วช.ชื่นชมนักวิจัยจุฬา เป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา ประจำปี65

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645801

วช.ชื่นชมนักวิจัยจุฬา เป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา ประจำปี65

วันอังคาร ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2565, 15.08 น.

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดตัว “นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา ประจำปี 2565” จากแนวคิด “ชีวิตกับชีววิทยาศาสตร์แห่งโลกอนาคตนวัตกรรมพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน”ศาสตราจารย์ ดร.อรัญ อินเจริญศักดิ์ ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในงาน “NRCT Talk: นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ครั้งที่ 4 ประจำปี 2565” ณ ศูนย์จัดการความรู้การวิจัย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

วันที่ 5 เมษายน 2565 ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. มีภารกิจที่สำคัญในการให้รางวัลประกาศเกียรติคุณหรือยกย่องบุคคลหรือหน่วยงานด้านการวิจัยและนวัตกรรม โดยเป็นผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อวงวิชาการส่วนรวม ซึ่งในปีนี้ วช. ได้มอบรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา ประจำปี 2565 ให้แก่ ศาสตราจารย์ ดร.อรัญ อินเจริญศักดิ์ ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นนักวิจัยที่มีความคิดริเริ่ม ซึ่งเป็นรางวัลที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเชิดชูเกียรตินักวิจัยที่มีผลงานโดดเด่น สร้างคุณูปการให้กับวงวิชาการและประเทศชาติ รวมทั้งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการสร้างแรงจูงใจของนักประดิษฐ์ และนักวิจัย ที่จะพัฒนานวัตกรรมทางความคิดผลิตและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานวิจัย ผลงานประดิษฐ์คิดค้น กิจกรรม ภารกิจ และผลการดำเนินงานเป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ผลงานและกิจกรรมของ วช. ไปสู่ชุมชนและสาธารณชนให้ได้ทราบและนำไปสู่การใช้ประโยชน์ต่อสังคมของประเทศชาติต่อไป

ศาสตราจารย์ ดร.อรัญ อินเจริญศักดิ์ เปิดเผย “เทคโนโลยีชีวภาพ” คือ การนำความรู้ด้านชีววิทยา โดยเฉพาะสาขาพันธุศาสตร์ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษย์ในหลายรูปแบบ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การนำเอาสิ่งมีชีวิต หรือชิ้นส่วนของสิ่งมีชีวิต ได้แก่ พืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์มาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยใช้ความรู้หรือเทคนิควิธีการทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะกระบวนการทางชีววิทยาก่อให้เกิดการสร้างองค์ความรู้ใหม่ทั้งทาง ชีวเคมี สรีรวิทยา และเทคโนโลยีชีวภาพก่อให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ในระดับประเทศสู่ระดับสากลการนำกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีชีวภาพมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ครอบคลุมตั้งแต่เทคโนโลยีไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม การรักษาสภาพแวดล้อม และการผลิตพลังงานทดแทน รวมทั้งเทคโนโลยีที่ใช้ในการแปรรูปและเพิ่มคุณค่าของสินค้าที่ใช้หลักการของวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตจัดเป็นเทคโนโลยีที่มาจากเทคโนโลยีชีวภาพทั้งสิ้น 

สำหรับงานวิจัย “การใช้กลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีชีวภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไบโอไฮโดรเจน” งานวิจัยที่มุ่งเน้นการศึกษาแนวทางในการผลิตไฮโดรเจนโดยใช้ “ไซยาโนแบคทีเรีย” (มีชื่อเดิมว่า “สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน”) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่สามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้คล้ายกับในพืช แต่มีโครงสร้างคล้ายกับแบคทีเรียสิ่งมีชีวิต “ไซยาโนแบคทีเรีย” มีคุณสมบัติพิเศษช่วยยืดอายุในการถนอมอาหาร โดยการนำสารดังกล่าวนำไปประยุกต์ใช้เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไทยในกระบวนการถนอมอาหารช่วยเพิ่มอายุผลิตภัณฑ์พืชผลทางการเกษตรสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทย และจากการศึกษาวิจัยยังค้นพบว่ามีสารซันสกรีนในการป้องกันแสงแดด UV เกิดการต่อยอดทางความคิดในการสร้างผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด

จากสารไซยาโนแบคทีเรียในอนาคต และยังพบว่าไซยาโนแบคทีเรียยังสามารถผลิต “โพลิไฮดรอกซีบิวทิเรต” เป็นรูปแบบของพลาสติกชีวภาพสามารถใช้งานในลักษณะเดียวกับพลาสติก “โพลิโพรพีลีน” ที่เป็นเม็ดพลาสติกมาใช้เป็นบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ โพลิไฮดรอกซีบิวทิเรตสามารถย่อยสลายได้อย่างรวดเร็วช่วยลดมลพิษเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างชาญฉลาดอีกแนวทางหนึ่ง ไซยาโนแบคทีเรียยังมีคุณสมบัติในด้านของการผลิต “พลังงานไฮโดรเจน”เพื่อใช้กับเซลล์พลังเชื้อเพลิงนับเป็นงานศึกษาวิจัยที่ค้นพบพลังงานทดแทนที่สำคัญในการสร้างพลังงานสะอาดแห่งโลกอนาคตเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประชาชนของประเทศชาติต่อไป

ทั้งนี้ วช. ได้มีการจัดงาน NRCT Talk ขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในครั้งนี้จะเป็นการจัดเรื่องนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ครั้งที่ 4 ประจำปี 2565 เพื่อเป็นเวทีให้นักวิจัยได้นำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมผ่านสื่อมวลชนและยังเป็นการเชิดชูนักวิจัยทางด้านสาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยาที่มีคุณค่า สร้างแรงจูงใจ และกระตุ้นให้นักวิจัยเกิดยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรมสร้างองค์ความรู้พื้นฐานทางวิชาการต่อสังคมและเศรษฐกิจส่วนหนึ่งของผลงานวิจัยดังกล่าวจะนำไปสู่การพัฒนาและเปลี่ยนแปลงแห่งโลกอนาคต “ก้าวล้ำไปกับชีววิทยาศาสตร์ประเทศไทยในยุคแห่งนวัตกรรมพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน”

