‘ตรีนุช’ชี้คนมีหัวโขนทำอะไรต้องระวัง สั่งสอบผอ.แอบดูครูสาวอาบน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631697

'ตรีนุช'ชี้คนมีหัวโขนทำอะไรต้องระวัง สั่งสอบผอ.แอบบดูครูสาวอาบน้ำ

วันศุกร์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2565, 11.09 น.

จากกรณี เพจเฟซบุ๊ก “เจ๊ม้อย v plus” โพสต์เรื่องครูสาวโรงเรียนดังใน จ.บึงกาฬ ถูก ผอ.ถ้ำมองขณะอาบน้ำหลังห้องพัก ของวันที่ 20 ม.ค 2565 เมื่อครูสาวถามหาวงจรปิดก็บอกว่าไม่ต้องหาหรอกเป็นผมเองที่แอบดู ขอโทษแล้วยิ้ม ครูสาวไปแจ้ง สพม.21 และ ผอ.เขต แล้วแต่ก็ไม่มีความคืบหน้า และ ผอ.ร.ร ยัง มา ร.ร.ตามปกติทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นนั้น เมื่อวันที่ 27 ม.ค. นักเรียนทราบเรื่องจึงออกมาประท้วงขับไล่ ผอ.แอบดูครูอาบน้ำแล้ว

ในวันนี้ 28 ม.ค.2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงเรื่องนี้ ว่า ตนจะสั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักให้ดำเนินการติดตามตรวจสอบเรื่องที่เกิดขึ้นโดยเร็วว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรเพื่อให้เกิดความชอบธรรมและความยุติธรรมทั้งครูและผอ.ด้วยเพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่าง

“ดิฉันก็จะมอบให้นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ.ให้เร่งดำเนินการตรวจสอบหาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ให้เสร็จโดยเร็ว คนมีหัวโขนทำอะไรก็ต้องระมัดระวัง ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี หากทำผิดก็ต้องถูกลงโทษเพื่อให้เป็นตัวอย่างว่าไม่ควรทำ” รมว.ศธ. กล่าว

บอร์ด สกสค.ไฟเขียวใบลาออก’ธนพร สมศรี’ เตรียมตั้งรักษาการเลขาฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631689

บอร์ด สกสค.ไฟเขียวใบลาออก'ธนพร สมศรี' เตรียมตั้งรักษาการเลขาฯ

วันศุกร์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2565, 10.37 น.

บอร์ด สกสค.มติให้ใบลาออก”ธนพร สมศรี”มีผลวันนี้ เตรียมตั้งรักษาการเลขาธิการ สกสค.

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสวัดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (บอร์ด สกสค.) ว่า ที่ประชุมได้พิจารณากรณีที่ นายธนพร สมศรี เลขาธิการ สกสค.ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการ สกสค.โดยในหนังสือลาออกระบุชัดเจนว่ามีความประสงค์จะขอลาออกจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2565 เป็นต้นไป ซึ่งหลังจากที่ตนได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วในฐานะประฐานบอร์ด สกสค.จึงได้มอบให้ปลัด ศธ.ไปศึกษาแนวทางและข้อกฏหมาย ระเบียบในการดำเนินการต่อไปอย่างไร

และในวันนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาเจตนารมย์และมติอนุมัติตามที่นายธนพรยื่นหนังสือลาออก โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม เป็นต้นไป พร้อมกับมอบหมายให้ นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ.ไปจัดทำหลักเกณฑ์การสรรหาเลขาธิการ สกสค.คนใหม่ และให้ทบทวนการสรรหาผู้ที่จะมาเป็นเลขาธิการ สกสค.ว่าควรจะมีคุณสมบัติอะไรบ้างที่เหมาะสมกับภาระงานของ สกสค.ที่จะต้องดูแลสวัสดิการและสวัสดิภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษา

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีที่ในหนังสือสัญญาจ้างระบุว่าลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้ โดยแจ้งเหตุผลในการขอเลิกสัญญาเป็นหนังสือต่อนายจ้างล่วงหน้าเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 90 วันนั้น ซึ่งตามเจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการป้องกันให้นายจ้าง ในกรณีลูกจ้างลาออกกระทันหัน จะไม่มีคนทำงานอาจจะเกิดความเสียหายได้ และเพื่อให้นายจ้างมีเวลาสรรหาเลขาธิการ สกสค.คนใหม่มาทำงานแทน แต่ถ้านายจ้างพิจารณาแล้วว่า สามารถตั้งรักษาการเลขาธิการ สกสค.มาทำงานแทน และจะไม่กระทบต่อการทำงาน อีกทั้งนายธนพร ก็ระบุในหนังสือชัดเจนว่ามีความประสงค์ที่จะลาออกโดยเร็ว ก็สามารถอนุมัติให้ลาออกได้ ส่วนการตั้งรักษาการเลขาธิการ สกสค.นั้น ตามข้อบังคับของ สกสค.กำหนดไว้ว่าการแต่งตั้งรักษาการเลขาธิการ สกสค.ให้เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ดังนั้น คณะกรรมการ สกสค.จึงมีมติให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.แตั้งรักษาการเลขาธิการ สกสค.ทั้งนี้ เพื่อให้การทำงานไม่สะดุด ซึ่งตนจะเร่งตั้งรักษาเลขาธิการ สกสค.เร็วที่สุด

“ส่วนที่นายธนพร ยื่นหนังสือถือนายกรัฐมนตรี โดยร้องเรียนว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการ สกสค.นั้น เป็นเรื่องปกติ ที่สามารถทำได้ ซึ่งดิฉันมอบให้ปลัด ศธ.ทำหนังสือชี้แจงไปที่สำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว ส่วนที่อดีตเลขาธิการ สกสค.มองว่าการพิจารณาต่างๆ ไม่มีธรรมาภิบาล ดิฉันยืนยันว่าการดำเนินการทุกอย่างเป็นไปด้วยความถูกต้อง จะเห็นว่าที่ผ่านมาเรื่องไหนที่มีประเด็นก็จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ สกสค.ตลอด และการทำงานต่างๆ จะเน้นเรื่องระเบียบกฎเกณฑ์ เพื่อที่จะสามารถตอบคำถามได้” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ข่าวดี! สปสช.ปลดล็อคบัตรทอง ‘ฟอกเลือดล้างไต’เป็นทางเลือกแรกได้ ไม่ต้องจ่ายเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631643

ข่าวดี! สปสช.ปลดล็อคบัตรทอง 'ฟอกเลือดล้างไต'เป็นทางเลือกแรกได้ ไม่ต้องจ่ายเอง

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2565, 21.32 น.

วันที่ 27  มกราคม 2565 นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สปสช.ได้ออกประกาศ เรื่อง การจ่ายค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขกรณีบริการผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง พ.ศ. 2565 ซึ่งมีสาระสำคัญคือการเพิ่มทางเลือกการบำบัดทดแทนไตแก่ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังสิทธิบัตรทองหรือสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จากเดิมที่ สปสช. กำหนดให้วิธีการล้างไตทางช่องท้องเป็นทางเลือกแรก แต่หากผู้ป่วยปฏิเสธการล้างไตทางช่องท้องแล้วต้องการใช้วิธีฟอกเลือดจะต้องจ่ายเงินค่าฟอกเลือดเอง แต่นับจากวันที่ 1 ก.พ. 2565 เป็นต้นไป หากผู้ป่วยไม่ประสงค์ล้างไตทางช่องท้อง ก็สามารถเลือกใช้วิธีฟอกเลือดได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง

อย่างไรก็ดี การเลือกวิธีการบำบัดทดแทนไตแบบไหนก็ตาม ต้องปรึกษากับแพทย์ผู้ทำการรักษาก่อน เพื่อพิจารณาบริบทของผู้ป่วยแต่ละรายว่าวิธีบำบัดทดแทนไตแบบไหนเหมาะกับผู้ป่วยรายนั้นที่สุด 

ที่มาของมติดังกล่าวนี้ มาจากการลงพื้นที่หน่วยบริการและพบประชาชนของ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อนุทิน ชาญวีรกูล ที่พบว่า ได้รับฟังปัญหาจากผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่แพทย์เลือกวิธีการล้างไตทางช่องท้อง (PD) ให้ แต่ตัวผู้ป่วยต้องการใช้วิธีล้างไตด้วยการฟอกเลือด (HD) จึงต้องแบกรับภาระค่าฟอกเลือดเองครั้งละ 1,500 บาท จึงนำเรื่องนี้หารือกับ สปสช.เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ต้องจ่ายเงินเอง ซึ่ง สปสช. ได้ทำการศึกษารายละเอียดแล้วพบว่าสามารถทำได้ จึงนำมาสู่การเสนอความเห็นชอบจากบอร์ด สปสช.และเป็นมติเมื่อวันที่ 6 ม.ค.2565 ที่ผ่านมา

