มรส. รพ.สฎ. จัดอบรมพยาบาล เฉพาะทาง ด้านปฏิบัติการฉุกเฉิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629197

มรส. รพ.สฎ. จัดอบรมพยาบาล เฉพาะทาง ด้านปฏิบัติการฉุกเฉิน

วันอังคาร ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นพ.ศักดิ์ชัย ตั้งจิตวิทยา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า การอบรมหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทาง สาขาการพยาบาลเวชปฏิบัติฉุกเฉิน เป็นการสื่อให้ทราบถึงการได้รับความเชื่อมั่นในความรู้ความสามารถ ที่จะให้การพยาบาลผู้ป่วยอย่างมีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น ทั้งยังบ่งบอกถึงความภาคภูมิใจและการเห็นคุณค่าต่อการพัฒนาตนเอง ผลประจักษ์แห่งความสำเร็จ ได้บรรลุสิ่งที่มุ่งหวังตั้งใจศึกษาทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างเต็มกำลังความสามารถ และมีความเพียรพยายามอย่างสม่ำเสมอตลอดระยะเวลาการฝึกอบรม รวมถึงการมีทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพ ขอให้นำความรู้สึกที่ดีในวันนี้ มาสนับสนุนใจตนเองให้มีความพร้อมที่จะรับผิดชอบดูแลชีวิตผู้ป่วยอุบัติเหตุและฉุกเฉินทั้งในระยะก่อนถึงสถานพยาบาล (Pre-hospital phase) ในแผนกฉุกเฉิน (Emergency Department) และในการส่งต่อไปยังหน่วยรักษาที่มีขีดความสามารถเหมาะสม (Interfacility transfer) ตลอดจนนำความรู้มาจัดบริการในหน่วยงานให้เกิดห้องฉุกเฉินคุณภาพ รวมทั้งปฏิบัติการพยาบาลอย่างมีคุณธรรม จริยธรรมยึดมั่นในจรรณยาบรรณวิชาชีพ

ด้าน ดร.สดากาญจน์ เอี่ยมจันทร์ประทีปรองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะพยาบาลศาสตร์ มรส. กล่าวว่า การอบรมหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทาง สาขาการพยาบาลเวชปฏิบัติฉุกเฉิน ครั้งนี้เป็นรุ่นที่ 2 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี มีระยะเวลาการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ได้ปรับตามหลักสูตรใหม่ของสภาการพยาบาลพ.ศ. 2563  ระยะเวลาในการอบรม 18 สัปดาห์ โดยมีผู้ผ่านการอบรมทั้งสิ้น 37 คนจากโรงพยาบาลสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขในเขตบริการสุขภาพที่ 11เขตสุขภาพที่ 7 คณะพยาบาลศาสตร์และโรงพยาบาลเอกชน

มรภ.สงขลาต้อนรับรัฐมนตรี อว. ลงพื้นที่ติดตามผล ‘U2T’ จ.สตูล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629191

มรภ.สงขลาต้อนรับรัฐมนตรี อว. ลงพื้นที่ติดตามผล ‘U2T’ จ.สตูล

วันอังคาร ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ลงพื้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) วิทยาเขตสตูล โดยมีรศ.ดร.ทัศนา ศิริโชติ อธิการบดี พร้อมด้วยนายเอกรัฐ หลีเส็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ร่วมกับผู้แทน อว.ส่วนหน้าคณะผู้บริหาร คณาจารย์ มรภ.สงขลา หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) และตัวแทนหน่วยงานจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมในจังหวัดสตูล รายงานผลการดำเนินงานภายใต้โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ (1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย) มหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ หรือ U2T ของพื้นที่จังหวัดสตูล ณมรภ.สงขลา วิทยาเขตสตูล เพื่อนำเสนอผลความร่วมมือในการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวง อว. และหน่วยงานในพื้นที่ ในการพัฒนาจังหวัดสตูลสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

โอกาสเดียวกันนี้ มรภ.สงขลา ได้สนับสนุนพื้นที่สำหรับจัดงานเปิดตัว 4 เสือ นำวิทย์พบศิลป์เปิดโลก BCGสู่การพัฒนาเศรษฐกิจสตูล Forum Talk 4 ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือโดย 4 หน่วยงานราชการ อว. ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (สป.) กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.)

