เฉลยแล้ว! คลิปนักเรียนแบกกระเป๋าหนักอึ้ง ที่แท้ข้างในไม่ใช่หนังสือ?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631391

เฉลยแล้ว! คลิปนักเรียนแบกกระเป๋าหนักอึ้ง ที่แท้ข้างในไม่ใช่หนังสือ?

วันพุธ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2565, 19.20 น.

สตูลโอละพ่อ!!  หนูน้อยเฉลยในกระเป๋านักเรียน ที่แท้หนูยัดลังนมโรงเรียนเข้าไปเอง  ก่อนจะสาธิตกระเป๋าเรียนอันหนักอึ้ง 7.2 กิโลกรัม

วันที่ 26 มกราคม 2565 หลังมีโพสต์คลิปหนูน้อยหิ้วกระเป๋ากลับจากโรงเรียน  ด้วยความทุลักทุเลเนื่องจากกระเป๋านักเรียนที่หนักและใหญ่กว่าตัวหนูน้อยทำให้มีโพสต์แชร์  และวิพากษ์ระบบการศึกษาไทยกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการวิพากว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมปล่อยให้นักเรียนแบกหนังสือที่หนักไปโรงเรียน

จากเรื่องนี้ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปยังบ้านของหนูน้อยดังกล่าว ซึ่งพบว่าเป็นนักเรียนชั้นป.1 โรงเรียนบ้านปากละงู  ต.ละงู อ.ละงู จ.สตูล   ทันที่ที่เข้าไปถึงบ้านก็พบ น้องอัยนาย์  อายุ 6 ขวบ อยู่กับครอบครัวพ่อแม่และน้องๆ ซึ่งน้องอัยนาย์  เป็นพี่คนโต  บอกกับผู้สื่อข่าวว่าตนเป็นคนเอานมยัดใส่กระเป๋านักเรียนเองจริง  เพราะอยากจะรีบกลับบ้าน จากนั้นน้องอัยนาย์ได้สาธิตการนำลังนมที่มีน้ำหนัก 7 . 2 กิโลกรัมใส่กระเป๋าและแบกให้พี่ๆสื่อมวลชนได้ดู

ด้านคุณแม่น้อง บอกว่า ปกติคุณแม่จะไปรับนมโรงเรียนด้วยตัวเอง และลูกเราก็เป็นเด็กแบบนั้นอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้ไปช้าน้องก็คงจะขัดใจเอานมมารอคุณแม่ที่หน้าโรงเรียน  และนำลังนมที่คุณครูเตรียมจะมอบให้กับผู้ปกครองที่ไปรับ ยัดใส่กระเป๋าเอง  ซึ่งคลิปที่ปรากฏในสื่อไม่อยากให้ทุกคนคิดมาก  และไม่ติดใจเอาความเพราะตนก็อยากจะฝึกให้ลูกเป็นคนเข้มแข็งและแข็งแรงและช่วยเหลือตัวเองได้   ยอมรับว่าลูกสาวเราจะรีบเกินไป

ด้านคุณครูประจำชั้น ป.1 นางสาวมุขเทียรา  หมินหมัน  ซึ่งเป็นครูของน้องอัยนาย์ บอกว่า เรื่องราวความเป็นจริงคือนักเรียนจะพาหนังสือแค่คนละ 1-2 เล่มโดยจะเรียนเพียงแค่ครึ่งวัน

สำหรับคลิปที่โพสต์ในโซเชียลนั้น  ความเป็นจริงคือหลังจากอาหารกลางวันแล้วคุณครูจะมีการเช็คชื่อเพื่อที่จะแจกนมโรงเรียนให้กับผู้ปกครองที่มารับโดยระหว่างที่มีการเช็คชื่ออยู่นั้น  ก็พบว่าเด็กหญิงอัยนาย์  ได้หายไปจากห้องจึงได้โทรหาผู้ปกครองว่ามารับน้องหรือยัง  เพราะคุณแม่ยังมาไม่ถึงและได้พบอีกว่า  น้อยได้นำนมที่ทางคุณครูเตรียมไว้   เพื่อรอผู้ปกครอยัดใส่กระเป๋าแล้วไปรอ  ผู้ปกครองบริเวณหน้าโรงเรียน  ซึ่งความจริงแล้วคุณครูยังไม่ให้กับนักเรียนที่ผู้ปกครองยังไม่มารับ  โดยน้องเอานมใส่กระเป๋านักเรียนและแบกกลับไปด้วยตัวเอง

หลังจากที่คุณครูทราบว่ามีการลงสื่อโซเชียลเมื่อวานนี้โดยสื่อไปเร็วมากๆ  เพื่อที่จะอธิบายว่าความเป็นจริงคืออะไร ขอให้อย่าเพิ่งตัดสินกับสิ่งที่ตาเห็น

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ฮาไม่ออก! คลิปนร.แบกกระเป๋าหนักอึ้ง สะท้อนระบบการศึกษาอย่างแรง

สมศ.เตรียมประเมินภายนอกสถานศึกษา 1.8 หมื่นแห่ง พัฒนาทักษะเพิ่ม 3 ด้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631265

สมศ.เตรียมประเมินภายนอกสถานศึกษา 1.8 หมื่นแห่ง พัฒนาทักษะเพิ่ม 3 ด้าน

วันพุธ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2565, 14.03 น.

สมศ.เตรียมประเมินภายนอกสถานศึกษา 1.8 หมื่นแห่ง พัฒนาทักษะเพิ่ม 3 ด้าน

26 มกราคม 2565 ดร.นันทา หงวนตัด รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เปิดเผยถึงการประเมินคุณภาพภายนอกประจำปี 2565 ว่า สมศ. ยังคงใช้วิธีการประเมินรูปแบบออนไลน์ทั้ง 2 ระยะ ทั้งการประเมินระยะที่ 1 การประเมินผลและวิเคราะห์รายงานผลการประเมินตนเองของสถานศึกษา (SAR) และการประเมินระยะที่ 2 การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหรือการตรวจสอบหลักฐานและข้อมูลของสถานศึกษาด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยขณะนี้ สมศ.มีความพร้อมอย่างมากในการเริ่มประเมินภายนอกไม่ว่าจะเป็นระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับการประเมินทั้ง 2 ระยะ ตลอดจนการจัดเก็บและวิเคราะห์ไฟล์ดิจิทัล พร้อมทั้งระบบที่สามารถเรียกดูเอกสารต่างๆได้แบบเรียลไทม์ รวมถึงยังได้จัดทำสื่อเพื่อให้ความรู้สำหรับสถานศึกษาที่มีความประสงค์เข้ารับการประเมินคุณภาพภายนอก

