กศน.จับมือ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง จัดการศึกษาทางไกล ให้เด็กเยาวชนกระทำผิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/646546

กศน.จับมือ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง จัดการศึกษาทางไกล ให้เด็กเยาวชนกระทำผิด

วันศุกร์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2565, 17.46 น.

กศน.จับมือ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง จัดการศึกษาทางไกล หลักสูตรพิเศษให้เด็กและเยาวชนที่กระทำผิด

วันที่ 8 เมษายน 2565 นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการจัดการศึกษาทางไกล ระหว่าง สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย( กศน.) กับ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง โดยมี นายประกอบ ลีนะเปสนันท์ อธิบดีผู้พิพากษาภาค 7 ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชน และครอบครัวกลาง  กับนายวัลลพ  สงวนนาม เลขาธิการ กศน. ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ  และมีนางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ ผู้ช่วยเลขานุการ รมช.ศธ. นายปริญญา เชาวลิตถวิล รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง  นายปรเมศวร์ ศิริรัตน์ รองเลขาธิการ กศน.  นายมณฑล  ภาคสุวรรณ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา คณะผู้บริหาร กศน. เข้าร่วมในพิธี ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

นางกนกวรรณ กล่าวว่า ในฐานะรัฐมนตรีที่กำกับดูแล สำนักงาน กศน. การลงนามความร่วมมือดำเนินงานการศึกษาทางไกล ระหว่างสำนักงาน กศน. กับ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ในวันนี้ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี  ที่จะร่วมพัฒนาและขับเคลื่อนการศึกษาทางไกล ให้ตอบโจทย์ความต้องการของทุกฝ่าย  สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้เป็นภาพที่ยิ่งใหญ่ที่จะสะท้อนการทำงานการส่งเสริมและสนับสนุนภายใต้บทบาทภารกิจอำนาจหน้าที่ ความชำนาญ ความเชี่ยวชาญและความอดทนที่จะต้องแสวงหาวิธีการที่จะทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ให้มากที่สุด  ชาว กศน.ต้องทำงานหนักเพื่อพิสูตร์และยกระดับตัวตนให้เหมาะสมสอดคล้องกับร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. ….. ที่กำลังพิจารณาอยู่ในชั้น กมธ. และสร้างความมั่นใจให้กับรัฐสภาที่จะผ่านกฏหมายฉบับนี้ และจะทำให้ กศน.เป็นกรม สามารถที่จะจัดการศึกษา ส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาร่วมกับภาคีเครือข่ายได้กว่างขวางและเกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  ซึ่งศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ก็ถือเป็นภาคีเครือข่ายที่จะร่วมกันสนับสนุนการศึกษาไปด้วยกัน

“รัฐบาลมีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาประเทศในทุกมิติ  พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในทุกช่วงวัย ให้มีประสิทธิภาพ มีขีดความสามารถสอดคล้องรองรับกับยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายไทยแลนด์ 4.0  ในส่วนของการศึกษาก็เช่นเดียวกัน กระทรวงศึกษาธิการ ได้รับนโยบายจากรัฐบาล และมีนโยบายขับเคลื่อนการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และสิ่งที่จะตอบโจทย์การศึกษา ในเรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัล ก็คือเรื่องของการศึกษาทางไกล ความท้าทายอยู่ที่ว่าเราจะสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาสนับสนุนและขับเคลื่อนการบริหารจัดการศึกษาทางไกลให้มีประสิทธิภาพ สามารถสร้างโอกาสในการเข้าถึงการเรียนรู้ที่สะดวก มีคุณภาพและทั่วถึง มีความทันสมัยตอบโจทย์ Lifestyle ของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไป และรองรับการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา หรือ COVID -19 ได้อย่างไร โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายพิเศษ หรือกลุ่มเป้าหมายเฉพาะที่มีเงื่อนไขในเรื่องของเวลา การเดินทางหรือระยะทาง หรือปัจจัยอื่น ๆที่ไม่สามารถเข้าเรียนได้ตามปกติ” รมช.ศธ. กล่าว 

ด้านนายประกอบ ลีนะเปสนันท์  อธิบดีผู้พิพากษาภาค 7 ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชน และครอบครัวกลาง กล่าวว่า  เนื่องด้วยเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดและมีคดีมาสู่ศาลเยาวชนและครอบครัวทั่วราชอาณาจักร พบว่าเป็นเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาภาคบังคับ  ส่วนใหญ่เรียนอยู่ระหว่างชั้น มัธยมปีที 1-3 แต่ไม่จบ เมื่อกระทำความผิดแล้วก็ไม่เรียนต่อ หรือออกจากการศึกษาแล้วมากระทำความผิด ศาลเยาวชนและครอบครัวทั่วราชอาณาจักรมุ่งเน้นบำบัด แก้ไข ฟื้นฟูให้เด็กและเยาวชนกลับตนเป็นคนดีและกลับคืนสู่สังคม 