นพ.จเด็จ กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยล้างไตทางหน้าท้อง 32,892 ราย ผู้ป่วยที่ล้างไตด้วยวิธีฟอกเลือด 24,256 ราย และมีอีก 6,546 รายที่ปฏิเสธการล้างไตทางช่องท้องแล้วเลือกจ่ายเงินเอง แต่เมื่อประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้แล้ว ในกรณีผู้ป่วยรายเดิม (ก่อน 1 ก.พ.2565) ที่ล้างไตผ่านช่องท้องแล้วต้องการเปลี่ยนมาใช้วิธีฟอกเลือด จะต้องทำการปรึกษาแพทย์ผู้ทำการรักษาก่อน หากแพทย์พิจารณาแล้วไม่กระทบกับภาวะสุขภาพและผู้ป่วยไม่ติดขัดในเรื่องการเดินทางมาฟอกเลือดที่โรงพยาบาล ผู้ป่วยก็สามารถเข้ารับบริการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมตามที่แพทย์แนะนำโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ไม่เกิน 3 ครั้ง/สัปดาห์ 
ส่วนผู้ป่วยเดิมที่ไม่ประสงค์ล้างไตทางช่องท้องและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการฟอกเลือดเอง หลังจากวันที่ 1 ก.พ.2565 เป็นต้นไป จะได้รับสิทธิรับการฟอกเลือดฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายเช่นกัน 

นพ.จเด็จ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของผู้ป่วยรายใหม่ตั้งแต่ 1 ก.พ.2565 เป็นต้นไป เมื่อได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์แล้วว่าต้องเข้ารับบริการบำบัดทดแทนไต แพทย์และผู้ป่วยจะตัดสินใจร่วมกันเพื่อเลือกวิธีการบำบัดทดแทนไตที่เหมาะสมกับผู้ป่วยมากที่สุด โดยไม่กำหนดให้ใช้วิธีล้างไตผ่านช่องท้องเป็นทางเลือกแรกอีกต่อไป 

ทั้งนี้ กรณีผู้ป่วยรายใหม่ที่สมัครใจล้างไตผ่านช่องท้องตามรูปแบบเดิม จะเข้าสู่ระบบบริการล้างไตทางช่องท้องที่บ้าน โดย สปสช. จัดส่งน้ำยาล้างไตผ่านทางช่องท้องถึงบ้านสำหรับกรณีล้างไตด้วยตัวเอง (CAPD) 4 ถุง/วัน และกรณีล้างไตผ่านทางช่องท้องด้วยเครื่องอัตโนมัติ (APD) 2 ถุง/วัน ส่วนยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง สปสช. จะสนับสนุนยาที่อยู่ในบัญชีนวัตกรรมตามความจำเป็นและข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ โดยใช้ระดับ Hematocrit (Hct) เป็นข้อมูลประกอบการให้ยา หากระดับ Hct ≤ 30% สนับสนุน 4,000 unit x 8 ครั้งต่อเดือน หรือ หากระดับ Hct > 30% สนับสนุน 4,000 unit x 4 ครั้ง/เดือน


ขณะที่ผู้ป่วยรายใหม่ที่สมัครใจฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม แพทย์จะส่งไปเข้ารับบริการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมที่หน่วยบริการที่เหมาะสมสัปดาห์ละไม่เกิน 3 ครั้งโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และเช่นเดียวกับผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง สปสช. จะสนับสนุนยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงที่อยู่ในบัญชีนวัตกรรม โดยใช้ระดับ Hematocrit (Hct) เป็นข้อมูลประกอบการให้ยา หากระดับ Hct ≤ 30% สนับสนุน 4,000 unit x 8 ครั้งต่อเดือน หรือ หากระดับ Hct > 30% สนับสนุน 4,000 unit x 4 ครั้ง/เดือน เช่นกัน

บอร์ดคุรุสภามีมติตั้ง‘ประวิต’รักษาการเลขาธิการ คิวต่อไปเคาะรักษาการเลขาฯสกสค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631490

บอร์ดคุรุสภามีมติตั้ง‘ประวิต’รักษาการเลขาธิการ คิวต่อไปเคาะรักษาการเลขาฯสกสค.

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2565, 12.26 น.

บอร์ดคุรุสภามีมติตั้ง‘ประวิต’รักษาการเลขาธิการ คิวต่อไปเคาะรักษาการเลขาฯสกสค.