ทั้งนี้ ขณะนี้มีสถานศึกษาจำนวนมากให้ความสนใจในการเข้ารับฟัง และดาวน์โหลดเพื่อใช้สำหรับเตรียมความพร้อมก่อนเข้ารับการประเมิน ตลอดจนส่วนสำคัญอย่างผู้ประเมินภายนอกที่ขณะนี้ สมศ. ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพเพื่อให้เป็นทั้งผู้ให้ข้อเสนอแนะจากการประเมิน และการส่งเสริมการนำผลการประเมินคุณภาพภายนอกไปใช้

ดร.นันทา กล่าวต่อว่า เพื่อให้ผู้ประเมินภายนอกมีบทบาทที่เพิ่มขึ้นตามเป้าหมายดังกล่าว รวมถึงเพื่อให้สามารถขับเคลื่อนการประเมินทั้งในระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สมศ. จึงได้เตรียมความพร้อมให้กับผู้ประเมินฯ ทั้งในเรื่องการเข้ารับการอบรมจากหน่วยงาน หรือสถาบันที่มีชื่อเสียงที่เป็นที่ยอมรับ รวมถึงยังได้มีการทดสอบความรู้ ความเข้าใจ เพื่อทำให้ในกรณีที่ต้องปฏิบัติงานจริงมีความชำนาญและแก้สถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที โดยทักษะที่ผู้ประเมินจะได้รับการอบรมพัฒนาและมีความเชี่ยวชาญมากขึ้น ได้แก่

+ ทักษะการสื่อสาร โดยได้เพิ่มทักษะทางภาษาที่ใช้ในการสื่อสารที่สามารถเข้าใจได้ง่าย สามารถชี้ทิศทาง เป้าหมาย และขั้นตอนการประเมินต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน เพื่อให้สถานศึกษาเข้าใจในเรื่องที่ผู้ประเมินต้องการจะสื่อสาร รู้สึกว่าผู้ประเมินนั้นเป็น “กัลยาณมิตร” พร้อมที่จะเปิดใจรับคำแนะนำต่าง ๆ ไปใช้ในด้านการจัดการเรียนการสอน

+ ทักษะการใช้เทคโนโลยี เนื่องจากการประเมินที่ต้องใช้ระบบออนไลน์ทั้งหมด จึงได้เพิ่มทักษะความรู้และการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ โมบายล์แอปพลิเคชัน รวมถึงโปรแกรมที่ใช้ในการประเมินในระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ตลอดจนระบบเพื่อใช้ในการสืบค้นข้อมูล ซึ่งจะทำให้ขั้นตอนต่าง ๆ ในการประเมินให้มีความรวดเร็ว พร้อมทั้งสามารถหยิบยกตัวอย่างสถานศึกษาที่ประสบความสำเร็จ (Success Case) ไปเสนอแนะให้กับสถานศึกษาที่ขอรับการประเมินได้แบบเรียลไทม์ 

+ ทักษะการให้ข้อเสนอแนะ ซึ่งเป็นทักษะที่ต่อเนื่องจากทักษะด้านการสื่อสาร และจำเป็นต้องให้ความสำคัญอย่างเข้มข้น เนื่องจากผู้ประเมินทุกคนต้องสามารถให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษานั้นๆ เพื่อให้สถานศึกษาสามารถนำข้อเสนอแนะมาปรับใช้ได้อย่างตรงจุด ซึ่งทักษะดังกล่าวเป็นการสร้างสัมพันธภาพระหว่างทั้งสองฝ่ายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการประเมินที่มีความเป็น “กัลยาณมิตร” อีกด้วย

“นอกจากจะพัฒนาทักษะของผู้ประเมินแล้ว สมศ. ยังได้เปิดรับสมัครผู้เข้ารับการอบรมและคัดเลือกเพื่อรับรองเป็นผู้ประเมินภายนอกการศึกษาปฐมวัย และการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปีงบประมาณ แบ่งเป็นระดับการศึกษาปฐมวัย 120 คน ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 303 คน โดยจะเปิดรับผู้ที่อาศัยอยู่ในกลุ่มพื้นที่ของจังหวัดที่ไม่มีหรือขาดแคลนผู้ประเมินภายนอก เนื่องจาก ผู้ประเมินจะมีความเข้าใจในบริบทของสถานศึกษา รู้ปัญหาและทราบแนวทางการแก้ได้ตรงจุด อีกทั้งหากสถานการณ์โควิด – 19 คลี่คลาย ผู้ประเมินก็สามารถเดินทางลงพื้นที่ได้อย่างสะดวก ทั้งนี้ ผู้ที่มีคุณสมบัติและสนใจเข้ารับการอบรมและคัดเลือกเป็นผู้ประเมิน สามารถสมัครผ่านทาง https://aqa2.onesqa.or.th/  (สมัครผู้ประเมิน) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมทาง http://www.onesqa.or.th (ประกาศ) เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565”

ดร.นันทา กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับเป้าหมายในการประเมินภายนอกประจำปี 2565 ยังคงวางจำนวนสถานศึกษาให้เข้ารับการประเมินทั้งสิ้นที่ 18,050 แห่ง และจะมีความหลากหลายของประเภทสถานศึกษาที่เข้าประเมินจากปีที่ผ่านมามากขึ้น โดยแบ่งออกเป็นศูนย์พัฒนาเด็ก 6,376 แห่ง ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 10,468 แห่ง การศึกษาขั้นพื้นฐานประเภทวัตถุประสงค์พิเศษ 326 แห่ง การศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มโรงเรียนนานาชาติ 50 แห่ง การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 360 แห่ง ด้านการอาชีวศึกษา 440 แห่ง และระดับอุดมศึกษา 30 แห่ง

อีกทั้งยังมีเป้าหมายที่จะสะท้อนผลการประเมินต่าง ๆ เพื่อให้สถานศึกษาก้าวทันกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลง ยกระดับมาตรฐานของผู้สอนที่สามารถจัดการเรียนการสอนได้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่ก้าวไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงการช่วยดึงจุดแข็งของสถานศึกษาเพื่อให้เป็นที่ยอมรับกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย               

‘วิษณุ’ลั่นนักศึกษาติดโควิด ไม่ควรเสียสิทธิสอบ GAT-PAT ย้ำเหมือนตัดโอกาส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631218

'วิษณุ'ลั่นนักศึกษาติดโควิด ไม่ควรเสียสิทธิสอบ GAT-PAT ย้ำเหมือนตัดโอกาส

วันพุธ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2565, 12.01 น.