เมื่อมีคำพิพากษาถ้าเป็นคดีร้ายแรงเป็นภัยต่อบุคคลอื่น อาจพิพากษาให้ควบคุมตัวไว้เพื่อฝึกอบรม ก็จะได้รับการฝึกอบรมในระบบปิด คือสถานพินิจ ในกรณีไม่ร้ายแรงและบิดามารดาสามารถดูแลได้ อาจปล่อยตัวไปโดยการคุมความประพฤติ ในกรณีที่เด็กและเยาวชนไม่ได้ศึกษาต่อ ก็จะวางข้อกำหนดให้เด็กและเยาวชนศึกษาเล่าเรียน ถ้าเด็กและเยาวชนยังไม่จบชั้น ม. 3 ก็จะวางข้อกำหนดให้เรียนจนจบมัธยมศึกษาตอนต้น หรือชั้น ม.3 และข้อกำหนดอื่น ๆที่เป็นประโยชน์ต่ออนาคตเด็กและเยาวชน แต่มีปัญหาติดขัดตลอดมา เพราะเด็กและเยาวชนเหล่านี้ไม่สามารถกลับไปเรียนในระบบปกติได้เนื่องด้วยออกจากระบบมาหลายปี เรียนไม่ทันเพื่อนรุ่นเดียวกัน หรือโตกว่าเพื่อนในห้องที่จะกลับไปเรียน มีปัญหาในการปรับตัว จะให้สมัครเรียนการศึกษานอกระบบก็มีปัญหาในบางคนที่อายุยังไม่ครบ 15 ปีที่ยังไม่หลุดจากการศึกษาภาคบังคับ สมัครเรียนไม่ได้ เพราะไม่มีหนังสือส่งตัวจากเขตพื้นที่การศึกษา หรือไม่มีความใส่ใจในการเรียน ไม่เห็นประโยชน์ในการเรียน 

ศาลเยาวชนฯทั่วราขอาณาจักร มีระบบ ติดตาม แนะนำ ช่วยเหลือให้เด็กและเยาวชนเห็นความสำคัญของการเรียนให้จบการศึกษาภาคบังคับ เพื่อสร้างโอกาสในการศึกษาต่อในสายอาชีพ  มีเด็กและเยาวชนจำนวนมากที่ศาลเยาวชนฯจะส่งให้เรียนต่อสายอาชีพ แต่ติดขัดที่เด็กและเยาวชนเหล่านี้ไม่มีวุฒิ ม.3 ไปสมัครเรียนได้ 

“รมช.ศธ.และเลขาธิการ กศน มีความเมตตา  ที่จัดหลักสูตรพิเศษของ กศน. ให้เด็กกลุ่มนี้โดยเฉพาะ จะทำให้เด็กและเยาวชนสามารถนำผลการเรียนที่ผ่านมา การจัดกิจกรรมและการฝึกอาชีพที่คณะผู้พิพากษาสมทบจัดขึ้นที่ศาลเยาวชนและครอบครัวเทียบโอนรายวิชา ทำให้การเรียนของเด็กและเยาวชนที่ผ่านมา และการทำกิจกรรมฝึกอาชีพไม่สูญเปล่า และจบการศึกษาได้เร็วขึ้น  ไม่เป็นภาระของครอบครัว เมื่อเด็กและเยาวชนจบการศึกษาชั้น ม.3 แล้ว ศาลเยาวชนและครอบครัวก็มีแหล่งการศึกษาสายอาชีพที่จะรองรับให้เข้าเรียนโดยไม่ต้องสอบแข่งขัน และมีทุนให้เรียนฟรีต่อไป ซึ่งจะทำให้เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้สามารถมีอาชีพการงานที่สุจริตเป็นพลเมืองดีของชาติบ้านเมืองต่อไป” นายประกอบ กล่าว 

ขณะที่ นายวัลลพ  สงวนนาม เลขาธิการ กศน. กล่าวว่า เป็นการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยใช้รูปแบบการศึกษาทางไกล ซึ่งก่อนนี้ได้มีการหารือกันมาก่อนแล้วถึงการรับสมัครเด็กกลุ่มพิเศษนี้ ดังนั้น หลังจากลงนามความร่วมมือกันแล้ว ทางศาลเยาวชฯและกศน.ก็จะประกาศรับสมัครได้เลย จากนั้นจะมีการวิเคราะห์เอกสารการรับสมัครเป็นรายบุคคล และดูต้นทุนแต่ละคน มีการเทียบโอนการศึกษาในวิชาที่เคยเรียนมาแล้วให้ มีการปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ ถึงแนวทางการเรียนและข้อห้ามแนวทางปฏิบัติเงื่อนไขต่าง ๆที่ผู้สมัครต้องรับทราบ หลังจากนั้นก็เข้าสู่การเรียนการสอน และมีภาคีเครือข่ายคือศาลเยาวชนฯกับ กศน.ติดตามผลการดำเนินการที่ผ่านมาว่ามีความก้าวหน้าและมีปัญหาอุปสรรค์อย่างไร เมื่อเรียนจบการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว ก็จะเชิญสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เข้ามาส่งเสริมด้านอาชีพ เช่น หลักสูตรระยะสั้น หรือส่งต่อเรียนในระบบอาชีวเรียนฟรีอยู่ประจำ หรือเรียนหลักสูตรต่อเนื่องกับ กศน.ที่เติมความรู้ทักษะเกี่ยวกับอาชีพให้กับผู้เรียน

โรงเรียนดังปากน้ำเตรียมปิดกิจการ หลังเปิดสอนมากว่า 65 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/646324

โรงเรียนดังปากน้ำเตรียมปิดกิจการ หลังเปิดสอนมากว่า 65 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2565, 19.04 น.

เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2565 เพจฟซบุ๊ก “ที่นี่สมุทรปราการ” โพสต์เผยว่า โรงเรียนเฉลิมไฉไลวิทยา เตรียมปิดตัวถาวรเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด ทำให้นักเรียนลดน้อยลงเรื่อยๆ และจากสภาวะเศรษฐกิจ โดยทางเพจระบุข้อความว่า “ปิดตัวถาวร โรงเรียนดังเมืองปากน้ำ โรงเรียนเฉลิมไฉไลวิทยาจะเหลือไว้เพียงความทรงจำ ตอนนี้เหลือเด็กพิเศษที่ทางโรงเรียนดูเเลอยู่กว่า 50 คน นอกนั้นยุติบทบาทการสอนลงเเล้ว เราขอเป็นกำลังใจให้นะครับ”

สำหรับ โรงเรียนเฉลิมไฉไลวิทยา ตั้งอยู่ในซอยอักษรลักษร์ ถนนสุขุมวิท ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ เปิดการเรียนการสอนมากว่า 65 ปี เป็นโรงเรียนสังกัดเอกชน สอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล จนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

‘สาธิตม.รังสิต’เปิดคอร์สซัมเมอร์-ทดลองเรียนอินเตอร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/646274

‘สาธิตม.รังสิต’เปิดคอร์สซัมเมอร์-ทดลองเรียนอินเตอร์

วันพฤหัสบดี ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2565, 16.08 น.