27 มกราคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เข้ามารักษาการในตำแหน่งเลขาธิการคุรุสภา เนื่องจากนายประวิต เป็นเลขาธิการ ก.ค.ศ. มีงานที่เกี่ยวข้องกับคุรุสภาอยู่แล้ว อีกทั้งยังเคยเป็นอดีตคณบดีคณะศึกษาศาสตร์มาก่อน จึงมีความเข้าใจการทำงานของคุรุสภา ซึ่งจะทำให้การทำงานของคุรุสภาต่อเนื่องไม่สะดุดหยุดชะงักลง ขณะเดียวกันบอร์ดคุรุสภา ได้มอบหมายให้ ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. ไปศึกษาหลักเกณฑ์การสรรหาเลขาธิการคุรุสภา คนใหม่ เพื่อให้ดำเนินการสรรหาเลขาธิการคุรุสภา ตัวจริงโดยเร็ว

“ตำแหน่ง รักษาการเลขาธิการคุรุสภา ไม่มีเงินเดือนพิเศษเพิ่ม เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่เพิ่มเติมเท่านั้น ส่วนที่มีผู้มองว่านายประวิต อาจจะมีคุณสมบัติไม่เหมาะสมนั้น เรื่องนี้มีการเสนอชื่อมาจากบอร์ดคุรุสภา และเป็นเพียงรักษาการชั่วคราว เท่านั้น ไม่ใช่ตัวจริง แต่การแต่งตั้งนายประวิต รักษาการเลขาธิการคุรุสภา เพื่อมาขับเคลื่อนงานต่างๆของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาที่คั่งค้างอยู่ เช่น การอนุมัติเงินเดือนพนักงานราชการของคุรุสภาในเดือนมกราคม สามารถเดินต่อไปได้ตามปกติ” น.ส.ตรีนุช กล่าว

น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า สำหรับตำแหน่งรองเลขาธิการคุรุสภา เพื่อไม่ให้มีปัญหาในข้อกฎหมาย ศธ.จึงได้ส่งเรื่องการสรรหาให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่าศธ.จะสามารถดำเนินการอย่างไรต่อไป เพื่อให้การดำเนินการเกิดความเรียบร้อย ส่วนกรณีที่อดีตเลขาธิการคุรุสภา มองว่ามติเลิกสัญญาจ้างไม่มีธรรมาภิบาลนั้น ทุกคนสามารถมีความเห็นแตกต่างได้ ซึ่งที่ผ่านมาตนพยายามทำทุกอย่างให้เป็นไปตามระบบและขบวนการที่ถูกต้อง สามารถตรวจสอบได้ และการบอกเลิกสัญญาจ้างก็เป็นมติของบอร์ดคุรุสภา ที่ทำไปตามขบวนการปกติ

น.ส.ตรีนุช กล่าวถึงกรณีที่นายธนพร สมศรี ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) นั้น ในวันศุกร์ ที่ 28 ม.ค.นี้ จะมีการประชุม บอร์ด สกสค. เพื่อพิจารณาผู้ที่จะมาปฏิบัติหน้าที่รักษาการเลขาธิการ สกสค.ต่อไป

สสวท.ประชุมวิทย์สิ่งแวดล้อมเอเชียแปซิฟิก รับมือภูมิอากาศโลกเปลี่ยนและภัยพิบัติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631300

สสวท.ประชุมวิทย์สิ่งแวดล้อมเอเชียแปซิฟิก  รับมือภูมิอากาศโลกเปลี่ยนและภัยพิบัติ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวในการเปิดงาน 2022 GLOBE Asia-Pacific Virtual RegionalMeeting ในรูปแบบออนไลน์ ผ่านโปรแกรม Zoom จัดโดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) โดยมี ศ.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สสวท.และคณะผู้บริหารร่วมการประชุม โดยประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้ประสานงานระหว่างประเทศของโครงการ GLOBE (Global Learning andObservations to Benefit the Environment) ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จำนวน 9 ประเทศ ร่วมกับ GLOBE Asia-Pacific Regional Coordination Office ประเทศอินเดีย และ GLOBE Implementation Office (GIO) ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการสร้างความร่วมมือในการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นของตนรวมทั้งเตรียมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกและภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที โดยในงานยังได้จัดกิจกรรมการนำเสนอผลงานวิจัยของนักเรียนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอีกด้วย