มรภ.พระนครวิจัยเปลือกกล้วยน้ำว้า ทำเป็นข้าวเกรียบสุขภาพต้นทุนต่ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629202

มรภ.พระนครวิจัยเปลือกกล้วยน้ำว้า ทำเป็นข้าวเกรียบสุขภาพต้นทุนต่ำ

วันอังคาร ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

อาจารย์กานต์ณัฎฐา เนื่องหนุน อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร เล่าถึงที่มาการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากวัสดุเหลือใช้กล้วยสุกและเปลือกกล้วยว่า ในพื้นที่อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี มีการแปรรูปกล้วยน้ำว้าเป็นกล้วยแผ่นปรุงรส กล้วยอบและกล้วยตาก จากกลุ่มแม่บ้านคลองพระอุดม ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์เด่นด้านการเกษตรของจังหวัด และได้พัฒนาและปรับปรุงกระบวนการในการแปรรูปกล้วยน้ำว้า โดยอาศัยเทคโนโลยี และนวัตกรรม จนผลิตภัณฑ์ของกลุ่มได้รับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค แต่การที่กลุ่มแม่บ้านคลองพระอุดมได้แปรรูปกล้วยน้ำว้าเกือบทุกวัน ทำให้มีขยะจากเปลือกกล้วยน้ำว้าเป็นจำนวนมาก จึงสนใจที่จะนำเส้นใยจากเศษเปลือกกล้วยน้ำว้า และกล้วยน้ำหว้ามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อให้เกิดการยอมรับในหมู่ผู้บริโภค และเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือทิ้งอีกด้วย

อาจารย์กานต์ณัฎฐา กล่าวด้วยว่า หลังจากที่ทางทีมวิจัยได้ลงพื้นที่ชุมชน เพื่อหาแนวทางต่อยอดเปลือกกล้วย ก็พบว่าในเปลือกกล้วยมีสารแทนนินที่ทำให้เปลือกกล้วยมีรสชาติขมเวลารับประทานจึงหาวิธีการสกัดแทนนินออก เพื่อให้เหลือในปริมาณที่พอเหมาะ ด้วยวิธีการต้ม และทดลองทำเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบจากเปลือกกล้วย เพราะข้าวเกรียบสามารถรับประทานได้ทุกเพศทุกวัย ประกอบกับวัสดุต่างๆ ในการผลิต สามารถหาได้ง่ายลงทุนน้อย ชาวบ้านสามารถทำได้จริง

สำหรับกระบวนการศึกษาการทำข้าวเกรียบเปลือกกล้วย นั้น ศึกษาจากตำรับพื้นฐาน 3 ตำรับ และศึกษาปริมาณของแทนนิน โดยนำเปลือกกล้วยสุกไปต้มในระยะเวลาที่ต่างกัน 3 ระดับ คือ 30 นาที 45 นาที และ 60 นาที เพื่อเสริมในข้าวเกรียบ แล้วนำมาศึกษาปริมาณกล้วยสุกที่มีผลต่อเนื้อสัมผัสของข้าวเกรียบเปลือกกล้วย จากนั้นนำมาศึกษาคุณภาพทางกายภาพ และเคมีของข้าวเกรียบเปลือกกล้วย ต่อด้วยศึกษาการยอมรับของผู้บริโภคที่มีผลต่อผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบเปลือกกล้วย ทั้งนี้ จากการศึกษาตำรับพื้นฐานของข้าวเกรียบทั้ง 3 ตำรับ จากลักษณะทางกายภาพประกอบกับคะแนนทดสอบทางประสาทสัมผัส พบว่าข้าวเกรียบตำรับที่ 2 ได้รับการยอมรับสูงสุดในด้านลักษณะที่ปรากฏ สี กลิ่น รสชาติ เนื้อสัมผัส (ความกรอบ) แผ่นพองฟู สีขาวนวล กลิ่นกระเทียมพริกไทย รสชาติ และความกรอบ กำลังพอดี

ในด้านจุดเด่นของข้าวเกรียบจากเปลือกกล้วย อยู่ที่สารแทนนิน ที่มีคุณสมบัติพิเศษในการสมานแผลในกระเพราะอาหาร และยังเป็นการนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มมูลค่าให้กับชุมชน ได้ผลิตภัณฑ์ที่แปลกใหม่ เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค ส่วนผลตอบรับของผู้บริโภคที่ได้ทดลองชิม โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือบุคคลทั่วไป ในมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร จำนวน 150 คน และชาวบ้านในพื้นที่ พบว่าผู้บริโภคให้การยอมรับผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบเปลือกกล้วย และผู้ที่ได้ทดลองชิมระบุว่า มีรสชาติเหมือนกับข้าวเกรียบทั่วไป และความกรอบกำลังพอดี

ทั้งนี้ นอกจากการนำวัสดุเหลือใช้จากกล้วยสุกและเปลือกกล้วยมาทดลองทำเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบแล้ว ยังได้พัฒนาต่อยอดเป็นครีมบำรุงผิวและพลาสเตอร์ปิดแผล โดยในอนาคตทีมวิจัยจะต่อยอดทำเป็นขนมขบเคี้ยวประเภทอื่นและขยายพื้นที่ศึกษาให้มากขึ้น

สภามหาวิทยาลัย มธ.มีมติเลือก‘สุรพล นิติไกรพจน์’เป็นนายกสภาฯคนใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629294

สภามหาวิทยาลัย มธ.มีมติเลือก‘สุรพล นิติไกรพจน์’เป็นนายกสภาฯคนใหม่

วันจันทร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2565, 18.46 น.