‘สาธิตม.รังสิต’เปิดคอร์สซัมเมอร์-ทดลองเรียนอินเตอร์

ในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม ถือเป็นการศึกษาภาคฤดูร้อน (SUMMER) ซึ่งเด็กนักเรียนส่วนมากปิดเทอมใหญ่โดยเฉพาะโรงเรียนที่อยู่ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ แต่ล่าสุดโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต (SBS) มีไอเดียเปิดโอกาสให้เด็กไทยได้ลองศึกษาในหลักสูตรนานาชาติทวิภาษา โดยเปิดรับนักเรียนจากทั่วประเทศที่อยากทดลองเรียน International Bilingual  สามารถโทรสมัครได้ที่ 02-792-7559

ดร.อภิรมณ อุไรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต (SBS) กล่าวว่า “หลักสูตรของเราถือว่ามีความเป็นเอกลักษณ์ คือควบรวม International กับ Bilingual เข้าด้วยกันเป็น นานาชาติทวิภาษา ซึ่งเด็กนักเรียนใน SBS จะทราบดีว่ามันได้สร้างโอกาสในอนาคตมากมาย ทางโรงเรียนจึงมีไอเดียอยากช่วยพัฒนาเด็กไทยให้มีความทัดเทียมกับโลกนานาชาติ จึงเปิดโอกาสให้เด็กทั่วประเทศได้ทดลองเรียนหลักสูตรของเราในวันที่ 2-27 พฤษภาคมนี้”

ด้าน มร.เฮนริค ฟูรี่ ทีมผู้บริหารโรงเรียนฝ่ายครูต่างประเทศ เล่าว่า “ตอนนี้ที่นั่งของโรงเรียนค่อนข้างได้รับความนิยมและเต็มเป็นจำนวนมาก เพราะเด็กไทยหันมาสนใจภาษาอังกฤษและภาษาจีน ทำให้คลาสที่ยังสามารถรับสมัครได้เพิ่มอีก 4 ชั้นเรียนเท่านั้นคือ K1 (อนุบาล 1) K2 (อนุบาล 2 ) K3 (อนุบาล 3) และ P1 (ประถม 1) ขอให้ผู้ปกครองโทรมาเช็คกับทางโรงเรียนได้เลย”

ส่วนคุณพ่อคุณแม่ท่านไหนสนใจส่งบุตรหลานเข้ามาศึกษาในระยะยาว ในวันเสาร์ที่ 9 เมษายนนี้ทาง สาธิต ม.รังสิต มีจัดกิจกรรมวัน WELCOME DAY ลดค่าธรรมเนียมการศึกษาแก่ผู้สมัครสูงสุด 35,000   บาท สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.sbs.ac.th

สุดเจ๋ง! ‘นศ.เทคนิคสัตหีบ’คิดค้นชุดต่อขยายประตูกั้นคัดกรองอุณหภูมิอัตโนมัติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/646125

สุดเจ๋ง! 'นศ.เทคนิคสัตหีบ'คิดค้นชุดต่อขยายประตูกั้นคัดกรองอุณหภูมิอัตโนมัติ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2565, 10.25 น.

เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2565 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้จัดงานสุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา การประเมินสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ นวัตกรรมอาชีวศึกษาเพื่อแก้ปัญหาความยากจน ระดับชาติ ประจำปีการศึกษา 2564 เพื่อสนับสนุนการประดิษฐ์คิดค้น การสร้างสรรค์ผลงานสิ่งประดิษฐ์ของนักเรียน นักศึกษาในสถานศึกษา เมื่อวันที่ 24 – 25 มีนาคม 2565 ณ วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี โดยมีผลงานสิ่งประดิษฐ์ที่ผ่านการคัดเลือกและประเมินผลงานในระดับภาค  ทั้ง 5 ภาค รวมถึง 100 ผลงาน เข้าร่วมประเมินในรูปแบบระบบออนไลน์ ภายใต้มาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งมีหลายผลงานที่น่าสนใจ ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมและชุมชนยุควิถีชีวิตใหม่ อย่างเช่น ชุดต่อขยายประตูกั้นคัดกรองอุณหภูมิอัตโนมัติของวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศสุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา ระดับชาติ ประจำปีการศึกษา 2564 ประเภทที่ 1 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมซอฟต์แวร์และระบบสมองกลฝังตัว

นายจีรพัฒน์ จิตรระเบียบ นักศึกษาชั้น ปวส.1 สาขาวิชาอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เล่าว่า ในสถานที่ต่างๆ จำเป็นต้องมีการคัดกรองอุณหภูมิป้องกันโรคโควิด-19 แต่ในการคัดกรองจำเป็นต้องใช้บุคลากรประจำจุดเนื่องจากอาจมีผู้ใช้บริการที่ไม่เข้ารับการคัดกรอง หรือคัดกรองแล้วแต่ฝ่าฝืนเข้าไปในพื้นที่ ซึ่งเสี่ยงให้เกิดการแพร่ระบาดในพื้นที่ได้ ซึ่งประตูกั้นที่มีขายตามท้องตลาดมีราคาที่ค่อนข้างสูง อาจไม่เหมาะสำหรับธุรกิจรายย่อยที่ต้องการใช้งานประตูคัดกรอง ตนและเพื่อนๆ จึงได้พัฒนาชุดต่อขยาย เพื่อนำมาเชื่อมต่อกับเซนเซอร์วัดอุณหภูมิที่มีขายตามท้องตลาด โดยให้มีความสามารถในการคัดกรองอุณหภูมิแบบอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยให้การคัดกรองมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องมีบุคลากรประจำจุดคัดกรองอุณหภูมิ ซึ่งจะช่วยลดรายจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการได้