‘ตรีนุช’เข้ม! สั่งสอบด่วน’ครูหื่น’ทำอนาจารลูกศิษย์ หากพบผิดจริงไล่ออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645735

'ตรีนุช'เข้ม! สั่งสอบด่วน'ครูหื่น'ทำอนาจารลูกศิษย์ หากพบผิดจริงไล่ออก

วันอังคาร ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2565, 12.21 น.

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2565 นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะโฆษก ศธ.กล่าวถึงกรณีครูสอนวิชาสังคมศึกษาในโรงเรียนดังแห่งหนึ่ง ใน จ.สุรินทร์ มีพฤติกรรมกระทำอนาจารนักเรียนชั้น ม.3 ซึ่งเป็นลูกศิษย์ตัวเองนั้น ว่า เรื่องนี้ได้นำเรียนข้อมูลเบื้องต้นให้ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ทราบในเป็นเบื้องต้นแล้ว ซึ่ง รมว.ศธ.ได้เร่งสั่งการให้หน่วยงานในสังกัด ทั้งศึกษาธิการจังหวัดสุรินทร์ และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์  เข้าไปเยียวยาดูแลเด็ก ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดแล้ว

นายวีระ กล่าวต่อว่า ในส่วนของครูที่กระทำผิดให้รีบดำเนินการย้ายออกจากพื้นที่และเร่งดำเนินการสอบสวนโดยเร็วที่สุด หากผิดจริงให้ลงโทษขั้นสูงสุด คือ ไล่ออกจากราชการ เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างกับข้าราชการครูคนอื่นต่อไป และในส่วนของผู้บังคับบัญชา ก็จะพิจารณาโทษด้วยที่ขาดการเอาใจใส่ ขาดการกำกับติดตาม ละเลยการปฏิบัติตามนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ ที่เน้นย้ำไปตลอด ว่าเราต้องทำโรงเรียนให้เป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก

“หวังว่าเหตุการณ์นี้จะทำให้หน่วยงานทางการศึกษา ตระหนักและเร่งสื่อสารถึงครูและสถานศึกษาทุกแห่ง ผู้บริหารทุกระดับ ว่ากระทรวงศึกษาธิการจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดสำหรับครูที่เป็นเนื้อร้ายของวงการศึกษา ทำความเสื่อมเสียให้กับคนเป็นครู ทำให้ครูดีๆ ที่มีหลายแสนคนต้องพลอยเสียหายไปด้วย อีกทั้งผู้บริหารที่เป็นผู้บังคับบัญชาของครูก็ถือว่ามีความผิดที่จะต้องถูกลงโทษเช่นกัน” นายวีระ กล่าว

สอศ.จัดสอบผู้อำนวยการสถานศึกษาอาชีวะ ผู้มีสิทธิ์เข้าสอบ 628 คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645734

สอศ.จัดสอบผู้อำนวยการสถานศึกษาอาชีวะ ผู้มีสิทธิ์เข้าสอบ 628 คน

วันอังคาร ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2565, 12.12 น.

สอศ.จัดสอบผู้อำนวยการสถานศึกษาอาชีวะ โดยผู้มีสิทธิ์เข้าสอบ 628 คน รองรับอัตราว่าง 51 อัตรา

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2565 ที่สนามสอบศูนย์ประชุม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้จัดสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉพาะจังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอเทพา และอำเภอนาทวี) และตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา ยกเว้นเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ฯ

ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยภายหลังการตรวจสนามสอบ ที่ศูนย์ประชุม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ว่าเป็นไปด้วยความราบรื่นดี ตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ.วางระเบียบไว้ และตามมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวสึกษา (สอศ.) ได้เตรียมการพื้นที่และห้องสอบแบบแยกสอบ สำหรับผู้ที่ติดเชื้อ หรือผู้ที่อยู่ในระหว่างการกักตัว โดยให้จอดรถยนต์ที่อาคาร The Rim รายงานตัวลงทะเบียน และเข้าห้องสอบในอาคาร The Rim ซึ่งเป็นอาคารที่อยู่ติดกับศูนย์ประชุมธรรมศาสตร์

ซึ่งการสอบในครั้งนี้ มีผู้มีสิทธิ์เข้าสอบ รวม 628 คน (จำแนกเป็นตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษายกเว้นเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ฯ จำนวน 611 ราย และตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ฯ จำนวน 17 ราย) ซึ่งมีคนเข้าสอบทั้งสิ้น 623 คน และผู้ไม่มาสอบ 5 คน โดยมีตำแหน่งรองรับถึง 51 อัตรา แบ่งเป็นตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา ยกเว้นเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ฯ จำนวน 50 อัตรา และตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ฯ จำนวน  1 อัตรา

โดยการสอบวันนี้ เป็นการสอบข้อเขียนแบบปรนัย ในภาค ก. ความรู้และความสามารถในการบริหารงานในหน้าที่ ได้แก่ ความรู้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการปฏิบัติงานในหน้าที่ ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร และความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เริ่มสอบเวลา 09.30 – 12.00 น.สำหรับการสอบภาค ข ความเหมาะสมกับการปฏิบัติงานในหน้าที่ จะดำเนินการด้วยวิธีการประเมินตามตัวชี้วัด องค์ประกอบ และคะแนนการประเมินที่กำหนด ในระหว่างวันที่ 4 – 22 เมษายน 2565 และจะจัดให้มีการสอบสัมภาษณ์ ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่ง ระหว่างวันที่ 20 – 22 เมษายน 2565 ณ สนามสอบศูนย์ประชุม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตต่อไป

– 006

ยืนยันปีนี้ไม่เลื่อน! บิ๊กสพฐ.หารือโรงเรียนทั่วประเทศ เตรียมพร้อมรับ’เปิดเทอม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645732

ยืนยันปีนี้ไม่เลื่อน! บิ๊กสพฐ.หารือโรงเรียนทั่วประเทศ เตรียมพร้อมรับ'เปิดเทอม'

วันอังคาร ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2565, 12.02 น.