วันที่ 17 ม.ค.65 ที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) มีมติเลือก ศาสตราจารย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นนายกสภามหาวิทยาลัยแทนศาสตราจารย์ ดร.นรนิติ เศรษฐบุตร ที่ครบวาระ โดยขั้นตอนต่อไปจะมีการนำรายชื่อเสนอกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งต่อไป

สำหรับ ศาสตราจารย์ ดร.สุรพล ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ประจำสาขากฎหมายมหาชน มธ., ประธานกรรมการบริหารโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ, นายกสภามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช, อุปนายกสถาบันวิทยสิริเมธี, กรรมการอิสระ ปตท.จำกัด (มหาชน), ที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานศาลปกครองและที่ปรึกษากฎหมายคณะกรรมการการเลือกตั้ง, กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณธกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์การมหาชน (กพม.)

ในอดีตเคยเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2547-2553, คณบดีคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2544-2547, ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (นายบรรหาร ศิลปะอาชา) ด้านกฎหมาย พ.ศ.2538, ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิยาลัย (นายบุญชู ตรีทอง) พ.ศ.2538

ศาสตราจารย์ ดร.สุรพล จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนเลยพิทยาคม และสำเร็จการศึกษาสาขานิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 2) จากคณะนิติศษสตร์ มหาวิยาลัยธรรมศาสตร์ และจบการศึกษาเนติบัณฑิตไทย สมัยที่ 35 จากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา – 003

‘ตรีนุช’จี้สอศ.เร่งเอาผิดวินัย-อาญา แก๊งตกเบ็ดช่วยนั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการสถานศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629156

‘ตรีนุช’จี้สอศ.เร่งเอาผิดวินัย-อาญา แก๊งตกเบ็ดช่วยนั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการสถานศึกษา

วันจันทร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2565, 13.31 น.

“ตรีนุช” สั่ง สอศ.เร่งเอาผิดกลุ่มตกเบ็ด ตำแหน่ง ผอ.สถานศึกษา สังกัด สอศ. ด้าน “สุเทพ.คาดภายใน 15 วันรู้ผล 

วันที่ 17 มกราคม 2565 นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.)  เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ประกาศรับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัด สอศ. ซึ่งจะเปิดรับสมัครในวันที่ 1-10 กุมภาพันธ์ นี้ กลับพบว่ามีกลุ่มคนแอบอ้างว่าสามารถวิ่งเต้นเพื่อให้เป็นผู้อำนวยการสถานศึกษาได้ โดยอ้างถึงผู้บริหารระดับนโยบาย ระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เมื่อ สอศ.ตรวจสอบพบว่ามีมูลความจริง จึงได้แจ้งความดำเนินคดีที่สถานีตำรวจนครบาลดุสิต เพื่อเอาผิดทางอาญา พร้อมกับตั้งคณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริง โดยมี นายยศพล เวณุโกเศศ รองเลขาธิการ กอศ. เป็นประธาน เพื่อดำเนินการสืบหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

“เรื่องนี้ผมเอาจริง อยากจะตัดวงจรกลุ่มคนเหล่านี้ เพราะไม่อยากให้ใครเอาชื่อเสียงของอาชีวะมาใช้ในลักษณะนี้ สอศ.จะไม่ให้มีกระบวนการตกเบ็ดเข้ามาแทรกการสรรหาผู้อำนวยการเด็ดขาด ขณะนี้มีหลักฐานและข้อมูลเบื้องต้นต่อนข้างมั่นใจว่ามีกระบวนนี้อยู่จริงๆ และสามารถเอาผิดได้แน่นอน เพราะมีทั้งพยานหลักฐาน พยานบุคคลที่สามารถเชื่อมโยงกันได้ เบื้องต้นพบว่ามีทั้งบุคคลในราชการ และคนนอกราชการที่เข้าร่วมเป็นขบวนการหลายคนแต่เท่าที่รู้เป็นเครือข่ายเดียวกัน ซึ่งขณะนี้ สอศ.อยู่ระหว่างหาข้อเท็จจริงเพื่อเอาพยานหลักฐานมอบให้ตำรวจเพิ่มเติม ส่วนจะเป็นข้าราชการระดับไหนนั้น ผมขอยังไม่ให้รายละเอียด แต่เป็นข้าราชการในสังกัด สอศ.ในส่วนภูมิภาคที่ หากพบว่ามีข้าราชการทำผิดต้องได้รับโทษทางวินัย โดยทางคณะกรรมการได้สืบหาข้อเท็จจริงอยู่ คาดว่าจะสรุปข้อมูลให้แล้วเสร็จได้ภายใน 15 วัน” นายสุเทพ กล่าว 

