‘สศร.’เปิดยื่นรับทุนอุดหนุนพัฒนา และส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยปี’65รอบ2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/630573

‘สศร.’เปิดยื่นรับทุนอุดหนุนพัฒนา  และส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยปี’65รอบ2

วันจันทร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร รองผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กล่าวว่า สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดโครงการเงินอุดหนุนการพัฒนาและส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เพื่อเปิดโอกาสให้ศิลปินศิลปาธร ผู้ประกอบอาชีพศิลปะ และผู้ประสงค์จะสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมสมัย มูลนิธิ หรือ สมาคม และองค์กรเอกชน

ได้ยื่นเสนอโครงการเพื่อขอรับงบประมาณอุดหนุนในการดำเนินกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน และวงการศิลปะร่วมสมัย ทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ โดยเปิดรับยื่นโครงการ 2 รอบ ในรอบที่ 1 ได้ปิดรับสมัครไปเมื่อเดือนพ.ย. 2564 พบว่า มีผู้ให้ความสนใจยื่นขอรับทุนสนับสนุนจำนวนมากกว่า 30 โครงการ และในรอบที่ 2 จะเปิดรับเอกสารตั้งแต่วันที่ 1-25 ก.พ. 2565 ทั้งนี้ คณะกรรมการพิจารณากองทุน ได้กำหนด
หลักเกณฑ์ ลักษณะของโครงการ/กิจกรรม ที่จะได้รับการอุดหนุน

จะต้องมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ เป็นโครงการ 1.ส่งเสริมการสร้างสรรค์งานของศิลปินศิลปาธร อันเป็นประโยชน์ต่อสังคมและวงการ ศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยหรือ 2.การสร้างสรรค์งานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยให้แก่คนในชุมชน เพื่อสร้างคุณค่า ทางจิตใจหรือเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจและรายได้ให้แก่คนในชุมชน 3.ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของศิลปิน บุคคลผู้มีความสามารถด้านศิลปะร่วมสมัย ได้สร้างสรรค์งานด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยเผยแพร่ต่อสาธารณชนในระดับประเทศหรือต่างประเทศ หรือ 4.การสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมสมัย เพื่อสาธารณประโยชน์ และเสริมสร้างคุณภาพชีวิต

นางเกษร กล่าวอีกว่า โครงการที่ได้รับเงินสนับสนุนจาก สศร. ทุกปี ล้วนส่งเสริมด้านองค์ความรู้ คุณค่าทางศิลปะแก่เด็กและเยาวชน รวมถึงประชาชนได้จริง สามารถสร้างประโยชน์ต่อสังคม ตลอดจนยกระดับศิลปินร่วมสมัยของประเทศไทยทุกระดับ ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา จนถึงประชาชนทั่วไป มีการสร้างผลงาน โดยประยุกต์ใช้นวัตกรรม และเทคโนโลยี ให้เกิดการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ โดยใช้อัตลักษณ์ เอกลักษณ์ มาพัฒนาชุมชน สร้างรายได้เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศ อีกทั้งยังส่งผลให้วงการศิลปะร่วมสมัยของประเทศไทยได้ขยายศักยภาพเทียบชั้นในระดับนานาชาติ ทั้งนี้ ผู้สนใจ สามารถศึกษาข้อมูลรายละเอียด

คุณสมบัติผู้ขอรับทุนอุดหนุนและหลักเกณฑ์การพิจารณาเพิ่มเติมได้จาก ประกาศสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย http://www.ocac.go.th หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร.02-2093752-53 สามารถส่งเอกสารทางไปรษณีย์ลงทะเบียนมาได้ที่ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ชั้น 3 อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม ถนนเทียมร่วมมิตร แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10310 (โดยถือเอาวันประทับตราเป็นสำคัญ) หลังจากคณะกรรมการได้พิจารณาเสร็จสิ้นจะประกาศผลการพิจารณาโครงการที่ได้รับการสนับสนุนเงินอุดหนุนให้ทราบทางเว็บไซต์ ww.cac.go.th

‘ชิงเก็บ-ลดเผา’ แก้ปัญหา‘ไฟป่า-ฝุ่นพิษ’ลำปาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/630575

‘ชิงเก็บ-ลดเผา’  แก้ปัญหา‘ไฟป่า-ฝุ่นพิษ’ลำปาง

วันจันทร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“มกราคม-เมษายน” ในช่วงเดือนดังกล่าวสำหรับผู้คนในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย “ไฟป่าและฝุ่นพิษ” ดูจะกลายเป็นเรื่องชาชินมานานกว่าทศวรรษ ซึ่งมีทั้งจากการเผาด้วยเหตุผลด้านการเกษตร การหาของป่ารวมถึงไฟป่าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ โดยมีความพยายามแก้ปัญหามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เปิดโครงการ “ชิงเก็บ ลดเผา” ประจำปี 2565 ที่ จ.ลำปาง

วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า โครงการ ชิงเก็บ ลดเผา ที่ดำเนินการในปี 2564 ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งเมื่อเทียบกับปี 2563 โดยสามารถลดจุดความร้อนได้มากถึงร้อยละ 50 ส่วนในปี 2565 จะเป็นปีที่มีความท้าทายเนื่องจากมีการตั้งเป้าหมายเพื่อลดจุดความร้อนให้มากกว่าปีที่แล้วถึงร้อยละ 20

ซึ่งการที่จะประสบความสำเร็จได้จะต้องมีการทำความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่ และที่สำคัญคือการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน การประสานงานระหว่างภาครัฐกับประชาชน ซึ่งผู้นำชุมชนในพื้นที่จะมีส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงและทำความเข้าใจกับชาวบ้าน ในการที่จะทำให้ปี 2565 จะสามารถลดปริมาณจุดความร้อนให้ตรงตามเป้าที่ตั้งไว้ การทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกคนในแต่ละพื้นที่ล้วนมีความยากลำบาก

“ความร่วมมือกันของชาวบ้านจะเป็นส่วนสำคัญในการทำตามเป้าหมาย ซึ่งจังหวัดที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษจะเป็นพื้นที่ที่มีการเผาซ้ำซาก โดยเฉพาะจังหวัดลำปาง ซึ่งขณะนี้ทางกรมทรัพยากรน้ำบาดาลกำลังทดลองทำโครงการเพื่อฟื้นฟูสภาพป่า เพื่อให้ป่ามีความชุ่มชื้นมากขึ้นในบริเวณดอยพระบาท ถ้าโครงการสำเร็จจะทำให้โอกาสเกิดไฟป่าลดลง และยังเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ และนำไปต่อยอดไปอีกหลายพื้นที่ที่มีปัญหา”วราวุธ กล่าว