บิ๊กสพฐ.หารือ ผอ.เขตพื้นที่-ผอ.โรงเรียนทั่วประเทศ เตรียมพร้อมรับเปิดเทอม ยืนยันปีนี้ไม่เลื่อนเปิดเทอม

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2565 นายอัมพร พินะสา เลขขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ และผู้อำนวยการโรงเรียน ในการเตรียมการก่อนเปิดภาคเรียนในเดือน พ.ค.2565 นี้ ว่า ขณะนี้โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการรับนักเรียนประจำปีการศึกษา 2565 เสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งจะมีนักเรียนที่พลาดโอกาสและได้รับโอกาสในการเข้าเรียนในโรงเรียนแข่งขันสูง สำหรับนักเรียนที่พลาดโอกาส ตนได้ขอให้เขตพื้นที่ฯทุกเขต โดยเฉพาะสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) สื่อสารและประกาศชื่อโรงเรียนที่มีนักเรียนยังไม่เต็มตามแผนการรับนักเรียน เพื่อให้ผู้ปกครองพานักเรียนที่พลาดโอกาสมายื่นแสดงความจำนงเพื่อให้เขตพื้นที่หาที่เรียนที่ดีที่สุดให้นักเรียน ทั้งนี้ ยืนยันว่านักเรียนทุกคนต้องมีที่เรียน

นายอัมพร กล่าวต่อว่า ส่วนของการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โดยตนได้เน้นย้ำกับเขตพื้นที่ฯ และโรงเรียนทุกแห่ง ว่าในปีนี้จะไม่มีการเลื่อนเปิดภาคเรียน จะเปิดภาคเรียนตามกำหนดปฏิทินเดิม คือในวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 โดยขอให้โรงเรียนเตรีมความพร้อมจัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไซต์เป็นหลัก และแบบออนไลน์ หรือวิธีอื่น และแบบผสมผสาน ทั้งนี้ เพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤตหรือสถานการณ์จำเป็นต่างๆด้วย อย่างไรก็ตาม การจัดการเรียนในรูปแบบออนไซต์ โรงเรียนจะต้องปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย 6-6-7 ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กำหนด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 พร้อมกับเตรียมอาคารสถานที่สำหรับเรียนออนไซต์อย่างมีประสิทธิภาพ เตรียมครูและสื่ออุปการณ์การเรียนการสอน ให้พร้อมสำหรับการจัดการเรียนการสอนทั้งในรูปแบบออนไซต์ และรูปแบบอื่นๆ ทั้งนี้ ได้มอบมหายให้เขตพื้นที่ฯ ติดตาม ดูแลโรงเรียนที่มีภาวะวิกฤติให้มีความพร้อมในทุกมิติ ทุกด้าน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาวิกฤติหลังเปิดภาคเรียน

นายอัมพร กล่าวต่อว่า แต่ละโรงเรียนมีความพร้อมที่แตกต่างกัน เช่น ความพร้อมด้านสถานที่ ความพร้อมด้านบุคลากร เป็นต้น ดังนั้น เมื่อเขตพื้นที่ฯ พบเจอแล้วต้องให้รีบแก้ปัญหา โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนตำกว่า 120 คน หลายแห่งมีข้าราชการเกษียณอายุ แต่คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ไม่คืนอัตราเกษียณให้ จึงทำให้โรงเรียนเหล่านี้ขาดแคลนครู  ตนจึงสั่งการให้ เขตพื้นที่ฯ สำรวจโรงเรียนที่มีนักเรียนตั้งแต่ 120 คนขึ้นไป หากพบว่าโรงเรียนมีอัตราครู พอดีเกณฑ์ หรือเกินเกณฑ์ที่กำหนด และมีพนักงานราชการหรือลูกจ้างที่เป็นครูผู้สอนอยู่ในโรงเรียนดังกล่าว ขอให้ เขตพื้นที่ฯ เกลี่ยพนักงานราชการหรือลูกจ้างในโรงเรียนดังกล่าวไปยังโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คน เพื่อชดเชยและแก้ปัญหาขาดแคลนครู ทั้งนี้ เขตพื้นที่ฯต้องประกาศว่าโรงเรียนใดบ้างมีครูต่ำกว่าเกณฑ์ และมีโรงเรียนใดบ้างที่มีครูเกินเกณฑ์ที่กำหนด ถ้าครูที่อยู่ในโรงเรียนเกินเกณฑ์ ประสงค์จะไปสอนในโรงเรียนที่มีครูต่ำกว่าเกณฑ์ ให้เขตพื้นที่ฯนำเสอนให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) พิจารณาเกลี่ยอัตราได้ตลอดเวลา พร้อมกับทำแผนพัฒนาโรงเรียนคุณภาพเพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาวต่อไป