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อว่า ตนได้รายงานเรื่องดังกล่าวให้ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) รับทราบเรียบร้อยแล้ว ซึ่งรัฐมนตรีว่าการ ศธ. ก็ขอบคุณ สอศ.ที่เร่งดำเนินการเรื่องดังกล่าวอย่างรวดเร็ว เพราะไม่อยากให้มีเหลือบพวกนี้เข้ามาอยู่ใน ศธ. และเน้นย้ำให้ สอศ.ดำเนินการเรื่องนี้ถึงที่สุด สกศ.ก็จะดำเนินการเรื่องนี้ทั้งทางวินัยและอาญาโดยเร็วที่สุด ซึ่งรัฐมนตรีทุกท่านก็ให้ดำเนินการในเรื่องนี้ เพราะมีการเอาชื่อผู้ใหญ่ระดับนโยบายไปแอบอ้าง  

‘กสม.’ยกเคส‘คลับเฮาส์เหยียดคนอีสาน’ ห่วง‘บูลลี่-เฮทสปีช’จุดชนวนความรุนแรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628994

‘กสม.’ยกเคส‘คลับเฮาส์เหยียดคนอีสาน’  ห่วง‘บูลลี่-เฮทสปีช’จุดชนวนความรุนแรง

วันจันทร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 1/2565 เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2565 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้พิจารณาเรื่องที่มีผู้ร้องเรียนขอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีบุคคลในสื่อสังคมออนไลน์ “คลับเฮาส์ (Clubhouse)” กระทำการในลักษณะดูถูก เหยียดหยามและ
ด้อยค่าคนอีสาน ซึ่งเป็นกรณีที่นำไปสู่การถกเถียงของสังคมในวงกว้างเมื่อปลายปี2564 ที่ผ่านมา

โดยเห็นว่า กรณีดังกล่าวนอกจากเข้าข่ายละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แล้ว ยังไม่สอดคล้องตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 4 ที่บัญญัติว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง รวมทั้งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 17 (1) ซึ่งระบุว่า บุคคลจะถูกแทรกแซงความเป็นส่วนตัว ครอบครัว เคหสถาน หรือการติดต่อสื่อสารโดยพลการหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายมิได้ และจะถูกลบหลู่เกียรติและชื่อเสียงโดยมิชอบด้วยกฎหมายมิได้ และ (2) บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายมิให้ถูกแทรกแซงหรือลบหลู่เช่นว่านั้น

กรณีที่เกิดขึ้นจึงเป็นการตอกย้ำว่าสังคมไทยมีปัญหาในด้านการตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชนและการเคารพในความแตกต่างของบุคคลทั้งในทางวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต กสม. ยังเห็นว่าปัญหาในลักษณะดังกล่าว โดยเฉพาะการสื่อสารที่ลดทอนคุณค่าหรือกระทบกระเทือนจิตใจของผู้อื่น (บูลลี่-Bully) และการสื่อสารที่สร้างความแตกแยก
(เฮทสปีช-Hate Speech) มีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นตามการพัฒนาของเทคโนโลยีการสื่อสาร ซึ่งทุกภาคส่วนของสังคมควรให้ความสำคัญและพิจารณาหาแนวทางการป้องกันมิให้เกิดปัญหาซ้ำขึ้นอีก

ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขและป้องกันปัญหาลักษณะเดียวกันที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต กสม. จึงมีมติให้ดำเนินการดังนี้ (1) รับคำร้องกรณีการเหยียดหยาม ดูถูกและด้อยค่าคนอีสานไว้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและจัดทำข้อเสนอแนะมาตรการในการป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อไป (2) ศึกษาเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะในเชิงนโยบายหรือข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปด้วยความรอบด้านและมีประสิทธิผล และ (3) ขับเคลื่อนการรณรงค์และเสริมสร้างให้สังคมเกิดความตระหนักและเห็นคุณค่าของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อสร้างสังคมแห่งการเคารพสิทธิมนุษยชนซึ่งกันและกัน