“วิษณุ”ลั่นนักศึกษาติดโควิด ไม่ควรเสียสิทธิสอบ GAT-PAT ย้ำเหมือนตัดโอกาส ชี้อาจแยกห้องสอบ เตรียมเรียก ก.ศึกษาฯ หาทางออก พร้อมเตรียมดูกรณีของการสอบ ก.พ.ในกรณีเดียวกันด้วย

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 26 มกราคม 2565 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีในโซเชียลมีเดียวิพากษ์วิจารณ์กันมากถึงเรื่องการทดสอบวิชาความถนัดทั่วไป หรือ GAT และวิชาความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ หรือ PAT ที่จะมีขึ้นในวันที่ 21 มกราคม – 9 กุมภาพันธ์นี้ แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่านักศึกษาที่ติดโควิดจะสามารถเข้าสอบได้หรือไม่ หรือจะมีทางออกอย่างไร ว่า ตนไม่ทราบเรื่องนี้ แต่ทราบในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เพราะ ก.พ.จะต้องสอบคนเข้ารับราชการ ประมาณเกือบ 8 แสนคน ซึ่งคำถามมีอยู่ว่าถ้าคนที่มาสอบติดโควิดจะทำอย่างไร แม้จะบอกว่าจะมีการตรวจ ATK ก็ตาม แต่ถ้าตรวจ ATK แล้วผลออกมาติดเชื้อแล้วจะทำอย่างไร จะแยกห้องสอบได้หรือไม่ เพราะการตัดสิทธิไม่ให้สอบนั้น มันเป็นการตัดสิทธิ ตัดโอกาสเขา ซึ่งตรงนี้ตนกำลังดูแลอยู่ กำลังหาทางออกของ ก.พ.อยู่ในเวลานี้ แต่ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ตนไม่ทราบเรื่องว่าเขาเตรียมจัดการอย่างไรไว้

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีนักศึกษาหลายคนเข้าไปถามในเว็บไซต์ของกระทรวงศึกษาธิการ และได้รับแจ้งมาว่า ถ้าติดโควิด ปีนี้ก็ไม่ต้องสอบ ให้ไปสอบปีหน้า ซึ่งนักศึกษารู้สึกว่าตัวเองเสียสิทธิ จะมีการแก้ไขอย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าเขาเตรียมการอะไรไว้อย่างไร เพราะเขายังไม่เคยมารายงานให้ทราบ

เมื่อถามว่า จะสามารถให้มาสอบทีหลังได้หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะการสอบแต่ละอย่างโดยเฉพาะกระทรวงศึกษาฯ จะมีปัญหาในเรื่องข้อสอบ ความยากง่ายของมาตรฐานในแต่ละครั้งมันไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน พอไปสอบอีกทีหนึ่ง ออกข้อสอบใหม่ ก็อาจจะง่ายกว่า หรือยากกว่า

เมื่อถามย้ำว่า ถึงอย่างไรนักศึกษาก็คงไม่เสียสิทธิใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า “ไม่ควรจะต้องเสียสิทธิ เสียโอกาสอะไรไป ผมเชื่อว่าอีกไม่ช้าก็จะได้คุยกัน เดี๋ยวผมจะหารือกับทางกระทรวงศึกษาฯ” เมื่อถามย้ำว่า แต่เรื่องนี้มีทางออกอยู่ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ก็ให้เขาหาทางออกกันก่อน

‘สศร.’ส่งดีไซเนอร์พลิกโฉม เพิ่มมูลค่า‘ผ้าร่วมสมัย’ชายแดนใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631092

‘สศร.’ส่งดีไซเนอร์พลิกโฉม  เพิ่มมูลค่า‘ผ้าร่วมสมัย’ชายแดนใต้

วันพุธ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร รองผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) ได้จัดทำโครงการ อบรมและพัฒนาศิลปะลายผ้าร่วมสมัยให้แก่กลุ่มผู้ผลิตผ้าพื้นเมืองในชุมชนต่างๆ เพื่อต่อยอดมรดกทางภูมิปัญญาประเภทสิ่งทอ และสร้างคุณค่า และมูลค่าความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ 4 อำเภอของสงขลา ได้แก่ จะนะ เทพา นาทวี สะบ้าย้อย

โดยตั้งแต่กระบวนการหาข้อมูลใช้วิธีลงพื้นที่สำรวจปัญหาและจัดเก็บข้อมูลทั้งแบบปฐมภูมิและทุติยภูมิ ทั้งการจัดทำเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง สนทนาปัญหาต่างๆ กับช่างทอและผู้ประกอบการในพื้นที่รวมถึงบุคคลทั่วไป จากนั้น นำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์และสังเคราะห์เพื่อให้ได้มาซึ่งต้นแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ร่วมสมัยแต่ยังคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของชุมชน

“จากการสำรวจปัญหาที่พบ คือ กลุ่มทอผ้าส่วนใหญ่ขาดแนวคิดและขาดการชี้นำ แนวทางในการพัฒนาด้านการออกแบบ ลวดลายผ้า ทำให้ขาดทิศทางในการพัฒนารูปแบบผ้าทอมือ แนวประยุกต์ ให้มีความน่าสนใจและแตกต่างไปจากผลิตภัณฑ์ผ้าทอแบบดั้งเดิม ส่งผลให้เกิดการผลิตซ้ำเป็นจำนวนมากจนเกิดปัญหาตามมาในเรื่องราคาและการตลาด โดยเฉพาะแนวโน้มความต้องการของตลาดที่ลดลง การลดราคาผ้าทอ และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ต่ำกว่าต้นทุน” นางเกษร กล่าว