สำหรับโครงการ GLOBE ดำเนินการโดย สสวท. มุ่งส่งเสริมให้เยาวชนเรียนรู้วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมผ่านการตรวจวัดและเก็บข้อมูลสิ่งแวดล้อมโดยนักเรียนได้เรียนรู้ความสัมพันธ์ของสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นของตน ตลอดจนได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลในการตรวจวัดสิ่งแวดล้อมร่วมกับประเทศสมาชิกทั่วโลก จึงช่วยส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีผ่านการลงมือปฏิบัติจริงร่วมกันของเยาวชน ครู นักวิทยาศาสตร์ และชุมชน ทำให้รู้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น และสภาพภูมิอากาศ เกิดความตระหนักในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

ประเทศไทยได้ลงนามความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาในการร่วมเป็นสมาชิกโครงการ GLOBE (GlobalLearning and Observations to Benefit theEnvironment) เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2542 โดยมี สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ทำหน้าที่ผู้ประสานงานระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกและส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ โดยส่งเสริมให้โรงเรียนใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ในการสำรวจสิ่งแวดล้อมรอบตัว ตั้งคำถาม หาคำตอบด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์ร่วมกับครู นักวิทยาศาสตร์ และชุมชน เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับท้องถิ่นจนถึงระดับโลก โดยมีความก้าวหน้าในการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันมีสมาชิกรวม 126 ประเทศจากทั่วโลก

สวนดุสิต เปิดหลักสูตรศึกษาศาสตร์ ป.โท สอนภาษาอังกฤษชั้นประถมฯเรียนเสาร์-อาทิตย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631288

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.สิทธิพร เอี่ยมเสน ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตละอออุทิศ และในฐานะประธานหลักสูตรฯ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวถึงการรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ ระดับประถมศึกษา (รุ่นที่ 1) ว่า ต้องการส่งเสริมให้อัตลักษณ์ด้านปฐมวัยของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตให้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับเชิงประจักษ์ และผลักดันให้คณาจารย์เกิดการพัฒนาตนเองและต่อยอดองค์ความรู้ ซึ่งปัจจุบันโรงเรียนสาธิตละอออุทิศเป็นต้นแบบในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการเรียนการสอนที่เพิ่มทักษะภาษาอังกฤษ ก่อเกิดเป็น “โครงการละออพลัส” เพื่อตอบสนองความต้องการและแก้ไขปัญหาขาดแคลนครูประถมศึกษาด้านภาษาอังกฤษ จึงเล็งเห็นความสำคัญดังกล่าว และเปิดหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ ระดับประถมศึกษา (รุ่นที่ 1) ขึ้น

ดร.สิทธิพรกล่าวต่อว่า หลักสูตรนี้มุ่งเน้นการสอนภาษาอังกฤษแก่เด็กประถมศึกษาโดยเฉพาะ ซึ่งการสอน แต่ละระดับชั้นนั้นมีความแตกต่างกันตามช่วงวัย ดังนั้นผู้เรียนจะได้เรียนรู้เทคนิคการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษสำหรับประถมศึกษา จิตวิทยาการเรียนรู้และการจัดการชั้นเรียนประถมศึกษา ออกแบบและการจัดกิจกรรมพัฒนาภาษาอังกฤษ รวมไปถึงการวิจัยเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของผู้เรียนในระดับประถมศึกษา และตนกล้า การันตีคณาจารย์ผู้สอนมีคุณวุฒิเหมาะสมครบถ้วน พร้อมทั้งยังมีเครือข่ายจากประเทศสหรัฐอเมริการ่วมสอนด้วย จึงอยากให้ผู้เรียนมั่นใจในหลักสูตรว่าได้เรียนกับเจ้าของภาษาอย่างแท้จริง

ลงนาม MOU โครงการให้บริการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631293

ลงนาม MOU โครงการให้บริการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.พิชัย จันทร์มณี รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ และนายวิลาศ เฉลยสัตย์ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการให้บริการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาและระบบบริหารจัดการพลังงาน ภายใต้วัตถุประสงค์ในการพัฒนาออกแบบระบบพลังงานทดแทนและสื่อสาร หรือระบบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาเป็น Green University ต้นแบบด้านพลังงานอย่างยั่งยืน และการศึกษาวิจัยระบบการจัดการ EV Charging Station ตลอดจนการร่วมมือกันพัฒนาหลักสูตร อบรมทักษะการทำงาน และส่งเสริมความรู้ด้านพลังงานให้กับบุคลากร

