลายภาคส่วนในไต้หวัน แต่ทางด้านรัฐบาลไต้หวันภายใต้การนำของประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ยังไม่ได้มีท่าทีตอบโต้โดยตรงในทันที

ทั้งนี้ จีนยังคงปฏิเสธที่จะเจรจากับรัฐบาลปัจจุบันของไต้หวัน โดยตราหน้าว่าเป็นกลุ่ม “แบ่งแยกดินแดน” ขณะที่ไต้หวันเคยร้องเรียนบ่อยครั้งว่าจีนมักใช้ข้ออ้างเรื่องโรคระบาดในพืชและสัตว์เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการสั่งห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรจากไต้หวัน.

ที่มา Reuters / AFP

สหรัฐฯ–อิหร่านเจรจาสันติภาพล่ม ไร้ข้อตกลงหลังหารือประวัติศาสตร์ที่ปากีสถาน

สหรัฐฯ–อิหร่านเจรจาสันติภาพล่ม ไร้ข้อตกลงหลังหารือประวัติศาสตร์ที่ปากีสถาน

12 เม.ย. 2569 11:40 น.

สหรัฐฯ–อิหร่านเจรจาสันติภาพล่ม ไร้ข้อตกลงหลังหารือประวัติศาสตร์ที่ปากีสถาน

การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านครั้งประวัติศาสตร์แบบเผชิญหน้า ที่กินเวลายาวนานกว่า 21 ชั่วโมง ณ กรุงอิสลามาบัดของปากีสถาน สิ้นสุดลงโดยไม่มีการลงนามในข้อตกลง หลังสหรัฐฯ ย้ำจุดยืนอิหร่านต้องยุติโครงการนิวเคลียร์โดยสิ้นเชิง ขณะที่อิหร่านชี้บรรยากาศเต็มไปด้วยความระแวงหลังทำสงครามมา 40 วัน ท่ามกลางความกังวลว่าข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์อาจสิ้นสุดลง

การเจรจาเผชิญหน้าครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ณ กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน ได้สิ้นสุดลงเมื่อช่วงเช้ามืดวันอาทิตย์ (12 เม.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยทั้งสองฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ ส่งผลให้ชะตากรรมของข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวที่ดำเนินมาแล้ว 2 สัปดาห์ยังคงไม่มีความชัดเจน

นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนเจรจา เปิดเผยภายหลังการประชุมอันยาวนานกว่า 21 ชั่วโมงว่า การเจรจาต้องยุติลงโดยไม่มีข้อตกลง เนื่องจากฝ่ายอิหร่านปฏิเสธที่จะยอมรับเงื่อนไขของสหรัฐฯ ในการระงับการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และเครื่องมือที่เกี่ยวข้องอย่างถาวร

“ความต้องการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นั้นเรียบง่าย คือเราต้องเห็นคำมั่นสัญญาที่ชัดเจนว่าอิหร่านจะไม่แสวงหาอาวุธนิวเคลียร์” แวนซ์กล่าวพร้อมระบุว่านี่คือ “ข้อเสนอสุดท้ายและดีที่สุด” ที่สหรัฐฯ มอบให้อิหร่านก่อนที่เขาจะเดินทางออกจากปากีสถานทันที

ด้านนายเอสมาอิล บาเกอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ระบุว่าแม้จะมีความเห็นตรงกันในบางเรื่อง แต่ยังมีประเด็นสำคัญ 2-3 ประเด็นที่ยังเห็นต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยย้ำว่าการเจรจานี้เกิดขึ้นหลังจากอิหร่านต้องเผชิญกับ “สงครามที่ถูกยัดเยียด” มานานถึง 40 วัน จึงเป็นเรื่องยากที่จะคาดหวังให้บรรลุข้อตกลงได้ในการประชุมเพียงครั้งเดียว

แหล่งข่าวระบุว่า อิหร่านได้ตั้ง “เส้นตาย” หลายประการ รวมถึงการเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหายจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และการขอให้ปลดล็อกอายัดทรัพย์สินของอิหร่าน

ในขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ให้ความเห็นว่าผลการเจรจาจะเป็นอย่างไรนั้นไม่มีผลต่อเขา เพราะเขามองว่าสหรัฐฯ ได้รับชัยชนะในเชิงการทหารไปแล้ว

ท่ามกลางการเจรจา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้สั่งการให้เรือทำลายล้างของสหรัฐฯ รุกคืบเข้าไปในช่องแคบฮอร์มุซเพื่อเริ่มภารกิจกวาดล้างทุ่นระเบิด โดยระบุว่า “ไม่ว่าจะตกลงกันได้หรือไม่ เราจะเปิดเส้นทางเดินเรือให้ปลอดภัย” ซึ่งช่องแคบนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลกอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในเลบานอนยังคงวิกฤต โดยอิสราเอลยืนยันว่าไม่มีการหยุดยิงในพื้นที่ดังกล่าวและยังคงเดินหน้าโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์อย่างต่อเนื่อง 

ในส่วนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและเลบานอน จะมีขึ้นที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ ในวันที่ 14 เม.ย. นี้ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหรัฐฯ และเอกอัครราชทูตเลบานอนประจำสหรัฐฯ จะเข้าร่วมการเจรจาในครั้งนี้ 

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายได้แถลงข้อมูลที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับขอบเขตของการเจรจา ฝ่ายทำเนียบประธานาธิบดีเลบานอนระบุว่า ทั้งสองได้พูดคุยทางโทรศัพท์เมื่อวันศุกร์ และตกลงที่จะหารือเรื่องการประกาศหยุดยิงและกำหนดวันเริ่มต้นการเจรจาทวิภาคีภายใต้การไกล่เกลี่ยของสหรัฐฯ แต่สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่า การหารือดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจาสันติภาพอย่างเป็นทางการ และอิสราเอลปฏิเสธที่จะหารือเรื่องการหยุดยิงกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ สงครามครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมแล้วกว่า 5,000 คน แบ่งเป็นในอิหร่าน 3,000 คน และเลบานอนกว่า 2,000 คน 

อนาคตของสันติภาพในตะวันออกกลางยังคงแขวนอยู่บนเส้นด้าย เมื่อคำประกาศหยุดยิง 2 สัปดาห์ของทรัมป์กำลังจะหมดลง โดยไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าความขัดแย้งนี้จะยุติลงได้ด้วยวิธีทางการทูตในเร็ววัน และการล้มเหลวของการเจรจาครั้งนี้ สะท้อนถึงความท้าทายในการหาทางออกทางการทูต ท่ามกลางความขัดแย้งเชิงลึก และอาจส่งผลต่อเสถียรภาพในตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป.

ที่มา Associated Press / Al Jazeera / BBC

ตำรวจลอนดอนจับกุมผู้ประท้วง 523 ราย รวมตัวค้านคำสั่งแบนกลุ่ม Palestine Action

ตำรวจลอนดอนจับกุมผู้ประท้วง 523 ราย รวมตัวค้านคำสั่งแบนกลุ่ม Palestine Action

12 เม.ย. 2569 10:50 น.

ตำรวจลอนดอนจับกุมผู้ประท้วง 523 ราย รวมตัวค้านคำสั่งแบนกลุ่ม Palestine Action

ตำรวจลอนดอนเข้าจับกุมผู้ประท้วงกว่า 500 คน ตั้งแต่คนรุ่นใหม่ไปจนถึงผู้สูงอายุวัย 87 ปี ฐานแสดงตัวสนับสนุนกลุ่ม “ปาเลสไตน์ แอคชัน” (Palestine Action) ซึ่งถูกระบุว่าเป็น “องค์กรต้องห้าม” ตามกฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย ท่ามกลางการต่อสู้ทางกฎหมายว่าคำสั่งแบนกลุ่มดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

เจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลลอนดอน ได้เข้าจับกุมผู้ประท้วงจำนวน 523 ราย ระหว่างการชุมนุมที่จัตุรัสทราฟัลการ์ เพื่อคัดค้านการที่รัฐบาลอังกฤษประกาศให้กลุ่ม “ปาเลสไตน์ แอคชัน” (Palestine Action) เป็นกลุ่มผิดกฎหมายภายใต้กฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย

เจ้าหน้าที่ระบุว่าผู้ที่ถูกจับกุมมีอายุตั้งแต่ 18 ปี ไปจนถึง 87 ปี โดยทั้งหมดถูกแจ้งข้อหาแสดงตัวสนับสนุนองค์กรต้องห้าม กลุ่มผู้ประท้วงจำนวนมากถือป้ายที่มีข้อความว่า “ฉันต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ฉันสนับสนุนปาเลสไตน์ แอคชัน” ซึ่งเป็นการท้าทายคำเตือนของตำรวจที่ระบุล่วงหน้าว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็นความผิดทางอาญา

การประท้วงครั้งนี้ใช้ชื่อว่า “Everyone Day” จัดโดยกลุ่ม “Defend our Juries” เพื่อแสดงให้เห็นถึงการต่อต้านอย่างไม่ลดละต่อคำสั่งแบนกลุ่มปาเลสไตน์ แอคชัน ซึ่งถูกขึ้นบัญชีดำตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 หลังจากสมาชิกกลุ่มบางส่วนบุกรุกฐานทัพอากาศเพื่อประท้วงการที่อังกฤษสนับสนุนอิสราเอลในสงครามกาซา

หนึ่งในผู้ถูกจับกุมครั้งนี้คือ โรเบิร์ต เดล นายา ผู้ก่อตั้งวงดนตรีระดับตำนานอย่าง Massive Attack โดยเขากล่าวกับสื่อก่อนถูกจับกุมว่า การที่ตำรวจกลับลำมาไล่จับประชาชนอีกครั้งเป็นเรื่องที่ “ไร้สาระ” และเขามองว่าการกระทำของกลุ่ม Palestine Action คือความรักชาติ เพราะเป็นการพยายามปกป้องไม่ให้ประเทศเข้าไปพัวพันกับอาชญากรรมสงครามและการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

ขณะที่ผู้ชุมนุมบางส่วนยืนยันยอมรับความเสี่ยงในการถูกจับกุม โดยมองว่าการเคลื่อนไหวเป็นการปกป้องสิทธิในการประท้วง และแสดงจุดยืนต่อสถานการณ์ในฉนวนกาซา

ขณะที่สถานการณ์ทางกฎหมายของกลุ่มปาเลสไตน์ แอคชันยังคงมีความซับซ้อน โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาลสูงได้มีคำวินิจฉัยว่าการสั่งแบนกลุ่มนี้เป็นเรื่อง “ผิดกฎหมาย” แต่คำสั่งแบนยังคงมีผลบังคับใช้ระหว่างรอการอุทธรณ์

ทางด้านตำรวจลอนดอนย้ำว่า “เราจะไม่ลังเลที่จะดำเนินการหากมีการละเมิดกฎหมาย” ขณะที่อิสราเอลยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา โดยยืนยันว่าเป็นการใช้สิทธิ์ป้องกันตนเอง

นับตั้งแต่มีการสั่งแบนกลุ่มนี้เมื่อช่วงฤดูร้อนปีที่แล้ว มีผู้ถูกจับกุมจากการแสดงตัวสนับสนุนกลุ่ม ปาเลสไตน์ แอคชัน ไปแล้วรวมกว่า 2,200 ราย โดยการพิจารณาคดีของหลายร้อยคนยังคงถูกระงับไว้เพื่อรอผลสรุปทางกฎหมายว่าคำสั่งแบนดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่.

ที่มา BBC

ชายคลั่งใช้มีดไล่ฟันคนในสถานีรถไฟใต้ดินนิวยอร์ก บาดเจ็บ 3 ราย ก่อนถูกตำรวจวิสามัญ

ชายคลั่งใช้มีดไล่ฟันคนในสถานีรถไฟใต้ดินนิวยอร์ก บาดเจ็บ 3 ราย ก่อนถูกตำรวจวิสามัญ

12 เม.ย. 2569 10:23 น.