โดยชุดต่อขยายประตูกั้นคัดกรองอุณหภูมิอัตโนมัติ สามารถใช้เชื่อมต่อกับเซนเซอร์วัดอุณหภูมิสำเร็จรูป เพื่อเพิ่มความสามารถในการคัดกรองโดยใช้ประตูกั้นแบบอัตโนมัติ สามารถถอดประกอบ สะดวกในการเคลื่อนย้าย รองรับการนับจำนวนคนเข้ารับการคัดกรอง โดยเก็บข้อมูลย้อนหลังลงในฐานข้อมูลและสามารถส่งออกในรูปแบบไฟล์ได้ และการเก็บภาพถ่ายผู้เข้ารับการคัดกรองเพื่อใช้ในการระบุตัวตน ตลอดจนการตั้งค่าและแสดงผลการคัดกรองอุณหภูมิผ่านระบบ Online ซึ่งชุดต่อขยายประตูกั้นคัดกรองอุณหภูมิอัตโนมัติพร้อมเครื่องวัดอุณหภูมิ ราคา 6,870 บาท (สามารถเพิ่มเติมระบบถ่ายภาพผู้ใช้งานและเซิร์ฟเวอร์ในการเก็บข้อมูลผู้ใช้งานราคาปีละ 1,900 บาท) รับประกันมอเตอร์ 1 เดือน รับประกันบอร์ดควบคุม 6 เดือน *การรับประกันครอบคลุมเฉพาะความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้งานและบำรุงรักษาตามคำแนะนำ ทั้งนี้ หากสนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ 193 ม.3 ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี หรือ Tel : 084-669-5593 หรือ Line ID : arejirawat (อ.จิรวัฒน์ แสงคุณธรรม)

รมต.สำนักนายกฯ ลงพื้นที่จ.ชัยนาท เยี่ยมชมการจัดงานกรมประชาสัมพันธ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645984

วันพฤหัสบดี ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน “สานสัมพันธ์เครือข่ายการประชาสัมพันธ์และการจัดแสดงดนตรีสร้างสุข” บรรเลงโดยวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ ภายใต้กรอบแนวคิด “ความงดงาม แห่งชัยนาท” โดยการนำเสนอความงดงามของวิถีชีวิต ภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยเฉพาะศิลปวัฒนธรรมของชาวบ้านในภาคกลางผ่านเสียงเพลงและการแสดงดนตรีของวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความสุขร่วมอนุรักษ์วิถีแห่งวัฒนธรรมของท้องถิ่นและวัฒนธรรมของไทย เมื่อเร็วๆ นี้ที่สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ ศาลากลางจังหวัดชัยนาท

นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรมประชาสัมพันธ์ เป็นหน่วยงานหลักด้านการประชาสัมพันธ์ของรัฐ มีหน้าที่ในการประชาสัมพันธ์นโยบายและการดำเนินงานของรัฐ เพื่อให้ประชาชนรับรู้ เข้าใจ ในยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายสำคัญของรัฐบาล ส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐบาลกับประชาชน เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน และเป็นกลไกในการสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ทั้งสื่อวิทยุกระจายเสียงสื่อวิทยุโทรทัศน์ สื่อสารสนเทศ New Media และสื่อบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ทำหน้าที่เป็นเครือข่ายการประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ ได้แก่ อาสาสมัครประชาสัมพันธ์ประจำหมู่บ้านและชุมชน (อป.มช.) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) สื่อมวลชนท้องถิ่น คณะกรรมการพัฒนาสตรี รวมถึงสภาเด็กและเยาวชนฯ ตลอดจนครือข่ายหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญ ในการสื่อสารนโยบายรัฐบาลไปสู่ประชาชนในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ กิจกรรมการสร้างและพัฒนาเครือข่ายประชาสัมพันธ์เพื่อบริการ ข้อมูลข่าวสารไปสู่ประชาชนผ่านกิจกรรม On Ground เพื่อต้องการให้เครือข่ายประชาสัมพันธ์ได้มีช่องทางการเข้าถึง และสามารถนำข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับนโยบาย และการดำเนินงานของรัฐบาลขยายผลไปยังประชาชนในระดับหมู่บ้านและชุมชนทั่วประเทศได้อย่างถูกต้อง

การจัดงาน “สานสัมพันธ์เครือข่ายการประชาสัมพันธ์และการจัดแสดงดนตรีสร้างสุข” กรมประชาสัมพันธ์ได้จัดแสดงและบรรเลงดนตรี โดยเปิดให้ประชาชนร่วมชมฟรี พร้อมร่วมซื้อสินค้า OTOP สินค้าพื้นถิ่นจากกลุ่มอาชีพต่างๆ ในจังหวัดชัยนาท จำนวนกว่า 20 ร้าน ที่นำมาแสดงและจำหน่ายภายในบริเวณงานด้วย

วัฒนธรรมที่เปลี่ยนไปในยุคคนรุ่นใหม่ เป็นความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645983

วันพฤหัสบดี ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ตั้งแต่การเริ่มระบาดของโควิดเกิดได้ไม่นาน มีนักคาดสถานการณ์สังคมออกมากล่าวให้สังคมรับรู้ว่าแม้การระบาดของโควิดจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่เชื่อเถอะว่าพฤติกรรมของสังคมมันก็จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไป จะไม่กลับมาเหมือนเดิมอีกด้วย แต่มันยังใช้ต่อไปซึ่งอาจจะนานและยืดยาว จนอาจจะกลายเป็นวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่ไปเลยก็ได้ 