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวในการแถลงข่าวของ กสม. เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2565 ที่ผ่านมา ว่า เรื่อง Bully การรังควานหรือรังแกกัน หรือเรื่อง Hate Speech การสร้างความเกลียดชัง เป็นส่วนหนึ่งของการละเมิดสิทธิหรือศักดิ์ศรีของผู้อื่น โดยเฉพาะ Hate Speech ที่สร้างความเกลียดชังขึ้นในสังคม ในความแตกต่างไม่ว่าจะเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา ความคิด หรือด้านใดก็แล้วแต่ จะนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งแตกแยก และอาจเกิดเรื่องที่ไม่พึงประสงค์ขึ้น เช่น การฆ่าฟันกัน

ซึ่งหลายประเทศโดยเฉพาะที่มีปัญหาเรื่องเกี่ยวกับเชื้อชาติก็จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก และบางประเทศก็จะมีกฎหมายออกมาและมีบทลงโทษเค่อนข้างสูงพื่อควบคุมพฤติกรรมที่เป็นการกระตุ้นสร้างความเกลียดชัง ในขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายในเรื่องนี้ โดย กสม. ก็ได้พูดคุยกันเกี่ยวกับภารกิจในการศึกษาปัญหาการ Bully และ Hate Speech ควรจะมีมาตรการเชิงนโยบายและเชิงกฎหมายอย่างไรเพื่อแก้ไขปัญหานี้

“มีการพูดกันว่าอาจจำเป็นต้องมีกฎหมายเพื่อจะมาดูแลเรื่อง Hate Speech เรื่อง Bully เพื่อลดทอนปัญหานี้ เพื่อไม่ให้มีการไปด้อยค่าคนอื่น เพื่อไม่ให้ก่อให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ เราก็ทราบว่าการสื่อสารไปอยู่ในโลกออนไลน์ อันที่สองบางทีคนก็จะรับข่าวสารที่ตัวเองเห็นด้วยหรือมีแนวโน้มไปในทางนั้น ก็จะเกิดภาวะที่เรียกว่า แชมเบอร์ออฟเอคโค (Chamber of Echo) ก็คือจะฟังเฉพาะสิ่งที่อยากฟังแล้วเสียงก็จะสะท้อนกลับไป-กลับมาก็เลยการยอมรับคนอื่นหรือความแตกต่างยิ่งน้อยลง ยิ่งถ้าไปสร้างความเกลียดชังเกิดขึ้นมา โอกาสที่จะเกิดปัญหาขึ้น หรือเกิดความรุนแรงขึ้นก็จะสูงขึ้น” นายวสันต์ กล่าว

ใช้งานได้จริง-ไม่ทรมานสัตว์ ‘AI’จำแนก‘เจ้าทุย’จาก‘ลายจมูก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628993

ใช้งานได้จริง-ไม่ทรมานสัตว์  ‘AI’จำแนก‘เจ้าทุย’จาก‘ลายจมูก’

วันจันทร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ในขณะที่ “ชาวนา” เปรียบเหมือน “กระดูกสันหลังของชาติ” คอยปลูกข้าวเลี้ยงคนในชาติให้อิ่มท้อง “เจ้าทุย” หรือ “ควาย” เปรียบได้กับ “กระดูกสันหลังของชาวนา” อีกทีโดยเป็นทั้ง “เครื่องมือ” ในการทำนา และเป็น “เพื่อนคู่ทุกข์คู่ยาก” ของชาวนามานับตั้งแต่ที่มีการใช้ควายไถนาเกิดขึ้นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลก

รศ.ดร.วรพันธ์ คู่สกุลนิรันดร์ อาจารย์ประจำกลุ่มวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะวิจัย นำโดย น.สพ.อุดม เจือจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง กรมปศุสัตว์ รศ.ดร.น.สพ.อนุวัตน์ วิรัชสุดากุล คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมทั้ง น.สพ.อภิชาติ ภะวัง น.สพ.บพิธ ปุยะติ น.สพ.สุรพงษ์ เสนาใหญ่ ส.พญ.ธีราภรณ์ พรหมภักดี และ ส.พญ.สุนิสา กินาวงศ์

ทั้งหมดนี้เป็นกลุ่มนักวิจัยไทยที่เป็นกลุ่มบุกเบิก และไขความลับที่น่าอัศจรรย์ของธรรมชาติที่ว่า ในขณะที่ “คน” ใช้ “ลายนิ้ว” ในการระบุอัตลักษณ์ แต่กับ “ควาย” เพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากของชาวนานี้ ใช้ “ลายจมูก” ในการระบุตัวตนที่แตกต่าง จากการทุ่มเททำวิจัยโดยได้สัมผัสจริงกับชีวิตแห่งท้องทุ่ง โดยในปี 2564 ที่ผ่านมารศ.ดร.วรพันธ์ ได้ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างคุณูปการต่อวงการเกษตรไทย ด้วยการจำแนกเมล็ดพันธุ์
ข้าวไทย จนสามารถคว้ารางวัลจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