ชายคลั่งใช้มีดไล่ฟันคนในสถานีรถไฟใต้ดินนิวยอร์ก บาดเจ็บ 3 ราย ก่อนถูกตำรวจวิสามัญ

เกิดเหตุระทึกขวัญกลางสถานีรถไฟใต้ดินแกรนด์เซ็นทรัล ในนครนิวยอร์ก หลังชายวัย 44 ปี ถือมีดมาเชเต้ไล่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ไม่เลือกหน้า โดยอ้างว่าตนเองคือ “ลูซิเฟอร์” ทำให้มีผู้บาดเจ็บสาหัส 3 ราย เจ้าหน้าที่เผยสั่งให้วางอาวุธกว่า 20 ครั้งแต่ไม่เป็นผล ก่อนตัดสินใจวิสามัญฆาตกรรมเพื่อระงับเหตุ

เกิดเหตุความรุนแรงในระบบขนส่งสาธารณะของสหรัฐฯ เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) หลังชายรายหนึ่งพกพาอาวุธมีดมาเชเต้ไล่ทำร้ายประชาชนแบบสุ่ม ภายในสถานีรถไฟใต้ดินสถานีแกรนด์เซ็นทรัล-ถนนสาย 42 ซึ่งเป็นสถานีหลักที่พลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่งของนครนิวยอร์ก

เจสซิกา ทิสช์ ผู้บัญชาการตำรวจนิวยอร์ก แถลงว่า เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุทำร้ายร่างกายเมื่อเวลาประมาณ 09:40 น. เมื่อไปถึงพบผู้ก่อเหตุทราบชื่อภายหลังคือ นายแอนโธนี กริฟฟิน วัย 44 ปี กำลังอยู่ในอาการคลุ้มคลั่งและตะโกนซ้ำๆ ว่าตนเองคือ “ลูซิเฟอร์” เจ้าหน้าที่พยายามควบคุมสถานการณ์โดยสั่งให้เขาวางอาวุธมากกว่า 20 ครั้ง แต่ผู้ก่อเหตุขัดขืนและพยายามใช้มีดพุ่งเข้าหาเจ้าหน้าที่ ทำให้ตำรวจตัดสินใจยิงสกัด 2 นัด ส่งผลให้ผู้ก่อเหตุเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาลเบลวู

เหยื่อจากการสุ่มทำร้ายในครั้งนี้มีทั้งหมด 3 ราย ได้แก่ชายวัย 84 ปี และ ชายวัย 65 ปี มีบาดแผลฉกรรจ์บริเวณศีรษะและใบหน้า โดยรายหนึ่งพบกะโหลกศีรษะร้าว และหญิงวัย 70 ปี มีแผลฉกรรจ์บริเวณไหล่เจ้าหน้าที่ระบุว่า แม้บาดแผลจะน่ากลัวแต่ทั้ง 3 รายได้รับการส่งตัวรักษาและคาดว่าไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต

ผู้อยู่ในเหตุการณ์รายหนึ่งเล่าว่า เขาได้ยินเสียงปืนดังสนั่นทะลุผ่านหูฟัง จากนั้นเห็น “กำแพงมนุษย์” วิ่งกรูมาทางประตูทางออกอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งเขาไม่เคยเห็นฝูงชนตื่นตระหนกขนาดนี้มาก่อน ทำให้ต้องตัดสินใจวิ่งหนีขึ้นบันไดไปพร้อมกับฝูงชน

ทางด้านผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก แคธี โฮชูล ได้กล่าวขอบคุณความกล้าหาญและการตัดสินใจที่เด็ดขาดของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่หยุดยั้งเหตุการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะมีการสูญเสียมากกว่านี้ ขณะที่การให้บริการรถไฟใต้ดินต้องหยุดชะงักนานหลายชั่วโมงก่อนจะกลับมาเปิดให้บริการปกติในช่วงบ่าย

จากประวัติพบว่าผู้ก่อเหตุเคยถูกจับกุมมาแล้ว 3 ครั้งก่อนหน้านี้ โดยเจ้าหน้าที่สรุปเบื้องต้นว่าเป็นเหตุทำร้ายร่างกายแบบไม่เจาะจงเป้าหมาย.