วราวุธ กล่าวต่อไปว่า ในปี 2565 ยังได้เตรียมความพร้อมในการควบคุมไฟป่าในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ซึ่งมีพื้นที่รวม 42.09 ล้านไร่ ตามมาตรการที่ 1 คือ “การเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและควบคุมไฟป่าเชิงพื้นที่” ภายใต้แผนปฏิบัติการป้องกันและควบคุมไฟป่า ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนประกอบด้วย 1.การเตรียมการ เช่น จัดโครงสร้างหน่วยงาน จัดทำแผนปฏิบัติงาน กำหนดพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า จัดประชุมชี้แจงแนวทางปฏิบัติงาน และการประชาสัมพันธ์เชิงรุกทุกรูปแบบ

2.รับมือ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-15 พฤษภาคม แบ่งเป็น ช่วงก่อนเกิดวิกฤติในเดือนมกราคม ซึ่งได้ดำเนินจัดตั้งวอร์รูมกรมป่าไม้/ส่วนหน้า/สำนักฯ จัดตั้งชุดพิเศษควบคุมไฟป่า รายงานสถานการณ์ประจำวันจัดชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เข้าตรวจสอบและควบคุมไฟป่า และช่วงวิกฤตในเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม เน้นดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด การบริหารจัดการเชื้อเพลิงโดยการชิงเก็บอย่างต่อเนื่อง และแก้ไขไฟป่าและหมอกควันข้ามแดนผ่านกลไกอาเซียน

และ 3.ประเมินและสร้างความยั่งยืน เช่น วิเคราะห์พื้นที่ไฟไหม้ป่าออกประกาศกรมป่าไม้ เรื่องห้ามเข้าบุกรุกยืดถือครอบครองพื้นที่ป่าที่ถูกไฟไหม้ การตรวจสอบไม่ให้มีการบุกรุกพื้นที่ที่ถูกไฟไหม้ การจัดทำแผนฟื้นฟูพื้นที่ที่ถูกไฟไหม้ และสรุปผลการดำเนินงานและถอดบทเรียนจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

จตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวเสริมว่า การปฏิบัติงานในพื้นที่ภาคเหนือ ในปี พ.ศ.2565 ได้มอบหมายให้กรมป่าไม้ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ในการป้องกันไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือ โดยจัดเตรียมกำลังพล ประกอบด้วย นปพ. (พิทักษ์ป่า) 520 คน และเหยี่ยวไฟ 135 คน เพื่อประจำจุดต่างๆ ตามแผนที่กำหนด

“โครงการ ชิงเก็บ ลดเผา ที่ให้กรมป่าไม้ดำเนินการในปี 2565 มีเป้าหมายชิงเก็บ 1,500 ตัน และชิงเผา155,000 ไร่ นอกจากนี้ยังมีการดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการตามโครงการปลูกป่า เพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ป่าชายเลน และป้องกันไฟป่า ของกรมป่าไม้ในปี 2565 ในพื้นที่รับผิดชอบ 10 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อป้องกันกันไฟป่าลุกลามเข้าโครงการ และเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในรูปแบบจิตอาสา” ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุ

ด้านเจ้าหน้าที่ในพื้นที่อย่าง ศิริรัตน์ พัฒนาสุพงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการควบคุมไฟป่า จ.ลำปางเล่าว่า การทำแนวกันไฟป่า จะทำให้สามารถป้องกันการเกิดไฟป่าได้เป็นอย่างดี ซึ่งบริเวณพื้นที่ดอยพระบาทได้ทำแนวกันไฟกว้างประมาณ 8 เมตร ความยาวประมาณ 5 กิโลเมตร เพื่อป้องกันไฟป่าในเขตป่าชุมชนบริเวณดอยพระบาท ซึ่งบริเวณดอยพระบาทมีบริเวณของจุดความร้อนค่อนข้างมาก เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม

หลังจากที่มีการทำแนวกันไฟพบว่า จุดความร้อนในพื้นที่ค่อนข้างลดลงอย่างชัดเจน อีกทั้งได้เครือข่ายชุมชนเข้ามาช่วยเหลือ ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ทางกรมป่าไม้ได้มอบเงินอุดหนุนให้กับเครือข่ายชุมชน เครือข่ายละ 30,000 บาท เพื่อดำเนินงานกิจกรรมป้องกันควบคุมไฟป่า ออกล่าตระเวน และการเก็บใบไม้ในพื้นที่ ซึ่งการนำชาวบ้านในพื้นที่มามีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมป้องกันและควบคุมไฟป่า จะช่วยงานของภาครัฐค่อนข้างมาก เนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐมีค่อนข้างน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับป่าที่ต้องดูแล

“ถ้าได้ชาวบ้านมาช่วยเหลือจะสามารถดำเนินการได้อย่างทั่วถึงและครอบคลุม ในส่วนของการเก็บเศษใบไม้เพื่อลดปริมาณเชื้อเพลิง ได้มีการประสานงานเพื่อนำก้อนใบไม้ที่แปรรูปไปขายให้กับ SCG ซึ่งอยู่ในระหว่างดำเนินการ นอกจากนี้ยังทำเป็นก้อนเชื้อเพลิง และยังมีการแปรรูปเป็นภาชนะได้อีกด้วย” ศิริรัตน์ กล่าว

แพทย์ห่วงปลด‘กัญชา’พ้นยาเสพติดส่งผลกระทบสังคม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/630574

แพทย์ห่วงปลด‘กัญชา’พ้นยาเสพติดส่งผลกระทบสังคม

วันจันทร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นพ.บัณฑิต ศรไพศาล นักวิจัยในโครงการวิจัยสังเคราะห์ และทบทวนเพื่อพัฒนามาตรการนำสารสกัดกัญชาใช้ทางการแพทย์สำหรับประเทศไทย มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) กล่าวถึงข้อเสนอให้ปลดกัญชา-กัญชง ออกจากรายชื่อยาเสพติดให้โทษ ว่า การตัดกัญชาออกจาก รายชื่อยาเสพติดให้โทษประเภท 5 เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง อย่างยิ่ง ด้วยเหตุผล 5 ประการ คือ

1.การอ้างเหตุผลว่าไม่มีคำว่ากัญชาในประมวลกฎหมายยาเสพติด กัญชาจึงไม่ใช่ยาเสพติดแล้วจะให้คณะกรรมการควบคุมยาเสพติดตัดชื่อกัญชาออกจากรายชื่อยาเสพติดให้โทษ เป็นการตรรกะที่ไม่ถูกต้อง การที่ตัวประมวลกฎหมายยาเสพติดระบุตัวอย่างสารเสพติดในประเภทนั้นๆ ได้เพียงบางชนิด เพราะจำนวน สารเสพติดมีมากมาย เช่น ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 มีถึง 75 ชนิด