และมาในปี 2565 นี้ ผลงานนวัตกรรมของ รศ.ดร.วรพันธ์ สามารถสร้างชื่อคว้ารางวัลจาก วช.ได้อีกครั้งในประเภทรางวัลผลงานวิจัย ระดับดี สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและนิเทศศาสตร์ จากการใช้เทคนิค Machine Learning เพื่อการจดจำและระบุอัตลักษณ์ของ “กระบือปลัก” ซึ่งเป็นประเภทของควายที่พบมากที่สุดในประเทศไทย โดยเรียกชื่อสายพันธุ์ตามอุปนิสัยที่ชอบอยู่ในปลักโคลนตามท้องไร่ท้องนา

จากในอดีตของประวัติศาสตร์ปศุสัตว์โลกที่ผ่านมาได้มีความพยายามด้วยวิธีการต่างๆ นานาที่จะจำแนก และระบุอัตลักษณ์ของปศุสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการดั้งเดิมที่ใช้เหล็กเผาไฟจนร้อนแล้วนาบลงบนตัวสัตว์ การเจาะหูติดเบอร์ มาจนถึงวิธีการฝังไมโครชิพ ซึ่งล้วนเป็นการทรมานสัตว์ ทำให้สัตว์ต้องได้รับความเจ็บปวด จากมากมาหาน้อย แม้วิธีการฝังไมโครชิพจะเป็นวิธีล่าสุดที่ทำให้สัตว์เจ็บน้อยที่สุด แต่กลับพบอุปสรรค ขาดความคล่องตัวจากการที่จะต้องอาศัยฮาร์ดแวร์ในการอ่านข้อมูล

ด้วยเทคนิคการใช้ Machine Learning เพื่อการจดจำและระบุอัตลักษณ์ของ “กระบือปลัก” โดยใช้วิธีการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ “ลายจมูก” ที่ได้รับการค้นพบโดย รศ.ดร.วรพันธ์ และคณะวิจัยนี้ นอกจากจะไม่ทำให้สัตว์เจ็บแล้ว ยังสามารถพัฒนาต่อยอดโดยใช้เป็นแพลตฟอร์มในการจดจำและระบุอัตลักษณ์ของสัตว์เศรษฐกิจประเภทอื่นๆ ต่อไปได้อีกในอนาคต

เพื่อรองรับอนาคตแห่งการสร้างสรรค์สังคมและเศรษฐกิจไทยสู่ประเทศแห่งนวัตกรรม มหาวิทยาลัยมหิดล ยังได้มีนโยบายที่จะให้การสนับสนุนนักศึกษาและบุคลากรซึ่งเป็น “อัจฉริยะทาง IT” เช่นเดียวกับ รศ.ดร.วรพันธ์ คู่สกุลนิรันดร์ ได้มี “AI Center” เพื่อการใช้ทรัพยากรร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุดสู่การบรรลุเป้าหมายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) แห่งสหประชาชาติ ข้อที่ 12 ซึ่งว่าด้วยการบริโภคและการผลิตด้วยความรับผิดชอบ(Responsible Consumption and Production) ซึ่งรวมถึงการใช้ทรัพยากรร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุดอีกด้วย

โดย “AI Center” จะเป็นศูนย์กลางซึ่งใช้พื้นที่ของอาคารคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา เพื่อการรองรับเครื่องมือที่ใช้เทคโนโลยี AI ขั้นสูงสู่การสร้างสรรค์ เพื่อสนับสนุนการผลิตผลงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยมหิดลร่วมกันในหลากหลายสาขา ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศได้ต่อไป

____________________มหาวิทยาลัยมหิดล

‘ความเสมอภาคทางเพศ’ การสื่อสารที่แบรนด์ควรตระหนัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628996

‘ความเสมอภาคทางเพศ’  การสื่อสารที่แบรนด์ควรตระหนัก

วันจันทร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

การสื่อสารที่สะท้อนต่อบทบาททุกเพศมีความสำคัญในชีวิตประจำวันและในที่ทำงาน การเลือกใช้ภาษาที่เหมาะสมเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมเชิงบวก สร้างพื้นที่ปลอดภัยทำให้ทุกเพศมีความเท่าเทียมกันและเปิดโอกาสให้ทุกคนผ่านการสื่อสาร โครงสร้างทางสังคมของเพศจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลขึ้นอยู่กับสถานที่เวลา ศาสนา สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ปัจจุบันการจัดหมวดหมู่มีความหลากหลายมากกว่าแค่ชายและหญิง ตัวอย่างเช่น ชุมชน LGBTQ+ มีความหลากหลายทางเพศ รู้สึกว่าการประกาศตัวเองเป็นการเพิ่มขีดความสามารถ จัดพื้นที่ให้ทุกคนมีแสดงออกความชอบของแต่ละคนแม้แตกต่างทำให้เกิดความรู้สึกว่าทุกคนเท่าเทียมกันและมีคุณค่าในตนเอง

