กสศ.ขับเคลื่อน’ทุนมนุษย์ไทย’ พร้อมก้าวสู่ศตวรรษที่ 21

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/644974

กสศ.ขับเคลื่อน'ทุนมนุษย์ไทย' พร้อมก้าวสู่ศตวรรษที่ 21

วันศุกร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2565, 11.52 น.

กสศ.ขับเคลื่อน “ทุนมนุษย์ไทย” พร้อมก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 พัฒนาทักษะ-การเรียนรู้ตลอดชีวิต ประชากรวัยแรงงานด้อยโอกาส กุญแจปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำการศึกษา ยกระดับผลิตภาพแรงงานไทย

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับธนาคารโลก ภาคีหน่วยราชการ และภาคเอกชน จัดเวทีนโยบาย ‘โควิด-19: ความท้าทายใหม่กับการพัฒนาทักษะและความพร้อมให้แก่ประชากรวัยแรงงานของไทย’ มุ่งสร้างความเข้าใจบทบาทพื้นฐานประชากรวัยแรงงาน กับความท้าทายในการรับมือความเปลี่ยนแปลงในยุคโควิด-19 พร้อมเดินหน้านโยบายการเรียนรู้ตลอดชีวิต ยกระดับทักษะแรงงานไทย สู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน

นางสาวตรีนุช เทียนทองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญ ในการสร้างโอกาส และสร้างความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ และสังคม ลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา ลดข้อจำกัดในการประกอบอาชีพ ด้วยการส่งเสริมความรู้และการพัฒนาทักษะ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและสร้างคุณค่าในตัวบุคคล นำไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในทุกมิติ ซึ่งจะส่งผลให้คนไทย มีความเป็นอยู่ที่ดี มีคุณภาพชีวิต สร้างฐานรากที่เข็มแข็งของชุมชน และสังคม

แต่จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของบริบทโลกในมิติต่าง ๆ ที่กระทบต่อการปรับตัวของประเทศไทย ส่งผลให้เกิดความต้องการกำลังคนรูปแบบใหม่ ที่มีทักษะและความรู้ที่สอดคล้องกับสถานการณ์โลกและโจทย์ที่ท้าทายของประเทศ รวมถึงกำลังคนที่มีทักษะและความรู้ที่หลากหลาย ยืดหยุ่น สามารถปรับตัวรองรับความต้องการของตลาดงานที่ถูกกระทบด้วยภาวะวิกฤตต่าง ๆ ได้ ดังนั้นระบบการศึกษาและการเรียนรู้จึงต้องคำนึงถึงและเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว

ในขณะที่สถานการณ์ด้านกำลังแรงงานของไทยในปัจจุบัน พบว่า ประชากรไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป เกิดปัญหาทางด้านช่องว่างของทักษะแรงงาน (Skill gap) และทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อเทคโนโลยีดิจิทัล และระบบอัตโนมัติ สร้างผลกระทบต่อรูปแบบของงาน การพัฒนาและยกระดับทักษะแรงงานให้ได้ทั่วถึง และต้องสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว นับเป็นความท้าทายอย่างมาก โดยเฉพาะ กลุ่มแรงงานที่มีทักษะต่ำ ที่ขาดโอกาสการเข้าถึงการพัฒนาทักษะแรงงาน เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านการเงิน อุปกรณ์ และลักษณะงานที่ทำ ซึ่งไม่ส่งเสริมต่อการพัฒนาทุนมนุษย์ จะมีเพียงแรงงานคนกลุ่มน้อยที่เป็นกลุ่มอาชีพเฉพาะทาง ผู้จบการศึกษาสูงกว่าขั้นพื้นฐาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานในกรุงเทพฯ ที่ได้รับประโยชน์ในรูปของค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาทักษะเท่านั้น ขณะเดียวกัน เด็กและเยาวชนที่ถูกสภาพทางสังคมบีบบังคับให้พ้นจากระบบการศึกษา เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ขาดโอกาสการเข้ารับการศึกษาและ การฝึกอบรม ส่งผลกระทบต่อลักษณะการจ้างงาน และสูญเสียโอกาสในการสร้างรายได้

ดังนั้นการเรียนจากระบบการศึกษาเพียงครั้งเดียวเพื่อใช้งานตลอดชีวิต จึงไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์วิถีชีวิตใหม่ที่เปลี่ยนแปลงจากรูปแบบชีวิตสามช่วง (three-stage life) การศึกษา การทำงาน และการเกษียณ ไปสู่ รูปแบบวิถีชีวิตแบบหลายช่วง (multistage life) ส่งผลให้คนต้องทำงานหลายอาชีพ รวมถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องมีระบบส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ที่เอื้อให้คนได้พัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 และมีความเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

โครงการวิจัยสำรวจทักษะกลุ่มประชากรวัยแรงงานเพื่อพัฒนานโยบายด้านการศึกษา และการพัฒนาทักษะในประเทศไทย ความร่วมมือระหว่าง กสศ. ธนาคารโลก สำนักงานสถิติแห่งชาติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนและส่งเสริม การดำเนินงานตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ เรื่องการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต ซึ่งนอกจากจะเป็นการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีความเชื่อมโยงและบูรณาการตามแนวทางสากลแล้ว ผลของการวิจัย สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงลึก เพื่อเป็นเข็มทิศในการกำหนดนโยบายด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทยที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สามารถประเมินจุดอ่อน จุดแข็ง และศักยภาพบุคคลของประเทศ นำไปสู่การตัดสินใจระดับนโยบาย และการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ในเชิงปฏิบัติ เพื่อพัฒนาคนไทยอย่างมีทิศทางและสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศไทยในอนาคต สอดคล้องกับแนวทางที่กระทรวงศึกษาธิการมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับคนไทยทุกช่วงวัย ที่จะต้องได้รับความรู้ที่มีคุณภาพอย่างเหมาะสม ได้รับการโอกาสในการพัฒนาทักษะอาชีพ การพัฒนาทักษะชีวิต รวมถึงการสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ทางด้าน ดร.​ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เผยว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะแรงงาน หากต้องการที่จะก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยรายงานของเวิร์ลอิโคโนมิคฟอรั่ม(World Economic Forum) ในปี 2019 สะท้อนว่าไทยมีสัดส่วนของแรงงานทักษะสูงเพียงร้อยละ 14 ซึ่งอยู่ในอันดับ 86 จาก 141 ประเทศ ส่วนทักษะของบัณฑิตจบใหม่ อยู่ในอันดับ 79 และคุณภาพของสถาบันอาชีวศึกษา อยู่ในอันดับ 74 โดยในภาพรวม คุณภาพของแรงงานไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถือว่าอยู่ในระดับปานกลางที่อันดับ 64 นอกจากนี้การสำรวจสถิติแรงงานในประเทศ พบว่าร้อยละ 70 ของประชากรวัยแรงงานมีระดับการศึกษาเพียงชั้นประถมศึกษา จึงเป็นภารกิจของภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่จะต้องเร่งดำเนินการพัฒนายกระดับทักษะและการศึกษาของแรงงานไทย เพื่อแก้ปัญหาแรงงานขาดทักษะ ซึ่งจะส่งผลต่อศักยภาพการผลิตของประเทศ และทำให้ประเทศไทยมิอาจก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลาง (Middle-income trap) ไปสู่ประเทศที่มีรายได้ระดับสูง (High-Income country) ได้ภายในปี พ.ศ. 2580 ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่วางไว้