แต่ประมวลกฎหมาย ยาเสพติดได้ระบุเพียง เฮโรอีน เพียงตัวอย่างเดียวในตัวกฎหมาย หากใช้ตรรกะเดียวกันว่า ถ้าไม่ได้ระบุคำ ว่ากัญชาในประมวลกฎหมายยาเสพติดแสดงว่า กัญชาไม่เป็นยาเสพติด จะหมายถึงว่าขณะนี้ ยาบ้า (Methamphetamine) หรือ เฟนทานิล (Fentanyl) ซึ่งไม่ได้ระบุในประมวลกฎหมายยาเสพติดเช่นกัน ก็ไม่ใช่ยาเสพติดในประเทศไทยแล้วกระนั้นหรือ

2.กัญชายังเป็นยาเสพติด และเป็นประตูสู่การเสพติดอื่นที่ร้ายแรงกว่า กัญชาก่อให้เกิดการเสพติดและการเจ็บป่วยจากการ
เสพติดที่ชัดเจน แม้จะมีสารบางส่วนของกัญชาที่มีประโยชน์ทางการแพทย์การสนับสนุน ให้ใช้ประโยชน์จากกัญชาในทางการแพทย์ โดยยังกำหนดให้กัญชาเป็นยาเสพติดเป็นทางออกสายกลาง ที่ดีที่สุดในระหว่างสองทางเลือกสุดโต่ง คือ การกำหนดให้กัญชาเป็นยาเสพติดโดยไม่ใช้ประโยชน์ทางการแพทย์เลย หรือการกำหนดให้กัญชาไม่ใช่ยาเสพติดเลย

3.กระทรวงสาธารณสุขต้องการกำหนดให้กัญชาไม่ใช่ยาเสพติด หรือ ช่อดอกกัญชาไม่ใช่ยาเสพติด แต่กำหนดให้สารสกัดกัญชาเท่านั้นที่เป็นยาเสพติดโดยยกเว้นสารสกัดกัญชาที่มี THC น้อยกว่าร้อยละ 0.2 โดยน้ำหนักเท่านั้นที่ไม่เป็นยาเสพติด เป็นตรรกะที่ผิดและการควบคุมกระทำได้ยากในทางปฏิบัติ เช่น หากเยาวชนนำช่อดอกซึ่งระบุว่าไม่ใช่ยาเสพติดไปสูบจะถือว่าผิดกฎหมายหรือไม่ เพราะช่อดอกกัญชาไม่ใช่ยาเสพติด

หากกระทรวงสาธารณสุขต้องการให้สารสกัดกัญชาที่มี THC น้อยกว่าร้อยละ 0.2 โดยน้ำหนักไม่เป็นยาเสพติด เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงกัญชาทางการแพทย์ได้นั้นยังคงสามารกำหนดให้กัญชาเป็นสารเสพติดได้ แต่ยกเว้นสารสกัดกัญชาที่มี THC น้อยกว่าร้อยละ 0.2 โดยน้ำหนักไม่เป็นยาเสพติดได้ทำเพียงแค่นี้ ประชาชนก็จะเข้าถึงกัญชาทางการแพทย์ได้มากแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องปลดกัญชาออกจากการเป็นสารเสพติด

4.การกำหนดให้สารสกัดกัญชาที่มี THC มากกว่าร้อยละ 0.2 โดยน้ำหนักเป็นยาเสพติด จะมีความยากมากในทางปฏิบัติที่จะควบคุม เพราะเป็นการยากที่จะตรวจสอบว่า ยาหรืออาหารหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มี อยู่ในท้องตลาดหรือตามบ้าน จะมีระดับ THC ไม่เกินปริมาณดังกล่าว หากเยาวชนนำช่อดอกไปต้มดื่มใครจะ ทราบว่ามีปริมาณ THC เกินร้อยละ 0.2 โดยน้ำหนักหรือไม่ หากร้านอาหารผสมช่อดอกในอาหารให้ รับประทาน ใครจะไปตามตรวจสอบอาหารทุกจานว่ามีปริมาณเกินร้อยละ 0.2 โดยน้ำหนักหรือไม่

5.กัญชาก่อให้เกิดผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองของเยาวชน และก่อให้เกิดผลกระทบต่อครอบครัวและสังคมวงกว้าง ดังที่เห็นเป็นข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ เช่น “หลอน!! ลูกพี้กัญชาจนผวาเกรงคนมาฆ่า แทงพ่อแม่เจ็บ” “สลด! พ่อบังคับลูกวัย 13 ให้คนข่มขืนแลกกัญชา” “พ่อทาสกัญชาประสาทหลอน ฆ่าลูก ในไส้ 1 ขวบ” เป็นต้น หากในอนาคตประชาชนเสพใช้กัญชา โดยเข้าใจว่ากัญชาไม่ใช่ยาเสพติด สังคมไทยจะหายนะขนาดไหน

“ทางออกสำหรับสถานการณ์ปัจจุบันจากเหตุผล5 ประการในข้างต้น ที่ประจักษ์ชัดว่าต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ ทั้งผลประโยชน์ด้านบวกที่ต้องการ เช่น ประโยชน์ทางการแพทย์ ทางเศรษฐกิจ และความนิยมทางการเมือง และผลกระทบด้านลบที่จะตามมา เช่น การเสพติดและผลกระทบต่อเยาวชน ครอบครัวและสังคม ตลอดจนต้องมองในมิติของการควบคุมในทางปฏิบัติด้วย เช่น จะควบคุมการใช้ผิด วัตถุประสงค์ได้อย่างไร จึงควรชะลอการกำหนดว่าจะตัดคำว่ากัญชาออกจากรายชื่อยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ไว้ก่อน

โดยจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้านจากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ฝ่ายการแพทย์และจิตแพทย์ ฝ่ายครอบครัวของเด็กและเยาวชน ฝ่ายการศึกษา ฝ่ายศาสนา ฝ่ายตำรวจและกระบวนการยุติธรรมต่างๆ และอื่นๆ ก่อนที่จะตัดสินใจในนโยบายซึ่งจะชี้อนาคตระยะยาวของประเทศไทย ไม่มีเหตุผลใดที่ทำให้ต้องเร่งรัดกระบวนการตัดสินใจนี้” นพ.บัณฑิต กล่าว

ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการควบคุมยาเสพติด ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการพิจารณา ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข ที่ทางคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการระบุชื่อยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 เสนอให้ถอดกัญชาและกัญชงออกจากบัญชียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 นั้น กรรมการส่วนใหญ่เห็นด้วยกับร่างที่คณะอนุกรรมการควบคุมยาเสพติดเสนอมา โดยจะนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ในวันที่ 25 ม.ค. 2565

ปิดตำนาน 76 ปี โรงเรียนวรรณวิทย์ ใจกลางสุขุมวิท ยุติการสอนเป็นภาคเรียนสุดท้าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/630492

ปิดตำนาน 76 ปี โรงเรียนวรรณวิทย์ ใจกลางสุขุมวิท ยุติการสอนเป็นภาคเรียนสุดท้าย

วันเสาร์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2565, 21.23 น.