ในด้านการสื่อสาร ทั้งในด้านการตลาดและการโฆษณา ความมีตัวตน ทัศนคติ และ บุคลิกภาพ การใช้ 3 อย่าง ดังต่อไปนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารให้ดียิ่งขึ้น “ความมีตัวตน” ใครเป็นหลักในการสื่อสาร ให้ผู้คนหลากหลายวัยและเพศได้สื่อสารข้อความนั้นๆ “ทัศนคติ” เรื่องราวได้รับการบอกเล่าจากมุมมองของใคร อย่างไร รวมทุกมุมมองทางเพศด้วยความเคารพและเท่าเทียมกัน “บุคลิกภาพ” บุคลิกลักษณะเฉพาะ ซึ่งแสดงความแตกต่างผ่านอัตลักษณ์ของบุคคลเหล่านี้

นอกเหนือจากการตระหนักที่เพิ่มขึ้นแล้ว ทุกคนควรได้รับการสนับสนุนในด้านปฏิบัติเพื่อลดความไม่เสมอภาค การสื่อสารมีสองทาง ระหว่างผู้สื่อสารและผู้รับสาร มีการตอบสนอง ดังนั้นการให้หรือฟังข้อเสนอแนะ การเรียนรู้การแบ่งปัน และการปรับตัวจึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการในการสร้างความตระหนัก การมีความเข้าใจในเรื่องความเสมอภาค ใช้ภาษาที่เป็นกลางทางเพศ ใช้คำสรรพนามหรือเหมาะสม อีกทั้งหลีกเลี่ยงการใช้คำที่มีอคติทางเพศ เช่น พูดว่า “ประธาน” แทนประธานชาย/หญิง “เจ้าของธุรกิจ” มากกว่านักธุรกิจชาย/หญิง

คุณพัชรี พันธุมโน หัวหน้าที่ปรึกษา บริษัท แบรนด์นาว เอเชีย กล่าวว่า เมื่อพูดถึงแนวทางการประชาสัมพันธ์และการตลาดสำหรับแบรนด์ เราแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเหมารวมทางเพศ สิ่งที่ควรตระหนักคือประเภทของเนื้อหา สร้างแนวคิดและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความหลากหลายทางเพศ สร้างสมดุลในการสื่อสารภายในและภายนอกด้วยการมุ่งเน้นในเชิงบวกโดยเน้นครอบคลุมทุกคนทุกกลุ่ม

‘มข.’จับมือ 3 หน่วยงาน หารือพัฒนาลุ่มนํ้าโขงหลังยุคโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628992

‘มข.’จับมือ 3 หน่วยงาน  หารือพัฒนาลุ่มนํ้าโขงหลังยุคโควิด

วันจันทร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เป็นเจ้าภาพร่วมกับสมาคมอเมริกาศึกษา ในประเทศไทย และสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย จัดงานสัมมนาออนไลน์การพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงหลังยุคโควิด ในหัวข้อ “The Post-Pandemic of Mekong Development : How U.S. synergizes with Partners in the Sub-Region?” ผ่านระบบ Zoom ซึ่ง รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น Mr.Kevin McCown, Political Officer ตัวแทนจากสถานทูตสหรัฐอเมริกา และ ผศ.อนุชา จินตกานนท์ รักษาการนายกสมาคมอเมริกาศึกษาในประเทศไทย ร่วมเป็นเกียรติกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมการสัมมนาออนไลน์จากภาครัฐและเอกชนกว่า 100 คน

รศ.นพ.ชาญชัย กล่าวในพิธีเปิดว่า แม่น้ำโขงเชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าด้วยกัน นับเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์เชื่อมต่อสำคัญ ไม่เพียงแต่ประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง แต่รวมถึงประเทศอื่นๆ ที่ต้องพึ่งพาโครงข่ายถนน ราง เรือ เพื่อเดินทางและขนส่งสินค้า หลายทศวรรษที่ผ่านมา ทรัพยากรมหาศาล รอบลำโขง ดึงดูดประเทศต่างๆ ให้เข้ามาร่วมลงทุนและพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงนี้ ซึ่งไม่ใช่แค่การพัฒนาทางกายภาพอย่างเดียว แต่รวมไปถึงมิติด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และความเป็นอยู่ของประชาชนตามลุ่มแม่น้ำโขง

การพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีประเทศภายนอก ลุ่มแม่น้ำโขงจำนวนมากเข้ามาตั้งกองทุนต่างๆ เพื่อช่วยให้สมาชิกของประเทศลุ่มน้ำโขงใช้พัฒนาขีดความสามารถด้านทรัพยากรมนุษย์ เช่น การพัฒนาดิจิทัล การส่งเสริมการค้าการลงทุน การพัฒนาเศรษฐกิจ การค้าชายแดนการบริหารจัดการน้ำ การสร้างความเชื่อมโยงและการพัฒนาที่ยั่งยืน

“การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และกระแสโลกาภิวัตน์ ทำให้มิติการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงยิ่งซับซ้อนและท้าทายมากยิ่งขึ้นประเทศไทยในฐานะข้อต่อและประเทศสมาชิกที่สำคัญของลุ่มแม่น้ำโขง การวางแผนจะเดินหน้าความร่วมมือไปทางไหน และจะมีบทบาทอย่างไรต่อการพัฒนากรอบความร่วมมือมิติต่างๆ ในการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงหลังยุคโควิด-19 ในอนาคต จะเป็นไปอย่างไร งานสัมมนาออนไลน์การพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงหลังยุคโควิดในวันนี้ จึงเป็นเวทีการเสวนาที่สำคัญเรื่องแนวคิดความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง อย่างเป็นรูปธรรม” อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าว

‘สถาบันบัณฑิตฯ ศศินทร์’ ชวนฟังสัมมนาออนไลน์ สมัครแข่งขันพัฒนาแผนธุรกิจยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628995

‘สถาบันบัณฑิตฯ ศศินทร์’  ชวนฟังสัมมนาออนไลน์  สมัครแข่งขันพัฒนาแผนธุรกิจยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

Sasin Executive Education ชวนผู้สนใจเข้าร่วมฟังสัมมนาออนไลน์หัวข้อ “Combating the Great Resignation: Learnings & Actionables in a APAC context” บรรยายโดยผู้เชี่ยวชาญด้าน HR จาก SHRM (The Society for Human Resource Management) Dedeepya Adith John, Director – South & Advisory Services SHRM India APAC & MENA ที่จะมาแชร์แนวทางปฏิบัติในเอเชีย ว่าองค์กรควรรับมือกับปัญหาการลาออก และ hybrid workforce อย่างไร

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่ business models ของธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเนื่องจากการระบาดของ
โควิด-19 ซึ่งการสัมมนาจะจัดขึ้นในวันพุธที่ 19 ม.ค. 2565 เวลา18.00-19.00 น. (บรรยายเป็นภาษาอังกฤษ) ไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนได้ที่ https://bit.ly/3rdGLWb

นอกจากนี้ Sasin School of Management ยังร่วมกับ SCG Chemicals จัดการแข่งขัน SCG Bangkok Business Challenge @ Sasin 2022 Thailand Competition เฟ้นหาสุดยอดทีมพัฒนาแผนธุรกิจที่มุ่งเน้นความยั่งยืน พร้อมเปิดรับนิสิต-นักศึกษาระดับปริญญาตรี โท เอก ทุกสาขาจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ที่มีไอเดียทางด้านนวัตกรรมและสุดยอดแผนธุรกิจเพื่อตอบโจทย์สังคมและความยั่งยืน

ในปีนี้การแข่งขัน SCG Bangkok Business Challenge @ Sasin จะครบรอบ 20 ปี ซึ่งการแข่งขันเวทีนี้เริ่มต้นเป็นครั้งแรกในปี 2002 ถือเป็นการบุกเบิกในการจัดการแข่งขันสตาร์ทอัพภาคภาษาอังกฤษสำหรับนักศึกษา ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก โดยปีนี้ เปิดโอกาสให้นักศึกษาร่วมสร้างอนาคตผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “Redefining the Future of Sustainable Ventures” ซึ่งผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน Thailand Competition ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 20 ก.พ. 2565

โดยการแข่งขันจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-27 มี.ค. 2565 ที่สถาบันบัณฑิตฯ ศศินทร์ ชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 150,000 บาท สำหรับทีมที่ชนะการแข่งขันระดับประเทศจะได้เข้าร่วมการแข่งขันระดับโลก (Global Competition) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่าง
วันที่ 8-10 กรกฎาคม 2565 ร่วมชิงถ้วยรางวัลพร้อมเงินสดรวมมูลค่ากว่า 2,000,000 บาท รวมทั้งโอกาสในการ networking กับทีมต่างๆ จากทั่วโลกที่เข้ารอบ มาร่วมเป็นหนึ่งในทีมนิสิต นักศึกษาไทยที่ก้าวไกลสู่เวทีระดับโลกด้วยไอเดียและนวัตกรรมสุดสร้างสรรค์ สมัครได้แล้ววันนี้ที่ https://submit.link/xw สนใจข้อมูลเพิ่มเติม https://bbc.sasin.edu/2022/