รองผู้อำนวยการ สศร. กล่าวต่อไปว่า สศร.ได้ส่งนักออกแบบแฟชั่นเครื่องแต่งกายมืออาชีพ ได้แก่ ธีระ ฉันทสวัสดิ์ วิชระวิชญ์ อัครสันติสุขธันย์ชนก ยาวิลาศ หิรัญกฤษฏิ์ ภัทรบริบูรณ์กุล เอก ทองประเสริฐ ปัญจพล กุลปภังกร ศรัณย์เย็นปัญญาศรันรัตน์ พรรจิรเจริญ ดาเนียล ซู ปฏิพัทธ์ ชัยวิเทศ และเอ็ดวิน อาว เป็นต้น มาเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ เทคนิคและประสบการณ์ให้แก่กลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้าทอจากชุมชนต่างๆ โดยพบว่าสามารถสร้างสรรค์และพัฒนารูปแบบของผ้าทอมือจากแรงบันดาลใจในลวดลาย ผ้าโบราณให้เกิดลวดลายใหม่ขึ้น

ด้วยการใช้หลักการลดทอน เพิ่มขยาย รวมถึงการสลับตำแหน่งการจัดวางลวดลายใหม่ รวมถึงการให้เทคนิค แนวคิด การสร้างลวดลายโดยนำเอกลักษณ์ ท้องถิ่น มาประยุกต์ใช้กับการออกแบบสิ่งทอได้ ทำให้ผู้ผลิตในท้องถิ่นสามารถนำความรู้และความคิดสร้างสรรค์ไปต่อยอดในการพัฒนาลายผ้ารูปแบบใหม่ๆ ให้เป็นผลิตภัณฑ์จากลายผ้าไทยร่วมสมัยชายแดนใต้ เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดแฟชั่นเครื่องแต่งกายทั้งภายในและภายนอกประเทศ เสริมสร้างรายได้ มียอดจำหน่ายต่อปีเพิ่มมากขึ้น ถึงร้อยละ 20 อีกทั้งสร้างความภาคภูมิใจ ให้ชุมชนต่างๆ จากการผสมผสาน ภูมิปัญญาสิ่งทอพื้นเมืองเข้ากับแนวทางศิลปร่วมสมัยได้อย่างเป็นรูปธรรม

“สศร. ยังได้นำข้อมูลและภาพผลงานการออกแบบผ้าไทยในโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไทยร่วมสมัยชายแดนใต้ และโครงการพัฒนาการออกแบบลายผ้าร่วมสมัยไทยชายแดนใต้สู่สากล โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เข้าร่วมโครงการอบรมฯ ได้แก่ รายาบาติก บาติกเดอนารา ตันหยงปาตานี ศรียะลาบาติก อาดือนันบาติก เก๋บาติก อิบรอเฮงบาติก ซาโลมา ปาเต๊ะ บาติกบ้านบาโง อ่าวมะนาวบาติก อัลฮามีนบาติก มีดีที่นาทับ นำมาเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และแนวคิดให้ผู้ที่สนใจนำไปพัฒนาต่อยอดได้ ทางเพจเฟซบุ๊ค สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ด้วย” นางเกษร กล่าวในท้ายที่สุด

‘เครือข่ายลดอุบัติเหตุ’จี้แก้จุดเสี่ยง‘ทางม้าลาย’ แนะทั้งผู้ใช้รถ-คนเดินเท้าเพิ่มความระมัดระวัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631097

‘เครือข่ายลดอุบัติเหตุ’จี้แก้จุดเสี่ยง‘ทางม้าลาย’  แนะทั้งผู้ใช้รถ-คนเดินเท้าเพิ่มความระมัดระวัง

วันพุธ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายพรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ กล่าวถึงกรณีอุบัติเหตุทางถนนที่ตำรวจขับบิ๊กไบค์ชน พญ.วราลัคน์สุภวัตรจริยากุล หรือหมอกระต่าย เสียชีวิตขณะข้ามทางม้าลาย ว่า จากข้อมูลงานวิจัยในโครงการเสริมสร้างความปลอดภัยของคนเดินเท้า โดยศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ระบุว่า ปัญหาความปลอดภัยของคนเดินเท้าในประเทศไทย ยังพบว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุของคนเดินเท้าได้ทุกที่

เพราะพฤติกรรมการขับขี่และการเดิน ความประมาทและไม่ใส่ต่อกฎจราจรของผู้ขับขี่และคนเดินเท้าและการไม่เข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุรถชนคนเดินเท้า ทั้งนี้ ความเสี่ยงของการเกิดอุบัติของคนเดินทางมีหลายปัจจัย เช่น การใช้ความเร็ว พฤติกรรมของผู้ขับขี่ ไม่เคารพกฎจราจร ใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่ ความรีบเร่งในการใช้ทาง การลักข้ามถนนของคนเดินเท้าข้ามถนนโดยไม่ใช้สะพานลอย ใช้โทรศัพท์ขณะข้ามถนนบางจุดไม่มีการติดตั้งป้ายเตือนคนข้ามหรือไม่มีการตีเส้นจราจรทางข้ามบริเวณทางแยก ทำให้เสี่ยงมากขึ้น

ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องหรือหน่วยงานที่ดูแลควรที่จะมีการปรับปรุงแก้ไขบริเวณที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุคนเดินเท้ารวมทั้งติดตั้งสิ่งอำนวยความปลอดภัยเพิ่มให้กับคนเดินเท้า ซึ่งปกติทางม้าลายจะมีความกว้างไม่น้อยกว่า 5 เมตรใช้สีขาวดำ และสีที่ใช้ต้องเป็นสีเทอร์โมพลาสติกที่มีส่วนผสมของซิลิก้า หรือผงแก้วผงทรายทำให้เกิดความแวววาวมองเห็นระยะไกล

อีกทั้งต้องมีป้ายเตือนก่อนถึงทางม้าลาย เพื่อให้รถชะลอความเร็ว รวมถึงไฟส่องสว่างหากจุดนั้นต้องใช้ในเวลากลางคืน ที่สำคัญต้องมีการบำรุงรักษาอยู่ตลอดไม่ให้สีเลอะเลือน ส่วนคนขับรถโดยทั่วไปเมื่อเห็นป้ายเตือนทางม้าลายหรือมีสัญญาณไฟข้างหน้าต้องลดความเร็วและขับขี่ด้วยความระมัดระวังขณะเดียวกันต้องเข้มงวดบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังทุกกรณี ทั้งนี้ ข้อแนะนำในการข้ามถนนหรือทางม้าลายที่ปลอดภัย