จากผลกระทบของตลาดแรงงานช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้ภาพดังกล่าวชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะในขณะที่แรงงานกลุ่มทักษะชั้นสูงหรือคนที่ปรับตัวได้เร็ว ยังได้รับประโยชน์จากการทำงาน การใช้เทคโนโลยี และการสร้างอาชีพใหม่ภายใต้วิกฤต ในทางกลับกัน แรงงานไร้ฝีมือ ผู้ที่ขาดทักษะด้านเทคโนโลยี ผู้ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ กลายเป็นกลุ่มที่รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรง

กสศ. ในฐานะองค์กรที่มีภารกิจด้านลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศ โดยให้ความช่วยเหลือกลุ่มเด็กนักเรียน เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ให้ได้รับการศึกษาและการพัฒนา รวมถึงกลุ่มแรงงานด้อยโอกาส ให้ได้รับการพัฒนาทักษะและศักยภาพในตัวเอง เพื่อให้สามารถก้าวพ้นกับดักความยากจนข้ามชั่วคน (Intergenerational Poverty) และยกระดับประชากรในสังคมให้สามารถพึ่งพาตนเอง พัฒนาครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติได้ โดยแนวทางหนึ่งของ กสศ. คือการทำงานกับกลุ่มเป้าหมายประชากรในวัยแรงงานผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส ให้ได้รับการสนับสนุนในการสร้างทักษะใหม่ (Reskill) การยกระดับทักษะ (Upskill) และการส่งเสริมโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life Long Learning) แก่ผู้ที่อยู่นอกระบบการศึกษา รวมถึงแรงงานด้อยโอกาสและแรงงานนอกระบบที่มีอยู่ถึง 20 ล้านคนในประเทศ เพื่อเปลี่ยนแรงงานกลุ่มนี้ให้พัฒนาทักษะไปสู่การเป็นแรงงานมีฝีมือ ยกระดับการศึกษาเรียนรู้ พัฒนาทักษะการเป็นผู้ประกอบการใหม่ หรือเป็นแรงงานฝีมือในชุมชนได้ตามศักยภาพและความต้องการ

โดยในปี 2564 กสศ. สามารถยกระดับการพัฒนาทักษะอาชีพให้แก่แรงงานกว่า 8,500 คน ใน 48 จังหวัด โดยทำงานร่วมกับหน่วยพัฒนาอาชีพ วิสาหกิจชุมชน ศูนย์การเรียนรู้ สถาบันการศึกษา และเครือข่ายองค์กรพัฒนาอาชีพที่มีอยู่ทั่วประเทศ จนนำไปสู่การสร้างต้นแบบ (Model) ของการมีส่วนร่วมโดยภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ตลอดชีวิต สู่การประกอบอาชีพ และสามารถต่อยอดขยายผลในระดับท้องถิ่น และระดับนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

และสำหรับความร่วมมือระหว่าง กสศ. ธนาคารโลก และภาคีทุกหน่วยภายใต้โครงการสำรวจทักษะและความพร้อมของกลุ่มประชากรวัยแรงงานของประเทศไทย (Adult Skills Assessment) ถือเป็นหนึ่งในแนวทางการขับเคลื่อนของ กสศ. ในฐานะหน่วยงานขนาดเล็กที่ทำหน้าที่เป็นจุดคานงัด ในการระดมความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลง

โครงการนี้เป็นความพยายามในการสร้างระบบการประเมินทักษะด้านต่าง ๆ ของแรงงาน ทั้งด้านการอ่าน การทำความเข้าใจข้อมูล การคำนวณ รวมไปถึงการประเมินทักษะอารมณ์สังคม และการจัดทำสารสนเทศด้านทักษะของประชากรวัยแรงงาน ซึ่งจะนำไปสู่การชี้เป้าหมายของทักษะและกลุ่มประชากรที่ควรได้รับการพัฒนา ตั้งแต่กระบวนการออกแบบการสำรวจ การอบรมภาคีในการสร้างแบบทดสอบ การลงพื้นที่เก็บข้อมูลจาก 45 จังหวัดตัวอย่างทั่วประเทศในทุกภูมิภาค ซึ่งครอบคลุมถึงพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)  โดยใช้เครื่องมือและกระบวนการเก็บข้อมูลที่เป็นมาตรฐานสากล ถือเป็นการประเมินทักษะแรงงานในระดับภาพรวมของประเทศครั้งแรกของประเทศไทย ที่ใช้มาตรฐานระดับนานาชาติ ซึ่งสามารถนำผลไปวิเคราะห์เปรียบเทียบกับทักษะและคุณภาพของแรงงานไทยกับประเทศอื่น ๆ ได้

ผลผลิตจากความร่วมมือนี้ จะนำไปสู่การสร้างฐานข้อมูลและงานวิจัย เพื่อถอดบทเรียนจากผลการประเมินทักษะแรงงาน ทั้งทักษะที่เป็น Hard Skills และ Soft Skills ต่าง ๆ อันจะนำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และกลยุทธ์ด้านการพัฒนายกระดับทักษะของแรงงานผู้ใหญ่ และในภาคการศึกษาว่าควรวางแผนจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอน และการผลิตนักศึกษาอย่างไร รวมถึงการพัฒนาระบบการอบรมของภาคธุรกิจเอกชน ในการจัดเตรียมแนวทางการจัดการศึกษา หรือพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อแรงงานกลุ่มต่าง ๆ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของแรงงาน ตลอดจนทำให้ภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงข้อมูลสมรรถนะแรงงานที่น่าเชื่อถือและนำไปใช้ประกอบการวางแผนธุรกิจได้ จนถึงภาคนโยบายและการวางแผนในการผลิตแรงงานและทรัพยากรมนุษย์ในระดับประเทศ

ขณะนี้ โครงการสำรวจทักษะและความพร้อมของกลุ่มประชากรวัยแรงงานของประเทศไทย ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของหมุดหมายของกิจกรรมสำคัญ (Big Rock) ในแผนปฏิรูปประเทศด้านการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จึงคาดหวังได้ว่าในอนาคต ประเทศไทยจะมีระบบการประเมินทักษะแรงงานในระยะยาว อันจะนำไปสู่การผลักดันให้เกิดการพัฒนาทักษะแรงงานไทยได้อย่างยั่งยืน

          ภารกิจอันเกิดขึ้นจากความร่วมมือกันในครั้งนี้ ถือเป็นการยกระดับการเรียนรู้และพัฒนาทักษะแรงงานไทย และเป็นก้าวแรกของกระบวนการเสริมสร้างคุณภาพทุนมนุษย์ให้แก่ประชากรไทย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ยากไร้และด้อยโอกาส ทั้งในมิติของการศึกษาวิเคราะห์และชี้เป้า เพื่อวางนโยบายที่มีประสิทธิผล อันจะนำไปสู่เป้าหมายคือการหลุดออกจากวงจรความยากจน ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำในสังคม และเป็นการวางรากฐานสำหรับการก้าวออกจากกับดักรายได้ปานกลางของประเทศต่อไป

ครบรอบ 130 ปี วันสถาปนา ศธ. ‘ตรีนุช’นำ’คุณหญิงกัลยา-กนกวรรณ-ผู้บริหารศธ.’ร่วมทำบุญตักบาตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/644959

ครบรอบ 130 ปี วันสถาปนา ศธ.  'ตรีนุช'นำ'คุณหญิงกัลยา-กนกวรรณ-ผู้บริหารศธ.'ร่วมทำบุญตักบาตร

วันศุกร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2565, 10.32 น.