อว.เดินหน้าสร้างสตาร์ทอัพนักศึกษา หลังทำรายได้รวม 500 ล้านบาทต่อปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631302

อว.เดินหน้าสร้างสตาร์ทอัพนักศึกษา  หลังทำรายได้รวม 500 ล้านบาทต่อปี

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า อว.ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนและสถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด จึงมอบหมาย
ให้ NIA เป็นหน่วยงานหลักดำเนินโครงการ Startup ThailandLeague ขึ้น เพื่อที่จะเชื่อมผสานความร่วมมือและเพิ่มบทบาทให้กับสถาบันการศึกษาในการสร้างความตระหนักและบ่มเพาะสตาร์ทอัพ รวมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้แก่นิสิต/นักศึกษา เพื่อให้สถาบันการศึกษาเป็นแหล่งสร้างสรรค์ความคิดและนวัตกรรม โดยพยายามผลักดันให้สถาบันการศึกษาที่มีศักยภาพเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการประกอบการ (Entrepreneurial Universities) ซึ่งปัจจุบันมีเครือข่ายสถาบันการศึกษาทั้งจากภาครัฐและเอกชนรวม 40 แห่ง ที่จะบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ รวมทั้งก่อให้เกิดสังคมแห่งผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่สามารถเข้าถึงทรัพยากรที่จะส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจจากความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมได้นำไปสู่การขับเคลื่อนระบบนิเวศสตาร์ทอัพของไทยอย่างยั่งยืน

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรรม (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวว่า Startup Thailand League เป็นโปรแกรมบ่มเพาะและเร่งสร้างเมล็ดพันธุ์เถ้าแก่น้อยเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ในภาคธุรกิจ หรือเป็นพนักงานที่มีคุณภาพของบริษัทเอกชน ซึ่งประกอบด้วย 2 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1) การอบรม Coaching Camp ภายใต้ระบบพี่เลี้ยง เพื่อสร้างความเข้าใจในการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมของสตาร์ทอัพ และ 2) กิจกรรม Pitching Startup Thailand League เป็นการประกวดแข่งขันไอเดียแผนงานธุรกิจสตาร์ทอัพของนิสิต นักศึกษา ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ และตลอด 5 ปีของการดำเนินกิจกรรม มีนักศึกษาเข้าร่วมกว่า 70,000 คน จาก 40 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ โดยได้รับเงินสนับสนุนในการพัฒนาผลงานนวัตกรรมต้นแบบทั้งสิ้นกว่า 1,350 ทีมทั้งนี้ สามารถต่อยอดจัดตั้งเป็นบริษัทและปัจจุบันยังดำเนินธุรกิจอยู่มากกว่า 50 บริษัท ก่อให้เกิดรายได้รวมต่อปีมากกว่า 500 ล้านบาท (เฉลี่ย 10 ล้านบาทต่อปีต่อบริษัท) นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการกระจายตัวของสตาร์ทอัพไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ เกิดการกระจายรายได้ออกสู่ภูมิภาค รวมถึงเกิดการจ้างงานและสร้างความมั่นคงให้กับชุมชนได้มากขึ้นอีกด้วย

สำหรับกิจกรรมในปีนี้ มีนักศึกษา เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 48,000 คนมีทีมเข้าร่วมการแข่งขันไอเดียธุรกิจสตาร์ทอัพ 400 ทีม ผ่านการอนุมัติและได้รับเงินสนับสนุนในการพัฒนาต้นแบบ 200 ทีม เงินรางวัลรวมกว่า 5,000,000 บาท โดยมีผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม Erythro-Sedจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผลิตภัณฑ์ควบคุมคุณภาพของเครื่องตรวจวัดอัตราการตกตะกอนเม็ดเลือดแดง (ESR) และการตรวจประเมินความชำนาญทางผู้ปฏิบัติการในการตรวจ ESR โดยจากผลการดำเนินงานมีนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมจดทะเบียนบริษัทแล้ว 4 ทีม (มูลค่าจดทะเบียน 4 ล้านบาท) และมีทีมนักศึกษาไปเข้าร่วมกิจกรรมอื่นๆ อาทิ กองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) SIBB โครงการเส้นทางสู่นวัตวณิชย์ (R2M) และธนาคารออมสิน เป็นต้น กว่า48 ทีม และได้รับทุนสนับสนุนรวมประมาณ 4,800,000 บาท