ที่มา Associated Press

แหล่งข่าวเผย ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน “บาดเจ็บสาหัส-เสียโฉม” จากเหตุถล่มเตหะราน

แหล่งข่าวเผย ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน "บาดเจ็บสาหัส-เสียโฉม" จากเหตุถล่มเตหะราน

12 เม.ย. 2569 09:53 น.

แหล่งข่าวเผย ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน “บาดเจ็บสาหัส-เสียโฉม” จากเหตุถล่มเตหะราน

รอยเตอร์เปิดเผยข้อมูลวงใน ระบุ “โมจตาบา คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ยังคงพักฟื้นจากบาดแผลฉกรรจ์ที่ใบหน้าและขา หลังรอดชีวิตจากการโจมตีทางอากาศที่คร่าชีวิตบิดา ท่ามกลางคำถามถึงศักยภาพในการบริหารประเทศในช่วงวิกฤตสงคราม

แหล่งข่าวใกล้ชิดกับวงในของอิหร่าน 3 ราย เปิดเผยว่า นายโมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านวัย 56 ปี กำลังอยู่ระหว่างการรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บสาหัสที่บริเวณใบหน้าและขา ซึ่งเป็นผลพวงจากการโจมตีทางอากาศใส่ทำเนียบผู้นำในกรุงเตหะราน เมื่อช่วงต้นสงครามที่ผ่านมา

แหล่งข่าวระบุว่า ใบหน้าของเขาเสียโฉมจากการโจมตี และได้รับบาดเจ็บรุนแรงที่ขาอย่างน้อยหนึ่งข้าง อย่างไรก็ตาม เขายังคงมีสภาพจิตใจที่เฉียบแหลมและมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน โดยปัจจุบันเขายังคงปฏิบัติหน้าที่ผ่านระบบการประชุมทางเสียง เพื่อร่วมตัดสินใจในประเด็นสำคัญระดับชาติ ทั้งเรื่องยุทธศาสตร์สงครามและการเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯ

รายงานเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บของคาเมเนอีสอดคล้องกับคำแถลงของนายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ที่ระบุว่าคาเมเนอี “ได้รับบาดเจ็บและอาจเสียโฉม”

ขณะเดียวกัน รายงานจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และแหล่งข่าวด้านข่าวกรองระบุสอดคล้องกันว่า เขาอาจสูญเสียขาข้างหนึ่งจากการโจมตีดังกล่าว แม้ข้อมูลทั้งหมดจะยังไม่สามารถตรวจสอบได้ก็ตาม

นับตั้งแต่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนบิดาเมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา ยังไม่มีการเผยแพร่ภาพนิ่ง วิดีโอ หรือบันทึกเสียงของเขาต่อสาธารณชนเลยแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งความลึกลับนี้เกิดขึ้นท่ามกลางช่วงเวลาที่อิหร่านเผชิญความเสี่ยงสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ โดยเฉพาะเมื่อการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐฯ กำลังจะเริ่มต้นขึ้นที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน

นายโมจตาบาได้รับบาดเจ็บเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ในวันแรกของสงครามที่เปิดฉากโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี บิดาและอดีตผู้นำสูงสุดที่ปกครองมาตั้งแต่ปี 1989 เสียชีวิตทันที พร้อมด้วยภรรยาและญาติใกล้ชิดของนายโมจตาบาอีกหลายราย

แม้โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจของรัฐบาลอิหร่านจะเคยเรียกเขาว่า “จันบาซ” (Janbaz) หรือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากสงคราม แต่ทางสำนักข่าวกรองกลางของสหรัฐฯ (CIA) และสำนักงานนายกรัฐมนตรีอิสราเอลยังปฏิเสธที่จะให้ความเห็นอย่างเป็นทางการต่อกรณีนี้

ด้านนักวิเคราะห์จาก Middle East Institute มองว่า แม้นายโมจตาบาจะเป็นตัวแทนของความต่อเนื่องในระบอบเดิม แต่ด้วยอาการบาดเจ็บและความด้อยประสบการณ์เมื่อเทียบกับบิดา อาจทำให้เขาเผชิญความยากลำบากในการสร้างบารมีและอำนาจเบ็ดเสร็จเพื่อนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตครั้งใหญ่ในครั้งนี้.

ที่มา Reuters