วันที่ 1 เม.ย.2565 เวลา 07.00 น. น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตร วันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการมครบรอบ 130 ปี  ที่บริเวณสนามหญ้ากระทรวงศึกษาธิการ  โดยมี คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารองค์กรหลักศธ. ข้าราชการบุคลากรในสังกัดศธ.เข้าร่วมในพิธี

ประธานในพิธี จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย เสร็จแล้ว ถวายเครื่องสักการะสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานฝ่ายสงฆ์  และถวายรางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการ แด่สมเด็จพระมหาธีราจารย์

เจ้าหน้าที่กรมการศาสนา อาราธนาศีล ประธานสงฆ์ให้ศีล  ประธานในพิธี จุดเครื่องทองน้อย  ทอดผ้าบังสุกุล พระสงฆ์ 10 รูป  บังสุกุลอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ที่ล่วงลับไปแล้ว  พระสงฆ์อนุโมทนา  ประธานในพิธี กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล  เจ้าหน้าที่กรมการศาสนา อาราธนาพระปริตรพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์  

ประธานในพิธี ถวายประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมแด่สมเด็จพระมหาธีราจารย์ ประธานฝ่ายสงฆ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. และผู้บริหารระดับสูงที่ได้รับเชิญ รวม 10 ท่าน ประเคนจตุปัจจัยไทยธรรม พระสงฆ์อนุโมทนา ประธานในพิธีกรวดน้ำ  แล้วกราบลาพระรัตนตรัย

ต่อจากนั้น  ประธานในพิธี และรัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. ผู้บริหาร และบุคลากร ศธ. ตักบาตรพระสงฆ์และสามเณร จำนวน 131 รูป เป็นอันเสร็จพิธี 
 

บทความพิเศษ : ‘เจ้าฟ้า’ผู้ทรงครองใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/644908

วันศุกร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ตั้งแต่สมัยอยุธยา สืบต่อมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์

การสถาปนาพระอิสริยยศ “เจ้านายต่างกรม”เป็นขัตติยโบราณราชประเพณี ที่สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระเกียรติพระบรมวงศ์ที่ทรงพระราชปรารภยกย่องสรรเสริญ “เจ้านาย” ที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย หรือที่ทรงพระราชอนุสรณ์คำนึงถึงในด้านต่างๆ

เป็นพระราชประเพณีที่สืบต่อมายาวนานแต่ครั้งโบราณกาล

เมื่อ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองราชย์ในปีพุทธศักราช 2562 ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธยและพระนามาภิไธยพระบรมราชบุพการี สนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระบรมชนกนาถ และสมเด็จพระบรมราชชนนี

โปรดเกล้าฯ ให้ เฉลิมพระปรมาภิไธยสมเด็จพระบรมชนกนาถ ว่า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

และโปรดเกล้าฯ ให้ เฉลิมพระนามาภิไธย สมเด็จพระบรมราชชนนี ว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ถวายพระเกียรติยศให้ปรากฏแผ่ไพศาล

และเนื่องในวาระศุภสมัยอันเป็นมหามงคลคราวเดียวกันนี้ (5 พฤษภาคม พ.ศ.2562) พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรี ยังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศสถาปนาพระอิสริยยศและเฉลิมพระนามพระบรมราชวงศ์ ตามราชประเพณี

“เจ้านาย” สำคัญพระองค์หนึ่ง ที่ทรงได้รับการโปรดเกล้าฯ คือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงได้รับการสถาปนาพระเกียรติยศขึ้นเป็นสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นพระโสทรกนิษฐภคินีที่ได้ทรงร่วมสุขร่วมทุกข์ มาแต่ทรงพระเยาว์ เมื่อทรงเจริญพระชนมายุ ก็ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจสนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระบรมชนกนาถและสมเด็จพระบรมราชชนนี ด้วยพระวิริยอุตสาหะเป็นคุณูปการแก่ประเทศชาติ และอาณาประชาราษฎร์อย่างใหญ่หลวง เป็นอเนกประการ

ครั้นในรัชกาลปัจจุบัน ก็ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ ในหลายวาระ และช่วยแบ่งเบาพระราชภารกิจน้อยใหญ่ที่สืบเนื่องมาแต่ครั้งรัชสมัยสมเด็จพระบรมชนกนาถ ให้ดำเนินลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย ฯลฯ

สมควรจะยกย่องพระเกียรติยศตามฐานะแห่งพระบรมราชวงศ์ ฯลฯ

ในรัชสมัยแห่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ครั้งที่ “เจ้าฟ้าสิรินธร” เพิ่งทรงสำเร็จการศึกษาอักษรศาสตรบัณฑิต แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง และพระเกียรติประวัติตั้งแต่ทรงพระเยาว์ในชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษา ทรงทำคะแนนเป็นที่หนึ่งตลอด และจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนจิตรลดาในแผนกศิลปะด้วยคะแนนสูงสุดของประเทศ

ระหว่างทรงศึกษา ทรงใช้เวลาตามเสด็จฯ เยี่ยมเยียนราษฎรในท้องถิ่นต่างๆ เพื่อ “เรียนรู้” และ “ช่วยเหลือ” ทุกโครงการ “พระราชดำริ”

ในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อ 5 ธันวาคม พ.ศ.2520 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โปรดเกล้าฯ สถาปนา “เจ้าฟ้าสิรินธร” ขึ้นเป็น “สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี” ด้วยทรงมีพระราชดำริว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์ ทรงได้รับความสำเร็จในการศึกษาอย่างงดงาม และทรงได้บำเพ็ญพระองค์ให้เป็นประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองเป็นอเนกปริยาย โดยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในภูมิภาคต่างๆ อยู่เสมอ ในด้านการพัฒนาบ้านเมือง เสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาและช่วยเหลือกิจการโครงการตามพระราชดำริทุกโครงการ พร้อมทรงรับพระบรมราโชบายมาทรงดำเนินการสนองพระเดชพระคุณในด้านต่างๆนับเป็นการดูแลสอดส่องพระราชกรณียกิจส่วนหนึ่งต่างพระเนตรพระกรรณ

ในด้านการพระศาสนา ทรงมีพระหฤทัยมั่นคงในพระรัตนตรัยและทรงสนพระหฤทัยศึกษาหาความรู้ด้านพุทธศาสนาและศาสนาอื่นอย่างแตกฉาน ในส่วนราชการในพระองค์นั้น ก็ได้สนองพระเดชพระคุณในพระราชภารกิจที่ทรงมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์นี้ กอปรด้วยพระจรรยามารยาทเพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติแห่งขัตติยราชกุมารีทุกประการ เป็นที่รักใคร่นับถือ ยกย่องสรรเสริญพระเกียรติคุณดังกล่าวมา สมควรได้รับพระราชทานสถาปนา ฯลฯ

จีน ประเทศมหาอำนาจยิ่งใหญ่ ยกย่อง “เจ้าฟ้าสิรินธร” เป็น “มิตรที่ดีที่สุดในโลกของชาวจีน”