‘คุณหญิงกัลยา’ เปิดวิสัยทัศน์ ปี 65 ชูเข็มทิศการศึกษา คือเข็มทิศประเทศไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631299

'คุณหญิงกัลยา' เปิดวิสัยทัศน์ ปี 65 ชูเข็มทิศการศึกษา คือเข็มทิศประเทศไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงเปิดวิสัยทัศน์ ปี’65 เร่งปฏิรูปการศึกษา คิดใหม่ ทำใหม่ รับมือความท้าทาย หนุนสร้างเด็กไทย สู่พลเมืองโลก ชูเข็มทิศการศึกษา เป็นเข็มทิศชี้นำประเทศได้ เตรียมงานใหญ่ผลักดันสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นองค์กรหลักด้านการศึกษา ปรับหลักสูตร จากกลุ่มสาระวิชา เป็นหลักสูตร “ฐานสมรรถนะ” เรียน ตอบโจทย์แก้ไขปัญหาได้ พร้อมตั้งคณะทำงานคนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ

ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า ในปี 2565 การขับเคลื่อนนโยบายเพื่อปฏิรูปการศึกษาไปสู่ตัวผู้เรียน และที่ผ่านมามีหลายประเด็นมีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะสถานการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลกระทบใหญ่ต่อการศึกษา ในฐานะที่กำกับสภาการศึกษา (สกศ.) เตรียมผลักดัน สกศ.เป็นองค์กรหลักด้านการศึกษา โดยในปีนี้มีงานหลักที่สำคัญคือการปรับเปลี่ยนหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ จากกลุ่มสาระวิชาเป็นหลักสูตร “ฐานสมรรถนะ” และจะยังขับเคลื่อนนโยบายผ่าน 3 กลไกนั่นก็คือ ความทันสมัย-เท่าเทียมและยั่งยืน เพราะถือเป็นหัวใจในการพัฒนาคนไทยให้มีคุณภาพและเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ รวมถึงสร้างให้เป็นพลเมืองโลก พร้อมเดินหน้าปฏิรูปการศึกษาทั้งทางด้านโครงสร้าง และการปฏิรูปไปสู่ตัวผู้เรียนโดยตรง เพื่อวางรากฐานการศึกษาไทยให้สอดรับกับโลกในศตวรรษที่ 21 และในอนาคต 

“ดิฉันเป็นรัฐมนตรีช่วยฯ กว่า 3 ปี ปีนี้จะก้าวสู่ปีที่ 4ซึ่งจะยังเร่งเดินหน้าปฏิรูปการศึกษาไปสู่ตัวผู้เรียนอย่างต่อเนื่องวันนี้การปฏิรูปการศึกษาไทยต้องคิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อรับมือกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งเรื่องการตราร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ….. การปรับเปลี่ยนหลักสูตร และวิธีการเรียนการสอนภายใต้สถานการณ์โควิด รวมถึงการจัดหา Smart Devices ของกระทรวงศึกษาฯ เพื่อใช้ในการเรียน Online มาให้โรงเรียนหรือนักเรียนที่ยังขาดแคลน ผ่านคณะกรรมการโค้ดดิ้งแห่งชาติที่ดิฉันได้เป็นผู้ผลักดันให้เกิดขึ้นและขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ในฐานะรองประธานคณะกรรมการซึ่งทุกอย่างเป็นความท้าทาย แต่ไม่เคยท้อถอยและมั่นคงในแนวทางที่จะนำไปสู่เป้าหมาย” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

คุณหญิงกัลยากล่าวต่อว่า กระทรวงศึกษาภายใต้การกำกับดูแลของตนจะยังมุ่งขับเคลื่อนโยบาย และเร่งเดินหน้ารวมถึงต่อยอดใน 7 โครงการสำคัญต่อเนื่อง นั่นก็คือ 1.โครงการ Coding For All ที่จะเดินหน้าขยายผลขับเคลื่อนทุกภาคส่วน เพื่อกระจายการเรียนรู้ให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ และทุกช่วงวัย ซึ่ง Coding คือทักษะที่เด็กไทยและคนไทยทุกคนต้องมี ถือเป็นทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที 21 2.โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ที่ได้เริ่มขยายผลสู่ชุมชน ปัจจุบันได้เปิดสอนหลักสูตร “ชลกร” รุ่นที่ 1 ไปแล้ว โดยวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีจะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ มีเป้าหมาย คือการช่วยเหลือเกษตรกร ให้มีน้ำกิน น้ำใช้ แก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน และวันนี้ก้าวหน้าไปมาก จนสามารถสร้างผู้ประกอบการเกษตรยุคใหม่ ให้มีรายได้ระหว่างเรียน และจบมามีงานทำ รวมถึงบางวิทยาลัยยังสามารถสร้างผลผลิตที่ส่งออกไปจำหน่ายได้ด้วย ถือเป็นโมเดลในการสร้างเสริมเศรษฐกิจฐานราก สร้างความมั่นคงด้านอาหารและส่งเสริมให้ทุกคนสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ภายใต้หลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยเฉพาะในยามที่โลกเกิดวิกฤต 