“นอกจากนี้ ผมเน้นย้ำให้เขตพื้นที่ฯ ดำเนินการตามนโยบาย ของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ในโครงการพาน้องกลับมาเรียน โดยย้ำว่าจะต้องติดตามหาน้องให้จบภายในเดือนเมษายน และภายในวันที่ 30 เมษายนนี้ นักเรียนทุกคนต้องได้กลับเข้ามาเรียน ไม่ว่าจะให้กลับมาเรียนโรงเรียนเดิม โรงเรียนศึกษาพิเศษ โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ หรือส่งต่อไปเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เป็นต้น โดยจะส่งต่อนักเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่ประสานไว้ ภายวันที่ 1 – 15 พฤษาคม นี้ ซึ่งการพาน้องกลับเข้าเรียนไม่ได้มีเป้าหมายแค่นักเรียนระดับภาคบังคับเท่านั้น แต่มีเป้าหมายครอบคลุมตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยให้เด็กได้เรียนจบอย่างมีคุณภาพ สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยโครงการนี้ ต้องการทำให้เห็นว่าการศึกษาเป็นเครื่องมือเดียวที่จะเปลี่ยนความยากจน และความด้อยโอกาส ให้มีชีวิตที่ดีขึ้นผ่านกลไกทางการศึกษา นอกจากจะตามตัวเด็กเข้าระบบการศึกษาแล้ว เขตพื้นที่ฯ ต้องหาทางป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาอีกต่อไปด้วย” นายอัมมพร กล่าว

แต่งตั้งพระครูพิพิธเจติยาภิบาล เป็นเจ้าอาวาสวัดปรมัยยิกาวาสวรวิหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645659

แต่งตั้งพระครูพิพิธเจติยาภิบาล เป็นเจ้าอาวาสวัดปรมัยยิกาวาสวรวิหาร

วันจันทร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2565, 21.01 น.

‘ ปลัดมท.’ เป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์ อ่านพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชแต่งตั้ง พระครูพิพิธเจติยาภิบาล (บัวทอง ถาวโร ป.ธ.5) เป็นเจ้าอาวาสวัดปรมัยยิกาวาส วรวิหาร รูปที่ 7

วันที่ 4 เมษายน 2565 ที่พระอุโบสถวัดปรมัยยิกาวาส วรวิหาร อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์ในพิธีย้ายไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสพระอารามหลวง วัดปรมัยยิกาวาส วรวิหาร พระครูพิพิธเจติยาภิบาล (บัวทอง ถาวโร ป.ธ.5) โดยมี นายราชันย์ ซุ้นหั้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี นายสมบัติ พิมพ์สอน ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คณะกรรมการวัด ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน อุบาสกอุบาสิกา และศิษยานุศิษย์ ร่วมในพิธี

โอกาสนี้ปลัดกระทรวงมหาดไทย ถวายสักการะพระพรหมเวที ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 15 เจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ ประธานฝ่ายฆราวาส พระพรหมกวี กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค 3 พระพรหมเวที ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 15 พระธรรมโพธิมงคล เจ้าคณะภาค 2 พระเทพมหาเจติยาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดนครปฐม พระเทพศาสนาภิบาล เจ้าคณะภาค 14 พระราชนันทมุนี เจ้าคณะจังหวัดนนทบุรี พระสุเมธมุนี เจ้าอาวาสวัดบึงลาดสวาย

จากนั้นปลัดกระทรวงมหาดไทย อ่านพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช แต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดปรมัยยิกาวาส วรวิหาร ความว่า “อาศัยอำนาจตามความในข้อ 33 แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ. 2541) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ แก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2563) พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561 และตามมติมหาเถรสมาคม ในการประชุมครั้งที่ 4/2565 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565 จึงแต่งตั้งให้ พระครูพิพิธเจติยาภิบาล (บัวทอง) ฉายา ถาวโร อายุ 59 พรรษา 37 วิทยฐานะเปรียญธรรม 5 ประโยค นักธรรมเอก ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม เจ้าคณะตำบลพระปฐมเจดีย์ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปรมัยยิกาวาส อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี มีอำนาจและหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 พระภิกษุ สามเณร และคฤหัสถ์ที่อยู่ในวัดดังกล่าวข้างต้น จงอยู่ในโอวาทของเจ้าอาวาสที่ได้รับแต่งตั้งแล้วนั้น ซึ่งปฏิบัติการโดยชอบด้วยพระธรรมวินัย กฎหมาย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง มติ ประกาศมหาเถรสมาคม ขอจงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในพระพุทธศาสนาตลอดกาลนานเทอญ แต่งตั้ง ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565”

ภายหลังจากนายสุทธิพงษ์ อ่านพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชจบ พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ 10 รูป เจริญชัยมงคลคาถา นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายราชันย์ ซุ้นหั้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี และคณะศิษยานุศิษย์ ถวายเครื่องไทยธรรม พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ทั้งนั้น อนุโมทนา กรวดน้ำรับพร เป็นอันเสร็จพิธี