วันที่ 22 มกราคม 2565เพจเฟซบุ๊ก “ศิษย์เก่าโรงเรียนวรรณวิทย์” โพสต์ข้อความระบุว่า จะมีการจัดงาน สิ้นเสียงระฆังวรรณวิทย์ ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ นี้ เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ณ โรงเรียนวรรณวิทย์ สุขุมวิทซอย 8

จึงขอเรียนเชิญศิษย์วรรณวิทย์ และเพื่อนศิษย์ทุกท่านร่วมงาน โดยแอดมินเพจยังได้ระบุด้วยว่า ไม่อยากให้ถึงวันนี้ แต่ทุกสิ่งย่อมมีวันสิ้นสุดคุณครู และพวกเราทุกคน ทำทุกอย่างเต็มที่แล้วทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนมีแต่สิ่งดีๆ ให้น่าจดจำ

สำหรับโรงเรียนวรรณวิทย์ ก่อตั้งโดยหม่อมผิว สุขสวัสดิ์ ณ อยุธยา เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ที่เรือนไม้ชั้นเดียวในซอยสุขุมวิท 4 ถนนสุขุมวิท หรือ ซอยสมาหาร โรงเรียนวรรณวิทย์ ในระยะแรกเริ่มก่อตั้งมีนักเรียนเพียง 7 คนเท่านั้น หม่อมผิว เป็นครูใหญ่เอง สั่งสอนอบรมนักเรียนเองด้วย โดยมีความมุ่งมั่นที่จะให้เป็นสถานศึกษา ที่ให้ทั้งวิชาความรู้ รวมทั้งอบรมสั่งสอนศิลธรรม จรรยา ขนบประเพณี และพลศึกษาไปด้วย ปัจจุบันมีหม่อมราชวงศ์รุจีสมร สุขสวัสดิ์ อายุ 101 ปี เป็นครูใหญ่

‘ตรีนุช’เปิดโครงการ ‘อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ’ วก.ป่าซาง ระยะแรกรับ 5,200 คน 87 วิทยาลัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/630439

'ตรีนุช'เปิดโครงการ 'อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ' วก.ป่าซาง ระยะแรกรับ 5,200 คน 87 วิทยาลัย

วันเสาร์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2565, 17.37 น.

“ตรีนุช” เปิดโครงการ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” วก.ป่าซาง ระยะแรกรับ 5,200 คน 87 วิทยาลัยทั่วประเทศ 

วันที่ 22 มกราคม 2565 ที่วิทยาลัยการอาชีพ(วก.)ป่าซาง จ.ลำพูน น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดโครงการ “สร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชน เพื่อผลิตกำลังคนของประเทศ” (อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ) และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ดึงเด็กยากจนเข้าสู่ระบบการศึกษา 

น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า โครงการนี้เป็นกิจกรรมต่อเนื่องกับโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” โดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างโอกาสทางการศึกษา และการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ เพื่อให้ผู้ที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่ขาดโอกาสทางการศึกษาได้เข้าศึกษาต่อในสายอาชีพ ตามนโยบาย ศธ. ที่จะลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ในการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนที่ตกหล่น จากระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานภาคบังคับ ได้เรียนต่อ 100% ซึ่งเป็นการผนึกกำลังบูรณาการในการทำงานร่วมกันของ 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สอศ. สพฐ. สช. และ กศน. ซึ่งรับผิดชอบกำกับดูแลเกี่ยวกับการศึกษาของเด็กนักเรียนโดยตรง 

“โครงการนี้ ทาง สอศ.ได้จัดเตรียมงบประมาณสำหรับปีการศึกษา 2565 ไว้แล้ว โดยสามารถให้การสนับสนุนน้อง ๆ ที่สนใจเข้าเรียนทางสายอาชีพในระดับประกาศณียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จำนวน 5,200 คน ในวิทยาลัยการอาชีพ และวิทยาลัยเกษตร จำนวน 87 แห่ง โดยเป็นการเรียนฟรี และมีที่พักมาตรฐานให้พักฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายตลอดระยะเวลา 3 ปีของการเรียน อีกทั้งยังสนับสนุนให้น้อง ๆ มีรายได้ผ่านการจัดทำโครงการหารายได้ระหว่างเรียน รวมถึงการหาแหล่งงานให้ทำภายหลังจบการศึกษาอีกด้วย คาดหมายว่าตลอด 10 ปีของโครงการ จะรับได้จำนวน 8 รุ่น มีน้องๆเข้าร่วมโครงการ ประมาณ 110,000 คน และภายใต้การดูแลของวิทยาลัยอาชีวศึกษาทั่วประเทศใน 77 จังหวัด รวม 169 แห่ง” น.ส.ตรีนุช กล่าว 

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ในปีการศึกษา 2565 จะเปิดทุกสาขาวิชาในระดับ ปวช. ที่สถานศึกษานั้นเปิดทำการสอน โดยจะเน้นให้ความสำคัญในภาคปฏิบัติ ส่วนวิชาสามัญที่เป็นพื้นฐานในการเรียนยังคงมีอยู่ แต่จะบูรณาการเข้ากับการเรียนเนื้อหาทางวิชาชีพ ในทางปฏิบัติ ซึ่ง สอศ.จะประสานกับ สพฐ.เพื่อสำรวจนักเรียนที่กำลังจะจบการศึกษาชั้น ม.3 ที่มีความประสงค์ในการเรียนต่อทางด้านสายอาชีพ แต่ครอบครัวขาดทุนทรัพย์ในการสนับสนุน ซึ่งเป็นเด็กกลุ่มเป้าหมายหนึ่งในการลดความเหลื่อมล้ำ และป้องกันเด็กตกหล่นจากระบบการศึกษา ให้เข้ามารับการศึกษาสายอาชีพแทน 

ทั้งนี้ หลังเป็นประธานพิธีฯ น.ส.ตรีนุช ได้เดินตรวจดูความพร้อมของหอพักหญิง สำหรับผู้ที่จะเข้าเรียนในโครงการ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” ของวิทยาลัยการอาชีพป่าซาง ด้วย

สำหรับจำนวน 87 สถานศึกษาที่เปิดรับนักเรียนที่จบมัธยมศึกษาตอนต้น ในระยะแรก ประกอบด้วย วิทยาลัยเทคนิค 1 แห่งวิทยาลัยการอาชีพ 39 แห่ง วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี 47 แห่ง แยกเป็นภูมิภาค ประกอบด้วย ภาคเหนือ 26 แห่ง ภาคกลาง 19 แห่ง ภาคใต้ 19 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 18 แห่งภาคตะวันออกและ กทม. 5 แห่ง