3.โครงการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์แนวสร้างสรรค์ ผ่านสื่อร่วมสมัย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ พร้อมฝึกให้มีการคิดเชิงวิพากษ์ 4.โครงการสร้างมิติใหม่การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ ผสานศาสตร์และศิลป์ เปลี่ยน STEM เป็น STEAM วิทยาศาสตร์พลังสิบ ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาสให้นักเรียนได้เรียนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างกว้างขวาง เน้นการปฏิบัติ ประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน 5.โครงการการศึกษาที่เท่าเทียม สร้างโอกาสให้เด็กด้อยโอกาสและพิการ พัฒนาทักษะชีวิตผ่านการเรียนรู้ การศึกษาไทยจะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง 6.โครงการอาชีวะฐานวิทย์ สร้างวิชาชีพคนไทยรุ่นใหม่ป้อนคนสู่ภาคอุตสาหกรรม ตอบรับโลกดิจิทัล และ 7.โครงการยกระดับการศึกษารอบด้าน เปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอน ปรับการประเมินผล เพื่อให้เป็นไปตามรูปแบบที่สอดรับกับโลกปัจจุบัน 

นอกจากนี้ ในงานยังได้มีการเปิดตัวคณะที่ปรึกษาและคณะทำงานคนรุ่นใหม่ และทีมผู้เชี่ยวชาญหลากหลายด้าน ซึ่งล้วนเป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ นำโดย นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ณ อยุธยา, นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย, รองศาสตราจารย์ ดนุวัศสาคริก, นายเมธี อรุณ (เมธี ลาบานูน), นายเมธวิน อังคทะวานิช เป็นต้น

‘ในหลวง-พระราชินี’พระราชทานดอกไม้-สิ่งของ แก่’เอนก เหล่าธรรมทัศน์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631406

'ในหลวง-พระราชินี'พระราชทานดอกไม้-สิ่งของ แก่'เอนก เหล่าธรรมทัศน์'

วันพุธ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2565, 20.57 น.

พระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม “ในหลวง – พระราชินี” ทรงพระราชทานดอกไม้-กระเช้าของเยี่ยม “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” รมว.อว.

วันที่ 26  มกราคม 2565 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานดอกไม้และกระเช้าของเยี่ยม ให้แก่ ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งเข้ารักษาพยาบาล ทำบอลลูนเส้นเลือดหัวใจ ที่อาคารศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าวว่า ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้ ตนจะขอตั้งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ รมว.อว. และทุ่มเทถวายงานอย่างเต็มความสามารถ และจักเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยความจงรักภักดีตลอดไป

“เมื่อช่วงเช้าวันที่ 25 ม.ค.ที่ผ่านมา ผมเข้ามาทำการขยายหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี พักค้างคืนที่นั่น 1 คืน ความทราบถึงฝ่าละอองธุลีพระบาททั้งสองพระองค์ สายๆ วันที่ 26 ม.ค.ผมได้รับพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี ทรงพระราชทานดอกไม้และกระเช้าอาหารกับเครื่องดื่มมาเป็นศิริมงคลปกเกล้าปกกระหม่อม นับเป็นเกียรติยศที่พระราชทานให้แก่กระทรวง อว. ที่ผมว่าการและทำงานอยู่ นับเป็นมหาปิติ แก่ผมอย่างยิ่งในฐานะ รัฐมนตรีของกระทรวงนี้ และ แก่มวลสมาชิกครอบครัวของผมด้วย ข้าพระพุทธเจ้าจักตั้งใจทำการและทำงานทุกสิ่งสรรพ์อย่างสุดกำลังความสามารถ ถวายแด่พระมหากษัตรย์ และสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดถึงพระราชวงศ์ทุกพระองค์ ตราบจนชีวิตจะหาไม่ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ” ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าว