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า พระครูพิพิธเจติยาภิบาล มีนามเดิมว่า บัวทอง ศรีชื่นชม เป็นบุตรของ โยมพ่อแตงร้าน และโยมแม่เคี้ยม เกิดเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2505 ณ บ้านบึงลาดสวาย ตำบลบางภาษี อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม พื้นเพของท่านเป็นชาวไทยเชื้อสายรามัญที่สืบมาแต่บรรพชนในพื้นที่ที่เชื่อมกันระหว่างบางเลน ไทรน้อย ลาดบัวหลวง และลาดหลุมแก้ว เป็นชุมชนใหญ่ ที่เชื่อมต่อระหว่าง 4 จังหวัดเข้าด้วยกัน คือ นครปฐม นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี เรียกชุมชนนี้ว่า ชุมชนมอญกระทุ่มมืด โดยเมื่อท่านเจริญอายุเข้าสู่ปีที่ 22 ได้มีศรัทธาบรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดบึงลาดสวาย ตำบลบางภาษี อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2527 โดยมี พระสุเมธมุนี (ลำพวน ธมฺมธโร ป.ธ. 7) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูนิพัทธวิหารกิจ (สวงค์ ชาตวีโร) วัดบางขุนนนท์ กรุงเทพมหานคร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระมหาประจักษ์ ธมฺมสาโร ป.ธ. 7 วัดบางขุนนนท์  เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับสมณฉายาว่า ถาวโร แปลว่า “ผู้มีความยั่งยืน” ด้านการศึกษา สำเร็จนักธรรมชั้นเอกในแผนกธรรม จากสำนักเรียนวัดบึงลาดสวาย เมื่อปี 2524 และสำเร็จเปรียญธรรม 5 ประโยค ในแผนกบาลี จากสำนักเรียนวัดพระปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร ปี 2536 ด้านการปกครอง เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร เมื่อปี 2546 เป็นเจ้าคณะตำบลพระปฐมเจดีย์ เขต 1 เมื่อปี 2557 และเป็นเจ้าอาวาสวัดปรมัยยิกาวาส วรวิหาร ในปี 2565 ในด้านสมณศักดิ์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดพระราชทานตั้งสมณศักดิ์เป็นพระครูผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก ในราชทินนามที่ พระครูพิพิธเจติยาภิบาล เมื่อปี 2547 ต่อมาได้รับการเลื่อนเป็นพระครูผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นพิเศษ เมื่อปี 2553 และได้รับการปรับพัดยศเป็นเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นโท ในปี 2565

เปิดภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645266

เปิดภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ 'กรมสมเด็จพระเทพฯ' เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ

วันเสาร์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2565, 19.59 น.

วันที่ 2 เมษายน 2565 เพจเฟซบุ๊ก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ โพสต์ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โดยระบุชื่อภาพ “วิ่งไปในห้วงอวกาศกับ #เนบิวลารันนิงแมน” พร้อมบรรยายว่า #ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์กรมสมเด็จพระเทพฯ

กลุ่มแก๊สไฮโดรเจนในอวกาศที่ทุกท่านกำลังรับชมอยู่นี้ อยู่ห่างจากโลกไปทางกลุ่มดาวนายพราน ประมาณ 1,500 ปีแสง และมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 – 15 ปีแสง (1 ปีแสง มีค่าประมาณ 9.461 ล้านล้านกิโลเมตร) ประกอบด้วย #กระจุกดาวเปิด กลุ่มของดาวฤกษ์ที่รวมตัวกันอย่างหลวม ๆ #เนบิวลาสะท้อนแสง เป็นกลุ่มแก๊สที่สะท้อนแสงสีฟ้าจากดาวฤกษ์บริเวณใกล้เคียง และ #เนบิวลาเปล่งแสง กลุ่มแก๊สสีแดงที่เรืองแสงขึ้นมาเมื่อได้รับพลังงานจากการแผ่รังสีของดาวฤกษ์ใกล้เคียง ปรากฏเป็นรูปคล้ายคนกำลังวิ่งอยู่ในอวกาศ จึงเป็นที่มาของชื่อเนบิวลา “รันนิงแมน” (Running Man Nebula)

เนบิวลานี้เป็นที่นิยมของนักดาราศาสตร์สมัครเล่นเป็นอย่างมาก เนื่องจากอยู่บริเวณมีดพกนายพราน ห่างจากเนบิวลาสว่างใหญ่ในกลุ่มดาวนายพราน (The Great Orion Nebula) เพียง 0.6 องศาเท่านั้น รวมถึงมีดาวฤกษ์บริเวณใกล้เคียงช่วยนำทางทำให้มองเห็นเนบิวลาได้ง่าย

ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ : สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
อุปกรณ์บันทึกภาพ : กล้องโทรทรรศน์ควบคุมระยะไกลอัตโนมัติ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.7 เมตร ของ NARIT จ.เชียงใหม่ สถานที่บันทึกภาพ : หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา วัน เดือน ปี : 2 กุมภาพันธ์ 2561
—–
เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ” #เจ้าฟ้านักดาราศาสตร์ ” 2 เมษายน 2565 เพื่อเทิดพระเกียรติในพระปรีชาสามารถ อีกทั้งยังทรงเป็นองค์อุปถัมภ์และทรงใฝ่พระราชหฤทัยในกิจการด้านดาราศาสตร์ของชาติมาโดยตลอด ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

‘มท.’ทำบุญตักบาตรคล้ายวันพระราชสมภพ กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645182

‘มท.’ทำบุญตักบาตรคล้ายวันพระราชสมภพ กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

วันเสาร์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2565, 11.28 น.

กระทรวงมหาดไทย จัดพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลและถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 2 เมษายน 2565

เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2565 เวลา 07:00 น. ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร. วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ และนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลและถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 2 เมษายน 2565 โดยมี นายชยาวุธ จันทร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน นายชัยวัฒน์  ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ด้านบริหาร นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง นายธนาคม จงจิระ อธิบดีกรมการปกครอง นายประยูร รัตนเสนีย์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายสมคิด จันทมฤก อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้แทนส่วนราชการระดับกรม หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย นางกุลทรัพย์ ชื่นโกสุม นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นางกุสุมาล พงษ์สิทธิถาวร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศศิธร จันทมฤก นางจิรวรรณ เพ็ญพาส อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ คณะกรรมการสมาคมแม่บ้านมหาดไทย คณะกรรมการสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ และพี่น้องประชาชน ร่วมพิธี

โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดกรวยกระทงดอกไม้ ธูปเทียนแพ ถวายราชสักการะ และถวายแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ถวายแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และกล่าวถวายพระพรชัยมงคล ความว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ใต้ฝ่าละอองพระบาทได้ทรงอุทิศพระองค์ ปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ ด้วยพระวิริยะอุตสาหะ เพื่ออำนวยประโยชน์สุข แก่อาณาประชาราษฎร์ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ อย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพระราชทานความช่วยเหลือ พัฒนาคุณภาพชีวิตให้แก่เด็กและผู้ยากไร้ในชนบท ให้สามารถพึ่งตนเองได้อย่างมั่นคง การส่งเสริมการศึกษา และสุขภาพอนามัยแก่เด็กนักเรียนในถิ่นทุรกันดาร ด้วยพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยพระเมตตา

นอกจากนี้ ใต้ฝ่าละอองพระบาท ยังทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา สนับสนุนโครงการอนุรักษ์และสืบสานมรดกทางศิลปวัฒนธรรมไทย ด้านนาฏศิลป์ ดนตรีไทย อักษรศาสตร์ รวมถึงพระราชนิพนธ์บทกวี ร้อยแก้ว ร้อยกรอง และพระราชนิพนธ์บทร้องทั้งบทเพลงไทยเดิมและเพลงไทยสากล เพื่อให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และตระหนักถึงความสำคัญในศิลปวัฒนธรรมของชาติ รวมทั้ง ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอันเป็นการสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินี ในการที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อาทิ มูลนิธิชัยพัฒนา มูลนิธิสายใจไทย มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล โรงเรียนจิตรลดา และสภากาชาดไทย รวมทั้งทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับ “โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี” เพื่ออนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรพันธุกรรมพืชของประเทศ “โครงการบ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้แก่ประชาชน โดยเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการซื้อผักมาบริโภค และการมีผักที่ดีมีคุณภาพรับประทานตลอดทั้งปีในระดับครัวเรือน สำหรับผักที่เหลือก็แบ่งปันให้เพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นการสร้างความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ระหว่างกัน

อย่างไรก็ดี ในสถานการณ์โรคร้ายโควิด-19 ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2562 เป็นต้นมา ใต้ฝ่าละอองพระบาท ทรงตระหนักถึงสถานการณ์โรคร้ายอย่างถ่องแท้ รวมถึงภาระอันหนักหน่วงของบุคลากรทางการแพทย์แถวหน้าจึงได้พระราชทานความช่วยเหลือผ่านมูลนิธิชัยพัฒนาในโครงการกองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด-19 (และโรคระบาดต่าง ๆ) หลายวาระ เช่น ห้องระบบแลกเปลี่ยนความดันลบแบบสมบูรณ์ (True Negative Pressure) จำนวน 31 แห่ง ให้แก่โรงพยาบาล อีกทั้งพระราชทานเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนให้แก่โรงพยาบาลต่าง ๆ อย่างทั่วถึง ทรงมีพระราชกระแสให้ผู้ว่าราชการจังหวัดช่วยหาทางให้ทุกคนได้รับการฉีดวัคซีนให้ครบโดยเร็ว นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

และในด้านการศึกษา ทรงสืบสานและพัฒนาต่อยอดในการสนับสนุนการศึกษาของเด็กและเยาวชนที่ขาดโอกาสในการศึกษา ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนทั่วทุกภูมิภาค เป็นระยะเวลาต่อเนื่องและยาวนาน ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีและต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทรงดำรงพระองค์เปรียบประดุจทูตสันถวไมตรีกิตติมศักดิ์ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับนานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ราชอาณาจักรกัมพูชา และประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นอาทิ”

Family talk เวทีประชุมวิชาการ เรื่องครอบครัวพลังบวก ครอบครัวไทยไร้ความรุนแรงครั้งที่ 3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645177

Family talk เวทีประชุมวิชาการ เรื่องครอบครัวพลังบวก ครอบครัวไทยไร้ความรุนแรงครั้งที่ 3

วันเสาร์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2565, 10.30 น.

โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์คอนเวนชั่น ถนนแจ้งวัฒนะ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ รณชัย คงสกนธ์กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรมได้กล่าวในพิธีเปิดเวทีวิชาการครอบครัวไทยไร้ความรุนแรงครั้งที่ 3 ว่า  โครงการวิจัยชุดนี้ มีจุดเด่นของงานการวิจัย 3 เรื่อง สำคัญคือ 1) มีองค์ความรู้และชุดประสบการณ์ของผู้วิจัยที่มีความเชี่ยวชาญ เฉพาะทางด้านเด็กและเยาวชน ที่ได้นำลงไปสู่การใช้จริงในพื้นที่ปฏิบัติการ เช่น ทุนชีวิต (Life assets) ของคุณหมอสุริยเดว  ทรีปาตี การป้องกันเด็กติดเกม ของคุณหมอชาญวิทย์ พรนภดล  ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและสิทธิเด็ก ของท่านอัยการ โกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลแขวง  2) มีการเปิดเวทีให้ความรู้เรื่องกฎหมายครอบครัวและสิทธิเด็ก เพื่อนำความคิดเห็น ข้อเสนอแนะแต่ละเวที มายื่นเสนอแก้ไขกฎหมายด้านครอบครัวและสิทธิเด็กที่บังคับใช้ในปัจจุบันให้ทันสมัย เอื้อประโยชน์ต่อครอบครัว เด็กและเยาวชนได้จริง  3) มีเป้าหมายเกิดระบบพี่เลี้ยงในชุมชน ที่ประกอบด้วย คนที่เป็นกลไกในการขับเคลื่อนงานครอบครัว ส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรค์ในชุมชน และการแก้ปัญหาเด็กเยาวชนและครอบครัวในพื้นที่วิจัย