ด้านนายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบาย ศธ. ภายใต้โครงการ “อาชีวะสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชน เพื่อผลิตกำลังคนของประเทศ” หรือ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ได้คัดเลือกสถานศึกษาที่มีความพร้อมในการรับผู้เรียนเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 87 แห่ง ทั่วประเทศ โดยสามารถรับปริมาณนักเรียนเข้าร่วมโครงการฯ ได้จำนวน 5,200 คน ส่วนระยะที่ 2 ตั้งแต่ปีการศึกษา 2566-2574 เพิ่มสถานศึกษาที่มีความพร้อมในการรับผู้เรียนเข้าร่วมโครงการฯรวมทั้งสิ้น 169 แห่ง ทั่วประเทศ โดยจะสามารถสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชนรวมทั้งสิ้น 116,000 คน 

เลขาธิการ สอศ.กล่าวต่อว่า โครงการ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” เป็นการสร้างโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษาทุกช่วงวัย ตลอดจนส่งเสริมสนับสนุน พัฒนาศักยภาพกำลังคน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งปลูกฝังค่านิยมด้านคุณธรรม จริยธรรม ให้แก่นักเรียนสายอาชีพ ที่มีฐานะยากจนขาดโอกาสทางการศึกษา ในพื้นที่ห่างไกล ให้ได้รับการสนับสนุนทางด้านการศึกษา มีทักษะวิชาชีพ สามารถทำงานประกอบอาชีพได้ ทั้งยังช่วยเพิ่มปริมาณผู้เรียน สร้างทางเลือกสำหรับผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่มีความสนใจในการเรียนต่อสายอาชีพเข้าสู่การศึกษาระดับอาชีวศึกษา 

“เด็กกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้าร่วมโครงการ มี 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรก เป็นเด็กที่ตกหล่นจากระบบการศึกษาไปแล้ว ที่ จบ ม.3 แล้วไม่ได้เรียนต่อ หรือที่ตกค้างมาหลายปี สามารถเข้ามาเรียนในโครงการนี้ได้ทั้งการศึกษานอกระบบและการศึกษาปกติ และกลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มที่กำลังจะจบ ม.3 ซึ่ง เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เด็กกลุ่มนี้ตกหล่นจากระบบการศึกษา เนื่องจากวิเคราะห์แล้วพบว่ามีเด็กที่คาดว่าจะตกหล่นจากระบบการศึกษาด้วยสาเหตุหลักคือเรื่องของฐานะทางครอบครัวที่ยากจน และความไม่พร้อมในการศึกษา ถึงแม้จะมีโครงการเรียนฟรี 15 ปี แต่ยังมีเรื่องของค่าใช้จ่ายในการเรียน ทั้งค่าอาหาร ค่าที่พักและค่าใช้จ่ายอื่นอีก แต่โครงการนี้จะมีทั้งหอพักให้อยู่ฟรี มีอาหารเลี้ยง 3 มื้อ และยังให้เด็กทำงานหารายได้ระหว่างเรียนอีกด้วย “นายสุเทพ กล่าว 

ขณะที่ นายธีรศักดิ์ อรุณวัชรพันธ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพป่าซาง จ.ลำพูน กล่าวว่า วิทยาลัยการอาชีพป่าซาง เน้นบริหารจัดการศึกษา ภายใต้แนวคิด “การอาชีพ…เพื่อชุมชน” ที่ต้องการส่งเสริมให้เด็กที่มีต้นทุนชีวิตไม่มาก ได้มีโอกาสเข้าศึกษาต่อสายอาชีพ ซึ่งผู้เรียนส่วนใหญ่ เป็นชนเผ่าชาติพันธุ์ต่าง ๆ เช่น ม้ง อาข่า กะเหรี่ยง จากดอยสูงสู่การเรียนรู้ 7 สาขาวิชาอาชีพ ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆในศาสตร์ที่ผู้เรียนมีความสนใจ 

“วิทยาลัยการอาขีพป่าซาง เป็นหนึ่งสถานที่ในระยะแรก ที่เปิดโครงการ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ”  ขอให้ผู้ปกครองวางใจและเชื่อมั่นในระบบการบริหารจัดการ หอพักวิทยาลัยฯ ทั้งความปลอดภัยและการเอาใจใส่ของครูพี่เลี้ยง ตลอดจนเสริมสร้างคุณภาพชีวิตในทุกมิติ เพื่อให้พวกเขาเป็นคนดี คนเก่ง อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ปัจจุบันมีผู้เรียน กว่า 150 คน ที่ได้มีโอกาสศึกษาต่อ  และพักอาศัยในหอพักหญิง และหอพักชาย ของวิทยาลัยฯ เราอยากทำให้เป็น “วิทยาลัยแห่งนวัตกรรมและความสุข” นายธีรศักดิ์ กล่าว 
  

‘ตรีนุช’ปัดยังไม่เห็นหนังสือลาออกของ ‘ธนพร’ เตรียมประชุมบอร์ด สกสค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/630435

'ตรีนุช'ปัดยังไม่เห็นหนังสือลาออกของ 'ธนพร' เตรียมประชุมบอร์ด สกสค.

วันเสาร์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2565, 17.35 น.

วันที่ 22 มกราคม 2565 ที่วิทยาลัยการอาชีพป่าซาง จ.ลำพูน น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยกรณี นายธรพร สมศรี เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) แถลงลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการ สกสค.ว่า ตนยังไม่ได้รับหนังสือลาออกอย่างเป็นทางการ เห็นแต่อยู่ในระบบ  ซึ่งเรื่องนี้ตนจะนำเข้าบอร์ด สกสค.พิจารณาร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ออกมาเป็นมติอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ ต้องยึดสัญญาจ้าง และกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้อง ส่วนที่นายธนพรบอกว่าลาออกแล้ว ตามสัญญาต้อง

หลวงปู่’ติช นัท ฮันห์’ผู้นำจิตวิญญาณชาวเวียดนาม มรณภาพในวัย95ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/630365

หลวงปู่'ติช นัท ฮันห์'ผู้นำจิตวิญญาณชาวเวียดนาม มรณภาพในวัย95ปี

วันเสาร์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2565, 09.10 น.