1.คนเดินเท้าที่กำลังเดินข้ามถนนในทางม้าลายมีสิทธิไปก่อนรถ เพราะตามกฎหมายต้องหยุดให้คนข้ามถนนในทางข้ามทาง แต่จะต้องระวังให้โอกาสแก่รถที่ชะลอความเร็วและหยุดไม่ทัน ยิ่งเวลาฝนตกถนนลื่นต้องระวังให้มาก 2.แม้คนขับรถจะหยุดให้ข้าม ต้องข้ามด้วยความระมัดระวัง มองขวา-ซ้าย และข้ามอย่างรวดเร็ว อย่ามัวแต่เดินเล่นโทรศัพท์ 3.การข้ามถนนในช่องทางข้ามที่บริเวณทางแยก ให้ระวังรถที่จะเลี้ยว และ 4.ถ้ามีเกาะกลางถนนทำไว้ที่ทางม้าลาย ให้ข้ามถนนไปทีละครึ่งถนน โดยพักรออยู่บนเกาะ มองขวา-ซ้ายปลอดภัยแล้วจึงข้ามไปต่อ

‘ท่องเที่ยวฯมธบ.’พาชมย่าน‘เจริญกรุง’ ใช้‘สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า’ปลอดภัย-ไร้มลภาวะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631091

‘ท่องเที่ยวฯมธบ.’พาชมย่าน‘เจริญกรุง’  ใช้‘สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า’ปลอดภัย-ไร้มลภาวะ

วันพุธ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

แม้ว่าสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 จะยังไม่จบลงง่ายๆ แต่รัฐบาลก็ผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ตามระบบห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่คนไทยเองก็เริ่มเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับโรคระบาดนี้ด้วยความระมัดระวัง จากที่เคยถูกจำกัดพื้นที่จำกัดการเดินทาง จึงเริ่มหันกลับมาเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมในการท่องเที่ยวจะเปลี่ยนไป โดยนักวิชาการได้ทำการวิจัยพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวไทยหลังสถานการณ์โควิด-19 พบว่า คนไทยจะเริ่มเดินทางท่องเที่ยวระยะใกล้ นิยมการเดินทางด้วยรถส่วนตัวเลือกไปในสถานที่ Unseen ผู้คนไม่พลุกพล่าน และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

น.ส.ยุวรี โชคสวนทรัพย์ อาจารย์สาขาวิชาการท่องเที่ยวและธุรกิจอีเวนต์ คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรมมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) เล็งเห็นว่า การสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมทางการท่องเที่ยวแบบตอบโจทย์ยุค New Normalหลังรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์จะเป็นส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศได้อย่างดี จึงจัดทำโครงการบริการวิชาการ “เปิดมุมมองใหม่ไปกับสกู๊ตเตอร์ ตอน หลงรักบางกอก บอกรักเจริญกรุง” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบวิถีปกติใหม่และการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (ResponsibleTourism-RT) ในรูปแบบสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า

โครงการนี้นอกจากจะลดมลภาวะ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้วยังสามารถเดินทางเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวได้อย่างสะดวกสบายและทั่วถึง เชื่อมโยงกับการเผยแพร่ความรู้ด้านวิชาการแก่สังคมเรียนรู้ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตความเป็นพหุวัฒนธรรมในย่าน “เจริญกรุง” ซึ่งอยู่ใน 3 เขตของกรุงเทมหานคร (กทม.) คือ บางรักสัมพันธวงศ์และพระนคร โดยจัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่9 ม.ค. 2565 ที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 20 คน ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

น.ส.ยุวรี กล่าวต่อไปว่า จุดหมายปลายทางท่องเที่ยว ที่สร้างความน่าสนใจในรายการนี้คือการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวที่มีความหลากหลาย อันประกอบด้วย ชุมชนนานาชาติ ร้านอาหารพื้นถิ่นและความเป็น “แห่งแรก” ในเมืองไทย อาทิ ถนนสายแรก เส้นทางรถรางสายแรก โรงแรมแห่งแรกประกอบกับบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยากำหนดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวตั้งแต่ท่าเรือสาทรสู่คลองโอ่งอ่างซึ่งเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความน่าสนใจ

อาทิ ศาลเจียวเองเบี้ยว มัสยิดฮารูณ พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก โบสถ์กาลหว่าร์ วัดปทุมคงคาราชวรวิหาร วัดอุภัยราชบำรุง รวมถึงการรับประทานอาหารสไตล์อินเดีย-ปากีสถานเพื่อสะท้อนความเป็นพหุวัฒนธรรมในย่านเจริญกรุง การเยี่ยมชมสถานที่ ถ่ายภาพอาคารตึกเก่าวิถีชีวิตบนถนนเจริญกรุง โดยเชื่อมโยงเข้ากับงานสตรีทอาร์ต แสดงให้เห็นศักยภาพในพื้นที่ย่านประวัติศาสตร์และแหล่งการค้าที่เคยรุ่งเรืองตั้งแต่อดีตต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเป็นทางเลือกของการใช้พาหนะเดินทางที่รวดเร็วกว่าจักรยาน คล่องตัวกว่าจักรยานยนต์ มีความสะอาดกว่าและปล่อยคาร์บอนต่ำเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมีขนาดกะทัดรัด สะดวกในการจัดเก็บไม่กีดขวางทางเท้า อีกทั้งยังสามารถเว้นระยะห่างตอบโจทย์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวในสถานการณ์เช่นนี้ และเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวได้ทั่วถึงกว่าด้านความปลอดภัยของพาหนะเดินทางชนิดนี้ มีความเร็วสูงสุดประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นับว่าเป็นการจำกัดความเร็วอยู่ในระดับที่เหมาะสม

โดยสกู๊ตเตอร์สามารถวิ่งได้ต่อเนื่องในระยะทางไม่เกิน 25 กิโลเมตร ซึ่งเส้นทางที่จัดขึ้นแม้จะใช้ระยะเวลาตั้งแต่เช้าจรดเย็น แต่ก็อยู่ระยะทางเพียงแค่ 7 กิโลเมตรเท่านั้น ทำให้หมดความกังวลว่าแบตเตอรี่จะหมดเสียก่อน การเดินทางรูปแบบนี้ยังเป็นกิจกรรมที่มีความสนุกสนานเรียนรู้ได้ง่ายดาย เหมาะกับทุกเพศ ทุกวัย แม้เพิ่งได้ลองขับขี่เป็นครั้งแรก