ในงานเฉลิมพระชนมพรรษาปีหนึ่ง ณ กรุงปักกิ่ง

ฯพณฯ หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้กล่าวชื่นชม ความว่า…

“พระองค์เพียงแต่ประสูติในราชวงศ์ แต่ทรงมีพระราชหฤทัยเช่นคนธรรมดาสามัญ ทรงมีทั้งความสูงส่งและความสามัญ ความสง่างามและความเรียบง่าย ซึ่งได้มาผนึกรวมกันอย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ไม่เพียงแต่ทรงได้รับความเคารพยกย่องชื่นชมจากคนไทยหลายสิบล้านคนเท่านั้น และยังทรงมีผู้ที่ชื่นชมพระองค์เป็นจำนวนมากในประเทศจีน…”

“กฤษฎาภินิหาร อันบดบังมิได้

ทรงพระเจริญ

กฤษณ์ ศิรประภาศิริ

เพาะช่าง’โชว์ศักยภาพเครือข่ายด้านศิลปะ เปิดสัมมนาทัศนศิลป์-นิทรรศการนานาชาติ ครั้งที่16

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/644919

เพาะช่าง’โชว์ศักยภาพเครือข่ายด้านศิลปะ เปิดสัมมนาทัศนศิลป์-นิทรรศการนานาชาติ ครั้งที่16

วันพฤหัสบดี ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565, 19.45 น.

เพาะช่าง’โชว์ศักยภาพเครือข่ายด้านศิลปะ เปิดสัมมนาทัศนศิลป์-นิทรรศการนานาชาติ ครั้งที่16

31 มีนาคม 2565 วิทยาลัยเพาะช่าง เปิดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการทางทัศนศิลป์และนิทรรศการนานาชาติ ครั้งที่ 16  อย่างเป็นทางการ  โดยได้รับการตอบรับจาก  18 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งศิลปินชั้นครูของไทยเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง  โดยพิธีเปิด ดร.สุชาติ  วงษ์ทอง  อาจารย์ศิลปินด้านจิตรกรรม ได้ลงมือวาดภาพสดๆต่อหน้าประธานในพิธี เป็นภาพการรำกลองยาวที่สะท้อนถึงศิลปวัฒนธรรมประเพณีไทย และได้มอบเป็นที่ระลึกแก่ประธานในพิธี

รศ.ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์  รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประธานในพิธีเปิดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการทางทัศนศิลป์และนิทรรศการนานาชาติ ครั้งที่ 16 (16th International Art Festival & Art Workshop in Thailand 2022 กล่าวว่า ตามที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ เล็งเห็นความสำคัญของงานด้านศิลปวัฒนธรรมอันเป็นมรดกของชาติที่ทรงคุณค่า แม้ว่าแนวทางการสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมสมัยของนานาประเทศจะมีอิสระจากแบบแผนประเพณี แต่ก็ยังโดดเด่นด้วยลักษณะเฉพาะของวัฒนธรรมประจำชาติที่แตกต่างกัน  และวิทยาลัยเพาะช่างในฐานะที่เป็นสถานการศึกษาด้านศิลปกรรมและการออกแบบแห่งแรกของไทย ได้ตระหนักในคุณค่าของงานศิลปะดังกล่าว จึงดำเนินการจัดโครงการนี้ขึ้น เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมของกันและกัน รวมถึงการนำองค์ความรู้ที่ได้มาจัดเป็นแหล่งเรียนรู้ศิลปะนานาชาติในมหาวิทยาลัย

ขณะที่ รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญและเล็งเห็นผลประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับศิลปินนานาชาติและการเผยแพร่การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของศิลปินแห่งชาติ ศิลปินอาจารย์ ศิลปินอิสระและศิลปินต่างประเทศ โดยมอบหมายให้วิทยาลัยเพาะช่างจัดโครงการอย่างต่อเนื่องมาเป็นประจำ ปีนี้เป็นปีที่ 16 ด้วยวิทยาลัยเพาะช่างมีความพร้อมทั้งด้านอาคารสถานที่และลักษณะโครงการเป็นประโยชน์กับนักศึกษาโดยตรง

ด้าน ผศ.บรรลุ วิริยาภรณ์ประภาส ผู้อำนวยการวิทยาลัยเพาะช่าง กล่าวว่า วิทยาลัยเพาะช่าง เล็งเห็นความสำคัญของงานด้านศิลปวัฒนธรรมอันเป็นมรดกของชาติที่ทรงคุณค่า แม้งานศิลปะร่วมสมัยของนานาประเทศจะมีความแตกต่างกันแต่ยังโดดเด่นด้วยลักษณะเฉพาะของวัฒนธรรมประจำชาติที่ฝังลึกมานานจนมีความแตกต่างกันในแต่ละชาติ วิทยาลัยเพาะช่างตระหนักถึงคุณค่าของงานศิลปะดังกล่าวจึงดำเนินการจัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการทางทัศนศิลป์และนิทรรศการนานาชาติ ครั้งที่ 16 ขึ้น ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม ถึง 3 เมษายน 2565 โดยมีศิลปินแห่งชาติ ศิลปินนานาชาติ และศิลปินไทย เข้าร่วมโครงการ จำนวน 18 ประเทศ 153 ท่าน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในศิลปวัฒนธรรมของกันและกัน รวมถึงการวิเคราะห์ สังเคราะห์ องค์ความรู้ที่ได้นำมาจัดเป็นแหล่งเรียนรู้ศิลปะนานาชาติ โดยผลงานศิลปะที่ได้จากการปฏิบัติการครั้งนี้ จะนำมาจัดนิทรรศการเปิดให้ผู้มี่สนใจทั่วไปเข้ามารับชมได้สองรูปแบบ คือ ทั้ง Virtual Art Exhibition และสามารถเข้าชมงานจริงได้ที่วิทยาลัยเพาะช่าง ในระหว่างวันที่ 4-29 เมษายน 2565 วันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 09.00-16.00 น. ณ อาคารพิพิธภัณฑ์เพาะช่างเฉลิมพระเกียรติ

อว.ปลื้มพลิกโฉมมหาวิทยาลัยภาคเหนือ ชู‘แม่ฟ้าหลวง’มุ่งพัฒนาวิจัยแนวหน้าของโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/644884

อว.ปลื้มพลิกโฉมมหาวิทยาลัยภาคเหนือ ชู‘แม่ฟ้าหลวง’มุ่งพัฒนาวิจัยแนวหน้าของโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565, 18.37 น.