22 มกราคม 2564  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทวิตเตอร์ทางการของติช นัท ฮันห์ แจ้งว่า “ชุมชนหมู่บ้านพลัมนานาชาติแห่งพุทธศาสนาสัมพันธ์ของประกาศว่า อาจารย์ติช นัท ฮันห์ ผู้เป็นที่รักของเรา มรณภาพแล้วอย่างสงบที่วัดตื่อเฮี้ยว ในเมืองเว้ของเวียนาม เมื่อเวลาเที่ยงคืน วันที่ 22 ม.ค.2022 ในวัย 95 ปี”

สำหรับ ติช นัท ฮันห์ ชื่อเดิมคือ เหวียน ซวน เบ่า เกิดเมื่อปี 1926 (พ.ศ.2463) บวชเป็นสงฆ์ในช่วงที่โฮจิมินห์ เป็นผู้นำปลดปล่อยเวียดนามออกจากเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส

ติช นัท ฮันห์ เป็น นักบวชผู้พูดได้ถึง 7 ภาษารายนี้ เคยบรรยายที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตันและโคลัมเบียในสหรัฐช่วงต้นทศวรรษ 60 จากนั้นกลับเวียดนามในปี 1963 (พ.ศ.2506) เพื่อร่วมกับพระสงฆ์พุทธฝ่ายค้านที่กำลังต่อต้านสงครามเวียดนามมากขึ้นทุกขณะถึงขนาดที่พระสงฆ์หลายรูปประท้วงพลีชีพ

“ข้าพเจ้าเห็นคอมมิวนิสต์และฝ่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์ฆ่าและทำลายล้างกันเอง เพราะต่างฝ่ายต่างเชื่อว่าพวกเขาผูกขาดความจริงเพียงฝ่ายเดียว เสียงของข้าพเจ้าถูกกลบด้วยระเบิด ปืนครก และเสียงตะโกนก้อง” ติช นัท ฮันห์เขียนไว้ในปี 2518

ขณะที่เพจ Thai Plum Village ได้โพสต์ข้อความระบุว่า เราขอเชื้อเชิญครอบครัวทางจิตวิญญาณทั่วโลกได้หยุดใช้ชั่วเวลาสักครู่ในความสงบ และกลับคืนสู่ลมหายใจแห่งสติ เพื่อที่เราจะได้โอบรับหลวงปู่ไว้ในหัวใจ ในสันติและความสำนึกคุณด้วยความรักต่อทุกสิ่งที่ท่านได้มอบให้ไว้ในโลก

‘ธนพร’ไขก๊อกเลขาฯสกสค. หลังปมค้านเกณฑ์ประเมินยืดเยื้อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/630274

‘ธนพร’ไขก๊อกเลขาฯสกสค. หลังปมค้านเกณฑ์ประเมินยืดเยื้อ

วันศุกร์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2565, 17.24 น.

‘ธนพร’ไขก๊อกเลขาฯสกสค. หลังปมค้านเกณฑ์ประเมินยืดเยื้อ

เมื่อเวลา 16.20 น.วันที่ 21 มกราคม 2565 นายธนพร สมศรี เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.)​ โพสต์คลิปวิดีโอผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เปิดเผยว่า จากที่ตนได้ยืนยันว่าจะไม่ร่วมสังฆกรรมกับกระบวนการประเมินผลงานของเลขาธิการ สกสค.รอบปีงบประมาณ 2564 ซึ่งมีเส้นตายเมื่อต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ทั้งที่ได้จัดทำผลงานประเมินทั้ง 7 เล่มไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ที่ไม่ได้ส่งตามกำหนดเนื่องจากเกณฑ์ประเมินที่ไม่เป็นธรรม และได้ร้องขอความเป็นธรรมต่อนายกรัฐมนตรี และยังไม่ได้รับการพิจารณาค้างไว้อยู่ โดยขณะนี้คณะกรรมการประเมินฯก็ได้แจ้งต่อคณะกรรมการ สกสค. (บอร์ด ​สกสค.) ว่า ตนไม่ส่งผลงานเพื่อให้บอร์ด​พิจารณา​ แต่จนวันนี้คือวันที่ 21 ม.ค.65 ผ่านมากว่าครึ่งเดือน ก็ยังไม่มีการพิจารณา​จากบอร์ด​เลย ซึ่งตนทราบเหตุผลลึกๆว่า เป็นเพราะอะไร

“คงจะ​เป็นเรื่อง​ยาก หากบอร์ด สกสค.​บางท่านที่เป็นถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ยังมีคุณธรรมอยู่จะไปใช้เหตุที่ผมไม่ส่งผลงานประเมิน เพราะยังค้านเกณฑ์​ประเมินที่ไม่ถูกต้องจนถึงขนาดต้องร้องขอความเป็นธรรมต่อท่าน​นายก​รัฐมนตรี​อยู่นั้น มาเป็นเหตุพิจารณา​ว่าผมผิดสัญญา​จ้างแล้วจะเลิกจ้างผมได้ลง” นายธนพร ระบุ

นายธนพร กล่าวต่อว่า แต่​ผู้มีอำนาจก็ยังมีเครื่องมืออื่นอีก คือ การพิจารณา​แผนการปฏิบัติงานของเลขาธิการ สกสค.ในปี 65 ซึ่งตามสัญญา​จ้าง หากบอร์ด สกสค.​ไม่อ​นุมัติ​ให้แผนปี 65 ผ่าน 2 ครั้ง​ สามารถ​ใช้เป็นเหตุเลิกจ้างตนได้เช่นกัน ซึ่งขอตั้งข้อสังเกตว่า ตนได้ส่งแผนปี 65 ตามสัญญา​จ้างให้บอร์ด​พิจารณา​ตั้งแต่เมื่อ 30 ส.ค.64 คือก่อนเริ่มปีงบประมาณ 2565 ราว 30 วัน แต่บอร์ด สกสค.​เพิ่งจะขุดเอาเรื่องแผนปฏิบัติงานของเลขาธิการ สกสค.ขึ้นมาพิจารณา​ในช่วงที่ตนค้านเกณฑ์และไม่เข้าร่วมการประเมินผลงาน

“แผนงานปี 65 ของผมที่ บอร์ด ​สกสค. บอกว่าไม่ผ่าน เมื่อวันที่​ 22 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 1 และมีเส้นตายว่า ผมต้องส่งแผนให้บอร์ด​พิจารณาครั้งสุดท้าย​คือวันนี้ (21 ม.ค.) คงไม่ต้องถามว่า ถ้าผมส่งแผนงานปี 65 อีกครั้งผลจะออกมาเป็นอย่างไร เพราะถ้าบอร์ดไม่ให้ผ่านอีก ก็สามารถ​เลิกจ้างผมได้” เลขาธิการ สกสค.กล่าว