โครงการวิจัยเรื่อง ชุดแผนงานครอบครัวไทยไร้ความรุนแรงซึ่งได้รับทุนสนับสนุนการวิจัย จาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) โดยมีภาคีเครือข่าย นำโดยศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ร่วมกับ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล สำนักงานอัยการสูงสุด มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย    กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงยุติธรรม และยังมีหน่วยงาน ที่เป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญในพื้นที่

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดสุราษฎร์ธานี สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น ภาคใต้ ซึ่งผลที่ทำให้เกิด #ระบบพี่เลี้ยงในชุมชนต้นแบบของประเทศ ที่มี ระบบ coaching โดย จิตวิทยาพลังบวก จากอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ต่างๆ สู่การพัฒนาชุมชนท้องถิ่น โดยผ่านทางทั้ง 3 โครงการย่อย โครงการครอบครัวพลังบวกโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กติดเกมโดยอาศัยชุมชนเป็นฐาน โครงการป้องกันความรุนแรงในครอบครัวซึ่งจะขยายผล เชื่อมกลไกท้องถิ่น และร่วมกันขับเคลื่อน ครอบครัวพลังบวก ในสังคมไทยให้ยั่งยืนต่อไป 

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการ ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน)ในฐานะที่เป็นหัวหน้าชุดแผนงานโครงการครอบครัวไทยไร้ความรุนแรงได้สรุปผลสำเร็จของโครงการฯ ในเวทีวิชาการครั้งที่ 3 นี้ ซึ่งเห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน

  • ระบบพี่เลี้ยงในชุมชน เกิดแกนนำ/ครอบครัวพลังบวก 38 พื้นที่จาก 13 จังหวัดประกอบด้วย จังหวัดเชียงราย จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดอุดรธานี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็น 4 จังหวัดนำร่อง และ จังหวัดกรุงเทพมหานคร จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพังงา จัวหวัดร้อยเอ็ดจังหวัดขอนแก่นจังหวัดพะเยา จังหวัดเชียงใหม่จำนวนทั้งสิ้น 1,360 คนโดยแบ่งเป็นโครงการย่อยที่ 1 ครอบครัวพลังบวก จำนวน 16 พื้นที่ จำนวน150 คน  โครงการย่อยที่ 2 Healthy Gamer 8 พื้นที่ จำนวน591 คน และ โครงการย่อยที่ 3 แกนนำพี่เลี้ยงชุมชนพลังบวก 14 พื้นที่ จำนวน 565 คน
  • ด้านองค์ความรู้/เครื่องมือ มีการสำรวจสถานการณ์ครอบครัว ในจังหวัดนำร่อง 4 จังหวัด ในหัวข้อต้นทุนชีวิต การเลี้ยงดูเชิงบวก แบบวัดโรคติดเกมอินเตอร์เน็ต(ฉบับย่อ) และแบบประเมินการสร้างวินัยเชิงลบ พร้อมทั้งเกิด
  • หลักสูตรฝึกอบรม E-learning ค่ายครอบครัวพลังบวก (Scenario Based)
  • หลักสูตรการอบรมผู้ปกครองเพื่อปรับพฤติกรรมเด็ก (Online group process)
  • แบบวัดโรคติดเกมอินเทอร์เน็ตฉบับย่อ (IGDS9-SF)
  • แบบประเมินการสร้างวินัยเชิงลบ
  • Line official account (HG Unit) ให้คำแนะนำปรึกษาปัญหาติดเกม
  • การเผยแพร่สู่สาธารณะ เกิดเวทีวิชาการ ครอบครัวไทยไร้ความรุนแรง 2 เวทีที่ผ่านมา  มีการเสวนาประเด็นด้านเด็ก ครอบครัว ในการรายการ ครอบครัวพลังบวก Live จำนวน 4 ครั้ง  มีการประกวดสื่อสร้างสรรค์ ยุติปัญหาความรุนแรงในครอบครัว และได้ทำการรวบรวมข้อมูลโครงการเพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะ ตามสื่อออนไลน์ต่างๆ เช่น

ดร.บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดีผู้ก่อตั้งและประธานองค์กรทำดี หนึ่งในวิทยากร Family talk กล่าวบนเวทีว่า ส่วนตัว ดร.บุ๋ม ได้ลงพื้นบ่อยๆ  ได้ศึกษา ได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ สามารถบอกได้ว่า การทำงานของครอบครัวพลังบวกมีความสำคัญอย่างมาก เพราะว่าครอบครัวในแต่พื้นที่ มีสังคมที่หลายรูปแบบ ในเมืองกับในต่างจังหวัดก็ไม่เหมือนกัน การดูแลเลี้ยงลูกด้วยรูปแบบที่ไม่เหมือนกันของคุณพ่อคุณแม่คุณตาคุณยายในแต่ละพื้นที่ ก็แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นการทำเครือข่ายครอบครัวพลังบวกแบบนี้ จะช่วยทำให้เกิดพลังความร่วมมือดีๆ มีแบบอย่าง  มีรูปแบบ ที่จะทำให้ครอบครัวแต่ละพื้นที่สร้างพื้นฐานของสังคมที่ดีขึ้นได้

          นางจินตนา จันทร์บำรุง อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวกล่าวบนเวทีว่า กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว เป็นหน่วยงานหลักในการประสานการดำเนินงานเรื่องป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้เห็นพลังบวกจากพลังของเครือข่าย และมีความหวังกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ว่าเรามีทางออก เรื่องในครอบครัว ความรุนแรงในครอบครัว ไม่ใช่เรื่องของครอบครัว แต่เป็นเรื่องของทุกคนในสังคม

สามารถติดตามโครงการได้ที่เวปไซด์ศูนย์คุณธรรมwww.moralcenter.or.thโครงการวิจัยเรื่อง ชุดแผนงานครอบครัวไทยไร้ความรุนแรง และสามารถชมเวทีวิชาการครอบครัวไทยไร้ความรุนแรงครั้งที่ 3 ย้อนหลังได้ ทาง facebook ศูนย์คุณธรรม

อาชีวะอุบลฯ พัฒนากำลังคนด้านอาชีพสู่ตลาดแรงงานของประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645136

อาชีวะอุบลฯ พัฒนากำลังคนด้านอาชีพสู่ตลาดแรงงานของประเทศ

วันศุกร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2565, 19.59 น.