อว.ปลื้มพลิกโฉมมหาวิทยาลัยภาคเหนือ ชู‘แม่ฟ้าหลวง’มุ่งพัฒนาวิจัยแนวหน้าของโลก

31 มีนาคม 2565 ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า (อว.) เปิดเผยว่า อว.เดินหน้าผลักดันโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย หรือ Reinventing University ตอบรับกับโลกสมัยใหม่ มหาวิทยาลัย ต้องผลิตคน ผลิตความเป็นเลิศ เพื่อตอบโจทย์ในการพัฒนาประเทศและขีดความสามารถในการแข่งขันระดับประเทศและนานาชาติ นอกจากนี้ยังตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่ ซึ่งมหาวิทยาลัยไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง จึงต้องดำเนินการส่งเสริมและผลักดันร่วมกับภาคส่วนต่างๆ อาทิ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนภาคประชาสังคมในพื้นที่ โดยการพลิกโฉมมหาวิทยาลัยต้องเกิดการบูรณาการตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ ที่ผ่านมาโครงการได้นำร่องไปที่มหาวิทยาลัยภาครัฐ และจะขยายสู่มหาวิทยาลัยเอกชนในอนาคตต่อไป โดยเมื่อ 11 มกราคมที่ผ่านมามติคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติจัดตั้ง “กองทุนพัฒนาเพื่อการอุดมศึกษา” ทำให้สามารถผลักดันส่วนงาน กิจกรรมต่าง ๆ ตลอดจนสามารถพลิกโฉมมหาวิทยาลัยในวันนี้ สู่การนับหนึ่งและการเปลี่ยนแปลงระบบอุดมศึกษาที่ทัดเทียมในระดับสากล

ด้านนายพันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี หัวหน้ากลุ่มภารกิจบริหารยุทธศาสตร์ สำนักปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.)  กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินโครงการของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กลุ่มการพัฒนาการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก (Global & Frontier Research) เห็นผลงานที่ชัดเจนในส่วนของการผลักดันเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลก มุ่งการพัฒนามาตรฐานการวิจัย ศักยภาพบุคลากร หน่วยงานและศูนย์ภายในมหาวิทยาลัยสู่ความเป็นเลิศระดับโลก และเกิดความร่วมมือกับเครือข่ายในระดับนานาชาติ มีผลงานด้านงานวิจัยออกมาเป็นรูปธรรม ซึ่งถือว่าสร้างผลงานได้เกินเป้าหมายที่โครงการฯ ตั้งไว้

ส่วน ศ.ดร.สุจิตรา วงศ์เกษมจิตต์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้เดินหน้าโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย มุ่งสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำของอาเซียน เกิดการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยมุ่งเน้นผลิตทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ ทั้ง อาจารย์ นักวิชาการ นักศึกษา พร้อมพัฒนาความเป็นเลิศทางวิชาการ ผลงานวิจัย เกิดการส่งต่อสู่ภาคสังคม ปัจจุบันมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีผลงานระดับวิชาการที่ได้รับการตีพิมพ์ระดับนานาชาติผ่านโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัยไปแล้วหลายโครงการ อาทิ โครงการศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านการวิจัยเชื้อรา และศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ทั้ง 2 ศูนย์ดำเนินงานควบคู่โครงการพลิกโฉมฯ โดยวัดผลจากการที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้รับการจัดอันดับและความเชื่อมั่นในระดับนานาชาติจากการวัดผลเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ศ.ดร.สุจิตรา กล่าวอีกว่า โครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้เดินหน้าการวิจัยและนวัตกรรมสู่นานาชาติ พร้อมก้าวสู่มหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลกผ่านผลงานวิจัย พัฒนาศักยภาพบุคลากรวิจัย ศูนย์ความเป็นเลิศ เกิดการสร้างเครือข่ายร่วมงานกับนานาชาติ ผ่านงบประมาณสนับสนุน 44,054,000 บาท จากกองทุน ววน. (สกสว.) ผลงานโครงการพลิกโฉมเดินหน้าไปกว่า 80 – 90 เปอร์เซ็นต์ วัดจากผลงานความสำเร็จโครงการ กลุ่มเป้าหมายจำนวนที่ชัดเจนและตัวชี้วัดที่ได้กำหนดมาตรฐานโครงการ กิจกรรมที่สำคัญของโครงการฯ ประกอบด้วย 1. การรับรองมาตรฐานหลักสูตร 2. การสนับสนุนการสร้างเครือข่าย 3. การสร้างคนร่วมมือวิจัยและการสอนกับเอกชน 4. การสนับสนุนการรับรองมาตรฐานงานวิจัย 5. การจัดการ Innovation Day 6. การสนับสนุนรางวัลนักวิจัย สิ่งสำคัญในการสร้างเครือข่ายมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมุ่งการดำเนินงานทั้งในระดับนานาชาติ และองค์กรเครือข่ายในประเทศ เพื่อก้าวสู่ความเป็นเลิศ เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของอาเซียนและในระดับนานาชาติ

สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย หรือ Reinventing University ตั้งแต่ปี 2563 สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ปฏิรูประบบการบริหารงานภายในมหาวิทยาลัยใหม่ ปรับเปลี่ยนหลักสูตรการเรียนการสอนให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของประเทศและสังคม ผ่านการแบ่งกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาออกเป็น 5 กลุ่มยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย

1.กลุ่มที่มุ่งยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก (Global & Frontier Research)

2.กลุ่มที่มุ่งยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม (Technology& Innovation)

3.กลุ่มที่มุ่งยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่ (Area-Based & Community)

4.กลุ่มที่มุ่งยุทธศาสตร์การพัฒนาปัญญาและคุณธรรมด้วยหลักทางศาสนา (Moral & Intellectual)

5.กลุ่มที่มุ่งยุทธศาสตร์ด้านการผลิตและพัฒนาบุคลากรวิชาชีพและสาขาเฉพาะทาง(Specialized& Professional)

-005

ประกาศ‘กิริณีเทวี’นางสงกรานต์ปี65 พร้อมคำทำนายดวงเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/644868

ประกาศ‘กิริณีเทวี’นางสงกรานต์ปี65 พร้อมคำทำนายดวงเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565, 17.40 น.

ประกาศ‘กิริณีเทวี’นางสงกรานต์ปี65 พร้อมคำทำนายดวงเมือง

31 มีนาคม 2565 นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จัดทำภาพวาดนางสงกรานต์ ประจำปี 2565 พร้อมเผยแพร่ประกาศสงกรานต์ของฝ่ายโหรพราหมณ์ กองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง ดังนี้…

ปีขาล (ผีเสื้อผู้หญิง ธาตุไม้) จัตวาศก จุลศักราช ๑๓๘๔ ทางจันทรคติ เป็นปกติมาสวาร ทางสุริยคติ เป็นปกติสุรทิน วันที่ ๑๔ เมษายน เป็นวันมหาสงกรานต์ ทางจันทรคติตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๕ เวลา ๐๙ นาฬิกา ๔๕ นาที ๔๖ วินาที

นางสงกรานต์ ทรงนามว่า “กิริณีเทวี” ทรงพาหุรัดทัดดอกมณฑา อาภรณ์แก้วมรกต ภักษาหารถั่วงา พระหัตถ์ขวาทรงขอ พระหัตถ์ซ้ายทรงปืน เสด็จยืนมาเหนือหลังกุญชร (ช้าง) เป็นพาหนะ

วันที่ ๑๖ เมษายน  เวลา ๑๓ นาฬิกา ๔๙ นาที ๔๘ วินาที เปลี่ยนจุลศักราชใหม่เป็น ๑๓๘๔ ปีนี้ วันพุธ  เป็น ธงชัย ,วันอังคาร เป็น อธิบดี ,วันอังคาร เป็น อุบาทว์ ,วันพฤหัสบดี เป็น โลกาวินาศ

ปีนี้ วันอาทิตย์  เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก ๔๐๐ ห่า ตกในโลกมนุษย์ ๔๐ ห่า ตกในมหาสมุทร ๘๐ ห่า ตกในป่าหิมพานต์  ๑๒๐ ห่า  ตกในเขาจักรวาล ๑๖๐ ห่า  นาคให้น้ำ ๔ ตัว

เกณฑ์ธัญญาหาร ได้เศษ ๒  ชื่อ วิบัติ  ข้าวกล้าในภูมินาจะเกิดกิมิขาติ (ด้วงและแมลง) จะได้ผลกึ่งเสียกึ่ง

เกณฑ์ธาราธิคุณ ตกราศีเตโช (ไฟ) น้ำน้อย

เช็คด่วน! คุรุสภาประกาศผลสอบรับตั๋วครู ครั้งที่ 1/2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/644792

เช็คด่วน! คุรุสภาประกาศผลสอบรับตั๋วครู ครั้งที่ 1/2565

วันพฤหัสบดี ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565, 14.49 น.