วันนี้ดูเหมือนว่ารัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม นายอิทธิพล คุณปลื้ม และปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวรก็ให้ความสำคัญกับงานทางด้านวัฒนธรรมอย่างจริงจังทีเดียว เพราะคงตระหนักดีว่าวัฒนธรรมเป็นได้ทั้งผู้สร้างและทำลายสังคมโลกได้ทีเดียวถ้าไม่ตระหนักนึกเพื่อการป้องกันและรักษาส่งเสริม 

วัฒนธรรมยุคโควิดฟีเวอร์  ผิดกับแต่ก่อน เพราะมันจะเกิดง่าย แต่ในเวลาเดียวกันมันก็ตายง่ายด้วยเช่นกัน

เมื่อวัฒนธรรมเกิดง่าย สิ่งแปลกปลอมที่ไม่ดีงามเกี่ยวกับวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของสังคมมนุษย์ก็จะเปราะบาง ดังนั้นงานวัฒนธรรมในยุคนี้จึงต้องใช้ทั้งฝีมือทั้งการรักษา ต่อต้าน สร้างสรรค์ ด้วยความพิถีพิถัน ซึ่งไม่เพียงแต่ผู้มีหน้าที่ในการบริหารประเทศเท่านั้นที่จะตระหนัก ภาคสังคมต้องร่วมมือและเห็นพ้องไปกับภาครัฐด้วย พูดไปพูดมาทำให้เห็นว่าการรักษาวัฒนธรรม น่ากลัวยิ่งกว่าการระบาดของโควิดหลายร้อยหลายพันเท่า 

ไม่เพียงแค่ในประเทศไทยเท่านั้นที่ความกังวลของสังคมจะเป็นห่วงในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่จะสร้างความเดือดร้อนให้กับสังคม เท่าที่ติดตามข่าวจากสื่อมวลชนต่างๆ หากสังเกตให้ดีๆ แล้วจะพบว่าคอลัมน์นิสต์เกือบจะทุกแห่งมักจะคอยกระตุ้นให้สังคมคิดอะไรก่อนทำเสมอ เพราะเกรงว่าเมื่อกระแสของความนิยมในสังคมมันแปรเปลี่ยนไปจนกลายเป็นวัฒนธรรมแล้ว วันนั้นการแก้ไขจะทำได้ลำบาก 

ด้วยเหตุนี้เอง เรา ท่านพบเห็นอะไรในสังคมไทย ช่วยกันคิดเพื่อให้เกิดวัฒนธรรมไทยที่ดีกันดีกว่า ความวิตกกังวลที่คนโบราณกลัวว่า กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ มันจะได้ไม่เกิดขึ้น 

มทร.รัตนโกสินทร์เปิดตัวอธิการบดีคนใหม่ เตรียมปั้นดีไซเนอร์และ Chef สู่เวทีโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645985

มทร.รัตนโกสินทร์เปิดตัวอธิการบดีคนใหม่ เตรียมปั้นดีไซเนอร์และ Chef สู่เวทีโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ (มทร.รัตนโกสินทร์) เปิดตัว อธิการบดีคนใหม่ พร้อมเปิดตัวหลักสูตรปั้นดีไซเนอร์หน้าใหม่ และ Chef ดาวรุ่งเข้าสู่วงการ พร้อมผลักดันสู่เวทีระดับโลกโดยร่วมกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ วางเป้าหมายสร้างมหาวิทยาลัยเป็นสถาบันทำงานร่วมกับมืออาชีพ

รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ อธิการบดี เผยถึงหลักสูตรการปั้นดีไซเนอร์รุ่นใหม่ว่ามหาวิทยาลัยได้ทำความร่วมมือกับ JKN18 จัดทำรายการเรียลิตี้โชว์ปั้นดีไซเนอร์ Project Runway Thailand (โปรเจกท์ รันเวย์ ไทยแลนด์) รายการเรียลิตี้ด้านแฟชั่นที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องและยาวนานในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ได้ลิขสิทธิ์รายการจากฟรีแมนเทิล มีเดีย มาผลิตและออกอากาศในเวอร์ชั่นไทย ซึ่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ เป็นสถาบันการศึกษาพันธมิตรในการถ่ายทำรายการ และได้เปิดตัวโดยการเชิญสื่อมวลชนเยี่ยมชมการถ่ายทำรายการไปเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และรายการนี้จะเริ่มออกอากาศในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ 

นอกจากนี้ ได้มีการเปิดหลักสูตรแฟชั่นดีไซน์ เป็นหลักสูตรทวิปริญญา 3+1 (ปริญญาตรีสองใบ) จาก มทร.รัตนโกสินทร์และปริญญาบัตร DN-MADE จากกระทรวงอว. ของฝรั่งเศสโดยนักศึกษา ทำการศึกษาในประเทศไทย 3 ปีและศึกษาที่ประเทศฝรั่งเศส 1 ปี เพื่อผลิต Designer Entrepreneur คือนอกจากจะออกแบบเสื้อผ้าได้สวยงามแล้วยังต้องมีทักษะเชิงธุรกิจและมีความเป็นผู้ประกอบการด้วย รวมถึงยังมีหลักสูตรที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

ด้านการเปิดตัวหลักสูตร Chef อธิการบดีกล่าวว่า มหาวิทยาลัยเปิดดำเนินการร่วมกับสถาบันการครัวดิซิพ เอสโคฟิเอร์ และมหาวิทยาลัย เซอี แซร์จี ปารีส จะมีการเชิญ Chefระดับโลกจากประเทศฝรั่งเศส มาทำการสอนในสถาบันเพื่อสร้าง Chef มืออาชีพสู่วงการอาหารในอนาคต  ส่วนในหลักสูตร Chef ฝรั่งเศส สองปริญญา สองประกาศนียบัตร เรียน 3 ปีในประเทศไทย 1 ปีในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งนักศึกษาจะได้รับการประกาศนียบัตรรับรองคุณวุฒิวิชาชีพด้านศิลปะการประกอบอาหารฝรั่งเศสจากกระทรวงศึกษาธิการของฝรั่งเศส