อาชีวะอุบลฯ พัฒนากำลังคนด้านอาชีพสู่ตลาดแรงงานของประเทศ ในโครงการ “ส่งเสริมการพัฒนาทักษะอาชีพ ด้วยหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2564

วันที่ 1 เม.ย.65 เมื่อเวลา 09.00 น. นางลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี  เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “ส่งเสริมการพัฒนาทักษะอาชีพ ด้วยหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2564 ” โดยมีคณะผู้บริหาร ครู บุคลากร  และผู้เข้ารับการอบรมร่วมพิธีเปิดโครงการจำนวน 60 คน   ทั้งนี้โครงการดังกล่าว จัดการเรียนการสอนในภาคเรียนฤดูร้อนทั้งหมด  23 หลักสูตร รับสมัครผู้เรียนหลักสูตรละ 20 คน  ประกอบด้วย  นักเรียน ระดับ ปวช. 3  นักศึกษา ระดับ ปวส. 2 รวมทั้งผู้ทำงานในสถานประกอบการ  บุคคลภายนอก หรือประชาชนทั่วไปที่มีความสนใจ ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินงานตามโครงการ ระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 15 พฤษภาคม 2565 ซึ่งในแต่ละหลักสูตรกำหนดชั่วโมงการเรียนการสอนแตกต่างกัน เริ่มตั้งแต่  15 ชั่วโมง  – 90 ชั่วโมง 

สำหรับหลักสูตรที่เปิดสอน อาทิ  งานประดิษฐ์เครื่องแขวนเล็ก งานประดิษฐ์ของชำร่วยและของที่ระลึก ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในครัวเรือน อาหารไทยเพื่อสุขภาพ อาหารว่างยอดนิยม สลัดเพื่อสุขภาพ  ศิลปะการจัดตกแต่ง งานตกแต่งสถานที่   การเป็นผู้ประกอบการ ธุรกิจกาแฟ โปรแกรม  Adobe  Photoshop  การออกแบบกราฟิก  การสร้างคำร้องในคาราโอเกะ การออกแบบเสื้อผ้าแฟชั่น  เปเปอร์การ์ตูนสัตว์  การวาดภาพด้วยสีอะคริลิค  งานเปเปอร์มาเช่และงานเพ้นท์  เป็นต้น

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนากำลังคนสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการและกลไกการขับเคลื่อน Thailand 4.0  เป็นการยกระดับคุณภาพบุคลากรทางอาชีวะของประเทศไทยให้สอดคลล้องกับตลาดแรงงาน  โดยครอบคลุม 3 ด้าน  คือ ด้านเทคนิค  ด้าน Work Ethics เช่น  ความมีวินัย ความมุ่งมั่นในการทำงาน  ความตรงต่อเวลาการทำงานเป็นทีม  และด้าน Soft Skills  เช่น การสื่อสาร การประสานงานและร่วมมือ การคิดวิเคราะห์  นับเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่นักเรียน นักศึกษา  และประชาชนเพื่อเข้าสู่อาชีพตามความต้องการของตลาดแรงงาน

ปลัดสปน.ติดตามการพัฒนาหลักสูตร-ขับเคลื่อนโครงการค่ายเยาวชนรักษ์พงไพร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645103

ปลัดสปน.ติดตามการพัฒนาหลักสูตร-ขับเคลื่อนโครงการค่ายเยาวชนรักษ์พงไพร

วันศุกร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2565, 18.37 น.

ปลัดสปน.ติดตามการพัฒนาหลักสูตร-ขับเคลื่อนโครงการค่ายเยาวชนรักษ์พงไพร

1 เม.ย.65 ที่ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีสหกรณ์ที่ 1 จังหวัดปทุมธานี นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีปิดการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาหลักสูตรและขับเคลื่อนโครงการค่าย “เยาวชน…รักษ์พงไพร” เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมีเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมป่าไม้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมหม่อนไหม องค์การสวนสัตว์ฯ กทม. บริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น และเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่จัดกิจกรรมค่ายเยาวชนรักษ์พงไพร ร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ที่ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีสหกรณ์ที่ 1 และผ่านระบบออนไลน์

ทั้งนี้ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับฟังการบรรยายสรุปผลการประชุม พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณและส่งมอบกำลังใจจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีส่งถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่ช่วยกันขับเคลื่อนสร้างการรับรู้ให้แก่เด็กและเยาวชนได้รับรู้และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เข้าใจคุณค่าและประโยชน์ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การอยู่ร่วมกันระหว่างคน ป่าไม้และสัตว์ป่า การเกษตรและสหกรณ์ นอกจากนี้ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้ขอให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติได้จัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อไปอย่างต่อเนื่องและพัฒนาให้เด็กและเยาวชนช่วยกันเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ ส่งเสริมให้เป็นคนดี คนเก่ง คนกล้าและจิตอาสาเพื่อสังคม

โครงการนี้ มีเด็กและเยาวชนได้รับการฝึกอบรมตั้งแต่ปี 2558 – 2562 รวมมากกว่า 40,000 คน สำหรับปี 2563-2564 มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จัดฝึกอบรมได้เพียงรุ่นเดียว ปี2565 เนื่องจากยังมีสถานการณ์โควิด-19 อยู่ มีแผนจะฝึกอบรม 31 ศูนย์ทั่วประเทศ รวมประมาณ 6,000 คน