คุรุสภา ประกาศรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์การทดสอบรับตั๋วครูครั้งที่ 1/2565 ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ 4 วิชา ผู้เข้าสอบดูผล “ผ่าน-ไม่ผ่าน” ได้ทางเว็บไซต์ สทศ. ส่วนการดูผลคะแนนฯของปี 2564 – 2565 ต้องใช้บริการผ่านระบบออนไลน์ Self-Service ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา

วันนี้ ( 31 มี.ค.) รศ.ดร.ประวิต  เอราวรรณ์  เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) รักษาการเลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้มอบหมายให้สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทศ. จัดทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ครั้งที่ 1 ประจำปี พ.ศ.2565 ไปเมื่อวันที่ 18- 19 กุมภาพันธ์ 2565 นั้น ขณะนี้นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) และ ประธานกรรมการคุรุสภา ได้ลงนามในประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง รายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์การทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ครั้งที่ 1/2565 แล้ว โดยมีผู้ผ่านเกณฑ์การทดสอบฯ ในแต่ละวิชา ซึ่งมีจำนวน 4 วิชา ดังนี้  วิชาการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร จำนวน 28,551 คน วิชาการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร จำนวน 9,910 คน  วิชาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา จำนวน 23,136 คน  และวิชาชีพครู จำนวน 15,232 คน ในจำนวนนี้มีผู้ที่สอบผ่านมากกว่า 1 วิชา ซึ่งผู้เข้ารับการทดสอบฯ สามารถตรวจผลการทดสอบฯ ว่า “ผ่าน” หรือ “ไม่ผ่าน” ได้ทางเว็บไซต์ สทศ. https://www.niets.or.th/th/catalog/view/3985

รักษาการเลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ รมว.ศธ.ยังลงนามในประกาศฯ เรื่อง รายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์การเทียบเคียงผลการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ครั้งที่ 1/2565 วิชาการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร มีผู้ผ่านเกณฑ์การเทียบเคียงฯ จำนวน 3 คน และครั้งที่ 2/2565 วิชาการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร จำนวน 5 คน  และวิชาการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร จำนวน 2 คน ทั้งนี้ หากข้อเท็จจริงปรากฏภายหลังว่า ผู้ผ่านเกณฑ์การทดสอบและประเมินฯผู้ใดเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู พ.ศ. 2563 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 คณะอนุกรรมการอำนวยการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครูเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการคุรุสภา สามารถยกเลิกผลการทดสอบและประเมินฯ หรือการรับรองการเทียบเคียงผลการทดสอบฯของผู้นั้นได้ และการพิจารณาตัดสินของคณะกรรมการคุรุสภาถือเป็นที่สิ้นสุด
 
รศ.ดร.ประวิต กล่าวด้วยว่า สำหรับการดูผลคะแนนการทดสอบฯ นั้น ทั้งผู้ที่เข้ารับการทดสอบฯ ครั้งที่ 1 ในปี พ.ศ. 2564 และ ปี พ.ศ.2565 สามารถดูคะแนนสอบของตนเองผ่านระบบ Self-Service ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้ โดยปฏิบัติตามขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนแรก สมัครเป็นสมาชิกเข้าใช้งานระบบ Self-Service ที่เว็บไซต์ https://selfservice.ksp.or.th/ksp-esv/index.jbx โดยกรอกข้อมูลส่วนบุคคลและกดปุ่มบันทึก ขั้นตอนที่สอง การตรวจสอบผลคะแนนการทดสอบ โดยกรอกเลขที่บัตรประชาชน รหัสผ่าน และกดปุ่มเข้าระบบ แล้วเลือกเมนูหลัก “มาตรฐานวิชาชีพ” และเลือกรายการ “ตรวจสอบผลการทดสอบและประเมินสมรรถนะฯ” ในกรณีมีวิชาที่ผลคะแนนการทดสอบไม่ผ่านเกณฑ์การทดสอบฯ ให้ผู้เข้ารับการทดสอบฯสมัครสอบในรายวิชาที่มีผลคะแนนไม่ผ่านเกณฑ์ในการจัดการทดสอบครั้งต่อไป ซึ่งผลการทดสอบฯแต่ละรายวิชาสามารถใช้ได้ไม่เกิน 3 ปีนับจากวันที่ประกาศผล รายวิชาใดเกินระยะเวลาที่กำหนดต้องเข้ารับการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครูอีกครั้ง

“สำหรับการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู นั้น ผู้ที่สามารถยื่นขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู จะต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติครบ 3 ข้อ ดังนี้ ผ่านเกณฑ์การทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ครบจำนวน 4 วิชา ผ่านเกณฑ์การประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านการปฏิบัติงานและการปฏิบัติตน ตามมาตรฐานวิชาชีพครู และสำเร็จการศึกษาจากสถาบันที่คุรุสภาให้การรับรอง ทั้งนี้ ผู้ที่มีคุณสมบัติครบแล้ว ให้เข้าใช้บริการในระบบออนไลน์ KSP Self – Service จากหน้าเว็บไซต์คุรุสภา www.ksp.or.th เพื่อยื่นคำขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู” รศ.ดร.ประวิต กล่าว

วช. หนุน มช. แสดงศักยภาพงานวิจัยมุ่งเป้า การดูแลภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์-สาธารณสุข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/644776

วช. หนุน มช. แสดงศักยภาพงานวิจัยมุ่งเป้า การดูแลภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์-สาธารณสุข

วันพฤหัสบดี ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565, 14.32 น.

วช. หนุน มช. แสดงศักยภาพงานวิจัยมุ่งเป้า การดูแลภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขอย่างครบวงจร จากล่างสู่บนปีที่ 2

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สนับสนุนการประชุมวิชาการ เหลียวหลัง-แลหน้า งานวิจัยมุ่งเป้า “การพัฒนาระบบบริการสุขภาพด้านการดูแลภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขอย่างครบวงจร จากล่างสู่บน ปีที่ ๒” ให้แก่ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อนำเสนอสรุปผลการดำเนินการของโครงการวิจัยภายใต้แผนการทำกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัย การบริหารจัดการแผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคม แผนงานระบบบริการสุขภาพ : การพัฒนาระบบบริการเพื่อการดูแลภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขอย่างครบวงจร เป็นปีที่ ๒ โดยมีกำหนดจัดการประชุมแบบ Hybrid ในวันที่ 31 มีนาคม – 1 เมษายน 2565 ณ สำนักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมี ดร.วิภารัตน์  ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการประชุมวันที่ 31 มีนาคม 2565 และ ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์  ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เกียรติปราศรัยพิเศษ “บทบาทของ อว. กับการวิจัยและพัฒนาด้านระบบบริการสุขภาพ” 

ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล​ กล่าวว่า​ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้ความสำคัญ​เป็นอย่างยิ่งในการให้ความสำคัญ​กับการพัฒนากำลังคนในทุก ๆ มิติ ทั้งในด้านการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพสูงบุคคลากร​ทางด้านสาธารณสุข​เพื่อทำการวิจัยในระดับพื้นที่​ และระดับประเทศ รวมถึงการสร้างนวัตกรรมที่ส่งเสริมระบบการบริการสุขภาพให้มีประสิทธิภาพในส่วนที่เกี่ยวกับระบบการบริการสุขภาพ​ “การวิจัยพัฒนาระบบบริการสุขภาพด้านการดูแลภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์และสาธารณสุขอย่างครบวงจร”​ เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ โดยหวังว่าการการพัฒนาระบบบริการเพื่อการดูแลภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์ในครั้งนี้จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาระบบการบริการสาธารณสุข​ ทั้งนี้​ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้มีส่วนสำคัญ​ในการสนับสนุน การพัฒนาระบบบริการสุขภาพด้านการดูแลภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขอย่างครบวงจร จากล่างสู่บน ปีที่ ๒ อย่างต่อเนื่องและครบวงจร ร่วมกับคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่สามารถขับเคลื่อนนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงภายใต้หน่วยงานการบริหารจัดการทุนวิจัยการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น​ให้ครบคลุมทั่วประเทศ​ โดยใช้องค์​ความรู้​เพื่อพัฒนา​และต่อยอด​ ลดความเหลื่อมล้ำ​ สร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชน​และลดความสูงเสีย​ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)​ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลงาน​การวิจัย​ “Spearhead” จะเป็​นประโยชน์​ต่อประชาชน​และสังคมส่งผลการพัฒนาที่ยังยืนต่อประเทศ​ชาติต่อไป​

วันที่ 31 มีนาคม ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ  กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มีบทบาทสำคัญในการให้ทุนสนับสนุนงานวิจัยหลักของประเทศ และเป็นหน่วยงานกลางที่ประสานเชื่อมโยงทุกภาคส่วนบนฐานงานวิจัยให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ซึ่งงานวิจัยมีความสำคัญกับการพัฒนาในทุกมิติ งานวิจัยที่ดีจะสามารถช่วยให้การพัฒนาบรรลุเป้าหมายได้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เกิดความรู้ใหม่ และแนวทางใหม่ โดย วช. มีกลไกในการส่งเสริม สนับสนุนทุนวิจัย และนวัตกรรม ในรูปแบบต่าง ๆ ครอบคลุมทุกด้าน ทุกสาขาวิชาการ เพื่อการพัฒนาและแก้ปัญหาระดับชาติ จากการดำเนินงานของแผนงาน Spearhead  “การพัฒนาระบบบริการสุขภาพด้านการดูแลภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขอย่างครบวงจร จากล่างสู่บนปีที่ ๒” เป็นรูปแบบใหม่ของการสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยระบบบริการสุขภาพ: การพัฒนาระบบบริการเพื่อการดูแลภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขอย่างครบวงจร และมีการขยายผลงานวิจัยและนวัตกรรมออกไปสู่พื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งถือเป็นงานวิจัยที่มีการกำหนดเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาการบริการสุขภาพของคนไทยในประเทศชาติร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นายแพทย์สุวัฒน์ จริยาเลิศศักดิ์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยคณะสาธารณสุขศาสตร์ ภายใต้โครงการวิจัยแบบบูรณาการยุทธศาสตร์เป้าหมายด้านสังคม ที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก วช. มาขับเคลื่อนให้เกิดงานวิจัยที่มีเป้าหมายหลักเพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพ ลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนในการเข้าถึงบริการระบบบริการสุขภาพ ที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โดยมุ่งเป้าไปที่ “การพัฒนาระบบบริการสุขภาพด้านการดูแลภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์และสาธารณสุขอย่างครบวงจร จากล่างสู่บนปีที่ ๒” เป็นการพัฒนาระบบทางการแพทย์อย่างต่อเนื่องทั้งภาวะฉุกเฉินที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุและการบาดเจ็บ และจากโรคภัยไข้เจ็บโดยเฉพาะกลุ่มโรคเรื้อรัง ซึ่งถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ เนื่องจากปัจจุบันระบบยังมีช่องว่างของตัวระบบบริการสุขภาพที่ต้องการการวิจัยพัฒนาในหลายประเด็น

โดยหวังว่าผลของโครงการวิจัยจะเป็นประโยชน์สำคัญในการช่วยลดช่องว่างของระบบบริการที่ยังเป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบัน ช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพสำหรับประชาชนทุกระดับ และสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ในการส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสาร การจัดการระบบข้อมูลสารสนเทศมาใช้ในการจัดการบริการสุขภาพตามแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service plan) สู่การยกระดับมาตรฐานระบบบริการสุขภาพให้กับหน่วยบริการสาธารณสุขทุกระดับทั่วประเทศ ให้มีมาตรฐาน มีความปลอดภัย มีกลไกในการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐานสร้างเครือข่ายวิชาการ ด้าน สังคม แผนงานระบบบริการสุขภาพ: การพัฒนาระบบบริการเพื่อการดูแลภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขอย่างครบวงจรและก้าวสู่ในปีที่ ๓ การพัฒนา​ระบบการเชื่อมต่อ​ข้อมูล​ด้วยระบบเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีความมั่นคงและปลอดภัยต่อไป

สำหรับโครงการ “การพัฒนาระบบบริการสุขภาพด้านการดูแลภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์และสาธารณสุขอย่างครบวงจร จากล่างสู่บนปีที่ 2” การพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉิน สร้างความตระหนักรู้ด้านการแพทย์ให้กับประชาชนและนำไปสู่การพัฒนาทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้และมีส่วนร่วมในการเข้าถึงระบบการบริการสาธารณสุข การนำองค์ความรู้ที่จะได้รับจากโครงการวิจัยในการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง และการดูแลคนไข้หลังพ้นระยะฉุกเฉิน เป็นการนำไปสู่แนวทางในการป้องกันลดการสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นจากสภาวะการเจ็บป่วยที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลาและทุกสถานที่ซึ่งระบบบริการสุขภาพจะเป็นเป้าหมายของการพัฒนาประเทศ การเข้าถึงบริการสุขภาพที่เหมาะสมเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานลดความเหลื่อมล้ำในสังคมเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาต่อประเทศชาติต่อไป

‘ตรีนุช’ เปิดตัวระบบ HRMS – DPA รูปแบบดิจิทัล หวังลดภาระครูหนุนวิชาชีพครูสู่ไทยแลนด์ 4.0

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/644621

'ตรีนุช' เปิดตัวระบบ HRMS - DPA รูปแบบดิจิทัล หวังลดภาระครูหนุนวิชาชีพครูสู่ไทยแลนด์ 4.0

วันพุธ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2565, 16.30 น.