นายธนพร กล่าวอีกว่า ที่น่าสังเวชใจคือ วันนี้วันที่ 21 ม.ค.65 ซึ่งปีงบประมาณ 2565 เริ่มตั้งแต่ 1 ต.ค.64 ผ่านมากว่า 4 เดือนแล้ว แผนการทำงานของเลขาธิการ สกสค.ที่จะใช้ในการขับเคลื่อนองค์กรตามปีงบประมาณเพิ่งถูกขุดขึ้นมาพิจารณา​ และจำเป็นต้องเน้นย้ำให้สังคมทราบด้วยว่า เจตนารมณ์ที่แท้จริงของการประเมินผลงาน หรือการพิจารณาแผนปฏิบัติงานในอนาคต มีไว้เพื่อปรับปรุงและพัฒนางานของผู้บริหารในเชิงสร้างสรรค์​ ไม่ใช่มีไว้ใช้เป็นเครื่องมือที่จะทำให้ใครต้องพ้นจากตำแหน่งแต่อย่างใด สิ่งที่เกิดขึ้นกับตนคงเพียงพอที่จะเป็นหลักฐานยืนยันว่า มีอำนาจเหนือระบบราชการ ที่ไม่ได้ต้องการให้ตนอยู่ในตำแหน่งนี้ต่อไป และหากตนยังยื้อต่อไปจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อองค์กร สกสค.ที่ตนรัก เพราะตั้งแต่เกิดเรื่องเหล่านี้ขึ้น งานและโครงการพัฒนาต่างๆเมื่อนำเข้าประชุมบอร์ดหลายต่อหลายครั้งแต่ไม่ได้พิจารณา​เลย แม้แต่การใช้งบประมาณของปี 65 ก็ยังอนุมัติแค่กรอบวงเงิน ยังไม่สามารถดำเนินการตามปกติได้

“วันนี้ผมจึงตัดสินใจแล้วว่า ผมจะเสียสละตนเอง ด้วยการลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการ สกสค. เพื่อให้องค์กรที่ผมรักเดินหน้าต่อไปได้” นายธนพร กล่าว

นายธนพร กล่าวด้วยว่า ตามสัญญาจ้างเลขาธิการ สกสค.นั้นได้ระบุไว้ว่า หากมีการลาออกก่อนครบวาระ จะมีผลในอีก 90 วัน ก็ขอยืนยันว่า เวลาที่เหลืออยู่จะมุ่งมั่นทุ่มเทการทำงานให้กับ สกสค.อย่างสุดความสามารถ ตามปณิธานที่ตั้งไว้ตั้งแต่รับตำแหน่ง และหวังว่า บอร์ด สกสค.จะสนับสนุนการดำเนินแผนงานและยุทธศาสตร์ต่างๆด้วย ทั้งนี้ หลังเสร็จสิ้นภารกิจกับ สกสค.แล้ว ตนจะฝากข้อมูลผลงาน และแผนงานต่างๆที่วางไว้ให้ สกสค. ในระบบฐานข้อมูลของ สกสค. อย่างน้อยๆผู้ที่จะมาทำงานต่อจากตน จะสามารถนำสิ่งดีๆเหล่านี้ไปต่อยอดและพัฒนาเพื่อครูและบุคลากรทางการศึกษาต่อไปด้วย

“ผมทำงานที่ สกสค.ตั้งแต่ปี 2562 จนปัจจุบัน​ปี 2565 ได้สัมผัสรับรู้​หัวใจที่มีความรัก องค์กร และตั้งใจทำงานของทุกคนใน สกสค. ผมขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมแรงร่วมใจกันทำงาน มาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ขอให้กรณีของผมเป็นกรณีสุดท้ายที่เป็นเหยื่อของอำนาจที่อยู่เหนือระบบราชการ ซึ่งขาดธรรมาภิบาล และปลุกให้สังคมได้ตื่นขึ้น ทั้งนี้ผมขอยืนยันจะเดินหน้าต่อไปในบทบาทการทำงานเพื่อส่วนรวม เพื่อครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อปฏิรูปอำนาจที่อยู่เหนือระบบราชการ และผมจะสู้ต่อไปเพื่อพัฒนาให้สังคมไทยสร้างสรรค์” นายธนพร กล่าวในที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเย็นวันเดียวกัน นายธนพรได้เรียกประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงาน สกสค. เพื่อแจ้งข่าวการตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งให้ทราบ และยืนยันว่าในห้วงเวลาที่เหลือก่อนการลาออกจะมีผลในอีก 90 วัน จะมุ่งมั่นทุ่มเทการทำงานให้กับ สกสค.อย่างสุดความสามารถ และขอความร่วมมือบุคลากรของ สกสค.ในการร่วมกันพัฒนาปฏิรูปองค์กร สกสค.ต่อไป ซึ่งผู้บริหารระดับสูงของสำนักงาน สกสค. ต่างแสดงความเห็นใจและให้กำลังใจนายธนพรอย่างอบอุ่น แต่ก็เข้าใจเหตุผลที่นายธนพร ต้องตัดสินใจลาออก

‘ตรีนุช’เล็งตั้งขรก.ปฏิบัติหน้าที่เลขาฯคุรุสภาแทน‘ดิศกุล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/630273

‘ตรีนุช’เล็งตั้งขรก.ปฏิบัติหน้าที่เลขาฯคุรุสภาแทน‘ดิศกุล’

วันศุกร์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2565, 17.19 น.

“ตรีนุช” เล็งตั้งข้าราชการปฏิบัติหน้าที่เลขาฯคุรุสภา หลังเลิกจ้าง “ดิศกุล” เหตุประเมินผลงานไม่ผ่านเกณฑ์ ด้าน “ดิศกุล” ยอมรับพลาดเอง “ซื่อโดยเจตนา”

21 มกราคม 2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ ตนในฐานะประธานกรรมการคุรุสภาได้ลงนามในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง นายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการคุรุสภา สืบเนื่องจากที่ประชุมคณะกรรมการคุรุสภา เมื่อวันที่ 18 ม.ค.65 ได้พิจารณาผลการประเมินผลงานและการประเมินผลสัมฤทธิ์การปฏิบัติงานของนายดิศกุล ในรอบปีงบประมาณ พ.ศ.2564 แล้วมีมติ เห็นชอบผลการประเมินตามที่คณะอนุกรรมการประเมินเสนอฯ โดยเห็นว่าผลการประเมินรอบปีงบฯ 2564 เป็นการประเมินครอบคลุมการปฏิบัติงาน แสดงถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการคุรุสภา และปรากฏผลการประเมินได้คะแนนร้อยละ 59.65 ไม่ผ่านเกณฑ์การตัดสินที่ต้องผ่านร้อยละ 75 จึงถือได้ว่าไม่ผ่านการประเมินตามสัญญาจ้างเลขที่ 2/2563 เป็นเหตุให้คณะกรรมการคุรุสภาบอกเลิกสัญญาจ้างนายดิศกุล และได้ส่งหนังสือแจ้งซึ่งนายดิศกุลก็ได้รับทราบแล้ว