หลักสูตรนี้จะเป็นมากกว่าการผลิตพ่อครัวฝรั่งเศส แต่เป็นการเตรียมความพร้อมพ่อครัวให้ก้าวสู่ตำแหน่งผู้บริหารและสามารถเปิดธุรกิจของตนเองได้ทั้งในและต่างประเทศโดยนักศึกษาจะศึกษาในประเทศไทย 3 ปี และศึกษาพร้อมฝึกงานกับภัตตาคารชั้นนำในประเทศฝรั่งเศส ในเครือข่ายของ Disciples Escoffierซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นภัตตาคารที่ได้รับรางวัล Micheline Star เป็นเวลา 1 ปี 

ท้ายสุด รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติอธิการบดี ได้กล่าวถึงการเข้ามารับตำแหน่งอธิการบดีคนใหม่ของ มทร.รัตนโกสินทร์ ว่า นับตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี ได้มีนโยบายหลักในการยกระดับทุกๆด้านสู่ความทันสมัยในระดับสากล (International Level of Modernity) และการตั้งเป้าให้มหาวิทยาลัยมีความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อลดทอนผลกระทบจากก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ทั้งภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมหาวิทยาลัยมีการตั้งเป้าการลดทอนกิจกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกและช่วยผู้ประกอบการรายย่อยสร้างเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างคาร์บอนเครดิต รวมถึงเป็นองค์กรหลักในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่ความเป็นนานาชาติ คือวิทยาลัยผู้ประกอบการสร้างสรรค์นานาชาติรัตนโกสินทร์ หรือ RICE ซึ่งมีปณิธานในการสร้างความชอบมืออาชีพ

สอศ.จับมือเอกชนเร่งพัฒนาบุคลากรอาชีวศึกษาด้านเทคโนโลยีความงาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/646024

สอศ.จับมือเอกชนเร่งพัฒนาบุคลากรอาชีวศึกษาด้านเทคโนโลยีความงาม

วันพุธ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2565, 22.05 น.

สอศ.จับมือเอกชนเร่งพัฒนาบุคลากรอาชีวศึกษาด้านเทคโนโลยีความงาม เตรียมหลักสูตรพัฒนาผู้เรียนทันสมัยตามกรอบคุณวุฒิวิชาชีพ

ดร.นิติ นาชิต ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ เป็นประธานเปิดโครงการพัฒนาบุคลากรอาชีวศึกษาและความร่วมมือด้านเทคโนโลยีความงาม กล่าวว่า โครงการฯ มีเป้าหมายเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาให้ตรงตามความต้องการของสถานประกอบการ และมีความสามารถในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุคการค้าเสรี ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการแข่งขันในเวทีโลก ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามนโยบายเร่งด่วนของนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในการขับเคลื่อนศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center) เพื่อเชื่อมโยงกับการจัดการอาชีวศึกษา ร่วมกับคณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (อ.กรอ.อศ.) กลุ่มอาชีพสุขภาพและความงาม โดยได้รับการสนับสนุนจากนายสมศักดิ์ ชลาชล นายกสมาคมวิชาชีพช่างทำผมไทย เป็นประธาน อ.กรอ.อศ. กลุ่มอาชีพสุขภาพและความงาม และการดำเนินงานของศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (CVM)  สาขาเทคโนโลยีความงาม โดยนายวิบูลย์ สมบูรณ์ศักดิกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอส.ซี.เสรีชัยบิวตี้ จำกัด เป็นประธานศูนย์ และยังได้รับการสนับสนุนการดำเนินงานเป็นอย่างดีจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) สมาคมวิชาชีพช่างทำผมไทย สมาคมนักออกแบบตกแต่งคิ้วประเทศไทย ชมรมช่างเสริมสวยไทย และสถานศึกษาเครือข่ายที่เปิดสอนสาขาวิชาเทคโนโลยีความงาม มากกว่า 48 แห่งทั่วประเทศ

ดร.นิติ กล่าวปิดท้ายว่า ศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา มีความตระหนัก และให้ความสำคัญในการดำเนินงานตามนโยบายการจัดการศึกษาทั้งนโยบายหลักและวาระเร่งด่วน (Quick  Win) ของกระทรวงศึกษาธิการ และทิศทางของการเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 โดยใช้กลไกการขับเคลื่อนวิทยาลัยสารพัดช่างดำเนินการปรับปรุงหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ให้ทันสมัย สอดคล้องกับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (NQF) และกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน (AQRF) รวมถึงมาตรฐานฝีมือแรงงาน โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือครูผู้สอนอาชีวศึกษาในสาขาวิชาเทคโนโลยีความงาม ของประเทศไทยและประเทศสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อการนำความรู้และทักษะไปสู่กระบวนการเรียนรู้ที่ทันสมัยต่อไป

เอาจริง!นายกฯ-รัฐบาลพักใบอนุญาตครู ทำผิดร้ายแรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645958

เอาจริง!นายกฯ-รัฐบาลพักใบอนุญาตครู ทำผิดร้ายแรง

วันพุธ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2565, 08.46 น.

นายกฯ-รัฐบาลเอาจริงพักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ระหว่างการสอบสวนความผิดร้ายแรง ล่วงละเมิดทางเพศ ทุจริต ยาเสพติด

6 เมษายน 2565 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ ให้ออกจากราชการไว้ก่อน เรื่องการกระทำความผิดของข้าราชการ กรณีชู้สาว ล่วงละเมิดทางเพศ คุกคามทางเพศ และการใช้สื่อออนไลน์ในการล่วงละเมิดทางเพศหรือคุกคามทางเพศ หากพบกระทำการผิดและมีหลักฐานเพียงพอ เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันในการดำเนินการทางวินัยและจริยธรรมของข้าราชการนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นอย่างมาก กำชับให้ดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุด หากพบข้าราชการกระทำผิดวินัยและจริยธรรมร้ายแรง โดยมีหลักฐานชั้นต้นเพียงพอให้ออกจากราชการไว้ก่อน เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการสอบสวน

ทั้งนี้ ความคืบหน้าล่าสุด คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพคุรุสภา (กมว.) ได้มีมติดำเนินการกับครู อาจารย์ที่กระทำความผิดในลักษณะล่วงละเมิดทางเพศตามเงื่อนไข เมื่อมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนการกระทำผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพครูหรือผู้บริหารแล้ว มติ กมว.ให้พักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้ในระหว่างที่ผลการสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จได้ ในกรณีที่เป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณร้ายแรงที่เป็นที่ประจักษ์ หรือมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยแรงร้ายแล้ว เห็นได้ว่ามีเหตุให้สามารถพักใช้ใบอนุญาตฯไว้ก่อนได้     

“การพักใบอนุญาตฯไม่ใช่แต่เพียงเรื่องการละเมิดหรืออนาจารทางเทศเท่านั้น ยังครอบคลุมไปถึงความผิดเรื่องยาเสพติด และความผิดเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นด้วย ซึ่งถือว่าล้วนแล้วแต่เป็นความผิดร้ายแรง สามารถดำเนินการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้ต่อไป หรืออาจจะพักใช้ใบอนุญาตฯ แล้วแต่ผลการสอบสวนตามความรุนแรงของการกระทำผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ” น.ส.รัชดา กล่าว

น.ส.รัชดา กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีครูสอนสังคมศึกษาโรงเรียนในเมือง จ.สุรินทร์ มีพฤติกรรมกระทำอนาจารนักเรียน ม.3 ซึ่งเป็นลูกศิษย์นั้น กระทรวงศึกษาธิการได้สั่งการเร่งให้หน่วยงานในสังกัดทั้งศึกษาธิการจังหวัดสุรินทร์ และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ เข้าไปเยียวยาดูแลเด็ก ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดแล้ว พร้อมกับมีคำสั่งให้ครูคนดังกล่าว ออกจากราชการไว้ก่อน จนกว่าจะดำเนินการสอบสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วเสร็จหากปรากฎความผิดชัดเจนให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป

น.ส.รัชดา กล่าวต่อไปว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องนี้ กำหนดเป็นวาระที่ต้องบูรณาการทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับให้วางแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศนักเรียน รวมไปถึงปัญหายาเสพติด และการคอร์รัปชั่น หากพบการกระทำผิดให้รีบดำเนินการย้ายออกจากพื้นที่และเร่งดำเนินการสอบสวนโดยเร็วที่สุด  หากผิดจริงให้ลงโทษขั้นสูงสุด  คือ ไล่ออกจากราชการ เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป  ในส่วนของผู้บังคับบัญชาก็จะพิจารณาโทษด้วยที่ขาดการเอาใจใส่ ขาดการกำกับติดตาม ละเลยการปฏิบัติตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ

“นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำต้องทำโรงเรียนให้เป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก บุคลากรทางการศึกษาต้องเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นพ่อพิมพ์แม่พิมพ์ของชาติ หากพบว่าประพฤติตัวไปในทางที่เสื่อมเสีย สร้างความเสียหายให้กับแบบพิมพ์ที่ดีของชาติ ถือเป็นเรื่องร้ายแรงที่ต้องรีบจัดการ หวังให้บุคลากรทางการศึกษาเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นบุคลากรที่มีคุณค่า เป็นที่เคารพและศรัทธาของลูกศิษย์ตลอดไป” น.ส.รัชดา กล่าว

คณะพาณิชย์ฯ มธ. จับมือ 9 สถาบันบริหารธุรกิจชั้นนำ ยกระดับยกระดับการศึกษาไทยด้านบริหารธุรกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645827

คณะพาณิชย์ฯ มธ. จับมือ 9 สถาบันบริหารธุรกิจชั้นนำ ยกระดับยกระดับการศึกษาไทยด้านบริหารธุรกิจ

วันอังคาร ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2565, 15.38 น.

ศ.ดร.รุธิร์ พนมยงค์ คณบดี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นประธานใน “พิธีลงนามบันทึกข้อตกลง MOU ระหว่าง 9 สถาบันบริหารธุรกิจชั้นนําของไทย” ครั้งแรกของประเทศไทย (Business School Network in Thailand: BSNT) โดยร่วมมือกับ ศาสตราจารย์ เจฟ เพอรี่ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่, ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการจาก AACSB ที่ห้องประชุมสัญญาธรรมศักดิ์ ตึกโดม ชั้น 2 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ทาง คณะพาณิชย์ฯ ม.ธรรมศาสตร์ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงกับสถาบันการศึกษาไทยรวม 9 สถาบัน เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อประสานความร่วมกันสร้างเครือข่ายสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจแห่งประเทศไทย (Business School Network of Thailand: BSNT) ร่วมกันทำงานด้านวิชาการ การจัดกิจกรรมทางวิชาการในด้านการศึกษา แลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะของสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจในประเทศไทย  หวังยกระดับและปั้นบุคลากรทางการศึกษาด้านบริหารธุรกิจ ขยายผลสู่การพัฒนาเศรษฐกิจไทยในอนาคต

สำหรับ ศาสตราจารย์ เจฟ เพอรี่ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่, ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการจาก AACSB เป็นผู้บริหารสถาบันจากสหรัฐอเมริกา ที่เป็นผู้ให้มาตรฐานการศึกษานานาชาติ ให้กับคณะพาณิชยศาสตร์ และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าเป็นมหาวิทยาลัยฯ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสากล

ศ.ดร.รุธิร์ พนมยงค์ คณบดี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  เปิดเผยว่า คณะพาณิชย์ฯ ม.ธรรมศาสตร์ เป็นตัวแทนในการจัดพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ระหว่างเครือข่ายสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจแห่งประเทศไทย (BSNT) รวม 9 สถาบัน ได้แก่   

1. คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2.คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 3. คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 4.คณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยขอนแก่น 5.คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 6.คณะการจัดการและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยบูรพา 7.คณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ 8.สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 9.คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

จากการบันทึกลงนามข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกของไทยในการที่ผู้แทนจากสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจในประเทศไทยจำนวน 9 สถาบัน ได้ประสานความร่วมกันสร้างเครือข่ายสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจแห่งประเทศไทย (Business School Network of Thailand: BSNT) ซึ่งได้มีการประชุมหารือกันมากว่า 1 ปี เพื่อสร้างเครือข่ายที่น่าจะเป็นประโยชน์กับทุกสถาบัน รวมทั้งภาครัฐและเอกชน และสังคมภายนอก อีกทั้งจะเป็นการรวมตัวกันเพื่อสร้างมาตรฐานทางการศึกษาระดับชาติ เพื่อใช้รับรองมาตรฐานการศึกษาของสถาบันการศึกษาในประเทศไทยอีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้ขอไว้กล่าวในโอกาสต่อไป เนื่องจากมีรายละเอียดที่ต้องหารือกันค่อนข้างมาก

 “หลังจากการลงนามบันทึกข้อตกลงแล้วเสร็จ จะมีการทำงานร่วมกันทางด้านวิชาการ การจัดกิจกรรมในด้านการศึกษา แบ่งปันประสบการณ์ความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ให้แก่กัน เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะของสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งแต่ละสถาบันมีความตั้งใจที่จะสร้างสรรค์งานร่วมกัน และรวมพลังเพื่อพัฒนาคุณภาพอันนำไปสู่ความสำเร็จด้วยกัน เป็นการร่วมมือทางด้านวิชาการ เช่น

– กิจกรรมทางวิชาการ เช่น กิจกรรมการเรียนการสอน การแลกเปลี่ยนอาจารย์ บุคคลากร และนักศึกษา ซึ่งจะเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้และแบ่งปันประสบการณ์ในการทำงานของแต่ละสถาบัน

– การสร้างเครือข่ายในการทำงานวิจัยร่วมกัน เช่น อาจารย์ของแต่ละสถาบันสนใจทำวิจัยในหัวข้อเดียวกันเพื่อให้ได้ความรู้หรือทฤษฎีใหม่ๆ มาปรับใช้ในการเรียนการสอน หรือนำไปใช้ประโยชน์กับองค์กรภายนอก

– การจัดสัมมนาทางวิชาการร่วมกัน เพื่อใช้ทรัพยากรที่แต่ละสถาบันมีมาแบ่งปันกัน เช่น ใช้อาจารย์ วิทยากร ตามความถนัดของแต่ละสถาบัน

– การบริการสังคม เช่น ร่วมกันจัดอบรมหรือสัมมนาโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายให้กับบุคคลทั่วไป  โดยที่สถาบันที่มีข้อมูลหรือได้รับทราบข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์กับสถาบันอื่นก็จะนำข้อมูลเหล่านั้นมาแบ่งปันกัน รวมทั้งการเป็นพี่เลี้ยงในด้านวิชาการให้แก่กัน นอกจากนี้แต่ละสถาบันจะหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุม อาจมีการไปเยี่ยมชมแต่ละสถาบันที่อยู่ในภูมิภาค หรือสถาบันในภูมิภาคอาจเดินทางมาเยี่ยมชมหรือจัดกิจกรรมร่วมกันในกรุงเทพฯ ฯลฯ”

“ทั้งนี้เพื่อเป็นการยกระดับวงการศึกษาไทยด้านบริหารธุรกิจให้มีศักยภาพมากขึ้น วางรากฐานอย่างเข้มแข็งในการสร้างบุคลากรทางการศึกษาด้านบริหารธุรกิจ อันนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจไทยในอนาคตได้  นอกจากนี้จุดเปลี่ยนที่สำคัญของระบบการศึกษาไทยน่าจะเป็นเรื่องการสร้างเครือข่าย (networking) ด้านการศึกษามากกว่ารูปแบบการแข่งขันกันเหมือนในยุคที่ผ่านๆ มา การให้ความร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับทุกสถาบัน คณาจารย์ได้มีโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้ แนวคิด มุมมองหรือองค์ความรู้ใหม่ๆ มาสอนนักศึกษา ในส่วนของนักศึกษาซึ่งถือเป็นผลผลิตที่สำคัญของแต่ละสถาบันจะมีวิสัยทัศน์ที่กว้างขวางมากขึ้น จากการได้แลกเปลี่ยน เรียนรู้กับอาจารย์และนักศึกษาจากสถาบันอื่นๆ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ สามารถนำความรู้มาปรับใช้ในการทำงานได้เป็นอย่างดี”

“สำหรับแนวทางในอนาคต อาจจะมีการลงนามร่วมมือกับอีกหลายสถาบันการศึกษา  เพราะมองว่าหากมีพันธมิตรร่วมย่อมเป็นผลดีต่อระบบการศึกษาไทย เพราะเชื่อมั่นว่าทุกสถาบันการศึกษาในประเทศล้วนมีศักยภาพและบทบาทที่ดี หากนำความเชี่ยวชาญและจุดแข็งที่แต่ละสถาบันมี มาเป็นจุดร่วมเดินไปพร้อมกันย่อมจะส่งผลที่ดีต่อระบบการศึกษาไทยอย่างแน่นอน”