วันที่ 30 มีนาคม 2565 ที่อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในการแถลงข่าวเปิดตัวระบบระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล (Human Resource Management System)  หรือระบบ HRMS พร้อมด้วยระบบการประเมินวิทยฐานะใหม่ (Digital Performance Appraisal) หรือระบบ DPA ซึ่งถือเป็นนโยบายการพัฒนาระบบราชการและการบริหารภาครัฐยุคดิจิทัล และเป็นหนึ่งในวาระเร่งด่วน (Quick Win) ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมี นายประวิท เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการหารศึกษาขั้นพื้นฐาน  นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายวีระ แข็งกสิการ  รองปลัด ศธ. และโฆษก ศธ. พร้อมผู้บริหารระดับสูง ศธ. เข้าร่วมงาน 

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ตามที่กระทรวงศึกษาธิการได้มีนโยบายให้ส่วนราชการบูรณาการฐานข้อมูลกลาง Big data ด้านการศึกษาให้สามารถเชื่อมโยงฐานข้อมูลกันได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งตนเห็นว่า สำนักงาน ก.ค.ศ. ในฐานะที่เป็นองค์กรกลางในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จึงได้มอบหมายให้มีการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการบริหารงานบุคคลฯ เพื่อรองรับยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายไทยแลนด์ 4.0 รวมถึงได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะใหม่ โดยใช้ระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยในกระบวนการประเมิน เพื่อแก้ปัญหาระบบการประเมินแบบเดิม ลดภาระเกี่ยวกับงานเอกสารการประเมิน รวมถึงกระชับเวลาในการประเมินเพื่อคืนครูสู่ห้องเรียน ซึ่งที่ผ่านมา สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้สื่อสารสร้างความเข้าใจให้กับครูมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับการจัดทำระบบ HRMS และระบบ DPA ไม่เพียงเป็นการจัดทำฐานข้อมูลครูทั่วประเทศเท่านั้น แต่ยังนับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการพัฒนาครูมืออาชีพอีกด้วย

“ดิฉันเชื่อมั่นว่า การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ จะช่วยให้ครูลดภาระ ลดขั้นตอน ลดค่าใช้จ่าย และสามารถใช้เวลาทุ่มเทให้กับการพัฒนาการเรียนการสอน รวมถึงช่วยกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้แบบ Active Learning ซึ่งเกิดจากการสร้างการมีส่วนร่วมและสร้างทักษะกระบวนการคิดขั้นสูงให้กับนักเรียน เพื่อพัฒนาสมรรถนะและความสามารถสำหรับเป็นทรัพยากรที่สำคัญของประเทศในยุคดิจิทัลได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ระบบดิจิทัลยังช่วยสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการประเมินวิทยฐานะ ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นของสังคมที่มีต่อครูและการศึกษาของไทยทั้งระบบ โดยการเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะสามารถตอบสนองความต้องการและจะช่วยครู รวมถึงระบบการศึกษาไทยในภาพรวมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น” รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวเสริมว่า “ระบบ HRMS และระบบ DPA นั้น ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษา  สำนักงาน ก.ค.ศ. พยายามทำให้ข้อมูลต่าง ๆ ของครู ซึ่งเป็นข้าราชการกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ ได้รับการจัดเก็บอย่างเป็นระบบ สามารถเชื่อมโยงและดึงข้อมูลไปใช้ ทั้งในเรื่องของการพัฒนาครู การประเมินตำแหน่ง การประเมินเงินเดือน ฯลฯ นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการ อาจสามารถนำข้อมูลไปใช้วิเคราะห์และวางแผนในการผลิตและพัฒนาครูได้ในอนาคต ตอนนี้ ก.ค.ศ. ก็เตรียมพร้อมสำหรับครูที่กำลังจะบรรจุเข้ามาในระบบ โดยเราจะเริ่มใช้ระบบ HRMS นี้เข้ามาบริหารจัดการข้อมูลทะเบียนประวัติต่าง ๆ ทำให้ครูทุกคนสามารถดูทะเบียนประวัติได้ตลอดเวลา ซึ่งระบบ HRMS จะเริ่มใช้ในเดือน เม.ย. นี้ ซึ่งจะเชื่อมโยงไปถึงระบบการประเมินวิทยฐานะดิจิทัลโดยอัตโนมัติด้วย ทุกอย่างจะถูกอัพเดทอยู่ในระบบนี้ ทำให้ครูไม่ต้องใช้เวลานอกห้องเรียนไปทำเรื่องเกี่ยวกับทะเบียนประวัติอีกต่อไป และจะทำให้ครูมีเวลาอยู่ในห้องเรียนมากกว่าเดิม ผู้บริหารเองก็สามารถดูรายงานข้อมูลภาพรวมเพื่อนำไปใช้กับการบริหารงานบุคคลเพื่อการจัดการและพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้อีกด้วย 

ส่วนระบบ DPA ภายในเดือน ตุ.ค.นี้ ครูจะเข้าสู่ระบบเพื่อช่วยให้ครูสามารถยื่นขอวิทยฐานะได้สะดวกรวดเร็วขึ้น สอดรับกับเกณฑ์การประเมินรูปแบบใหม่ ที่จะเน้นไปที่ผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน แตกต่างจากเดิมที่เน้นการวัดผลลัพธ์จากผลงานวิชาการ ซึ่งวิดีโอการสอนสำหรับการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ จะส่งผ่านระบบ DPA และคณะกรรมการจะประเมินผ่านระบบนี้ เช่นกัน ไม่ต้องทำแฟ้มเอกสารประเมินและเตรียมตัวนำเสนอ ซึ่งจะช่วยลดภาระของครู ลดระยะเวลา และลดภาระของบุคลากรที่เกี่ยวข้องได้อย่างชัดเจน โดยสำนักงาน ก.ค.ศ. ได้เตรียมแผนการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้งานระบบดังกล่าว ทั้ง 2 ระบบ ให้แก่ครูทั้งในส่วนของสำนักงานเขตพื้นที่และโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศได้เข้าใจและสามารถใช้งานระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“สวนเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลและประวัติส่วนตัวของครู ศธ.ได้ใช้ระบบมาตรฐานของรัฐบาลในการดูแลรักษาความปลอดภัยจากการเจาะข้อมูลหรือแฮกเกอร์ข้อมูลประวัติส่วนตัวของครู ซึ่งบอร์ด ก.ค.ศ. ก็อนุมัติข้อกำหนดในการรักษาความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆมาเป็นข้อกำหนดของศธ.เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้ระบบทุกอย่างพร้อมใช้แล้ว” เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าว

‘ตรีนุช’รอดูผลงาน ประเมินโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงศธ.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/644586

‘ตรีนุช’รอดูผลงาน ประเมินโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงศธ.

วันพุธ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2565, 15.05 น.

‘ตรีนุช’รอดูผลงาน ประเมินโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงศธ.

30 มีนาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เน้นย้ำให้ผู้บริหารศธ. ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล และศธ. รวมถึงให้มีการติดตามการทำงานนโยบายในพื้นที่ ซึ่งส่วนตัวก็ยังไม่มีการพิจารณาปรับตำแหน่งหรือโยกย้ายผู้บริหารระดับสูง ศธ.โดยขอให้แต่ละคนได้ทำงานในหน้าที่ให้ดีที่สุด ขอดูผลงานของแต่ละคนอีกนิดหนึ่ง ก่อนประเมินภาพรวมอีกครั้ง

“ตอนนี้ยังไม่มีการปรับหรือขยับตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นระดับ10 หรือ 11 ให้เวลาแต่ละคนได้ทำงานให้เต็มที่ ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าจะมีการย้ายผู้บริหารระดับ 10 อีกรอบนั้น ตอนนี้ยังไม่มี ให้เวลาเขาทำงานและขอดูผลงานอีกนิดหนึ่งก่อน” น.ส.ตรีนุช กล่าว