“เสียงตอบรับของผู้ร่วมโครงการซึ่งเป็นสตรีอายุ 76 ปี ท่านหนึ่ง กล่าวว่า ขอบคุณคณะผู้จัดที่จัดโครงการดีๆ และแปลกใหม่ แบบนี้ขึ้นมานอกจากได้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ยังได้ลองขี่สกู๊ตเตอร์เป็นครั้งแรกในชีวิตซึ่งมีความสุขและประทับใจมาก ดังนั้นอายุจึงไม่ถือเป็นอุปสรรคต่อการขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า” อาจารย์สาขาวิชาการท่องเที่ยวและธุรกิจอีเวนต์ คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มธบ. ระบุ

น.ส.ยุวรี ยังกล่าวอีกว่า การทำทัวร์ด้วยสกู๊ตเตอร์สำคัญที่การจัดการ แม้ว่าการท่องเที่ยวด้วยสกู๊ตเตอร์จะสะดวกรวดเร็วแต่ถนนหนทางในกรุงเทพฯ หลายเส้นทางผิวถนนไม่เรียบ เป็นหลุมเป็นบ่อ ถนนบางสายที่รถหนาแน่นอาจเกิดอุบัติเหตุได้ดังนั้นผู้ประกอบการที่ให้บริการท่องเที่ยวรูปแบบนี้จำเป็นต้องมีการจัดการและการวางแผนการเดินทางเป็นอย่างดี อาทิ การเตรียมความพร้อมเพื่อใช้งานของสกู๊ตเตอร์ทุกคัน การเตรียมสกู๊ตเตอร์สำรองที่เพียงพอหากเกิดความขัดข้องทางเทคนิค

การติดต่อประสานงานกับแหล่งท่องเที่ยวแต่ละจุดเพื่อจัดหาที่จอดสกู๊ตเตอร์ที่ปลอดภัยการเลือกใช้เส้นทางที่มีความปลอดภัยและลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ และต้องมีจำนวนทีมงานที่เพียงพอต่อการดูแลนักท่องเที่ยวได้อย่างทั่วถึงซึ่งโครงการบริการวิชาการของคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรมในครั้งนี้ ได้พันธมิตรที่เป็นมืออาชีพในการจัดการทั้งด้านวิชาการ จาก นายธานัทภุมรัช นักประชาสัมพันธ์ ส่วนการท่องเที่ยวสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กทม.

รวมถึงพันธมิตรด้านวิชาชีพ จากผู้ประกอบการท่องเที่ยวโดยสกู๊ตเตอร์ Scoot de Urban จึงกล่าวได้ว่าการท่องเที่ยวโดยสกู๊ตเตอร์เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยให้มีความทันสมัยรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และสามารถเพิ่มคุณค่าของการท่องเที่ยวโดยให้ความรู้ทางวิชาการด้านประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมจะทำให้การท่องเที่ยวเกิดความยั่งยืนต่อไป

‘กทม.’แนะนำ ‘Thailand Learning’ เว็บพอร์ทัลรวบรวมแหล่งเรียนรู้ออนไลน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631094

‘กทม.’แนะนำ ‘Thailand Learning’  เว็บพอร์ทัลรวบรวมแหล่งเรียนรู้ออนไลน์

วันพุธ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเกรียงไกร จงเจริญ ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร (กทม.)กล่าวถึงนโยบายด้านการศึกษาของ กทม. ในช่วงสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ว่า ตั้งแต่การระบาดเริ่มขึ้นในปี 2563 เป็นต้นมากทม. ได้ใช้นโยบายแบบเดียวกับกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) คือใช้หลัก “4 ON” ซึ่งประกอบด้วย 1.Online คือการเรียนผ่านทางสื่อต่างๆ 2.On School Line ผ่านทางไลน์กลุ่มของโรงเรียน 3.On Hand คือเอกสารที่ส่งไปให้ผู้ปกครองมารับไปให้บุตรหลาน แล้วส่งกลับมาที่โรงเรียน และ4.On Site เป็นการเดินทางมาเรียนด้วยตนเอง

ทั้งนี้ ในปี 2563 สามารถเปิดได้เพียงช่วงเดียว เป็นการสลับวันเรียน แต่ในปี 2564 แทบจะเหลือแต่ Online และ On School Lineเท่านั้น โดยทางสำนักการศึกษาฯ ได้มีการสนับสนุนในเรื่องอินเตอร์เนตสำหรับโรงเรียนซึ่งเดิมก็มีให้อยู่แล้วแต่เป็นวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในห้องคอมพิวเตอร์ พอในช่วงที่ต้องเรียน Onlineแบบ 100% จึงไม่เพียงพอ เพราะคุณครูต้องใช้สอนหลายห้อง จึงได้มีการเพิ่มความเร็วของอินเตอร์เนต และให้แนวทางกับโรงเรียนในเรื่องการเพิ่มจุดรับส่งกระจายสัญญาณให้เสถียรมากขึ้น รวมถึงช่องทางการเบิกจ่ายเงินในส่วนนี้

นายเกรียงไกร กล่าวต่อไปว่า สำหรับความร่วมมือในโครงการ http://www.thailandlearning.orgซึ่งเป็นเว็บพอร์ทัลรวบรวมแหล่งเรียนรู้บนโลกออนไลน์ ที่จัดทำโดยมูลนิธิเอเชียฯ ร่วมกับสถานทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย นั้น เกิดขึ้นจากความต้องการส่งเสริมการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการศึกษาของประเทศไทย โดยเริ่มต้นจากการทำงานวิจัยร่วมกันซึ่งสำนักการศึกษาฯ ร่วมกับสำนักงานเขตจอมทองได้คัดเลือกโรงเรียนวัดไทร (ถาวรพรหมานุกูล) เขตจอมทอง กรุงเทพฯ เข้าร่วมในโครงการฯ

เนื่องจากเห็นว่าสามารถจัดการเรียนการสอนทางไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้นำเอา Thailand Learning เข้ามาจัดกิจกรรมให้ครูและนักเรียนได้รู้จักช่องทางในการแสวงหาความรู้เพิ่มเติม ให้เกิดความตื่นตัวในการที่จะแก้ไขปัญหาในเรื่องการจัดการเรียนการสอนที่ไม่สามารถเปิดโรงเรียนได้ โดยเมื่อจบโครงการฯ ไปแล้วก็ยังมีการใช้อยู่ มีการพัฒนาเพิ่มขึ้น จนได้รับความสนใจจากโรงเรียนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ได้เดินทางเข้ามาขอดูงาน ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจของคณะผู้จัดทำโครงการฯ