นางสาวตรีนุช กล่าวด้วยว่า บอร์ดคุรุสภาได้ใช้ระยะเวลากว่า 3 เดือนในการพิจารณาผลการประเมินผลงานและการประเมินผลสัมฤทธิ์การปฏิบัติงานของนายดิศกุล อย่างครอบคลุมรอบด้าน ทั้งจากเอกสารที่เจ้าตัวเสนอมา การสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง และบุคลากรในสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จนกระทั่งมีมติดังกล่าวออกมา อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การปฏิบัติงานของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา รวมทั้งการดำเนินงานของคณะกรรมการคุรุสภาไม่สะดุด และเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตนจะอาศัยอำนาจตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 7/2558 เรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครู และบุคลากรทางการศึกษา และคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของสํานักงานคณะกรรมการส่งเสริม สวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ข้อ 6 ที่ระบุว่าในระหว่างที่เลขาธิการคุรุสภา หยุดการปฏิบัติหน้าที่ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พิจารณามอบหมายให้รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ หรือข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ ในระดับเดียวกันขึ้นไปปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อน

“ในสัปดาห์หน้า ดิฉันจะมีคำสั่งมอบหมายให้ข้าราชการ ซึ่งมีความรู้ ความสามารถ เชี่ยวชาญด้านวิชาชีพครู และเข้าใจผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา มาปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภาไปพลางก่อน ขณะเดียวกัน คณะกรรมการคุรุสภา ก็จะดำเนินการสรรหาเลขาธิการคุรุสภาต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว

ด้านนายดิศกุล กล่าวว่า เมื่อเห็นหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง ก็ได้หยุดปฏิบัติงานทันที ตนมองว่าเกณฑ์การประเมินฯที่ตั้งไว้ว่าต้องผ่านที่ร้อยละ 75 ซึ่งเป็นไปไม่ได้ จึงยอมรับว่าพลาดเองที่เซ็นรับทราบเกณฑ์การประเมินไป เพราะเราเป็นข้าราชการนับถือผู้บังคับบัญชา เมื่อผู้บังคับบัญชาเอาเกณฑ์ประเมินมาให้ จึงต้องเซ็นรับไว้ก่อน แต่เมื่อตนยื่นอุทธรณ์ขอยกเว้นการประเมินบางตัวที่ไม่สามารถวัดความเที่ยงตรงได้ เช่น การจัดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ที่กำหนดไว้ว่าใน 1 ปี ต้องจัดสอบ 2 ครั้ง แต่ในความจริงแล้วจัดสอบได้ครั้งเดียว เพราะคณะกรรมการคุรุสภา และคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) ตกลงกันไม่ได้ว่าควรจะสอบวิชาเอกหรือไม่ จึงทำให้การจัดสอบล่าช้า ทำให้ไม่สามารถจัดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ครั้งที่ 2 ได้ทัน ซึ่งเรื่องนี้จะกระทบการประเมินข้ออื่นๆด้วย แต่คณะกรรมการประเมินฯไม่รับพิจารณา และอ้างว่าตนเซ็นรับทราบไปแล้ว

“ผมถือว่าผมเป็นคนพลาดเองที่ซื่อโดยเจตนา เพราะได้เซ็นยอมรับเกณฑ์การประเมินไปแล้ว ถือเป็นการเอากฎหมายมาฆ่ากัน แต่ผมมองว่าผมไม่แพ้ในการทำงาน เพราะสังคมรับรู้อยู่แล้วว่าผมเป็นคนอย่างไร ทำงานอย่างไร มีหลักฐานการทำงานที่เป็นผลประจักษ์ ส่วนจะดำเนินการทางกฎหมายหรือไม่ ก็ขอให้สังคมเป็นผู้พิจารณาตัดสินดีกว่า” นายดิศกุล กล่าว

ขณะที่ ดร.บัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร ประธานคณะกรรมการประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า เลขาธิการคุรุสภาได้ส่งผลงานการปฏิบัติงานมาให้คณะกรรมการประเมินผลงาน ซึ่งคณะกรรมการก็ได้ประเมินแล้วเห็นว่า บางเรื่องเลขาธิการคุรุสภา ไม่สามารถดำเนินการให้สำเร็จได้ ซึ่ง ดร.ดิศกุล ยอมรับว่าบางเรื่องไม่สามารถดำเนินการได้ เนื้องจากสถานการณ์ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 2019 ดังนั้นผลการประเมินจึงไม่ผ่านตามวัตถุประสงค์ของหลักเกณฑ์ที่วางไว้

ม.รังสิต ประกาศเกียรติคุณ ‘วิเชียร ชิณวงษ์’ วีรบุรุษแห่งทุ่งใหญ่นเรศวรฯ รับรางวัลสุริยเทพทองคำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/630196

ม.รังสิต ประกาศเกียรติคุณ 'วิเชียร ชิณวงษ์' วีรบุรุษแห่งทุ่งใหญ่นเรศวรฯ รับรางวัลสุริยเทพทองคำ

วันศุกร์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2565, 14.23 น.

วันที่ 21 มกราคม 2564 ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์เพซบุ๊ก ระบุว่า คำประกาศเกียรติคุณ
วิเชียร ชิณวงษ์
รางวัลสุริยเทพทองคำ
ในพิธีประสาทปริญญามหาวิทยาลัยรังสิต
ประจำปี 2564
ภาคเช้า 9.00 น วันที่ 23 มกราคม 2565

วิเชียร ชิณวงษ์ วีรบุรุษแห่งทุ่งใหญ่นเรศวรฯ ผู้ที่ได้รับการยกย่องกรณีนำเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมนายทุนใหญ่และพวก ขณะกำลังลักลอบล่าสัตว์ป่าสงวนและฆ่าเสือดำ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา

การเข้าจับกุมในครั้งนี้แม้ว่าจะได้รับความกดดันจากหลายฝ่าย ในฐานะตัวแทนของผู้กล้าและด้วยจิตวิญญาณของข้าราชการที่ดี ไม่ยอมรับสินบน ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์สุจริต เพื่อรักษากฎหมายและชีวิตของสัตว์ป่าไทย จึงไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพลใดๆ จนนำมาสู่การจับกุมหนึ่งในมหาเศรษฐีของประเทศไทยที่กระทำความผิดต่อคดีดังกล่าวในที่สุด

ปัจจุบัน วิเชียร ชิณวงษ์ มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยบางทรายตอนบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร (ศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาฟื้นฟูวิจัยป่าต้นน้ำเหนือ อ่างเก็บน้ำห้วยตาเปอะ) และยังคงทำงานดูแลธรรมชาติตามเดิม

มหาวิทยาลัยรังสิต พิจารณาแล้วเห็นว่า ด้วยคุณงามความดี ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรมในการทำงานของ วิเชียร ชิณวงษ์ ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อบ้านเมือง

ทั้งยังเป็นแบบอย่างที่ดีต่อนักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยรังสิต ตลอดจนบุคคลภายในชาติ

จึงสมควรได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติให้รับ รางวัลสุริยเทพทองคำ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๔