“ขอแนะนำโครงการนี้ให้กับครูและนักเรียนทุกท่าน เพราะมีประโยชน์ทั้งในด้านการเรียนการสอน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้การศึกษาได้ผ่านพ้นวิกฤตในช่วงที่ไม่สามารถเปิดโรงเรียนได้ ในด้านของคุณครูได้ทำให้มีการพัฒนา, เข้าถึง และมี Skill ทางด้านดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น ส่วนนักเรียนก็ได้รับความรู้เป็นอย่างดี เพราะเนื้อหาที่อยู่ภายในนั้นมีคุณภาพ ผ่านการพิจารณาจากนักวิชาการมาแล้ว” นายเกรียงไกร กล่าว

ด้าน น.ส.รัตนา แซ่เล้า เจ้าหน้าที่โครงการอาวุโส ฝ่ายนโยบายและวิจัย มูลนิธิเอเชียประจำประเทศไทย ได้กล่าวว่า “www.thailandlearning.orgจัดทำขึ้นโดยมีเนื้อหาที่หลากหลายจากทั่วโลก เหมาะสำหรับนักเรียน, ครู และผู้ที่สนใจ มีทั้งเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ครอบคลุมทุกวิชาตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ที่สำคัญคือสามารถใช้บริการได้ 24 ชั่วโมง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ, แท็บเลต หรือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ภายในแบ่งเป็น 3 เมนูด้วยกันคือ

1.เรียนรู้ จะรวบรวมข้อมูลเว็บไซต์เกี่ยวกับการศึกษาไทยและต่างประเทศ แยกตามสาขาวิชาอาทิ วิชาคณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์ 2.ทัศนศึกษาเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์หรือแหล่งเรียนรู้จากทั่วโลกผ่านหน้าจอ หรือVirtual tour ที่สามารถให้ความรู้นักเรียนได้มากกว่าในตำรา และ 3.เครื่องมือ เป็นการแนะนำเครื่องมือสำหรับสื่อการเรียนการสอนออนไลน์ ซึ่งผู้ใช้จะสามารถร่วมทำแบบทดสอบ ที่เหมาะสำหรับนักเรียน ครู และผู้ปกครอง โดยผู้ที่สนใจสามารถไปใช้บริการที่ http://www.thailandlearning.org ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

อาชีวะอุบลฯ เข้ารับการประเมินสถานศึกษา เพื่อรับรางวัลพระราชทาน ประจำปี 2564

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631131

อาชีวะอุบลฯ เข้ารับการประเมินสถานศึกษา เพื่อรับรางวัลพระราชทาน ประจำปี 2564

วันอังคาร ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2565, 18.08 น.

อาชีวะอุบลฯ สถานศึกษาระดับเหรียญทอง APACC เข้ารับการประเมินสถานศึกษาเพื่อรับรางวัลพระราชทาน ประเภทสถานศึกษาอาชีวศึกษาขนาดใหญ่  ประจำปีการศึกษา 2564  ระดับจังหวัดฯ วางเป้าหมายคุณภาพสถานศึกษาสู่รางวัลสถานศึกษาพระราชทาน 3 ครั้งต่อเนื่องในรอบ 10 ปี 

25 มกราคม 2565 นางลฎาภา  แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี พร้อมด้วยรองผู้อำนวยการทั้ง 4 ฝ่าย นำคณะผู้บริหาร ครู บุคลากร ต้อนรับคณะอนุกรรมการประเมินสถานศึกษาเพื่อรับรางวัลพระราชทาน ประเภทสถานศึกษาอาชีวศึกษาขนาดใหญ่  ประจำปีการศึกษา 2564 ระดับอาชีวศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี ประกอบด้วย นายธาตรี พิบูลมณฑา ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี ประธานกรรมการอาชีวศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี ประธานอนุกรรมการฯ พร้อมด้วยนางสุดใจ ภู่เทศ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม คณะทำงาน นายไพรัตน์ ถิระบุตร รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคนครอุบลราชธานี คณะทำงาน นางวาสนา อัมพันธ์ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุบลราชธานี คณะทำงานและนายมนตรี สุริยพันตรี รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี คณะทำงานและเลขานุการ

สำหรับการประเมินในวันนี้คณะอนุกรรมการประเมินสถานศึกษาเพื่อรับรางวัลพระราชทาน ได้รับชมนิทรรศการผลงานดีเด่นของสถานศึกษา ครู บุคลากร นักเรียน นักศึกษา ในแต่ละแผนกวิชา พร้อมด้วยประเมินจากเอกสาร หลักฐานอ้างอิงและการตอบคำถามคณะกรรมการเพิ่มเติมทั้งหมด 6 ด้าน ได้แก่  ด้านคุณภาพนักศึกษา ด้านบริหารหลักสูตรและงานวิชาการ ด้านบริหารการจัดการ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษากับชุมชน ด้านบุคลากรและการบริหารงานบุคลากร และด้านความดีเด่นของสถานศึกษา

จากนั้นเป็นการสรุปผลการประเมินและข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการทั้งหมด ทั้งนี้ที่ผ่านมาวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ผ่านการประเมินสถานศึกษาระดับภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกหรือ APACC ในระดับเหรียญทอง ในปีการศึกษา2561 ในส่วนของรางวัลสถานศึกษาพระราชทาน ประเภทสถานศึกษาขนาดใหญ่ ได้รับรางวัล 2 ครั้งต่อเนื่อง ได้แก่ ปีการศึกษา 2556 และปีการศึกษา 2560 และครั้งนี้วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี หากผ่านการประเมินระดับจังหวัดอุบลราชธานี จะเข้ารับการประเมินต่อไปในระดับสูงขึ้น เพื่อเป้าหมายที่ตั้งไว้สู่รางวัลอันทรงคุณค่าและภาคภูมิใจ ตลอดระยะเวลา 85 ปี ของการก่อตั้งสถานศึกษา นั่นคือ สถานศึกษาพระราชทาน ประเภทสถานศึกษาขนาดใหญ่  ประจำปีการศึกษา 2564  โล่รางวัลพระราชทาน  3  ครั้งต่อเนื่องในรอบ 10 ปี

-(016)

‘ครูโอ๊ะ’รับมอบชุดตรวจโควิด-19 หมื่นชุด ก่อนส่งต่อสถานศึกษาพื้นที่ชนบท ห่างไกล ทุรกันดาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631118

'ครูโอ๊ะ'รับมอบชุดตรวจโควิด-19 หมื่นชุด ก่อนส่งต่อสถานศึกษาพื้นที่ชนบท ห่างไกล ทุรกันดาร

วันอังคาร ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2565, 17.14 น.

วันที่ 25 มกราคม 2565 ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  รับมอบชุดตรวจโควิด-19 เพื่อประโยชน์ทางการศึกษา จำนวน 10,000 ขุด จาก นายโทนี่ หยาง ประธานกรรมการบริษัท เอชไอพี โกบอล จำกัด โดยมี ดร.กมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศธ. ดร.ฉัตรชัย รักความซื่อ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัทเอชไอพี โกบอล จำกัด นาย จิรวัฒน์ อุทโท ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัทเอชไอพี โกบอล จำกัด  นายสุทิน แก้วพนา รองปลัดกระทรวงศึกษาธิกา นายภูมิพัทธ เรืองแหล่ รองเลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย และนายประพัทธ์ รัตนอรุณ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เข้าร่วมพิธี

โดย ดร.กนกวรรณ กล่าวว่า ชุดตรวจโควิด-19 โดยวิธีเก็บตัวอย่างในโพรงจมูก จากบริษัท เอช ไอ พี โกลบอล จำกัด  ซึ่งเป็นบริษัทนำเข้าและเก็บรักษาเครื่องมือทางการแพทย์ ที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน  ที่มาร่วมกันส่งต่อความห่วงใยไปยังผู้เรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ในวันนี้ การจัดการศึกษาในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้เรียน ครู บุคลากร ตลอดจนเจ้าหน้าที่ โดยได้ดำเนินการตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย 6 มาตรการหลัก (DMHT-RC)  6 มาตรการเสริม (SSET-CQ) และแนวทาง 7 มาตรการเข้ม ทั้งในระดับหน่วยงาน และระดับสถานศึกษา ที่มีการเปิดการเรียนการสอนแบบ On-site ตามประกาศของ ศบค.ระดับจังหวัด ชุดตรวจโรคโควิด-19 จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นและมีความสำคัญต่อระบบคัดกรอง ที่จะเป็นด่านแรกในการสร้างความปลอดภัยให้กับพวกเราทุกคน รวมทั้งชาวกระทรวงศึกษาธิการ

“ในนามกระทรวงศึกษาธิการ ขอแสดงความขอบคุณประธานกรรมการ  บริษัท เอช ไอ พี โกลบอล จำกัด ที่ดำเนินธุรกิจบนฐานของความตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ให้ความสำคัญและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความปลอดภัยแก่นักเรียน ครู และบุคลากร โดยนำชุดตรวจโควิด-19 (RAPID SARS-COV-2 ANTIGEN TEST CARD) โดยวิธีเก็บตัวอย่าง ในโพรงจมูก (Nasal Swab) มามอบให้ จำนวน 10,000 ชิ้น มูลค่า 1,500,000 บาท โดย ศธ. จะนำชุดตรวจที่ได้รับในครั้งนี้ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อระบบคัดกรองของผู้เรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายพิเศษ ผู้พิการ เด็กด้อยโอกาส ตลอดจนถึงเด็ก ๆ  ในสถานศึกษาในพื้นที่ชนบท ห่างไกล ทุรกันดาร ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ต่อไป” ดร.กนกวรรณ กล่าว 

จับตา! ถกบอร์ด สกสค.พรุ่งนี้ ส่อเลิกจ้าง’ธนพร’ เหตุไม่เข้าประเมินผลงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631111

จับตา! ถกบอร์ด สกสค.พรุ่งนี้ ส่อเลิกจ้าง'ธนพร' เหตุไม่เข้าประเมินผลงาน

วันอังคาร ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2565, 16.37 น.

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2565 รายงานข่าวจากกระทรวงศึกษาธิการแจ้งว่า เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (24 ม.ค.65) น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (บอร์ด สกสค.) ได้สั่งการให้ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ประสานไปยังสำนักงาน สกสค.เพื่อให้นัดหมายประชุมบอร์ด สกสค.ในวันที่ 26 ม.ค.65 เวลา 16.30 น.

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่า ข้อสั่งการให้จัดการประชุมบอร์ด สกสค.ในวันที่ 26 ม.ค.เป็นไปอย่างกระชั้นชิด จากที่ตามปกติที่ต้องนัดหมายล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วัน โดยคาดว่า การประชุมบอร์ด สกสค.ในครั้งนี้ที่จะเป็นการประชุมครั้งแรกของปี 2565 จะมีการพิจารณากรณีที่ นายธนพร สมศรี เลขาธิการ สกสค.ไม่เข้าร่วมการประเมินผลงาน และการประเมินผลสัมฤทธิ์การปฏิบัติงานของเลขาธิการ สกสค.ในรอบปีงบประมาณ 2564 เนื่องจากอยู่ในระหว่างร้องขอความเป็นธรรมต่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งคณะกรรมการประเมินผลงานฯ ได้ทำหนังสือแจ้งว่า นายธนพรไม่เข้าร่วมการประเมินผลงานฯ ถึง น.ส.ตรีนุช ในฐานะประธานบอร์ด สกสค.เพื่อให้พิจารณาแล้ว ตั้งแต่ช่วงต้นเดือน ม.ค.65

ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ด้วยว่า ที่ประชุมบอร์ด สกสค.อาจพิจารณาเลิกจ้างนายธนพร เนื่องจากผิดสัญญาจ้างจากกรณีไม่เข้าร่วมการประเมินผลงานฯ เพื่อให้นายธนพร พ้นตำแหน่งทันที แม้ว่านายธนพรได้ทำหนังสือลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการ สกสค.แล้วเมื่อวันที่ 21 ม.ค.ที่ผ่านมา แต่ตามสัญญาจ้างนายธนพร ต้องปฏิบัติหน้าที่ไปอีก 90 วันนับจากวันลาออก เพื่อให้บอร์ด สกสค.ดำเนินการสรรหาเลขาธิการ สกสค.คนใหม่